ข่าวเลขที่ 116/2569 ค้าภายในเร่งเชื่อมโยงรับซื้อมะม่วงพิษณุโลก ดันราคานำตลาด คาดระบายผลผลิตกว่า 30 ตัน (20 เมษายน 2569)
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์ผลผลิตมะม่วงในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก พบว่ายังคงมีผลผลิตคงค้างในแหล่งผลิตสำคัญ กรมการค้าภายในจึงได้เร่งประสานสำนักงานพาณิชย์จังหวัดพิษณุโลก เชื่อมโยงตลาดและชี้เป้าให้ผู้ประกอบการเข้ารับซื้อผลผลิตจากกลุ่มเกษตรกรโดยตรง เพื่อเร่งระบายผลผลิตออกจากพื้นที่และช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่เหมาะสม ล่าสุด ได้ดำเนินการเชื่อมโยงตลาดที่กลุ่มแปลงใหญ่ผู้ผลิตมะม่วงส่งออกบ้านม่วงหอม ตำบลแก่งโสภา อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งมีนายคุณสมบัติ สิทธิไกรพงษ์ เป็นประธานกลุ่ม มีสมาชิกจำนวน 20 ราย พื้นที่เพาะปลูกประมาณ 50 ไร่ และมีผลผลิตคงเหลือประมาณ 30 ตัน โดยเป็นมะม่วงที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP และ GI รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวต่อว่า ขณะนี้ได้ประสานผู้ประกอบการเข้ารับซื้อผลผลิตในพื้นที่แล้ว โดยเริ่มเข้ารับซื้อและยังคงมีการคัดแยกผลผลิตอย่างต่อเนื่อง พร้อมกำหนดให้เกษตรกรทยอยเก็บเกี่ยววันละประมาณ 10 ตัน เพื่อให้สามารถรับซื้อได้อย่างต่อเนื่องในช่วง 2–3 วันข้างหน้า คาดว่าจะสามารถระบายผลผลิตจากกลุ่มดังกล่าวได้รวมไม่น้อยกว่า 30 ตัน ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้ผลักดันให้เกิดการรับซื้อใน “ราคานำตลาด” โดยปรับเพิ่มจากราคาที่เกษตรกรจำหน่ายเดิมอีก 1.50 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งช่วยยกระดับรายได้ให้เกษตรกร และสร้างแรงจูงใจให้เกิดการรับซื้อในวงกว้าง กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเดินหน้าประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนในการกระจายผลผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรมต่อไป
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 115/2569 ค้าภายใน บริหารปาล์มทั้งระบบ ย้ำส่งออกตามกรอบต่อเนื่อง รักษาสมดุล–ดูแลราคาเกษตรกร (17 เมษายน 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า การบริหารจัดการน้ำมันปาล์มของประเทศขณะนี้ ดำเนินการโดยยึดหลักการบริหารสมดุลทั้งระบบ เพื่อให้ปริมาณน้ำมันปาล์มเพียงพอต่อการใช้ในประเทศ ควบคู่กับการดูแลเสถียรภาพราคาและรายได้ของเกษตรกร คณะอนุกรรมการบริหารสมดุลน้ำมันปาล์ม มีการประชุมในเดือนเมษายน 2569 เพื่อกำหนดกรอบการส่งออกเพื่อให้ผู้ส่งออกได้บริหารจัดการตามกรอบที่กำหนดในปริมาณ 200,000 ตัน โดยมีส่วนที่บริโภคภายในประเทศ 125,000 ตัน และการใช้ในภาคพลังงาน (B7 และ B20) อีกประมาณ 120,000-140,000 ตัน (จากปกติเคยใช้ 70,000 ตัน) ซึ่งสอดคล้องกับปริมาณผลผลิตในช่วงฤดูกาล โดยกรมดำเนินการควบคู่กันอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลนหรือกระทบต่อราคาภายในประเทศ โดยในเดือนเมษายน มีผู้ส่งออกยื่นขออนุญาตส่งออกน้ำมันปาล์ม ประมาณ 102,000 ตัน โดยกรมพิจารณาอนุญาตให้มีการส่งออกทั้งหมด เนื่องจากปริมาณอยู่ในกรอบที่กำหนด และยังสามารถอนุญาตเพิ่มเติมได้ภายใต้กรอบ โดยกรมจะคำนึงถึงความสอดคล้องกับสถานการณ์สต็อกและความต้องการใช้ในประเทศด้วย นายวิทยากร กล่าวว่า กรมให้ความสำคัญกับพี่น้องเกษตรกรเป็นอย่างมาก โดยแม้ว่าราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวลดลง แต่กรมยังคงดูแลให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบในประเทศอยู่ในระดับประมาณ 40 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่เหมาะสม โดยเฉพาะในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาด อนึ่ง ราคาผลปาล์มน้ำมัน ณ วันที่ 16 เมษายน 2569 อยู่ที่ 6.80–7.50 บาทต่อกิโลกรัม เฉลี่ย 7.15 บาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่เฉลี่ย 5.70 บาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 25% ขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) อยู่ที่ 40.00–40.25 บาทต่อกิโลกรัม เฉลี่ย 40.13 บาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่เฉลี่ย 33.75 บาท หรือเพิ่มขึ้นราว 19% ซึ่งเป็นผลจากการดูดซับเข้าสู่ภาคพลังงานเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน กรมได้กำชับให้มีการกำกับดูแลการรับซื้อผลปาล์มอย่างเข้มงวด ทั้งในส่วนของโรงงานสกัดและลานเท โดยเน้นการสร้างความเป็นธรรมให้กับเกษตรกร ทั้งการปิดป้ายแสดงราคารับซื้ออย่างชัดเจน การตรวจสอบความเที่ยงตรงของเครื่องชั่งน้ำหนัก เพื่อป้องกันการเอาเปรียบ สำหรับแนวทางในเดือนพฤษภาคม 2569 กรมจะนำแผนการใช้พลังงาน B7 B20 และแผนการส่งออกน้ำมันปาล์มจากผู้ส่งออก เข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการบริหารสมดุลน้ำมันปาล์ม ซึ่งมีกำหนดประชุมในวันที่ 21 เมษายนนี้ โดยขอความร่วมมือผู้ส่งออกจัดทำแผนการส่งออกล่วงหน้า เพื่อให้มีข้อมูลประกอบการพิจารณา และสามารถบริหารจัดการให้เกิดความเหมาะสมและสมดุลมากที่สุดในทุกภาคส่วน
