ข่าวเลขที่ 92/2569 DIT X NARA Group ยกระดับ “ข้าวประณีต” สู่เมนู “ข้าวแช่นารา” ชูอัตลักษณ์ข้าวไทยคุณภาพสูง สร้างประสบการณ์พรีเมียมรับฤดูร้อน (20 มีนาคม 2569)
กรมการค้าภายในได้ร่วมมือกับกลุ่มร้านอาหารนารา (NARA Group) ภายใต้ “โครงการส่งเสริมและพัฒนาข้าวคุณภาพสูง (ข้าวประณีต) ปี 2569” นำข้าวไทยคุณภาพสูงที่ผ่านการดูแลอย่างพิถีพิถันจากกลุ่มเกษตรกรไทย ต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านเมนูอาหารระดับพรีเมียม โดยเริ่มต้นจากการคัดสรร “ข้าวพันธุ์ กข 43” จากจังหวัดปทุมธานี มารังสรรค์เป็นเมนู “ข้าวแช่นารา” ภายใต้แคมเปญสำรับฤดูร้อน “The Symphony of Thai Summer Delicacy” ตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม – 15 พฤษภาคม 2569 ที่ร้าน Nara Thai Cuisine ​นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดัน “ข้าวประณีต” จากผลผลิตของเกษตรกรไทยสู่จานอาหารชั้นเลิศ สะท้อนแนวทางการส่งเสริมสินค้าเกษตรมูลค่าสูงของกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งยกระดับข้าวไทยจากวัตถุดิบพื้นฐานให้เป็นสินค้าที่มีเรื่องราว มีอัตลักษณ์ และสามารถตอบโจทย์ตลาดเฉพาะกลุ่มหรือ Niche Market ได้อย่างชัดเจน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ​โดย “ข้าวประณีต” คือ ข้าวที่ผ่านกระบวนการผลิตและคัดเลือกอย่างพิถีพิถันในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ การเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การสี การแปรรูป ไปจนถึงการบรรจุ เพื่อให้ได้ข้าวที่มีคุณภาพสูง โดดเด่นทั้งด้านรสชาติ กลิ่น และเนื้อสัมผัส มีความสะอาด ปลอดภัย และมีมาตรฐานรองรับ รวมถึงให้ความสำคัญของสิ่งแวดล้อมและการใช้แรงงานที่เป็นธรรม และการตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคในตลาดพรีเมียม ​สำหรับข้าวที่นำมาใช้ในเมนู “ข้าวแช่นารา” ครั้งนี้ คือ “ข้าวพันธุ์ กข 43” จากศูนย์ข้าวชุมชนคลอง 13 กลุ่มเครือข่ายชาวนาร่วมใจ จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มข้าวคุณภาพสูงที่กรมการค้าภายในและกรมการข้าวให้การส่งเสริม มีจุดเด่นทั้งด้านการเป็นข้าวคาร์บอนต่ำ และมีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ จึงเหมาะสำหรับผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ ต้องการควบคุมน้ำหนักและระดับน้ำตาลในเลือด ขณะเดียวกันยังคงคุณลักษณะเด่นของข้าวไทย ทั้งความนุ่ม และเหนียว เมื่อนำมาปรุงเป็นข้าวแช่จะให้เมล็ดข้าวที่เรียงตัวสวยงาม รับประทานแล้วให้ความสดชื่น เหมาะกับฤดูร้อนเป็นอย่างยิ่ง ​รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า เมนู “ข้าวแช่นารา” เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำข้าวไทยคุณภาพสูงไปเชื่อมโยงกับร้านอาหารชั้นนำ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่ผู้บริโภค และเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตของเกษตรกร โดยเมนูดังกล่าวเสิร์ฟคู่กับเครื่องเคียงตำรับชาววังกว่า 14 ชนิด อาทิ พริกหยวกยัดไส้หมูสับ ลูกกะปิคลองโคน ปลายี่สนเพชรบุรีผัดหวาน พริกแห้งบางช้างทอดสอดไส้ปลาช่อน เป็นต้น สะท้อนความประณีตของอาหารไทยโบราณได้อย่างลงตัว ​““กรมการค้าภายในได้มองเห็นโอกาส ต่อยอดจากความเข้มแข็งของ NARA Group ซึ่งมีร้านอาหารในเครือมากกว่า 70 สาขา ใน 8 ประเทศทั่วโลก และมีความเชี่ยวชาญในการนำเสนออาหารไทยสู่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ จึงได้ร่วมมือกันผลักดันการนำข้าวไทยคุณภาพสูงมาเพิ่มมูลค่าผ่านเมนูอาหารระดับพรีเมียม เพื่อขยายการรับรู้ สร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับข้าวไทย และต่อยอดสู่การเชื่อมโยงตลาดระดับบนในอนาคต” นางสาวญาณี กล่าว ​โครงการส่งเสริมและพัฒนาข้าวคุณภาพสูง (ข้าวประณีต) ปี 2569 ของกรมการค้าภายในมีเป้าหมายพัฒนาและยกระดับกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศ จำนวน 200 กลุ่ม โดยครอบคลุมทั้งกลุ่มเกษตรกรในเครือข่ายสำนักงานพาณิชย์จังหวัด วิสาหกิจชุมชน ศูนย์ข้าวชุมชน และสหกรณ์การเกษตร ซึ่งกรมจะสนับสนุนทั้งด้านการพัฒนาคุณภาพสินค้า การสร้างเรื่องราวผลิตภัณฑ์ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การอบรมการตลาดสมัยใหม่ ตลอดจนการเชื่อมโยงตลาดกับผู้ซื้อรายสำคัญ เช่น ร้านอาหาร โรงแรม และผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้ แนวคิดของ “ข้าวประณีต” เกิดขึ้นจากการมุ่งแก้ไขข้อจำกัดของเกษตรกรรายย่อย ซึ่งมักมีพื้นที่เพาะปลูกขนาดเล็ก กระจายตัว ผลผลิตไม่มาก และมีอำนาจต่อรองทางการตลาดจำกัด แต่ในขณะเดียวกัน เกษตรกรไทยจำนวนมากกลับมีจุดแข็งสำคัญคือ มีพันธุ์ข้าวพื้นถิ่น ข้าว GI ข้าวอัตลักษณ์ และภูมิปัญญาการผลิตที่เป็นเอกลักษณ์ หากได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสม