ข่าวเลขที่ 100/2569 ค้าภายใน เกาะติดสถานการณ์สินค้า ห้างยันสต๊อกเพียงพอ ขึ้นราคาต้องมีเหตุผลและอนุญาตก่อน (31 มีนาคม 2569)
นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังเชิญผู้ประกอบการห้างค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อ และห้างท้องถิ่น เข้าหารือเพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์ราคาสินค้าและปริมาณสินค้าอุปโภคบริโภค เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 ว่า กรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์สินค้าอย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง เพื่อประเมินผลกระทบจากภาวะต้นทุนที่มีความผันผวน และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าระบบการจำหน่ายสินค้าในประเทศยังคงเป็นปกติ โดยมีผู้ประกอบการเข้าร่วม ได้แก่ สมาคมผู้ค้าปลีกไทย บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ เทสโก้ โลตัส แม็คโคร ท็อปส์ เดอะมอลล์ กรุ๊ป เซเว่นอีเลฟเว่น โลตัสส์ โก เฟรช สยามพิวรรธน์ ฟู้ดแลนด์ ซีเจ มอร์ และผู้แทนห้างท้องถิ่น (YTS) รองอธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวว่า การหารือครั้งนี้มุ่งเน้นการติดตามสถานการณ์จริงทั้งด้านสต๊อกสินค้า การกระจายสินค้า และแนวโน้มราคาจำหน่ายหน้าร้าน โดยผู้ประกอบการทุกรายรายงานตรงกันว่า ปัจจุบันสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นยังมีปริมาณเพียงพอ จำหน่ายได้ตามปกติ ไม่พบการขาดแคลน และยังไม่มีการปรับขึ้นราคาสินค้าในภาพรวมแต่อย่างใด พร้อมกันนี้ ผู้ประกอบการยังยืนยันว่า หลายสินค้ายังคงมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่อง ทั้งการลดราคาเฉพาะช่วงเวลา การจัดสินค้าราคาพิเศษ และการทำแคมเปญร่วมกับผู้ผลิต เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยห้างค้าปลีกยังคงใช้นโยบายแข่งขันด้านราคาและโปรโมชั่นเพื่อรักษากำลังซื้อของผู้บริโภคในช่วงที่ค่าครองชีพยังเป็นประเด็นสำคัญ นายฉันทพัทธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้จะมีซัพพลายเออร์บางรายเริ่มยื่นความประสงค์ขอปรับราคาสินค้า โดยอ้างต้นทุนที่เปลี่ยนแปลง แต่ห้างค้าปลีกได้ยืนยันชัดเจนว่า จะยังไม่พิจารณาปรับราคาจำหน่าย หากยังไม่มีหนังสืออนุญาตจากกรมการค้าภายใน ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ และเพื่อป้องกันการปรับราคาที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง กรมการค้าภายในได้เน้นย้ำให้ผู้ประกอบการร่วมกันดูแลเสถียรภาพราคาสินค้า โดยขอความร่วมมือบริหารจัดการสต๊อกสินค้าให้เพียงพอ กระจายสินค้าเข้าสู่ทุกสาขาอย่างทั่วถึง และชะลอการปรับขึ้นราคาในช่วงที่สถานการณ์ต้นทุนยังอยู่ระหว่างการประเมิน พร้อมทั้งติดตามข้อมูลต้นทุนจากผู้ผลิตและผู้นำเข้าอย่างใกล้ชิด เพื่อพิจารณาความเหมาะสมเป็นรายสินค้า นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้กำชับว่าการปรับราคาสินค้าควบคุมต้องดำเนินการตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัด โดยผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือผู้จำหน่าย จะต้องแจ้งรายละเอียดโครงสร้างต้นทุนและขออนุญาตก่อนดำเนินการ ซึ่งปัจจุบันมีสินค้าควบคุมที่เกี่ยวข้องกับสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าจำเป็น อาทิ นมและผลิตภัณฑ์นม อาหารกึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำมันปาล์มบรรจุขวด รวมถึงสินค้าอุปโภคในชีวิตประจำวัน 6 รายการ ได้แก่ สบู่ก้อนและสบู่เหลว ผงซักฟอกและน้ำยาซักผ้า แชมพู น้ำยาล้างจาน ผ้าอนามัย และกระดาษชำระ หากมีการปรับราคาจะต้องแจ้งขออนุญาตล่วงหน้าตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด รองอธิบดีกรมการค้าภายในย้ำว่า จากการติดตามข้อมูลล่าสุด ภาพรวมสถานการณ์สินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศยังอยู่ในภาวะปกติ สินค้ามีเพียงพอ ห้างค้าปลีกยังไม่มีการปรับขึ้นราคาสินค้า และยังคงจัดโปรโมชั่นในหลายรายการอย่างต่อเนื่อง ประชาชนจึงสามารถเลือกซื้อสินค้าได้ตามปกติ โดยกรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมด้านราคาและช่วยดูแลค่าครองชีพของประชาชนอย่างเต็มที่
