ข่าวเลขที่ 175/2569 “พาณิชย์” ติดตามแปลงมันกาญจนบุรี หนุนท่อนพันธุ์ดี 5 ล้านลำ รับมือใบด่าง เพิ่มผลผลิต-เติมวัตถุดิบอุตสาหกรรม (30 มิถุนายน 2569)
กรมการค้าภายในลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ติดตามผลโครงการสนับสนุนท่อนพันธุ์มันสำปะหลังคุณภาพดีให้เพียงพอกับความต้องการของตลาด หลังร่วมบูรณาการกับหน่วยงานกระทรวงเกษตรฯ และภาคเอกชน กระจายท่อนพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างแล้วกว่า 2.524 ล้านลำ จากเป้าหมายรวม 5 ล้านลำ มุ่งช่วยเกษตรกรเข้าถึงพันธุ์สะอาด คุณภาพดี เพิ่มผลผลิตต่อไร่ และสร้างเสถียรภาพให้อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทย นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินโครงการสนับสนุนท่อนพันธุ์มันสำปะหลังคุณภาพดีให้เพียงพอกับความต้องการของตลาด เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 ณ แปลงปลูกในพื้นที่ตำบลสิงห์ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ว่า กรมการค้าภายในได้ร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร รวมทั้งมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย และมูลนิธิกองทุนมันสำปะหลัง ในการจัดหาและกระจายท่อนพันธุ์มันสำปะหลังคุณภาพดี โดยเฉพาะพันธุ์ต้านทานและพันธุ์ทนทานต่อโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง ให้เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกรและภาคอุตสาหกรรม นางสาวญาณี กล่าวว่า โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายสนับสนุนท่อนพันธุ์คุณภาพดีรวม 5 ล้านลำ แยกเป็นพันธุ์ต้านทาน 4 ล้านลำ และพันธุ์ทนทาน 1 ล้านลำ โดยขณะนี้มีการกระจายท่อนพันธุ์ต้านทานแล้วรวม 2.524 ล้านลำ แบ่งเป็นการดำเนินงานผ่านมูลนิธิกองทุนมันสำปะหลัง 2.30 ล้านลำ และกรมวิชาการเกษตร 0.224 ล้านลำ ซึ่งจะดำเนินการกระจายต่อเนื่องไปจนถึงปลายปีเพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังสำคัญสามารถเข้าถึงท่อนพันธุ์ที่มีคุณภาพได้มากขึ้น“กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลังยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อผลผลิต หากเกษตรกรใช้ท่อนพันธุ์ที่ไม่สะอาดหรือไม่ทนทานต่อโรค จะทำให้ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ลดลง บางพื้นที่อาจกระทบถึงเปอร์เซ็นต์แป้ง และเกิดความเสียหายในแปลงปลูก ซึ่งท้ายที่สุดจะกระทบต่อรายได้เกษตรกร อุตสาหกรรมมันสำปะหลัง และมูลค่าการส่งออกของประเทศ” นางสาวญาณี กล่าว นอกจากนี้ จากการลงพื้นที่ติดตามแปลงปลูกในครั้งนี้ พบว่าแปลงที่ได้รับท่อนพันธุ์ต้านทาน เช่น พันธุ์อิทธิ 1 อิทธิ 3 มีการเจริญเติบโตดี และยังไม่พบการติดโรคใบด่าง เมื่อเทียบกับบางแปลงใกล้เคียงที่ใช้พันธุ์ทั่วไปซึ่งยังมีความเสี่ยงต่อโรค ขณะเดียวกันเกษตรกรได้ดูแลแปลงอย่างเหมาะสม ทั้งการวางระบบน้ำหยด การจัดการน้ำและปุ๋ย ส่งผลให้คาดว่าจะได้ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 7–8 ตันต่อไร่ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไป และช่วยให้ผลผลิตมีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาดและโรงงานแปรรูป ด้านนายบรมัตถ์พงษ์ พลเยี่ยม พาณิชย์จังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า จังหวัดกาญจนบุรีเป็นหนึ่งในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังสำคัญของประเทศ และเกษตรกรต้องเผชิญปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลังมาอย่างต่อเนื่อง การที่กรมการค้าภายในและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาสนับสนุนท่อนพันธุ์สะอาดและมีคุณภาพ ถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยฟื้นความมั่นใจให้กับเกษตรกร ลดความเสียหายจากโรค และเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรมีรายได้สูงขึ้น นายรังสี ไผ่สอาด นายกสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมาคมขอขอบคุณกรมการค้าภายในที่จัดสรรงบประมาณสนับสนุนท่อนพันธุ์ต้านทานและทนทานต่อโรคใบด่างให้แก่พื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยเฉพาะอำเภอไทรโยค ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พบการระบาดของโรคใบด่างในวงกว้าง การได้รับท่อนพันธุ์คุณภาพดีมาปลูกขยาย จะช่วยให้เกษตรกรมีแหล่งพันธุ์สะอาดสำหรับใช้ในฤดูเพาะปลูกต่อไป และช่วยลดความเสี่ยงจากการนำพันธุ์ที่ไม่ผ่านการรับรองมาใช้ “กรมการค้าภายในจะประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามผลการเพาะปลูก การกระจายท่อนพันธุ์ และคุณภาพของท่อนพันธุ์มันสำปะหลังอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การดำเนินโครงการสามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างตรงจุด สร้างเสถียรภาพให้กับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของไทย และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลก ทั้งนี้ ขอความร่วมมือพี่น้องเกษตรกรเลือกซื้อหรือใช้ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ หรือจากแหล่งที่อยู่ภายใต้การกำกับ ดูแล หรือดำเนินการโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมวิชาการเกษตร สถาบันการศึกษา หรือหน่วยงานวิจัยของรัฐ เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพของพันธุ์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการได้ผลผลิตที่ดี ทั้งในด้านผลผลิตต่อไร่และคุณภาพแป้ง อันจะส่งผลดีต่อรายได้ของเกษตรกรในระยะยาว” นางสาวญาณี กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 174/2569 คึกคัก! พาณิชย์โชว์ศักยภาพกุ้งไทยระดับโลก จัด “ไทยช่วยไทยพลัส : ต้องชม ต้องกินกุ้ง” ที่ภูเก็ต กระตุ้นบริโภคตลาดท่องเที่ยว (27 มิถุนายน 2569)
บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ร่วมกับจังหวัดภูเก็ต สมาคมกุ้งไทย ภาคการท่องเที่ยว และภาคเอกชน จัดกิจกรรม “ไทยช่วยไทยพลัส : ต้องชม ต้องกินกุ้ง” 24-28 มิ.ย. 69 ณ สวนสาธารณะสะพานหิน จังหวัดภูเก็ต เพื่อผลักดันการบริโภคกุ้งไทยในประเทศ ยกระดับภาพลักษณ์กุ้งไทยสู่การเป็นสินค้า World Class และช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่ได้รับผลกระทบจากภาวะการส่งออกที่ชะลอตัว นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการยกระดับภาพลักษณ์ “กุ้งไทย” สู่สินค้าพรีเมียม สร้างการรับรู้ให้ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวได้เข้าถึงกุ้งไทยคุณภาพมาตรฐานระดับโลก ควบคู่กับการดำเนินมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง โดยกรมการค้าภายในได้เพิ่มกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและกระตุ้นการบริโภคกุ้งไทย เพื่อช่วยดูดซับผลผลิตและพยุงราคากุ้งเกรด A และเกรด B ภายในประเทศ พร้อมขยายช่องทางการจำหน่ายและเชื่อมโยงตลาด เพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง นายวิทยากร กล่าวต่อว่า จังหวัดภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกและเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก จึงเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมในการนำกุ้งคุณภาพจากเกษตรกรไทยมาส่งตรงถึงผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว โดยกุ้งไทยกว่า 70% ผลิตจากพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งถือเป็นแหล่งผลิตสำคัญของประเทศและได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพมาตรฐานระดับสากล จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ส่งผลกระทบต่อการส่งออกกุ้งไทยในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์จึงเร่งขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศควบคู่กับการขยายตลาดส่งออก โดยมุ่งเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส สร้างการรับรู้ให้ผู้บริโภคเข้าถึงกุ้งไทยคุณภาพดีได้มากขึ้น พร้อมช่วยดูดซับผลผลิตและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้จัดกิจกรรม “ไทยช่วยไทยพลัส : ต้องชม ต้องกินกุ้ง” ระหว่างวันที่ 24–28 มิถุนายน 2569 ณ สวนสาธารณะสะพานหิน จังหวัดภูเก็ต เปิดพื้นที่ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งภาคใต้นำผลผลิตมาจำหน่ายโดยตรงถึงผู้บริโภค พร้อมขยายการรณรงค์บริโภคกุ้งไทยผ่านห้างค้าส่ง ค้าปลีก และห้างท้องถิ่นทั่วประเทศกว่า 4,630 สาขา รวมทั้งได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายโรงแรมกว่า 1,000 แห่ง ในการสนับสนุนการใช้กุ้งจากแหล่งผลิตภาคใต้และประชาสัมพันธ์กิจกรรมสู่ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังเดินหน้ามาตรการเชื่อมโยงตลาด ทั้งการเปิดจุดรับซื้อในแหล่งผลิต การเชื่อมโยงผู้ประกอบการรับซื้อ ผู้ส่งออก และโรงงานแปรรูปเข้ารับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร การจัดกิจกรรมรณรงค์บริโภคกุ้งผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส (ธงฟ้า) และการจัดคาราวานสินค้าประมงในพื้นที่ต่าง ๆ โดยคาดว่าจะสามารถช่วยกระตุ้นการบริโภคและดูดซับผลผลิตกุ้งได้ไม่น้อยกว่า 500 ตัน ผ่านความร่วมมือของทุกภาคส่วน ภายในงานพบกับกุ้งสดจากเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งภาคใต้ อาหารทะเลสดและอาหารทะเลแปรรูป สินค้าจากตลาดต้องชม สินค้าชุมชน และผลไม้ตามฤดูกาลกว่า 