ข่าวเลขที่ 23/2569 DIT เดินหน้ายกระดับมาตรฐานชั่งตวงวัด เปิดสำนักงานอุบลฯ–ลุยตรวจทั่วอีสาน สร้างความเชื่อมั่นเกษตรกรขายสินค้าได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย (3 พฤศจิกายน 2568)
วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 -อุบลราชธานี นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นประธานพิธีเปิด สำนักงานชั่งตวงวัดสาขาเขต 2–4 จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมปล่อยขบวน “คาราวานสายตรวจเครื่องชั่งและเครื่องมือวัดสินค้าเกษตร” โดยเปิดเผยว่า “ภายใต้นโยบายของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งสร้าง “ความเป็นธรรมทางการค้าและความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจฐานราก โดย กรมการค้าภายใน (DIT) มีภารกิจงานในการสร้างความเป็นธรรมในด้าน “ชั่งตวงวัด” ที่ขับเคลื่อนโดยกองชั่งตวงวัดส่วนกลางและส่วนภูมิภาคระดมตรวจสอบดูแลความเป็นธรรมให้กับพี่น้องเกษตรกรและประชาชน โดยวันนี้ได้มีการเปิดสำนักงานชั่งตวงวัดแห่งใหม่ ที่จังหวัดอุบลราชธานี ถือเป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านมาตรวิทยาเชิงพาณิชย์ของประเทศ เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว และทั่วถึง โดยเฉพาะในช่วงฤดูผลผลิตของสินค้าเกษตรออกสู่ตลาด เช่น ข้าว ข้าวโพด และมันสำปะหลัง ซึ่งจังหวัดอุบลราชธานีเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” นางสาวญาณีฯ กล่าวต่อว่า “ โดยในวันนี้ได้มีการปล่อยคาราวานสายตรวจเครื่องชั่งและเครื่องวัดสินค้าเกษตร ลงพื้นที่ตรวจสอบใน 5 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และยโสธร ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม – 4 พฤศจิกายน 2568 โดยจัดทีมสายตรวจจำนวน 8 สาย ออกตรวจสถานที่รับซื้อสินค้าเกษตรไม่น้อยกว่า 400 แห่ง เพื่อกำกับให้การซื้อขายเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม การตรวจสอบครั้งนี้ครอบคลุมเครื่องชั่งน้ำหนัก ทั้งประเภทเครื่องชั่งรถยนต์ เครื่องชั่งซื้อขายทั้งประเภทเครื่องชั่งสปริงและเครื่องชั่งดิจิตอล เครื่องวัดความชื้นข้าว และเครื่องวัดเปอร์เซ็นต์เชื้อแป้ง ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญในการซื้อขายพืชเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และ สินค้าเกษตรอีกหลายชนิด เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนฤดูเก็บเกี่ยวสินค้าเกษตรที่สำคัญ “กรมฯ ขอให้เกษตรกรและประชาชนสังเกต สติ๊กเกอร์รูปครุฑของกรมการค้าภายใน ที่ติดบนเครื่องชั่งและเครื่องวัด ซึ่งแสดงว่าได้ผ่านการตรวจสอบแล้ว โดยในปีงบประมาณ 2568 จะใช้สติ๊กเกอร์สีเทาเป็นเครื่องหมายที่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องแล้วและขอให้ผู้ประกอบการทุกแห่งปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากพบการใช้เครื่องชั่งตวงวัดที่ไม่ถูกต้องจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด” นางสาวญาณีกล่าวย้ำ ทั้งนี้ หากตรวจพบการใช้เครื่องมือชั่งตวงวัดที่ไม่ถูกต้อง หรือที่มีค่าความคลาดเคลื่อนเกินเกณฑ์ จะมีความผิดตาม มาตรา 79 แห่งพระราชบัญญัติชั่งตวงวัด พ.ศ. 2542 โทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากมีการดัดแปลงเครื่องมือวัดโดยไม่ได้รับอนุญาต มีความผิดตาม มาตรา 75 โทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 280,000 บาท ในส่วนของผู้บริโภคและเกษตรกร หากพบปัญหาหรือสงสัยว่าได้รับความไม่เป็นธรรมจากการใช้เครื่องชั่งตวงวัด สามารถแจ้งได้ที่ สายด่วน DIT 1569 หรือที่สำนักงานสาขาชั่งตวงวัดและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ สำหรับปีงบประมาณ 2568 ที่ผ่านมา กรมการค้าภายในได้ตรวจสอบเครื่องมือวัดทั่วประเทศแล้วกว่า 9 ล้านเครื่อง พบการกระทำผิดเพียง 455 ราย หรือไม่ถึงร้อยละ 0.2 โดยกรมฯ ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อให้ทุกการซื้อขายสินค้าเกษตรเป็นธรรม โปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและเกษตรกรทั่วประเทศ นางสาวญาณี ศรีมณี กล่าวทิ้งท้ายว่า “กรมการค้าภายในจะเดินหน้ายกระดับมาตรฐานการตรวจสอบชั่งตวงวัดของไทยให้เป็นมาตรฐานสากล เพราะงานชั่งตวงวัด เป็นกลไกสำคัญของในการคุ้มครองผู้บริโภคและสร้างความเที่ยงตรงในระบบการค้า เมื่อเครื่องชั่งและเครื่องวัดมีมาตรฐาน เกษตรกรก็มั่นใจได้ว่าจะได้รับราคาที่เป็นธรรม ผู้ประกอบการก็สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างโปร่งใส นี่คือหัวใจของนโยบายสร้างความเป็นธรรมทางการค้า เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้แข็งแรง ขอให้พี่น้องเกษตรกรมั่นใจได้ว่า การขายผลผลิตของท่านจะได้รับเงินอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย”