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 99/2569 ค้าภายใน สนธิกำลังตำรวจสอบสวนกลาง บก.ปคบ. ล่อซื้อปุ๋ยตามร้องเรียน พบขายราคาสูง เร่งตรวจต้นทุน–ขยายผลถึงต้นทาง ป้องกันฉวยโอกาสซ้ำเติมเกษตรกร - เพิ่มช่องทางร้องเรียนผ่าน Line @Mr.DIT (27 มีนาคม 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากกรณีกรมการค้าภายในได้รับเรื่องร้องเรียนจากเกษตรกรเกี่ยวกับการจำหน่ายปุ๋ยเคมีในราคาสูงผิดปกติในพื้นที่อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กรมการค้าภายในได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สายตรวจเฉพาะกิจลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยทันที เพื่อป้องกันการเอาเปรียบเกษตรกรซึ่งกำลังเผชิญภาระต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น การลงพื้นที่ครั้งนี้ เจ้าหน้าที่สายตรวจกรมการค้าภายใน สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ตำรวจสอบสวนกลาง ดำเนินการล่อซื้อปุ๋ยเคมีตามข้อร้องเรียนเพื่อเก็บพยานหลักฐาน โดยผลการตรวจสอบพบการจำหน่ายปุ๋ยยูเรีย สูตร 46-0-0 ในราคากระสอบละ 1,190 บาท ซึ่งมีราคาสูง เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าตรวจสอบเอกสารการจำหน่ายและข้อมูลทางการค้าที่เกี่ยวข้องทันที นายวิทยากรกล่าวว่า พนักงานเจ้าหน้าที่จะเรียกเอกสารหลักฐานการจัดซื้อปุ๋ยมาจำหน่ายย้อนหลัง อาทิ ใบกำกับภาษี หลักฐานการรับสินค้า และข้อมูลต้นทุนทั้งหมด เพื่อนำมาตรวจสอบโครงสร้างราคาว่ามีความสอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงหรือไม่ หากพบว่าต้นทุนไม่มีการปรับเพิ่มขึ้น แต่ผู้ประกอบการมีการปรับราคาจำหน่ายสูงขึ้นโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ถือเป็นการฉวยโอกาสทางการค้า และเป็นการซ้ำเติมพี่น้องเกษตรกรที่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเป็นปัจจัยการผลิตหลัก การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ซึ่งกำหนดห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจดำเนินการใด ๆ โดยจงใจทำให้ราคาสินค้าต่ำเกินสมควร หรือสูงเกินสมควร หรือก่อให้เกิดความปั่นป่วนซึ่งราคาสินค้าหรือบริการ โดยหากตรวจพบความผิดจะดำเนินคดีตามกฎหมายจนถึงที่สุด พร้อมกันนี้ เจ้าหน้าที่ได้ขยายผลการตรวจสอบไปยังร้านค้าส่ง รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่การกระจายสินค้า เพื่อตรวจสอบที่มาของราคาและป้องกันการกำหนดราคาที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง หากพบว่ามีการร่วมกันกำหนดราคาหรือมีพฤติการณ์เอาเปรียบผู้ซื้อ จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดทุกราย อธิบดีกรมการค้าภายในย้ำว่า กรมการค้าภายในจะไม่ปล่อยให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าปัจจัยการผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลเพาะปลูกที่เกษตรกรมีความจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยในปริมาณมาก การจำหน่ายสินค้าในราคาที่ไม่เป็นธรรมย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้และต้นทุนของเกษตรกร รวมถึงอาจกระทบต่อเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรในภาพรวมของประเทศ กรมฯ จะเดินหน้าติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางการค้าและลดภาระต้นทุนให้แก่พี่น้องเกษตรกร โดยขอความร่วมมือประชาชนร่วมเป็นเครือข่ายเฝ้าระวัง หากพบการจำหน่ายสินค้าในราคาสูงผิดปกติหรือมีพฤติการณ์ฉวยโอกาส สามารถแจ้งเบาะแสผ่านสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือผ่านแอปพลิเคชัน Mr.DIT เมนู “รับเรื่องร้องเรียน” ซึ่งประชาชนสามารถรายงานข้อมูล แนบภาพถ่าย และคลิปวิดีโอประกอบการร้องเรียน เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 98/2569 “พาณิชย์” ยกระดับกำกับสินค้าควบคุม รับผลกระทบตะวันออกกลาง จ่อออกประกาศ กกร.ใช้ทันที (25 มีนาคม 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุม และผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เป็นกรรมการ ว่า “ขณะนี้เป็นสถานการณ์เร่งด่วน โดยปกติการประชุม กกร. จะมีการพิจารณาในช่วงเดือน มิถุนายน แต่ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์เห็นว่ามีความจำเป็นและส่งผลกระทบต่อประชาชน จึงมีการทบทวนสินค้าและมาตรการรองรับสถานการณ์ที่ต้องมีการกำกับดูแลที่เหมาะสม ปัจจุบันเรามีสินค้าและบริการควบคุม 59 รายการ ครอบคลุมสินค้าอุปโภค บริโภค และมีมาตรการที่เข้มข้น อาทิ การขออนุญาตปรับราคาก่อนจำหน่าย การแจ้งสต็อกปริมาณ โดยพิจารณาทบทวนยกระดับมาตรการในวันนี้ เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังมีความยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะราคาพลังงานในตลาดโลกที่มีความผันผวนต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบนำเข้า สารเคมีพื้นฐาน และค่าขนส่งระหว่างประเทศปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อโครงสร้างต้นทุนการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทย ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าและค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง ในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้ใช้กลไกด้านการบริหาร โดยขอความร่วมมือผู้ประกอบการ ผู้ผลิต และผู้จำหน่ายในการตรึงราคาสินค้าและบริหารต้นทุนร่วมกัน เพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ขณะเดียวกัน เมื่อแนวโน้มต้นทุนยังมีความไม่แน่นอน จึงจำเป็นต้องใช้กลไกทางกฎหมายควบคู่กัน ผ่านคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 เพื่อกำหนดมาตรการกำกับดูแลสินค้าควบคุมให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง สามารถติดตามต้นทุนและป้องกันการปรับราคาที่ไม่เหมาะสมได้อย่างทันท่วงที นายวิทยากร กล่าวว่า สถานการณ์สินค้าในประเทศขณะนี้หลายรายการได้รับผลกระทบ กระทรวงพาณิชย์จึงจำเป็นต้องมีมาตรการบริหารจัดการทั้งปริมาณสต็อกสินค้าและราคาจำหน่าย โดยภายหลังการประชุมในวันนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบการยกระดับมาตรการกำกับดูแลสินค้าควบคุมในหลายรายการ และจะเร่งออกประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เพื่อให้มีผลบังคับใช้โดยเร็วที่สุด ในส่วนของรายการสินค้าควบคุมและมาตรการกำกับดูแลเพิ่มเติม ที่ประชุมได้พิจารณาตามข้อเสนอของฝ่ายเลขานุการแล้ว จะเร่งเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณากำหนดมาตรการในภาพรวมและดำเนินการออกมาตรการที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วนต่อไป เพื่อให้การกำกับดูแลสอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังมีความผันผวน นายวิทยากร กล่าวต่ออีกว่า หากเกิดสถานการณ์จำเป็นเร่งด่วน หรือพบสัญญาณความเสี่ยงด้านราคาที่อาจกระทบต่อประชาชน ประธาน กกร.สามารถออกประกาศกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องขออนุญาตก่อนปรับราคาได้ทันที เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาและป้องกันการฉวยโอกาสทางการค้า สำหรับสินค้าควบคุมที่มีการหารือในที่ประชุม นายวิทยากร กล่าวว่า มีการพิจารณาอย่างรอบคอบและรัดกุม เนื่องจากสถานการณ์โลกยังมีความอ่อนไหวและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม กรมการค้าภายในจะเร่งดำเนินมาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสมโดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันผลกระทบล่วงหน้าและรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าในประเทศ ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง พร้อมใช้มาตรการทางกฎหมายทันที หากพบ พฤติกรรมที่เค้าข่ายการผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการปิดป้ายแสดงราคาสินค้าตามมาตรา 28 การจำหน่ายสินค้าในราคาที่สูงเกินสมควรตามมาตรา 29 หรือการกักตุนสินค้าควบคุมตามมาตรา 30 ของกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ย่อมเป็นความผิดทางอาญา ที่มีโทษทางกฎหมาย โดยประชาชนสามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 ได้ทันที
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 97/2569 พาณิชย์ เร่งช่วยชาวนารับมือผลกระทบวิกฤตตะวันออกกลาง เดินหน้าโครงการดูดซับข้าวนาปรัง 1 ล้านตัน- ตลาดนัดข้าวเปลือกราคานำตลาด ลดต้นทุนปุ๋ย–ประสานพน.จัดสรรน้ำมันดีเซลช่วยชาวนา (25 มีนาคม 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังให้การต้อนรับนายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ซึ่งเดินทางเข้าพบเพื่อหารือแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ณ กรมการค้าภายใน ว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในเร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรไทยอย่างเต็มที่ หลังสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและต้นทุนการผลิตทั่วโลก โดยเฉพาะราคาปุ๋ยมีความผันผวน ส่งผลต่อต้นทุนการทำนาของเกษตรกร กรมการค้าภายในจึงเร่งใช้มาตรการทั้งด้านตลาดและการลดต้นทุนเพื่อบรรเทาภาระให้พี่น้องชาวนาในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง โดยการบริหารจัดการผลผลิตข้าวนาปรังที่กำลังจะถึงนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ออก โครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปรัง ปีการผลิต 2569 แล้ว โดยตั้งเป้าหมายดูดซับข้าวนาปรังจำนวน 1 ล้านตันข้าวเปลือก ในพื้นที่แหล่งผลิตข้าวนาปรังทั่วประเทศ โดยองค์การคลังสินค้าจะดำเนินการให้โรงสีและสหกรณ์การเกษตรไปเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรในราคาสูงกว่าตลาด 300 บาทต่อตัน ซึ่งจะเริ่มดำเนินการวันที่ 1 เมษายน 2569 นี้ นำร่อง 5 จังหวัด แหล่งผลิตข้าวนาปรังสำคัญ ได้แก่ นครสวรรค์ พิษณุโลก พระนครศรีอยุธยา กำแพงเพชร และสุโขทัย โดยโครงการนี้จะช่วยรองรับผลผลิตข้าวนาปรังที่จะออกสู่ตลาด และมีแรงจงใจให้ชาวนาขายผลผลิตในราคาที่เหมาะสม ขอให้ชาวนามั่นใจว่า ฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปรังนี้มีที่ขายข้าวแน่นอน นายวิทยากร กล่าวต่อว่า “นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังได้จัด ตลาดนัดข้าวเปลือก ในแหล่งผลิตข้าวนาปรังเพิ่มเติม โดยนำให้ผู้ประกอบการจากนอกพื้นที่เข้ารับซื้อถึงแหล่งผลิตของเกษตรกรโดยตรง เพื่อลดภาระค่าขนส่ง เพิ่มช่องทางการจำหน่าย และแก้ไขปัญหาบางพื้นที่ที่ขาดผู้รับซื้ออย่างมีประสิทธิภาพ โดยราคารับซื้อในตลาดนัดข้าวเปลือกจะสูงกว่าตลาดทั่วไปเฉลี่ย 200–400 บาทต่อตัน ดำเนินการตั้งแต่เดือนมีนาคมต่อเนื่องไปจนถึงเดือนพฤษภาคม 2569ขณะนี้มีจังหวัดที่ยืนยันการจัดงานแล้วรวม 8 ครั้ง ได้แก่ ปลายเดือนมีนาคม จำนวน 2 ครั้ง ในจังหวัดสิงห์บุรี และอ่างทอง ต้นเดือนเมษายน จำนวน 3 ครั้ง ในจังหวัดพิจิตร พระนครศรีอยุธยา และอ่างทอง และปลายเดือนเมษายน จำนวน 3 ครั้ง ในจังหวัดพิษณุโลก น่าน และพระนครศรีอยุธยาพร้อมกันนี้ กรมการค้าภายในได้กำชับสำนักงานชั่งตวงวัดในพื้นที่ โดยเฉพาะจุดรับซื้อข้าว ให้ลงพื้นที่กำกับดูแลการซื้อขายอย่างใกล้ชิด ตรวจสอบความถูกต้องของการชั่งน้ำหนัก การวัดความชื้น การหักสิ่งเจือปน รวมถึงการแสดงราคารับซื้อ เพื่อให้การซื้อขายข้าวเปลือกเป็นธรรม เที่ยงตรง และโปร่งใส สร้างความมั่นใจให้แก่พี่น้องเกษตรกร นายวิทยากร กล่าวต่อว่า “ในด้านการลดต้นทุนการผลิต กรมฯ เตรียมดำเนินโครงการ “ปุ๋ยธงเขียวพลัส” สนับสนุนส่วนลดปุ๋ยเคมีกระสอบละ 200 บาท จำนวน 5 กระสอบ รวม 1,000 บาท และเกษตรกรที่มี “บัตรดินดี” ของกรมพัฒนาที่ดิน จะได้รับสิทธิ์เพิ่มเติมอีก 200 บาท รวมถึงคูปองอีก 200 บาท สำหรับซื้อปุ๋ยอินทรีย์ ทำให้เกษตรกรได้รับการช่วยเหลือรวมสูงสุด 1,400 บาทต่อราย ช่วยลดต้นทุนการผลิตในช่วงฤดูเพาะปลูกโดยเฉพาะข้าวนาปีที่กำลังจะมาถึงทั้งนี้ ในส่วนประเด็นข้อเรียกร้องในด้านการจัดสรรน้ำมันดีเซลในพื้นที่เก็บเกี่ยวข้าวนาปรังให้เพียงพอ กรมการค้าภายในจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้อย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะกระทรวงพลังงาน เพื่อเร่งดูแลการรวมถึงผลักดันแนวทางช่วยเหลือด้านพลังงานเพื่อลดภาระต้นทุนเครื่องจักรกลทางการเกษตรของชาวนาในช่วงสถานการณ์วิกฤต ด้านนายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวว่า ขอขอบคุณกระทรวงพาณิชย์ที่ให้ความสำคัญและเร่งช่วยเหลือพี่น้องชาวนา โดยเข้าใจถึงสถานการณ์ที่ทุกภาคส่วนได้รับผลกระทบ ซึ่งเกษตรกรมีความกังวลต่อผลผลิตข้าวนาปรังที่กำลังออกสู่ตลาด ทั้งนี้ ภายหลังได้รับทราบจากอธิบดีกรมการค้าภายในถึงมาตรการโครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปรัง ที่เปิดรับซื้อในราคาตลาดพร้อมเพิ่มส่วนต่างให้อีกตันละ 300 บาท รวมถึงการจัดตลาดนัดข้าวเปลือกที่เป็นกลไกสำคัญที่จะเพิ่มช่องทางการขายข้าวของพี่น้องได้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับพี่น้องชาวนา และเห็นว่ารัฐบาลให้ความใส่ใจและห่วงใยเกษตรกรอย่างแท้จริง นายวิทยากรกล่าวย้ำว่า แม้สถานการณ์ตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและต้นทุนการผลิตหลายด้าน แต่กรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และใช้ทุกมาตรการที่มีเพื่อบรรเทาผลกระทบให้เกษตรกรไทย โดยเฉพาะพี่น้องชาวนา พร้อมยืนยันว่ากระทรวงพาณิชย์ไม่นิ่งนอนใจ และจะเดินหน้าดูแลเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรและรายได้เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 96/2569 “พาณิชย์” ลุยลดค่าครองชีพประชาชน-ช่วยผู้ประกอบการ ยกทัพสินค้าราคาประหยัด จำหน่ายสินค้าราคาประหยัดให้พี่น้องชาวกาญจนบุรีในงาน “มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค” (24 มีนาคม 2569)
“พาณิชย์” จัดงาน “มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค” นำสินค้าอุปโภคบริโภค 10 หมวด กว่า 1,000 รายการ ลดสูงสุด 60% และยังมีสินค้าไฮไลท์ ทั้งไข่ไก่ น้ำตาลทราย น้ำมันปาล์ม ข้าวหอมมะลิ 100% มาจำหน่ายให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ และเพิ่มทางเลือกในการซื้อสินค้า และเชื่อมโยงจากเกษตรกรที่ประสบปัญหาราคาตกต่ำจากภาวะสินค้าล้นตลาด มาจำหน่ายในงาน นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินการสนับสนุนนโยบายในการให้ความสำคัญกับการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศและช่วยเหลือลดค่าครองชีพให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลต่อเศรษฐกิจที่ผันผวนด้านพลังงานและเศรษฐกิจโลก และมีผลกระทบโดยตรงกับประเทศไทย โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่เป็นต้นทุนหลักในการผลิต ทำให้เกิดผลกระทบต่อภาคเกษตร อุตสาหกรรมการผลิต และการขนส่ง ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคมีการปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ เช่น ไข่ไก่ ข้าวสาร เนื้อสัตว์ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สินค้าอุปโภคบริโภค เป็นต้น จึงได้กำหนดแนวทางการทำงานให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในดูแลค่าครองชีพประชาชน โดยจัดงานจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด ระหว่างวันที่ 23 – 25 มีนาคม 2569 ณ สนามด้านข้างสำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี อ.เมือง จ.กาญจนบุรี โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิต/กลุ่มเกษตรกร/กลุ่มวิสาหกิจชุมชน เครือข่ายธุรกิจ ผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย (SMEs) นำสินค้าอุปโภคบริโภคมาจำหน่ายรวม 10 หมวด กว่า 1,000 รายการ ลดสูงสุด 60% อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ซอสปรุงรส น้ำยาซักผ้า ของใช้ประจำวัน เครื่องครัว เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องแต่งกาย สินค้าชุมชน เป็นต้น ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการจำหน่ายสินค้าไฮไลท์ สินค้าผักและผลไม้ที่เชื่อมโยงจากกลุ่มเกษตรกร ในราคาพิเศษทุกวัน อาทิ ไข่ไก่เบอร์ M แผงละ 80 บาท น้ำตาลทราย กิโลกรัมละ 20 บาท น้ำมันพืชปาล์ม ขวดละ 35 บาท ข้าวหอมมะลิ 100% (5 กก.) ถุงละ 100 บาท นอกจากนั้น