ข่าวเลขที่ 213/2569 “ศุภจี” วางกรอบใช้เงิน คชก. 2,000 ล้านบาท รับมือเอลนีโญ มุ่งรักษาราคา–พยุงรายได้เกษตรกรปี 2570 (28 สิงหาคม 2569)
วันที่ 26 สิงหาคม 2569 เวลา 16.30 น. ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ในฐานะฝ่ายเลขานุการฯ นำเสนอแนวทางสำคัญในการเตรียมความพร้อมดูแลเกษตรกรในปีงบประมาณ 2570 นางศุภจี เปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการกำหนดกรอบการใช้เงินกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และกำหนดราคาเป้าหมายนำสินค้าเกษตรในปี 2570 โดยคำนึงถึงการใช้งบประมาณให้เกิดความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกร ทั้งนี้ ตั้งแต่ช่วงปลายปีนี้ต่อเนื่องไปถึงปี 2570 ประเทศไทยต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรดังนั้น ภาครัฐจึงจำเป็นต้องเตรียมมาตรการรองรับไว้ล่วงหน้า ทั้งด้านการผลิต การบริหารจัดการผลผลิต การตลาด และการรักษาเสถียรภาพราคา เพื่อให้สามารถเข้าให้ความช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดสถานการณ์ นางศุภจี กล่าวต่อว่า ที่ประชุมเห็นชอบกรอบการดำเนินงานกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงินรวม 2,000 ล้านบาท รองรับการดำเนินงาน 6 มาตรการ ทั้งด้านการตลาด เพื่อรักษาเสถียรภาพและยกระดับราคาสินค้าเกษตร และด้านการผลิต เพื่อพัฒนาโครงสร้างการผลิตและปรับปรุงคุณภาพสินค้า ครอบคลุมสินค้าเกษตรหลายกลุ่ม ได้แก่ พืชไร่ พืชน้ำมัน ผลไม้ พืชหัว ปศุสัตว์ ประมง เกลือทะเล ดอกไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ ปัจจัยการผลิต รวมถึงกลุ่มสินค้าจำเป็นเร่งด่วน เพื่อให้ภาครัฐมีเครื่องมือพร้อมรับมือกับสถานการณ์สินค้าเกษตร และสามารถเข้าให้การดูแลเกษตรกรได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที “ขอให้กองทุนรวมฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานเชิงรุก พร้อมประสานการช่วยเหลือให้ทันต่อสถานการณ์ และให้ความสำคัญกับการติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทุกโครงการเกิดผลเป็นรูปธรรม และเกษตรกรได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง โดยการดำเนินมาตรการต้องมุ่งตอบโจทย์ปัญหาและความต้องการของเกษตรกรอย่างตรงจุด” นางศุภจี กล่าว นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการ คชก. ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาทบทวนการกำหนดราคาเป้าหมายนำให้มีความเหมาะสม เพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการติดตามสถานการณ์สินค้าเกษตร และประกอบการพิจารณาให้ความช่วยเหลือเกษตรกรด้านการตลาด รวมทั้งให้พิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านทั้งสถานการณ์การผลิต การตลาด ต้นทุน และภาวะราคา เพื่อให้การดำเนินมาตรการสอดคล้องกับสถานการณ์จริงและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกร นางศุภจี กล่าวว่า การวางกรอบการดำเนินงานครั้งนี้ถือเป็นการเตรียมความพร้อมเชิงรุกสำหรับปี 2570 โดยมุ่งให้การดูแลเกษตรกรไม่เพียงรองรับสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่ยังช่วยเสริมความเข้มแข็งตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการตลาด สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร และนำไปสู่รายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนของเกษตรกรในระยะยาว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 212/2569 กรมการค้าภายในสานต่อนโยบาย “ศุภจี” ใช้ The Harmony Model ยกระดับล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอม เชื่อมผลผลิต แปรรูป ขยายตลาด (28 สิงหาคม 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในสานต่อนโยบายของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับ “ล้งชุมชน” ให้เป็นกลไกช่วยเกษตรกรบริหารจัดการผลผลิตและเชื่อมโยงตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพและเป็นอัตลักษณ์ของพื้นที่ เพื่อให้เกษตรกรสามารถรวมกลุ่ม เพิ่มอำนาจต่อรอง สร้างมูลค่าเพิ่ม และมีช่องทางจำหน่ายที่หลากหลายมากขึ้น กรมการค้าภายในจึงนำแนวนโยบายดังกล่าวมาต่อยอดกับ “ล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอม” ผ่านแนวคิด “The Harmony Model” เพื่อเชื่อมโยงการบริหารจัดการตั้งแต่การผลิต การรวบรวม คัดแยก แปรรูป ไปจนถึงการตลาด มุ่งให้เกษตรกรรู้ต้นทุน ผลิตสินค้าได้ตรงกับความต้องการของตลาด ยกระดับคุณภาพและมาตรฐาน รวมถึงนำผลผลิตและวัสดุเหลือใช้มาสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและชุมชนในระยะยาว นายวิทยากร กล่าวว่า ปี 2569 คาดว่าประเทศไทยมีผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมประมาณ 475 ล้านลูก เพิ่มขึ้นร้อยละ 13 จากปี 2568 ที่มีประมาณ 420 ล้านลูก โดยผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนสิงหาคม–พฤศจิกายน เฉลี่ยประมาณ 1.7–2 ล้านลูกต่อวัน ขณะที่ช่วงปลายปีความต้องการนำเข้าจากจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญ มีแนวโน้มชะลอตัว กรมฯ จึงเห็นว่าการบริหารจัดการมะพร้าวน้ำหอมต้องเตรียมพร้อมตั้งแต่ต้นทาง ไม่ควรรอให้ผลผลิตออกมากแล้วจึงเข้าไปแก้ปัญหา เพื่อช่วยลดความเสี่ยงด้านราคาและสร้างความสมดุลระหว่างการผลิตกับความต้องการของตลาด “แนวทางสำคัญคือทำให้เกษตรกรไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตแล้วรอผู้ซื้อมารับสินค้า แต่ต้องสามารถรู้ต้นทุน รู้ตลาด วางแผนการผลิต รวมกลุ่ม คัดคุณภาพ แปรรูป และเชื่อมโยงตลาดได้มากขึ้น กรมจึงนำ The Harmony Model มาเป็นกรอบในการพัฒนาล้งชุมชน โดยมีแนวคิด Think Big – Act Small – Move Right – Multiply คือ มองเป้าหมายให้ไกล เริ่มจากพื้นที่ที่มีความพร้อม ทำให้เกิดผลจริง และนำความสำเร็จไปขยายผลต่อ” นายวิทยากร กล่าว สำหรับ The Harmony Model ประกอบด้วย 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่ Think Big ให้เกษตรกรมองการผลิตมะพร้าวน้ำหอมในมิติของธุรกิจ รู้ต้นทุน เข้าใจตลาด และวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ซื้อ Act Small เริ่มพัฒนาจากกลุ่มเกษตรกรและล้งชุมชนที่มีความพร้อม ทั้งด้านการรวบรวม คัดคุณภาพ มาตรฐาน การแปรรูป การสร้างแบรนด์ และการตลาด ให้เกิดผลจริงก่อนขยายไปยังพื้นที่อื่น Move Right ปรับวิธีการผลิตและการใช้ทรัพยากรให้เหมาะสม ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น เพิ่มคุณภาพผลผลิต และผลิตมะพร้าวน้ำหอมให้ตรงกับมาตรฐานและความต้องการของตลาด เพื่อเพิ่มมูลค่าและโอกาสในการจำหน่าย ขณะที่ Multiply จะพัฒนาล้งชุมชนที่ประสบความสำเร็จให้เป็นต้นแบบและ “พี่เลี้ยง” ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กลุ่มเกษตรกรอื่น เพื่อขยายเครือข่ายจากระดับชุมชนไปสู่ระดับจังหวัดและพื้นที่ผลิตอื่นต่อไป ปัจจุบันกรมการค้าภายในได้หารือร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่แหล่งผลิตมะพร้าวน้ำหอมสำคัญ 6 จังหวัด ได้แก่ นครปฐม ราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ฉะเชิงเทรา และสงขลา โดยมีเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนแสดงความประสงค์เข้าร่วมแล้ว 12 แห่ง ประกอบด้วย นครปฐม 1 แห่ง ราชบุรี 6 แห่ง สมุทรสาคร 1 แห่ง สมุทรสงคราม 2 แห่ง ฉะเชิงเทรา 1 แห่ง และสงขลา 1 แห่ง การดำเนินงานจะครอบคลุมตลอดห่วงโซ่ โดย ต้นน้ำ เน้นลดต้นทุนและยกระดับคุณภาพผลผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาด กลางน้ำ พัฒนาการรวบรวม คัดแยก แปรรูป ยืดอายุสินค้า และยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะมาตรฐานน้ำมะพร้าวน้ำหอม ในส่วนของปลายน้ำ มุ่งเชื่อมโยงตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงส่งเสริมการนำวัสดุเหลือใช้จากมะพร้าวกลับมาใช้ประโยชน์หรือพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมและลดต้นทุนให้แก่ชุมชน นายวิทยากร กล่าวทิ้งท้ายว่า เป้าหมายของการพัฒนาล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอม ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจุดรวบรวมผลผลิต แต่คือการทำให้เกษตรกรและชุมชนสามารถบริหารจัดการผลผลิตของตนเองได้ดีขึ้น ตั้งแต่การลดต้นทุน ยกระดับคุณภาพ การรวบรวมและคัดแยก การสร้างมูลค่าเพิ่ม ไปจนถึงการเชื่อมโยงตลาด เพื่อให้ทุกส่วนในห่วงโซ่เติบโตไปด้วยกัน นี่คือหัวใจของ The Harmony Model ที่ต้องการให้การผลิต การบริหารจัดการและการตลาดเดินไปในทิศทางเดียวกัน เมื่อพื้นที่ต้นแบบสามารถสร้างผลลัพธ์ได้จริง ก็จะขยายองค์ความรู้และรูปแบบการทำงานไปยังชุมชนอื่น เพื่อให้เกิดเครือข่ายล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอมที่เข้มแข็ง และช่วยให้เกษตรกรมีโอกาสสร้างรายได้ที่ดีขึ้นในระยะยาว ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของ The Harmony Model
