ข่าวเลขที่ 283/2568 DIT คว้ารางวัล CEA Award 2025 เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ด้วยโมเดลตลาดใหม่ สร้างรายได้มั่นคงให้เกษตรกร (25 กันยายน 2568)
DIT คว้ารางวัล CEA Award 2025 เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ด้วยโมเดลตลาดใหม่ สร้างรายได้มั่นคงให้เกษตรกร โครงการ DIT X AIR ASIA ต่อยอดผลิตเกษตรกรไทยสู่เมนูบนฟ้า คว้ารางวัล Creative Advocacy Award จากเวที CEA 2025 นำเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สร้างโอกาสใหม่และรายได้ที่ยั่งยืนให้เกษตรกรไทย” วันที่ 25 กันยายน 2568 นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังรับรางวัล ว่า “กรมการค้าภายใน (DIT) กระทรวงพาณิชย์ ได้รับรางวัล Creative Advocacy Award ซึ่งเป็นหนึ่งในรางวัลเชิดชูเกียรติจาก หมวด Creative City Awards ของเวที CEA Award 2025 ในวันที่ 24 กันยายน 2568 โดยโครงการดังกล่าวได้รับคัดเลือกเนื่องจากได้นำมีการนำสินค้า วัฒนธรรม อัตลักษณ์ และสินทรัพย์ท้องถิ่น มาผนวกกับความคิดสร้างสรรค์และยกระดับเศรษฐกิจและการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน” โครงการ “DIT X AirAsia” ถือเป็นตัวอย่างความสำเร็จที่นำผลผลิตที่มีคุณภาพจากเกษตรกรไทย อาทิ ผลไม้ มาพัฒนาเป็นเมนูอาหารและเครื่องดื่มเสิร์ฟบนเที่ยวบินทั้งในและต่างประเทศของสายการบินแอร์เอเชีย ซึ่งเป็นสายการบินชั้นนำที่มีจุดแข็งในด้านการบริการและมีเที่ยวบินจำนวนมาก ที่จะมาช่วยยกระดับราคา เพิ่มมูลค่าสินค้า และเปิดโอกาสให้ผู้โดยสารทั่วโลกได้สัมผัสคุณภาพสินค้าเกษตรไทยโดยตรง นายวิทยากร กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็น “Win-Win Situation Model” ที่ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน เกษตรกรไทยมีตลาดรองรับผลผลิต สายการบินมีเมนูสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ผู้โดยสารได้ลิ้มรสความอร่อยของสินค้าไทย และเศรษฐกิจไทยได้รับการขับเคลื่อนอย่างยั่งยืน พร้อมย้ำว่า “ผลไม้ไทยที่เกษตรกรปลูกด้วยใจ จะถูกส่งต่อด้วยรักผ่านช่องทางและรูปแบบใหม่ ๆ” คือแนวคิดหลักที่สะท้อนความสำเร็จของความร่วมมือนี้ DIT จะไม่หยุดเพียงแค่นี้ แต่จะถือเป็นจุดเริ่มต้นในการขยายช่องทางตลาดให้กับสินค้าเกษตรไทย พร้อมต่อยอดโครงการไปยังสินค้าเกษตรทุกตัว เพื่อสร้างตลาดใหม่ที่ใช้ทั้งนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์เป็นแรงขับเคลื่อน “ขอขอบคุณ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA และคณะกรรมการ CEA ที่เห็นถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน และสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาที่สร้างสรรค์ต่อเกษตรกรไทยและเศรษฐกิจของประเทศ” นายวิทยากร กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 282/2568 “DIT” จับมือ “กูร์เมต์ มาร์เก็ต” เปิดพื้นที่ช่วยเกษตรกร ชวนอุดหนุนสินค้าคุณภาพ ที่พารากอน (23 กันยายน 2568)
DIT จับมือ กูร์เมต์ มาร์เก็ต เปิดพื้นที่ช่วยเกษตรกร ชวนอุดหนุนสินค้าคุณภาพ ที่พารากอน กรมการค้าภายใน (DIT) ร่วมกับ กูร์เมต์มาร์เก็ต จัดงาน DIT X Gourmet Market Farmers Grow Together เคียงข้างเกษตรกรไทยไปด้วยกัน จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 18 29 กันยายน 2568 ณ กูร์เมต์ มาร์เก็ต ชั้น G สาขาพารากอน เพื่อเป็นพื้นที่สนับสนุนเกษตรกรไทยให้มีช่องทางการจำหน่ายสินค้าคุณภาพได้โดยตรงถึงมือผู้บริโภค และเพื่อนำไปต่อยอดพัฒนาสินค้า นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯ ร่วมกับ เดอะมอลล์กรุ๊ป จัดงาน DIT X Gourmet Market Farmers Grow Together ซึ่งทั้งสองหน่วยงานได้ร่วมมือกันมาตลอด เช่น การนำผลไม้แต่ละภูมิภาคมาจัดเป็นงาน Thai Fruit Festival ในส่วนของงานวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมนำสินค้าที่ดีในหลากหลายภาคส่วนของประเทศมาเปิดช่องทางการตลาด ไม่ว่าจะเป็นเกษตรผู้ปลูกผลไม้ กลุ่มปศุสัตว์ รวมถึงผู้ปลูกข้าวที่ชนะการประกวดข้าวหอมมะลิของประเทศ โดยนำสินค้าคุณภาพมาจำหน่ายโดยตรงถึงมือผู้บริโภค ซึ่งสถานที่ตั้งของกูร์เมต์มาร์เก็ต สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทยตอนนี้ที่มีเป้าหมายจะเป็นจุดรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และกลุ่มต่างชาติที่ย้ายมาทำงานในประเทศไทยชั่วคราวหรือที่เราเรียกว่ากลุ่มดิจิทัลนอแมด Digital Nomad ซึ่งนับเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร อธิบดี DIT กล่าวว่า นอกจากนี้ งานนี้ไม่เพียงให้วิสาหกิจชุมชนมีช่องทางจำหน่ายสินค้า แต่ยังเป็นเสมือนเวทีประกวดนางงาม ที่นำสินค้าเข้ารอบ คุณภาพดี มาจำหน่ายในเมือง โดยหากสินค้าใดมียอดจำหน่ายสูง และสอดคล้องกับความต้องการทางการตลาดของกูร์เมต์มาร์เก็ต ก็จะมีการนำสินค้ามาเชื่อมโยงขายในห้างเป็นสินค้าขายประจำห้างต่อไป นับเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือที่สำคัญระหว่างภาครัฐ เอกชน และเกษตรกรผู้ผลิต ทั้งนี้ การจัดงานดังกล่าวยังเป็นการสร้างแรงจูงใจสำคัญให้เกษตรกรได้เรียนรู้ด้านการตลาดและความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน ภายในงานได้รวบรวมผลผลิตเกษตรคุณภาพกว่า 80 สินค้า มาจำหน่ายในราคาพิเศษ โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิที่ได้รับรางวัลจากการประกวดข้าวหอมมะลิของประเทศไทย ซึ่งจัดโดย DIT มายาวนานกว่า 42 ปี เช่น ข้าวหอมมะลิ 105 ตราข้าวนาคุณตาณรงค์ จากอุบลราชธานี (รางวัลชนะเลิศปี 2566) ข้าวหอมมะลิอินทรีย์นครพนม (รางวัลชนะเลิศปี 2564) และยังมีข้าวหอมมะลิที่มีคุณภาพเป็นเลิศและชนะการประกวดในหลายๆ ปี มาร่วมจำหน่าย รวมถึงนำข้าวมาแปรรูปในอีกหลายรูปแบบ เช่น ไอศกรีมที่ทำจากข้าวชนิดต่าง ๆ ที่ยังคงเอกลักษณ์ของข้าวแต่ละชนิดไว้ ข้าวหุงพร้อมทาน เป็นต้น นอกจากข้าวแล้ว DIT ยังได้เชื่อมโยงผลไม้ทั้งผลไม้สดและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผลไม้ของเกษตรกรมาจำหน่ายให้ผู้บริโภคโดยตรงและพิเศษสุดในโซนผลไม้คุณภาพ ที่คัดเกรดระดับพรีเมียมในราคาสุดพิเศษ อาทิ ลำไยจากจันทบุรี ลองกองจาก จ.อุตรดิตถ์ มะพร้าวน้ำหอม GI และฝรั่งไส้แดงจากราชบุรี สับปะรดภูแล GI จากเชียงราย ส้มโอขาวน้ำผึ้งจากสมุทรสงคราม อะโวคาโดจากเพชรบูรณ์ ทุเรียนทอดกรอบจากจันทบุรี และน้ำลำไยหิมะ/ลำไยอบแห้งจากลำพูน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมาตรการที่ช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาผลไม้ล้นตลาด ที่ DIT ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องด้วย และภายในงานยังมีผลิตภัณฑ์เนื้อโคไทยจากกิจกรรม หน้าเนื้อ ใจสยาม ที่นำเนื้อโคไทยคุณภาพหลากหลายสายพันธุ์จากเกษตรกรไทย 5 กลุ่มมาจำหน่าย ได้แก่ เนื้อสยามวากิวลูกผสมแองกัส บีฟมาสเตอร์ หรือชาโรเลส์รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากเนื้อโคไทย เช่น เนื้อย่างเสียบไม้ เนื้อแดดเดียว ไส้กรอกเนื้อ ไส้อั่วเนื้อ รวมทั้งยังมีการจำหน่ายกุ้งและผลิตภัณฑ์กุ้งแปรรูปจากเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดสมุทรสาคร อาทิ กุ้งต้มพร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ด กุ้งสดแช่แข็ง กุ้งเทมปุระ และกุ้งป๊อป เพื่อกระตุ้นการบริโภคกุ้งในประเทศ พร้อมทั้งเพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่เกษตรกรไทย รองรับความเสี่ยงจากผลกระทบจากนโยบายด้านการแข่งขันทางการค้าจากต่างประเทศในอนาคต นอกจากนี้ ยังมีการนำสินค้าไก่งวงและผลิตภัณฑ์ไก่งวงแปรรูปจากวิสาหกิจชุมชนไก่งวงราชบุรี เช่น จ๊อไก่งวง ไส้กรอกไก่งวง ไส้อั่วไก่งวง บาร์บีคิวไก่งวง มาจำหน่าย เพื่อสร้างการรับรู้และการส่งเสริมการบริโภคไก่งวงในประเทศ ตลอดจนเป็นแนวทางการขยายตลาดให้แก่เกษตรกรไทย รวมถึงปลาทูหน้างอคอหักจากแม่กลอง ในหลายรูปแบบ ทั้งปลาทูสด ปลาทูทอด ปลาทูมัน ปลาทูต้มเค็ม มาจำหน่ายอีกด้วย นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอขอบคุณกูร์เมต์ มาร์เก็ต และเดอะมอลล์ กรุ๊ป ที่เล็งเห็นความสำคัญของเกษตรกรไทย เปิดพื้นที่ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยได้นำสินค้ามาจำหน่ายโดยตรง ช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาด และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร สำหรับพี่น้องประชาชน ขอเชิญชวนมาร่วมอุดหนุนสินค้าคุณภาพจากเกษตรกรไทยในราคาที่เหมาะสม ภายในงาน DIT X Gourmet Market Farmers Grow Together เคียงข้างเกษตรกรไทยไปด้วยกัน มาร่วมอุดหนุนสินค้าจากเกษตรกรไทย และเป็นการให้กำลังใจกับเกษตรกรผลิตสินค้าคุณภาพต่อไป