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 114/2569 “ค้าภายใน” สั่งคุมเข้มรับซื้อปาล์มหลังสงกรานต์ ลุยเช็กลานเท–โรงงานทันที กันกดราคา ,เพิ่มสัดส่วนพลังงานหนุนราคาขยับ (16 เมษายน 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า สถานการณ์ปาล์มน้ำมันในช่วงนี้มีทิศทางราคาปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยจากอุปทานที่เข้าสู่ระบบลดลงชั่วคราวในช่วงเทศกาล สงกรานต์ เนื่องจากลานเทและโรงงานสกัดบางส่วนหยุดดำเนินการ ทำให้ปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง ขณะที่ความต้องการใช้ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในภาคพลังงาน ส่งผลให้ราคามีแนวโน้มขยับตัว นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า “ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มในประเทศยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคพลังงาน ภายใต้นโยบายน้ำมันดีเซล B7 และ B20 ส่งผลให้ปริมาณการใช้ CPO เพิ่มจากประมาณ 71,600 ตันต่อเดือน เป็นราว 140,000 ตันต่อเดือน หรือเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ทำให้ระบบสามารถดูดซับผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นแรงหนุนสำคัญต่อระดับราคาในช่วงนี้ ทั้งนี้ ราคาผลปาล์มน้ำมัน ณ วันที่ 10 เมษายน 2569 อยู่ที่ 7.00–7.90 บาทต่อกิโลกรัม เฉลี่ย 7.45 บาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่เฉลี่ย 5.95 บาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 25% ขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) อยู่ที่ 40.50–41.00 บาทต่อกิโลกรัม เฉลี่ย 40.75 บาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่เฉลี่ย 35.38 บาท หรือเพิ่มขึ้นราว 15% สะท้อนว่าตลาดยังมีแรงรองรับ และเกษตรกรยังสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในระดับราคาที่ดี” ในด้านการกำกับดูแล วิทยากร มณีเนตร กล่าวว่า ภายหลังช่วงสงกรานต์ ได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ปลูกปาล์ม ลงพื้นที่ตรวจสอบลานเทและโรงงานสกัดทันที เพื่อกำกับดูแลการเปิดรับซื้อให้เป็นปกติและเป็นธรรม ต้องแสดงราคารับซื้ออย่างชัดเจน และห้ามกดราคารับซื้อจากเกษตรกรอย่างเด็ดขาด หากพบการเอาเปรียบจะดำเนินการตามกฎหมายทันที ขณะเดียวกัน ในสัปดาห์หน้า กรมการค้าภายในเตรียมประชุมคณะอนุกรรมการบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์ม ร่วมกับผู้แทนเกษตรกรชาวสวนปาล์ม เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดทั้งด้านปริมาณและราคา พร้อมพิจารณามาตรการที่เหมาะสมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยเชื่อว่าจากปัจจัยด้านอุปสงค์และการบริหารจัดการที่เข้มข้น จะช่วยให้ราคาปาล์มมีทิศทางปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง นายวิทยากร กล่าวว่า สำหรับมาตรการกำกับการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ยังคงดำเนินการควบคู่กันไป โดยเป็นการบริหารจัดการปริมาณเชิงรุก ผ่านระบบขออนุญาตล่วงหน้า เพื่อให้มีปริมาณเพียงพอกับการใช้ในประเทศเป็นลำดับแรก ก่อนพิจารณาส่งออก ซึ่งไม่ใช่การห้ามส่งออก แต่เป็นการจัดสมดุลการใช้ในภาพรวม “การดำเนินการในช่วงนี้ เป็นการดูแลทั้งระบบอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การกำกับการรับซื้อในพื้นที่ ไปจนถึงการบริหารปริมาณและความต้องการใช้ เพื่อให้ราคาปาล์มอยู่ในระดับที่เหมาะสม และเกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงต่อเนื่อง” นายวิทยากร กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 113/2569 “ค้าภายใน” ดำเนินคดีเครื่องชั่งดิจิทัลเถื่อนออนไลน์ เสี่ยงโกงน้ำหนัก ผู้บริโภคเสียเปรียบ ผู้ค้าเสี่ยงผิดกฎหมาย-เครื่องชำรุดง่าย (14 เมษายน 2569)
นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมการค้าภายในให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลการซื้อขายสินค้าให้เกิดความเป็นธรรม โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาสินค้ามีความผันผวน ประชาชนต้องได้รับสินค้าที่มีปริมาณครบถ้วนตามน้ำหนักจริง การใช้เครื่องชั่งที่ได้มาตรฐานจึงเป็นหัวใจสำคัญในการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค และสร้างความเชื่อมั่นในระบบการค้า กรมการค้าภายใน โดยกองชั่งตวงวัด จึงได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบเครื่องชั่งที่ใช้ในทางการค้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งพบว่ามีการลักลอบขายเครื่องชั่งที่ไม่ได้รับการรับรอง และมีความเสี่ยงทำให้น้ำหนักคลาดเคลื่อน นางสาวญาณี กล่าวต่อว่า “เจ้าหน้าที่สำนักงานสาขาชั่งตวงวัดเขต 1-7 เชียงราย ได้ร่วมกับสถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงราย วางแผนล่อซื้อและเข้าตรวจสอบผู้จำหน่ายเครื่องชั่งผ่านเฟซบุ๊กในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 โดยผลการตรวจสอบพบว่า เครื่องชั่งดังกล่าวไม่มีเครื่องหมายคำรับรองจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และไม่ได้ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องตามกฎหมาย จึงได้ตรวจยึดของกลางจำนวน 32 เครื่อง เพื่อดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติมาตรการชั่งตวงวัด พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยการจำหน่ายเครื่องชั่งดิจิทัลที่ถูกต้องตามกฎหมาย จะต้องมีเครื่องหมายคำรับรองจากพนักงานเจ้าหน้าที่ในลักษณะซีล (Seal) ที่แสดงว่าเครื่องชั่งผ่านการตรวจสอบแล้ว รวมทั้งต้องมีสติ๊กเกอร์ QR Code เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อมูลแหล่งที่มาและสถานะการรับรองได้อย่างโปร่งใส นอกจากนี้ เมื่อมีการนำเครื่องชั่งไปใช้งานในตลาดหรือสถานประกอบการ เจ้าหน้าที่จะเข้าตรวจสอบความถูกต้องเที่ยงตรงของเครื่องชั่งเป็นประจำทุกปี และจะมีการติดสติ๊กเกอร์แสดงการตรวจสอบประจำปี เพื่อยืนยันว่าเครื่องยังคงมีความแม่นยำตามมาตรฐาน“ นางสาวญาณี กล่าวว่า ”การใช้เครื่องชั่งที่ไม่ได้มาตรฐานอาจทำให้น้ำหนักสินค้าขาด ผู้บริโภคต้องจ่ายเงินเต็มจำนวนแต่ได้รับสินค้าไม่ครบ ส่งผลให้เกิดความเสียหายสะสมในวงกว้าง และยังบิดเบือนกลไกราคา กระทบต่อผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง พร้อมทั้งชี้ว่า เครื่องชั่งที่ลักลอบนำเข้าหรือไม่ได้รับการรับรอง ส่วนใหญ่มักไม่มีคุณภาพมาตรฐาน อายุการใช้งานสั้น และมีโอกาสชำรุดเสียหายได้ง่าย พ่อค้าแม่ค้าที่เลือกใช้เครื่องชั่งประเภทนี้ นอกจากจะมีความผิดตามกฎหมายและเสี่ยงถูกดำเนินคดีแล้ว ยังต้องแบกรับต้นทุนจากการเปลี่ยนเครื่องบ่อยครั้ง ไม่คุ้มค่าในระยะยาวอีกด้วย“ “กรมการค้าภายในขอแนะนำผู้ประกอบการให้จำหน่ายและใช้เฉพาะเครื่องชั่งที่มีเครื่องหมายคำรับรองจากพนักงานเจ้าหน้าที่เท่านั้น ผู้ฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมาย โดยการจำหน่ายเครื่องชั่งโดยไม่มีหนังสือรับรองประกอบธุรกิจ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และการจำหน่ายเครื่องชั่งที่ไม่มีคำรับรอง มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ กรมการค้าภายในจะเดินหน้าตรวจสอบอย่างเข้มงวดทั้งในตลาดสด ห้างสรรพสินค้า และช่องทางออนไลน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการซื้อขาย และคุ้มครองผู้บริโภค หากพบเห็นการใช้เครื่องชั่งโกงน้ำหนักหรือไม่ได้มาตรฐาน สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน 1569 หรือสำนักงานชั่งตวงวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการตามกฎหมายต่อไป” นางสาวญาณี กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 112/2569 ค้าภายในสู้วิกฤตตะวันออกกลาง ขยายธงฟ้า–ธงเขียวพลัส ลดค่าครองชีพ ร่วมเอกชนเร่งหาปุ๋ย ดูแลปาล์มทั้งระบบไม่ให้เกษตรกรได้รับผลกระทบ (11 เมษายน 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และต้นทุนสินค้าในหลายภาคส่วน รวมถึงสินค้าเกษตรที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปและการส่งออก เมื่อการขนส่งมีข้อจำกัดมากขึ้น ทำให้บางช่วงเกิดภาวะสินค้าคงค้างในประเทศ ผู้ผลิตบางส่วนชะลอการผลิต และเกิดความผันผวนด้านราคา