ข่าวเลขที่ 200/2569 “กรมการค้าภายใน” ร่วม “พาณิชย์จังหวัด” ปูพรมตรวจเข้มการรับซื้อข้าวโพดในแหล่งปลูกทั่วประเทศ ย้ำผู้รวบรวม–ผู้รับซื้อปฏิบัติตามประกาศกระทรวงพาณิชย์อย่างเคร่งครัด (18 สิงหาคม 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ขณะนี้เข้าสู่ช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ผลผลิตกำลังทยอยออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น กรมการค้าภายในจึงเร่งดูแลการรับซื้อในพื้นที่แหล่งผลิตทั่วประเทศ เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรสามารถนำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ออกมาจำหน่ายได้อย่างเป็นธรรมและมั่นใจ ขณะเดียวกันได้กำชับผู้รวบรวมและผู้รับซื้อให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงพาณิชย์เกี่ยวกับการกำหนดการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างเคร่งครัด ทั้งในปริมาณการรับซื้อ การชั่งน้ำหนัก การวัดความชื้น การแสดงราคารับซื้อ และหลักเกณฑ์การปรับเพิ่ม–ลดราคาตามคุณภาพ เพื่อให้การซื้อขายเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเกษตรกรได้รับรายได้จากผลผลิตอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ในช่วงเดือนกันยายน–ธันวาคม 2569 คาดว่าจะมีผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ออกสู่ตลาดประมาณ 79% ของปริมาณผลผลิตทั้งประเทศ โดยมีแหล่งปลูกสำคัญ ได้แก่ จังหวัดเพชรบูรณ์ กำแพงเพชร ชัยภูมิ พิจิตร และอุทัยธานี กรมการค้าภายในจึงให้ความสำคัญกับการดูแลการรับซื้อในช่วงการซื้อขายข้าวโพดของพี่น้องเกษตรกรเป็นพิเศษ เพื่อสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรในช่วงที่นำผลผลิตออกจำหน่ายจำนวนมาก กรมการค้าภายในจึงร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่แหล่งปลูกทั่วประเทศ ปูพรมตรวจเข้มการรับซื้อ โดยได้มอบหมายให้นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน นำสายตรวจลงพื้นที่ตรวจสอบลานรับซื้อ พร้อมประสานสำนักงานพาณิชย์จังหวัดให้ร่วมกำกับดูแลในพื้นที่ เพื่อให้การรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และเกษตรกรได้รับความเป็นธรรมตลอดกระบวนการซื้อขาย นายวิทยากร กล่าวต่อว่า ในการรับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดได้ประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจกับผู้ประกอบการลานรับซื้อ ผู้รวบรวม โรงงาน ให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์อย่างถูกต้อง โดยเฉพาะการใช้เครื่องวัดความชื้น ได้แก่ Kett PM-450-TH Ver.4513 และ EE-KU รุ่น KU72 (หน้ากากสีเขียว) เครื่องชั่งน้ำหนักต้องถูกต้อง เที่ยงตรง และมีเครื่องหมายรับรองตามกฎหมาย รวมถึงการแสดงราคารับซื้อต้องชัดเจนทั้งบริเวณหน้าลานและจุดรับซื้อ พร้อมหลักเกณฑ์การปรับเพิ่ม–ลดราคาตามชั้นคุณภาพ เพื่อให้เกษตรกรทราบข้อมูลก่อนตัดสินใจขาย หากเกษตรกรพบการรับซื้อที่ไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุดต่อไป ทั้งนี้ กรณีผู้ประกอบการรับซื้อไม่มีการแสดงราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือกรณีการแสดงราคารับซื้อไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีกดราคารับซื้อ กักตุนสินค้า ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ส่วนกรณีแก้ไขหรือดัดแปลงส่วนประกอบของเครื่องวัด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 280,000 บาท ตามพระราชบัญญัติชั่ง ตวง วัด พ.ศ. 2542