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 211/2569 พาณิชย์ย้ำ บริหารข้าวโพดตามสถานการณ์ ยกเลิกแนวทางนำเข้า 6 แสนตัน เดินหน้าชะลอนำเข้า WTO คุมเข้มการรับซื้อ–ทบทวนต้นทุน ดูแลความเป็นธรรมเกษตรกร (27 สิงหาคม 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวจากสื่อสังคมออนไลน์เผยแพร่ประกาศขององค์การคลังสินค้า (อคส.) เกี่ยวกับการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้าน ปริมาณ 600,000 ตัน ว่า ขณะนี้สถานการณ์ดังกล่าวได้มีการทบทวนและดำเนินการยกเลิกประกาศแล้ว โดยปัจจุบันไม่มีการอนุญาตให้นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้านตามประกาศดังกล่าว ด้านเรือโท วีระชัย โกสาแสง รองผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า รักษาการแทน ผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า กล่าวถึงเหตุผลและที่มาของการออกประกาศนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นการบริหารจัดการวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตอาหารสัตว์ เพื่อให้มีปริมาณข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เข้าสู่ระบบอย่างเหมาะสม และไม่ให้เกิดผลกระทบต่อราคาอาหารสัตว์ รวมถึงราคาวัตถุดิบสินค้าเกษตรที่ใช้เป็นอาหารสัตว์ ทั้งนี้ เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาแหล่งเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดน่านและพื้นที่ใกล้เคียง ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยและน้ำป่าไหลหลาก โดยจังหวัดน่านเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่สำคัญของประเทศ อยู่ในอันดับ 6 มีพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 400,000 ไร่ และยังเป็นศูนย์รวบรวมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และเส้นทางขนส่งที่สำคัญด้วย และสถานการณ์อุทกภัยในขณะนั้นมีแนวโน้มที่จะกระจายไปยังพื้นที่จังหวัดแพร่ สุโขทัยและพิษณุโลก อาจส่งผลให้ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลดลง และกระทบต่อปริมาณวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เหมือนอุทกภัยที่เกิดขึ้นที่หาดใหญ่เมื่อปีที่ผ่านมาที่มีความรุนแรงและเสียหายอย่างมาก องค์การคลังสินค้า (อคส.) มีความห่วงใย ถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อจะส่งผลกระทบมาถึงราคาอาหารสัตว์และราคาสินค้า หากปริมาณข้าวโพดไม่เพียงพอในช่วงปลายปี อคส. ในฐานะหน่วยงานที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2569 จึงได้จัดทำประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขโครงการนำข้าวโพดที่ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์เข้ามาในราชอาณาจักร ตามความตกลงภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารจัดการวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้มีความสมดุล และรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เรือโทวีระชัย กล่าวต่อว่า การกำหนดเงื่อนไขดังกล่าวมีรายละเอียดในการจัดเก็บข้าวโพดนำเข้าไว้ในคลังสินค้าไม่น้อยกว่า 3 เดือน และหากจะนำออกไปประกอบธุรกิจจะต้องได้รับอนุญาตจากองค์การคลังสินค้าก่อน โดยแนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อบริหารลำดับการใช้วัตถุดิบ ให้สามารถนำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศเข้าสู่ระบบการผลิตอาหารสัตว์ก่อน และใช้วัตถุดิบส่วนอื่นเพิ่มเติมเมื่อมีความจำเป็น อย่างไรก็ดี เมื่อสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือเริ่มคลี่คลาย และสามารถนำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีอยู่เข้าสู่ระบบวัตถุดิบอาหารสัตว์ได้มากขึ้น ทำให้สถานการณ์ด้านปริมาณวัตถุดิบมีความเหมาะสมมากขึ้น กระทรวงพาณิชย์ในฐานะคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) จึงได้พิจารณาร่วมกับองค์การคลังสินค้า และเห็นว่าขณะนี้ไม่มีความจำเป็นต้องดำเนินการตามแนวทางการนำเข้าดังกล่าว จึงได้ระงับและยกเลิกประกาศแล้ว นายวิทยากร กล่าวเสริมว่า ขอให้พี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โรงงานผู้ผลิตอาหารสัตว์ และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนคลายความกังวลในเรื่องปริมาณและราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศ โดยขณะนี้ยังสามารถใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศได้ในปริมาณที่เพียงพอ และการซื้อขายขอให้เป็นไปตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ที่กำหนดไว้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทั้งพี่น้องเกษตรกรและโรงงานผู้ผลิตอาหารสัตว์“กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั้งระบบ ต้องดูทั้งปริมาณผลผลิตของเกษตรกร ความต้องการใช้ของโรงงานอาหารสัตว์ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจโดยรวม การดำเนินการจึงต้องพิจารณาตามสถานการณ์และปรับให้เหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา” นายวิทยากรกล่าว ทั้งนี้ หากหน่วยงานใดมีข้อเสนอหรือมาตรการเกี่ยวกับการบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ขอให้เสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) เพื่อพิจารณาถึงเหตุผล ความจำเป็น และผลกระทบอย่างรอบคอบ ก่อนกำหนดแนวทางที่เหมาะสม นายวิทยากรย้ำว่า หากเกิดกรณีจำเป็นเร่งด่วน นบขพ. ก็พร้อมพิจารณาอย่างเร่งด่วนเช่นเดียวกัน เพื่อให้การบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทันต่อสถานการณ์ และสามารถสร้างความสมดุลให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้ที่เกี่ยวข้องตลอดทั้งระบบ ทั้งนี้ การดำเนินการตามมติ นบขพ. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในกำกับดูแลการนำเข้าและการซื้อขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างใกล้ชิด โดยกรมการค้าภายในได้ขอความร่วมมือผู้นำเข้าให้ชะลอการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตามโควตา WTO จากเดิม 572,405 ตัน โดยส่งมอบภายในเดือนธันวาคม 2569 จำนวน 120,000 ตัน และขอความร่วมมือให้ส่วนที่เหลือนำเข้าในปี 2570 เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศ ในส่วนการรับซื้อ ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในนำเจ้าหน้าที่สายตรวจลงพื้นที่ตรวจสอบการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้เป็นไปตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ ทั้งในเรื่องเครื่องชั่ง เครื่องวัดความชื้น และการแสดงราคารับซื้อ เพื่อสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรว่าจะได้รับความเป็นธรรมในการซื้อขาย โดยที่ผ่านมาได้ตรวจสอบแล้ว 8 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ ลพบุรี ปราจีนบุรี ชลบุรี พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี และนครปฐม พบการใช้เครื่องวัดความชื้นไม่ถูกต้องตามกฎหมาย 11 ราย ซึ่งกรมการค้าภายในได้ดำเนินการตามกฎหมายแล้ว สำหรับการรับซื้อของโรงงานอาหารสัตว์รายใหญ่ ส่วนใหญ่เปิดรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตามปกติ ทั้งนี้ ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำชับและติดตามคุณภาพผลผลิตให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่ประกาศไว้ ในส่วนของการพิจารณาต้นทุนการผลิต ได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนต้นทุนการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อให้ได้ข้อมูลต้นทุนที่เหมาะสม สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย โดยให้นำเสนอผลการทบทวนต่อคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 210/2569 กรมการค้าภายในลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ย้ำรับซื้อเป็นธรรมตามเกณฑ์มาตรฐาน (25 สิงหาคม 2569)
นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในจังหวัดนครสวรรค์ร่วมกับสภาเกษตรกรและสำนักงานพาณิชย์จังหวัด เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 พร้อมส่งชุดสายตรวจเข้าตรวจสอบเพิ่มเติมในจังหวัดเพชรบูรณ์ ขณะเดียวกัน สำนักงานพาณิชย์จังหวัดได้ติดตามสถานการณ์และตรวจสอบการรับซื้อในจังหวัดอื่น ๆ อาทิ ลพบุรี ฉะเชิงเทรา พระนครศรีอยุธยา และปราจีนบุรี เพื่อกำกับดูแลให้การรับซื้อเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม สอดคล้องกับคุณภาพผลผลิตที่แท้จริง การลงพื้นที่ดังกล่าว กรมการค้าภายในได้ตรวจสอบการใช้เครื่องชั่งน้ำหนักและเครื่องวัดความชื้น ณ จุดรับซื้อ รวมทั้งตรวจสอบกระบวนการรับซื้อ และรับฟังปัญหา ข้อร้องเรียน และข้อเสนอแนะจากเกษตรกรและผู้ประกอบการ โดยผลการตรวจสอบเบื้องต้นได้ตรวจสอบโรงงานอาหารสัตว์ จำนวน 8 ราย และผู้รวบรวมรับซื้อ จำนวน 22 ราย พบผู้ประกอบการในเบื้องต้น 2 ราย ในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ใช้เครื่องวัดความชื้นที่ไม่ได้รับคำรับรองตามที่กฎหมายกำหนด เจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการตามกฎหมาย ทั้งนี้ กรมการค้าภายในจะติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ประกอบการใช้เครื่องชั่งและเครื่องวัดความชื้นที่มีมาตรฐาน และรับซื้อผลผลิตตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด สำหรับการกำหนดราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) ในการประชุมเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 มีมติเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการใช้ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง ราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ ประจำปี 2568/69 ออกไปจนกว่าจะมีการออกประกาศฉบับใหม่ เพื่อให้มีหลักเกณฑ์และราคารับซื้อที่ชัดเจนและต่อเนื่อง โดยกำหนดราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เกรด 