ข่าวเลขที่ 151/2569 “ค้าภายใน” ตรวจเข้มร้านสังฆภัณฑ์ช่วงวันวิสาขบูชา ย้ำปิดป้ายราคาชัดเจน พบราคาชุดสังฆทานยังทรงตัว (29 พฤษภาคม 2569)
กรมการค้าภายใน ตรวจเข้มร้านสังฆภัณฑ์ช่วงวันวิสาขบูชา ร่วม สคบ. และ บก.ปคบ. ลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายชุดสังฆทานและชุดไทยธรรม ย้ำต้องปิดป้ายแสดงราคาและรายละเอียดสินค้าให้ชัดเจน พบราคาจำหน่ายโดยรวมยังทรงตัว แม้ต้นทุนบางรายการปรับสูงขึ้น พร้อมกำชับผู้ประกอบการค้าขายเป็นธรรม และดูแลผู้บริโภคอย่างใกล้ชิดทั่วประเทศ นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เนื่องในช่วงเทศกาลวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ประชาชนมีความต้องการเลือกซื้อชุดสังฆทานและชุดไทยธรรม เพื่อนำไปทำบุญเป็นจำนวนมาก กรมการค้าภายในจึงเพิ่มความเข้มงวดในการติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าและกำกับดูแลการจำหน่ายสินค้าให้เป็นธรรม เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้า หรือจำหน่ายสินค้าไม่ตรงตามรายละเอียดที่แจ้งไว้ ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้บูรณาการร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ลงพื้นที่ตรวจสอบร้านจำหน่ายสังฆภัณฑ์ในพื้นที่เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร ได้แก่ ร้านสดใสสังฆภัณฑ์ ร้านมงคลชัย และร้านเพิ่มพูนสังฆภัณฑ์ เพื่อตรวจสอบการปิดป้ายแสดงราคาจำหน่าย การแสดงรายละเอียดสินค้าในชุดสังฆทานและชุดไทยธรรม รวมถึง ตรวจสอบความครบถ้วนของรายการสินค้า ขนาด น้ำหนัก ปริมาณบรรจุ และค่าภาชนะบรรจุ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ชัดเจนก่อนตัดสินใจซื้อ จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ประกอบการมีการปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายปลีกสินค้า และแสดงรายละเอียดสินค้าที่บรรจุในชุดสังฆทานและชุดไทยธรรมไว้อย่างชัดเจน โดยภาพรวมราคาจำหน่ายยังคงทรงตัว ไม่พบการปรับขึ้นราคาผิดปกติ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการให้ข้อมูลว่า ต้นทุนสินค้าบางรายการที่นำมาจัดชุดมีการปรับตัวสูงขึ้น จากต้นทุนด้านพลังงานและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้บางร้านมีการปรับเปลี่ยนชนิดสินค้าภายในชุดสังฆทาน เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนและระดับราคาจำหน่ายเดิม ปัจจุบัน ชุดสังฆทานมีราคาจำหน่ายตั้งแต่ชุดละ 47 – 999 บาท ขึ้นอยู่กับปริมาณและประเภทสินค้าที่บรรจุในชุด โดยเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงวันมาฆบูชาเดือนมีนาคม 2569 พบว่าราคาจำหน่ายยังไม่มีการปรับเพิ่ม สำหรับสถานการณ์การจำหน่ายสินค้า ผู้ประกอบการระบุว่า กำลังซื้อของประชาชนชะลอตัว ส่งผลให้ผู้บริโภคบางส่วนหันมาเลือกซื้อชุดสังฆทานขนาดเล็กลง หรือซื้อสินค้าแยกชิ้นเพื่อนำไปจัดชุดเองมากขึ้น รวมถึงบางส่วนเลือกซื้อชุดสังฆทานสำเร็จรูปจากวัด ซึ่งมีราคาย่อมเยากว่าร้านจำหน่ายทั่วไป นายจิรวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการค้าภายในได้กำชับผู้ประกอบการให้จำหน่ายสินค้าอย่างเป็นธรรม และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการปิดป้ายแสดงราคาให้ชัดเจน รวมถึงการแสดงรายละเอียดสินค้าในชุดสังฆทานและชุดไทยธรรมอย่างครบถ้วน เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบความคุ้มค่าและตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าได้อย่างเหมาะสม พร้อมยืนยันว่า กรมฯ จะเดินหน้าตรวจสอบสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลสำคัญอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นผู้ประกอบการไม่ปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายสินค้า หรือจำหน่ายในราคาสูงเกินสมควร หรือไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการซื้อสินค้าและบริการ สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ โดยกรณีไม่แสดงราคาสินค้าหรือบริการ มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และกรณีจำหน่ายสินค้าในราคาสูงเกินสมควร กักตุนสินค้า หรือปฏิเสธการจำหน่าย มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 150/2569 พาณิชย์ดัน “ข้าวประณีตไทย” สู่สินค้ามูลค่าสูง คัด 200 กลุ่มศักยภาพทั่วประเทศ ปั้นรายได้เกษตรกรยั่งยืน (28 พฤษภาคม 2569)
กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้ายกระดับ “ข้าวไทย” จากสินค้าเกษตรทั่วไปสู่ “สินค้ามูลค่าสูง” ผ่าน “โครงการส่งเสริมและพัฒนาข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร ปี 2569” หรือ “โครงการข้าวประณีต” ล่าสุดคัดเลือกกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์ที่มีศักยภาพสูงทั่วประเทศ จำนวน 200 กลุ่ม จากผู้สมัคร 468 กลุ่ม ครอบคลุม 64 จังหวัด เตรียมสนับสนุนงบพัฒนากลุ่มละไม่เกิน 500,000 บาท ทั้งด้านการผลิต แปรรูป มาตรฐาน บรรจุภัณฑ์ การเชื่อมโยงตลาด และการนำสินค้าเข้าร่วมงานแสดงสินค้า เพื่อยกระดับข้าวไทยสู่ตลาดมูลค่าสูงและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการสร้างระบบตลาดใหม่ให้กับข้าวไทย โดยเฉพาะข้าวคุณภาพสูงที่มีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น มีเรื่องราว และสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ทั้งในและต่างประเทศได้ ซึ่งโครงการข้าวประณีตถือเป็นกลไกสำคัญในการรวบรวมและพัฒนากลุ่มผู้ผลิตข้าวคุณภาพจากทั่วประเทศ ให้สามารถยกระดับสินค้า สร้างแบรนด์ และเพิ่มมูลค่าได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ จากผู้สมัครเข้าร่วมโครงการจำนวน 468 กลุ่ม กรมการค้าภายในร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดข้าว พิจารณาคัดเลือกกลุ่มที่มีศักยภาพเข้าสู่โครงการระยะแรก จำนวน 200 กลุ่ม แบ่งเป็น กลุ่มศักยภาพดีเยี่ยม (Tier 1) จำนวน 42 กลุ่ม กลุ่มศักยภาพดีมาก (Tier 2) จำนวน 93 กลุ่ม และกลุ่มศักยภาพดี (Tier 3) จำนวน 65 กลุ่ม เพื่อกำหนดแนวทางสนับสนุนที่เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละกลุ่ม นายวิทยากร กล่าวว่า กลุ่มเกษตรกรทั้ง 200 กลุ่ม จะเป็นหัวหอกสำคัญในการผลักดัน “ข้าวประณีตไทย” เข้าสู่ตลาดพรีเมียม โดยกระทรวงพาณิชย์จะชูจุดเด่นด้านรสชาติ อัตลักษณ์ท้องถิ่น และเรื่องราวของข้าวแต่ละชนิด เพื่อสร้างการรับรู้และเพิ่มมูลค่าให้ผู้บริโภคยอมจ่ายในราคาที่สูงขึ้น อันจะนำไปสู่การเพิ่มรายได้กลับคืนสู่เกษตรกรอย่างแท้จริง สำหรับการสนับสนุน กลุ่มที่ผ่านการคัดเลือกสามารถเสนอแผนขอรับเงินสนับสนุนได้ไม่เกิน 500,000 บาทต่อกลุ่ม ครอบคลุม 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ ด้านการผลิตและแปรรูปหลังการเก็บเกี่ยว เช่น สนับสนุนเครื่องสีข้าว เครื่องคัดแยกสีเมล็ดข้าว เครื่องอบลดความชื้น และอุปกรณ์เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อยกระดับคุณภาพข้าวสารให้ได้มาตรฐานพรีเมียม ด้านการบรรจุและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เช่น เครื่องบรรจุสุญญากาศ การออกแบบฉลาก และการสร้างแบรนด์ชุมชน ด้านมาตรฐานและการรับรอง เช่น GMP, HACCP และ Organic Thailand เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาด รวมถึงด้านการตลาดและการเชื่อมโยงช่องทางจำหน่าย อาทิ การนำสินค้าเข้าร่วมงานแสดงสินค้า การจับคู่ธุรกิจ การสนับสนุนอุปกรณ์จัดแสดงสินค้า และการขยายตลาดทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าให้เกษตรกรเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงมากขึ้น อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินโครงการจะเน้นความโปร่งใส โดยมี “คณะกรรมการระดับจังหวัด” ที่ประกอบด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัด พาณิชย์จังหวัด และหน่วยงานภาคเกษตรในพื้นที่ ร่วมกลั่นกรองและอนุมัติแผนงาน เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง นอกจากนี้ สำหรับกลุ่มผู้สมัครอีก 266 กลุ่ม ที่ยังไม่ผ่านการคัดเลือกในรอบนี้ กรมการค้าภายในเตรียมจัดอบรมให้ความรู้ พัฒนาศักยภาพ และช่วยเชื่อมโยงตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นกลุ่มข้าวประณีตในรุ่นต่อไป อีกหนึ่งมาตรการสำคัญที่กรมการค้าภายในผลักดันควบคู่กัน คือการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้เครื่องหมายรับรองมาตรฐาน “รูปพนมมือ” บนข้าวหอมมะลิบรรจุถุง เพื่อยืนยันว่าเป็นข้าวหอมมะลิพันธุ์แท้และได้มาตรฐาน โดยกรมฯ มีนโยบายสนับสนุนและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการตรวจวิเคราะห์ DNA หรือเอกลักษณ์ทางพันธุกรรมให้แก่ผู้ประกอบการและโรงสีข้าวที่ได้รับการรับรองให้ใช้เครื่องหมายดังกล่าว ซึ่งช่วยลดภาระต้นทุนและเพิ่มแรงจูงใจให้เข้าสู่ระบบรับรองมาตรฐานมากขึ้น ทั้งนี้ การตรวจสอบจะดำเนินการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษา เช่น บริการตรวจดีเอ็นเอ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อให้การรับรองเป็นไปอย่างโปร่งใส แม่นยำ และตรวจสอบได้ เพื่อจะช่วยป้องกันการปลอมปนข้าว และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคในการเลือกซื้อข้าวหอมมะลิไทยในท้องตลาด “โครงการนี้สะท้อนการทำงานเชิงรุกของกระทรวงพาณิชย์ในการเปลี่ยนภาคเกษตรกรรมไทยจากการขายสินค้าโภคภัณฑ์ ไปสู่การสร้างสินค้ามูลค่าสูงที่ขับเคลื่อนด้วยคุณภาพ ความประณีต และอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อยกระดับรายได้และสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน” นายวิทยากร กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 149/2569 DIT ดึง NipponBoyz ร่วมชิมเมนูไทย ปักหมุดข้าวประณีต-ผลไม้ไทย ใน “THAIFEX 2026” คาดสร้างมูลค่าการค้ากว่า 300 ล้านบาท (28 พฤษภาคม 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า “ปี 2569 ผลผลิตสินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะกลุ่มผลไม้ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นกว่า 30% ส่งผลให้ราคาผลผลิตภายในประเทศอาจไม่ได้อยู่ในระดับที่ดีเท่าที่ควร ดังนั้น กรมการค้าภายใน ภายใต้นโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านศุภจี สุธรรมพันธุ์ ที่เร่งเดินหน้าผลักดันตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อช่วยรองรับผลผลิตและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทย นายวิทยากร กล่าวต่อว่า ”กรมการค้าภายใน เร่งดำเนินการด้านการกระจายสินค้า การเชื่อมโยงตลาดภายในประเทศ รวมถึงการประชาสัมพันธ์และรณรงค์การบริโภคผลไม้ไทยอย่างต่อเนื่อง นายวิทยากร กล่าวว่า “วันนี้เป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญ คือ การนำ ผู้ประกอบการ เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน มาโชว์ศักยภาพ ของสินค้าเกษตรไทย ใน “DIT Pavilion: Discover Thai Premium Fruit Finest Rice” ภายในงาน THAIFEX–ANUGA ASIA 2026 ระหว่างวันที่ 26 – 30 พฤษภาคม 2569 ณ ฮอลล์ 9 บูธ DD27 อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อแสดงศักยภาพสินค้าเกษตรไทยและต่อยอดสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะ “ข้าวประณีตไทย” ที่คัดเลือกข้าวเด่นจำนวน 20 สายพันธุ์ มานำเสนอจุดเด่นด้านรสชาติ ความเป็นเอกลักษณ์ และคุณภาพของข้าวไทย เพื่อเชื่อมโยงสู่ตลาดต่างประเทศ รวมถึงนำผู้ประกอบการและวิสาหกิจชุมชนด้านผลไม้ ทั้งทุเรียน เงาะ ลำไย มะม่วง มังคุด มะพร้าว และผลไม้อื่น ๆ มาร่วมออกบูธนำเสนอศักยภาพสินค้าเกษตรไทยสู่ผู้ซื้อจากทั่วโลก นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้ประกอบการที่พัฒนานวัตกรรมการแปรรูปผลไม้ ซึ่งสามารถเก็บรักษาความสดและคุณภาพของผลไม้ไว้ได้นานขึ้น และสามารถนำไปใช้ต่อยอดในอุตสาหกรรมอาหารหรือเมนูต่าง ๆ ได้ตามความต้องการของเชฟและผู้ประกอบการระดับสากล ภายในงานยังมีการนำวัตถุดิบสินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะข้าวและผลไม้ไทย มารังสรรค์เป็นเมนูระดับนานาชาติ ผ่านกิจกรรม Celebrity Chef Show จากเชฟชื่อดังของไทย เพื่อสะท้อนศักยภาพของสินค้าเกษตรไทยในมิติอาหารร่วมสมัยและอาหารระดับโลก อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ การนำเสนอ “สุราชุมชน” ซึ่งเป็นการต่อยอดวัตถุดิบสินค้าเกษตรไทย ไม่ว่าจะเป็นข้าว ผลไม้ หรือพืชท้องถิ่นต่าง ๆ ผ่านภูมิปัญญาของคนไทย ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง และช่วยเพิ่มทางเลือกทางการตลาดให้กับสินค้าเกษตรไทย