ข่าวเลขที่ 158/2569 “พาณิชย์ผนึกเซ็นทรัลพัฒนา จัดงาน Thailand Tropical Fruit Fiesta เชื่อมโยงผลไม้ไทยสู่ผู้บริโภค คาดจำหน่ายผลไม้กว่า 100 ตัน สร้างมูลค่าการค้ากว่า 10 ล้านบาท” (7 มิถุนายน 2569)
กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ร่วมกับ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN จัดงาน “Thailand Tropical Fruit Fiesta” ภายใต้แนวคิด “Thailand : The Land of Tropical Fruits” ระหว่างวันที่ 6-12 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลปิ่นเกล้า เพื่อส่งเสริมการบริโภคผลไม้ไทย เชื่อมโยงผลผลิตจากเกษตรกรสู่ผู้บริโภคโดยตรง และตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะแหล่งผลิตผลไม้เมืองร้อนคุณภาพของโลก โดยบรรยากาศวันแรกของการจัดงานเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนให้ความสนใจเลือกซื้อผลไม้ไทยและสินค้าเกษตรคุณภาพเป็นจำนวนมาก นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569 กรมการค้าภายในได้ร่วมกับเซ็นทรัลพัฒนา จัดเทศกาลผลไม้ไทย ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า โดยได้รับความร่วมมือจากเกษตรกรและผู้ประกอบการผลไม้จากทั่วประเทศ นำผลไม้คุณภาพมาจำหน่ายกว่า 20 บูธ ภายในงานมีผลไม้เด่นหลากหลายชนิด อาทิ ทุเรียนคุณภาพจากจังหวัดจันทบุรี มังคุด เงาะ ลองกอง มะพร้าวน้ำหอม รวมถึงมะม่วงแฟนซี และผลไม้ทางเลือกที่กำลังได้รับความนิยม เช่น เมล่อนและอะโวคาโด โดยกรมการค้าภายในได้เชื่อมโยงผลผลิตจากแหล่งผลิตสำคัญทั่วประเทศมาจำหน่ายถึงมือผู้บริโภคโดยตรง เพื่อช่วยเพิ่มช่องทางการตลาด ลดปัญหาผลผลิตกระจุกตัว และสร้างรายได้ที่เป็นธรรมให้กับเกษตรกร นายจิรวุฒิ กล่าวว่า ขณะนี้เป็นช่วงที่ผลไม้ไทยออกสู่ตลาดจำนวนมาก ทั้งทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง และมะม่วง จากภาคเหนือ กรมการค้าภายในจึงเร่งดำเนินมาตรการเชื่อมโยงตลาดล่วงหน้าและขยายช่องทางการจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยระบายผลผลิตและรักษาเสถียรภาพด้านราคา ควบคู่กับการรณรงค์สร้างการรับรู้และกระตุ้นการบริโภคผลไม้ไทย เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรทั่วประเทศ ด้าน นางวารุณี เร่งสำประทวน ผู้จัดการศูนย์การค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า กล่าวว่า เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า มีความยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเกษตรกรไทยและขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยได้จัดสรรพื้นที่บริเวณลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ซึ่งเป็นพื้นที่ศักยภาพและเป็นจุดที่ได้รับความสนใจจากลูกค้าจำนวนมาก ให้เกษตรกรจากทั่วประเทศได้นำผลไม้คุณภาพมาจำหน่ายโดยตรงถึงผู้บริโภค “เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการเชื่อมโยงผลผลิตจากสวนสู่ผู้บริโภค ช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้เกษตรกร และเปิดโอกาสให้ประชาชนในกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียงได้เลือกซื้อผลไม้สดใหม่ คุณภาพดี ส่งตรงจากแหล่งผลิตในราคาที่เป็นธรรม ซึ่งนอกจากจะช่วยสนับสนุนเกษตรกรไทยแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายและสร้างความคึกคักทางเศรษฐกิจอีกทางหนึ่งด้วย” นางวารุณีกล่าว สำหรับไฮไลต์สำคัญของงาน ได้แก่ บุฟเฟ่ต์ทุเรียนและผลไม้พรีเมียมจากไร่ศรีทองคำ จังหวัดจันทบุรี ในราคาท่านละ 699 บาท วันละ 2 รอบ เวลา 13.30 น. และ 17.30 น. รวมถึงการจำหน่ายทุเรียนสายพันธุ์เด่นจากแหล่งผลิตสำคัญทั่วประเทศ อาทิ ทุเรียนก้านยาว จังหวัดชุมพร ทุเรียนภูเขาไฟ จังหวัดศรีสะเกษ และทุเรียนหลงลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ มังคุดเบอร์ดำจากจันทบุรี บรรจุตะกร้าละ 3 กก. ราคา 99 บาท เงาะโรงเรียนจากตราด บรรจุตะกร้าละ 2.5 กก. ราคา 99 บาท ให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อและลิ้มลองในที่เดียว นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังได้เชื่อมโยงมะม่วงแฟนซีจากภาคเหนือ ได้แก่ พันธุ์แดงจักรพรรดิ R2E2 ปาล์มเบอร์ จีนหงส์ มหาชนก จากอำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน มาจำหน่ายในราคาพิเศษเพียงกิโลกรัมละ 20 บาท และนาทีทองถุงละ 69 บาท วันละ 1 รอบ เพื่อช่วยกระจายผลผลิตจากแหล่งผลิตโดยตรง หลังจากปีนี้มีผลผลิตออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก โดยเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงยอมรับว่า การที่กรมการค้าภายในเชื่อมโยงห้างค้าส่งค้าปลีกเข้ามาช่วยรับซื้อและเปิดพื้นที่จำหน่าย ส่งผลให้ราคามะม่วงในพื้นที่ปรับตัวดีขึ้น และช่วยเพิ่มโอกาสในการระบายผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ กรมการค้าภายในขอเชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนผลไม้ไทยคุณภาพ ชิมทุเรียนและผลไม้เด่นจากทั่วประเทศ ภายในงาน “Thailand Tropical Fruit Fiesta” ระหว่างวันที่ 6–12 มิถุนายน 2569 ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า เวลา 10.00–21.00 น. โดยคาดว่าการจัดงานครั้งนี้จะสามารถจำหน่ายผลไม้ได้ไม่น้อยกว่า 100 ตัน คิดเป็นมูลค่าทางการค้ากว่า 10 ล้านบาท สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทย พร้อมช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 157/2569 พาณิชย์ลุยบริหารจัดการผลไม้ปี 69 ดึงตลาดกลาง–ตลาดสดทั่วประเทศดูดซับผลผลิต หนุนรายได้เกษตรกร (6 มิถุนายน 2569)