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 199/2569 อนุผลิต นบข. เร่งหารือมาตรการช่วยเหลือชาวนา ลดต้นทุน–เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ย้ำมาตรการดูแลราคาข้าวยังเดินหน้า (15 สิงหาคม 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงความคืบหน้าการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวว่า ขณะนี้คณะอนุกรรมการ นบข. ด้านการผลิต (อนุผลิต นบข.) โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน และมีอธิบดีกรมการข้าวเป็นเลขานุการ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อยู่ระหว่างหารือแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรเพิ่มเติม ทั้งการช่วยเหลือค่าบริหารจัดการ การลดต้นทุน และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยจะพิจารณาให้สอดคล้องกับมาตรการที่ นบข. ได้อนุมัติไว้แล้ว เพื่อให้การช่วยเหลือตรงจุด เหมาะสมกับสถานการณ์ และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง คาดว่าจะได้ข้อสรุปและเสนอคณะอนุกรรมการฯ พิจารณาในเร็ว ๆ นี้ ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการ นบข. ด้านการผลิต มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน และอธิบดีกรมการข้าวเป็นเลขานุการ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามข้อสั่งการของคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ที่มอบหมายให้อนุผลิต นบข. ศึกษาข้อเสนอของเกษตรกรเกี่ยวกับค่าบริหารจัดการ การลดต้นทุน และการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต โดยให้นำมาตรการที่ นบข. อนุมัติไว้แล้วมาพิจารณาร่วมกัน เพื่อให้มาตรการต่าง ๆ เชื่อมโยงกันและเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับมาตรการที่ดำเนินการอยู่ ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ที่ประชุม นบข. ได้เห็นชอบมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/70 และมาตรการระยะยาวเพื่อปรับปรุงโครงสร้างการผลิต ภายใต้กรอบแนวคิด “ข้าวไทยสู่เศรษฐกิจอนาคต” (New Rice Economy) จำนวน 5 โครงการ เป้าหมายรวม 11.50 ล้านตันข้าวเปลือก วงเงินจ่ายขาด 10,192.58 ล้านบาท พร้อมอนุมัติเงินเพิ่มเติมสำหรับโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว หรือ “ไร่ละ 1,000 บาท” ปีการผลิต 2568/69 วงเงิน 1,846.96 ล้านบาท รวมวงเงินที่ นบข. อนุมัติทั้งสิ้น 12,039.54 ล้านบาท มาตรการทั้ง 5 โครงการ ประกอบด้วย 1. โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี เป้าหมาย 3 ล้านตันข้าวเปลือก ให้สินเชื่อแก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรเพื่อชะลอการขาย โดยเก็บข้าวไว้ในยุ้งฉาง มีค่าฝากเก็บ 1,500 บาทต่อตัน กรณีเก็บที่สหกรณ์ แบ่งเป็นสหกรณ์ 900 บาท และเกษตรกร 600 บาทต่อตัน 2. โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวโดยสถาบันเกษตรกร เป้าหมาย 1.5 ล้านตันข้าวเปลือก เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้สถาบันเกษตรกรรวบรวมและรับซื้อข้าว โดยรัฐชดเชยดอกเบี้ยร้อยละ 3.50 3. โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการโรงสีในการเก็บสต็อก เป้าหมาย 4 ล้านตันข้าวเปลือก สนับสนุนให้โรงสีเก็บสต็อกข้าวเป็นระยะเวลา 2–6 เดือน โดยรัฐชดเชยดอกเบี้ยร้อยละ 3 4. โครงการดูดซับข้าวเปลือก เป้าหมาย 3 ล้านตันข้าวเปลือก โดยองค์การคลังสินค้า (อคส.) ผ่านโรงสี รับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรในราคานำตลาด 300 บาทต่อตัน และ 5. โครงการข้าวประณีต ระยะที่ 2 เป้าหมาย 266 กลุ่มเกษตรกร สนับสนุนเครื่องจักรและอุปกรณ์สำหรับพัฒนาการผลิต กลุ่มละ 300,000 บาท นายวิทยากรกล่าวว่า มาตรการทั้ง 5 โครงการจะเป็นกลไกสำคัญในการช่วยดูดซับผลผลิต ชะลอข้าวออกสู่ตลาดในช่วงที่ผลผลิตออกมาก เพิ่มสภาพคล่องให้สถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบการ ตลอดจนยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งจะช่วยรักษาเสถียรภาพราคาข้าวและดูแลรายได้ของเกษตรกร ขณะที่แนวทางช่วยเหลือเพิ่มเติมที่อยู่ระหว่างการพิจารณา จะเน้นให้สอดคล้องกับมาตรการเดิมและตอบโจทย์การลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างความเข้มแข็งให้ชาวนาในระยะยาว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 198/2569 กรมการค้าภายใน ชวนช้อปของดีจากเกษตรกรทั่วประเทศ ในงาน “Farm Outlet Market 2026” คัดสินค้าเกษตร–ผลไม้สด–ผลิตภัณฑ์ชุมชนส่งตรงถึงผู้บริโภค คาดกระจายรายได้สู่ฐานรากไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาท (15 สิงหาคม 2569)
กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์จากวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ ในงาน “Farm Outlet Market 2026” เปิดพื้นที่ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตรชุมชน หรือ Farm Outlet นำผลผลิตคุณภาพและสินค้าจากชุมชนมาจำหน่ายถึงผู้บริโภคโดยตรง ในราคาที่เป็นธรรม พร้อมเพิ่มช่องทางการตลาดและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและชุมชน โดยภายในงานรวบรวมสินค้าเกษตรสด ผลไม้ตามฤดูกาล สินค้าแปรรูป และผลิตภัณฑ์ชุมชนกว่า 30 ร้านค้า รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการบริโภคสินค้าเกษตรและเวิร์กช็อปสำหรับประชาชน คาดการณ์ตลอดการจัดงานจะช่วยกระจายรายได้สู่ฐานรากไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาท นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า การจัดงาน Farm Outlet Market 2026 เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่กรมการค้าภายในมุ่งเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการชุมชน พร้อมเชื่อมโยงผลผลิตจากแหล่งผลิตสู่ตลาดและผู้บริโภคโดยตรง โดยนำสินค้าเกษตรคุณภาพจากศูนย์ Farm Outlet ที่กรมการค้าภายในส่งเสริมและพัฒนา มาจำหน่ายในพื้นที่ศูนย์การค้า เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชนได้สะดวกมากขึ้น ปัจจุบันกรมการค้าภายในส่งเสริมศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตรชุมชน หรือ Farm Outlet จำนวน 49 แห่ง ใน 34 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการรวบรวมและเชื่อมโยงสินค้าเกษตร สินค้าเกษตรแปรรูป และผลิตภัณฑ์ชุมชนออกสู่ตลาด โดยการจัดงานครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย โดยเฉพาะบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ในการสนับสนุนพื้นที่ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ Farm Outlet นำสินค้ามาจำหน่ายถึงผู้บริโภคในเมือง ไฮไลต์ภายในงาน คัดสรรของดีจากเกษตรกรและชุมชนมาให้เลือกซื้ออย่างจุใจ ทั้งสินค้าเกษตรสด ผักปลอดภัย ผลไม้ตามฤดูกาล อาหารแปรรูป และผลิตภัณฑ์ชุมชน อาทิ หมูยอและกุนเชียงจากฟาร์มฮัก ป. จังหวัดอุบลราชธานี ผักสลัดและแหนมเห็ดจากสวนลุงไกร จังหวัดนครราชสีมา และผักสดจากตลาดหัวปลี จังหวัดสระบุรี พร้อมสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์จากแหล่งผลิตทั่วประเทศ สำหรับผู้ที่ชื่นชอบผลไม้ งานนี้ไม่ควรพลาด เพราะกรมการค้าภายในได้รวบรวมผลไม้สดจากแหล่งผลิตในหลายพื้นที่มาจำหน่าย อาทิ มังคุดจากจังหวัดนครศรีธรรมราช ทุเรียนจากจังหวัดชุมพร และลำไยจากจังหวัดเชียงใหม่ ให้ประชาชนได้เลือกซื้อผลไม้คุณภาพจากแหล่งผลิต พร้อมกิจกรรม แจกชิมผลไม้ฟรี เพื่อให้ผู้บริโภคได้สัมผัสรสชาติและคุณภาพของผลไม้ไทย นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เรียนรู้และสนุกไปกับสินค้าเกษตรไทย ทั้ง เวิร์กช็อปทำแยมผลไม้ และการทำลูกชุบ รวมถึงกิจกรรมพิเศษสำหรับผู้ที่ซื้อผลไม้ภายในงาน สามารถร่วมทำ “ไอศกรีมผัดผลไม้” ด้วยตัวเองได้ฟรี เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ในการบริโภคผลไม้และเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรไทย นายจิรวุฒิ กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับจับจ่ายสินค้า แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ช่วยเชื่อมโยงเกษตรกร