ก็สามารถต่อยอดไปสู่ตลาดพรีเมียมและตลาดเฉพาะกลุ่มที่ให้มูลค่าเพิ่มสูงได้ โดยไม่จำเป็นต้องขยายพื้นที่เพาะปลูกหรือเพิ่มต้นทุนมากนัก ​“ความร่วมมือกับ NARA Group ในครั้งนี้ เป็นตัวอย่างของการนำข้าวไทยคุณภาพสูงมาสร้างมูลค่าเพิ่มในตลาดจริง ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค และตอกย้ำว่าข้าวไทยไม่ได้เป็นเพียงอาหารหลัก แต่สามารถก้าวสู่การเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศในเมนูระดับพรีเมียมได้อย่างสง่างาม ทั้งนี้ ขอเชิญชวนประชาชนร่วมสัมผัสเสน่ห์ของอาหารไทยในช่วงฤดูร้อน ผ่านเมนู ‘ข้าวแช่นารา’ ที่รังสรรค์จาก ‘ข้าวประณีต’ ข้าวไทยคุณภาพสูงซึ่งผ่านการคัดสรรและดูแลอย่างพิถีพิถันในทุกขั้นตอน เพื่อถ่ายทอดรสสัมผัสอันประณีตและเอกลักษณ์ของข้าวไทยสู่สำรับอาหารชั้นเลิศอย่างแท้จริง” นางสาวญาณี กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 91/2569 DIT ผนึก CP Axtra เร่งระบายมะพร้าวน้ำหอมผ่านแม็คโคร–โลตัส 2,600 สาขาทั่วประเทศ เปิดพื้นที่ห้างให้ชาวสวนมะพร้าว ดันราคาหน้าสวนดีขึ้น คาดเมษายนขยับต่อเนื่อง (18 มีนาคม 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า “วันนี้กรมการค้าภายใน (DIT) ได้มาตรวจเยี่ยมประชาสัมพันธ์การจำหน่ายมะพร้าวน้ำหอม ที่แมคโคร สาขานครอินทร์ โดยจากสถานการณ์มะพร้าวน้ำหอมในปีนี้ ที่ปริมาณผลผลิตเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันตลาดส่งออกสำคัญอย่างประเทศจีนมีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านการแข่งขันและพฤติกรรมผู้บริโภค โดยในช่วงที่ผลผลิตไทยมีน้อย จีนได้เปิดนำเข้าจากประเทศอินโดนีเซียและเวียดนาม ประกอบกับเป็นช่วงเข้าสู่ฤดูหนาว ชาวจีนเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคเป็นน้ำมะพร้าวแทนผลสด ส่งผลให้ส่งออกมะพร้าวน้ำหอมผลสดลดลง กระทบต่อเนื่องมาที่ราคามะพร้าวในประเทศ ประกอบกับสัดส่วนมะพร้าวเกรดรอง น้ำหนักผลไม่เกิน 1 กิโลกรัม (ลูกเล็ก แต่คุณภาพน้ำและเนื้อหวานและดี) เพิ่มขึ้น แต่ไม่สามารถส่งออกได้เนื่องจากมาตรฐานส่งออก ส่งผลให้เกิดการสะสมในประเทศจำนวนมาก” นายวิทยากร กล่าวต่อว่า “ช่วงที่ผ่านมา DIT ได้ใช้มาตรการช่วยเหลือหลายมาตรการ ทั้งการเปิดจุดรับซื้อในพื้นที่ในราคานำตลาด เปิดจุดจำหน่ายให้แก่กลุ่มเกษตรกร และเชื่อมโยงพันธมิตรต่าง ๆ เข้าซื้อมะพร้าวน้ำหอมในพื้นที่ ผ่านความร่วมมือกับหลายภาคส่วน ทั้ง AFC หอการค้า ผู้ประกอบการ และห้างค้าปลีกสมัยใหม่ โดยล่าสุดได้ร่วมกับบริษัท CP Axtra จำกัด (มหาชน) ห้างแม็คโครและโลตัส ซึ่งพร้อมเข้ามาเป็นพันธมิตรหลักในการช่วยกระจายผลผลิตให้เกษตรกร โดยการซื้อปกติ CP Axtra รับซื้อมะพร้าวประมาณ 3 ล้านลูกต่อปี เพื่อช่วยดูดซับส่วนเกินจึงได้รับซื้อเพิ่มขึ้นเป็น 6 ล้านลูกต่อปี เพื่อจำหน่ายในราคาพิเศษให้ประชาชน ในช่องทางกระจายสินค้าครอบคลุมกว่า 2,600 สาขาทั่วประเทศ ถือเป็นการช่วยทั้งเกษตรกรและผู้บริโภคไปพร้อมกัน พร้อมทั้งจัดกิจกรรมส่งเสริมการบริโภคและทดลองชิม เพื่อสร้างการรับรู้ถึงคุณค่าทางโภชนาการของมะพร้าวน้ำหอมด้วย อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวเพิ่มเติมว่า ช่วงที่ผ่านมา DIT ได้นำคณะ CP Axtra ลงพื้นที่จังหวัดราชบุรีร่วมกับเพื่อติดตามสถานการณ์และหารือแนวทางระบายผลผลิตในระยะยาว โดยนอกจากการรับซื้อของบริษัท ยังได้เปิดพื้นที่ในห้างแม็คโครและโลตัสรวม 10 สาขาศักยภาพในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และสำนักงานใหญ่ 1 แห่ง ให้เกษตรกรนำมะพร้าวน้ำหอมสดและผลิตภัณฑ์แปรรูปมาจำหน่ายตรงถึงผู้บริโภคโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรโดยตรง และทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงมะพร้าวน้ำหอมคุณภาพดีในราคาที่เหมาะสม นายวิทยากร กล่าวถึงดำเนินมาตรการระยะกลาง ระยะยาวควบคู่กัน ว่า “เพื่อรักษาตลาดมะพร้าวน้ำหอม รวมถึงน้ำมะพร้าวน้ำหอมแท้ ที่ประสบปัญหาอย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว เบื้องต้นกรมฯ ได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ในประเด็นการแสดงฉลากให้ตรง รวมถึงแนวทางการแยกน้ำมะพร้าวแต่งกลิ่นกับน้ำมะพร้าวน้ำหอมแท้ 100% ให้มีความชัดเจน สร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการเพิ่มคุณภาพมะพร้าวน้ำหอมโดยการบำรุรักษาต้นพันธุ์ ใช้ต้นพันธุ์อายุไม่เกิน 15 ปี การจัดโซนพื้นที่การปลูก (Zoning) เพื่อให้ได้มะพร้าวน้ำหอมที่มีผลผลิตได้คุณภาพมาตรฐาน ตามที่ตลาดต้องการ นอกจากนี้ ยังนำแนวคิด Zero West ในส่วนของเปลือกและกะลามะพร้าว ที่จะมีจำนวนมากจากการควั่นและเจาะน้ำ โดยการนำเศษวัสดุเหลือใช้มาแปรรูปเป็นสินค้าต่างๆ อาทิ ถ่านอัดแท่งจากกะลามะพร้าว Biochar หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัสดุคงเหลือ เพื่อยกระดับมูลค่าทั้งระบบห่วงโซ่ต่อไป ทั้งนี้ ในส่วนของมะพร้าวผลสดในปีนี้ คาดว่าในช่วงเดือนเมษายนจะปรับตัวสูงขึ้น