กรมการค้าภายใน ร่วมกับตลาดไท ขับเคลื่อนแคมเปญ “Thailand : The Land of Tropical Fruits 2026” รณรงค์บริโภคผลไม้ไทยทั่วประเทศ พร้อมผลักดัน “ผลไม้ซูเปอร์จิ๋ว” ทางเลือกใหม่ที่เน้นคุณภาพ รสชาติดี และคุ้มค่า เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตของเกษตรกร ควบคู่การใช้กลไกตลาดกลาง ตลาดสด ตลาดต้องชม และลานประมูลผลไม้ในการกระจายผลผลิตและยกระดับราคา เชิญชวนประชาชนอุดหนุนผลไม้ไทยและเลือกใช้เป็นกระเช้าของขวัญแทนผลไม้นำเข้า 6 มิถุนายน 2569 นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า การดำเนินงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนบริหารจัดการผลไม้ ปี 2569 ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในติดตามสถานการณ์ผลผลิตและวางมาตรการรองรับอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การบริหารจัดการผลไม้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสร้างความมั่นใจให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ทั่วประเทศ อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ปีนี้ผลไม้หลายชนิดมีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นจากปีก่อน โดยบางชนิดเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 30 กรมการค้าภายในจึงเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อรองรับผลผลิตที่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่มะพร้าวน้ำหอมในช่วงต้นปี ต่อเนื่องสู่มะม่วง และผลไม้ฤดูกาลสำคัญในปัจจุบัน ได้แก่ ทุเรียน มังคุด และเงาะ เพื่อป้องกันปัญหาผลผลิตกระจุกตัวและรักษาเสถียรภาพด้านราคาให้แก่เกษตรกร หนึ่งในมาตรการสำคัญที่ดำเนินการตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ คือการจัดตั้ง ล้งชุมชนมะพร้าวจังหวัดราชบุรี ซึ่งช่วยยกระดับราคามะพร้าวหน้าสวนให้ปรับตัวดีขึ้น ปัจจุบันเกษตรกรสามารถจำหน่ายมะพร้าวได้ในราคาเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 15 บาทต่อลูก ขณะเดียวกัน กรมการค้าภายในยังได้จัดตั้งลานประมูลมังคุดจังหวัดจันทบุรีสำเร็จเป็นแห่งแรก เพื่อสร้างกลไกการแข่งขันด้านราคา เพิ่มอำนาจการต่อรองให้แก่เกษตรกร และช่วยให้การซื้อขายเป็นไปตามคุณภาพของสินค้าอย่างแท้จริง ส่งผลให้เกษตรกรได้รับราคาที่เป็นธรรมมากขึ้น โดยมีแผนขยายผลไปยังจังหวัดนครศรีธรรมราชในระยะต่อไป นายวิทยากร กล่าวว่า สำหรับปี 2569 กรมการค้าภายในมีเป้าหมายบริหารจัดการผลไม้ภายในประเทศกว่า 1 ล้านตัน จากปริมาณผลผลิตรวมกว่า 6 ล้านตัน โดยใช้กลไกตลาดกลาง ตลาดสด ตลาดต้องชม ห้างค้าปลีกค้าส่ง และผู้ประกอบการรายใหญ่เป็นช่องทางสำคัญในการดูดซับผลผลิต ซึ่งตลาดไทถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของประเทศในการรวบรวมและกระจายผลไม้ไทยสู่ตลาดทั่วประเทศ โดยตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงปัจจุบัน สามารถช่วยดูดซับผลผลิตผลไม้ได้แล้วกว่า 500,000 ตัน และยังคงเดินหน้ารับซื้อและกระจายผลผลิตอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผลไม้ออกสู่ตลาดมากที่สุด สำหรับกิจกรรมที่จัดขึ้น ณ ตลาดไท ซึ่งเป็นศูนย์กลางค้าส่งสินค้าเกษตรและผลไม้ที่สำคัญของประเทศ กรมการค้าภายในได้ร่วมกับผู้ประกอบการรวบรวมผลไม้คุณภาพจากแหล่งผลิตทั่วประเทศมาจำหน่าย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายสินค้า ลดขั้นตอนทางการตลาด และเปิดโอกาสให้ผู้ค้า ร้านค้าปลีก ผู้ประกอบการธุรกิจอาหาร โรงแรม ร้านอาหาร รวมถึงประชาชนทั่วไป สามารถเข้าถึงผลไม้คุณภาพในราคาที่เหมาะสม พร้อมรองรับนโยบาย “ไทยช่วยไทย พลัส” ของรัฐบาล ที่มุ่งส่งเสริมการบริโภคสินค้าไทยและเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการและเกษตรกรไทย ภายในงานมีการจำหน่ายผลไม้หลากหลายชนิด ทั้งทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง ลิ้นจี่ และผลไม้ตามฤดูกาลจากแหล่งผลิตทั่วประเทศ ทั้งในรูปแบบค้าส่งและค้าปลีก พร้อมกิจกรรมส่งเสริมการบริโภคและการตลาด อาทิ การชิมผลไม้ไทยคุณภาพ การสาธิตเมนูและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผลไม้ไทย กิจกรรม “ชิม แชะ แชร์” และโปรโมชันพิเศษจากผู้ประกอบการภายในตลาด เพื่อสร้างบรรยากาศการเลือกซื้อผลไม้ไทยและกระตุ้นให้เกิดการบริโภคในวงกว้างมากยิ่งขึ้น นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า อีกหนึ่งมาตรการที่ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี คือการส่งเสริมการจำหน่ายผลไม้ขนาดเล็กหรือ “ผลไม้ซูเปอร์จิ๋ว” เช่น ทุเรียนลูกเล็กและมังคุดลูกเล็ก ซึ่งในอดีตมักถูกมองว่าเป็นผลผลิตที่มีมูลค่าต่ำและประสบปัญหาราคาตกต่ำ แต่ปัจจุบันได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาปรับตัวดีขึ้นและช่วยสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกร โดยกรมฯ จะร่วมกับตลาดไทและตลาดกลางทั่วประเทศขยายช่องทางการจำหน่ายผลไม้กลุ่มดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของเงาะ ซึ่งได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและความต้องการนำเข้าของตลาดเวียดนามที่ชะลอตัวลง กรมการค้าภายในได้เร่งเชื่อมโยงผู้ซื้อผ่านตลาดกลาง ตลาดสด ห้างค้าปลีกค้าส่ง และโมเดิร์นเทรด เข้ารับซื้อผลผลิตจากสวนโดยตรง เพื่อช่วยระบายผลผลิตและลดผลกระทบต่อเกษตรกร ซึ่งขณะนี้สถานการณ์เริ่มคลี่คลายและราคาหน้าสวนมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ นอกจากกิจกรรมส่งเสริมการบริโภคผลไม้ไทยที่ตลาดไทในครั้งนี้แล้ว กรมการค้าภายในยังเตรียมจัดกิจกรรมรณรงค์และส่งเสริมการจำหน่ายผลไม้ไทยภายใต้แคมเปญ “Thailand : The Land of Tropical Fruits 2026” ร่วมกับตลาดกลาง ตลาดสด และตลาดต้องชมในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ เพิ่มช่องทางการตลาด และเร่งกระจายผลผลิตผลไม้ไทยสู่ผู้บริโภค นายวิทยากร กล่าวเชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนผลไม้ไทยคุณภาพ โดยสามารถเลือกซื้อเพื่อบริโภคในครัวเรือน หรือเลือกใช้ผลไม้ไทยจัดเป็นกระเช้าของขวัญและของฝากแทนผลไม้นำเข้า เพื่อร่วมสนับสนุนเกษตรกรไทยที่ตั้งใจผลิตผลไม้คุณภาพออกสู่ตลาด และช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ พร้อมติดตามรายละเอียดกิจกรรม ข่าวสาร และความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ได้ทางเพจ Facebook กรมการค้าภายใน DIT หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 156/2569 “พาณิชย์” เปิดลานประมูลมังคุดจันทบุรี สร้างอำนาจต่อรองเกษตรกร ขายได้ราคาตามคุณภาพ (6 มิถุนายน 2569)
กรมการค้าภายใน ดำเนินการตามข้อสั่งการของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ภายหลังลงพื้นที่พบปะเกษตรกรและผู้ค้าผลไม้จังหวัดจันทบุรี เดินหน้าจัดตั้งลานประมูลมังคุด สร้างกลไกตลาดโปร่งใส เพิ่มการแข่งขันด้านราคา และเปิดโอกาสให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ตามคุณภาพ นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในให้ความสำคัญกับการพัฒนากลไกการตลาดผลไม้ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการจำหน่ายผลผลิตให้แก่เกษตรกร และส่งเสริมให้การซื้อขายสะท้อนคุณภาพของผลผลิตได้อย่างเหมาะสม อันจะช่วยสร้างอำนาจต่อรองและเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรมากยิ่งขึ้น กรมการค้าภายในจึงผลักดันการจัดตั้ง “ลานประมูลผลไม้” จังหวัดจันทบุรี โดยนำร่องด้วย “มังคุด” เป็นผลไม้ชนิดแรก เพื่อสร้างกลไกตลาดทางเลือกที่เปิดโอกาสให้ผู้รับซื้อหลายรายเข้ามาแข่งขันเสนอราคาอย่างโปร่งใส ทำให้การซื้อขายอ้างอิงตามคุณภาพของผลผลิตมากขึ้น เกษตรกรได้รับราคาที่เป็นธรรม ขณะที่ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงผลผลิตคุณภาพจากแหล่งผลิตโดยตรง นายจิรวุฒิ ยังกล่าวอีกว่า กรมการค้าภายในได้บูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดจันทบุรี และสหกรณ์การเกษตรเมืองจันทบุรี จำกัด จัดตั้ง “ลานประมูลผลไม้” เพื่อเป็นจุดกลางในการรวบรวม ซื้อขาย ชั่งน้ำหนัก และตรวจสอบคุณภาพผลผลิตอย่างโปร่งใส โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2569 และเปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ณ สหกรณ์การเกษตรเมืองจันทบุรี จำกัด การดำเนินงานดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับโครงสร้างการตลาดสินค้าเกษตรและแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยภายหลังการลงพื้นที่พบปะเกษตรกร ผู้ประกอบการค้า และผู้รวบรวมผลไม้ในจังหวัดจันทบุรี ได้มีข้อสั่งการให้เร่งส่งเสริมระบบตลาดกลางและตลาดประมูลผลไม้ เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาด สร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม และลดข้อจำกัดด้านการกำหนดราคาที่เกษตรกรเผชิญอยู่ในปัจจุบัน จนนำมาสู่การจัดตั้งลานประมูลผลไม้จังหวัดจันทบุรีในครั้งนี้ “หัวใจสำคัญของลานประมูลผลไม้ คือ การทำให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรมตามคุณภาพจริงของผลผลิต ผลไม้คุณภาพดีต้องมีโอกาสจำหน่ายได้ในราคาที่เหมาะสม ผู้รับซื้อแข่งขันกันด้วยราคา ขณะที่เกษตรกรก็มีแรงจูงใจในการพัฒนาคุณภาพผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้น” นายจิรวุฒิ กล่าว สำหรับจังหวัดจันทบุรีถือเป็นแหล่งผลิตมังคุดสำคัญของประเทศ มีเกษตรกรผู้ปลูกมังคุดกว่า 18,815 ครัวเรือน โดยในปี 2569 คาดว่าจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดสูงสุดในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมถึงต้นเดือนมิถุนายน ปริมาณกว่า 52,000 ตัน การมีช่องทางตลาดเพิ่มเติมจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยรองรับผลผลิต ป้องกันปัญหาการกระจุกตัวของสินค้า และช่วยรักษาเสถียรภาพด้านราคาให้กับเกษตรกร นายจิรวุฒิ กล่าวว่า จากข้อมูลการดำเนินงานเบื้องต้น ลานประมูลผลไม้มีปริมาณการซื้อขายสะสมแล้วคิดเป็นมูลค่ารวม 642,360 บาท สะท้อนให้เห็นว่าระบบประมูลสามารถทำหน้าที่เป็นตลาดกลางที่มีประสิทธิภาพ เปิดโอกาสให้เกษตรกรนำผลผลิตมาจำหน่ายได้โดยตรง และช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงผลผลิตคุณภาพจากเกษตรกรในพื้นที่ได้มากขึ้น “กรมการค้าภายในจะใช้รูปแบบลานประมูลผลไม้เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาระบบการตลาดผลไม้ของประเทศ โดยจะติดตามและประเมินผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านปริมาณการซื้อขาย ราคาที่เกษตรกรได้รับ และความพึงพอใจของทุกภาคส่วน พร้อมพิจารณาขยายรูปแบบดังกล่าวไปยังผลไม้ชนิดอื่น รวมถึงมังคุดภาคใต้ ซึ่งมีแผนดำเนินการในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชในระยะต่อไป เพื่อให้เกษตรกรมีช่องทางการตลาดที่หลากหลาย เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม และได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับคุณภาพผลผลิตของตนเอง” นายจิรวุฒิ กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 155/2569 “กรมการค้าภายใน” ลุยตรวจเข้มก๊าซหุงต้ม–สินค้าหีบห่อทั่วประเทศ สกัดเอาเปรียบผู้บริโภคช่วงต้นทุนสูง พร้อมผนึก 10 แบรนด์ เดินหน้าโครงการ “LPG เต็มถัง” (4 มิถุนายน 2569)
นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ท่ามกลางภาวะต้นทุนการประกอบธุรกิจที่ปรับตัวสูงขึ้นในหลายด้าน กรมการค้าภายในยังคงเดินหน้ากำกับดูแลความเป็นธรรมทางการค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคได้รับผลกระทบจากการกระทำที่ไม่เป็นธรรม โดยได้เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบก๊าซหุงต้มและสินค้าหีบห่อทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับสินค้าที่มีปริมาณถูกต้องตรงตามที่แสดงไว้ และได้รับความเป็นธรรมในการซื้อขาย นางสาวญาณี กล่าวต่อว่า ในช่วงเดือนเมษายน–พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบโรงบรรจุ ร้านจำหน่ายก๊าซหุงต้ม และผู้ประกอบการสินค้าหีบห่อในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ พบทั้งผู้ประกอบการที่ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย และบางรายที่กระทำผิดจนต้องถูกอายัดสินค้า เปรียบเทียบปรับ และดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด สำหรับการตรวจสอบก๊าซหุงต้ม พบการบรรจุขาดจากปริมาณที่แสดงไว้ในหลายพื้นที่ โดยจังหวัดกาญจนบุรีตรวจพบโรงบรรจุก๊าซหุงต้มกระทำผิด 1 ราย บรรจุขาดรวม 43 ถัง จังหวัดราชบุรีพบร้านจำหน่ายก๊าซหุงต้มกระทำผิด 2 ราย น้ำหนักขาดรวม 66 ถัง ขณะที่พื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราช เข้าตรวจสอบโรงบรรจุและร้านจำหน่ายก๊าซหุงต้ม 15 ราย พบกระทำผิด 4 ราย ซึ่งทุกกรณีเจ้าหน้าที่ได้อายัดสินค้าและดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว ด้านการตรวจสอบสินค้าหีบห่อ เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดปทุมธานีและนนทบุรี โดยจังหวัดปทุมธานีสุ่มตรวจสินค้าจำนวน 10 รายการ พบกระทำผิด 1 รายการ ขณะที่จังหวัดนนทบุรีพบกระทำผิดอีก 1 รายการ รวมดำเนินการเปรียบเทียบปรับผู้กระทำผิด 2 ราย นางสาวญาณี กล่าวว่า กรมการค้าภายในจะเดินหน้าตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีพของประชาชน หากพบการบรรจุไม่เต็มตามฉลาก ปริมาณไม่ตรงตามที่แสดงไว้ หรือมีพฤติกรรมเอาเปรียบผู้บริโภค จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดทันที เพื่อรักษาความเป็นธรรมทางการค้าและคุ้มครองสิทธิของประชาชนผู้บริโภค ทั้งนี้ ผู้บรรจุก๊าซหุงต้มและสินค้าหีบห่อที่บรรจุขาดจากปริมาณที่แสดงไว้ หรือแสดงปริมาณไม่ถูกต้อง มีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตราชั่งตวงวัด พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนผู้จำหน่ายที่มีไว้เพื่อจำหน่ายหรือจำหน่ายสินค้าที่มีปริมาณไม่ตรงตามที่แสดงไว้ มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า ก่อนเลือกซื้อสินค้าหีบห่อหรือก๊าซหุงต้มบรรจุถัง ประชาชนควรตรวจสอบสภาพบรรจุภัณฑ์ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ มีฉลากแสดงชนิดสินค้าและน้ำหนักสุทธิอย่างชัดเจน และหลีกเลี่ยงสินค้าที่มีลักษณะผิดปกติหรือมีราคาต่ำกว่าท้องตลาดอย่างผิดสังเกต หากประชาชนพบเห็นการจำหน่ายสินค้าหีบห่อหรือก๊าซหุงต้มที่อาจเข้าข่ายเอาเปรียบผู้บริโภค สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานสาขาชั่งตวงวัดในพื้นที่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายโดยเร็วต่อไป นางสาวญาณี กล่าวว่า นอกจากการบังคับใช้กฎหมายและการตรวจสอบอย่างเข้มงวดแล้ว กรมการค้าภายในยังเตรียมดำเนินโครงการ “LPG เต็มถัง” ร่วมกับผู้ประกอบการบรรจุก๊าซหุงต้มทั้ง 10 แบรนด์ทั่วประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนว่าก๊าซหุงต้มที่จำหน่ายมีปริมาณครบถ้วนตรงตามที่แสดงไว้ตามพระราชบัญญัติมาตราชั่งตวงวัด พ.