รัฐบาลจึงเร่งดำเนินมาตรการดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ภาระตกอยู่กับประชาชนและเกษตรกรมากเกินไป ภายใต้แนวคิด “2 พ.” คือ ปริมาณเพียงพอ และราคาไม่แพงเกินสมควร เพื่อให้ทุกภาคส่วน ทั้งประชาชน ผู้ประกอบการ และเกษตรกร สามารถอยู่ได้ ในด้านการลดค่าครองชีพ กรมการค้าภายในมุ่งเน้นให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าจำเป็นได้จริง ทั้งในด้านราคาและช่องทาง โดยสินค้าธงฟ้าจำหน่ายต่ำกว่าท้องตลาดเฉลี่ยร้อยละ 30–60 ครอบคลุมสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น กว่า 200 รายการ อาทิ ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันปาล์ม น้ำตาลทราย ซึ่งสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายได้เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 500 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน โดยได้ขยายการดำเนินงานให้มากขึ้นเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้อย่างครอบคลุม โดยกรมฯ มีแผนจัดงานธงฟ้าเพิ่มเป็น 518 ครั้ง จากเดิม 62 ครั้ง ในช่วงเดือนเมษายนถึงสิงหาคม แบ่งเป็นงานขนาดใหญ่ 200 บูธ จำนวน 12 ครั้ง งานขนาด 50 บูธ จำนวน 76 ครั้ง มินิธงฟ้าจังหวัดละ 5 ครั้ง รวม 380 ครั้ง และในกรุงเทพมหานคร 50 เขต จำนวน 50 ครั้ง นอกจากนี้ ยังมีการกระจายสินค้าผ่านรถเร่ รถพุ่มพวง และรถโมบายธงฟ้า รวมกว่า 5,000 คัน โดยใช้เครือข่ายเดิมที่มีความเข้าใจพื้นที่ เพื่อให้เข้าถึงประชาชนในระดับชุมชนและพื้นที่ห่างไกล พร้อมทั้งจัดโครงการ “ธงฟ้าลดเปิดเทอม” ในโรงเรียนห่างไกลจำนวน 1,000 แห่ง เพื่อนำสินค้าอุปโภคบริโภค ชุดนักเรียน และอุปกรณ์การเรียนไปจำหน่ายในราคาประหยัด อีกทั้งยังเชื่อมโยงสินค้าเกษตรไปยังตลาดสด ตลาดกลาง ตลาดนัด ปั๊มน้ำมัน และไปรษณีย์ รวม 1,000 แห่ง เพื่อช่วยระบายผลผลิต และสร้างรายได้ให้เกษตรกร รวมถึงกระจายสินค้าราคาพิเศษผ่านร้านค้าปลีก ค้าส่ง และร้านโชห่วย จำนวน 150 ร้าน พร้อมกันนี้ ได้ดำเนินโครงการ “ธงเขียวพลัส” เพื่อช่วยลดต้นทุนสินค้าในกลุ่มปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงสินค้าในราคาที่เหมาะสม ควบคู่กับการสร้างโอกาสให้ร้านค้าชุมชนและผู้ประกอบการรายย่อยสามารถนำไปต่อยอด สร้างรายได้ และหมุนเวียนเศรษฐกิจในพื้นที่ ด้านการกำกับดูแลราคาสินค้า กรมการค้าภายในได้เพิ่มรายการสินค้าที่ต้องขออนุญาตก่อนปรับราคาจาก 8 เป็น 15 รายการ โดยพิจารณาจากต้นทุนจริง ทั้งต้นทุนการผลิต การบริหารจัดการ และค่าขนส่ง ซึ่งได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันดีเซลที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ราคาสินค้าอาจมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นในช่วงร้อยละ 0.7–44.4 ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า โดยแบ่งเป็นหมวดอาหารและเครื่องดื่มร้อยละ 1.6–12.1 ของใช้ในชีวิตประจำวันร้อยละ 1.4–16.2 ปัจจัยทางการเกษตรร้อยละ 44.4 วัสดุก่อสร้างร้อยละ 1.5–2.1 และอาหารสดร้อยละ 0.7–3.2 อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ได้อนุญาตให้ผู้ประกอบการปรับขึ้นราคา และอยู่ระหว่างการพิจารณาอย่างรอบคอบ พร้อมขอความร่วมมือให้ทยอยปรับราคาอย่างเหมาะสม ในส่วนของปุ๋ยเคมี ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของเกษตรกร กรมการค้าภายในได้เร่งดำเนินการร่วมกับภาคเอกชนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะสมาคมปุ๋ย เพื่อจัดหาปุ๋ยเพิ่มเติมและบริหารจัดการให้เพียงพอต่อความต้องการ โดยข้อมูลปริมาณสต๊อกและแผนนำเข้าได้รับการยืนยันจากภาคเอกชน เพื่อสะท้อนสถานการณ์จริงของตลาด ปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณปุ๋ยประมาณร้อยละ 64 ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว เนื่องจากนำเข้าจากแหล่งอื่น ขณะที่ปุ๋ยยูเรียซึ่งมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 36 ต้องพึ่งพาการนำเข้าและมีต้นทุนเพิ่มขึ้นจากประมาณ 500 เป็น 800 เหรียญสหรัฐต่อตัน ปัจจุบันมีสต๊อกปุ๋ยรวมประมาณ 900,000 ตัน โดยเป็นปุ๋ยยูเรียประมาณ 343,000 ตัน และมีแผนนำเข้าเพิ่มเติมอีก 234,650 ตัน เพื่อรองรับฤดูกาลเพาะปลูก พร้อมทั้งส่งเสริมให้ใช้ปุ๋ยสูตรผสม เช่น 40-0-0, 21-0-0, 18-8-8 เป็นต้น เพื่อลดการพึ่งพายูเรียล้วน และลดความเสี่ยงด้านราคา รวมถึงดำเนินโครงการ “ธงเขียวพลัส” เพิ่มส่วนลดให้เกษตรกรจาก 200 เป็น 300 บาทต่อราย