ข่าวเลขที่ 167/2569 กรมการค้าภายในจับมือโรงงานกะทิเร่งดูดซับผลผลิตมะพร้าวล้นตลาด เพิ่มรับซื้อ 2.5 ล้านลูกภายใน 2 สัปดาห์ ช่วยบรรเทาปัญหาราคาตกต่ำ (16 มิถุนายน 2569)
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือร่วมกับผู้ประกอบการโรงงานกะทิสำเร็จรูป เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 เวลา 14.00 น. ว่า ที่ประชุมได้ข้อสรุปสำคัญในการเร่งแก้ไขปัญหาผลผลิตมะพร้าวผลแก่ที่ออกสู่ตลาดจำนวนมากในช่วงเดียวกัน ส่งผลให้เกิดผลผลิตตกค้างในแหล่งรวบรวมและราคาปรับตัวลดลง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ที่มีผลผลิตตกค้างไม่น้อยกว่า 5 ล้านลูก เพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าว บริษัท เทพผดุงพรมะพร้าว จำกัด ผู้ผลิตกะทิสำเร็จรูปตราชาวเกาะ และบริษัท วราฟู้ดแอนด์ดริ๊ง จำกัด ผู้ผลิตกะทิสำเร็จรูปตราวรา ได้ให้ความร่วมมือกับกรมการค้าภายในในการเพิ่มการรับซื้อมะพร้าวจากพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์อีก 2.5 ล้านลูก ภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์ หรือเฉลี่ยเพิ่มขึ้นวันละประมาณ 180,000 ลูก จากปกติที่รับซื้อรวมวันละประมาณ 300,000 ลูก พร้อมเพิ่มกำลังการผลิตและเดินเครื่องจักรในวันอาทิตย์ เพื่อเร่งระบายผลผลิตที่ตกค้างออกจากระบบการค้า นายจิรวุฒิ กล่าวว่า สถานการณ์ดังกล่าวเกิดจากผลผลิตมะพร้าวในปี 2569 ที่มีปริมาณรวมประมาณ 852,000 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 2.4 ประกอบกับผลกระทบจากภาวะแล้งในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดล่าช้ากว่าปกติและกระจุกตัวในช่วงปัจจุบัน อีกทั้งผลมะพร้าวมีขนาดเล็กลง ไม่เป็นที่ต้องการของตลาดมะพร้าวหัวขูดในตลาดสดซึ่งนิยมผลขนาดใหญ่ ส่งผลให้ผลผลิตจำนวนมากไหลเข้าสู่โรงงานแปรรูป อย่างไรก็ตาม โรงงานมีข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตและคำสั่งซื้อ ทำให้ไม่สามารถรับซื้อผลผลิตได้ทั้งหมด ส่งผลให้มีผลผลิตตกค้างในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวมถึงจังหวัดชุมพร นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี โดยทั้ง 4 จังหวัดมีผลผลิตตกค้างรวมกันอีกประมาณ 5 ล้านลูก สำหรับสถานการณ์ราคา ปัจจุบันราคามะพร้าวผลแก่อยู่ที่ 6-7 บาทต่อผล ลดลงจากช่วงก่อนหน้า เนื่องจากปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดมากกว่าความต้องการของโรงงาน ประกอบกับข้อจำกัดด้านการตรวจสอบย้อนกลับของแหล่งผลิต และมาตรการด้านแรงงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้ลิงเก็บมะพร้าว ซึ่งส่งผลต่อการส่งออกในบางตลาด ทั้งนี้ ความต้องการใช้มะพร้าวผลแก่ของประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 1.20 ล้านตันต่อปี แบ่งเป็นการบริโภคภายในประเทศประมาณ 0.50 ล้านตัน หรือร้อยละ 42 และใช้ในอุตสาหกรรมแปรรูปเพื่อการส่งออกประมาณ 0.70 ล้านตัน หรือร้อยละ 58 ของความต้องการใช้ทั้งหมด แม้ว่าประเทศไทยจะมีผลผลิตมะพร้าวออกสู่ตลาดตลอดทั้งปี แต่ผลผลิตมีลักษณะกระจุกตัวในช่วงเดือนเมษายนถึงสิงหาคม และออกน้อยในช่วงเดือนกันยายนถึงธันวาคม ส่งผลให้บางช่วงมีวัตถุดิบไม่เพียงพอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการจึงมีความจำเป็นต้องนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศในบางช่วงเพื่อรักษาความต่อเนื่องของการผลิตและความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผลผลิตภายในประเทศออกสู่ตลาดจำนวนมาก โรงงานกะทิได้ชะลอการนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยปัจจุบันปริมาณนำเข้าลดลงกว่า 65% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพื่อรองรับผลผลิตภายในประเทศและช่วยแก้ไขปัญหาผลผลิตตกค้าง ด้านนายเกียรติศักดิ์ เทพผดุงพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทพผดุงพรมะพร้าว จำกัด ผู้ผลิตกะทิสำเร็จรูปตราชาวเกาะ กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทรับซื้อมะพร้าวผลแก่เฉลี่ยวันละประมาณ 120,000 ลูก จาก จ. นครศรีธรรมราช และเนื้อมะพร้าวจาก จ. ประจวบคีรีขันธ์ ที่คิดเป็นมะพร้าวลูก ประมาณ 3-400,000 ลูก จากเพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตกะทิและผลิตภัณฑ์แปรรูปต่าง ๆ ทั้งเพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ โดยในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก บริษัทมีความพร้อมที่จะเพิ่มการรับซื้อจากเกษตรกรและผู้รวบรวม พร้อมเดินเครื่องจักรและเพิ่มกำลังการผลิตอย่างเต็มศักยภาพทุกวัน รวมถึงวันอาทิตย์ เพื่อช่วยดูดซับผลผลิตส่วนเกิน ลดปัญหาผลผลิตตกค้าง และช่วยบรรเทาผลกระทบด้านราคาที่เกษตรกรได้รับ รองอธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการเพิ่มการรับซื้อครั้งนี้จะช่วยลดปริมาณผลผลิตตกค้างในระยะเร่งด่วน และคาดว่าจะช่วยให้ราคามะพร้าวปรับตัวเข้าสู่กลไกตลาดตามปกติภายในช่วง 2 เดือนข้างหน้า ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตมะพร้าวแก่จะเริ่มลดลงหรือเข้าสู่ภาวะ "ขาดคอ" ทำให้ปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยลง ทั้งนี้ กรมการค้าภายในและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่จะติดตามสถานการณ์การรับซื้อและราคาอย่างใกล้ชิด พร้อมส่งเสริมการจัดทำแปลงมาตรฐาน GAP เพื่อเพิ่มโอกาสให้ล้งรวบรวมผลผลิตนอกเครือข่ายโรงงานสามารถส่งมะพร้าวเข้าสู่โรงงานแปรรูปได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ระบบการตลาดมะพร้าวกลับเข้าสู่ภาวะปกติและเกิดความสมดุลมากยิ่งขึ้นในระยะต่อไป