20 บูธ พร้อมกิจกรรมส่งเสริมการขายและกิจกรรมสร้างสีสันตลอดงาน อาทิ นาทีทองราคาพิเศษ กิจกรรมตักกุ้ง การแข่งขันรับประทานกุ้ง และการสาธิตเมนูอาหารจากกุ้ง นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในระยะยาว กระทรวงพาณิชย์จะร่วมกับสมาคมกุ้งไทยและทุกภาคส่วนเร่งสร้างแบรนด์และอัตลักษณ์กุ้งไทยให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก พร้อมผลักดันการเปิดตลาดใหม่ ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างผ่านการทำงานร่วมกับคณะกรรมการพัฒนากุ้งไทย (Shrimp Board) เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมกุ้งไทยให้กลับมาเป็นสินค้าระดับ World Class ที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคทั่วโลกอีกครั้ง
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 173/2569 DIT เดินหน้า “ไทยช่วยไทย” ชวนอุดหนุนสินค้าชุมชนในงาน “Villages to Town : เริ่ดจากถิ่น ช้อปฟินในเมือง” ตั้งเป้าสร้างมูลค่าการค้ากว่า 20 ล้านบาท (26 มิถุนายน 2569)
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “ไทยช่วยไทย” จัดงาน “Villages to Town : เริ่ดจากถิ่น ช้อปฟินในเมือง” ระหว่างวันที่ 24–28 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า เพื่อนำของดีจากเครือข่าย ตลาดต้องชม และ หมู่บ้านทำมาค้าขาย ทั่วประเทศสู่ผู้บริโภคในเมือง สร้างตลาด เพิ่มโอกาสทางการค้า และยกระดับรายได้ให้ผู้ประกอบการชุมชนและเกษตรกรอย่างยั่งยืน นายจิรวุฒิ กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ไม่ใช่เพียงงานแสดงและจำหน่ายสินค้า แต่เป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยง “ชุมชนกับตลาด” และ “อัตลักษณ์ท้องถิ่นกับโอกาสทางเศรษฐกิจ” ผ่านการนำสินค้า อาหาร งานหัตถกรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สะท้อนเอกลักษณ์ของแต่ละชุมชนมาต่อยอดเป็นมูลค่าเพิ่ม เพราะกรมการค้าภายในเชื่อว่า “อัตลักษณ์ท้องถิ่น คือทุนสำคัญที่สามารถสร้างรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างยั่งยืน” ภายในงานรวบรวมสินค้าชุมชนกว่า 50 คูหา ทั้งสินค้าเกษตร อาหารพื้นถิ่น ผลิตภัณฑ์แปรรูป งานหัตถกรรม ของใช้ และผลไม้ไทยคุณภาพจากทั่วประเทศ เปิดโอกาสให้ประชาชนเลือกซื้อสินค้าจากผู้ผลิตโดยตรง พร้อมกิจกรรม Workshop ถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น การส่งเสริมการขาย และ Live Commerce ร่วมกับ Influencer และ KOL เพื่อขยายตลาดทั้งออฟไลน์และออนไลน์ให้ผู้ประกอบการชุมชน นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังร่วมรณรงค์บริโภคผลไม้ไทยตามฤดูกาล โดยเฉพาะ เงาะและมังคุด เพื่อช่วยดูดซับผลผลิต เพิ่มช่องทางการจำหน่าย และสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมการค้าภายในไม่ได้มุ่งเพียงการจัดพื้นที่จำหน่ายสินค้า แต่ดำเนินการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาคุณภาพสินค้า การสร้างแบรนด์และอัตลักษณ์ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การพัฒนาการตลาด ตลอดจนการเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับภาคค้าปลีก ภาคธุรกิจ ภาคการท่องเที่ยว และช่องทางการค้าออนไลน์ เพื่อให้เกิดการสั่งซื้ออย่างต่อเนื่องและสร้างรายได้ในระยะยาว โดยปัจจุบันกรมฯ ส่งเสริมเครือข่ายการค้าชุมชนมากกว่า 300 แห่งทั่วประเทศ แบ่งเป็น ตลาดต้องชม 251 แห่ง ใน 74 จังหวัด และหมู่บ้านทำมาค้าขาย 57 แห่ง ใน 40 จังหวัด นายจิรวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มูลค่าการค้าชุมชนในเครือข่ายของกรมการค้าภายในเติบโตต่อเนื่อง จาก 2,541.61 ล้านบาทในปี 2567 และเพิ่มเป็น 2,675.64 ล้านบาทในปี 2568 สะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาสินค้าควบคู่กับการสร้างตลาดและเชื่อมโยงช่องทางการจำหน่าย สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้กลับคืนสู่ชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม สำหรับการจัดงานครั้งนี้ กรมการค้าภายในตั้งเป้าสร้างมูลค่าทางการค้าไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งยอดจำหน่ายภายในงานและการค้าต่อเนื่องหลังจบงานจากการสั่งซื้อซ้ำ การจับคู่ธุรกิจ และการขยายช่องทางจำหน่าย โดยมุ่งยกระดับเศรษฐกิจชุมชนจาก “การขายสินค้า” ไปสู่ “การขายคุณค่าและอัตลักษณ์ของชุมชน” เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน กรมการค้าภายในจึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมเที่ยวชมและอุดหนุนสินค้าชุมชน ชิมผลไม้ไทยคุณภาพ และเลือกซื้อของดีจากทั่วประเทศ ในงาน “Villages to Town : เริ่ดจากถิ่น ช้อปฟินในเมือง” ระหว่างวันที่ 24–28 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า เพราะทุกการเลือกซื้อสินค้าไทย ไม่ใช่เพียงการอุดหนุนผู้ผลิต แต่คือการร่วมสร้างตลาด สร้างมูลค่า และสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน พร้อมร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 172/2569 พาณิชย์เอาจริง! สนธิกำลังลงพื้นที่ติดตามการรับซื้อมะพร้าวเข้ม ห้ามกดราคารับซื้อ สั่งโรงงานรายงานข้อมูลรับซื้อทุกระยะ คุ้มครองรายได้เกษตรกร (25 มิถุนายน 2569)