ผู้ประกอบการชุมชน และผู้บริโภคเข้าด้วยกัน โดยประชาชนสามารถเลือกซื้อสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชนจากผู้ผลิตและแหล่งผลิตที่กรมการค้าภายในส่งเสริม ขณะที่เกษตรกรและผู้ประกอบการมีโอกาสเข้าถึงตลาดและผู้บริโภคโดยตรงมากขึ้น สอดคล้องกับนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งสนับสนุนการบริโภคสินค้าไทย ส่งเสริมสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการชุมชน ตลอดจนสร้างรายได้และความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานราก “Farm Outlet Market 2026 จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะช่วยสร้างการรับรู้ถึงคุณภาพของสินค้าเกษตรไทย เพิ่มโอกาสทางการตลาดให้แก่เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน และทำให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงของดีจากแหล่งผลิตทั่วประเทศได้ง่ายขึ้น โดยคาดว่าตลอดการจัดงานจะสามารถสร้างมูลค่าการจำหน่ายและ กระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาท ทุกการเลือกซื้อจึงไม่เพียงได้สินค้าคุณภาพกลับไป แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อรายได้กลับสู่เกษตรกรและชุมชนไทย” นายจิรวุฒิ กล่าว ทั้งนี้ งาน Farm Outlet Market 2026 จัดขึ้น 2 ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ 1 ณ เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ระหว่างวันที่ 13–19 สิงหาคม 2569 และ ครั้งที่ 2 ณ เซ็นทรัล พระราม 9 ระหว่างวันที่ 27 สิงหาคม–3 กันยายน 2569 เปิดให้ประชาชนเข้าชมและเลือกซื้อสินค้าตั้งแต่เวลา 10.00–21.00 น. ของทุกวัน พร้อมกิจกรรมและสิทธิพิเศษภายในงาน รวมถึงการลุ้นรับบัตรเงินสดสำหรับใช้ซื้อสินค้าในงาน ด้าน คุณนารีรัช อุทัยแสงสกุล หนึ่งในสมาชิกของ Farm Outlet ตลาดหัวปลี จ. สระบุรี เกษตรกรผู้เข้าร่วมงาน กล่าวว่า ขอขอบคุณกรมการค้าภายในที่สนับสนุนโครงการ Farm Outlet และเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรมีโอกาสนำสินค้ามาจำหน่าย โดย Farm Outlet เป็นช่องทางที่ช่วยรวบรวมและเชื่อมโยงสินค้าเกษตรจากชุมชนเข้าสู่ตลาด เมื่อมีโอกาสเข้าร่วมจำหน่ายสินค้าในห้างสรรพสินค้าหรืองานลักษณะนี้ ช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้กว้างขึ้น สามารถจำหน่ายสินค้าได้ในราคาที่เหมาะสมและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคก็ได้เลือกซื้อสินค้าคุณภาพจากเกษตรกรโดยตรง ถือเป็นประโยชน์ทั้งต่อเกษตรกรและผู้บริโภค “กรมการค้าภายในขอเชิญชวนประชาชน ครอบครัว คนรักสุขภาพ ผู้ที่ชื่นชอบสินค้าเกษตร ตลอดจนผู้ที่กำลังมองหาของฝากและของดีจากชุมชน มาร่วมเลือกซื้อสินค้าในงาน Farm Outlet Market 2026 เพื่ออุดหนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการชุมชน พร้อมสัมผัสสินค้าเกษตรไทยคุณภาพดีจากแหล่งผลิตทั่วประเทศ” นายจิรวุฒิ กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 197/2569 กรมการค้าภายในชวนชิมทุเรียนไทยใน “Thailand Durian Festival 2026” เร่งกระจายผลผลิต–เพิ่มช่องทางขาย ช่วยเกษตรกรสร้างรายได้ คาดเงินสะพัดกว่า 20 ล้านบาท (14 สิงหาคม 2569)
กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้ามาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2569 จัดงาน “Thailand Durian Festival 2026” ระหว่างวันที่ 14–20 สิงหาคม 2569 ณ เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ ชวนประชาชนอุดหนุนทุเรียนไทยจากแหล่งผลิตคุณภาพ พร้อมจัดเต็มกิจกรรมส่งเสริมการขายและ Live Commerce เพื่อเร่งกระจายผลผลิตทุเรียนภาคใต้และภาคเหนือที่กำลังทยอยออกสู่ตลาด ช่วยเพิ่มช่องทางจำหน่ายและสร้างรายได้กลับคืนสู่เกษตรกร คาดมีเงินสะพัดภายในงานไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาท และสามารถดูดซับผลผลิตทุเรียนออกนอกแหล่งผลิตได้ไม่น้อยกว่า 100 ตัน นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ปี 2569 คาดการณ์ผลผลิตทุเรียนทั่วประเทศอยู่ที่ประมาณ 1.88 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 20 โดยผลผลิตภาคตะวันออกประมาณ 0.998 ล้านตัน หรือร้อยละ 53 และภาคใต้และภาคเหนือประมาณ 0.891 ล้านตัน หรือร้อยละ 47 ขณะนี้ผลผลิตภาคตะวันออกสิ้นสุดฤดูกาลแล้ว ส่วนทุเรียนภาคใต้และภาคเหนือกำลังทยอยออกสู่ตลาด และมีแนวโน้มออกกระจุกตัวในช่วงเดือนกรกฎาคม–กันยายน “ช่วงนี้เป็นจังหวะสำคัญที่ต้องเร่งกระจายผลผลิตจากแหล่งผลิตไปสู่ผู้บริโภคให้มากที่สุด กรมการค้าภายในจึงใช้กลไกตลาดในประเทศเข้ามาช่วยเกษตรกร ทั้งการเชื่อมโยงผลผลิตไปยังห้างค้าปลีกค้าส่ง การเพิ่มช่องทางจำหน่ายออนไลน์ การทำ Live Commerce และการส่งเสริมการแปรรูป เพื่อให้ทุเรียนจากสวนมีตลาดรองรับมากขึ้น ลดการกระจุกตัวของผลผลิต และช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกร” นายจิรวุฒิกล่าว สำหรับงาน “Thailand Durian Festival 2026” เป็นหนึ่งในมาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2569 ระยะเร่งด่วนของกระทรวงพาณิชย์ โดยนำทุเรียนคุณภาพจากแหล่งผลิตมาจำหน่ายในพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านการตลาด ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการมีช่องทางจำหน่ายเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันผู้บริโภคจะได้เลือกซื้อทุเรียนไทยคุณภาพและผลิตภัณฑ์จากทุเรียนในราคาพิเศษ โดยคาดว่าจะสร้างมูลค่าการจำหน่ายไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาท และช่วยดูดซับทุเรียนออกจากแหล่งผลิตไม่น้อยกว่า 100 ตัน ภายในงานจัดเต็ม เทศกาลทุเรียนสำหรับคนรักทุเรียน ทั้งทุเรียนสดคุณภาพจากแหล่งผลิตและสินค้าแปรรูปจากเกษตรกรภาคใต้ อาทิ ทุเรียนทอดกรอบและทุเรียนฟรีซดราย รวมถึงกิจกรรมไฮไลต์ ได้แก่ ทุเรียนราคาพิเศษลูกละ 100 บาท จำกัดวันละ 1,000 ลูก เปิดจำหน่ายวันละ 4 รอบ เวลา 11.00 น. 14.00 น. 16.00 น. และ 18.00 น. อีกหนึ่งไฮไลต์คือ “บุฟเฟ่ต์ทุเรียน” ราคา 699 บาทต่อท่าน จัดวันละ 3 รอบ เวลา 13.00–14.00 น. 15.00–16.00 น. และ 17.00–18.00 น. มีทั้งทุเรียนแกะเนื้อสด ข้าวเหนียวทุเรียน น้ำกะทิทุเรียน เอแคลร์ และซอฟต์เสิร์ฟทุเรียน พร้อมพื้นที่ คาเฟ่ทุเรียน 2 แห่ง ที่นำทุเรียนมารังสรรค์เป็นเมนูหลากหลาย ทั้งทุเรียนอบชีส ชูครีม ทาร์ต เค้ก และน้ำปั่นทุเรียน นอกจากนี้ ยังมีโปรโมชั่นกระตุ้นการซื้อ โดยซื้อสินค้าภายในงานครบ 1,000 บาท รับฟรีซอฟต์เสิร์ฟทุเรียนหรือโยเกิร์ต มูลค่า 99 บาท 1 ถ้วย และซื้อครบ 2,000 บาท รับฟรีซอฟต์เสิร์ฟ พร้อมสิทธิ์ร่วมกิจกรรมชาเลนจ์กดไอศกรีมให้สูงที่สุด ลุ้นรับคูปองเงินสด 500 บาท และชุดทุเรียน รวมถึงกิจกรรมจำหน่ายผ่าน Live Commerce เพื่อขยายการเข้าถึงผู้บริโภคและช่วยระบายผลผลิตได้มากขึ้น กรมการค้าภายในขอเชิญชวนประชาชนร่วมงาน “Thailand Durian Festival 2026” ระหว่างวันที่ 14–20 สิงหาคม 2569 ณ เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ มาร่วมชิม ช้อป และอุดหนุนทุเรียนไทย เพราะทุกการซื้อไม่เพียงได้ลิ้มรสทุเรียนคุณภาพ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเพิ่มช่องทางตลาด เร่งดูดซับผลผลิตจากสวน และส่งต่อรายได้กลับสู่เกษตรกรไทย ในช่วงที่ทุเรียนภาคใต้และภาคเหนือกำลังออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 196/2569 “พาณิชย์” ลงพื้นที่เชียงใหม่–ลำพูน เกาะติดลำไยราคาดี เร่งกระจายผลผลิต–คุมคุณภาพ สร้างความมั่นใจเกษตรกร (14 สิงหาคม 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตลำไยที่สำคัญของประเทศ เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตและการตลาดลำไยอย่างใกล้ชิด โดยพบว่าขณะนี้ราคาลำไยที่เกษตรกรได้รับอยู่ในเกณฑ์ดี