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 22/2569 DIT ลุยภาคอีสาน! เตรียมความพร้อมโรงสีรับผลผลิตข้าวนาปี 2568/69 หนุนโครงการชดเชยดอกเบี้ย เสริมสภาพคล่องรับซื้อข้าวชาวนา พยุงราคาข้าวต้นฤดูกาล (3 พฤศจิกายน 2568)
นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อติดตามการรับซื้อข้าวเปลือกใน โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก โดยเปิดเผยว่า “รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลเสถียรภาพสินค้าเกษตร โดยเฉพาะ “ข้าว” ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ และเป็นหนึ่งใน นโยบาย Quick Big Win ของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งยกระดับรายได้และสร้างเสถียรภาพให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน กรมการค้าภายใน จึงได้ติดตามและขับเคลื่อนมาตรการโครงการชดเชยดอกเบี้ยฯ เพื่อรองรับปริมาณข้าวเปลือกในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก นางสาวญาณี กล่าวต่อว่า “สำหรับปีการผลิต 2568/69 ในฤดูกาลนาปีคาดว่าทั่วประเทศจะมีผลผลิตรวมกว่า 26.99 ล้านตัน และจังหวัดอุบลราชธานีเป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิที่สำคัญของประเทศ โดยเฉพาะพันธุ์ “ขาวดอกมะลิ 105” ซึ่งเป็นข้าวคุณภาพสูงที่เกษตรกรส่วนใหญ่ปลูก โดยในช่วงนี้ผลผลิตทยอยออกสู่ตลาดและจะออกมากในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนนี้” โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา กรมการค้าภายในได้เริ่มดำเนินโครงการชดเชยดอกเบี้ย โดยพิจารณาคุณสมบัติของโรงสีที่เข้าสมัครมาทั้งหมดและให้เริ่มรับซื้อตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งเริ่มเร็วกว่าปีก่อน เพื่อให้ผู้ประกอบการและโรงสีสามารถรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรได้ทันก่อนผลผลิตออกสู่ตลาด โดยในโครงการรัฐจะชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตราร้อยละ 3 เป็นระยะเวลา 2–6 เดือน เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่องในการกู้เงินจากสถาบันการเงินมารับซื้อและเก็บสต็อกข้าว โดยในปีนี้มีผู้ประกอบการโรงสีให้ความสนใจเข้าร่วมมากถึง 217 ราย จาก 44 จังหวัดทั่วประเทศ รวมเป้าหมายดูดซับข้าวเปลือกกว่า 4 ล้านตัน เพื่อชะลอการจำหน่ายผลผลิตออกตลาดในช่วงต้นฤดูกาล และช่วยสร้างเสถียรภาพราคาข้าวอย่างยั่งยืน สำหรับ จังหวัดอุบลราชธานีมีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 11 ราย รวมวงเงินสินเชื่อกว่า 1,350 ล้านบาท คิดเป็นปริมาณข้าวกว่า 146,400 ตัน โดยหนึ่งในโรงสีหลักคือ โรงสีข้าวยิ่งไพบูลย์ (2007) จำกัด ซึ่งได้รับจัดสรรวงเงินสินเชื่อ 370 ล้านบาท เพื่อดูดซับข้าวกว่า 30,000 ตัน จากเกษตรกรในพื้นที่ ถือเป็นโรงสีที่มีความพร้อมทั้งด้านศักยภาพการผลิตและมาตรฐานคุณภาพ ได้รับการรับรอง GMP, ISO 9001:2015 และ Halal มีกำลังการสีข้าวกว่า 200 ตันต่อวัน“ นางสาวญาณี กล่าวระหว่างการตรวจเยี่ยมว่า “โรงสียิ่งไพบูลย์เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่ให้ความร่วมมือกับกรมการค้าภายในมาอย่างต่อเนื่อง การเข้าร่วมโครงการชดเชยดอกเบี้ยในปีนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้โรงสี แต่ยังช่วยให้เกษตรกรมีตลาดรองรับผลผลิตในราคาที่เป็นธรรม ซึ่งถือเป็นการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ให้เกิดผลจริงในพื้นที่” นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังเดินหน้าสร้างความเป็นธรรมให้แก่พี่น้องเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง โดยได้สั่งการให้สำนักงานชั่งตวงวัดส่วนภูมิภาคลงพื้นที่ตรวจสอบ เครื่องชั่งน้ำหนักรถบรรทุกและเครื่องวัดความชื้น ของผู้ประกอบการรับซื้อข้าวเปลือกทั่วประเทศ เนื่องจากเป็นเครื่องมือที่มีผลโดยตรงต่อราคารับซื้อ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรว่าการชั่งน้ำหนักและวัดความชื้นมีความเที่ยงตรง โปร่งใส และตรวจสอบได้ “กรมฯ จะดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกษตรกรขายข้าวได้ในราคาที่เป็นธรรม และขอให้พี่น้องเกษตรกรเกี่ยวข้าวในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้ข้าวมีความชื้นที่ได้มาตรฐาน (ความชื้น 15%) ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรได้รับราคารับซื้อที่ดีที่สุด” รองอธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวย้ำ ด้าน นายอานุภาพ ภรณ์พิริยะนิยม อุปนายกสมาคมโรงสีข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือกล่าวขอบคุณกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ที่ได้ดำเนินมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะโครงการชดเชยดอกเบี้ย ซึ่งช่วยเสริมกำลังให้ผู้ประกอบการโรงสีสามารถรับซื้อข้าวจากเกษตรกรได้มากขึ้น “โครงการนี้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการชะลอผลผลิตข้าวเปลือกไม่ให้ออกสู่ตลาดพร้อมกัน ซึ่งหากเกิดขึ้นจะกระทบต่อราคาทั้งข้าวเปลือกและข้าวสาร การมีโครงการชดเชยดอกเบี้ยช่วยให้โรงสีสามารถบริหารสต็อกได้ดีขึ้น เกษตรกรขายได้ในราคาที่เหมาะสม และทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน” นายอานุภาพ กล่าว “กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์และประสานกับหน่วยงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้โครงการชดเชยดอกเบี้ยเกิดผลเป็นรูปธรรม ช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และสร้างเสถียรภาพราคาข้าวอย่างยั่งยืนต่อไป” นางสาวญาณีฯ กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 21/2569 DIT ลงพื้นที่ติดตามการจับจ่าย “คนละครึ่งพลัส”–ร้านค้าธงฟ้าพร้อมรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐวันแรก (1 พฤศจิกายน 2568)
วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 กรุงเทพมหานคร — นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน (DIT) ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์การจับจ่ายใช้สอยของประชาชนหลังรัฐบาลเริ่มโครงการ “คนละครึ่งพลัส” โดยได้ตรวจเยี่ยม “ตลาดถนอมมิตร” ย่านวัชรพล ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่อยู่ในความส่งเสริมของกรมการค้าภายใน มีทั้งโซนตลาดสดและอาหารปรุงสำเร็จ และถือเป็นตลาดที่มีร้านค้ามาตรฐาน สะอาด และจำหน่ายสินค้าในราคาประหยัด นายวิทยากร กล่าวว่า “จากที่ DIT ได้ติดตามสถานการณ์การจำหน่ายสินค้าของร้านค้า และเสียงตอบรับจากประชาชน ในโครงการ“คนละครึ่งพลัส” มาแล้ว 4 วัน (ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 68 ) โดยทั้งร้านค้าธงฟ้า และร้านอาหารธงฟ้าที่เข้าร่วมโครงการ ประชาชนมีการจับจ่ายใช้สอยกันอย่างคึกคัก ทำให้ร้านค้า ร้านอาหารมียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากโครงการดังกล่าว“ นายวิทยากร กล่าวต่อว่า “วันนี้ DIT จึงได้มาเยี่ยมเยียนพี่น้องประชาชน และร้านค้าที่มีการจำหน่ายสินค้าผ่านโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ณ ตลาดสดบ้าง โดยวันนี้เราอยู่กันที่ ตลาดถนอมมิตร ย่านวัชรพล ซึ่งทราบจากคุณศุภกร กิจคณากร กรรมการผู้จัดการตลาด ว่าร้านค้าทุกร้านเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส 100% ทำให้ประชาชนที่มาซื้อของกินใช้สิทธิ์กันอย่างคึกคัก ส่งผลให้พ่อค้าแม่ค้ามียอดขายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยกว่า 80% จากช่วงก่อนโครงการ ประชาชนส่วนใหญ่ยืนยันว่าการใช้สิทธิ์ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก และสะท้อนเสียงเดียวกันว่ารัฐควรพิจารณาเพิ่มวงเงินและขยายระยะเวลาโครงการต่อเนื่อง เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปี” หลังจากนั้น อธิบดีกรมการค้าภายในได้ตรวจเยี่ยมร้านค้าธงฟ้าประชารัฐในพื้นที่ใกล้เคียงย่านวัชรพล ซึ่งเป็นวันแรกของการเพิ่มวงเงิน 850 บาท ใน “โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” จากเดิม 300 บาทต่อเดือน เป็น 1,150 บาทต่อเดือน ในช่วงเดือนพฤศจิกายน–ธันวาคม รวมสองเดือนประชาชนได้รับสิทธิ์รวม 2,300 บาทต่อคน ครอบคลุมผู้ถือบัตรกว่า 13.4 ล้านสิทธิ์ทั่วประเทศ นายวิทยากร เปิดเผยเพิ่มเติมว่า “ร้านค้าธงฟ้าประชารัฐเป็นร้านที่อยู่ภายใต้การส่งเสริมของกรมการค้าภายใน ซึ่งมีมากกว่า 150,000 ร้านทั่วประเทศ ส่วนใหญ่รองรับการใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยมีการปิดป้ายราคาชัดเจนและจำหน่ายสินค้าในราคายุติธรรม เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าซื้อสินค้าราคาเดียวกันไม่ว่าจะใช้เงินสด สิทธิ์คนละครึ่ง หรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” จากการสอบถามร้านค้าธงฟ้าในพื้นที่พบว่า หลังการเติมเงินรอบใหม่ ประชาชนเริ่มทยอยเข้ามาซื้อสินค้าจำเป็นเพิ่มขึ้น เช่น ข้าวสาร น้ำปลา น้ำมันพืช และของใช้ในครัวเรือน โดยยอดขายต่อวันขยับขึ้นชัดเจน หลายร้านมีการเพิ่มสต็อกสินค้าไว้ล่วงหน้าเพื่อรองรับความต้องการของประชาชนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคจำนวนมากกล่าวขอบคุณภาครัฐที่ออกมาตรการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวทิ้งท้ายว่า “กรมฯ ได้แจ้งให้ร้านค้าธงฟ้าประชารัฐทั่วประเทศเตรียมความพร้อมทั้งระบบและสินค้าเพื่อรองรับความต้องการซื้อของประชาชน ขอให้ประชาชนสังเกตป้ายแสดงราคาสินค้าให้ชัดเจน และย้ำว่าการจำหน่ายต้องเป็น ‘ราคาเดียวกันทุกช่องทาง’ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับความเป็นธรรมสูงสุดจากทุกโครงการของภาครัฐ”
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 20/2569 DIT ลุยตรวจร้านธงฟ้า–คนละครึ่งพลัส ยอดขายพุ่ง 80% ย้ำขายราคาเดียว ห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคา ฝ่าฝืนมีโทษจำคุก 7 ปี ปรับสูงสุด 140,000 บาท (31 ตุลาคม 2568)
วันที่ 31 ตุลาคม 2568 — นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน (DIT) ลงพื้นที่ติดตามร้านค้าธงฟ้าประชารัฐในโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ของรัฐบาล โดยกรมติดตามสถานการณ์การจับจ่ายใช้สอยของประชาชน และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ว่าร้านค้าที่อยู่ในโครงการธงฟ้าประชารัฐ ทั้งร้านค้าและร้านอาหาร มีระบบรองรับและมีราคาที่เป็นธรรม โดยวันนี้กรมฯ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมร้านค้าชุมชนย่านถนนสามัคคี อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี ที่ ร้านกิจโชติ ซึ่งเป็นร้านธงฟ้าประชารัฐจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นในชีวิตประจำวัน พบว่าร้านค้ามียอดขายเพิ่มขึ้นกว่าปกติ ร่วม 80% และได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากประชาชนในพื้นที่ที่มาซื้อสินค้าโดยใช้สิทธิ์ในโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งได้รับเสียงสะท้อนจากประชาชนว่าช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้จริง นายวิทยากร กล่าวเพิ่มว่า “จากการติดตามสถานการณ์ร้านค้าในโครงการ พบว่า ร้านค่าธงฟ้าประชารัฐที่กรมการค้าภายในดูแล ทั่วประเทศกว่า 150,000 ร้านค้า เข้าโครงการคนละครึ่งพลัส จำนวน 148,509 ร้านค้า หรือมากกว่า 90% ของทั้งหมด ส่วนร้านอาหารธงฟ้า มีมากกว่า 5,000 แห่งทั่วประเทศ และในขณะนี้มีร้านที่เข้าร่วมแล้วกว่า 1,500 แห่ง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด และจะทยอยเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งวันนี้กรมฯ ยังได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมร้านอาหาร “พอใจ” ซอยอารีย์ ซึ่งเป็นร้านอาหารธงฟ้าประเภทข้าวแกงราคาประหยัดที่ได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง มีราคาประหยัด และปริมาณเหมาะสม กรมการค้าภายในยังมีแผนส่งเสริมร้านอาหารธงฟ้าให้สามารถลดต้นทุนวัตถุดิบ โดยเชื่อมโยงจากผู้ผลิต เช่น สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ และสมาคมข้าวสารบรรจุถุง โรงงานผู้ผลิตวัตถุดิบอาหาร น้ำมันพืช น้ำตาลทราย เป็นต้น เพื่อช่วยให้ร้านสามารถจัดเมนู “อิ่มแน่นอน ราคายุติธรรม” พร้อมขอความร่วมมือให้ร้านค้ารักษาปริมาณอาหารในระดับปกติ ไม่ลดปริมาณ เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มค่าในการบริโภค ในส่วนของเรื่องร้องเรียน กรมฯ ได้รับรายงานการร้องเรียนผ่านสายด่วน 1569 รวมแล้ว 5 เรื่อง เกี่ยวกับร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าราคาสูงขึ้น หรือ ราคาแตกต่างระหว่าง “เงินสด” และ “คนละครึ่ง” โดย DIT ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงตามข้อมูลเบาะแสที่ได้รับแจ้ง” นายวิทยากร กล่าวย้ำว่า “กรมการค้าภายใน ขอย้ำว่า การจำหน่ายสินค้าทั้งแบบชำระเงินสดและใช้สิทธิ์คนละครึ่ง ต้องมีราคาเดียวกัน หากพบการกระทำผิดเข้าข่าย “ฉวยโอกาสจำหน่ายสินค้าเกินราคาควร” จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับนอกจากนี้ ร้านค้าที่ไม่ติดป้ายแสดงราคาสินค้าให้ชัดเจนจะมีโทษปรับสูงสุด 10,000 บาท โดยผู้แจ้งเบาะแสสามารถแจ้งข้อมูลมาพร้อมหลักฐาน โดยขอให้ระบุสถานที่ตั้งของร้านค้า และพฤติการณ์การจำหน่ายสินค้า ที่เข้าข่ายความผิดตามกฏหมาย เพื่อกรมจะได้ส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้ในทันที ”กรมฯ ขอขอบคุณร้านค้าส่วนใหญ่ที่ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการจำหน่ายสินค้าและอาหารในราคาที่เท่าเทียมกัน เพื่อช่วยกันสร้างระบบเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง เพื่อให้คนไทยทุกคนได้ “อิ่ม คุ้ม สบายกระเป๋า” ไปด้วยกัน“ นายวิทยากร กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 19/2568 DIT รับลูกนายกฯ ลงพื้นที่คุมเข้มราคาชุดดำ–ป้องกันการฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชน พร้อมเดินหน้ามาตรการลดค่าครองชีพ รองรับโครงการ “คนละครึ่ง” เริ่มพรุ่งนี้ (28 ตุลาคม)
วันที่ 28 ตุลาคม 2568 นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน (DIT) เปิดเผยหลังจากลงพื้นที่ตรวจติดตามร้านค้าปลีกจำหน่ายชุดและเสื้อผ้าดำย่านท่าน้ำนนท์ ว่า “จากสถานการณ์ที่ประชาชนทั่วประเทศพร้อมใจร่วมถวายความอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ส่งผลให้ความต้องการจัดหาชุดดำและเสื้อผ้าโทนไว้ทุกข์เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในออกติดตามสถานการณ์ด้านราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาหรือกักตุนสินค้า พร้อมกำชับให้ดูแลให้มีสินค้าเพียงพอและจำหน่ายในราคาที่เป็นธรรม นายวิทยากร กล่าวว่า “ตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา กรมการค้าภายในได้มีการวางแผนจัดการ โดยได้มีการพูดคุยกับโรงงานผู้ผลิตรายใหญ่และเช็คสต๊อกกับห้างค้าส่งค้าปลีก ซึ่งผู้ผลิตรายใหญ่ช่วงแรกอาจจะมีความขลุกขลักเล็กน้อย เนื่องจากไม่ได้มีการเตรียมตัว แต่ตอนนี้สถานการณ์ของโรงงานผู้ผลิตมีความพร้อมแล้ว ในส่วนห้างโมเดิร์นเทรดใหญ่ซึ่งมีสต๊อกของสินค้าอยู่แล้วก็พร้อมจำหน่ายให้แก่พี่น้องประชาชนได้ทันที“ นายวิทยากร กล่าวเพิ่มว่า “DIT ยังได้ส่งเจ้าหน้าที่ระดมสายตรวจลงพื้นที่อย่างเข้มข้นต่อเนื่อง ได้ลงพื้นที่แหล่งค้าส่งขนาดใหญ่ ได้แก่ ประตูน้ำ โบ๊เบ๊ สำเพ็ง พาหุรัด มีการจำหน่ายในราคาปกติ และวันนี้ได้ลงพื้นที่ย่านท่าน้ำนนท์ จังหวัดนนทบุรี ร่วมกับพาณิชย์จังหวัดนนทบุรี นายสงกรานต์ เพ็ชรน้ำเขียว และเจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) เพื่อติดตามสถานการณ์การจำหน่ายชุดดำและผ้าสีดำ พบว่ามีการแข่งขันด้านราคาสูง สินค้ามีเพียงพอ ราคาโดยรวมยังอยู่ในระดับปกติ และผู้ประกอบการให้ความร่วมมือดีในการปิดป้ายแสดงราคาอย่างชัดเจน“ “ขณะนี้มีเรื่องร้องเรียนจากประชาชนบางส่วน โดยกรณีแรกเกี่ยวกับราคาส่ง–ราคาปลีกที่แตกต่างตามจำนวนที่ซื้อ ซึ่งได้ตรวจสอบแล้วว่าเป็นไปตามปกติของระบบการค้า อีกกรณีเป็นเรื่องราคาของผ้าที่ซื้อจำนวนมากกับซื้อจำนวนน้อย ซึ่งราคาจะต่างกันตามคุณภาพและต้นทุน ทั้งนี้ ได้กำชับให้ผู้ประกอบการต้องแสดงราคาจำหน่ายทุกประเภทให้โปร่งใสเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจได้อย่างเป็นธรรม” นายวิทยากรกล่าว นอกจากนี้ ในช่องทางออนไลน์ กรมฯ ได้จัดชุดติดตามพิเศษ เนื่องจากมีการจำหน่ายสินค้าทั้งจากในประเทศและนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งราคามีความหลากหลายขึ้นอยู่กับคุณภาพสินค้า โดยกรมฯ จะกำกับดูแลไม่ให้มีการใช้คำโฆษณาหรือบอกราคาที่หลอกลวงผู้บริโภค “ขอบคุณทุกฝ่ายที่ให้ความร่วมมือในช่วงเวลาที่ประชาชนมีความต้องการสินค้าเพื่อถวายความอาลัย โดยกรมการค้าภายในใช้หลักกฎหมายอย่างเคร่งครัดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 หากผู้ประกอบการไม่ปิดป้ายแสดงราคาตามมาตรา 28 มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และหากฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสูงเกินสมควรเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 29 มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ“ “หากประชาชนซื้อสินค้าแล้วไม่ได้คุณภาพ ไม่ตรงปก หรือพบเห็นการเอาเปรียบด้านราคา สามารถแจ้งสายด่วน 1569 ของกรมการค้าภายในได้ทันที กรมฯ พร้อมส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด เพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชน” อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าว ในส่วนของมาตรการลดค่าครองชีพ นายวิทยากรเปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้เตรียมความพร้อมรองรับโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ซึ่งจะเริ่มวันพรุ่งนี้ (29 ต.