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากกรณีที่ราคามะพร้าวผลแก่และเนื้อมะพร้าวปรับตัวลดลง และมีกระแสข่าวเกี่ยวกับการกดราคารับซื้อในบางพื้นที่ กรมการค้าภายในไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้ สนธิกำลังร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การรับซื้อมะพร้าวอย่างเข้มงวด เพื่อกำกับดูแลให้การซื้อขายเป็นธรรม และป้องกันไม่ให้มีการฉวยโอกาสกดราคารับซื้อที่สร้างความเสียหายแก่เกษตรกร กรมการค้าภายในได้กำชับให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่แหล่งผลิตสำคัญ เร่งติดตามสถานการณ์การรับซื้อของโรงงานแปรรูปมะพร้าว โรงงานผลิตกะทิสำเร็จรูป โรงงานแปรรูปมะพร้าวสกัดเย็น ผู้รวบรวมผลผลิต และผู้นำเข้าอย่างใกล้ชิด พร้อมขอความร่วมมือให้ รายงานข้อมูลราคารับซื้อ ปริมาณการรับซื้อ สต็อกวัตถุดิบ ปริมาณการผลิต และปัจจัยที่ใช้ประกอบการกำหนดราคารับซื้อ ต่อกรมการค้าภายในอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้ติดตามความเหมาะสมของราคารับซื้อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และรายได้ของเกษตรกร หากพบพฤติการณ์ที่เข้าข่ายเอาเปรียบเกษตรกร หรือมีการกำหนดราคารับซื้อที่ไม่เป็นธรรม กรมการค้าภายในจะเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที และดำเนินการตามอำนาจหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความเป็นธรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ กรมการค้าภายในได้ประสานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และจังหวัดชุมพร ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และมีกำหนดลงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสัปดาห์หน้า เพื่อรับฟังข้อเท็จจริงจากทุกภาคส่วน พร้อมกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ก่อนหน้านี้ กรมการค้าภายในได้หารือร่วมกับผู้ประกอบการโรงงานกะทิ โรงงานแปรรูปมะพร้าว และผู้นำเข้า ขอความร่วมมือให้รับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง และให้ความสำคัญกับการใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นลำดับแรก เพื่อช่วยดูดซับผลผลิต ลดผลกระทบด้านราคา และรักษาเสถียรภาพตลาดมะพร้าวของประเทศ นายจิรวุฒิ กล่าวย้ำว่า กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง หากพบการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นธรรมทางการค้า หรือสร้างความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกร จะดำเนินการตรวจสอบและใช้มาตรการที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของเกษตรกร และสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่อุปทาน
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 171/2569 กรมการค้าภายใน ผนึกทุกภาคส่วนเร่งช่วยผู้เลี้ยงกุ้ง ดันบริโภคในประเทศ–ขยายตลาดส่งออก พร้อมสร้างแบรนด์ “กุ้งไทย” เพิ่มมูลค่าสู่ตลาดท่องเที่ยว (25 มิถุนายน 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยขณะลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การผลิตและการตลาดกุ้งในพื้นที่ภาคใต้ ณ จังหวัดภูเก็ต ว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ความสำคัญกับการดูแลพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะผู้เลี้ยงกุ้ง กรมการค้าภายในจึงเร่งขยายช่องทางการตลาดและช่วยดูดซับผลผลิต เพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาวะตลาดกุ้งที่ชะลอตัวอยู่ในขณะนี้ นายวิทยากร กล่าวต่ออีกว่า กรมการค้าภายในได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์การกระจายกุ้งผ่านเครือข่ายภาคเอกชน และได้หารือร่วมกับสมาคมกุ้งไทย และพันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้งไทย จากจังหวัดระนอง อ่าวพังงา และภูเก็ต โดยมีผู้แทนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง หอการค้าจังหวัดภูเก็ต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเร่งด่วนและตรงจุด นายวิทยากร กล่าวว่า จากการหารือภาคเอกชนและเกษตรกร