พร้อมสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม ด้านการกำกับดูแล ได้ตรวจสอบร้านจำหน่ายปุ๋ยแล้ว 1,079 แห่ง พบการกระทำผิด 48 ราย และได้ดำเนินคดีในข้อหาไม่ปิดป้ายราคาและจำหน่ายเกินราคา เพื่อป้องกันการเอาเปรียบเกษตรกร สำหรับสถานการณ์ปาล์มน้ำมัน กรมการค้าภายใน ขอย้ำว่าคำนึงถึงพี่น้องเกษตรกรเป็นอันดับแรก เนื่องจากรายได้ขึ้นอยู่กับราคาผลผลิต การดำเนินมาตรการจึงให้ความสำคัญกับการดูแลเกษตรกรเป็นหลัก นายวิทยากร กล่าวย้ำว่า การบริหารจัดการปาล์ม ตามที่มีประกาศ กกร. ไม่ได้เป็นการห้ามส่งออก แต่เป็นการบริหารจัดการให้เกิดสมดุลระหว่างการใช้ในประเทศ การใช้ในภาคพลังงาน ให้เพียงพอ ในปี 2569 ได้เพิ่มการใช้ในภาคพลังงาน (ไบโอดีเซล B7 และ B20) เป็นประมาณ 140,000 ตันต่อเดือน ส่งผลให้ปริมาณส่งออกอยู่ที่ประมาณ 43,600 ตันต่อเดือน ในส่วนของผลผลิต ปัจจุบันราคาผลปาล์มเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 8 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูงสุดในรอบหลายปี แต่ก็รับทราบถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยกรมการค้าภายในจะดูแลราคาผลผลิตของเกษตรกรให้อยู่ในราคาที่เกษตรกรมีรายได้ที่เหมาะสม ขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวด(สต็อกเดิม) อยู่ที่ 42–50 บาทต่อขวด ซึ่ง หากเป็นสต๊อกใหม่ที่ราคา CPOในปัจจุบัน มีแนวโน้มสูงขึ้น กรมฯ จะบริหารจัดการ ร่วมกับทุกภาคส่วน ไม่ให้เกิดภาวะราคาน้ำมันปาล์มบริโภคสูงเกินๅควร ซึ่งจะทำให้ส่งผลกระทบต่อประชาชน พร้อมกันนี้ ได้กำหนดให้ลานเทและโรงสกัดต้องปิดป้ายแสดงราคารับซื้ออย่างชัดเจน ห้ามกระทำการเอาเปรียบเกษตรกร เช่น การกดราคารับซื้อหรือทำลูกร่วง รวมถึงกำหนดให้มีการรายงานสต๊อกและการเคลื่อนย้ายสินค้า และการขออนุญาตส่งออกอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังได้เพิ่ม “เม็ดพลาสติก” เป็นสินค้าควบคุม ครอบคลุมประเภท PE, PP และ PET ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในบรรจุภัณฑ์สินค้าอุปโภคบริโภค กระสอบปุ๋ย และเวชภัณฑ์ โดยได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อติดตามและกำกับดูแลทั้งระบบ ” กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมปรับมาตรการให้เหมาะสม เพื่อให้สินค้ามีเพียงพอ ราคาอยู่ในระดับที่เหมาะสม เกษตรกรสามารถดำรงอาชีพได้ และประชาชนไม่ต้องแบกรับภาระค่าครองชีพเกินสมควรในช่วงสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง“ นายวิทยากร กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 111/2569 สงกรานต์ 2569 เดินทางคึกคัก “ค้าภายใน” ลุยตรวจหัวจ่ายน้ำมัน–เครื่องชั่ง สกัดฉวยโอกาสซ้ำเติมค่าครองชีพ (11 เมษายน 2569)
นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 ซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวจำนวนมาก ส่งผลให้การใช้จ่าย โดยเฉพาะค่าน้ำมันเชื้อเพลิงและสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มสูงขึ้น ท่ามกลางความกังวลเรื่องค่าครองชีพจากปัจจัยต้นทุนที่ผันผวน โดยเฉพาะสถานการณ์ราคาน้ำมันโลก กรมการค้าภายในจึงเร่งลงพื้นที่ตรวจสอบความเป็นธรรมในการซื้อขายสินค้าและบริการ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการฉวยโอกาสปรับราคาหรือเอาเปรียบผู้บริโภค โดยอ้างต้นทุนน้ำมันหรือสถานการณ์เศรษฐกิจ ทั้งนี้ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ ณ สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (สายใต้) สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ปตท. บรมราชชนนี 97 และตลาดสดธนบุรี โดยเน้นกำกับดูแลทั้งด้านราคาสินค้าและความเที่ยงตรงของเครื่องชั่งตวงวัด ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชนในการซื้อขายและใช้บริการ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติมาตราชั่งตวงวัด พ.