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 281/2568 “DIT” จัดมหกรรมธงฟ้า @สงขลา จับจ่ายคึกคัก 3 วัน คาดลดค่าครองชีพกว่า 3 ล้านบาท พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน (18 กันยายน 2568)
DIT จัดมหกรรมธงฟ้า @สงขลา จับจ่ายคึกคัก 3 วัน คาดลดค่าครองชีพกว่า 3 ล้านบาท พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน วันที่ 18 กันยายน 2568 ณ สวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า หนึ่งในภารกิจสำคัญของกรมการค้าภายใน (DIT) คือการดูแลค่าครองชีพของประชาชน แม้รายได้ของหลายครัวเรือนจะยังไม่เพิ่มขึ้น แต่การลดรายจ่ายถือเป็นมาตรการสำคัญที่จะช่วยให้ประชาชนมีเงินเหลือจับจ่ายใช้สอยและดำรงชีพได้อย่างเหมาะสม ตลอดปี 68 ที่ผ่านมา DIT ได้จัดโครงการ ธงฟ้า ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัดมากกว่า 1,300 ครั้ง โดยรัฐบาลได้เล็งเห็นถึง ความสำคัญในการช่วยลดค่าครองชีพพี่น้องประชาชน จึงอนุมัติงบกลาง เพื่อให้จัดกิจกรรมได้อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้จัดกิจกรรมที่จังหวัดสงขลา ซึ่งส่วนราชการในพื้นที่ได้ประสานมายังพาณิชย์จังหวัดสงขลา ให้กรมมาจัดธงฟ้านำสินค้าราคาประหยัดมาให้พี่น้องประชาชน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนชาวใต้ นายวิทยากร กล่าวต่ออีกว่า ภายในงาน กรมฯ ได้ร่วมกับผู้ประกอบการและสมาคมผู้ผลิตสินค้าต่าง ๆ นำสินค้าจำเป็นต่อการครองชีพมาจำหน่ายในราคาพิเศษ เช่น ไข่ไก่เบอร์ M แผงละ 90 บาท น้ำมันพืช ขวดละ 42 บาท โดยกรมฯ แนะนำผู้บริโภคเลือกซื้อน้ำมันที่ผลิตไม่เกิน 3 เดือน เพื่อให้ได้คุณภาพดีที่สุด ข้าวสารหอมมะลิ จากสหกรณ์การเกษตรจังหวัดสงขลาและจังหวัดอื่น ๆ ในราคาต้นทุน แต่ยังคงมาตรฐานคุณภาพ น้ำตาลทราย กก.ละ 23 บาท นอกจากนี้ ยังมีสินค้าคุณภาพอื่น ๆ เช่น นมโคไทย เดนมาร์ก ในพระบรมราชูปถัมภ์ที่จะวางจำหน่ายในร้านธงฟ้าทั่วประเทศ รวมทั้งผลผลิตจากเกษตรกรและสินค้าเด่นชุมชน เช่น ลองกองอุตรดิตถ์ ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่อย่างล้นหลาม นายวิทยากร ย้ำว่า โครงการธงฟ้าไม่ใช่เพียงสินค้าราคาถูก แต่ต้องเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ สามารถช่วยลดค่าครองชีพได้จริง ปัจจุบันมีสินค้าร่วมโครงการมากกว่า 1,000 รายการ พร้อมความร่วมมือจากพันธมิตรทั้งภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และเกษตรกร และคาดว่าการจัดงานใน 3 วัน 17-19 ก.ย. 68 จะสามารถลดค่าครองชีพประชาชน ได้กว่า 3 ล้านบาท พร้อมทั้งยังเชื่อมโยงสินค้าชุมชนและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ได้อีกกว่า 6 ล้านบาท ทั้งนี้ DIT ยังคงเดินหน้ากิจกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยสัปดาห์หน้าเตรียมจัดที่จังหวัดนครสวรรค์และลำพูน และจะขยายไปอีก 17 จังหวัดทั่วประเทศภายในสิ้นปี 2568 ประชาชนสามารถติดตามกำหนดการได้ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัด เพจ กรมการค้าภายใน DIT หรือสอบถามสายด่วน 1569 นอกจากโครงการธงฟ้าแล้ว DIT ยังเดินหน้า โครงการธงเขียว ปุ๋ยถูก ยาดี ที่ช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกร โดยจัดไปแล้ว 5 ครั้ง และมีแผนจัดเพิ่มอีก 11 ครั้ง เกษตรกรสามารถซื้อปุ๋ยในราคาลดพิเศษ กระสอบละ 200 บาท จำกัดครัวเรือนละ 5 กระสอบ หรือสูงสุดประหยัดได้ 1,000 บาท กระทรวงพาณิชย์ โดย DIT มุ่งมั่นที่จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้ประชาชน และสร้างความมั่นใจว่าสินค้าที่จัดจำหน่ายไม่เพียงราคาประหยัด แต่ยังคงคุณภาพ เพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชน นายวิทยากรกล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 280/2568 “DIT” ผนึกกำลังพันธมิตร จัด "ธงเขียวราคาประหยัด" บุกเพชรบุรี ปุ๋ยราคาพิเศษ–เคมีเกษตรลดกว่า 50% ระหว่าง 16–17 ก.ย. นี้ (17 กันยายน 2568)