ได้แนวทางการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โดยกรมการค้าภายในได้เพิ่มกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและกระตุ้นการบริโภคกุ้งไทย เพื่อช่วยดูดซับผลผลิตและพยุงราคากุ้งเกรด A และเกรด B ภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น ควบคู่กับการเร่งเจรจากับประเทศมาเลเซียในการเปิดตลาดกุ้งไทยให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว นอกจากการพยุงราคาและขยายตลาดแล้ว การปรับโครงสร้างระหว่างต้นทุนและราคาเป็นส่วนสำคัญ ที่จะทำให้รายได้ของพี่น้องเกษตรกรมีความเหมาะสม โดยสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งไทยจะปรับโครงสร้างการผลิตเพื่อลดต้นทุน โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) ในฟาร์มเลี้ยงกุ้ง รวมถึงภาครัฐจะเสนอแนวทางช่วยเหลือด้านราคาแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง เสนอต่อคณะกรรมการนโยบายและพัฒนากุ้งและผลิตภัณฑ์ (Shrimp Board) เพื่อพิจารณา นายวิทยากร ยังกล่าวต่ออีกว่า ขณะเดียวกัน ทั้งภาครัฐและเอกชนมุ่งให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์สินค้าเกษตรไทย โดยจะร่วมกันผลักดันการสร้างแบรนด์ “กุ้งไทย” (Thai Shrimp) ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อยกระดับภาพลักษณ์และเพิ่มมูลค่าสินค้า โดยมีแผนจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการบริโภคกุ้งไทยในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ จังหวัดภูเก็ตและจังหวัดกระบี่ ประสานความร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในการประชาสัมพันธ์กุ้งไทยผ่านท่าอากาศยานและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ รวมถึงขยายการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่าง ๆ และผลักดันการขยายตลาดต่างประเทศผ่านเครือข่ายสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) นายวิทยากร กล่าวว่า เพื่อเป็นการเร่งการดูดซับผลผลิตในระยะนี้ กรมการค้าภายในได้ประสานความร่วมมือกับผู้ประกอบการค้าปลีกและค้าส่งรายใหญ่ ได้แก่ Makro, Lotus’s, Tops, GO Wholesale, Big C และ Super Cheap เพื่อเพิ่มปริมาณการรับซื้อกุ้งไทยจากแหล่งผลิตภาคใต้ และกระจายจำหน่ายผ่านสาขาทั่วประเทศ ช่วยเพิ่มการดูดซับผลผลิตและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งอย่างเป็นรูปธรรม “กรมการค้าภายในจะเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาด้านการตลาด ควบคู่กับการยกระดับภาพลักษณ์และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กุ้งไทย เพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งมีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนต่อไป” นายวิทยากร กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 170/2569 พาณิชย์ติดตามใกล้ชิด! ราคาบรรจุภัณฑ์พลาสติกเริ่มปรับลด หลังวิกฤตตะวันออกกลางคลี่คลาย คาดทยอยลดลงต่อเนื่อง (24 มิถุนายน 2569)
นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์ราคาวัตถุดิบและสินค้าบรรจุภัณฑ์พลาสติกอย่างใกล้ชิด ภายหลังจากที่ในช่วงเดือนมีนาคม 2569 เกิดความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาพลังงาน โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบ ปรับตัวผันผวน รวมถึงการขนส่งวัตถุดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซเกิดความติดขัด กระทบต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีและการผลิตเม็ดพลาสติกทั่วโลก จากการติดตามข้อมูลราคาเม็ดพลาสติกประเภท PE, PP และ PET พบว่า ในช่วงเดือนมีนาคม 2569 ราคาเม็ดพลาสติกปรับตัวสูงขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ประมาณ 27–58% โดย HDPE เพิ่มขึ้น 31% PP เพิ่มขึ้น 50% และ PET เพิ่มขึ้น 58% ส่งผลให้ผู้ประกอบการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกและสินค้าอุปโภคบริโภคมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เริ่มคลี่คลายในเดือนพฤษภาคม 2569 หลังราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับลดลง และการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาดำเนินการได้ดีขึ้น ส่งผลให้ราคาเม็ดพลาสติกเริ่มปรับตัวลดลง ขณะที่ผู้นำเข้าได้เพิ่มปริมาณการนำเข้าเม็ดพลาสติกมากขึ้นกว่า 39% เพื่อรองรับความต้องการใช้ภายในประเทศ ทำให้ปริมาณวัตถุดิบมีเพียงพอและช่วยลดแรงกดดันด้านราคา จากการติดตามสถานการณ์ตลาดบรรจุภัณฑ์พลาสติก พบว่าสินค้าสำคัญ เช่น กล่องอาหารพลาสติก ถุงพลาสติกร้อน-เย็น ถุงหูหิ้ว และถุงขยะ ยังคงมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน และเริ่มมีการปรับลดราคาจำหน่ายลงแล้ว โดย ณ วันที่ 17 มิถุนายน 2569 ราคาบรรจุภัณฑ์พลาสติกบางรายการปรับลดลงประมาณ 2–6 บาทต่อกิโลกรัม ได้แก่ ถุงพลาสติกร้อน-เย็น จาก 47 บาทต่อกิโลกรัม เหลือ 42 บาทต่อกิโลกรัม ลดลง 11% ถุงหูหิ้ว จาก 51 บาทต่อกิโลกรัม เหลือ 45 บาทต่อกิโลกรัม ลดลง 12% ถุงขยะ จาก 42 บาทต่อกิโลกรัม เหลือ 40 บาทต่อกิโลกรัม ลดลง 5% นอกจากนี้ ผลจากการที่กรมการค้าภายในได้ใช้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ โดยกำหนดให้เม็ดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์พลาสติกเป็นสินค้าที่อยู่ภายใต้การติดตามดูแลของคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) อย่างใกล้ชิด มีการติดตามสถานการณ์ด้านต้นทุน ปริมาณสต็อก การผลิต การนำเข้า และการจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งประสานความร่วมมือกับผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้ประกอบการในทุกระดับ เพื่อป้องกันการกักตุนสินค้าและการฉวยโอกาสปรับราคาที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง ส่งผลให้ปัจจุบันปริมาณเม็ดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์พลาสติกมีเพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ ไม่เกิดภาวะขาดแคลนสินค้า ขณะเดียวกันเมื่อสถานการณ์ต้นทุนวัตถุดิบและราคาพลังงานเริ่มผ่อนคลาย ผู้ประกอบการสามารถปรับลดราคาจำหน่ายลงได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลดีต่อทั้งภาคธุรกิจและประชาชนผู้บริโภค ขณะที่ผู้ประกอบการในพื้นที่ก็สะท้อนภาพเดียวกันว่า ราคาบรรจุภัณฑ์เริ่มทยอยปรับลดลงตามต้นทุนวัตถุดิบที่ผ่อนคลายลง โดยผู้ประกอบการจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ในตลาดฐานเพชร จังหวัดนนทบุรี เปิดเผยว่า ช่วงที่ผ่านมา ราคาสินค้าบรรจุภัณฑ์ปรับลดลงค่อนข้างมาก บางรายการลดลงลังละ 200–300 บาท โดยเฉพาะกลุ่มกล่องบรรจุอาหาร และแก้วพลาสติกที่บางชนิดปรับลดลงราว 100–200 บาท แม้ว่าปริมาณการสั่งซื้อของลูกค้าจะยังใกล้เคียงเดิม เนื่องจากเป็นสินค้าที่ร้านอาหารและผู้ประกอบการต้องใช้เป็นประจำทุกวัน ขณะเดียวกันทางโรงงานก็ยังสามารถจัดส่งสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง และหากต้นทุนจากโรงงานปรับลดลงอีก ผู้ค้าก็พร้อมทยอยปรับราคาลงตามต้นทุนเช่นกัน “กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์ราคาเม็ดพลาสติกและราคาสินค้าบรรจุภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การปรับลดต้นทุนวัตถุดิบสะท้อนมายังราคาสินค้าปลายทางอย่างเหมาะสม และเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการและประชาชนผู้บริโภค โดยคาดว่าราคาบรรจุภัณฑ์พลาสติกจะทยอยปรับลดลงเพิ่มเติมตามทิศทางราคาพลังงานและราคาเม็ดพลาสติกในตลาดโลกที่เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น” นายฉันทพัทธ์ กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 169/2569 พาณิชย์หารือ 3 สมาคมปุ๋ย ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ประเมินแนวโน้มปริมาณและราคาคลี่คลาย เร่งเดินหน้าทำงานใกล้ชิดทุกภาคส่วนรักษาระดับราคาให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เพื่อไม่เป็นภาระกับเกษตรกร (22 มิถุนายน 2569)
วันที่ 22 มิถุนายน 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับผู้แทน 3 สมาคมปุ๋ย ได้แก่ สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย และสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร เพื่อติดตามสถานการณ์ปุ๋ยภายหลังเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อความกังวลด้านปริมาณและราคาปุ๋ยในตลาดโลก นางศุภจี กล่าวว่า แม้ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอน แต่รัฐบาลได้ทำงานร่วมกันในลักษณะ “ทีมไทยแลนด์” อย่างใกล้ชิด โดยติดตามสถานการณ์ร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อบริหารจัดการปริมาณปุ๋ยให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ พร้อมดูแลให้ราคาจำหน่ายสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและไม่เป็นภาระแก่เกษตรกร ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา มีเรือสินค้าบรรทุกปุ๋ยจำนวน 5 ลำได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ แต่จากการประสานงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้เรือบางส่วนสามารถเดินทางออกจากพื้นที่ได้แล้ว ขณะที่อีกส่วนหนึ่งได้มีการปรับเปลี่ยนเส้นทางขนส่งเพื่อให้สามารถนำสินค้าเข้าสู่ประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง “สถานการณ์ปุ๋ยในปัจจุบันเริ่มมีสัญญาณคลี่คลายมากขึ้น