ค. 68) โดยที่กรมการค้าภายในได้เก็บข้อมูลราคาจำหน่ายสินค้า และขอความร่วมมือร้านจำหน่ายชุดดำทุกราย ให้งดปรับขึ้นราคาหลังเริ่มโครงการคนละครึ่ง และให้จำหน่ายในราคาที่เหมาะสมต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังได้มีแผนประสานร้านอาหารธงฟ้ากว่า 1,500 แห่งในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ให้มีเมนูอาหารราคาประหยัดจำหน่ายแก่ประชาชน โดยกรมฯ จะจัดหาวัตถุดิบสำคัญ เช่น ข้าวสาร น้ำมันพืช เนื้อสัตว์ ไข่ไก่ และผักสด ไปสนับสนุนเพื่อช่วยลดต้นทุนผู้ประกอบการและให้สามารถจำหน่ายอาหารคุณภาพดีในราคาพิเศษ ทั้งนี้ กรมการค้าภายในจะรายงานผลการติดตามสถานการณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้ามาตรการเชิงรุกทุกด้าน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่ารัฐบาลดูแลทุกมิติของค่าครองชีพอย่างแท้จริง และจะไม่ยอมให้มีการฉวยโอกาสทางการค้าในช่วงเวลาที่คนไทยกำลังร่วมแสดงความอาลัยของแผ่นดิน นายวิทยากร กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 18/2568 “DIT” เร่งเครื่องมาตรการชดเชยดอกเบี้ยโรงสีรับซื้อข้าว ดึงผลผลิต 4 ล้านตัน ออกจากตลาดตั้งแต่ต้นฤดูกาลปี 2568/69 เตรียมชง นบข.เพิ่มมาตรการช่วยชาวนา (28 ตุลาคม)
DIT กรมการค้าภายใน เดินหน้ามาตรการพยุงราคาข้าวนาปีเต็มกำลัง เร่งชดเชยดอกเบี้ยจูงใจโรงสีรับซื้อข้าวตั้งแต่ต้นฤดูกาล ดึงผลผลิตออกจากตลาด 4 ล้านตัน พร้อมใช้มาตรการชะลอการขายคู่ขนานเพื่อรักษาเสถียรภาพ ,เตรียมชง นบข. ดึง 3 หน่วยงานรับซื้อข้าวเปลือกอีก 3 ล้านตัน แผนเร่งรัดระบายข้าว และส่งเสริมการสร้างมูลค่าข้าวคุณภาพสูง นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินมาตรการดูแลราคาข้าวนาปี ปีการผลิต 2568/69 ว่า “กรมการค้าภายในได้มีการประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าว ในการเก็บสต๊อก ปีการผลิต 2568/69 ซึ่งในปีนี้ได้รับการตอบรับจากผู้ประกอบการ โรงสี สถาบันเกษตรกรอย่างคึกคักตั้งแต่ต้นฤดูกาลและมีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการมากกว่าปีที่ผ่านมา โดยมีผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 217 ราย จาก 44 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งจะดึงผลผลิตข้าวเปลือกนาปีเข้ามาเก็บสต๊อกโดยมีเป้าหมาย 4 ล้านตัน ภายใต้วงเงิน 642 ล้านบาท“ นางสาวญาณีฯ กล่าวต่อว่า “ในปีนี้มีผู้ประกอบการสมัครเข้าร่วมโครงการชดเชยดอกเบี้ยฯ มากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของภาคเอกชนต่อมาตรการของรัฐ โดยผู้ประกอบการจะเริ่มรับซื้อและเก็บสต็อกตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ถึง 31 มีนาคม 2569 และจะสิ้นสุดระยะเวลาโครงการ วันที่ 31 ตุลาคม 2570 โดยจะรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร และเก็บสต็อกไว้ 2 – 6 เดือน โดยรัฐจะชดเชยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี เพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงินให้ผู้ประกอบการสามารถนำเงินไปซื้อข้าวเปลือกจากพี่น้องเกษตรกร มาเก็บไว้ในสต๊อกก่อนนำออกขายภายหลังฤดูกาล โดยเชื่อว่าการดำเนินโครงการจะช่วยดึงผลผลิตออกจากตลาดได้และจะส่งผลดีต่อราคาข้าวในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดกระจุกตัว และจะสามารถรักษาเสถียรภาพราคาข้าวภายในประเทศได้ โดยขณะนี้มีผลผลิตออกสู่ตลาดแล้ว 6.76 ล้านตันข้าวเปลือก คิดเป็น 25% ของผลผลิตทั้งหมด และจะเข้าสู่ช่วงผลผลิตออกมากในเดือนพฤศจิกายนนี้” “นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังได้ดำเนินมาตรการคู่ขนานเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าว อาทิ โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี โดยให้เกษตรกรเก็บข้าวในยุ้งฉางและรับค่าฝากเก็บ 1,500 บาทต่อตัน เป้าหมาย 3 ล้านตัน รวมถึงโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2568/69 รองรับข้าวเปลือกกว่า 1.5 ล้านตัน และนอกจากมาตรการดังกล่าว กรมการค้าภายในในฐานะผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) เตรียมเสนอให้ นบข. พิจารณามาตรการดูแลราคาข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69 เพิ่มเติม โดยให้ 3 หน่วยงาน คือ องค์การคลังสินค้า (อคส.) องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เข้ามารับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร เป้าหมาย 3 ล้านตัน เพื่อช่วยดึงราคาข้าวเปลือกในช่วงที่ผลผลิตกำลังจะออกสู่ตลาดมาก ในส่วนของการเร่งรัดการระบายข้าว พร้อมทั้งผลักดันสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น สนับสนุนเครื่องสีข้าว ช่วยพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าจำหน่าย” นางสาวญาณี กล่าว สำหรับสถานการณ์ราคาข้าวล่าสุด ณ วันที่ 27 ตุลาคม 2568 ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิอยู่ในช่วง 15,200–16,500 บาทต่อตัน ข้าวเปลือกปทุมธานี 8,200–8,700 บาทต่อตัน ข้าวเปลือกเจ้า 6,100–6,800 บาทต่อตัน และข้าวเปลือกเหนียว 8,000–8,700 บาทต่อตัน ถือเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนว่าตลาดมีความเชื่อมั่นในทิศทางนโยบายข้าวของรัฐบาล ซึ่งเมื่อมาตรการต่าง ๆ เริ่มขับเคลื่อนอย่างเต็มรูปแบบ จะยิ่งสร้างแรงหนุนให้ราคาข้าวปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 17/2568 DIT ขอความร่วมมือผู้ประกอบการจำหน่ายชุดดำในราคาที่เหมาะสม ไม่ฉวยโอกาสขึ้นราคา ย้ำต้องปิดป้ายชัดเจน – สถานการณ์จำหน่ายทั่วประเทศราคาทรงตัว สินค้ามีเพียงพอรองรับความต้องการประชาชนช่วงถวายความอาลัย (26 ตุลาคม 2568)
วันที่ 26 ตุลาคม 2568 นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน (DIT) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันที่ประชาชนทั่วประเทศร่วมถวายความอาลัย ทำให้ความต้องการจัดหาชุดดำและเสื้อผ้าโทนไว้ทุกข์เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กรมการค้าภายในจึงได้เร่งติดตามสถานการณ์ด้านราคาและต้นทุนสินค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาหรือจำหน่ายสินค้าเอาเปรียบผู้บริโภค พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการ ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า และแพลตฟอร์มออนไลน์ ให้จำหน่ายสินค้าดังกล่าวในราคาที่เหมาะสม สอดคล้องกับต้นทุนจริง และต้องแสดงป้ายราคาชัดเจนทุกชิ้น ทุกช่องทาง เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและเปรียบเทียบราคาก่อนตัดสินใจซื้อได้อย่างโปร่งใส นายวิทยากร ระบุว่า จากการติดตามสถานการณ์ล่าสุด พบว่าต้นทุนวัตถุดิบสำหรับการผลิตเสื้อสีดำไม่มีการปรับเพิ่ม โดยผ้า TC ซึ่งใช้ในการผลิตเสื้อโปโลและผ้ายืด ยังคงมีราคาทรงตัวที่ประมาณ 40 บาทต่อหลา ขณะที่ผ้ายืดสำเร็จรูปอยู่ที่ 180–400 บาทต่อกิโลกรัม (หนึ่งกิโลกรัมผลิตเสื้อได้ประมาณ 3 ตัว) และมีปริมาณสต๊อกเพียงพอต่อความต้องการของโรงงานผู้ผลิต ด้านการจำหน่ายสินค้าในตลาด พบว่าสินค้ามีเพียงพอต่อการรองรับความต้องการ โดยผู้ผลิตรายใหญ่และร้านค้าส่ง ยังคงราคาจำหน่ายส่ง อยู่ในช่วง 100–400 บาทต่อชิ้น ตามแบบ และคุณภาพของผ้า ส่วนห้างค้าปลีก รายงานว่ายังไม่มีการปรับขึ้นราคา เสื้อคอกลมจำหน่ายที่ 199–299 บาท เสื้อโปโล 299–359 บาท และเสื้อเชิ้ตแขนยาว 399–499 บาท และพร้อมเตรียมจำหน่ายในโครงการคนละครึ่งในราคาสนับสนุนตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในช่วงเวลาสำคัญ อย่างไรก็ตาม กรมฯ ได้รับแจ้งเบาะแสจากประชาชนผ่านสายด่วน 1569 เกี่ยวกับร้านค้าจำหน่ายชุดดำในราคาสูงขึ้น 1 ราย ในพื้นที่ตลาดโบ๊เบ๊ จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างเร่งด่วน พร้อมเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบตลาด ร้านค้าจำหน่ายเสื้อผ้า และช่องทางออนไลน์ทั่วประเทศ หากพบการกระทำผิดจะดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 โดยกรณีไม่ปิดป้ายราคา มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท หากจำหน่ายในราคาที่สูงเกินสมควรหรือเอาเปรียบผู้บริโภค มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกรณีกักตุนสินค้าเพื่อหวังผลกำไร มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นายวิทยากร ย้ำว่า “DIT จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ประชาชนสามารถจัดหาชุดดำและเสื้อผ้าโทนไว้ทุกข์ได้ในราคาที่เป็นธรรม มีทางเลือกหลากหลายทั้งจากหน้าร้านและช่องทางออนไลน์ พร้อมสร้างความมั่นใจว่าประชาชนจะไม่ถูกเอาเปรียบจากสถานการณ์ปัจจุบัน.