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 166/2569 กกร. เห็นชอบคงสินค้าและบริการควบคุมปี 2569 จำนวน 66 รายการ ย้ำ “สินค้าควบคุม” ไม่ได้หมายถึงการควบคุมราคาทุกกรณี แต่มาตรการมีหลายระดับ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ดูแลราคาให้เป็นธรรม ป้องกันสินค้าขาดแคลน (16 มิถุนายน 2569)
คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ทบทวนสินค้าและบริการควบคุมประจำปี 2569 เห็นชอบให้คงสินค้าและบริการควบคุม 66 รายการต่อเนื่องอีก 1 ปี พร้อมปรับมาตรการกำกับดูแลเพิ่มขึ้นและลดลงในบางรายการให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความจำเป็นของสินค้าแต่ละประเภท เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ดูแลความเป็นธรรมด้านราคา ป้องกันการปรับขึ้นราคาที่ไม่สมเหตุสมผล และรักษาปริมาณสินค้าให้เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ณ ห้อง 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ครั้งที่ 2/2569 กล่าวว่า เป็นการประชุมทบทวนสินค้าและบริการควบคุมรวมถึงการกำหนดมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความจำเป็น โดยพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความเป็นธรรมในด้านราคาสินค้าและค่าบริการ รวมทั้งป้องกันมิให้ราคาสินค้าและค่าบริการต่างๆ สูงขึ้นโดยรวดเร็วเกินสมควรและให้ปริมาณสินค้ามีเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์มีหน้าที่ติดตาม กำกับดูแลสถานการณ์ภาพรวมสำหรับสินค้าและบริการที่มีความจำเป็นและมีผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง โดยการกำหนดว่าสินค้าใดควรเป็นสินค้าและบริการควบคุม มีคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เป็นผู้พิจารณาความเหมาะสมและความสอดคล้องกับสถานการณ์ของสินค้าและบริการนั้นๆ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายเป็นลำดับแรก โดยการกำหนดสินค้าและบริการควบคุมในแต่ละปี ได้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ สมาคมที่เกี่ยวข้อง และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในแต่ละกลุ่มสินค้า เพื่อนำข้อมูลด้านการผลิต การตลาด ต้นทุน และสถานการณ์การค้า มาประกอบการพิจารณาให้มาตรการกำกับดูแลมีความเหมาะสมมากที่สุด นางศุภจี กล่าวต่อว่า การประชุม นอกจากทบทวนรายการสินค้าและบริการควบคุมแล้ว ที่ประชุมยังพิจารณากำหนดมาตรการกำกับดูแลให้สอดคล้องกับลักษณะและสถานการณ์ของสินค้าและบริการนั้น ๆ โดยมีมาตรการกำกับดูแลหลายระดับตั้งแต่เข้มข้นสุด ได้แก่ การกำหนดราคาจำหน่ายสินค้าและบริการ การขออนุญาตปรับราคาจำหน่าย การขออนุญาตส่งออกสินค้าเกษตร การควบคุมการขนย้ายสินค้าเกษตร การให้แจ้งข้อมูลและแจ้งเปลี่ยนแปลงราคารับซื้อหรือจำหน่าย การจัดทำบัญชีคุมสินค้า ตลอดจนการกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการรับซื้อสินค้าเกษตร โดย กกร. จะเลือกใช้มาตรการที่เหมาะสมและจำเป็นที่สุดกับแต่ละสินค้า เพื่อให้การกำกับดูแลเกิดประสิทธิภาพ สร้างความเป็นธรรมต่อทั้งผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค พร้อมรักษาสมดุลของระบบการค้าและเสถียรภาพด้านราคาในภาพรวม สำหรับการทบทวนในปีนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้คงการกำหนดสินค้าและบริการควบคุมจำนวน 66 รายการ ต่อเนื่องอีก 1 ปี พร้อมคงมาตรการแสดงราคาสินค้าและบริการทั้งในช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ โดยในจำนวน 66 รายการ มีสินค้าที่มีการปรับปรุงมาตรการกำกับดูแลให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของสินค้าแต่ละประเภท โดยสินค้าที่มีการปรับเพิ่มมาตรการ ประกอบด้วย1. สินค้ามะพร้าวผลอ่อนและผลิตภัณฑ์ และกากถั่วเหลือง เพิ่มมาตรการจัดทำบัญชีคุมสินค้า เพื่อให้ภาครัฐสามารถติดตามข้อมูลด้านราคา ปริมาณการซื้อขาย การนำเข้า การส่งออก และปริมาณคงเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 2. สินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพิ่มมาตรการควบคุมการขนย้าย3. สินค้าเม็ดพลาสติก ปรับมาตรการการแจ้งข้อมูลให้ครอบคลุมบรรจุภัณฑ์ที่กระทบต่อคนส่วนใหญ่ 4. สินค้าหอมหัวใหญ่และกระเทียม เพิ่มมาตรการแจ้งข้อมูลการนำเข้าและ จัดทำบัญชีคุมสินค้า เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้า การสวมสิทธิ์สินค้า และพฤติกรรมทางการค้าที่อาจส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและราคาสินค้าในประเทศและสินค้าที่มีการปรับลดมาตรการ เนื่องจากสถานการณ์ด้านปริมาณและราคาเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว เช่น ผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์เพื่อสุขอนามัยสำหรับมือ ยางพารา หน้ากากอนามัย และชุดตรวจ ATK ปรับมาตรการกำกับดูแลให้สอดคล้องกับสภาพตลาดในปัจจุบัน โดยยังคงมาตรการที่จำเป็นต่อการคุ้มครองผู้บริโภคไว้ตามความเหมาะสม รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์ราคาสินค้า ต้นทุนการผลิต และภาวะเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก เพื่อให้การกำกับดูแลสินค้าและบริการเป็นไปอย่างเหมาะสม สมดุล และไม่กระทบต่อประชาชน ผู้ประกอบการ และเกษตรกรไทย “การเป็นสินค้าและบริการควบคุม ไม่ได้หมายถึงการใช้มาตรการในการควบคุมราคาจำหน่ายทุกกรณี แต่เป็นกลไกในการติดตามและกำกับดูแลให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน กระทรวงพาณิชย์จะสื่อสารทำความเข้าใจต่อสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสินค้าและบริการควบคุมแต่ละรายการมีมาตรการกำกับดูแลแตกต่างกันตามลักษณะสินค้าและสถานการณ์ตลาด” นางศุภจี กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 165/2569 “พาณิชย์” พาคณะทูต 13 ประเทศ ชิมผลไม้จันทบุรี ชูไทยดินแดนผลไม้เมืองร้อน กระตุ้นบริโภค–ต่อยอดดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติสู่ Fruit Tourism (15 มิถุนายน 2569)
กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน จัดกิจกรรมสร้างการรับรู้ศักยภาพผลไม้ไทย ภายใต้โครงการ “Thailand : The Land of Tropical Fruits 2026” ระหว่างวันที่ 13–14 มิถุนายน 2569 ณ จังหวัดจันทบุรี นำคณะทูตานุทูตจาก 13 ประเทศ เยี่ยมชมแหล่งผลิตผลไม้คุณภาพ ชิมผลไม้สดจากต้น และสัมผัสเสน่ห์ชุมชนท้องถิ่น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ มาตรฐานการผลิต และเพิ่มโอกาสการบริโภคผลไม้ไทย นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ปี 2569 เป็นปีที่ผลไม้ไทย ออกสู่ตลาดในปริมาณมาก กรมการค้าภายในจึงเดินหน้าส่งเสริมการบริโภคผลไม้ไทยเชิงรุกควบคู่กับการสร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ ๆ ตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เพื่อรองรับผลผลิตคุณภาพของเกษตรกรไทย ทั้งในประเทศและเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขยายการบริโภคผลไม้ไทยในอนาคต สำหรับการนำคณะทูตานุทูตเยือนจังหวัดจันทบุรีครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อนำเสนอผลไม้ไทยในฐานะสินค้าศักยภาพของประเทศ ที่มีทั้งรสชาติ เอกลักษณ์เฉพาะถิ่น และความหลากหลายตามฤดูกาล พร้อมสร้างการรับรู้ในกลุ่มตลาดสำคัญ อาทิ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น กลุ่มประเทศ CIS ตะวันออกกลาง และตลาดศักยภาพใหม่ในภูมิภาคต่าง ๆ คณะทูตานุทูตจาก 13 ประเทศ ประกอบด้วย เอกอัครราชทูตจากซาอุดีอาระเบีย คาซัคสถาน เบลเยียม ฮังการี อิตาลี โปรตุเกส กัวเตมาลา คิวบา เวเนซุเอลา เคนยา และผู้แทนจากสถานทูตบังกลาเทศ อาเซอร์ไบจาน และอุซเบกิสถาน ได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมกระบวนการผลิตผลไม้ไทยตั้งแต่สวนจนถึงปลายทาง ทั้งการเพาะปลูก การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว การคัดแยก การบรรจุ และการขนส่ง โดยมีนายอดิศร์ หะริณสุต ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้นำคณะ เพื่อสะท้อนความพร้อมของภาคเกษตรไทย และเปิดโอกาสให้ผู้แทนต่างประเทศเห็นกระบวนการผลิตจริงในพื้นที่ นอกจากนี้ คณะทูตยังได้ชิมผลไม้สดและผลิตภัณฑ์แปรรูปของไทยด้วยตนเอง อาทิ ทุเรียน มังคุด เงาะ ทุเรียนทอด ทุเรียนกวน และมังคุดกวน ซึ่งช่วยสร้างประสบการณ์ตรงในเรื่องรสชาติและคุณภาพของผลไม้ไทย พร้อมขยายโอกาสทางการค้าทั้งในรูปแบบผลสดและผลิตภัณฑ์แปรรูปไปสู่ตลาดใหม่ ๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลาง CIS ลาตินอเมริกา และแอฟริกา นายฉันทพัทธ์ กล่าวว่า กรมการค้าภายในยังให้ความสำคัญกับการผลักดันแนวคิด “Fruit Tourism“ ผ่าน “Fruit Diplomacy“ ให้ผลไม้ไทยเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การท่องเที่ยวในประเทศไทย ทั้งนี้ จังหวัดจันทบุรีสะท้อนภาพความเป็นดินแดนผลไม้เมืองร้อนของไทยได้อย่างชัดเจน ทั้งทุเรียน มังคุด เงาะ และผลไม้ตามฤดูกาลหลากหลายชนิด ขณะเดียวกันยังมีชุมชนท่องเที่ยวและ “ตลาดต้องชม” ที่กรมการค้าภายในส่งเสริมให้เป็นพื้นที่เชื่อมโยงผลไม้ อาหารพื้นถิ่น สินค้าชุมชน และการท่องเที่ยว ช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกร ผู้ประกอบการท้องถิ่น และชุมชน “กิจกรรมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการพาคณะทูตมาชิมผลไม้ แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่าไทยมีศักยภาพทั้งด้านความหลากหลายของผลไม้ มาตรฐานการผลิต และเสน่ห์ของชุมชนท้องถิ่น เราต้องการให้ผลไม้ไทยเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวต้องลิ้มลองเมื่อมาเยือนประเทศไทย พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านผลไม้เมืองร้อนของโลกอย่างยั่งยืน” นายฉันทพัทธ์กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 164/2569 นบข. ไฟเขียว 2 มาตรการ 5 โครงการ บริหารจัดการข้าวเปลือก 11.5 ล้านตัน วงเงินจ่ายขาดกว่า 1 หมื่นล้านบาท รักษาเสถียรภาพราคา-เพิ่มมูลค่าข้าวไทย (12 มิถุนายน 2569)