ศ. 2542 พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับผู้ประกอบการในการกำกับดูแลและติดตามมาตรฐานการบรรจุก๊าซให้ถูกต้องอย่างสม่ำเสมอ
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 154/2569 “พาณิชย์” ผนึกไปรษณีย์ไทย แจกกล่องผลไม้ DITส่งฟรีทั่วประเทศ ฟรี 500,000 กล่อง ช่วยเกษตรกรลดต้นทุน เร่งกระจายผลไม้ไทยกว่า 5,000 ตัน สู่ผู้บริโภค (2 มิถุนายน 2569)
กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้ารับมือผลผลิตผลไม้ปี 2569 ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการ “Thailand : The Land of Tropical Fruits 2026” โดยจับมือ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ขับเคลื่อนมาตรการกระจายผลไม้ไทยสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ ผ่านการสนับสนุน “กล่องผลไม้ DIT” จำนวน 500,000 กล่อง พร้อมบริการจัดส่งฟรีทั่วประเทศ หวังช่วยระบายผลผลิตกว่า 5,000 ตัน ลดภาระต้นทุนเกษตรกร และสร้างโอกาสทางการตลาดในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการผลไม้ทั้งระบบ โดยมุ่งเร่งกระจายผลผลิตจากแหล่งผลิตสู่ผู้บริโภคอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันปัญหาผลผลิตกระจุกตัวและช่วยรักษาเสถียรภาพราคาในช่วงฤดูกาลผลิต ซึ่งความร่วมมือระหว่างกรมการค้าภายในและไปรษณีย์ไทยดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 และได้รับการพัฒนามาตรการสนับสนุนให้ตอบโจทย์เกษตรกรมากยิ่งขึ้นทุกปี สำหรับปีนี้ กรมการค้าภายในได้เพิ่มจำนวนกล่องผลไม้ DIT เป็น 500,000 กล่อง เพิ่มขึ้นเกือบ 100% จากปีก่อน เพื่อรองรับปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้น โดยเกษตรกรสามารถรับกล่องได้ฟรีที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อนำไปบรรจุและจัดส่งผลไม้ไทยทุกประเภทได้สูงสุด 10 กิโลกรัมต่อกล่อง ผ่านบริการของไปรษณีย์ไทยโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หากนำส่งก่อนเวลา 12.00 น. ผู้บริโภคจะได้รับผลไม้ภายในวันถัดไป ช่วยคงคุณภาพ ความสด และรสชาติของผลไม้จากสวนสู่มือผู้บริโภคโดยตรง นายวิทยากร กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวเป็นมาตรการสำคัญในการลดต้นทุนการตลาดให้แก่เกษตรกร โดยกรมการค้าภายในสนับสนุนกล่องบรรจุผลไม้ DIT และไปรษณีย์ไทยสนับสนุนบริการขนส่งฟรีทั่วประเทศ ทำให้เกษตรกรสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านบรรจุภัณฑ์และการขนส่งได้เฉลี่ยประมาณ 130 บาทต่อกล่อง อันจะช่วยเพิ่มรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตและเสริมศักยภาพการแข่งขันของเกษตรกรไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันผลไม้หลายชนิดทยอยออกสู่ตลาดจำนวนมาก ทั้งทุเรียน มังคุด เงาะ มะม่วง ลองกอง ลางสาด และผลไม้ตามฤดูกาลอื่น ๆ จึงขอเชิญชวนเกษตรกรใช้ประโยชน์จากมาตรการดังกล่าวในการขยายช่องทางการจำหน่ายและเข้าถึงผู้บริโภคทั่วประเทศ โดยคาดว่าโครงการนี้จะสามารถช่วยกระจายผลผลิตผลไม้ได้ไม่ต่ำกว่า 5,000 ตัน ด้านนางสาวปิลันธนี สุวรรณบุบผา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานธุรกิจและการตลาด บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทยมีความยินดีที่ได้ร่วมสนับสนุนโครงการดังกล่าวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 โดยนำศักยภาพด้านเครือข่ายขนส่งและระบบโลจิสติกส์ที่ครอบคลุมทั่วประเทศมาช่วยเกษตรกรไทยส่งผลไม้สดถึงมือผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว พร้อมดูแลคุณภาพผลผลิตตลอดกระบวนการขนส่ง “ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนบทบาทของไปรษณีย์ไทยในการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากและภาคการเกษตรของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก การสนับสนุนบริการขนส่งด่วนฟรีทั่วประเทศจะช่วยให้ผลไม้สดใหม่จากสวนสามารถส่งตรงถึงมือผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว คงคุณภาพและความสดใหม่ของผลผลิต สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค และช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลไม้ไทย” นางสาวปิลันธนีกล่าว