ลำไยสดช่ออยู่ที่ประมาณ 26–32 บาทต่อกิโลกรัม และลำไยรูดร่วงประมาณ 20–26 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่กรมฯ ยังคงติดตามปริมาณผลผลิต การเก็บเกี่ยว การกระจายสินค้า และความต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผลผลิตทยอยออกสู่ตลาดอย่างเหมาะสม และช่วยรักษาเสถียรภาพด้านราคา สำหรับปี 2569 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) คาดการณ์ผลผลิตลำไยทั่วประเทศประมาณ 1.357 ล้านตัน ลดลงจากปีก่อนประมาณร้อยละ 11.44 โดยลำไยในฤดู 8 จังหวัดภาคเหนือมีผลผลิตประมาณ 547,000 ตัน และขณะนี้เก็บเกี่ยวแล้วประมาณร้อยละ 54 กรมฯ จึงเร่งบริหารจัดการผลผลิต โดยเชื่อมโยงและกระจายลำไยออกนอกแหล่งผลิตผ่านผู้ประกอบการ ห้าง Modern Trade และกิจกรรม “ไทยช่วยไทย” ในพื้นที่ที่ไม่ใช่แหล่งผลิต ควบคู่กับการรณรงค์เพิ่มการบริโภคภายในประเทศ รวมทั้งสนับสนุนตะกร้าบรรจุลำไยสดกว่า 30,000 ใบ เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งและกระจายผลผลิต ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ กรมฯ ได้เข้าเยี่ยม บริษัท ดี เอส ฟู้ด จำกัด เพื่อติดตามสถานการณ์การตลาดและการส่งออกลำไยอบแห้ง พร้อมพบกลุ่มแปลงใหญ่ลำไยตำบลหนองตอง อำเภอหางดง เพื่อรับฟังสถานการณ์ผลผลิต แนวโน้มราคา และปัญหาอุปสรรคจากเกษตรกร โดยเน้นย้ำการบริหารจัดการผลผลิตล่วงหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้ลำไยออกสู่ตลาดพร้อมกันในปริมาณมากจนเกิดภาวะ Over-supply ซึ่งอาจกระทบต่อราคา จากนั้นได้ตรวจเยี่ยม บริษัท อิมเมจ พืชผล อำเภอสันป่าตอง เพื่อติดตามกระบวนการคัดขนาดลำไยแบบตะแกรงร่อน การคัดเกรด และตรวจสอบคุณภาพก่อนจำหน่าย เพื่อให้สินค้าได้มาตรฐานและเกษตรกรได้รับราคาที่เหมาะสมกับคุณภาพ นายวิทยากร กล่าวว่า กรมฯ จะติดตามสถานการณ์ลำไยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะช่วงที่ผลผลิตทยอยออกสู่ตลาด เพื่อบริหารจัดการให้มีช่องทางรองรับอย่างเพียงพอ ทั้งการกระจายผ่านผู้ประกอบการและ Modern Trade การเพิ่มการบริโภคในประเทศ และการควบคุมคุณภาพตั้งแต่ต้นทาง พร้อมประสานเกษตรกรและผู้ประกอบการให้วางแผนการเก็บเกี่ยวและการระบายผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เพื่อไม่ให้ผลผลิตกระจุกตัวและส่งผลกระทบต่อราคา นอกจากนี้ กรมฯ ยังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการและขยายตลาดลำไยอบแห้ง ซึ่งปัจจุบันมีจีนเป็นตลาดหลัก โดยได้หารือร่วมกับสมาคมและผู้ประกอบการเพื่อเพิ่มช่องทางตลาดให้มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งการส่งเสริมผู้ประกอบการเข้าร่วมงาน THAIFEX – ANUGA ASIA เพื่อเจรจาการค้ากับผู้ซื้อจากต่างประเทศ ตลอดจนมองหาตลาดที่มีศักยภาพ อาทิ อินเดีย เมืองรองของจีน กลุ่มประเทศเอเชียกลาง และตะวันออกกลาง เพื่อเพิ่มทางเลือกในการระบายผลผลิตและลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง รวมถึงส่งเสริมการใช้ Influencer และ KOL เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับลำไยอบแห้งไทย ขยายฐานผู้บริโภค และสร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ ๆ ให้กับผู้ประกอบการไทย “ขณะนี้ราคาลำไยที่เกษตรกรได้รับอยู่ในเกณฑ์ดี สิ่งสำคัญคือการรักษาสถานการณ์นี้ไว้ กรมฯ จะติดตามทั้งปริมาณผลผลิต การเก็บเกี่ยว ราคา และการระบายสินค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผลผลิตทยอยออกสู่ตลาด มีช่องทางรองรับเพียงพอ และเกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้อย่างต่อเนื่องในราคาที่เหมาะสมกับคุณภาพ พร้อมเดินหน้าขยายตลาดลำไยอบแห้งไปยังตลาดใหม่ ๆ ควบคู่กับการสร้างการรับรู้ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้ลำไยไทยในระยะต่อไป” นายวิทยากร กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 