2 ที่ความชื้น 30% ราคา 7.05 บาทต่อกิโลกรัม และการรับซื้อในระดับความชื้นอื่นให้เป็นไปตามเกณฑ์การปรับราคารับซื้อตามคุณภาพที่กำหนด ทั้งนี้ ผู้ประกอบการต้องใช้เครื่องวัดความชื้นที่ได้รับคำรับรองตามที่กฎหมายกำหนด ในส่วนของประเด็นต้นทุนการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ นบขพ. ได้มีมติมอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ทบทวนต้นทุนการผลิตร่วมกับภาคเกษตรกรและภาคเอกชน เพื่อให้ได้ข้อมูลต้นทุนที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย โดยหากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถประสาน สศก. เพื่อสอบถามรายละเอียดได้โดยตรง เพื่อให้เกิดความรวดเร็วและเข้าใจตรงกัน ด้านการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กระทรวงพาณิชย์ได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการโรงงานอาหารสัตว์ในการบริหารจัดการและชะลอการนำเข้าให้เหมาะสมกับสถานการณ์ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศ โดยขณะนี้ได้รับแจ้งแผนการนำเข้าในช่วงเดือนตุลาคม 2569 ประมาณ 120,000 ตัน และได้ขอความร่วมมือให้พิจารณาชะลอการนำเข้าไปจนถึงเดือนมกราคม 2570 เพื่อไม่ให้กระทบต่อการรับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาด นางสาวญาณี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการดูแลเกษตรกรและสร้างความเป็นธรรมทางการค้า โดยกรมการค้าภายในจะกำกับดูแลการรับซื้อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งด้านราคารับซื้อ คุณภาพผลผลิต เครื่องชั่ง และเครื่องวัดความชื้น พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกษตรกรได้รับความเป็นธรรมในการจำหน่ายผลผลิต ในประเด็นคุณภาพผลผลิต กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเกษตรจังหวัด ดูแลด้านคุณภาพผลผลิตต้นทางให้เป็นไปตามเกณฑ์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการจำหน่ายและสร้างรายได้ที่เหมาะสมแก่เกษตรกร ทั้งนี้ กรมการค้าภายใน จะดำเนินการตรวจสอบจุดรับซื้อ โรงงานอาหารสัตว์ และผู้รวบรวมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการตรวจสอบเครื่องชั่งและเครื่องวัดความชื้น รวมทั้งกำกับให้มีการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อให้ระบบการรับซื้อมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเกิดความเป็นธรรมแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการทุกฝ่าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 209/2569 กรมการค้าภายในเช็กตลาดก่อนสารทจีน ดูแลราคา ป้ายราคา เครื่องชั่ง คนจับจ่ายเพิ่ม หมู ไก่ ผักผลไม้ราคาปกติ (25 สิงหาคม 2569)
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจสอบภาวะการจำหน่ายสินค้า ณ ตลาดเวิลด์มาร์เก็ต เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ก่อนถึงวันสารทจีนซึ่งตรงกับวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ว่า กรมการค้าภายในได้ส่งเจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์ราคา ปริมาณสินค้า การปิดป้ายแสดงราคา และความถูกต้องของเครื่องชั่ง เพื่อดูแลความเป็นธรรมทางการค้าในช่วงที่ประชาชนออกมาจับจ่ายเลือกซื้อวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหารและเครื่องเซ่นไหว้บรรพบุรุษ โดยครอบคลุมทั้งอาหารสด อาหารแห้ง อาหารสำเร็จรูป ผัก ผลไม้ และเครื่องเซ่นไหว้ จากการลงพื้นที่พบว่า บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนมากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่สินค้ามีเพียงพอต่อความต้องการและผู้ค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าได้ตามปกติ โดยภาพรวมราคาสินค้าส่วนใหญ่อยู่ในภาวะปกติเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉพาะเนื้อหมู ไก่เนื้อ ผักและผลไม้ ขณะที่อาหารสดหลายรายการมีราคาลดลง เช่น เป็ดสดทั้งตัวขนาด XL ราคา 300–350 บาท/ตัว ไก่บ้าน 105–180 บาท/กิโลกรัม เนื้อสุกรส่วนเนื้อแดง 130–150 บาท/กิโลกรัม หมูสามชั้น 175–200 บาท/กิโลกรัม และไข่ไก่เบอร์ 2 ราคา 48–50 บาท/10 ฟอง สำหรับไข่ไก่ ผู้ขายบางรายให้ข้อมูลว่าปริมาณสินค้าที่ได้รับเข้ามาจำหน่ายลดลง กรมการค้าภายในจึงได้ประสานกับสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ให้เพิ่มปริมาณไข่ไก่เข้าสู่ตลาด โดยขอความร่วมมือให้ขยายระยะเวลาการเลี้ยงแม่ไก่ยืนกรงออกไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อช่วยเพิ่มผลผลิตและรักษาปริมาณไข่ไก่ในตลาดให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค ส่วนอาหารแห้งหลายรายการมีราคาลดลงจากปีก่อน