โดยขณะนี้ราคามีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากมาตรการเชื่อมโยงตลาดและการดูดซับผลผลิตที่กรมดำเนินการอย่างต่อเนื่อง” ด้าน นางสาวกชกร ทองทา เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม จังหวัดราชบุรี เปิดเผยว่าในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมออกสู่ตลาดจำนวนมากและกระจุกตัวต่อเนื่องถึงเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้มีผลผลิตตกค้างในพื้นที่จังหวัดราชบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้ราคามะพร้าวช่วงเดือนมกราคม มีราคาหน้าสวนลูกละ 2-3 บาท โดยกรมการค้าภายในได้เข้ามาช่วยพยุงราคา โดยหาช่องทางกระจายผลผลิตเพิ่มตั้งแต่ช่วงต้นปี โดยเปิดช่องทางการจำหน่ายและเร่งระบายผลผลิตจากสวนอย่างต่อเนื่อง ทำให้มะพร้าวน้ำหอมราคาปรับตัวสูงขึ้นในระดับ 4-5 บาทต่อลูก โดยโครงการที่กรมการค้าภายใน เชื่อมโยงกับห้างแม็คโครและโลตัสเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรนำมะพร้าวมาจำหน่ายโดยตรง ได้รับผลตอบรับดีมาก สามารถนำมะพร้าวคุณภาพดี หอมหวาน มาจำหน่ายและช่วยระบายผลผลิตได้จริง ส่งผลให้ราคามะพร้าวหน้าสวนเริ่มปรับตัวดีขึ้นตามลำดับจนปัจจุบันราคาหน้าสวนอยู่ที่ 6-7 บาทต่อลูก“ ผลการดำเนินมาตรการ DIT เชื่อมโยงตลาดร่วมกับภาคเอกชน โดย CP Axtra เพิ่มเป้ารับซื้อมะพร้าวน้ำหอมจากเดิม 3 ล้านลูกต่อปี เป็น 6 ล้านลูกในปี 2569 พร้อมตั้งเป้ารับซื้อเร่งด่วนภายในเดือนเมษายนจำนวน 3 ล้านลูก กระจายผ่านช่องทางจำหน่ายกว่า 2,600 สาขาทั่วประเทศ ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปีสามารถเชื่อมโยงผลผลิตได้แล้วรวม 2,800,500 ลูก คิดเป็นมูลค่ากว่า 45 ล้านบาท แบ่งเป็นการเปิดจุดรับซื้อราคานำตลาด 1,020,000 ลูก ความร่วมมือภาคเอกชนและกิจกรรม CSR 200,000 ลูก การสั่งซื้อผ่านพาณิชย์จังหวัด 180,000 ลูก การกระจายผ่านห้างโมเดิร์นเทรด ตลาดกลาง และตลาดสด 350,000 ลูก การเชื่อมโยงผ่านสถานีบริการน้ำมัน 80,000 ลูก และการเปิดจุดจำหน่ายในพื้นที่ศักยภาพช่วงวันที่ 27 มกราคม–17 มีนาคม 2569 รวม 970,500 ลูก เพื่อเร่งดูดซับผลผลิตและกระจายออกจากแหล่งผลิตอย่างต่อเนื่อง ”DIT ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมสนับสนุนเกษตรกรไทย เลือกซื้อมะพร้าวน้ำหอมสดจากสวนที่นำมาจำหน่ายในห้างแม็คโครและโลตัส ซึ่งในปีนี้ผลผลิตมีคุณภาพดี น้ำหวาน หอม สดใหม่ และจำหน่ายในราคาที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ ช่วยทั้งลดค่าครองชีพและสร้างรายได้ที่เป็นธรรมให้เกษตรกรไทยไปพร้อมกัน” นายวิทยากร กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 90/2569 กรมการค้าภายใน ตรึงราคาสินค้าควบคุม จับตาต้นทุนน้ำมันใกล้ชิด รับสถานการณ์ตะวันออกกลาง (17 มีนาคม 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงแนวทางการดำเนินงานเพื่อรองรับสถานการณ์ความตึงเครียดจากการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางว่า กรมการค้าภายในได้ติดตามเฝ้าระวังและกำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่มีโครงสร้างต้นทุนเชื่อมโยงกับราคาน้ำมันและวัตถุดิบนำเข้า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน นายวิทยากร กล่าวต่อว่า "ตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยสินค้าและบริการ (กกร.) ปี 2568 ปัจจุบันมีสินค้าควบคุมจำนวน 59 รายการ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ โดยมาตรการที่ใช้กำกับดูแลราคาสินค้าจำเป็นที่มีผลกระทบต่อประชาชน โดยผู้ผลิตและผู้จำหน่ายต้องขออนุญาตมายังกรมฯ และกรมจะพิจารณาโครงสร้างต้นทุนอย่างรอบด้านก่อนอนุญาตปรับราคาจำหน่ายได้ ทั้งนี้ในสถานการณ์ขณะนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดยื่นขออนุญาตปรับขึ้นราคาสินค้าเลยแต่อย่างใด และกรมยังได้ขอความร่วมมือผู้ผลิตและผู้จำหน่ายสินค้าให้ตรึงราคา โดยจำหน่ายในราคาเดิม เพื่อลดภาระให้แก่พี่น้องประชาชนในช่วงสถานการณ์คับขัน นายวิทยากร ยังกล่าวต่อว่า “ขณะเดียวกันกรมได้มีการประเมินโครงสร้างต้นทุนสินค้า พบว่ามีสินค้า 6 กลุ่มสำคัญที่อาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันและสถานการณ์ด้านการขนส่ง ได้แก่ กลุ่มอาหารสด เช่น ไข่ไก่ เนื้อหมู และเนื้อไก่ กลุ่มสินค้าเกษตรหลัก ได้แก่ ข้าว ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น เช่น กระดาษทิชชู และบรรจุภัณฑ์กระดาษ กลุ่มอาหารกระป๋องโดยเฉพาะปลากระป๋อง กลุ่มเครื่องดื่มและสินค้าที่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก เช่น น้ำดื่ม นมบรรจุขวด และน้ำมันพืช รวมถึงกลุ่มวัสดุก่อสร้าง อาทิ ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น สีทาบ้าน ท่อพีวีซี และกระเบื้อง ซึ่งล้วนเป็นสินค้าปัจจัยพื้นฐานต่อการดำรงชีวิตและระบบเศรษฐกิจ ในส่วนมาตรการดูแลสินค้าเกษตรและปัจจัยการผลิต กรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์ปุ๋ยเคมีอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันประเทศไทยยังมีสต็อกเพียงพอต่อการใช้ในประเทศ ขณะที่ผู้นำเข้าได้กระจายแหล่งนำเข้าจากประเทศคู่ค้าที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้ง ได้แก่ มาเลเซีย บรูไน และโอมาน พร้อมเตรียมเชื่อมโยงปุ๋ยเคมีจากผู้ผลิตจำหน่ายตรงถึงเกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อรองรับฤดูกาลเพาะปลูกช่วงเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกสำคัญทั้งข้าวนาปี ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ โดยเน้นปุ๋ยเคมีหลัก 3 ชนิด ได้แก่ ปุ๋ยยูเรีย ปุ๋ยฟอสเฟต และปุ๋ยโพแทส ซึ่งคลอบคลุมปุ๋ยสูตรที่สามารถใช้ได้กับพืชทุกชนิด ทุกระยะ โดยกรมจะเตรียมแผนการจัดกิจกรรม ปุ๋ยธงเขียว ราคาประหยัดเพื่อลดภาระต้นทุนให้กับพี่น้องเกษตรกร สำหรับการกำกับดูแลสถานการณ์สินค้า กรมการค้าภายในใช้กลไกบัญชีติดตามสินค้า 3 ระดับ และทบทวนทุก 1 เดือน ได้แก่ กลุ่มสินค้า Sensitive List จำนวน 18 รายการ เช่น ปุ๋ยเคมี ไข่ไก่ เนื้อสุกร น้ำมันพืช น้ำมันดีเซล และเม็ดพลาสติก ซึ่งติดตามราคาทุกวันพร้อมส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มงวด กลุ่ม Priority Watch List จำนวน 4 รายการ ได้แก่ อาหารปรุงสำเร็จ นมผง ยาป้องกันศัตรูพืช และเหล็กแผ่นรีดร้อน ติดตามสัปดาห์ละ 2 ครั้งเพื่อป้องกันการกักตุน และกลุ่ม Watch List จำนวน 197 รายการ เช่น สบู่ และน้ำยาซักฟอก ตรวจสอบต่อเนื่องทุก 15 วัน” อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันสถานการณ์ด้านสินค้าและราคาภายในประเทศยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการและควบคุมได้ โดยกรมฯ ได้ติดตามปริมาณสต็อกสินค้าและโครงสร้างต้นทุนอย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าอุปโภคบริโภคยังมีเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนทั่วประเทศ จึงขอความร่วมมือประชาชนเลือกซื้อสินค้าอย่างพอเหมาะตามความจำเป็น ไม่กักตุนสินค้าเกินความจำเป็น เพื่อให้เกิดการกระจายสินค้าอย่างทั่วถึง พร้อมกันนี้ขอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันประหยัดพลังงาน ใช้จ่ายอย่างรอบคอบ และติดตามข้อมูลข่าวสารจากภาครัฐอย่างใกล้ชิด โดยเชื่อว่าหากทุกฝ่ายร่วมมือกัน ประเทศไทยจะสามารถผ่านสถานการณ์ความผันผวนในช่วงนี้ไปได้อย่างเรียบร้อยและไม่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนโดยรวม อย่างไรก็ดี หากตรวจพบการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา กักตุนสินค้า หรือปฏิเสธการจำหน่าย จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยกรณีไม่ติดป้ายแสดงราคามีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และกรณีจำหน่ายสินค้าแพงเกินสมควร กักตุนสินค้า หรือปฏิเสธการจำหน่าย มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 89/2569 DIT เร่งกระจายท่อนพันธุ์มันสำปะหลังคุณภาพ 5 ล้านลำ ลดความเสี่ยงโรคใบด่าง มุ่งเป้าช่วยเกษตรกรเพิ่มผลผลิต -ลดต้นทุน สร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมในระยะยาว (14 มีนาคม 2569)
เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน นำคณะลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา เดินหน้าโครงการสนับสนุนท่อนพันธุ์มันสำปะหลังคุณภาพดีให้เพียงพอกับความต้องการของตลาด ปี 2568/69 ณ สถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ผนึกกำลัง บูรณาการความร่วมมือภาครัฐ-เอกชน ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย และมูลนิธิกองทุนมันสำปะหลัง เพื่อกระจายพันธุ์มันฯ ต้านทานถึงมือเกษตรกร เพื่อแก้ไขปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลัง หวังช่วยลดต้นทุนการผลิต ยกระดับประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างความเสถียรภาพให้กับอุตสาหกรรมในระยะยาวโดยเปิดเผยว่า "กรมการค้าภายใน (DIT) ได้เร่งการกระจายท่อนพันธุ์มันสำปะหลังคุณภาพดีรวม 5 ล้านลำ แบ่งเป็นพันธุ์ต้านทานโรคใบด่าง 4 ล้านลำ และพันธุ์ทนทาน 1 ล้านลำ ซึ่งเป็นท่อนพันธุ์ที่ผ่านการคัดเลือกและควบคุมคุณภาพ เพื่อให้เกษตรกรเริ่มต้นการเพาะปลูกด้วยพันธุ์ที่ปลอดโรค ลดความเสี่ยงจากการระบาดของโรคไวรัสใบด่าง (CMD) อันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผลผลิตต่อไร่ลดลงในหลายพื้นที่ โดยในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ได้ร่วมกับสถาบันพัฒนามันสำปะหลังฯ ส่งมอบท่อนพันธุ์รอบแรกจำนวนกว่า 993,000 ลำ ให้แก่มูลนิธิกองทุนมันสำปะหลัง เพื่อนำไปส่งต่อให้พี่น้องเกษตรกรสามารถนำไปปลูกขยายพันธุ์ได้ทันฤดูกาล