ยังเชื่อมโยงจากกลุ่มเกษตรกร มะพร้าว ลูกละ 10 บาท กะล่ำปลี กิโลกรัมละ 10 บาท และมะนาวแป้น ลูกละ 3 บาท (7 ลูก 100 บาท) มาภายในงานได้อีกด้วย “ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวกาญจนบุรี มาเลือกซื้อสินค้าในโครงการนี้ ซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพและราคาประหยัดที่ทางกระทรวงพาณิชย์ได้เลือกสรรมาให้ท่าน ทั้งสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพครบถ้วน ของกินของใช้ สินค้าชุมชน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนได้ตามเป้าหมาย” นายจิรวุฒิ กล่าว กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและจะเดินหน้าจัดงานมหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคอีก 11 ครั้ง ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งในการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน และยังเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการ ห้าง เกษตรกร SMEs วิสาหกิจชุมชน ทำให้ประชาชนมีทางเลือกในการจับจ่ายใช้สอย ผู้ประกอบการมีช่องทางในการจำหน่ายสินค้า เพื่อกระตุ้นและสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศด้วย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 95/2569 กรมการค้าภายในเร่งขับเคลื่อนรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปลอดการเผา เชื่อมโยงตลาด–เพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้ สร้างรายได้ยั่งยืนให้เกษตรกร (22 มีนาคม 2569)
นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้มอบหมายเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน เพื่อจัดประชุมชี้แจง สร้างการรับรู้ และประชาสัมพันธ์แนวทาง “การเชื่อมโยงการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร และการจำหน่ายวัสดุเหลือใช้จากการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ปลอดการเผา” เมื่อวันที่ 19–20 มีนาคม 2569 ณ สหกรณ์การเกษตรขุนยวม จำกัด อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน และสหกรณ์การเกษตรแม่แจ่ม จำกัด อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 และส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของภาคการเกษตร การดำเนินงานดังกล่าวเป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ซึ่งเห็นชอบแนวทางการส่งเสริมและผลักดันการใช้วัสดุเหลือใช้จากการเพาะปลูกเพื่อเพิ่มมูลค่า ลดการเผาเศษวัสดุทางการเกษตร โดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมการค้าภายใน กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมดำเนินการอย่างบูรณาการ ทั้งนี้ จากการประชุมพบว่า ความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศมีปริมาณสูงประมาณ 9.26 ล้านตันต่อปี ขณะที่ผลผลิตในประเทศยังไม่เพียงพอ ส่งผลให้ข้าวโพดที่มีคุณภาพและผลิตในระบบปลอดการเผามีตลาดรองรับอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ประกอบการและโรงงานอาหารสัตว์ยืนยันความพร้อมในการรับซื้อ หากผลผลิตเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด อาทิ ความชื้นไม่เกินร้อยละ 14.5 มีความสะอาด และปราศจากเชื้อราเกินเกณฑ์ ในส่วนของการเชื่อมโยงตลาด อย่างในครั้งนี้สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เชียงใหม่–ลำพูน จำกัด มีความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ประมาณ 700–800 ตันต่อเดือน หรือราว 9,000 ตันต่อปี โดยเน้นการรับซื้อจากเครือข่ายสหกรณ์ในพื้นที่ภาคเหนือ เช่น อำเภอแม่แจ่ม เวียงป่าเป้า แม่ลาน้อย และวังชิ้น ควบคู่กับการกระจายสินค้าไข่ไก่กลับสู่ชุมชน เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจฐานรากที่พึ่งพาอาศัยกันอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยได้ให้ความสำคัญกับมาตรฐานการผลิตตามหลักเกณฑ์ GAP (ปลอดการเผา) และระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของตลาดโลก โดยเฉพาะมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น กฎระเบียบ EUDR