อาทิ หมี่ซั่วขนาด 400 กรัม ราคา 30–35 บาท/ถุง เห็ดหอมจีนขนาดกลาง 300–600 บาท/กิโลกรัม และหน่อไม้จีน 280–420 บาท/กิโลกรัม ขณะที่บางรายการปรับสูงขึ้น เช่น ฟองเต้าหู้สด 260–350 บาท/กิโลกรัม และปลาหมึกแห้งขนาดกลาง 2,400–2,700 บาท/กิโลกรัม ส่วนอาหารสำเร็จรูป เช่น เป็ดพะโล้ทั้งตัวและไก่ต้มทั้งตัวประเภทไก่บ้าน อยู่ที่ 380–550 บาท/ตัว ด้านเครื่องเซ่นไหว้พบว่าบางรายการปรับสูงขึ้นเล็กน้อยตามต้นทุนวัตถุดิบ แต่หลายรายการยังทรงตัวใกล้เคียงเดิม โดยสินค้าที่มีการปรับราคา เช่น เทียนขาไม้และกระดาษเงินกระดาษทอง ซึ่งราคาแตกต่างกันตามขนาดสินค้า ส่วนผักและผลไม้มีการปรับขึ้นลงตามคุณภาพและปริมาณผลผลิต แต่ภาพรวมยังอยู่ในสถานการณ์ปกติและมีสินค้าเพียงพอต่อความต้องการ นายจิรวุฒิ กล่าวว่า ในด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย จากการตรวจสอบพบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีการปิดป้ายแสดงราคาสินค้าไว้ที่ตัวสินค้า ชั้นวาง หรือบริเวณใกล้เคียงที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน จำหน่ายตามราคาที่แสดง และใช้เครื่องชั่งที่เป็นไปตามมาตรฐาน โดยกรมฯ ได้กำชับให้ผู้ค้าปิดป้ายราคาให้ถูกต้องครบถ้วน เพื่อให้ประชาชนสามารถเปรียบเทียบราคาก่อนตัดสินใจซื้อและได้รับสินค้าครบถ้วนตามน้ำหนัก สำหรับเรื่องร้องเรียนในช่วงนี้มีจำนวนไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการไม่ปิดป้ายแสดงราคา ซึ่งกรมการค้าภายในได้ส่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจออกตรวจสอบตามข้อร้องเรียนอย่างต่อเนื่อง หากพบการกระทำผิดจะดำเนินการตามกฎหมาย โดยผู้ประกอบการที่ไม่ปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและค่าบริการ มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท หากประชาชนพบการไม่แสดงราคา จำหน่ายสินค้าไม่ตรงกับราคาที่แสดง หรือถูกเอารัดเอาเปรียบ สามารถแจ้งสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 208/2569 “กรมการค้าภายใน” ปูพรม 22 จังหวัด ตรวจเข้มรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ย้ำ “ชื้นต้องชัวร์ น้ำหนักต้องตรง” ดูแลเกษตรกรเป็นธรรม (24 สิงหาคม 2569)
นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ตามข้อสั่งการของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ให้เร่งติดตามสถานการณ์การรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และดูแลความเป็นธรรมแก่เกษตรกร กรมการค้าภายในจึงปูพรมลงพื้นที่ตรวจสอบจุดรับซื้อทั่วประเทศ โดยเน้นตรวจ เครื่องวัดความชื้น เครื่องชั่งน้ำหนัก ราคารับซื้อ และหลักเกณฑ์การรับซื้อ เพื่อป้องกันไม่ให้เกษตรกรเสียประโยชน์จากการคำนวณราคาตามความชื้นและน้ำหนัก นางสาวญาณี กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 ตนได้นำคณะเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ ตรวจจุดรับซื้อ 2 แห่ง ได้แก่ บริษัท ลี้บ้วนเซ้งพืชผล จำกัด อำเภอพยุหะคีรี และห้างหุ้นส่วนจำกัด กันเอง พืชผล อำเภอตากฟ้า ผลตรวจพบว่า เครื่องวัดความชื้นและเครื่องชั่งน้ำหนักถูกต้อง มีการแสดงราคารับซื้อและหลักเกณฑ์ชัดเจน โดยราคารับซื้อความชื้นไม่เกิน 14.5% อยู่ที่ 9.13 บาท/กิโลกรัม และความชื้น 30% อยู่ที่ 7.14 บาท/กิโลกรัม ขณะที่วันที่ 22 สิงหาคม 2569 ชุดสายตรวจเฉพาะกิจ กองตรวจสอบและปฏิบัติการ ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเพชรบูรณ์ ตรวจผู้ประกอบการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในอำเภอวังโป่งและอำเภอชนแดน 4 ราย พบว่ามีการแสดงราคารับซื้อชัดเจน เครื่องวัดความชื้นและเครื่องชั่งน้ำหนัก ยังไม่สิ้นอายุการรับรอง และตรวจใบชั่งน้ำหนักพบว่ารับซื้อไม่ต่ำกว่าราคาที่แสดงไว้ โดยราคารับซื้อความชื้น 14.5% อยู่ที่ 8.60–9.05 บาท/กิโลกรัม และความชื้น 30% อยู่ที่ 6.40–7.16 บาท/กิโลกรัม พร้อมเงื่อนไขหักน้ำหนัก 7 กิโลกรัม/ตัน ทุกความชื้นที่เพิ่มขึ้น 0.5% นอกจากนี้ กรมการค้าภายใน สำนักงานสาขาชั่งตวงวัดได้จัดทำแผนตรวจสอบเครื่องวัดความชื้นข้าวโพดในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวม 22 จังหวัด ซึ่งมีการซื้อขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม–ธันวาคม 2569 โดยตั้งเป้าตรวจสอบ สถานรับซื้อ 1,475 แห่ง เครื่องวัดความชื้นข้าวโพด 1,051 เครื่อง และเครื่องชั่งในลานรับซื้อ 1,497 เครื่อง พร้อมประสานสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ร่วมตรวจสอบและติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง “ความชื้นและน้ำหนักมีผลโดยตรงต่อรายได้ของเกษตรกร กรมฯ จึงต้องลงพื้นที่ตรวจให้เห็นกับตา ทั้งเครื่องมือ ราคารับซื้อ และใบชั่งน้ำหนัก เพื่อให้มั่นใจว่าเกษตรกรได้รับราคาตามคุณภาพจริง เราต้องทำให้ ‘ชื้นต้องชัวร์ น้ำหนักต้องตรง โดยการตรวจจะเน้นความถูกต้องของเครื่องวัดความชื้นและเครื่องชั่ง อายุการรับรอง การแสดงผล ใบชั่งน้ำหนัก ราคารับซื้อ และหลักเกณฑ์การรับซื้อ หากพบการใช้เครื่องมือไม่ถูกต้องหรือการรับซื้อไม่เป็นธรรม จะดำเนินการตามกฎหมายทันที“ นางสาวญาณี กล่าว เกษตรกรที่พบการรับซื้อไม่เป็นธรรม แจ้งมายังสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ หากพบการกระทำความผิดจะมีการดำเนินกฎหมายโดยเร็วที่สุด