โดยจะมีการติดตามและประสานการกระจายท่อนพันธุ์เพิ่มอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงท่อนพันธุ์ที่มีคุณภาพได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว" รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวต่อว่า "การช่วยเหลือเกษตรกร กรมฯ ได้วางระบบการกระจายพันธุ์ผ่านหน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เครือข่ายโรงแป้งมันสำปะหลังและผู้ผลิตมันเส้น ซึ่งการใช้ท่อนพันธุ์คุณภาพไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นต์แป้งให้สูงขึ้นตามความต้องการของตลาด แต่ยังช่วยให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ในราคาที่เหมาะสม โดยปัจจุบันราคามันสำปะหลัง (เชื้อแป้ง 25%) อยู่ที่เฉลี่ย 2.65 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 29 จากความต้องการใช้มันสำปะหลังในตลาดที่ยังมีอย่างต่อเนื่อง”นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังมีมาตรการคู่ขนานเพื่อลดภาระด้านต้นทุนให้แก่เกษตรกร โดยเตรียมจัดจำหน่าย "ปุ๋ยธงเขียว" ในราคายุติธรรมเพื่อลดต้นทุนหลักในการเพาะปลูก ทั้งนี้ มันสำปะหลังถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมพลังงานทดแทน (เอทานอล) โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ความตึงเครียดในต่างประเทศที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตจึงเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้เกษตรกรไทยในระยะยาว “โครงการนี้ไม่ใช่เพียงแค่การแจกจ่ายท่อนพันธุ์ แต่คือการสร้างโอกาสให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงทรัพยากรที่ดีที่สุด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลก พร้อมการติดตามผลอย่างใกล้ชิดจากเครือข่ายรัฐ-เอกชนเพื่อให้คำแนะนำในการดูแลแปลงปลูกอย่างเป็นระบบ เรามุ่งหวังให้พี่น้องเกษตรกรมีรอยยิ้ม ด้วยการเริ่มต้นจากปัจจัยการผลิตที่แข็งแรง ลดความเสี่ยง และเพิ่มรายได้ เพื่อให้อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยเติบโตไปพร้อมกับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของทุกคน"รองอธิบดี กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 88/2569 ค้าภายใน ลงพื้นที่ตรวจคลังปุ๋ยอยุธยา ย้ำสต็อกเพียงพอ เร่งหาแหล่งนำเข้าใหม่ ติดตามโครงสร้างราคา ดูแลเกษตรกรไม่ให้ได้รับผลกระทบ (13 มีนาคม 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์ปุ๋ยเคมีอย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง ภายหลังเกิดความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางซึ่งอาจส่งผลต่อการค้าและการขนส่งสินค้าในตลาดโลก โดยได้เร่งวางมาตรการบริหารจัดการทั้งด้านปริมาณสินค้า แหล่งนำเข้า และการกำกับดูแลราคา เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงปุ๋ยได้อย่างเพียงพอในราคาที่เป็นธรรม และได้รับผลกระทบน้อยที่สุด อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ได้มอบหมายให้นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน นำเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ปุ๋ยเคมี เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ณ คลังสินค้าของผู้จำหน่ายปุ๋ยรายใหญ่ ได้แก่ บริษัท เจียไต๋ จำกัด และปุ๋ยไวกิ้ง ในพื้นที่อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นคลังเก็บปุ๋ยเคมีขนาดใหญ่ของประเทศ เพื่อติดตามปริมาณสต็อกและสถานการณ์การกระจายสินค้าในช่วงฤดูเพาะปลูก จากการตรวจสอบพบว่า คลังสินค้ายังคงมีปริมาณปุ๋ยเคมีจำนวนมาก โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียสูตร 46-0-0 และผู้ประกอบการยังมีแผนนำเข้าสินค้าเพิ่มเติมเพื่อทยอยเติมสต็อกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาพรวมปริมาณปุ๋ยในประเทศยังเพียงพอรองรับความต้องการใช้ของภาคเกษตร ทั้งในช่วงเตรียมเพาะปลูกและฤดูกาลผลิตถัดไป โดยกรมการค้าภายในขอให้เกษตรกรมั่นใจในสถานการณ์สินค้าและไม่จำเป็นต้องเร่งซื้อหรือกักตุน นายวิทยากร กล่าวว่า กรมการค้าภายในได้ประชุมหารือร่วมกับ 3 สมาคมปุ๋ย ได้แก่ สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย และสมาคมคนไทยธุรกิจการเกษตร รวมถึงผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่ายปุ๋ยรายสำคัญ เพื่อร่วมกันบริหารจัดการซัพพลายและเตรียมมาตรการรองรับความผันผวนของตลาดโลก โดยได้รับการยืนยันว่าปัจจุบันสต็อกปุ๋ยทั้งในโรงงานและคลังสินค้ายังมีเพียงพอ และการสั่งซื้อแม่ปุ๋ยยังดำเนินการได้ตามปกติ ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้เร่งกระจายความเสี่ยงด้านการนำเข้า โดยขยายและหาแหล่งนำเข้าปุ๋ยเพิ่มเติมจากหลายประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดตะวันออกกลาง ปัจจุบันมีการนำเข้าปุ๋ยยูเรียจากประเทศซาอุดีอาระเบียและมาเลเซียอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันประเทศมาเลเซียและบรูไนยังสามารถจัดส่งสินค้าได้ตามปกติ อีกทั้งประเทศไทยยังมีแหล่งนำเข้าจากหลายภูมิภาค เช่น โอมาน จีน รัสเซีย แคนาดา เกาหลีใต้ รวมถึงประเทศในยุโรปและอาเซียน ทำให้ระบบจัดหาปุ๋ยมีความยืดหยุ่นสูงและสามารถทดแทนแหล่งนำเข้าได้หากสถานการณ์ยืดเยื้อ นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังได้ประสานกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ มอบหมายสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ทั้ง 58 แห่งทั่วโลก เร่งสำรวจและหาแหล่งนำเข้าปุ๋ยใหม่ที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียน พร้อมเพิ่มปริมาณนำเข้าจากมาเลเซียและบรูไน รวมถึงเร่งเจรจากับทางการจีนเพื่อผ่อนคลายมาตรการและเพิ่มปริมาณส่งออกปุ๋ยฟอสเฟตมายังไทย เพื่อให้การนำเข้าปุ๋ยดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง ในด้านการดูแลราคา กรมการค้าภายในได้กำกับติดตามโครงสร้างราคาปุ๋ยอย่างใกล้ชิดตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง พร้อมสั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายอย่างเข้มงวด หลังพบร้านค้าบางพื้นที่ปรับราคาสูงขึ้นกระสอบละ 50–100 บาท โดยผู้ผลิตยืนยันว่าสินค้าสต็อกเดิมยังจำหน่ายราคาเดิม พร้อมกำชับห้ามจำกัดการขาย ห้ามกักตุนสินค้า และห้ามขายพ่วงปุ๋ยโดยเด็ดขาด อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวย้ำว่า กรมฯ จะติดตามสถานการณ์การค้าโลกและต้นทุนอย่างใกล้ชิด ควบคู่การบริหารจัดการแหล่งนำเข้าและกำกับดูแลราคาภายในประเทศ เพื่อรักษาเสถียรภาพตลาดปุ๋ยและลดภาระต้นทุนของเกษตรกร โดยขอให้เกษตรกรมั่นใจว่าปุ๋ยมีเพียงพอ และขอเตือนผู้ประกอบการห้ามฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุอันสมควร หากฝ่าฝืนจะมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ หากประชาชนหรือเกษตรกรพบการจำหน่ายสินค้าไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน โทร. 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 87/2569 ‘ค้าภายใน’ ถกห้างใหญ่-ตลาดสด ยันสินค้าอุปโภคบริโภคไม่ขึ้นราคา สั่งเข้มสต็อกเต็มชั้น ย้ำชัด ประชาชนไม่ต้องตุนสินค้า (9 มีนาคม 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังการเป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับผู้ผลิตวัตถุดิบ ห้างค้าส่งค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อ ห้างท้องถิ่น ห้างวัสดุก่อสร้าง และสมาคมตลาด เพื่อติดตามสถานการณ์ราคาและปริมาณสินค้าจากผลกระทบความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยระบุว่า “จากการตรวจสอบสถานการณ์ร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งกลุ่มวัตถุดิบ ห้างค้าส่งค้าปลีก โมเดิร์นเทรด และตลาดสด พบว่าประเทศไทยมีวัตถุดิบเพียงพอในการผลิตอาหารสำเร็จรูปทุกประเภท และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและอาหารสำเร็จรูปในปัจจุบันยังคงอยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยยังไม่มีสัญญาณการปรับขึ้นราคา” กรมฯ ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีเหตุปัจจัยที่ทำให้ราคาสินค้าอาหารสำเร็จรูปและสินค้าอุปโภคบริโภคต้องปรับขึ้น เนื่องจากต้นทุนสำคัญทั้งราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้มยังคงมีการตรึงราคาไว้จากมาตรการของภาครัฐ จึงไม่มีเหตุผลที่ผู้ประกอบการจะปรับขึ้นราคาสินค้าอีกทั้งบางสินค้ายังมีการจัดโปรโมชั่นปรับลดราคาเพื่อจูงใจผู้บริโภคด้วย ทั้งนี้ ในการประชุมครั้งนี้มีผู้ประกอบการและสมาคมเข้าร่วมประกอบด้วยกลุ่มห้างค้าส่งค้าปลีกและร้านสะดวกซื้ออย่าง ซีพี แอ็กซ์ตร้า (แม็คโคร/โลตัส) บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ท็อปส์ โก โฮลเซลล์ เดอะมอลล์ ฟู้ดแลนด์ แม็กแวลู เซเว่นอีเลฟเว่น ซีเจ สหลอว์สัน และวิลล่ามาร์เก็ต รวมถึงกลุ่มห้างวัสดุก่อสร้างชั้นนำ อาทิ ไทวัสดุ x บีเอ็นบี โฮม โกลบอลเฮ้าส์ ดูโฮม บุญถาวร โฮมโปร เมกาโฮม Mr.DIY และ Index Living Mall นอกจากนี้ยังมีภาคส่วนของสมาคมการค้าตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรไทย เช่น ตลาดไท ตลาดล้านเมือง ตลาดสี่มุมเมือง และสมาคมตลาดสดไทย อาทิ ตลาดบางใหญ่ และตลาดเยสบางพลี เข้าร่วมยืนยันความพร้อมด้านการกระจายสินค้า อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ประกอบการทุกรายยืนยันว่าการจับจ่ายใช้สอยและการขนส่งสินค้ายังคงเป็นปกติ ปริมาณสินค้ามีเพียงพอต่อความต้องการและไม่มีการกักตุน โดยกรมฯ ได้ขอความร่วมมือให้ห้างร้านจัดเตรียมสินค้าและเติมให้เต็มชั้นวางอย่างสม่ำเสมอโดยไม่จำกัดการซื้อ เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก พร้อมทั้งกำชับไม่ให้มีการปรับขึ้นราคาจำหน่ายโดยไม่มีเหตุอันสมควร และให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากมีผู้ผลิตรายใดแจ้งปรับราคาขอให้รีบแจ้งกรมฯ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที นอกจากนี้ยังได้เชิญชวนผู้ประกอบการร่วมกิจกรรมเชื่อมโยงสินค้าเกษตร เช่น นม ผลไม้ และพืชหัวต่างๆ เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดให้แก่เกษตรกรไทย ทั้งนี้หากประชาชนพบเห็นการฉวยโอกาสขึ้นราคาหรือการค้าที่ไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมาย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 86/2569 DIT รุกมาตรการพืช 3 หัว จับมือห้างค้าปลีกเชื่อมโยงส่งตรงจากสวน รับซื้อกว่า 6,500 ตัน ช่วยพยุงราคาเกษตรกร (7 มีนาคม 2569)