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล กล่าวว่า ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ต้นทุนพลังงาน การผลิต และการขนส่งปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจกระทบต่อภาคการเกษตร รัฐบาลจึงเดินหน้าดูแลเกษตรกรอย่างเต็มที่ โดยยึดแนวทางสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1) บริหารจัดการราคาข้าวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม 2) เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐาน และโลจิสติกส์ และ 3) สร้างเสถียรภาพตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ควบคู่กับการลดภาระต้นทุนการผลิต การดูดซับผลผลิตส่วนเกิน และการยกระดับคุณภาพข้าวไทยเพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงแก่เกษตรกร นางศุภจี กล่าวว่า ที่ประชุมได้รับทราบสถานการณ์ข้าวโลกปีการผลิต 2569/2570 ซึ่งมีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้น โดยผลผลิตข้าวโลกคาดว่าจะลดลงร้อยละ 1 เหลือ 537.82 ล้านตันข้าวสาร ขณะที่การบริโภคและการค้าโลกเพิ่มขึ้น ส่งผลให้สต็อกข้าวโลกปรับลดลง ขณะที่ประเทศไทยมีแนวโน้มผลผลิตข้าวนาปรังและข้าวนาปีลดลงจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นและความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ อย่างไรก็ตาม ความกังวลด้านความมั่นคงทางอาหารและผลกระทบจากภัยแล้งในหลายประเทศ อาจเป็นโอกาสให้ไทยขยายการส่งออกข้าวได้เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง จึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์น้ำ ปัจจัยการผลิต และตลาดโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาสมดุลด้านผลผลิต คุณภาพ และเสถียรภาพราคาข้าวของประเทศ นางศุภจี กล่าวว่า เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกและดูแลรายได้ของเกษตรกร ที่ประชุมได้พิจารณามาตรการช่วยเหลืออย่างรอบด้าน ทั้งการดูดซับผลผลิต การเสริมสภาพคล่อง และการเพิ่มมูลค่าข้าวไทย รวมถึงข้อเสนอของเกษตรกร โดยที่ประชุม นบข. มีมติเห็นชอบ 2 มาตรการ 5 โครงการ เป้าหมายบริหารจัดการข้าวเปลือกรวม 11.5 ล้านตัน กรอบวงเงินจ่ายขาดรวม 10,192.58 ล้านบาท เพื่อดูดซับผลผลิต รักษาเสถียรภาพราคาข้าว และยกระดับคุณภาพข้าวไทยตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยมาตรการแรก คือ มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/70 วงเงินจ่ายขาด 8,428.58 ล้านบาท ประกอบด้วย 1) โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2569/70 วงเงินจ่ายขาด 7,208.33 ล้านบาท เป้าหมาย 3 ล้านตันข้าวเปลือก โดยภาครัฐสนับสนุนค่าฝากเก็บในอัตรา 1,500 บาทต่อตัน เพื่อชะลอการระบายผลผลิตออกสู่ตลาด 2) โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2569/70 วงเงินจ่ายขาด 656.25 ล้านบาท เป้าหมาย 1.5 ล้านตันข้าวเปลือก และ 3) โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก ปีการผลิต 2569/70 วงเงินจ่ายขาด 564 ล้านบาท เป้าหมาย 4 ล้านตันข้าวเปลือก ซึ่งจะช่วยดูดซับผลผลิตออกจากตลาด ลดแรงกดดันด้านราคา และช่วยรักษาเสถียรภาพรายได้ของชาวนา นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบมาตรการระยะยาวปรับปรุงโครงสร้างการผลิตภายใต้แนวคิด “ข้าวไทยสู่เศรษฐกิจอนาคต” (New Rice Economy) วงเงินจ่ายขาด 1,764 ล้านบาท ประกอบด้วย 4) โครงการดูดซับข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/70 วงเงินจ่ายขาด 1,680 ล้านบาท เป้าหมาย 3 ล้านตันข้าวเปลือก เพื่อบริหารจัดการข้าวส่วนเกิน รักษาสมดุลอุปทานในตลาด และเชื่อมโยงการนำข้าวไปแปรรูปเป็นข้าวสารบรรจุถุงจำหน่ายให้กับหน่วยงานที่มีความต้องการใช้จริง อาทิ กรมราชทัณฑ์ หน่วยงานกองทัพ และหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ และ 5) โครงการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มมูลค่า (ข้าวประณีต ระยะที่ 2) วงเงินจ่ายขาด 84 ล้านบาท จำนวน 266 กลุ่ม เพื่อส่งเสริมการผลิตข้าวคุณภาพสูง เพิ่มมูลค่าผลผลิตของเกษตรกร สร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในระยะยาว ทั้งนี้ มาตรการทั้งหมดจะช่วยรักษาเสถียรภาพราคาข้าว ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ข้าวไทยตลอดห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบขยายกรอบวงเงินโครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีและส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ ปีการผลิต 2568/69 หรือมาตรการสนับสนุนไร่ละ 1,000 บาท โดยขยายกรอบวงเงินจากเดิม 37,906.20 ล้านบาท