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 207/2569“ศุภจี” ห่วงผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคเหนือ ผนึกกำลังเอกชนระดมสิ่งของจำเป็น เร่งจัดถุงยังชีพส่งตรงถึงชาวน่าน (21 สิงหาคม 2569)
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดน่าน ตนมีความห่วงใยประชาชนที่กำลังได้รับความเดือดร้อน และได้กำชับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์เร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยให้ประสานความร่วมมือกับผู้ประกอบการภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระดมสิ่งของอุปโภคบริโภคและของใช้จำเป็น เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือไปยังประชาชนในพื้นที่ประสบภัยให้เร็วที่สุด “กระทรวงพาณิชย์ต้องการให้ความช่วยเหลือไปถึงประชาชนโดยเร็ว โดยเฉพาะในช่วงแรกของการประสบภัย สิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวันจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้เป็นอย่างมาก จึงได้เร่งประสานภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ร่วมกันสนับสนุนสิ่งของ เพื่อจัดส่งลงพื้นที่จังหวัดน่านโดยเร็ว” นางศุภจีกล่าว นางศุภจี กล่าวว่า ในการระดมสิ่งของช่วยเหลือครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายผู้ประกอบการภาคเอกชนของกรมการค้าภายใน รวมถึงองค์การเภสัชกรรม ซึ่งร่วมกันสนับสนุนสิ่งของที่จำเป็นสำหรับผู้ประสบภัยเป็นจำนวนมาก ประกอบด้วย นมพร้อมดื่ม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋องและผลิตภัณฑ์ปลา น้ำดื่ม ผ้าอนามัย สบู่ แชมพู ผลิตภัณฑ์ซักผ้าและน้ำยาทำความสะอาด กระดาษทิชชู รวมถึงยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้นำสิ่งของที่ได้รับการสนับสนุนมาคัดแยกและจัดเตรียมเป็นถุงยังชีพประมาณ 500–1,000 ชุด เพื่อให้เหมาะสมต่อการขนส่งและการแจกจ่ายแก่ประชาชนในพื้นที่ประสบภัย โดยเจ้าหน้าที่ได้เร่งบรรจุและจัดเตรียมถุงยังชีพ เพื่อจัดส่งไปยังจังหวัดน่านภายในวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2569 และเร่งประสานการนำไปแจกจ่ายให้ถึงมือประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยเร็วที่สุด สำหรับผู้ประกอบการและหน่วยงานที่ร่วมสนับสนุนสิ่งของช่วยเหลือในครั้งนี้ ประกอบด้วย บริษัท วันไทยอุตสาหกรรมการอาหาร จำกัด บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท รอแยลฟู้ดส์ จำกัด บริษัท พัทยาฟู้ดอินดัสตรี จำกัด บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท เอฟแอนด์เอ็น แดรี่ส์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ดัชมิลล์ จำกัด บริษัท กรีนสปอต จำกัด บริษัท แลคตาซอย จำกัด บริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด และองค์การเภสัชกรรม “ในนามกระทรวงพาณิชย์ ขอขอบคุณผู้ประกอบการภาคเอกชน องค์การเภสัชกรรม และทุกภาคส่วนที่ร่วมกันสนับสนุนสิ่งของจำเป็นเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในครั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนถึงพลังของภาครัฐและภาคเอกชนที่พร้อมยืนเคียงข้างประชาชนในยามเกิดภัยพิบัติ กระทรวงพาณิชย์จะเร่งส่งต่อสิ่งของทั้งหมดไปยังพื้นที่ประสบภัย เพื่อให้ความช่วยเหลือถึงมือพี่น้องประชาชนจังหวัดน่านโดยเร็วที่สุด และขอส่งกำลังใจให้ผู้ประสบภัยทุกคนผ่านพ้นสถานการณ์ครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัย” นางศุภจีกล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 206/2569 กรมการค้าภายใน หารือผู้เลี้ยงและผู้ค้า “หมู-ไก่-ไข่” ขอความร่วมมือตรึงราคา ก่อนเทศกาลสารทจีน (21 สิงหาคม 2569)