กรมการค้าภายในเดินหน้ามาตรการบริหารจัดการพืช 3 หัว ได้แก่ หอมหัวใหญ่ หอมแดง และกระเทียม ปีการผลิต 2568/69 เพื่อช่วยดูดซับผลผลิตและพยุงราคาสินค้าเกษตรในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก โดยกลไกในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการห้างค้าปลีกค้าส่ง เข้ารับปริมาณกว่า 6,500 ตัน ล่าสุดกรมการค้าภายใน จึงได้ลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์การจำหน่ายหอมหัวใหญ่ หอมแดง กระเทียม รวมถึงสินค้าเกษตร อาทิ กะหล่ำปลี ข้าวโพดหวาน กล้วยหอม สับปะรด ที่ส่งตรงจากสวน เข้าสู่ห้างค้าปลีกค้าส่งชั้นนำกระจายถึงมือผู้บริโภค นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้เร่งขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกหอมหัวใหญ่ หอมแดง และกระเทียม โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลที่ผลผลิตทยอยออกสู่ตลาด ซึ่งพื้นที่แหล่งผลิตสำคัญของไทย ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่และศรีสะเกษ ผ่านการทำข้อตกลงร่วมกับผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ (Modern Trade) เพื่อรับซื้อผลผลิตโดยตรงจากเกษตรกรและกระจายสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ รวมปริมาณกว่า 6,500 ตัน ประกอบด้วย CP Axtra (แม็คโคร/โลตัส) Big C Central Food Retail (ท็อปส์) Go Wholesale และ The Mall Group และกูร์เมต์ มาร์เก็ต นายวิทยากร กล่าวต่อว่า จากการเชื่อมโยงผลผลิตของเกษตรกรดังกล่าว กรมฯ จึงได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการจำหน่ายและประชาสัมพันธ์ที่ห้าง Makro สาขาลาดพร้าว และ Go Wholesale สาขารังสิต ให้ประชาชนได้เข้ามาอุดหนุนผ่านห้างใกล้บ้าน โดย โดยทั้งสองห้างได้จัดพื้นที่จำหน่ายพืช 3 หัว ที่เป็นผลผลิตของเกษตรกรไทยโดยเฉพาะ ทั้งหอมหัวใหญ่ หอมแดง และกระเทียม ซึ่งเป็นวัตถุดิบคุณภาพดี สะดวกต่อการเลือกซื้อของผู้บริโภค โดยหอมหัวใหญ่ไทยมีลักษณะผลสด สีสวย กลิ่นดี ขณะที่หอมแดงและกระเทียมมีการแขวนแห้งเพื่อช่วยยืดอายุการเก็บรักษาและคงกลิ่นหอม เหมาะสำหรับใช้ประกอบอาหารไทย และจำหน่ายในราคาที่เหมาะสม อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับภาพรวมผลผลิตพืช 3 หัวในปีนี้ คาดว่าจะมีผลผลิตหอมแดงประมาณ 158,824 ตัน กระเทียม 53,390 ตัน และหอมหัวใหญ่ 31,663 ตัน โดยในช่วงต้นฤดูกาลที่ผลผลิตกระจุกตัว กรมฯ ได้เร่งดำเนินมาตรการรับซื้อและกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตทั้งในและต่างประเทศ รวมเป้าหมายกว่า 9,000 ตัน สำหรับหอมแดงได้ดำเนินมาตรการรับซื้อและกระจายผลผลิตหอมแดงสดหัวกลางเล็กทั้งในและต่างประเทศ รวมเป้าหมายกว่า 2,000 ตัน โดยกำหนดราคารับซื้อหอมแดงสดหัวกลางเล็กไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 8 บาท และหัวกลางใหญ่ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 11 บาท พร้อมประสานสำนักงานพาณิชย์จังหวัดที่ไม่ใช่แหล่งผลิตอีก 60 จังหวัด ช่วยกระจายสินค้าไปสู่ผู้บริโภคโดยตรง ส่วนหอมหัวใหญ่ กรมฯ ได้ดำเนินมาตรการเร่งด่วนรับซื้อในจังหวัดเชียงใหม่ในราคานำตลาดไม่น้อยกว่ากิโลกรัมละ 1 บาท ปริมาณ 1,000 ตัน และมีแผนรับซื้อเพิ่มเติมอีก 5,000 ตัน เพื่อช่วยดูดซับผลผลิตในช่วงที่ออกสู่ตลาดจำนวนมาก ขณะที่กระเทียมในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ดำเนินมาตรการรับซื้อและกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตจำนวน 1,000 ตัน รวมทั้งสนับสนุนการเก็บสต๊อกกระเทียมเพื่อชะลอการจำหน่ายในช่วงผลผลิตออกมาก และนำออกจำหน่ายในช่วงนอกฤดูอีก 2,000 ตัน เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพราคาในตลาด นายวิทยากร ยังกล่าวต่ออีกว่า "นอกจากนี้ ยังมีสินค้าเกษตรอีกหลายชนิดที่กรมการค้าภายในได้ใช้กลไกการเชื่อมโยงตลาดจากสวนสู่ห้างอย่างต่อเนื่อง อาทิ สับปะรดสีทองจังหวัดตราด ข้าวโพดหวานอำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา กะหล่ำปลี และผลไม้อื่น ๆ เพื่อช่วยขยายช่องทางการตลาดให้เกษตรกรในพื้นที่แหล่งผลิต โดยในเดือนมีนาคมนี้ กรมฯ มีแผนนำผู้ประกอบการไปเชื่อมโยงรับซื้อสินค้าเกษตรเพิ่มเติมในพื้นที่ นครพนม ได้แก่ สับปะรด แตงโม และลิ้นจี่ รวมทั้งเตรียมเชื่อมโยงการรับซื้อผลไม้สำคัญของภาคตะวันออก