ทั้งนี้ ไปรษณีย์ไทยยังสนับสนุนตะกร้าผลไม้เพิ่มเติมอีก 35,000 ใบ มีเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำการบรรจุหีบห่ออย่างถูกวิธี และมีบริการเข้ารับพัสดุถึงหน้าสวนสำหรับเกษตรกรที่ไม่สะดวกเดินทางมายังที่ทำการไปรษณีย์ โดยพร้อมเพิ่มเที่ยวขนส่งและเสริมศักยภาพการกระจายสินค้า หากมีปริมาณผลผลิตเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้น นอกจากมาตรการด้านโลจิสติกส์แล้ว กรมการค้าภายในยังเดินหน้าเชื่อมโยงตลาดผลไม้ผ่านห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) โครงการ “ไทยช่วยไทย” และกิจกรรมจำหน่ายสินค้าธงฟ้าทั่วประเทศ เพื่อเปิดพื้นที่จำหน่ายผลไม้จากเกษตรกรสู่ผู้บริโภคโดยตรง เพิ่มช่องทางตลาด ควบคู่กับการรณรงค์ส่งเสริมการบริโภคผลไม้ไทยภายใต้โครงการ “Thailand : The Land of Tropical Fruits 2026” เพื่อผลักดันผลไม้ไทยคุณภาพสู่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง สำหรับเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถติดต่อขอรับกล่องบรรจุผลไม้ DIT ได้ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดแหล่งผลิตผลไม้สำคัญที่ได้จัดสรรกล่องไว้ในปริมาณมาก เพื่อรองรับผลผลิตในช่วงฤดูกาลและอำนวยความสะดวกแก่เกษตรกรอย่างทั่วถึง รวมทั้งสามารถนำผลไม้ไปใช้บริการจัดส่งฟรี ณ ที่ทำการไปรษณีย์ไทยทั่วประเทศตลอดฤดูกาลผลิตผลไม้ปี 2569
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 153/2569 สินค้าเกษตรพรีเมียมไทยมาแรง DIT Pavilion กวาดยอดขายใน THAIFEX กว่า 334 ล้านบาท ดึงผู้ซื้อทั่วโลก สนใจทุเรียนซูเปอร์จิ๋วต่อยอดส่งออกญี่ปุ่น (2 มิถุนายน 2569)
กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เผยผลการจัดแสดงและเจรจาการค้าภายใต้ “DIT Pavilion: Discover Thai Premium Fruit Finest Rice” ในงาน THAIFEX–ANUGA ASIA 2026 ระหว่างวันที่ 26–30 พฤษภาคม 2569 ได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้ซื้อทั้งในประเทศและต่างประเทศ สร้างยอดขายรวมกว่า 334.64 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 300 ล้านบาท สะท้อนความต้องการสินค้าเกษตรพรีเมียมของไทยที่ยังเติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดโลก นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้นำผู้ประกอบการ เกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน เข้าร่วมจัดแสดงสินค้าเกษตรคุณภาพภายใน DIT Pavilion เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อจากทั่วโลกได้พบปะเจรจาการค้า สร้างเครือข่ายธุรกิจ และขยายช่องทางการตลาด โดยตลอดระยะเวลาการจัดงาน 5 วัน มียอดขายรวม 334,641,770 บาท สูงกว่าปีก่อนและสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ สำหรับยอดขายภายในงาน แบ่งเป็นกลุ่มผลไม้สดและผลไม้แปรรูป ปริมาณ 1,921 ตัน มูลค่า 221,820,000 บาท กลุ่มข้าวประณีต ปริมาณ 809 ตัน มูลค่า 109,372,910 บาท และกลุ่มสุราชุมชน จำนวน 5,490 ขวด มูลค่า 3,448,860 บาท โดยคาดว่าหลังจากนี้จะมีคำสั่งซื้อและการซื้อขายต่อเนื่องตามมาอีกเป็นจำนวนมาก นายวิทยากร กล่าวว่า ผลตอบรับจากผู้ซื้อทั้งไทยและต่างชาติสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของสินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรพรีเมียมที่มีคุณภาพและมาตรฐานสูง ซึ่งสามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกได้เป็นอย่างดี และหากเกษตรกรสามารถพัฒนาคุณภาพและยกระดับมาตรฐานการผลิตอย่างต่อเนื่อง จะช่วยเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น นอกจากนี้ ภายในงานยังเกิดโอกาสทางการค้าใหม่จากตลาดญี่ปุ่น หลังผู้นำเข้าญี่ปุ่นให้ความสนใจทุเรียนขนาดเล็กหรือทุเรียนซูเปอร์จิ๋วของไทย ซึ่งมีขนาดเหมาะสมกับการบริโภคในครัวเรือนขนาดเล็กและสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น โดยได้หารือกับกรมการค้าภายในเพื่อประสานผู้ประกอบการด้านบรรจุภัณฑ์และผู้ส่งออก พัฒนาผลิตภัณฑ์ในรูปแบบแกะเนื้อบรรจุแพ็กขนาดเล็ก เพื่ออำนวยความสะดวกในการบริโภคและเพิ่มมูลค่าสินค้า รองรับความต้องการของตลาดญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับความสะดวก คุณภาพ และมาตรฐานความปลอดภัยของอาหาร นายวิทยากร กล่าวต่อว่า ผลการจัดงานครั้งนี้ยังเป็นส่วนสำคัญในการรองรับผลผลิตทางการเกษตรที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปี 2569 โดยเฉพาะกลุ่มผลไม้ที่คาดว่าจะมีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นกว่า 30% ช่วยสร้างโอกาสทางการตลาดและสนับสนุนให้ราคาผลไม้ไทยมีเสถียรภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันการประชาสัมพันธ์ร่วมกับ NipponBoyz คอนเทนต์ครีเอเตอร์ชื่อดังชาวญี่ปุ่นที่เข้าร่วมกิจกรรมภายในงาน ยังช่วยสร้างการรับรู้และขยายฐานผู้บริโภคผลไม้ไทยในตลาดญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี กรมการค้าภายในจะเดินหน้าส่งเสริมการตลาด เชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันสินค้าเกษตรไทยให้เข้าถึงตลาดคุณภาพ สร้างรายได้ให้เกษตรกร และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลกต่อไป