195/2569 พาณิชย์ลงพื้นที่ตรวจสอบไข่ไก่โคราช พบยังมีเพียงพอ ชี้ข่าวส่งออกจนขาดตลาดคลาดเคลื่อน ค้าภายในเร่งประสานปศุสัตว์บริหารปริมาณ–พาณิชย์กระจายสินค้า (11 สิงหาคม 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงสถานการณ์ไข่ไก่ในประเทศว่า กรมการค้าภายในได้รับทราบถึงผลกระทบจากภาวะปริมาณผลผลิตไข่ไก่ลดลงในช่วงนี้ จึงเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อบริหารจัดการทั้งด้านปริมาณ ราคา และการกระจายสินค้า เพื่อให้มีไข่ไก่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน และช่วยลดผลกระทบต่อค่าครองชีพ ในด้านการบริหารจัดการราคา กรมการค้าภายในได้ประสานสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศให้ดำเนินการจัดหาและจำหน่ายไข่ไก่ราคาพิเศษแก่ประชาชน ภายใต้โครงการ “ไข่ไทยช่วยไทย” โดยจำหน่ายในราคาถูกกว่าท้องตลาดประมาณ 10% ระหว่างวันที่ 13–31 สิงหาคม 2569 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ และเพิ่มช่องทางให้ประชาชนสามารถเข้าถึงไข่ไก่ในราคาที่เหมาะสม ทั้งนี้ หากพื้นที่ใดได้รับผลกระทบหรือมีปัญหาไข่ไก่ไม่เพียงพอ ขอให้ประชาชนติดต่อสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ เพื่อประสานการช่วยเหลือและจัดหาไข่ไก่เพิ่มเติม นอกจากนี้ กรมการค้าภายในได้ประสานห้างค้าส่งและค้าปลีก ให้ช่วยจัดโปรโมชั่นจำหน่ายไข่ไก่ในราคาประหยัด เพื่อเพิ่มทางเลือกในการบริโภคให้กับประชาชน พร้อมช่วยกระจายสินค้าไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ให้ทั่วถึง โดยกรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์ด้านราคาและการจำหน่ายอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การจำหน่ายเป็นไปอย่างเป็นธรรมและสอดคล้องกับสถานการณ์ตลาด สำหรับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเป็นกรณีเฉพาะ กรมการค้าภายในได้เร่งเข้าไปบริหารจัดการเป็นรายพื้นที่ โดยในจังหวัดนครราชสีมา ได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและประสานผู้ค้าในพื้นที่ที่มีการร้องเรียน พร้อมจัดหาไข่ไก่เพิ่มเติมจากแหล่งผลิตอื่นเข้ามาจำหน่าย เพื่อเพิ่มปริมาณสินค้าและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า ข่าวการส่งออกไข่ไก่ไปต่างประเทศจนทำให้เกิดภาวะขาดตลาด เป็นเพียงข่าวลือที่ได้รับการบอกต่อมาและไม่ได้รับการยืนยัน โดยผู้ค้ายังคงมีไข่ไก่จำหน่ายให้ผู้บริโภคทุกวัน และสามารถสั่งซื้อจากฟาร์มได้ ปริมาณยังเพียงพอ ด้าน นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ในเบื้องต้นกรมปศุสัตว์ได้เร่งบริหารจัดการด้านปริมาณผลผลิตไข่ไก่ เพื่อให้มีผลผลิตเพียงพอต่อความต้องการบริโภคภายในประเทศ โดยมีแนวทางในการยืดระยะเวลาเลี้ยงแม่ไก่ไข่ยืนกรง เพื่อรักษาปริมาณ และเพิ่มการผลิตไข่ไก่ในระบบให้มีปริมาณเพียงพอ และช่วยบรรเทาภาวะผลผลิตตึงตัวในระยะนี้ โดยจะติดตามสถานการณ์ด้านผลผลิต ความต้องการบริโภค และการกระจายสินค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การบริหารจัดการผลผลิตไข่ไก่เกิดความสมดุล ทั้งในด้านเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์ไข่ไก่อย่างใกล้ชิด ทั้งด้านปริมาณ ราคา และการกระจายสินค้า พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีไข่ไก่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน และดูแลไม่ให้เกิดการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาหรือเอาเปรียบผู้บริโภค หากประชาชนพบปัญหาไข่ไก่ไม่เพียงพอ หรือพบการจำหน่ายในราคาที่ไม่เป็นธรรม ขอให้แจ้งสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ เพื่อให้สามารถเข้าไปตรวจสอบ ประสานจัดหา และช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว”