ศ. 2542 ครอบคลุมเครื่องชั่งในตลาดสด เครื่องชั่งกระเป๋าในท่าอากาศยาน และมาตรวัดน้ำมันเชื้อเพลิงในสถานีบริการ เนื่องจากเกี่ยวข้องโดยตรงกับค่าใช้จ่ายของประชาชน โดยเฉพาะช่วงเทศกาลที่มีการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งตรวจสอบการแสดงราคาน้ำมันให้ตรงกันระหว่างป้ายหน้าสถานีและหน้าหัวจ่าย เพื่อป้องกันความสับสนและการเอาเปรียบผู้บริโภค ผลการตรวจสอบ ณ วันที่ 10 เมษายน 2569 ในภาพรวมทั่วประเทศ พบว่า ได้ตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันแล้ว 2,406 สถานี รวม 48,557 หัวจ่าย พบมาตรวัดสิ้นอายุคำรับรองจำนวน 122 หัวจ่าย ในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ กาฬสินธุ์ สมุทรปราการ นนทบุรี นครศรีธรรมราช เพชรบุรี และสุรินทร์ โดยได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับรวมเป็นเงิน 80,000 บาท ขณะที่การตรวจสอบเครื่องชั่งกระเป๋าในท่าอากาศยาน ดำเนินการแล้ว 30 แห่ง ใน 29 จังหวัด รวม 1,067 เครื่อง พบว่ามีความเที่ยงตรงตามมาตรฐาน ส่วนการตรวจสอบเครื่องชั่งในตลาดสดจำนวน 17,509 เครื่อง พบเครื่องชั่งผิดกฎหมาย 35 เครื่อง ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ยึดไว้เพื่อทำลายทั้งหมด เพื่อป้องกันการนำกลับมาใช้งานซ้ำ นางสาวญาณี กล่าวเพิ่มเติมว่า ประชาชนสามารถสังเกตเครื่องชั่งเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง เช่น เครื่องชั่งสปริงต้องตั้งศูนย์ก่อนใช้งาน หน้าปัดชัดเจน เข็มไม่ค้างหรือแกว่งผิดปกติ ส่วนเครื่องชั่งดิจิทัลต้องแสดงค่าเป็นศูนย์ก่อนชั่ง และมีสติกเกอร์คำรับรองจากเจ้าหน้าที่ สำหรับเครื่องชั่งในสนามบินจะมีเครื่องชั่งกลางให้ตรวจสอบเปรียบเทียบได้ ในส่วนของการเติมน้ำมัน ขอให้ประชาชนตรวจสอบราคาที่ป้ายหน้าสถานีให้ตรงกับราคาหน้าหัวจ่าย และสังเกตสติกเกอร์คำรับรองซึ่งมีอายุ 1 ปี โดยวันที่บนสติกเกอร์คือวันหมดอายุการรับรอง หากพบความผิดปกติสามารถแจ้งเจ้าหน้าที่หรือร้องเรียนได้ที่สายด่วน 1569 หรือสำนักงานสาขาชั่งตวงวัดทั่วประเทศ ทั้งนี้ กรมการค้าภายในย้ำให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ห้ามใช้เครื่องชั่งหรือมาตรวัดที่ไม่ผ่านการรับรอง หรือดัดแปลงแก้ไขโดยเด็ดขาด โดยมีโทษทั้งจำและปรับตามกฎหมาย เพื่อคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคและสร้างความเป็นธรรมในระบบการค้าในช่วงเทศกาลสำคัญนี้
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 110/2569 กรมการค้าภายในดูแลราคาสินค้า-ค่าบริการรับสงกรานต์ 2569 เน้นย้ำ ห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคา แนะประชาชนพบแจ้ง 1569 (9 เมษายน 2569)
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้ลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าและค่าบริการในช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ 2569 เพื่อดูแลความเป็นธรรมทางการค้าและสร้างความมั่นใจให้ประชาชนที่กำลังเตรียมเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาว โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบในพื้นที่สำคัญ ได้แก่ สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (สายใต้ใหม่) สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (เอกมัย) สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (หมอชิต) สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ท่าอากาศยานดอนเมือง และจุดพักรถมอเตอร์เวย์ กม.49 (บางปะกง) พร้อมบูรณาการตรวจร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อกำชับผู้ประกอบการให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด การลงพื้นที่ครั้งนี้ กรมการค้าภายในได้ตรวจสอบทั้งการปิดป้ายแสดงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค การแสดงอัตราค่าบริการรับส่งผู้โดยสาร ค่าบริการรับฝากสิ่งของ และค่าบริการรถเข็น ตลอดจนติดตามภาวะราคาจำหน่ายสินค้าและบริการในพื้นที่ที่มีประชาชนใช้บริการจำนวนมากในช่วงเทศกาล โดยจากการตรวจสอบพบว่า ผู้ประกอบการในสถานีขนส่งผู้โดยสารสาธารณะ ท่าอากาศยาน และจุดพักรถ มีการปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายปลีกสินค้าและค่าบริการไว้อย่างถูกต้องและชัดเจน พร้อมทั้งได้กำชับให้ผู้ประกอบการจำหน่ายสินค้าและคิดค่าบริการให้ตรงกับราคาที่แสดงไว้ และห้ามฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร นายจิรวุฒิ กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในจุดให้บริการขนส่งสาธารณะ พบว่าภาพรวมราคาและปริมาณส่วนใหญ่ยังทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 โดยราคาอาหารปรุงสำเร็จยังอยู่ในระดับใกล้เคียงเดิม เช่น ข้าวราดแกง 1 อย่าง ราคา 40-60 บาทต่อจาน ข้าวราดแกง 2 อย่าง ราคา 50-70 บาทต่อจาน ข้าวมันไก่ ราคา 50-70 บาทต่อจาน และก๋วยเตี๋ยวหมู ราคา 40-65 บาทต่อชาม ขณะที่เครื่องดื่มส่วนใหญ่ยังมีราคาทรงตัวเช่นกัน ส่วนค่าบริการรับฝากสัมภาระและค่าบริการขนสัมภาระ มีอัตราค่าบริการเริ่มต้น 30-90 