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 152/2569 “พาณิชย์” ลุยลดค่าครองชีพประชาชน-ช่วยผู้ประกอบการ ยกทัพสินค้าราคาประหยัดกว่า 1,000 รายการ ลดสูงสุด 60% ในงาน “มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค” ที่นครศรีธรรมราช (30 พฤษภาคม 2569)
กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลในการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก จัดงาน “มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค” ระหว่างวันที่ 28-30 พฤษภาคม 2569 ณ ตลาดเสาร์-อาทิตย์ พัฒนาการคูขวาง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช นำสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นต่อการดำรงชีพกว่า 1,000 รายการ มาจำหน่ายในราคาประหยัด ลดสูงสุดถึง 60% เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน พร้อมเปิดพื้นที่สร้างโอกาสทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการ เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และ SMEs นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล นำโดย พณ.ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลค่าครองชีพของประชาชน ท่ามกลางสถานการณ์ต้นทุนการครองชีพที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้สินค้าหลายประเภทมีแนวโน้มปรับราคาสูงขึ้นตามไปด้วย รัฐบาลจึงเร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่องผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย” และกิจกรรมเชื่อมโยงเศรษฐกิจภูมิภาคทั่วประเทศ นายวิทยากร กล่าวว่า จังหวัดนครศรีธรรมราชถือเป็นจังหวัดสำคัญของภาคใต้ ทั้งในด้านพื้นที่และศักยภาพทางเศรษฐกิจ กรมการค้าภายในจึงได้นำผู้ผลิต ผู้ประกอบการจากส่วนกลาง รวมถึงผู้ประกอบการจากจังหวัดต่าง ๆ ในภาคใต้กว่า 200 ราย เข้าร่วมจำหน่ายสินค้าในงาน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน โดยภายในงานมีสินค้าอุปโภคบริโภค 10 หมวดหมู่ อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ซอสปรุงรส น้ำยาซักผ้า ของใช้ประจำวัน เครื่องครัว เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องแต่งกาย และสินค้าชุมชน จำหน่ายในราคาพิเศษ นอกจากนี้ ยังมีสินค้าไฮไลท์ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพจำหน่ายทุกวันในราคาประหยัด ได้แก่ ไข่ไก่เบอร์ M แผงละ 80 บาท น้ำตาลทรายกิโลกรัมละ 20 บาท น้ำมันพืชปาล์มขวดละ 42 บาท และข้าวหอมมะลิขนาด 5 กิโลกรัม ถุงละ 130 บาท รวมถึงมีการเชื่อมโยงผลผลิตจากเกษตรกรในพื้นที่ต่าง ๆ มาจำหน่ายโดยตรงในราคาหน้าสวน เช่น มะม่วงแฟนซี กิโลกรัมละ 25 บาท และกระเทียมจากจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อช่วยระบายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรควบคู่ไปกับการลดค่าครองชีพของประชาชน อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงพาณิชย์ยังคงเดินหน้ามาตรการลดค่าครองชีพในรูปแบบต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งรถพุ่มพวง การจัดจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ และการจัดงานมหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคในจังหวัดต่าง ๆ โดยหลังจากจังหวัดนครศรีธรรมราชแล้ว จะมีการจัดงานต่อที่จังหวัดสงขลาในช่วงต้นเดือนหน้า เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาที่เป็นธรรมมากที่สุด ในด้านการกำกับดูแลราคาสินค้า นายวิทยากร กล่าวว่า กรมการค้าภายในและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศได้ติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การจำหน่ายสินค้าเป็นไปตามปกติและไม่เกิดการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค หากประชาชนพบเห็นการจำหน่ายสินค้าในราคาที่ไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายทันที สำหรับด้านการตลาดสินค้าเกษตร นายวิทยากร กล่าวว่า กรมการค้าภายในยังดำเนินการตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการผลักดันการจำหน่ายผลผลิตเกษตรทุกขนาด โดยเฉพาะทุเรียนและมังคุดขนาดเล็ก หรือกลุ่มผลไม้ไซซ์เล็กที่มีคุณภาพไม่แตกต่างจากผลขนาดใหญ่ ปัจจุบันได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากขึ้น และได้รับการตอบรับจากห้างค้าปลีกสมัยใหม่ที่รับซื้อไปจำหน่ายทั่วประเทศ ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตทุกเกรด และเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้แก่เกษตรกรไทย นายวิทยา เขียวรอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวขอบคุณกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ที่นำโครงการไทยช่วยไทยลดค่าครองชีพมาจัดในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เช่น ไข่ไก่ น้ำมันพืช และข้าวสาร ที่ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ กรมการค้าภายในมีแผนจัดงานมหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคอีก 7 ครั้งทั่วประเทศ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อน ลดภาระค่าครองชีพ เพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการ เกษตรกร SMEs และวิสาหกิจชุมชน ตลอดจนกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากของประเทศอย่างต่อเนื่อง