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 16/2569 DIT ร่วม CIB บุกจับโรงบรรจุก๊าซหุงต้ม บรรจุน้ำหนักขาด สร้างความเสียหายให้แก่ประชาชน ลุยตรวจต่อเนื่อง สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน (23 ตุลาคม 2568)
DIT ร่วม CIB บุกจับโรงบรรจุก๊าซหุงต้ม บรรจุน้ำหนักขาด สร้างความเสียหายให้แก่ประชาชน ลุยตรวจต่อเนื่อง สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน กรมการค้าภายใน (DIT) ลงพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก ตรวจเข้มโรงบรรจุก๊าซหุงต้ม พบถังก๊าซบรรจุน้ำหนักขาด ดำเนินคดีตามกฎหมายเอาผิดสถานประกอบการ เพื่อคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคและสร้างความเป็นธรรมทางการค้า นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่สายตรวจเฉพาะกิจชั่งตวงวัด กรมการค้าภายใน ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) หรือ CIB ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการบรรจุก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) สำหรับหุงต้ม และโรงบรรจุก๊าซปิโตรเลียมเหลวในพื้นที่ตำบลพลายชุมพล ตำบลท่าทอง และตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 โดยจากการตรวจสอบพบว่า สถานประกอบการแห่งหนึ่งในตำบลท่าโพธิ์ มีถังก๊าซบรรจุขนาด 15 กิโลกรัม จำนวน 52 ถัง มีน้ำหนักก๊าซที่บรรจุไม่ครบตามปริมาณที่ระบุไว้เฉลี่ยขาด 1.3 กิโลกรัมต่อถัง เจ้าหน้าที่จึงได้อายัดของกลางไว้ในที่เกิดเหตุ พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาในความผิดฐาน “เป็นผู้บรรจุสินค้าหีบห่อโดยรู้ว่าปริมาณของสินค้าที่บรรจุไม่ถูกต้องตามที่แสดงไว้ ซึ่งน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน” และ “เป็นผู้จำหน่ายสินค้าหีบห่อที่แสดงปริมาณไว้โดยรู้ว่าปริมาณของสินค้าที่บรรจุไม่ถูกต้องตามที่แสดงไว้” อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติมาตราชั่งตวงวัด พ.ศ.2542 โดยพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพิษณุโลก จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป“ นางสาวญาณี กล่าวต่อว่า “ภายหลัง (วันที่ 17 ตุลาคม 2568) สำนักงานสาขาชั่งตวงวัดเขตพิษณุโลก ได้เข้าตรวจสอบเพิ่มเติมที่โรงบรรจุก๊าซแห่งเดียวกัน พบว่ามีก๊าซหุงต้มที่บรรจุไว้แล้วแต่ยังไม่ผนึกซีลอีก 193 ถัง โดยทั้งหมดมีน้ำหนักขาดจากที่ระบุ เจ้าหน้าที่จึงสั่งให้ผู้จัดการโรงบรรจุดำเนินการบรรจุก๊าซให้ครบตามปริมาณที่ระบุข้างถัง และให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบยืนยันความถูกต้องก่อนนำออกจำหน่ายให้ประชาชน“ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า “การกระทำดังกล่าวถือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคอย่างร้ายแรง เพราะผู้บริโภคต้องจ่ายเงินเต็มจำนวนแต่ได้รับสินค้าที่มีปริมาณน้อยกว่าที่แสดงไว้ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเป็นธรรมทางการค้าและความเชื่อมั่นของประชาชน กรมการค้าภายในจึงดำเนินการอย่างเข้มงวดในการตรวจสอบเครื่องชั่ง เครื่องวัด และสถานประกอบการบรรจุก๊าซทั่วประเทศ เพื่อให้การซื้อขายสินค้าเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม และขอให้ประชาชนสังเกตการใช้งานว่าหมดก๊าซหุงต้มเร็วกว่าปกติที่เคยใช้หรือไม่ โดยหากพบการจำหน่ายก๊าซหุงต้มที่มีน้ำหนักไม่ครบตามที่ระบุไว้ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน โทร.1569 สำนักงานสาขาชั่งตวงวัด หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภคและสร้างความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจของประเทศ”
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