และกฎหมายอากาศสะอาด ที่กำหนดให้สินค้าต้องมาจากแหล่งผลิตที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มิฉะนั้นอาจถูกกีดกันทางการค้าหรือเผชิญภาระภาษีคาร์บอน อีกทั้ง ยังมีการส่งเสริมการนำวัสดุเหลือใช้จากการเพาะปลูกข้าวโพด อาทิ ซัง เปลือก และต้น ไปใช้ประโยชน์เพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น การผลิตทรายแมวออร์แกนิก กระดาษชีวภาพ ผลิตภัณฑ์แฟชั่น วัสดุเพาะเห็ด อาหารสัตว์อัดก้อน และเชื้อเพลิงชีวมวล ซึ่งสามารถสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกร และลดปัญหาการเผาในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการค้าภายในได้เน้นย้ำให้ผู้ประกอบการรับซื้อใช้เครื่องวัดความชื้นที่ได้มาตรฐานตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ โดยต้องเป็นเครื่องมือที่ผ่านการรับรองและแสดงผลอย่างโปร่งใส เพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบเกษตรกร และสร้างความเป็นธรรมในการซื้อขาย ทั้งนี้ กรมการค้าภายในขอความร่วมมือเกษตรกรตรวจสอบมาตรฐานเครื่องมือรับซื้อ และหากไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 94/2569 ค้าภายใน ถก 9 บิ๊กอุปโภคบริโภค รับมือวิกฤตตะวันออกกลางกระทบต้นทุนบรรจุภัณฑ์ เตรียมยกระดับกฎหมายคุมเข้มสินค้าจำเป็น หากสถานการณ์ยืดเยื้อ (21 มีนาคม 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์สินค้าร่วมกับผู้ประกอบการสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ 9 ราย ประกอบด้วย ยูนิลีเวอร์ สหพัฒน์ พีแอนด์จี นีโอ โอสถสภา บีเจซี เอฟแอนด์เอ็น เนสท์เล่ และดัชมิลล์ เพื่อประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อวัตถุดิบเกี่ยวเนื่องกับน้ำมันดิบและการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติกและขวดพลาสติกที่อาจได้รับผลกระทบจากการขนส่งที่ล่าช้า ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจส่งผลต่อราคาสินค้าในอนาคตได้ นายวิทยากร กล่าวว่า “ภายหลังมีการปรับขึ้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในติดตามประเมินสถานการณ์ร่วมกับผู้ประกอบการสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด โดยผู้ประกอบการทั้ง 9 รายยืนยันว่าปัจจุบันสต็อกสินค้ายังมีเพียงพอต่อการบริโภค และสามารถตรึงราคาสินค้าออกไปได้อย่างน้อยถึงเดือนเมษายน โดยกระทรวงพาณิชย์ได้เร่งดำเนินการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อลดข้อกังวลด้านต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ที่อาจมีข้อจำกัดด้านปริมาณ เช่น เม็ดพลาสติก กำมะถัน และสารโซเวนท์ รวมถึงการลดขั้นตอนและข้อจำกัดด้านการดำเนินงาน เพื่อให้ราคาสินค้าเป็นไปตามกลไกตลาดอย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้ประกอบการเม็ดพลาสติกเพื่อให้มีปริมาณเพียงพอใช้ไปจนถึงเดือนพฤษภาคมพร้อมเตรียมเจรจากับทางการเกาหลีใต้เพื่อขอผ่อนผันการส่งออกสารโซเวนท์และเร่งหาแหล่งนำเข้าวัตถุดิบสำรองอื่นๆ เพิ่มเติมทันที นอกจากนี้ เพื่อเป็นการดูแลค่าครองชีพของประชาชนอย่างใกล้ชิด กรมการค้าภายในเตรียมยกระดับมาตรการทางกฎหมายโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ปรับมาตรการควบคุมสินค้าจำเป็น 6 รายการ ได้แก่ กระดาษชำระและกระดาษเช็ดหน้า แชมพู ผงซักฟอกและน้ำยาซักฟอก ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ผ้าอนามัย และสบู่ จากเดิมที่เพียงแจ้งเปลี่ยนแปลงราคา เป็นการต้องขออนุญาตก่อนปรับขึ้นราคาทุกครั้ง โดยจะมีการประชุมรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องในสัปดาห์หน้า ก่อนเสนอคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ หรือ กกร. ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานพิจารณาเห็นชอบต่อไป ในส่วนของมาตรการตรวจสอบ กรมฯ ได้สั่งการให้ใช้กฎหมายมาตราชั่งตวงวัดเข้าตรวจสอบปริมาณบรรจุแก๊สหุงต้มตามโรงบรรจุและร้านค้าปลีกอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายคลังสินค้า ไซโล และห้องเย็น ให้ครอบคลุมถึงคลังที่เก็บสินค้าของตนเอง โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องแจ้งข้อมูลสินค้าที่เก็บในคลัง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบและป้องกันการกักตุนเก็งกำไร ตลอดจนทราบปริมาณสินค้าที่แท้จริงในระบบเพื่อนำมาบริหารจัดการให้เกิดความเหมาะสมและเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน “กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมดำเนินมาตรการทันที หากพบการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุอันสมควร เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อประชาชนและรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าในประเทศ ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นการกักตุนสินค้าหรือฉวยโอกาสขึ้นราคา แจ้งได้ที่สายด่วน DIT โทร 1569” นายวิทยากร กล่าวย้ำ
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 93/2569 “ค้าภายใน” เกาะติดสถานการณ์ปาล์ม เตรียมชงเข้มมาตรการสินค้าควบคุม ย้ำสต๊อกเพียงพอทั้งบริโภคและภาคพลังงานตามนโยบายรัฐ (20 มีนาคม 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์น้ำมันปาล์มอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านปริมาณผลผลิต สต๊อก และระดับราคา เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค โดยปัจจุบันประเทศไทยมีสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) อยู่ประมาณ 350,000 ตัน ซึ่งยังอยู่ในระดับเพียงพอต่อการบริหารจัดการภายในประเทศ นายวิทยากรกล่าวว่า ในช่วงเดือนเมษายนต่อเนื่องถึงเดือนกรกฎาคม ผลผลิตปาล์มน้ำมันฤดูกาลใหม่จะทยอยเข้าสู่ระบบ โดยคาดว่าในแต่ละเดือนจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดไม่ต่ำกว่า 400,000 ตัน เมื่อรวมกับสต๊อกที่มีอยู่ จะทำให้ปริมาณน้ำมันปาล์มในประเทศมีเพียงพอรองรับทั้งการบริโภคภายในประเทศและความต้องการใช้ในภาคพลังงานไม่ว่าจะเป็น B7 B10 ตามนโยบายของรัฐบาล ส่งผลให้ภาพรวมปริมาณสินค้าอยู่ในภาวะสมดุล และช่วยให้ราคาผลปาล์มน้ำมันอยู่ในระดับที่ดีขึ้นด้วย สำหรับสถานการณ์ราคาจำหน่ายน้ำมันปาล์มบรรจุขวด มีการติดตามการจำหน่ายอย่างใกล้ชิดโดยปัจจุบันราคาจำหน่ายอยู่ที่ประมาณขวดละ 42–50 บาท แตกต่างกันไปตามยี่ห้อสินค้า และยังไม่พบสัญญาณการปรับขึ้นราคาแต่อย่างใด โดยล่าสุด กรมการค้าภายในได้ประสานไปยังผู้ผลิต ห้างค้าส่ง ค้าปลีก รวมถึงสมาคมการค้าปลีกและค้าส่ง อย่างต่อเนื่อง โดยยืนยันว่ายังไม่มีการปรับขึ้นราคาน้ำมันปาล์มแต่อย่างใด และภาครัฐยังติดตามโครงสร้างราคาสินค้าตั้งแต่ต้นทางการผลิต โรงสกัด โรงกลั่น ไปจนถึงราคาจำหน่ายปลายทางอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสทางการค้า นายวิทยากร กล่าวต่อว่า ”สินค้าน้ำมันปาล์มบรรจุขวดเป็นสินค้าควบคุมตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (คณะกรรมการ กกร.) ภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 กรมการค้าภายใน ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการ กกร. มีอำนาจกำกับดูแลและเสนอให้คณะกรรมการ กกร. พิจารณาทบทวนมาตรการที่เหมาะสม เพื่อรักษาสมดุลทั้งด้านต้นทุนการผลิต รายได้เกษตรกร และภาระค่าครองชีพของประชาชน “ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ กรมการค้าภายในจะเร่งพิจารณาทบทวนมาตรการเพิ่มเติมสำหรับสินค้าควบคุมโดยเร็ว เพื่อให้การกำกับดูแลราคาสินค้าเป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ ในช่วงสถานการณ์ที่มีความผันผวน กรมการค้าภายในขอความร่วมมือผู้ประกอบการห้ามปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร พร้อมขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกไปกับกระแสข่าว และขอให้เชื่อมั่นว่ากรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งหากพบเห็นการจำหน่ายสินค้าแพงเกินสมควร การกักตุน หรือปฏิเสธการจำหน่ายสินค้า สามารถแจ้งเบาะแสพร้อมรายละเอียดสถานที่เกิดเหตุได้ผ่านสายด่วน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป” นายวิทยากร กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