ภายใน DIT Pavilion ได้แบ่งการจัดแสดงออกเป็น 3 โซนหลัก ได้แก่ “Thailand: The Land of Tropical Fruits” นำเสนอผลไม้ไทยพรีเมียมทั้งสดและแปรรูป “New Rice Economy” นำเสนอข้าวประณีตและข้าวทางเลือกสำหรับผู้บริโภคยุคใหม่ อาทิ ข้าวหอมมะลิ 105 กข15 ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมนิล และข้าวเหนียว กข6 รวมถึงโซนผลิตภัณฑ์สุราชุมชนจากข้าว ซึ่งสะท้อนการต่อยอดสินค้าเกษตรไทยสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง นายวิทยากร กล่าวต่ออีกว่า ”นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังเร่งขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตรผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และอีคอมเมิร์ซ ควบคู่กับการใช้คอนเทนต์ครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ช่วยโปรโมตสินค้าไทยสู่ผู้บริโภคต่างชาติ โดยภายในงานได้รับความสนใจจาก NipponBoyz คอนเทนต์ครีเอเตอร์ชาวญี่ปุ่นที่มีผู้ติดตามกว่า 87,800 คน เข้าร่วมชิมเมนูจากผลไม้พรีเมียม ข้าวประณีต และสุราชุมชนไทย ช่วยสร้างการรับรู้สินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลกมากยิ่งขึ้น“ นายวิทยากร กล่าวว่า ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงานครั้งนี้มีความพร้อมทั้งด้านการจำหน่ายภายในประเทศและศักยภาพการส่งออก ยกตัวอย่างกลุ่มข้าวประณีตที่ปัจจุบันมีลูกค้าจากประเทศสหรัฐอเมริกาสั่งซื้อข้าวหอมมะลิแล้วกว่า 20 ตัน ขณะเดียวกัน กรมฯ ยังได้เชื่อมโยงโมเดิร์นเทรดให้นำผลไม้ เช่น เงาะและมังคุดซูเปอร์จิ๋ว เข้าจำหน่ายในห้างค้าปลีกสมัยใหม่ เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตทุกขนาดและทุกเกรด ทั้งนี้ DIT Pavilion คาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าการเจรจาธุรกิจกว่า 300 ล้านบาท จากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมทั้ง 13 ราย ครอบคลุมกลุ่มผลไม้พรีเมียม ข้าวประณีต และสุราชุมชน ซึ่งล้วนเป็นผู้ผลิตที่มีศักยภาพพร้อมขยายตลาดสู่ระดับสากล โดยกรมการค้าภายในจะเดินหน้าดูแลด้านตลาดและเชื่อมโยงช่องทางจำหน่าย เพื่อรองรับผลผลิตสินค้าเกษตรไทยทุกระดับคุณภาพอย่างต่อเนื่องต่อไป
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 148/2569 พาณิชย์ ลุยช่วยเงาะตราดราคาตก ลงพื้นที่รับฟังชาวสวน ดึงห้างค้าปลีกเร่งรับซื้อ พยุงราคา–กระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิต (28 พฤษภาคม 2569)
กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงกรณีเกษตรกรผู้ปลูกเงาะจังหวัดตราดร้องเรียนผ่านสื่อมวลชนว่า ราคาเงาะสีทองและเงาะโรงเรียนปรับลดลงจนต่ำกว่าต้นทุน โดยได้สั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดตราดลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเร่งด่วน นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 สำนักงานพาณิชย์จังหวัดตราด ร่วมกับเกษตรอำเภอเขาสมิง และสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดตราด ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแปลงผลิตเงาะของนางระย่อม กะยุตา เกษตรกรผู้ปลูกเงาะสีทอง หมู่ 4 ตำบลวังตะเคียน อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด ภายหลังมีการร้องเรียนว่า จำหน่ายเงาะสีทองได้ในราคา 9 บาทต่อกิโลกรัม และเงาะโรงเรียนราคา 19 บาทต่อกิโลกรัม จากการตรวจสอบพบว่า ราคาดังกล่าวเป็นราคาที่ผู้รับซื้อเข้าจัดเก็บเองถึงแปลง มิใช่ราคาจำหน่ายผลผลิตที่เกษตรกรเก็บ คัด และบรรจุพร้อมส่ง ซึ่งมีโครงสร้างต้นทุนและราคาซื้อขายแตกต่างกัน ประกอบกับช่วงที่ผ่านมาในพื้นที่มีฝนตกต่อเนื่อง และเป็นผลผลิตเงาะรุ่นที่ 2 ทำให้คุณภาพผลผลิตบางส่วนได้รับผลกระทบ ส่งผลต่อราคาที่ผู้รับซื้อเสนอ นายจิรวุฒิ กล่าวว่า กรมฯ เข้าใจถึงความกังวลของเกษตรกร เนื่องจากมีปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาอ่อนตัวลง ทั้งจากกรณีที่ประเทศเวียดนามซึ่งเป็นตลาดปลายทางสำคัญชะลอการซื้อ และปัจจัยด้านคุณภาพของผลผลิตรุ่นหลังบางส่วนที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศ ทำให้ราคาปรับตัวลดลงจากรุ่นแรกที่เคยจำหน่ายได้ในระดับสูง โดยจากข้อมูลการลงพื้นที่พบว่า เกษตรกรรายดังกล่าวเหลือผลผลิตประมาณ 500 กิโลกรัม ซึ่งจะสามารถเก็บเกี่ยวได้ในช่วงกลางเดือนมิถุนายน ขณะที่เงาะรุ่นที่ 1 ได้จำหน่ายไปแล้วเกือบ 1,000 กิโลกรัม ในราคา 35 บาทต่อกิโลกรัม ในส่วนของมาตรการช่วยเหลือ กรมฯ ได้เร่งให้ความช่วยเหลือมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยในเบื้องต้นดำเนินการเชื่อมโยงผลผลิตเงาะสีทองจากเกษตรกรในราคานำตลาด เพื่อมาจำหน่าย ณ งานวิ่ง trail ของ ททท. จังหวัดระยอง กรมศุลกากร และกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งได้ดำเนินการแล้วปริมาณรวม 10 ตัน และจะดำเนินการต่อเนื่อง สำหรับในระยะต่อไป กรมฯ มีมาตรการเปิดจุดรับซื้อเงาะสีทองจากเกษตรกรในราคานำตลาดสูงกว่าท้องตลาด 2-3 บาทต่อกิโลกรัม จำนวน 3 จุดในพื้นที่อำเภอเขาสมิง และอำเภอบ่อไร่ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสำคัญ ตั้งแต่ช่วงวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป โดยจะดำเนินการต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย นอกจากนี้ กรมฯ ได้ประสานผู้ประกอบการห้างค้าปลีก-ค้าส่งชั้นนำ อาทิ Makro, Lotus’s และ Tops ให้เข้าไปรับซื้อผลผลิตเงาะสีทองในพื้นที่เพิ่มเติมจากการค้าปกติ ซึ่งได้รับการตอบรับจากห้างฯ และจะเข้ารับซื้อในช่วงสัปดาห์หน้า เป้าหมายในระยะแรก 100 ตัน เพื่อช่วยดูดซับผลผลิตและกระจายสินค้าออกนอกแหล่งผลิต ลดผลกระทบด้านราคาให้กับเกษตรกร “กรมการค้าภายใน ได้ขอให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดตราดทำการสำรวจปริมาณผลผลิตคงเหลือในแต่ละอำเภอ โดยเฉพาะพื้นที่เขาสมิงและบ่อไร่ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการอุปทานส่วนเกินได้ทันต่อสถานการณ์ และช่วยรักษาเสถียรภาพราคาในพื้นที่” นายจิรวุฒิ กล่าว สำหรับเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรที่มีผลผลิตเงาะคงเหลือและประสงค์เข้าร่วมมาตรการเชื่อมโยงตลาด สามารถแจ้งสำนักงานพาณิชย์จังหวัดตราด เพื่อรวบรวมปริมาณและประสานผู้รับซื้อเข้าดำเนินการต่อไป โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดตราดจะลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การผลิตและการตลาดอย่างต่อเนื่อง พร้อมประชาสัมพันธ์โครงการและมาตรการช่วยเหลือของกระทรวงพาณิชย์ให้เกษตรกรรับทราบ เพื่อให้สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที ทั้งนี้ จากรายงานภาวะราคาสินค้าผลไม้ของสำนักงานพาณิชย์จังหวัดตราด ประจำวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 พบว่า ราคาที่เกษตรกรขายได้ ณ จุดรับซื้อ เงาะโรงเรียนส่งออกอยู่ที่ 27–29 บาทต่อกิโลกรัม เฉลี่ย 28 บาทต่อกิโลกรัม เงาะโรงเรียนทั่วไปอยู่ที่ 18–21 บาทต่อกิโลกรัม เฉลี่ย 19.50 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่เงาะสีทองส่งออกอยู่ที่ 18–20 บาทต่อกิโลกรัม เฉลี่ย 19 บาทต่อกิโลกรัม และเงาะสีทองทั่วไปอยู่ที่ 11–13 บาทต่อกิโลกรัม เฉลี่ย 12 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนราคาจำหน่ายปลีก เงาะโรงเรียนทั่วไปอยู่ที่ 30–40 บาทต่อกิโลกรัม เฉลี่ย 35 บาทต่อกิโลกรัม และเงาะสีทองทั่วไปอยู่ที่ 20–25 บาทต่อกิโลกรัม เฉลี่ย 22.50 บาทต่อกิโลกรัม
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 147/2569 กรมการค้าภายใน ขับเคลื่อน “Thailand : The Land of Tropical Fruits 2026” ดันผลไม้สดจากสวนสู่เมือง ผนึกท็อปส์ 760 สาขา รับซื้อผลไม้ภาคตะวันออกเพิ่ม 37% (26 พฤษภาคม 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ปี 2569 ผลผลิตผลไม้ภาคตะวันออกมีปริมาณเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะทุเรียน มังคุด และเงาะ ส่งผลให้กรมการค้าภายในต้องเร่งบริหารจัดการด้านตลาดและกระจายผลผลิตเชิงรุก เพื่อรองรับผลไม้ที่ออกสู่ตลาดจำนวนมากในช่วงฤดูกาล โดยขณะนี้ไทยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การส่งออกที่ชะลอตัว โดยเฉพาะเงาะ ทำให้ผลผลิตในประเทศมีปริมาณเพิ่มขึ้น กรมการค้าภายในเร่งประสานผู้ประกอบการและห้างค้าปลีกค้าส่งเข้ารับซื้อเงาะ จากเกษตรกรในพื้นที่ทั้งในจังหวัดตราดและใกล้เคียง เพื่อช่วยดูดซับผลผลิต และลดผลกระทบต่อเกษตรกร โดยมีการกระจายผลผลิตไปยังหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ผ่านความร่วมมือจากพันธมิตรภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง นายวิทยากร กล่าวต่อว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2569 ของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มอบหมายให้กรมการค้าภายในเร่งเชื่อมโยงตลาด บริหารจัดการผลผลิตเชิงรุก และขยายช่องทางจำหน่าย เพื่อช่วยดูดซับผลผลิตและรักษาเสถียรภาพราคาผลไม้ โดยในวันนี้ กรมการค้าภายในจึงได้ร่วมขับเคลื่อนโครงการ “Thailand : The Land of Tropical Fruits 2026” ร่วมกับภาคเอกชน สภาหอการค้าไทย และผู้แทนเกษตรกร เพื่อกระตุ้นการบริโภคผลไม้ไทย โดยเฉพาะผลไม้คุณภาพจากภาคตะวันออก ทั้งทุเรียน เงาะ มะม่วง และสับปะรด GI จากแหล่งผลิตสำคัญของประเทศ เพื่อช่วยกระจายผลผลิตและสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทยโดยได้รับความร่วมมือจาก ห้างค่าปลีกสมัยใหม่ “ท็อปส์” ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ในการเชื่อมโยงผลไม้จากแหล่งผลิตสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ ผ่านสาขาของท็อปส์กว่า 760 สาขา ซึ่งในปี 2569 ท็อปส์ได้เพิ่มปริมาณการรับซื้อผลไม้ไทยจากเดิม 8,000 ตัน เป็น 11,000 ตัน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 37% ถือเป็นความร่วมมือสำคัญในการช่วยรองรับผลผลิตผลไม้ไทยในช่วงฤดูกาลนี้ นายวิทยากร กล่าวว่า นอกจากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการบริโภคผลไม้ไทยแล้ว ทุกฝ่ายยังได้หารือร่วมกันถึงการขยายช่องทางจำหน่ายเพิ่มเติม ทั้งในรูปแบบการจัดกระเช้าของขวัญผลไม้ไทย เพื่อเพิ่มมูลค่าและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค รวมถึงการผลักดันตลาดส่งออกผลไม้ไทยไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดเวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดสำคัญที่มีความต้องการผลไม้ไทยอย่างต่อเนื่อง “ตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไป กรมการค้าภายในจะร่วมมือกับสภาหอการค้าไทย และภาคเอกชนในการรับซื้อและกระจายผลผลิตผลไม้ไทยไปยังแหล่งจำหน่ายต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยดูดซับผลผลิตที่ออกสู่ตลาด และสร้างเสถียรภาพด้านราคาให้กับเกษตรกร” นายวิทยากร กล่าว ด้านนายชูศักดิ์ ชื่นประโยชน์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และรองประธานคณะกรรมการบริหารศูนย์ AFC กล่าวว่า สถานการณ์ผลไม้ปีนี้ถือว่ามีแนวโน้มดี เนื่องจากมีการซื้อขายล่วงหน้าเพิ่มขึ้น ทำให้ปัญหาผลผลิตกระจุกตัวมีแนวโน้มลดลง ขณะเดียวกันเกษตรกรก็ให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพมากขึ้น ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ผู้บริโภคชาวไทยจะได้บริโภคผลไม้ไทยคุณภาพดี รสชาติอร่อย และราคาเหมาะสม ด้านนายชัยรัตน์ เพชรดากูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อสินค้าอาหารสด สินค้าท้องถิ่น และตลาดจริงใจ กล่าวว่า ท็อปส์เดินหน้ารับซื้อผลไม้ไทยจากเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์ทั่วประเทศ เพื่อนำผลไม้คุณภาพจากภาคตะวันออก ทั้งทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง มะม่วง และสับปะรด ส่งตรงถึงผู้บริโภคผ่านสาขาท็อปส์กว่า 760 แห่งทั่วประเทศ พร้อมช่วยกระจายผลผลิต เพิ่มโอกาสทางการตลาด และสนับสนุนเกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง ด้านนายธนภัทร จาวินัจ ผู้จัดการสหกรณ์ จังหวัดตราด กล่าวว่า กลุ่มสหกรณ์และสมาชิกเกษตรกรในพื้นที่ต่างร่วมกันคัดสรรผลไม้คุณภาพ เพื่อส่งตรงถึงผู้บริโภค โดยให้ความสำคัญกับมาตรฐานและคุณภาพสินค้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้กับผลไม้ไทยในระยะยาว นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอเชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนผลไม้ไทยคุณภาพจากเกษตรกรไทย โดยสามารถเลือกซื้อผลไม้สดจากภาคตะวันออกได้ที่ท็อปส์ทุกสาขาทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันสนับสนุนเกษตรกรไทยและช่วยกระจายผลผลิตในช่วงฤดูกาลผลไม้ปีนี้ด้วย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 146/2569 “ค้าภายใน” เร่งช่วยเกษตรกรระบายผลไม้ไทย ดึง “เงาะสีทองตราด–สับปะรดทองระยอง–มะพร้าวน้ำหอม” เชื่อมท่องเที่ยวและสายวิ่ง กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน ในงาน “Amazing Thailand GI Tour & Trail Running 2026” สนามที่ 2 จังหวัดระยอง (25 พฤษภาคม 2569)