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 กรมฯ ได้หารือร่วมกับองค์กรเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู ไก่เนื้อและไก่ไข่ ได้แก่ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ สมาคมผู้ผลิตไก่เนื้อเพื่อการส่งออก สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ สมาคมการค้าผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยภาคกลาง และเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว ชลบุรี ลุ่มแม่น้ำน้อย และเชียงใหม่ – ลำพูน รวมถึงผู้ประกอบการรายใหญ่ ซีพีเอฟ เบทาโกร ไทยฟู้ดส์ สหฟาร์ม คาร์กิลล์มีทส์ วี.ซี.เอฟ.กรุ๊ป และเอส พี เอ็ม เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตและการค้าสินค้าเนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ พร้อมหารือแนวทางบริหารจัดการด้านราคาให้เกิดความสมดุล ไม่เป็นภาระต่อผู้ผลิตและไม่กระทบต่อผู้บริโภคในสถานการณ์ปัจจุบัน จากการติดตามพบว่า ปัจจุบันภาวะการค้าและความต้องการบริโภคเนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ส่งผลให้ระดับราคาสินค้าหน้าฟาร์มมีการปรับตัวตามกลไกตลาด อย่างไรก็ตาม กรมฯ ได้ขอความร่วมมือทุกฝ่ายในการบริหารจัดการซัพพลายให้เข้าสู่ภาวะสมดุล เพื่อป้องกันไม่ให้ราคาชิ้นส่วนค้าปลีกปลายทางปรับตัวสูงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อภาระค่าครองชีพของประชาชน ด้านนายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มปรับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 72 – 74 บาท/กก. ซึ่งเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนเนื่องจากปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดลดลงเล็กน้อย โดยสูงกว่าต้นทุนการผลิตสุกรมีชีวิต 1-2 บาท/กก. ทำให้เกษตรกรมีรายได้เหนือระดับต้นทุนและสามารถประคองการผลิตต่อไปได้ ในขณะที่ภาวะการค้าและความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ คาดว่าแนวโน้มราคาสุกรในช่วง 1-2 สัปดาห์นี้อาจจะขยับขึ้นเล็กน้อย และจะสามารถทรงตัวรักษาระดับนี้ไปได้จนถึงช่วงกลางเดือนกันยายน อย่างไรก็ตาม ในระยะถัดไปราคาอาจมีแนวโน้มอ่อนตัวลงเล็กน้อย เนื่องจากราคาชิ้นส่วนค้าปลีกปลายทางยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างทรงตัว ประกอบกับในเดือนตุลาคมจะเข้าสู่เทศกาลกินเจซึ่งเป็นช่วงที่ความต้องการบริโภคเนื้อหมูมักจะลดลงเป็นปกติทุกปี ในส่วนของไก่เนื้อ นายสมบูรณ์ วัชรพงษ์พันธ์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ ได้กล่าวในที่ประชุมว่า ปัจจุบันปริมาณผลผลิตยังคงออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง แต่ลดลงจากช่วงก่อน จากสภาพอากาศที่แปรปรวนส่งผลให้เกิดความเสียหายบางส่วนในสัตว์ปีกทั้งไก่เนื้อและไก่ไข่ ประกอบกับผู้เลี้ยงลดกำลังการผลิตในช่วงก่อนหน้าจากต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่ความต้องการบริโภคยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ปัจจุบันความเสียหายเริ่มลดลง และผู้เลี้ยงเริ่มกลับเข้าเลี้ยงมากขึ้น จึงคาดว่าราคาไก่เนื้อจะไม่ปรับตัวสูงขึ้นไปกว่านี้แล้ว และช่วงกลางเดือนกันยายน 2569 สถานการณ์ด้านปริมาณผลผลิตจะเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ ขณะที่ นายมาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ ได้กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันปริมาณผลผลิตไข่ไก่มีเพียงพอและออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการขอความร่วมมือเกษตรกรและผู้ประกอบการรายใหญ่ให้ขยายระยะเวลาการเลี้ยงแม่ไก่ยืนกรงจาก 80 สัปดาห์ เป็น 83 สัปดาห์ และชะลอการส่งออก คาดว่าจะทำให้มีปริมาณไข่ไก่เข้าระบบเพิ่มขึ้นอีก สอดคล้องกับข้อมูลจาก ผู้แทนกรมปศุสัตว์ ที่ระบุว่า ปริมาณไข่ไก่มีแนวโน้มทยอยเพิ่มเข้าสู่ระบบ ทั้งนี้ ในส่วนของผู้แทนผู้ประกอบการรายใหญ่ ได้แก่ เบทาโกร CPF ยืนยันที่จะบูรณาการความร่วมมือกับภาครัฐอย่างเต็มที่ โดยจะบริหารจัดการผลผลิตเข้าสู่ตลาดอย่างสม่ำเสมอเพื่อรักษาสมดุลของระบบ และราคาอยู่ในระดับที่เหมาะสม รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการค้าภายใน ได้จัดกิจกรรมเชื่อมโยงการจำหน่ายไข่ไก่ ปี 2569 ผ่านสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ทั้งนี้ กรมฯ จะหารือร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อบริหารจัดการทั้งด้านปริมาณให้มีเพียงพอและราคาปลายทางให้เกิดความเหมาะสมเป็นธรรม ทั้งนี้ กรมการค้าภายใน ได้มีการกำกับดูแลและติดตามสถานการณ์ราคาเนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด เพื่อไม่ให้มีการเอาเปรียบผู้บริโภค หากพบผู้ค้ารายใดมีพฤติกรรมจำหน่ายเนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ในราคาสูงเกินสมควร สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หากพบการกระทำผิด จะมีความผิดตามมาตรา 29 พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 มีโทษปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