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 151/2569 “ค้าภายใน” ตรวจเข้มร้านสังฆภัณฑ์ช่วงวันวิสาขบูชา ย้ำปิดป้ายราคาชัดเจน พบราคาชุดสังฆทานยังทรงตัว (29 พฤษภาคม 2569)
กรมการค้าภายใน ตรวจเข้มร้านสังฆภัณฑ์ช่วงวันวิสาขบูชา ร่วม สคบ. และ บก.ปคบ. ลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายชุดสังฆทานและชุดไทยธรรม ย้ำต้องปิดป้ายแสดงราคาและรายละเอียดสินค้าให้ชัดเจน พบราคาจำหน่ายโดยรวมยังทรงตัว แม้ต้นทุนบางรายการปรับสูงขึ้น พร้อมกำชับผู้ประกอบการค้าขายเป็นธรรม และดูแลผู้บริโภคอย่างใกล้ชิดทั่วประเทศ นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เนื่องในช่วงเทศกาลวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ประชาชนมีความต้องการเลือกซื้อชุดสังฆทานและชุดไทยธรรม เพื่อนำไปทำบุญเป็นจำนวนมาก กรมการค้าภายในจึงเพิ่มความเข้มงวดในการติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าและกำกับดูแลการจำหน่ายสินค้าให้เป็นธรรม เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้า หรือจำหน่ายสินค้าไม่ตรงตามรายละเอียดที่แจ้งไว้ ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้บูรณาการร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ลงพื้นที่ตรวจสอบร้านจำหน่ายสังฆภัณฑ์ในพื้นที่เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร ได้แก่ ร้านสดใสสังฆภัณฑ์ ร้านมงคลชัย และร้านเพิ่มพูนสังฆภัณฑ์ เพื่อตรวจสอบการปิดป้ายแสดงราคาจำหน่าย การแสดงรายละเอียดสินค้าในชุดสังฆทานและชุดไทยธรรม รวมถึง ตรวจสอบความครบถ้วนของรายการสินค้า ขนาด น้ำหนัก ปริมาณบรรจุ และค่าภาชนะบรรจุ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ชัดเจนก่อนตัดสินใจซื้อ จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ประกอบการมีการปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายปลีกสินค้า และแสดงรายละเอียดสินค้าที่บรรจุในชุดสังฆทานและชุดไทยธรรมไว้อย่างชัดเจน โดยภาพรวมราคาจำหน่ายยังคงทรงตัว ไม่พบการปรับขึ้นราคาผิดปกติ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการให้ข้อมูลว่า ต้นทุนสินค้าบางรายการที่นำมาจัดชุดมีการปรับตัวสูงขึ้น จากต้นทุนด้านพลังงานและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้บางร้านมีการปรับเปลี่ยนชนิดสินค้าภายในชุดสังฆทาน เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนและระดับราคาจำหน่ายเดิม ปัจจุบัน ชุดสังฆทานมีราคาจำหน่ายตั้งแต่ชุดละ 47 – 999 บาท ขึ้นอยู่กับปริมาณและประเภทสินค้าที่บรรจุในชุด โดยเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงวันมาฆบูชาเดือนมีนาคม 2569 พบว่าราคาจำหน่ายยังไม่มีการปรับเพิ่ม สำหรับสถานการณ์การจำหน่ายสินค้า ผู้ประกอบการระบุว่า กำลังซื้อของประชาชนชะลอตัว ส่งผลให้ผู้บริโภคบางส่วนหันมาเลือกซื้อชุดสังฆทานขนาดเล็กลง หรือซื้อสินค้าแยกชิ้นเพื่อนำไปจัดชุดเองมากขึ้น รวมถึงบางส่วนเลือกซื้อชุดสังฆทานสำเร็จรูปจากวัด ซึ่งมีราคาย่อมเยากว่าร้านจำหน่ายทั่วไป นายจิรวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการค้าภายในได้กำชับผู้ประกอบการให้จำหน่ายสินค้าอย่างเป็นธรรม และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการปิดป้ายแสดงราคาให้ชัดเจน รวมถึงการแสดงรายละเอียดสินค้าในชุดสังฆทานและชุดไทยธรรมอย่างครบถ้วน เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบความคุ้มค่าและตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าได้อย่างเหมาะสม พร้อมยืนยันว่า กรมฯ จะเดินหน้าตรวจสอบสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลสำคัญอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นผู้ประกอบการไม่ปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายสินค้า หรือจำหน่ายในราคาสูงเกินสมควร หรือไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการซื้อสินค้าและบริการ สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ โดยกรณีไม่แสดงราคาสินค้าหรือบริการ มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และกรณีจำหน่ายสินค้าในราคาสูงเกินสมควร กักตุนสินค้า หรือปฏิเสธการจำหน่าย มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