เช่น ทุเรียนและมังคุด เพื่อรองรับผลผลิตที่จะทยอยออกสู่ตลาดในระยะต่อไป ขณะเดียวกัน เพื่อป้องกันตลาดของสินค้าเกษตรไทย กรมการค้าภายในได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการนำเข้าพืช 3 หัว โดยประสานงานกับ กรมศุลกากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบการนำเข้าและการขนย้ายสินค้าอย่างใกล้ชิด ป้องกันการลักลอบนำเข้าหรือการสวมสิทธิ์สินค้าไทย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อราคาผลผลิตของเกษตรกรในประเทศ “กรมการค้าภายในยืนยันว่ามีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และดำเนินมาตรการดูดซับผลผลิตควบคู่กับการเปิดตลาดและควบคุมการนำเข้าอย่างต่อเนื่อง คาดว่าหลังจากมาตรการต่าง ๆ ที่ได้ดำเนินการเต็มที่ ราคาพืช 3 หัวจะมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ และจะช่วยให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่เหมาะสมมากขึ้น” นายวิทยากรกล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 85/2569 พาณิชย์ย้ำปุ๋ยยูเรียมีเพียงพอ ราคาจำหน่ายในประเทศไม่ปรับขึ้น สั่งตรวจเข้มร้านค้าทั่วประเทศ ห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคา (5 มีนาคม 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง กรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์ปุ๋ยเคมีอย่างใกล้ชิด เนื่องจากไทยต้องนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศเป็นหลัก กรมจึงได้ประสานกับสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทยเพื่อติดตามสถานการณ์การค้าปุ๋ยเคมีในไทย ซึ่งได้รับการยืนยันว่า ปริมาณปุ๋ยเคมีของไทยขณะนี้มีเพียงพอสำหรับการใช้ในประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับสต๊อกสินค้าปุ๋ยเคมี ซึ่งผู้ผลิต ผู้นำเข้าปุ๋ยเคมีรายงานมายังกรมการค้าภายใน ตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เนื่องจาก ปุ๋ยเคมีเป็นสินค้าควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวต่อว่า จากการติดตามสถานการณ์ล่าสุด พบว่า ปริมาณปุ๋ยเคมีในประเทศยังอยู่ในระดับเพียงพอ โดยมีสต็อกคงเหลือ ณ เดือนมกราคม 2569 ประมาณ 1.52 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้เฉลี่ยเดือนละประมาณ 0.8 ล้านตัน สำหรับปุ๋ยยูเรียซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 36% ของการใช้ปุ๋ยทั้งหมด มีปริมาณสต๊อก 0.32 ล้านตัน หรือคิดเป็น 6.5 ล้านกระสอบ โดยปัจจุบันมีปริมาณเพียงพอรองรับการใช้มากกว่า 2 เดือน นอกจากนี้ยังมีปุ๋ยยูเรียที่ไทยอยู่ระหว่างการนำเข้าจากซาอุดีอาระเบีย ปริมาณรวมประมาณ 100,000 ตัน หรือคิดเป็นปริมาณ 2 ล้านกระสอบ ทำให้ไทยจะมีปุ๋ยยูเรียใช้ในปริมาณ 8.5 ล้านกระสอบ ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้ได้ถึงเดือนสิงหาคม 2569 นอกจากนี้ ไทยยังได้มีช่องทางการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม เช่น มาเลเซีย และบรูไน ซึ่งสามารถนำเข้าได้ปกติ และขณะนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตสินค้าเกษตรของไทย เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญหลายรายการ เช่น ข้าวนาปรัง ผลไม้ เป็นต้น ในส่วนของข้าวนาปีขณะนี้ยังไม่เข้าสู่ฤดูกาลเพาะปลูก นายวิทยากร กล่าวต่ออีกว่า “ในส่วนของราคาปุ๋ยที่จำหน่ายในตลาด ที่เป็นปุ๋ยสูตรมีส่วนผสมของยูเรียยังเป็นสต็อกเดิมที่จัดหามาก่อนสถานการณ์ดังกล่าว ดังนั้นราคาจำหน่ายในประเทศยังคงอยู่ในระดับเดิม แต่อย่างไรก็ดี หากสถานกาณ์ยังคงยืดเยื้อ ต้นทุนปุ๋ยเคมีในตลาดโลกมีการปรับเปลี่ยน กรมจะติดตามสถานกาณ์และโครงสร้างราคาอย่างใกล้ชิดและให้เป็นไปตามโครงสร้างต้นทุนจริง โดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อเกษตรกรน้อยที่สุด นายวิทยากร กล่าวย้ำว่า “ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกและไม่จำเป็นต้องเร่งซื้อหรือกักตุนปุ๋ยเคมีไว้ในปริมาณมาก ทั้งนี้ กรมได้ประสานสั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์การจำหน่ายปุ๋ยอย่างเป็นธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้มีการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุอันสมควร โดยกรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์ราคาและปริมาณปุ๋ยอย่างใกล้ชิด และหากพบการจำหน่ายสินค้าในราคาสูงเกินสมควร หรือการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผล จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อเกษตรกร โดยผู้กระทำความผิดมีโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 จำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ หากพี่น้องเกษตรกรหรือประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถแจ้งเบาะแสหรือร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