DIT ผนึกกำลังพันธมิตร จัด ธงเขียวราคาประหยัด บุกเพชรบุรี ปุ๋ยราคาพิเศษ เคมีเกษตรลดกว่า 50% ระหว่าง 16 17 ก.ย. นี้ กรมการค้าภายใน (DIT) เดินหน้าโครงการ ปุ๋ยถูก ยาดี ต้องที่ธงเขียว ลงพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี ระหว่างวันที่ 16 17 กันยายน 2568 ณ ลานข้าวสหกรณ์การเกษตรบ้านลาด อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี จัดจำหน่ายปุ๋ยเคมีราคาพิเศษ ลดสูงสุดกระสอบละ 200 บาท พร้อมปัจจัยการเกษตรและเคมีเกษตรลดราคากว่า 50% เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตและเสริมความมั่นคงด้านปัจจัยการเกษตรให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ โดยได้รับเกียรติจาก นางวันเพ็ญ มังศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เป็นประธานเปิดงาน ธงเขียวราคาประหยัด พร้อมด้วย นายกรนิจ โนนจุ้ย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน ซึ่งภายในงานมีเกษตรกรเข้าร่วมเลือกซื้อสินค้าอย่างคึกคัก นายกรนิจ กล่าวว่า โครงการธงเขียวได้รับความร่วมมือจาก สมาคมปุ๋ย 3 สมาคม ได้แก่ สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย และสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร ร่วมกับผู้ผลิตปุ๋ยและเคมีเกษตรกว่า 24 บริษัท นำปุ๋ยเคมี 6 สูตรหลัก (46-0-0, 16-20-0, 15-15-15, 16-16-16, 25-7-7 และ 8-24-24) มาจำหน่ายในราคาลดพิเศษสูงสุดกระสอบละ 200 บาท เกษตรกรลงทะเบียนซื้อได้ไม่เกินคนละ 5 กระสอบ คิดเป็นมูลค่าส่วนลดรวมกว่า 1,000 บาท พร้อมรับคูปองส่วนลด 50 บาท สำหรับซื้อยาฆ่าแมลงและยาปราบศัตรูพืชภายในงาน นอกจากนี้ ยังมีผู้ประกอบการห้างค้าส่ง ค้าปลีก และผู้ผลิตอุปกรณ์การเกษตรเข้าร่วมจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดด้วย DIT คาดว่าการจัดงานครั้งนี้จะช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงปุ๋ย ยา และอุปกรณ์การเกษตรคุณภาพดีในราคาย่อมเยา ลดต้นทุนการผลิตได้รวมหลายล้านบาท เพื่อสนับสนุนเกษตรกรไทยและเสริมศักยภาพการผลิตภายในประเทศโดยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย, สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย, สมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร, ผู้ผลิตปุ๋ยและเคมีเกษตร รวมถึงห้างค้าปลีกสมัยใหม่ ออกบูธลดราคาปุ๋ยและเคมีเกษตร เป้าหมายถัดไป DIT มีแผนเดินหน้าขยายโครงการธงเขียวไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ครอบคลุมทั้งพืชไร่ พืชสวน และปศุสัตว์ เพื่อให้เกษตรกรทุกภูมิภาคสามารถเข้าถึงปัจจัยการผลิตในราคาที่เป็นธรรม ลดภาระค่าใช้จ่าย และเพิ่มโอกาสในการทำกำไรจากผลผลิตมากยิ่งขึ้น
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 279/2568 DIT ปั้น Farm Outlet หนุนเกษตรกรไทยกว่า 15 ปี ยอดขายงานแฟร์ทะลุ 4 ล้าน เดินหน้าต่อที่เซ็นทรัลปิ่นเกล้า (16 กันยายน 2568)
DIT ปั้น Farm Outlet หนุนเกษตรกรไทยกว่า 15 ปี ยอดขายงานแฟร์ทะลุ 4 ล้าน เดินหน้าต่อที่เซ็นทรัลปิ่นเกล้า DIT ดัน Farm Outlet ศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตรและชุมชนที่ช่วยเชื่อมโยงผลผลิตจากเกษตรกรสู่ผู้บริโภคคุณภาพ สร้างรายได้เพิ่มและขยายช่องทางตลาดมากว่า 15 ปี ล่าสุดจัดงาน Farm Outlet Fair รวมร้านค้าชุมชนทั่วประเทศมาให้เลือกซื้อในที่เดียว ยอดขายทะลุ 4 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าต่อยอดจัดงานต่อที่เซ็นทรัลปิ่นเกล้า วันที่ 16 กันยายน 2568 นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า โครงการ ศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตรชุมชน หรือ Farm Outlet เป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของกรมการค้าภายในที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องกว่า 15 ปี โดยมีเป้าหมายให้ร้าน Farm Outlet เป็นศูนย์กลางการจำหน่ายสินค้าเกษตร ผลิตภัณฑ์แปรรูป และงานหัตถกรรม ที่ผลิตจากวัตถุดิบท้องถิ่นโดยเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน Farm Outlet จะเป็นแหล่งเชื่อมโยงผลผลิตโดยตรงจากเกษตรกรสู่ผู้บริโภค ช่วยให้เกษตรกรมีช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตร และสามารถพัฒนาต่อยอดได้ในรูปแบบต่าง ๆ และยังช่วยให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อสินค้าสดใหม่ของเกษตรกร ได้สินค้าที่มีคุณภาพ อีกทั้งยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต สร้างรายได้ให้กับชุมชน และช่วยยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยปัจจุบันมี Farm Outlet กว่า 56 แห่ง ครอบคลุม 34 จังหวัด ทั่วประเทศ นางสาวญาณี กล่าวต่อว่า สำหรับงาน Farm Outlet Fair ถือเป็นการต่อยอดที่สำคัญ เพราะได้รวมร้านจำหน่ายสินค้า Farm Outlet จากหลายพื้นที่ทั่วประเทศมาจัดแสดงและจำหน่ายในงาน เพื่อเป็นการขยายช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพจากเกษตรกรและชุมชน ซึ่งล้วนผลิตขึ้นจากฝีมือคนไทย โดยล่าสุดงาน Farm Outlet Fair ที่จัดขึ้น ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต ได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างล้นหลาม โดยมียอดขายรวมกว่า 4 ล้านบาท และยังเกิดการเจรจาการค้าถึง 5 คู่ มีมูลค่ากว่า 1.1 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นความสำเร็จที่สะท้อนถึงศักยภาพและคุณภาพของสินค้าไทย และเกษตรกรไทย งานนี้ไม่เพียงแต่เป็นพื้นที่ขายสินค้า แต่ยังเป็นเวทีสร้างรายได้และเพิ่มช่องทางการตลาดให้เกษตรกร ยอดขายที่เกิดขึ้นคือกำลังใจสำคัญที่ผลักดันให้ผู้ผลิตพัฒนาสินค้าต่อไป อีกทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเจรจาธุรกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต นางสาวญาณีกล่าว เพื่อสานต่อความสำเร็จ DIT ได้จัดงาน Farm Outlet Fair อย่างต่อเนื่อง ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ชั้น G ระหว่างวันที่ 13 17 กันยายน 2568 โดยงานนี้จะรวบรวมสุดยอดสินค้าเกษตรจากทั่วประเทศ เช่น ผักและผลไม้สดตามฤดูกาล ข้าวสารคุณภาพดี ผลิตภัณฑ์แปรรูป และสินค้าออร์แกนิกหลากหลายชนิด นางสาวญาณี กล่าวทิ้งท้ายว่า DIT อยากให้ประชาชนได้รู้จัก Farm Outlet มากขึ้น เพราะนี่ไม่ใช่เพียงร้านค้า แต่เป็นโครงการที่ช่วยให้เกษตรกรไทยมีช่องทางการตลาดที่มั่นคง มีรายได้ที่ยั่งยืน และสร้างความภาคภูมิใจในฝีมือคนไทย จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนสินค้าไทยได้ที่งาน Farm Outlet Fair รวมถึงสนับสนุนสินค้าได้ที่ Farm Outlet ทั่วประเทศ พร้อมติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง Facebook : กรมการค้าภายใน DIT หรือเว็บไซต์ www.dit.go.th
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 278/2568 “DIT แจงราคาข้าวโพดแม่แจ่ม พร้อมลุยตรวจเข้มลานรับซื้อพิษณุโลก–เพชรบูรณ์–นครสวรรค์ สั่งใช้เครื่องวัดความชื้นมาตรฐาน-ปิดป้ายราคา” (15 กันยายน 2568)
DIT แจงราคาข้าวโพดแม่แจ่ม พร้อมลุยตรวจเข้มลานรับซื้อพิษณุโลก เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ สั่งใช้เครื่องวัดความชื้นมาตรฐาน-ปิดป้ายราคา กรมการค้าภายใน (DIT) แจงราคารับซื้อข้าวโพดแม่แจ่มเป็นไปตามประกาศ สั่งการ สพจ.เชียงใหม่ เร่งชี้แจงข้อเท็จจริงแก่ผู้ร้องเรียน พร้อมส่งทีมลงพื้นที่พิษณุโลก เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ ตรวจเข้มลานรับซื้อ ย้ำ ใช้เครื่องวัดความชื้นมาตรฐาน และ ปิดป้ายราคารับซื้อ พร้อมเร่งแก้ปัญหาเพื่อให้เกษตรกรได้รับความเป็นธรรมตลอดฤดูกาลข้าวโพด วันที่ 15 กันยายน 2568 นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายใน (DIT) ได้ติดตามสถานการณ์การรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ อย่างต่อเนื่อง พบว่า ปัจจุบันราคารับซื้อในทุกลานเป็นไปตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง ราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ ประจำปี 2568/69 โดยข้าวโพดของเกษตรกรที่มีความชื้นเกิน 35% ลานรับซื้อในราคากิโลกรัมละ 5.50 5.70 บาท ซึ่งหากต้องขนผลผลิตจากพื้นที่บนเขาหรือดอย จะมีการหักเพิ่มเพียง 50 60 สตางค์ เท่านั้น จึงยืนยันว่า ราคาที่เกษตรกรบางส่วนร้องเรียนว่าตกเหลือเพียงกิโลกรัมละ 4 บาทนั้น ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ทั้งนี้ จังหวัดเชียงใหม่มีผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รวมประมาณ 200,000 ตัน หรือคิดเป็นเพียง 4% ของผลผลิตทั้งประเทศ และผลผลิตในพื้นที่เชียงใหม่ส่วนใหญ่จะทยอยออกสู่ตลาดในช่วง เดือนตุลาคมเป็นต้นไป ทำให้ปัจจุบันราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของเชียงใหม่อยู่ในเกณฑ์ราคาที่เหมาะสม นายวิทยากร ย้ำว่า กรมฯ ได้มอบหมายให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด พร้อมชี้แจงทำความเข้าใจกับกลุ่มเกษตรกรที่ร้องเรียน และหากพบกรณีที่เกษตรกรไม่ได้รับราคาตามคุณภาพผลผลิต กรมฯ จะเร่งดำเนินการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม สำหรับกรณีที่มีรายงานว่าเครือข่ายเกษตรกรอำเภอแม่แจ่ม ทั้ง 7 ตำบล ได้แก่ ช่างเคิ่ง ท่าผา แม่นาจร ปางหินฝน บ้านทับ กองแขก และแม่ศึก รวมประมาณ 500 คน จะเดินทางไปยื่นข้อเรียกร้องที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ในวันที่ 15 กันยายน 2568 เรื่องราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตกต่ำ กรมฯ ได้รับทราบข้อมูลแล้ว และขอยืนยันว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมดูแลและแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรได้รับความเป็นธรรม นายวิทยากร กล่าวต่อว่า DIT ได้ติดตามการรับซื้อของลานและโรงงานอย่างต่อเนื่อง โดยจากเมื่อช่วงสัปดาห์ก่อน (วันที่ 8 กันยายน 2568) ได้ลงพื้นที่อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก และสั่งเร่งแก้ปัญหาเครื่องวัดความชื้นรุ่น PM450 ซึ่งสามารถวัดได้ไม่เกิน 35% ซึ่งทำให้ไม่สามารถระบุค่าความชื้นที่แท้จริงของข้าวโพดได้ กรมฯ จึงได้นำผู้แทนบริษัทผู้นำเข้าเครื่องวัดความชื้น ลงพื้นที่ตรวจสอบเพิ่มเติมในอำเภอวัดโบสถ์และอำเภอวังทอง โดยบริษัทผู้นำเข้าได้รับทราบข้อจำกัดของเครื่องวัดความชื้นรุ่นดังกล่าว และยืนยันว่าจะเร่งพัฒนาเทคโนโลยีให้รองรับการวัดความชื้นที่สูงกว่า 35% ได้ต่อไป และในส่วนของพื้นที่อำเภออื่นในจังหวัดพิษณุโลก และนครสวรรค์ เพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สำคัญของประเทศ DIT ได้ส่งเจ้าหน้าที่สายตรวจพิเศษพร้อมนายตรวจชั่งตวงวัดลงพื้นที่ตรวจสอบการรับซื้ออย่างเคร่งครัด พบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ปฏิบัติตามกฎหมาย มีการปิดป้ายแสดงราคารับซื้อและใช้เครื่องวัดความชื้นที่ได้มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม ได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับผู้ประกอบการ 5 รายที่ไม่ปิดป้ายราคา และตรวจพบการใช้เครื่องวัดความชื้นสิ้นสุดคำรับรองอีก 1 ราย พร้อมมอบหมายให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ขอเน้นย้ำว่า เกษตรกรควรเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เมื่อมีความชื้นเหมาะสม เพื่อรักษาคุณภาพและให้ได้ราคาที่เป็นธรรม หากความชื้นสูงเกินไปจะทำให้ราคาถูกหักลดลง พร้อมทั้งขอความร่วมมือผู้ประกอบการลานรับซื้อปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งการแสดงราคาตามความชื้น การใช้เครื่องมือที่ได้มาตรฐาน และการออกใบอนุญาตขนย้ายสินค้าเกษตรอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ หากประชาชนพบปัญหาในการซื้อขายสินค้าเกษตร หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถร้องเรียนได้ที่ สายด่วน 1569 กรมการค้าภายใน หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ นายวิทยากร กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 277/2568 DIT คว้ารางวัลเลิศรัฐ ระดับดี ปี 2568 ยกระดับบริการ “ระบบขนย้ายสินค้าเกษตรทางอิเล็กทรอนิกส์” ช่วยผู้ประกอบการ–ปกป้องเกษตรกร (12 กันยายน 2568)