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ผสานกีฬา วัฒนธรรม และสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น จัดกิจกรรม “Amazing Thailand GI Tour Trail Running 2026” ภายใต้แนวคิด “วิ่ง กิน เที่ยว ช้อป” เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรไทยสู่ประสบการณ์ท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ กระตุ้นการใช้จ่าย และกระจายรายได้สู่ชุมชน โดยสนามที่ 2 จัดขึ้น ณ จังหวัดระยอง ภายใต้แนวคิด “หวานฉ่ำ สับปะรดทอง” พร้อมกันนี้ กรมการค้าภายในยังได้เร่งช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูก “เงาะสีทอง” จังหวัดตราด ซึ่งกำลังประสบปัญหาด้านราคา โดยเชื่อมโยงผลผลิตมาจำหน่ายภายในงานในราคากิโลกรัมละ 20 บาท ปริมาณรวมประมาณ 5 ตัน เพื่อเพิ่มช่องทางระบายผลผลิต ลดผลกระทบด้านราคา และช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม ท่ามกลางความสนใจจากประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก การดำเนินงานดังกล่าว สอดคล้องกับแนวทาง “ตลาดนำการผลิต” (Demand Driven) ที่มุ่งบริหารจัดการผลผลิต เชื่อมโยงตลาด และดูแลเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรอย่างเป็นระบบ โดยกรมการค้าภายในได้นำสินค้าเกษตรคุณภาพและสินค้า GI มาเชื่อมโยงกับกิจกรรมท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่าย สร้างโอกาสทางการค้า และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23–24 พฤษภาคม 2569 ณ อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง ภายในงานมีการออกร้านจำหน่ายสินค้า GI และสินค้าชุมชนกว่า 50 ร้านค้า อาทิ “สับปะรดทองระยอง” พร้อมกิจกรรมปล่อยตัวนักวิ่ง “Amazing Thailand GI Tour Trail Running 2026” ขึ้นสู่เขานางหย่อง จำนวน 1,300 คน โดยกรมฯ ได้เชื่อมโยงผู้ผลิตและผู้ประกอบการในพื้นที่ 6 ราย เข้าร่วมจำหน่ายสินค้าเกษตรคุณภาพ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าและกระตุ้นรายได้สู่ชุมชนในพื้นที่ พร้อมกันนี้ ยังได้นำ “มะพร้าวน้ำหอม” จากจังหวัดราชบุรี จำนวน 3,000 ลูก แจกให้แก่นักวิ่งและผู้เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อส่งเสริมการบริโภคสินค้าเกษตรไทยคุณภาพ และสร้างการรับรู้สินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น ซึ่งได้รับความสนใจจากนักวิ่งและนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก นายจิรวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรม “Amazing Thailand GI Tour Trail Running 2026” จะจัดต่อเนื่องในจังหวัดขอนแก่น นครศรีธรรมราช และเพชรบุรี ไปจนถึงเดือนมิถุนายน 2569 โดยกรมการค้าภายในจะนำสินค้าเกษตรและสินค้าอัตลักษณ์จากแหล่งผลิตสำคัญเข้าร่วมกิจกรรม ทั้งในรูปแบบการจำหน่าย การส่งเสริมการบริโภค และการสร้างประสบการณ์ตรงแก่ผู้บริโภค เพื่อขยายตลาด เพิ่มมูลค่าสินค้า และสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การดำเนินงานดังกล่าวถือเป็นการบูรณาการด้านการค้าและการท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มช่องทางตลาดให้สินค้าเกษตร เร่งระบายผลผลิต ลดปัญหาสินค้าล้นตลาด และกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนในพื้นที่ อันเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก พร้อมเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมติดตามกิจกรรม “Amazing Thailand GI Tour Trail Running 2026” ในสนามต่อไป และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook กรมการค้าภายใน DIT และ Facebook ข่าวสารท่องเที่ยว ททท.