เป็น 39,753.16 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,846.96 ล้านบาท เพื่อรองรับการจ่ายเงินช่วยเหลือแก่เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าวไว้แล้วแต่ยังไม่ได้รับสิทธิ์ ให้ได้รับการสนับสนุนอย่างทั่วถึงและครบถ้วนตามเป้าหมายของโครงการ และให้กรมการข้าว ดำเนินโครงการส่งเสริมการปรับเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว อย่างต่อเนื่อง เพราะสามารถช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตให้กับชาวนา และพิจารณาแนวทางการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ข้าว ให้คงคุณภาพได้ยาวนานมากขึ้น เช่น การทำไซโลควบคุมอุณหภูมิ เพื่อการบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้มีเพียงพอและต่อเนื่อง ทั้งนี้ที่ประชุม นบข. มอบหมายให้นำข้อเรียกร้องต่างๆ ของเกษตรกร ไปหารือในคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ด้านการผลิต ที่มีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน พิจารณารายละเอียดของแต่ละมาตรการต่อไป “รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์ข้าวทั้งในและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด พร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าว ดูแลรายได้เกษตรกร และยกระดับข้าวไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกอย่างยั่งยืน” นางศุภจี กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 163/2569 “ค้าภายใน” ผนึกกำลังภาคเอกชน ช่วยเงาะสีทองตราด เพิ่มช่องทางจำหน่ายทั่วประเทศ (12 มิถุนายน 2569)
กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าบริหารจัดการผลไม้ฤดูกาลเชิงรุก โดยประสานความร่วมมือกับ CP AXTRA รับซื้อเงาะสีทองจากเกษตรกรจังหวัดตราด ปริมาณรวม 100,000 กิโลกรัม เพื่อช่วยดูดซับผลผลิตและบรรเทาผลกระทบด้านราคาหลังตลาดเวียดนามชะลอการรับซื้อ พร้อมนำผลผลิตไปจำหน่ายผ่านห้างแม็คโครและโลตัส 160 สาขาทั่วประเทศ ช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ราคาเงาะสีทองในพื้นที่จังหวัดตราดปรับตัวลดลง เนื่องจากตลาดเวียดนามซึ่งเป็นตลาดสำคัญชะลอการรับซื้อ เพราะมีผลผลิตลิ้นจี่ของเวียดนามออกสู่ตลาดในช่วงเดียวกัน ประกอบกับเงาะโรงเรียนเริ่มทยอยออกสู่ตลาดในปริมาณมาก ส่งผลให้เงาะสีทองของเกษตรกรได้รับผลกระทบโดยตรง กรมการค้าภายในจึงมีมาตรการเปิดจุดรับซื้อในราคานำตลาดในพื้นที่แหล่งผลิตสำคัญ รวมถึงเร่งประสานภาคเอกชนเข้ามาร่วมเป็นช่องทางรับซื้อ เพื่อไม่ให้ผลผลิตคุณภาพจากสวนถูกกดราคา และช่วยพยุงรายได้ของเกษตรกรในช่วงเวลาสำคัญ นายจิรวุฒิ กล่าวว่า กรมการค้าภายในดำเนินนโยบายบริหารจัดการผลไม้เชิงรุกมาอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ และวิสาหกิจชุมชน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการรวบรวม คัดคุณภาพ และบริหารจัดการผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ทั้งนี้ กรมฯ ได้ประสานนำผู้ประกอบการรายใหญ่เข้ามาเชื่อมโยงรับซื้อผลผลิตจากสหกรณ์ส่งเสริมธุรกิจภาคการเกษตรจังหวัดตราด ซึ่งมีสมาชิกเกษตรกรจำนวน 124 ราย โดยสหกรณ์แห่งนี้มีศักยภาพในการรวบรวมและบริหารจัดการผลผลิตของสมาชิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถคัดคุณภาพสินค้าให้ตรงตามความต้องการของตลาดได้ โดยเฉพาะเงาะสีทองตราด ซึ่งเป็นผลไม้เอกลักษณ์ของจังหวัดตราดที่กำลังออกสู่ตลาดในช่วงนี้ การเชื่อมโยงผู้ซื้อเข้าถึงแหล่งผลิตโดยตรงจะช่วยเพิ่มช่องทางการตลาด สร้างอำนาจต่อรองด้านราคา และทำให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่เหมาะสม ด้านนางศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานสื่อสารองค์กร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทฯ ได้ร่วมรับซื้อเงาะสีทองตราดเพื่อนำไปจำหน่ายผ่านแม็คโครและโลตัส จำนวน 160 สาขาทั่วประเทศ ปริมาณรวม 100,000 กิโลกรัม ในรูปแบบตะกร้าน้ำหนัก 2.5 กิโลกรัม ราคา 99 บาท เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่าย พร้อมกระตุ้นยอดขายผ่านโปรโมชั่นพิเศษ “ซื้อ 2 ตะกร้า เหลือตะกร้าละ 79 บาท” ซึ่งจะช่วยเพิ่มการกระจายผลผลิตและสนับสนุนรายได้ให้แก่เกษตรกรในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก นายจิรวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการเชื่อมโยงตลาดและเพิ่มช่องทางจำหน่ายแล้ว กรมการค้าภายในยังดำเนินกิจกรรมสนับสนุนเกษตรกรเพื่อลดต้นทุนการจำหน่ายผลผลิต โดยสนับสนุนบรรจุภัณฑ์ “กล่องผลไม้ DIT และตะกร้าบรรจุผลไม้” เพื่อเพิ่มความพร้อมในการรวบรวมและกระจายผลผลิตเข้าสู่ตลาดทั้งช่องทางค้าปลีกค้าส่งและการจำหน่ายตรงสู่ผู้บริโภค โดยในพื้นที่ภาคตะวันออก กรมฯ ได้ร่วมกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด สนับสนุนกล่องผลไม้จำนวน 87,300 กล่อง ขนาดบรรจุ 10 กิโลกรัมต่อกล่อง พร้อมบริการจัดส่งโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ช่วยลดภาระต้นทุนด้านบรรจุภัณฑ์และการขนส่งให้แก่เกษตรกร