DIT คว้ารางวัลเลิศรัฐ ระดับดี ปี 2568 ยกระดับบริการ ระบบขนย้ายสินค้าเกษตรทางอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยผู้ประกอบการ ปกป้องเกษตรกร วันที่ 12 กันยายน 2568 นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายใน (DIT) กระทรวงพาณิชย์ ได้รับรางวัลเลิศรัฐ ระดับดี ประจำปี 2568 ประเภทยกระดับการอำนวยความสะดวกในการให้บริการ จากผลงาน ระบบขนย้ายสินค้าเกษตรทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นความสำเร็จในการพัฒนากระบวนการอนุญาตขนย้ายสินค้าเกษตรควบคุมให้รวดเร็ว ทันสมัย และโปร่งใส ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ และปกป้องผลผลิตของเกษตรกรไทย โดยปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และกระเทียม ส่วนหนึ่งมักเกิดจากการลักลอบขนย้ายสินค้าเกษตรด้อยคุณภาพจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามา ทำให้ราคาผลผลิตในประเทศเสียหาย ข้อมูลปี 2567 2568 ระบุว่า ระบบขนย้ายสินค้าเกษตรทางอิเล็กทรอนิกส์ มีบทบาทสำคัญในการสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตร เช่น กระเทียม 81,000 กก. มูลค่ากว่า 6.88 ล้านบาท ข้าว 60,000 กก. มูลค่า 2.31 ล้านบาท และหัวมันสำปะหลัง 281,250 กก. มูลค่า 1.94 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพของระบบในการรักษาเสถียรภาพราคาและคุ้มครองเกษตรกรไทย เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว DIT จึงพัฒนาระบบขนย้ายสินค้าเกษตรทางอิเล็กทรอนิกส์ขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมและป้องกันการลักลอบนำเข้า พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกทางการค้า เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในการประกอบธุรกิจ ช่วยลดภาระต้นทุนค่าใช้จ่าย การติดต่อกับภาครัฐเป็นไปอย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และง่ายขึ้น ภายใน 30 นาที ระบบขนย้ายสินค้าเกษตรทางอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ขั้นตอนการอนุญาตขนย้ายสินค้าเกษตรควบคุม 9 ชนิด รวดเร็ว ใช้งานง่าย และตรวจสอบได้แบบ Real Time ผู้ประกอบการสามารถขออนุญาตผ่านเว็บไซต์ https://transport.dit.go.th/ca ได้ทุกที่ ทุกเวลา ใช้ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ที่ปลอดภัยตามกฎหมาย และเพียง 5 ขั้นตอนก็สามารถดำเนินการได้ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ลดความล่าช้าและความเสี่ยงที่สินค้าเกษตรจะเสียหาย อธิบดี DIT กล่าว ระบบดังกล่าวยังตอบโจทย์ผู้รับบริการสามารถติดตามการขนย้ายสินค้าเกษตร และสถานะคำขออนุญาตผ่าน Timeline Tracking ทำให้การบริหารการขนส่งโลจิสติกส์ได้รวดเร็ว ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ยังเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภาครัฐ ในการตรวจสอบการขนย้ายสินค้าเกษตร สามารถตรวจสอบหนังสืออนุญาตผ่านคิวอาร์โค้ด ลดปัญหาการปลอมแปลงเอกสาร อีกทั้งยังสนับสนุนการบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐ เช่น ตำรวจ กรมศุลกากร และฝ่ายความมั่นคง เพื่อป้องกันการลักลอบขนย้ายสินค้าเกษตร รางวัลนี้ยืนยันความมุ่งมั่นของกรมการค้าภายใน DIT ในการยกระดับบริการภาครัฐให้ทันสมัย โปร่งใส และตอบสนองต่อความต้องการของผู้ประกอบการและเกษตรกร โดย DIT จะเดินหน้ายกระดับการอำนวยความสะดวกในการให้บริการ เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางการค้าและรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรไทย และเร็วๆนี้ จะเปิดตัวแอปพลิเคชันขนย้ายสินค้าเกษตร 9 สินค้า เพื่อเพิ่มช่องทางในการยื่นขออนุญาตผ่าน Mobile application นายวิทยากรกล่าวย้ำ
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 276/2568 “รักแรก รสเนื้อไทย” DIT จัด Pitching เกษตรกรไทย-ผู้ประกอบการ เพิ่มมูลค่าสร้างการรับรู้ ชวน คนไทยเปิดใจบริโภคเนื้อโคไทย (10 กันยายน 2568)
รักแรก รสเนื้อไทย DIT จัด Pitching เกษตรกรไทย-ผู้ประกอบการ เพิ่มมูลค่าสร้างการรับรู้ ชวน คนไทยเปิดใจบริโภคเนื้อโคไทย วันที่ 10 กันยายน 2568 นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจแบบนำเสนอจุดขาย (Pitching) เนื้อโคไทย ณ สยามเจริญนครคาเฟ่ โดยเปิดเผยว่า กรมการค้าภายใน (DIT) ได้จัดกิจกรรม รณรงค์บริโภคเนื้อโคไทย ภายใต้คอนเซปต์ รักแรก รสเนื้อไทย เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ พร้อมยกระดับภาพลักษณ์และสร้างการรับรู้คุณภาพ เนื้อโคไทย ให้เป็นที่นิยมและเชื่อมั่นของผู้บริโภค นางสาวญาณี กล่าวต่อว่า โดยวันนี้เป็นกิจกรรมจับคู่ธุรกิจรูปแบบ Pitching (การนำเสนอจุดขาย) เป็นไฮไลต์สำคัญของวันนี้ โดยเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อไทยทั้ง 8 กลุ่ม มานำเสนอจุดเด่นของเนื้อคุณภาพต่อผู้ซื้อชั้นนำ 9 กลุ่ม ได้แก่ ร้านจำหน่ายเนื้อ สายการบิน โรงแรม ภัตตาคาร ห้างค้าส่ง ห้างค้าปลีก ผู้ประกอบการจำหน่ายวัตถุดิบอาหาร โรงเรียนสอนทำอาหาร และ Online Platform เพื่อตอกย้ำคุณภาพและสร้างความมั่นใจในรสชาติและคุณสมบัติพิเศษของเนื้อไทย ปัจจุบันเนื้อไทยมีหลายสายพันธุ์ ปริมาณกว่า 1 ล้านตัวทั่วประเทศ กิจกรรมในวันนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้เนื้อไทยที่มีคุณภาพเข้าสู่ตลาดผู้บริโภคผ่านผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารที่หลากหลาย ซึ่งเป็นโอกาสให้ผู้เลี้ยงโคเนื้อสายพันธุ์ต่างๆ ทั่วประเทศได้พัฒนาคุณภาพเนื้อไทยให้เป็นที่ต้องการในปริมาณเพิ่มมากขึ้น ด้านคุณอรรควัฒน์ วิริยะขจรเกียรติ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคเนื้อลำตะคอง กล่าวว่า ขอบคุณกรมการค้าภายในที่เปิดโอกาสให้เราได้นำเสนอเนื้อโดยตรงกับผู้ซื้อ ทำให้เกษตรกรได้ราคาที่เหมาะสม คุณภาพเนื้อไทยดีกว่าแน่นอน เพราะเนื้อไทยมีลักษณะเฉพาะในการเลี้ยง ทำให้รสชาติมีความเข้ม กลิ่นหอมชัด รสสัมผัสแน่นนุ่ม และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งแตกต่างจากเนื้อนำเข้า เนื่องจากเกษตรกรไทยใช้ ธัญพืชในการเลี้ยง ทำให้ได้เนื้อที่สด และคุณภาพดี อีกทั้งภาครัฐได้เข้ามาช่วยส่งเสริมองค์ความรู้ในด้านตลาด และสร้างการรับรู้ต่อผู้บริโภค ทำให้ผู้บริโภคมีโอกาสในการบริโภคเนื้อไทยมากขึ้น เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างความเข้าใจว่ามีเนื้อไทยคุณภาพดี ขอแค่ครั้งเดียวให้ผู้บริโภคไทยเปิดใจลองเนื้อไทย แล้วท่านจะติดใจ เกษตรกร 8 กลุ่มที่เข้าร่วม Pitching ได้แก่ สหกรณ์โคเนื้อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (KU Beef) จ.นครปฐม เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนโคเนื้อล้านนาเชียงราย (Lanna Beef) จ.เชียงราย วิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคเนื้อลำตะคอง (NVK Beef) จ.นครราชสีมา เครือข่ายผู้เลี้ยงโคเนื้อจังหวัดบุรีรัมย์ (Smile Beef) วิสาหกิจชุมชนโคขุนสุรินทร์โกเบครบวงจร จ.สุรินทร์ สหกรณ์เครือข่ายโคเนื้อ จำกัด (Max Beef) จ.นครปฐม พัทลุง เลค บีฟ จ.พัทลุง สิชล เทนเดอร์ แลนด์ จ.นครศรีธรรมราช ผู้ซื้อ 9 กลุ่ม ได้แก่ ร้านจำหน่ายเนื้อ: EURO PREMIUM FOODS, True Beef, Beef Brother, Best Country Beef, Prime Butcher Thai Wagyu, ZB. Zumbeef, ตลาดไท สายการบิน: การบินไทย โรงแรมและภัตตาคาร: Minor International, Marriott International, Asset World Corporation, INNSiDE by Melia Bangkok Sukhumvit, Hyatt Regency Bangkok Sukhumvit, Anantara and AVANI hotels in Bangkok, ชื่นอารมณ์ เนื้อสยาม, เนื้อแท้, ร้านของคริต, ร้าน Journey Of Meats ห้างค้าส่ง ค้าปลีก: CP Axtra, The Mall, Tops Online Platform: 24 Shopping ผู้จัดจำหน่ายวัตถุดิบอาหาร: Food Project (Siam) โรงเรียนสอนทำอาหาร: Le Cordon Bleu Dusit นอกจากงานในวันนี้ ยังมีกิจกรรมออกบูธจำหน่ายเนื้อโคไทย ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 สิงหาคม 14 กันยายน 2568 ณ เซ็นทรัลพระราม 3, เซ็นทรัลพระราม 9 และเซ็นทรัลปิ่นเกล้า และ Food Truck หน้าตึกแดงบางซื่อ ซึ่งเป็นโอกาสให้ผู้บริโภคได้ลิ้มลองและเลือกซื้อสินค้าคุณภาพ ทั้ง เนื้อเสียบไม้ เนื้อแดดเดียว เนื้อสเต็ก และสินค้าแช่แข็งจากเกษตรกรโดยตรง นางสาวญาณี กล่าวว่า อยากเชิญชวนผู้บริโภค ให้ลองเปิดใจมาบริโภคเนื้อวัวไทย จากเกษตรกรหลากหลายภูมิภาคของประเทศ ซึ่งสามารถเทียบเท่ากับเนื้อนำเข้าจากต่างประเทศ ลิ้มลองแล้วอร่อยจริง และจากกิจกรรมในวันนี้เชื่อว่าตามร้านอาหารต่างๆ จะมีเนื้อไทยให้บริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการเปิดใจบริโภคเนื้อโคไทย ไม่เพียงช่วยลดการพึ่งพาเนื้อนำเข้า แต่ยังเป็นการสนับสนุนเกษตรกรไทย สร้างรายได้และความยั่งยืนให้ภาคการเลี้ยงโคเนื้อในประเทศ พร้อมยกระดับเนื้อไทยสู่เวทีสากล
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