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 145/2569 “พาณิชย์–ศึกษาธิการ” จัด “ไทยช่วยไทย พลัส” 1,000 จุดทั่วประเทศ นำสินค้าราคาประหยัดลดค่าครองชีพผู้ปกครอง–ประชาชนช่วงเปิดเทอม (22 พฤษภาคม 2569)
จากภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้นทุนสินค้าและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของประชาชนเพิ่มขึ้น ประกอบกับช่วงเปิดภาคเรียนที่ผู้ปกครองต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ทั้งชุดนักเรียน เครื่องแต่งกาย อุปกรณ์การเรียน และสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า “กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือ สกสค. ดำเนินกิจกรรมลดภาระค่าครองชีพประชาชน ภายใต้นโยบาย “ไทยช่วยไทย พลัส” ของรัฐบาล โดยนำสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องแต่งกาย และวัสดุอุปกรณ์การเรียน ไปจำหน่ายในราคาประหยัด ลดสูงสุดกว่า 50% เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ปกครอง นักเรียน และประชาชน โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ห่างไกลและพื้นที่ชายขอบ กรมการค้าภายในและสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. จะดำเนินการต่อเนื่องไปจนถึงเดือนสิงหาคม 2569 จำนวน 1,000 จุดทั่วประเทศ เพื่อให้การช่วยเหลือด้านค่าครองชีพเข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึงและเป็นรูปธรรม นายวิทยากร กล่าวต่อว่า “สำหรับการจัดกิจกรรมในวันนี้ ได้มีการ Kick off พร้อมกัน 18 แห่ง ใน 13 จังหวัด ได้แก่ สำนักงาน สกสค. กรุงเทพมหานคร ลำปาง กาญจนบุรี ตราด ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สมุทรปราการ สระแก้ว สระบุรี ขอนแก่น มหาสารคาม และจังหวัดเลย โดยในส่วนของกรุงเทพมหานคร เราได้จัดกิจกรรม ณ โรงเรียนพรตพิทยพยัต เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร มีนายพีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิด และได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิต ผู้ประกอบการ SMEs และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำสินค้าจำเป็นกว่า 300 รายการ มาจำหน่ายในราคาพิเศษ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนสามารถซื้อสินค้าคุณภาพดีในราคาที่ประหยัดกว่าท้องตลาดด้วย” ทั้งนี้ สินค้าที่นำมาจำหน่ายครอบคลุมทั้งสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการเรียน เช่น ชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียน เครื่องเขียน และเครื่องแต่งกาย รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายของครัวเรือนโดยตรง โดยสินค้าไฮไลท์ภายในงาน อาทิ ไข่ไก่เบอร์ M แผงละ 85 บาท น้ำตาลทรายกิโลกรัมละ 22 บาท น้ำมันพืชปาล์มขวดละ 42 บาท และข้าวหอมมะลิ ขนาด 5 กิโลกรัม ถุงละ 110 บาท นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดกิจกรรมภายใต้นโยบาย “ไทยช่วยไทย พลัส” เป็นมาตรการเชิงรุก ตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ในการดูแลค่าครองชีพของประชาชน ผู้ปกครอง นักเรียน และประชาชนเข้าถึงสินค้าจำเป็นได้สะดวกขึ้น และช่วยลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นรูปธรรม “กรมการค้าภายในจะเดินหน้าร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. จัดกิจกรรมลดค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน เพิ่มทางเลือกในการซื้อสินค้าราคาประหยัด และช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs มีช่องทางจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งควบคู่กันไป” นายวิทยากรกล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 144/2569 “ค้าภายใน” เร่งช่วยเงาะสีทอง จ.ตราด ประสานผู้รับซื้อ เข้ารับซื้อทันทีในราคานำตลาด (22 พฤษภาคม 2569)
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงกรณีเกษตรกรชาวสวนเงาะในพื้นที่อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด ร้องเรียนผ่านสื่อว่าราคาเงาะสีทองปรับตัวลดลงเหลือประมาณ 15 บาทต่อกิโลกรัม ว่า กรมการค้าภายในได้รับทราบปัญหาและได้เร่งประสานสำนักงานพาณิชย์จังหวัดตราด เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมนำผู้รับซื้อเข้าไปรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรโดยตรง ตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป ต่อเนื่องจนกว่าราคาจะดีขึ้น เบื้องต้นตั้งเป้ารับซื้อ 100 ตัน ภายในระยะเวลา 1 สัปดาห์ ในราคานำตลาด นายจิรวุฒิ กล่าวว่า ผลผลิตเงาะที่รับซื้อจะนำไปกระจายจำหน่ายผ่านช่องทางต่าง ๆ อาทิ งานวิ่งเทรลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในวันเสาร์–อาทิตย์นี้ ณ อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เช่น กรมศุลกากร กองทัพบก คุรุสภา และห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลสาขาต่าง ๆ เพื่อช่วยระบายผลผลิตออกจากพื้นที่และพยุงราคาให้เกษตรกร สำหรับสถานการณ์เงาะจังหวัดตราด ปี 2569 มีพื้นที่ปลูกเงาะ (เงาะสีทองและเงาะโรงเรียน) รวม 45,657 ไร่ผลผลิตรวม 106,906 ตัน เพิ่มขึ้น 5% ผลผลิตออกสู่ตลาดแล้ว 50% ขณะที่ต้นทุนการผลิตเงาะสีทองอยู่ที่ 13.86 บาทต่อกิโลกรัม โดยในช่วงต้นฤดู เงาะสีทองราคาค่อนข้างดี และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาก็ยังถือว่าสูงกว่า อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้ราคาเริ่มปรับตัวลดลงจากปัจจัยด้านตลาดและสภาพอากาศ สาเหตุรวมถึงตลาดเวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดหลักชะลอการรับซื้อ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจและมีผลไม้ชนิดอื่นออกสู่ตลาด ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น ประกอบกับในประเทศนิยมบริโภคเงาะโรงเรียนมากกว่า ขณะที่เงาะสีทองส่วนใหญ่ใช้เพื่อการแปรรูปเข้าโรงงานผลไม้กระป๋อง อีกทั้งช่วงที่ผ่านมามีฝนตกต่อเนื่อง ส่งผลให้มีผลผลิตตกค้างในสวนจำนวนหนึ่ง กรมฯ จึงเร่งเข้าไปดูแลเพื่อไม่ให้ราคาปรับลดลงจนกระทบต่อรายได้ของเกษตรกร “กรมการค้าภายใน จะร่วมกับ สำนักงานพาณิชย์จังหวัด ติดตาม ติดตามสถานการณ์ราคาและปริมาณผลผลิตเงาะสีทองอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาและช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกรอย่างทันท่วงที” นายจิรวุฒิกล่าว
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