นอกจากนี้ ยังจัดอบรมด้าน Live Commerce เพื่อเสริมศักยภาพการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ เพิ่มโอกาสให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรงและสอดรับกับพฤติกรรมการค้ายุคปัจจุบัน สำหรับภาพรวมผลผลิตเงาะปีนี้ทั้งประเทศมีประมาณ 220,955 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 โดยภาคตะวันออกมีผลผลิต 156,901 ตัน ใกล้เคียงกับปีก่อน และขณะนี้ผลผลิตของภาคตะวันออกออกสู่ตลาดแล้วกว่าร้อยละ 67 สำหรับราคาหน้าสวนที่เกษตรกรขายได้ ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2569 เงาะสีทองเกรดส่งออกอยู่ที่ 14–16 บาทต่อกิโลกรัม เกรดตลาดในประเทศเฉลี่ย 14.50 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนเงาะโรงเรียนเกรดส่งออกอยู่ที่ 22–26 บาทต่อกิโลกรัม และเกรดตลาดในประเทศเฉลี่ย 24.50 บาทต่อกิโลกรัม “กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์ผลไม้ตามฤดูกาลอย่างใกล้ชิด และประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่ายและช่วยดูดซับผลผลิตในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน โดยใช้กลไกตลาดนำการผลิต ควบคู่กับการสร้างโอกาสทางการค้าให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น อันจะช่วยสร้างเสถียรภาพด้านราคาและรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน” นายจิรวุฒิ กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 162/2569 กรมการค้าภายในผนึก 8 แบรนด์ก๊าซหุงต้มชั้นนำ ยกระดับมาตรฐาน “ก๊าซหุงต้มเต็มถัง” คุ้มครองผู้บริโภค (11 มิถุนายน 2569)
กรมการค้าภายใน โดยกองชั่งตวงวัด ผนึก 8 แบรนด์ก๊าซหุงต้มชั้นนำของประเทศ ได้แก่ ปตท. เวิลด์แก๊ส สยามแก๊ส ยูนิคแก๊ส พีที พีเอพี เอ็นเอสแก๊ส และ ออร์คิดแก๊ส ร่วมยกระดับมาตรฐานการบรรจุก๊าซหุงต้ม (LPG) ให้ครบถ้วนตามปริมาณที่แสดง พร้อมกำหนดมาตรการกำกับดูแลและตรวจสอบร่วมกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน คุ้มครองผู้บริโภค และส่งเสริมความเป็นธรรมทางการค้า นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ก๊าซหุงต้มเป็นสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีพของประชาชน กรมการค้าภายในจึงให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลปริมาณการบรรจุให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยการประชุมร่วมกับผู้ประกอบการเจ้าของแบรนด์ก๊าซหุงต้มครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจในแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง ลดปัญหาการบรรจุไม่ครบถ้วน และยกระดับมาตรการตรวจสอบโรงบรรจุและร้านจำหน่ายก๊าซหุงต้มให้เข้มงวดยิ่งขึ้น ที่ผ่านมา กรมการค้าภายในได้ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงบรรจุและร้านจำหน่ายก๊าซหุงต้มอย่างต่อเนื่อง หากพบการบรรจุหรือจำหน่ายไม่ครบถ้วนตามปริมาณที่แสดงไว้ จะดำเนินคดีตามกฎหมายทันที โดยตั้งแต่ปี 2567 ถึงปัจจุบัน พบการกระทำความผิดรวม 120 ราย ยึดของกลาง 1,252 ถัง แบ่งเป็นโรงบรรจุก๊าซ 19 ราย ของกลาง 209 ถัง และร้านจำหน่ายก๊าซ 101 ราย ของกลาง 1,043 ถัง โดยความผิดกรณีบรรจุไม่ครบถ้วน มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนกรณีจำหน่ายไม่ครบถ้วน มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามพระราชบัญญัติมาตราชั่งตวงวัด พ.ศ. 2542 นางสาวญาณี กล่าวว่า กรมการค้าภายในได้ทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การบรรจุก๊าซหุงต้มตามกฎหมาย โดยเน้นย้ำว่าประชาชนต้องได้รับก๊าซหุงต้มครบถ้วนตามปริมาณที่แสดงไว้บนถัง หรือไม่น้อยกว่าปริมาณที่ระบุ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า ยังมีประเด็นที่ต้องสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานการบรรจุก๊าซหุงต้มในบางส่วน กรมฯ จึงได้หารือร่วมกับผู้ประกอบการเจ้าของแบรนด์ เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันตั้งแต่ต้นทาง และกำหนดแนวทางกำกับดูแลให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค สำหรับแนวทางความร่วมมือจากการประชุมครั้งนี้ กรมการค้าภายในและผู้ประกอบการจะร่วมกันยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลการบรรจุก๊าซหุงต้ม โดยเน้นการกำกับดูแลตั้งแต่ต้นทาง เพิ่มการตรวจติดตามโรงบรรจุก๊าซภายใต้แต่ละแบรนด์ให้เข้มงวดขึ้น โดยกรมจะเป็นหน่วยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง และร่วมกันจัดฝึกอบรมบุคลากรที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการตรวจสอบปริมาณการบรรจุก๊าซหุงต้มตามกฎหมายชั่งตวงวัด เพื่อให้ประชาชนได้รับก๊าซหุงต้มครบถ้วนตามปริมาณที่แสดงไว้ “กรมการค้าภายในพร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับมาตรฐานการบรรจุก๊าซหุงต้มให้ถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม โดยจะกำกับดูแล ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือกับผู้ประกอบการ เพื่อให้ประชาชนได้รับก๊าซหุงต้มครบถ้วนตามปริมาณที่ระบุ และได้รับความเป็นธรรมในการซื้อสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต” นางสาวญาณี กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 161/2569 กรมการค้าภายในยืนยันหมูไม่ขาดตลาด ผลผลิตเพียงพอรองรับความต้องการบริโภค ราคายังอยู่ในเกณฑ์ที่กำกับดูแล พร้อมติดตามใกล้ชิดดูแลสมดุลทั้งระบบ (11 มิถุนายน 2569)