บาทต่อชิ้น และตู้รับฝากสัมภาระแบบอัตโนมัติคิดค่าบริการ 40-80 บาทต่อชั่วโมง ขึ้นอยู่กับขนาดของสัมภาระและตู้รับฝาก สะท้อนให้เห็นว่าภาวะราคาสินค้าในภาพรวมยังทรงตัว แม้บางรายการจะมีความแตกต่างกันบ้างตามทำเลและต้นทุนของผู้ประกอบการแต่ยังไม่พบการปรับขึ้นผิดปกติ ซึ่งในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ คาดว่าจะมีประชาชนทยอยเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยว โดยใช้รถโดยสารสาธารณะและระบบขนส่งมวลชนมากขึ้น เนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น อาจทำให้ประชาชนบางส่วนชะลอการใช้รถยนต์ส่วนตัว กรมการค้าภายในจึงได้เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบล่วงหน้าก่อนเข้าสู่ช่วงวันหยุด เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าและค่าบริการ และเพื่อให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมในการจับจ่ายใช้สอยระหว่างการเดินทาง ในส่วนของการตรวจสอบราคาสินค้าทั่วไป กรมการค้าภายในได้กำกับดูแลสถานการณ์สินค้าเชิงรุกอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามทั้งด้านราคาและปริมาณสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่อาจได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พร้อมเฝ้าระวังพฤติกรรมการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าและบริการ การจำหน่ายสินค้าไม่ตรงกับป้ายราคา และการกักตุนสินค้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตามที่ประชาชนได้เรียนผ่านสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 8 เมษายน 2569 ได้มีการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนทางด้านราคาและปริมาณสินค้าไปแล้วทั้งหมด 567 คำร้อง แบ่งเป็นในพื้นที่กทม. 151 คำร้อง และต่างจังหวัด 416 คำร้อง ซึ่งได้ตรวจสอบแล้วเสร็จ 376 คำร้อง แยกเป็นกทม. 105 คำร้อง และต่างจังหวัด 271 คำร้อง ซึ่งจากการตรวจสอบพบการกระทำผิดในกรณีที่ไม่ได้ปิดป้ายแสดงราคาสินค้า 33 ราย ซึ่งได้มีการดำเนินการเปรียบเทียบปรับตามกฎหมาย พบในพื้นที่ เช่น เขตลาดพร้าว เขตวัฒนา เขตพญาไท เขตบางกอกน้อย จังหวัดชุมพร จังหวัดสกลนคร จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดลำพูน เป็นต้น นอกจากนี้ก็ยังพบกรณีที่จำหน่ายสินค้าไม่ตรงกับราคาที่แสดง 6 ราย ในพื้นที่เขตจัตุจักร เขตวัฒนา เขตพญาไท จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดสระบุรี และจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งได้มีการดำเนินการเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายแล้ว ในส่วนของกรณีปิดป้ายแสดงราคาไม่ชัดเจน 1 ราย ในพื้นที่จังหวัดชัยนาท ขณะเดียวกันยังมีเรื่องร้องเรียนในเรื่องของการจำหน่ายสินค้าเกินสมควรอีก 107 คำร้อง ซึ่งขั้นตอนในการดำเนินการจากที่เราได้รับคำร้องแล้ว ทางเจ้าหน้าที่จะได้มีการเรียกเอกสารมาวิเคราะห์ต้นทุน หากตรวจสอบพบว่ามีการตั้งราคาสูงเกินสมควร ก็จะมีการดำเนินคดีตามกฎหมายจนถึงที่สุด ขณะที่จากการตรวจสอบ ยังไม่พบการกระทำความผิดจำนวน 332 ราย และยังเรื่องที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบอยู่ 191 คำร้อง ซึ่งในส่วนนี้กรมการค้าภายในจะได้มีการตรวจสอบเชิงรุก เข้มงวดการคาดโทษและติดตามการตรวจสอบและรายงานตัวเลขการตรวจสอบทุกวัน นายจิรวุฒิ กล่าวย้ำว่า ขอให้ผู้ประกอบการดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 โดยปิดป้ายแสดงราคาให้ชัดเจน จำหน่ายสินค้าตรงกับป้ายราคา ไม่ฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา และไม่กักตุนสินค้า เพราะนอกจากจะช่วยสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นผลดีต่อผู้ประกอบการเอง ทั้งในด้านการสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า ลดข้อร้องเรียน ลดความเสี่ยงในการกระทำผิดกฎหมาย และช่วยให้การค้าขายเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม อันจะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของร้านค้าในระยะยาว ทั้งนี้ หากพบผู้ประกอบการไม่ปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายปลีกสินค้าและค่าบริการ จะมีความผิดตามมาตรา 28 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และหากพบการจำหน่ายสินค้าแพงเกินสมควร จะมีความผิดตามมาตรา 29 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อเนื่องตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อดูแลให้ราคาสินค้าและค่าบริการเป็นธรรม ให้มีสินค้าเพียงพอต่อความต้องการ และไม่ให้มีการเอาเปรียบผู้บริโภค โดยหากประชาชนพบเห็นการกระทำความผิดหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมด้านราคาสินค้าและบริการ สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 109/2569 “พาณิชย์” ลุยลดค่าครองชีพประชาชน-ช่วยผู้ประกอบการ ยกทัพสินค้าราคาประหยัด จำหน่ายสินค้าราคาประหยัดให้พี่น้องชาวปราจีนบุรีในงาน “มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค” (8 เมษายน 2569)