ทั้งในด้านปริมาณสินค้าและแนวโน้มด้านราคา อย่างไรก็ตาม ภาครัฐและภาคเอกชนยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นและลดผลกระทบต่อเกษตรกรให้ได้มากที่สุด” นางศุภจี กล่าว ด้านนายเทพวิทย์ เตียวสุรัตน์กุล ที่ปรึกษาสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย กล่าวว่า สถานการณ์ปุ๋ยยูเรียในตลาดโลกเริ่มมีสัญญาณผ่อนคลายมากขึ้น หลังจากในช่วงประมาณ 3 เดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่สามารถนำเข้าปุ๋ยยูเรียจากแหล่งผลิตในตะวันออกกลางได้ตามปกติ แต่ในเดือนมิถุนายนเริ่มมีการส่งออกสินค้าจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อีกครั้ง ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตปุ๋ยในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบีย ได้ปรับรูปแบบการขนส่ง โดยลำเลียงสินค้าทางบกจากฝั่งอ่าวเปอร์เซียไปยังท่าเรือฝั่งทะเลแดงก่อนส่งออกมายังประเทศไทย ส่งผลให้การนำเข้าสินค้ามีความต่อเนื่องมากขึ้น และช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อการบริหารจัดการปริมาณปุ๋ยในระยะต่อไป นายเทพวิทย์ กล่าวว่า แนวโน้มราคาปุ๋ยยูเรียในตลาดโลกเริ่มทรงตัวและมีสัญญาณผ่อนคลายลง ขณะที่ปุ๋ยประเภท NP และ NPK ชะลอการปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำให้แนวโน้มราคาปุ๋ยในระยะต่อไปมีทิศทางสอดคล้องกับต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรในการเข้าถึงปัจจัยการผลิตในระดับราคาที่เหมาะสม นอกจากนี้ ปัจจุบันปริมาณปุ๋ยในประเทศยังอยู่ในระดับที่รองรับความต้องการใช้ได้ โดยกรมการค้าภายในมีระบบติดตามข้อมูลสต็อกและปริมาณสินค้าจากผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประเทศไทยยังมีทางเลือกในการจัดหาปุ๋ยจากประเทศผู้ผลิตรายสำคัญอื่น ๆ เพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงในอนาคต ด้านนายกองเอก เปล่งศักดิ์ ประกาศเภสัช นายกสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย กล่าวว่า สมาคมปุ๋ยทั้ง 3 สมาคมพร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการด้านปริมาณสินค้าและราคาอย่างใกล้ชิด โดยยึดหลักความเป็นธรรมและคำนึงถึงผลประโยชน์ของเกษตรกรเป็นสำคัญ นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ยังคงติดตามและกำกับดูแลราคาปุ๋ยอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การจำหน่ายเป็นไปตามกลไกตลาดและต้นทุนที่แท้จริง โดยที่ผ่านมาได้ตรวจสอบการจำหน่ายและป้องกันการกักตุนสินค้าในพื้นที่ต่าง ๆ แล้วกว่า 1,640 แห่ง และได้ดำเนินการตามกฎหมายในกรณีที่พบการกระทำความผิด พร้อมเปิดช่องทางให้เกษตรกรแจ้งข้อมูลหากพบการจำหน่ายในราคาที่ไม่เหมาะสม เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบได้ทันที สำหรับการช่วยเหลือเกษตรกรในระยะสั้น กระทรวงพาณิชย์ยังคงดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระปัจจัยการผลิต ธงเขียวราคาประหยัดพลัส” อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนด้านปุ๋ย โดยตั้งเป้าดำเนินการใน 40 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการแล้ว 6 จังหวัด และจะเดินหน้าต่อเนื่องไปจนถึงเดือนสิงหาคม 2569 ส่วนมาตรการระยะกลางและระยะยาว รัฐบาลเตรียมขับเคลื่อนโครงการ “ปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์คนละครึ่ง” ช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกร โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผ่านกรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน และสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ เพื่อวิเคราะห์ความต้องการใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมกับชนิดพืชและสภาพพื้นที่ ช่วยให้เกษตรกรใช้ปัจจัยการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต ทั้งนี้ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับชนิดปุ๋ยและพันธุ์พืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ รวมทั้งสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยชดเชยดอกเบี้ยให้ร้อยละ 3 ต่อปี จากอัตราปกติร้อยละ 6 ต่อปี ส่งผลให้เกษตรกรจ่ายดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 3 ต่อปี เพื่อสนับสนุนการลงทุนด้านการผลิตทางการเกษตร นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านต้นทุนการผลิต การบริหารจัดการผลผลิต การแปรรูป การขนส่ง การหาตลาดรองรับ และการส่งออก เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ภาคการเกษตรไทย และยกระดับรายได้ของเกษตรกรอย่างยั่งยืน