กรมการค้าภายในยืนยันสถานการณ์สุกรและเนื้อหมูในประเทศยังอยู่ในภาวะปกติ มีปริมาณผลผลิตเพียงพอต่อความต้องการบริโภคของประชาชน แม้ในช่วงที่ผ่านมา ราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มจะปรับตัวสูงขึ้นตามภาวะตลาด จากความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับต้นทุนการผลิตด้านพลังงาน วัตถุดิบอาหารสัตว์ และค่าบริหารจัดการต่าง ๆ ที่ยังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม กรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและยืนยันว่า ยังไม่มีสัญญาณการขาดแคลนสินค้า และราคาจำหน่ายยังอยู่ในกรอบที่สามารถกำกับดูแลได้ นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์การผลิตและภาวะการค้าสุกรทั้งในระดับฟาร์ม ค้าส่ง และค้าปลีกอย่างใกล้ชิด พร้อมหารือร่วมกับกรมปศุสัตว์และองค์กรผู้เลี้ยงสุกรอย่างต่อเนื่อง เพื่อติดตามปริมาณผลผลิต ต้นทุนการผลิต และภาวะตลาดในทุกมิติ จากข้อมูลล่าสุดพบว่า ปริมาณสุกรที่ออกสู่ตลาดอยู่ที่ประมาณ 62,300 ตัวต่อวัน ขณะที่ความต้องการบริโภคเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 56,000 ตัวต่อวัน สะท้อนให้เห็นว่าปริมาณสุกรยังมีเพียงพอต่อการบริโภคของประชาชนทั่วประเทศ และมีผลผลิตออกสู่ตลาดมากกว่าความต้องการใช้ จึงไม่เกิดภาวะขาดแคลนแต่อย่างใด ปัจจุบันราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 62 - 68 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับต้นทุนการผลิตเฉลี่ยที่ 68.57 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาจำหน่ายปลีกเนื้อหมูแดงเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ 128.31 บาทต่อกิโลกรัม โดยยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการที่ผลผลิตออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีสินค้าเพียงพอรองรับความต้องการบริโภคของประชาชน นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังได้ใช้กลไกการจัดงานธงฟ้าและกิจกรรมเชื่อมโยงตลาดในบางพื้นที่เป็นเครื่องมือเสริมในการบริหารจัดการผลผลิตสุกร โดยประสานความร่วมมือกับผู้เลี้ยงสุกรและผู้ประกอบการนำเนื้อสุกรเข้าจำหน่ายตรงถึงผู้บริโภค เพิ่มช่องทางการตลาดและเร่งการกระจายสินค้าในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก ช่วยให้เกิดการหมุนเวียนสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของผลผลิต และสนับสนุนการรักษาสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานในระบบการค้า โดยไม่ได้มุ่งแทรกแซงกลไกราคาตลาด แต่เป็นการเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินค้าให้เกิดความสมดุลตลอดห่วงโซ่อุปทาน รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการค้าภายในได้กำกับดูแลและติดตามสถานการณ์ราคาเนื้อหมูอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด โดยหารือร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อบริหารจัดการทั้งด้านต้นทุนและราคาปลายทางให้เกิดความเหมาะสมและเป็นธรรม รวมถึงดูแลไม่ให้เกิดการฉวยโอกาสปรับราคาสินค้าเกินสมควร ทั้งนี้ กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์ราคาและปริมาณสุกรอย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง เพื่อให้การบริหารจัดการด้านการผลิตและการตลาดเป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ หากพบว่าราคาจำหน่ายปลีกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน กรมฯ พร้อมพิจารณามาตรการที่เหมาะสมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเชื่อมโยงสินค้าจากแหล่งผลิตสู่ผู้บริโภคโดยตรง และการจัดกิจกรรมธงฟ้าในพื้นที่เป้าหมายตามความจำเป็น เพื่อเพิ่มทางเลือกในการซื้อสินค้าและช่วยรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคควบคู่กันไป หากประชาชนพบผู้ค้ารายใดมีพฤติกรรมจำหน่ายเนื้อหมูหรือสินค้าปศุสัตว์อื่นในราคาสูงเกินสมควร สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 โดยหากตรวจพบการกระทำความผิด จะมีโทษตามมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ซึ่งกำหนดโทษปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 160/2569 “ค้าภายใน” เปิดเวทีร้อยเอ็ด ติวเข้ม 58 กลุ่มเกษตรกรอีสานใต้ ปั้น “ข้าวประณีต” สู่ตลาดพรีเมียม มุ่งเติมองค์ความรู้การจัดทำแผนธุรกิจ (9 มิถุนายน 2569)
กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเวทีอบรมภายใต้ “โครงการส่งเสริมและพัฒนาข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร ปี 2569 (ข้าวประณีต)” ที่จังหวัดร้อยเอ็ด รวม 58 กลุ่มเกษตรกรจาก 8 จังหวัดอีสานใต้ เสริมทักษะทำแผนธุรกิจ ใช้เทคโนโลยีการผลิต–แปรรูป และพัฒนาบรรจุภัณฑ์–แบรนด์สินค้า เตรียมยกระดับข้าวไทยจากสินค้าเกษตรสู่ตลาดพรีเมียม ภายใต้แนวคิด New Rice Economy นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายใน ขับเคลื่อนนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการส่งเสริมและพัฒนาข้าวคุณภาพสูง หรือ “ข้าวประณีต” เพื่อยกระดับเศรษฐกิจข้าวไทยยุคใหม่ โดยในครั้งนี้ กรมฯ ได้จัดอบรมให้แก่กลุ่มเกษตรกรที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ เพื่อเสริมความรู้ด้านการวางแผนธุรกิจ ศักยภาพการผลิต การแปรรูป และการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพข้าวไทยและสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นแก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน สำหรับการอบรมครั้งที่ 1 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8–9 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเอ็มแกรนด์ ร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด มีเกษตรกรเข้าร่วม 58 กลุ่ม จาก 8 จังหวัดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ได้แก่ ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ สุรินทร์ นครราชสีมา อุบลราชธานี ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ และอยู่ระหว่างเตรียมจัดทำแผนเพื่อขอรับการสนับสนุนจากคณะกรรมการระดับจังหวัด นางสาวญาณี กล่าวว่า การสัมมนาที่จังหวัดร้อยเอ็ดครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้เกษตรกรสามารถพัฒนาจาก “ผู้ผลิตข้าว” ไปสู่ “ผู้ประกอบการข้าวคุณภาพ” โดยผู้เข้าร่วมอบรมยังได้รับการถ่ายทอดความรู้จากผู้เชี่ยวชาญที่กรมการค้าภายในได้รับความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ และเอกชนทั้งภาคบรรยายและ Workshop เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำความรู้ไปใช้จัดทำแผนธุรกิจได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการเขียนแผนธุรกิจอย่างมืออาชีพ การแบ่งกลุ่มฝึกเขียนแผนธุรกิจสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้จำหน่ายข้าว การประเมินความคุ้มค่าการลงทุน ตลอดจนการวางแผนพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่ นอกจากนี้ ยังมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและเครื่องจักรกลการเกษตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการแปรรูปข้าว อาทิ การเลือกใช้เครื่องจักรกลที่เหมาะสม เทคโนโลยีเครื่องจักรกลกับอนาคตธุรกิจข้าวไทย รวมถึงแนวทางการปลูกข้าวลดโลกร้อน เพื่อให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพ และพัฒนาการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดยุคใหม่ อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของการอบรม คือการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ข้าวไทยผ่านการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ตราสินค้าสู่ตลาดพรีเมียม พร้อม Workshop การออกแบบบรรจุภัณฑ์และแบรนด์ให้มีอัตลักษณ์ เพื่อให้ข้าวของแต่ละชุมชนสามารถบอกเล่าเรื่องราว แสดงจุดเด่นเฉพาะถิ่น และแข่งขันได้ในตลาดพรีเมียม ทั้งตลาดในประเทศและตลาดสมัยใหม่ ทั้งนี้ โครงการส่งเสริมและพัฒนาข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร ปี 2569 มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ 468 กลุ่ม จาก 64 จังหวัด โดยคณะกรรมการดำเนินโครงการฯ ได้คัดเลือกกลุ่มเกษตรกรที่มีศักยภาพในรอบแรกจำนวน 200 กลุ่ม แบ่งเป็น Tier 1 จำนวน 42 กลุ่ม Tier 2 จำนวน 93 กลุ่ม และ Tier 3 จำนวน 65 กลุ่ม หลังผ่านการอบรม กลุ่มเกษตรกรจะจัดทำแผนขอรับการสนับสนุนเงินทุนเพื่อพัฒนาศักยภาพการผลิตและการแปรรูป เสนอต่อคณะกรรมการระดับจังหวัดพิจารณาอนุมัติต่อไป กรมการค้าภายในจะจัดสัมมนาอบรมให้กับกลุ่มเกษตรกรที่ผ่านการคัดเลือกอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครบทั้ง 200 กลุ่ม โดยกำหนดจัดอบรมเพิ่มเติมในพื้นที่ต่าง ๆ ได้แก่ วันที่ 13–14 มิถุนายน 2569 จังหวัดสุพรรณบุรี วันที่ 18–19 มิถุนายน 2569 จังหวัดสงขลา วันที่ 23–24 มิถุนายน 2569 จังหวัดลำปาง และวันที่ 27–28 มิถุนายน 2569 จังหวัดขอนแก่น เพื่อให้กลุ่มเกษตรกรในแต่ละภูมิภาคได้รับความรู้ สามารถจัดทำแผนธุรกิจและแผนพัฒนาศักยภาพของกลุ่มได้อย่างเหมาะสมกับบริบทพื้นที่ “ข้าวประณีตไม่ใช่เพียงการผลิตข้าวคุณภาพดี แต่คือการยกระดับวิธีคิดของเกษตรกรให้มองเห็นโอกาสทางธุรกิจ ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การสร้างแบรนด์ ไปจนถึงการเข้าสู่ตลาดพรีเมียม กรมการค้าภายในเชื่อว่า การเริ่มต้นอบรมที่จังหวัดร้อยเอ็ดครั้งนี้ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างต้นแบบกลุ่มเกษตรกรอีสานใต้ให้ก้าวสู่ผู้ประกอบการข้าวคุณภาพ และช่วยเพิ่มรายได้ให้ชาวนาไทยในระยะยาว” นางสาวญาณี กล่าว
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