“พาณิชย์” จัดงาน “มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค” นำสินค้าอุปโภคบริโภค 10 หมวด กว่า 1,000 รายการ ลดสูงสุด 60% และยังมีสินค้าไฮไลท์ ทั้งไข่ไก่ น้ำตาลทราย น้ำมันปาล์ม ข้าวหอมมะลิ มาจำหน่ายให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ และเพิ่มทางเลือกในการซื้อสินค้า และเชื่อมโยงจากเกษตรกรที่ประสบปัญหาราคาตกต่ำจากภาวะสินค้าล้นตลาด และสินค้าขาดแคลน มาจำหน่ายในงาน นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นประธานในพิธีเปิดงาน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินการสนับสนุนนโยบายในการให้ความสำคัญกับการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศและช่วยเหลือลดค่าครองชีพให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลต่อเศรษฐกิจที่ผันผวนด้านพลังงานและเศรษฐกิจโลก และมีผลกระทบโดยตรงกับประเทศไทย โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่เป็นต้นทุนหลักในการผลิต ทำให้เกิดผลกระทบต่อภาคเกษตร อุตสาหกรรมการผลิต และการขนส่ง ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคมีการปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ เช่น ไข่ไก่ ข้าวสาร เนื้อสัตว์ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สินค้าอุปโภคบริโภค เป็นต้น จึงได้กำหนดแนวทางการทำงานให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในดูแลค่าครองชีพประชาชน โดยจัดงานจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด ระหว่างวันที่ 8 – 10 เมษายน 2569 ณ ลานกิจกรรมนิคมอุตสาหกรรม 304 (ลานกิจกรรม 1 ตลาด 304 พลาซ่า) อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรีโดยได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิต/กลุ่มเกษตรกร/กลุ่มวิสาหกิจชุมชน เครือข่ายธุรกิจ ผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย (SMEs) นำสินค้าอุปโภคบริโภคมาจำหน่ายรวม 10 หมวด กว่า 1,000 รายการ ลดสูงสุด 60% อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ซอสปรุงรส น้ำยาซักผ้า ของใช้ประจำวัน เครื่องครัว เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องแต่งกาย สินค้าชุมชน เป็นต้น ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการจำหน่ายสินค้าไฮไลท์ สินค้าผักและผลไม้ที่เชื่อมโยงจากกลุ่มเกษตรกร ในราคาพิเศษทุกวัน อาทิ ไข่ไก่เบอร์ M แผงละ 90 บาท น้ำตาลทราย กิโลกรัมละ 20 บาท น้ำมันพืชปาล์ม ขวดละ 42 บาท ข้าวหอมมะลิ (5 กก.) ถุงละ 100 บาท นอกจากนั้น ยังเชื่อมโยงจากกลุ่มเกษตรกร มะพร้าว ลูกละ 15 บาท มันเทศ กิโลกรัมละ 10 บาท และมะนาวแป้น ลูกละ 3 บาท (7 ลูก 100 บาท) มาภายในงานได้อีกด้วย “ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวปราจีนบุรี มาเลือกซื้อสินค้าในโครงการนี้ ซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพและราคาประหยัดที่ทางกระทรวงพาณิชย์ได้เลือกสรรมาให้ท่าน ทั้งสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพครบถ้วน ของกินของใช้ สินค้าชุมชน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนได้ตามเป้าหมาย” นายจิรวุฒิ กล่าว กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและจะเดินหน้าจัดงานมหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคอีก 10 ครั้ง ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งในการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนและยังเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการ ห้าง เกษตรกร SMEs วิสาหกิจชุมชน ทำให้ประชาชนมีทางเลือกในการจับจ่ายใช้สอย ผู้ประกอบการมีช่องทางในการจำหน่ายสินค้า เพื่อกระตุ้นและสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศด้วย
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