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 168/2569 “ค้าภายใน” ติวเข้มเกษตรกร–ผู้ประกอบการ ใช้ Live Commerce ขยายตลาดสินค้าเกษตร (21 มิถุนายน 2569)
กรมการค้าภายใน เปิดอบรมเชิงปฏิบัติการ “ขายสินค้าเกษตรให้ปัง ให้รวย ด้วย Live Commerce” รุ่นที่ 1 ภาคกลาง เสริมทักษะเกษตรกร ผู้ประกอบการ Farm Outlet และคนรุ่นใหม่ ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เพิ่มช่องทางขาย เชื่อมผู้ผลิตถึงผู้บริโภคโดยตรง พร้อมสร้างเครือข่ายนักขายออนไลน์ภาคเกษตร รองรับผลไม้ฤดูกาลผลิตปี 2569 นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “ขายสินค้าเกษตรให้ปัง ให้รวย ด้วย Live Commerce” รุ่นที่ 1 ภาคกลาง ณ โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชั่น โฮเทล อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี ว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อยและคนรุ่นใหม่ ให้สามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ Live Commerce เป็นเครื่องมือทางการค้าแห่งอนาคต เพื่อยกระดับรายได้ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของประเทศ ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้จัดการอบรมดังกล่าวขึ้น เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะด้านการตลาดออนไลน์ การจำหน่ายสินค้าผ่าน Live Commerce และการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล อาทิ TikTok Facebook และช่องทางออนไลน์อื่น ๆ ให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตรชุมชน Farm Outlet เกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ กลุ่ม Young Smart Farmer และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่มีความสนใจหรือมีพื้นฐานด้านการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ นายจิรวุฒิ กล่าวว่า ปัจจุบัน Live Commerce เป็นช่องทางการตลาดที่ได้รับความนิยมสูงและเติบโตอย่างรวดเร็ว สามารถสร้างยอดขาย สร้างรายได้ และเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตรายย่อยเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรง ขณะที่เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนจำนวนไม่น้อยต้องการองค์ความรู้ ทักษะ และเครื่องมือที่ช่วยให้สามารถแข่งขันในตลาดออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ กรมการค้าภายในจึงนำเครื่องมือดิจิทัลมาใช้เป็นช่องทางในการขยายตลาด สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรและสินค้าชุมชน รวมถึงเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร การอบรมครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพียงให้ผู้เข้าร่วมอบรม “ขายสินค้าออนไลน์เป็น” แต่ต้องการสร้าง “นักขายออนไลน์รุ่นใหม่” และ “เครือข่ายนัก Live Commerce ภาคเกษตร” ที่สามารถประชาสัมพันธ์และจำหน่ายสินค้าเกษตร สินค้าชุมชน รวมทั้งผลไม้ไทยในฤดูกาลผลิตปี 2569 ไปสู่ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเป็นการเพิ่มช่องทางจำหน่าย เชื่อมโยงตลาดระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภคโดยตรง และสร้างโอกาสทางการค้าให้แก่ชุมชน สำหรับการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “ขายสินค้าเกษตรให้ปัง ให้รวย ด้วย Live Commerce” รุ่นที่ 1 กำหนดจัดรวม 4 ครั้ง ครั้งละ 2 วัน มีผู้เข้าร่วมอบรมครั้งละ 60 คน ครอบคลุม 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคใต้ วันที่ 4–5 มิถุนายน 2569 ณ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภาคเหนือ วันที่ 13–14 มิถุนายน 2569 ณ จังหวัดเชียงใหม่ ภาคกลาง วันที่ 16–17 มิถุนายน 2569 ณ จังหวัดนนทบุรี และภาคอีสาน วันที่ 25–26 มิถุนายน 2569 ณ จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการทั่วประเทศสามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดการค้าออนไลน์ และสร้างรายได้จากสินค้าเกษตรไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ นายจิรวุฒิ กล่าวทิ้งท้ายว่า จากการจัดอบรมที่ผ่านมาได้รับผลตอบรับที่ดีจากผู้เข้าร่วมอบรม โดยเกษตรกรและผู้ประกอบการให้ความสนใจเรียนรู้เทคนิคการนำเสนอสินค้า การสร้างคอนเทนต์ และการสื่อสารกับผู้บริโภคผ่านการ Live จำหน่ายสินค้าอย่างมาก โดยเห็นว่าเป็นเครื่องมือที่สามารถนำไปใช้ได้จริงกับสินค้าของตนเอง กรมการค้าภายในจึงเชื่อมั่นว่า การอบรมครั้งนี้จะช่วยต่อยอดให้ผู้ประกอบการชุมชนมีความพร้อมเข้าสู่ตลาดออนไลน์มากขึ้น และสามารถใช้ Live Commerce เป็นช่องทางสร้างรายได้ใหม่ให้สินค้าเกษตรไทยในอนาคต
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