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 194/2569 กรมการค้าภายในลงพื้นที่ปากคลองตลาด เช็คสถานการณ์มะลิวันแม่ แนะประชาชนเลือกเปรียบเทียบราคา–คุณภาพ จากหลายร้าน ผู้ค้าต้องปิดป้ายชัด จำหน่ายราคาสมเหตุสมผล หากฉวยโอกาสขึ้นราคา ตรวจสอบต้นทุน–ดำเนินการตามกฎหมาย (11 สิงหาคม 2569)
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การจำหน่ายดอกมะลิ ณ ศูนย์กลางตลาดดอกไม้ (ปากคลองตลาด 2) เขตตลิ่งชัน และตลาดยอดพิมาน เขตพระนคร เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ว่า ในช่วงก่อนวันแม่แห่งชาติ ความต้องการใช้ดอกมะลิและพวงมาลัยเพิ่มขึ้นตามปกติของเทศกาล ขณะที่ปีนี้ผลผลิตมะลิออกสู่ตลาดน้อยกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด กรมการค้าภายในจึงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งด้านราคา ปริมาณสินค้า และการแสดงราคาจำหน่าย เพื่อดูแลให้การซื้อขายเป็นธรรมและไม่ให้ประชาชนถูกเอาเปรียบในช่วงที่มีความต้องการซื้อสูง จากการสำรวจพบว่า มะลิสดดอกใหญ่เกรด A ในร้านค้าปลีกจำหน่ายประมาณ 1,000 บาท/ลิตร ขณะที่ร้านค้าส่งอยู่ที่ประมาณ 850 บาท/ลิตร ส่วนมะลิสดโดยรวมพบราคาประมาณ 750–1,000 บาท/ลิตร ขึ้นอยู่กับขนาด คุณภาพ ความสด และแหล่งจำหน่าย สำหรับพวงมาลัยมะลิสด ขนาดใหญ่ราคา 200–300 บาท/พวง ขนาดกลาง 50–100 บาท/พวง และขนาดเล็ก 35–50 บาท/พวง โดยระดับราคามีความแตกต่างกันตามขนาด คุณภาพ และรูปแบบของสินค้า นายจิรวุฒิ กล่าวว่า จากการสอบถามผู้ค้า พบว่าดอกมะลิที่เข้าสู่ตลาดส่วนใหญ่มาจากจังหวัดนครสวรรค์และกำแพงเพชร โดยปีนี้มีผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีฝนตกชุกและอากาศเย็น ทำให้มะลิออกดอกน้อย ประกอบกับก่อนหน้านี้มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตออกไปเป็นจำนวนมากแล้ว ขณะที่ช่วงวันแม่แห่งชาติมีความต้องการซื้อเพิ่มสูงขึ้น จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาดอกมะลิในช่วงนี้ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นการปรับขึ้นในระยะสั้นตามภาวะผลผลิตและความต้องการของตลาด “สำหรับประชาชนที่ต้องการซื้อดอกมะลิหรือพวงมาลัยในช่วงวันแม่ ขอให้พิจารณาเปรียบเทียบทั้งราคา คุณภาพ ขนาด และปริมาณก่อนตัดสินใจ ไม่จำเป็นต้องซื้อจากร้านแรกที่พบ เพราะแต่ละร้านอาจมีราคาแตกต่างกันตามคุณภาพและต้นทุน การเปรียบเทียบจะช่วยให้ประชาชนเลือกซื้อได้ตรงกับความต้องการและงบประมาณ และได้รับความเป็นธรรมในการซื้อสินค้า” นายจิรวุฒิกล่าว พร้อมกันนี้ กรมการค้าภายในได้กำชับผู้ประกอบการให้ ปิดป้ายแสดงราคาสินค้าอย่างชัดเจนและเปิดเผย เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบและเปรียบเทียบราคาได้ง่ายก่อนตัดสินใจซื้อ และต้องจำหน่ายในราคาเดียวกับที่แสดงไว้ โดยขอให้ผู้ค้าจำหน่ายใน ราคาที่เหมาะสม สอดคล้องกับต้นทุนและสภาพตลาด ไม่ฉวยโอกาสปรับราคาสูงเกินสมควรในช่วงที่มีความต้องการเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ หากกรมฯ พบพฤติการณ์จำหน่ายในราคาสูงผิดปกติ หรือมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการฉวยโอกาสขึ้นราคา สามารถเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงและต้นทุนของผู้ประกอบการได้ และหากตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นการจำหน่ายสินค้าในราคาสูงเกินสมควรโดยไม่มีเหตุผลอันเหมาะสม อาจเข้าข่ายเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ซึ่งกรมฯ จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป โดยกฎหมายกำหนดโทษกรณีจำหน่ายสินค้าในราคาสูงเกินสมควรไว้ถึงจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์การจำหน่ายดอกไม้และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลวันแม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การซื้อขายเป็นไปอย่างเป็นธรรม ทั้งด้านราคา ปริมาณ และการแสดงราคา โดยหากประชาชนพบการจำหน่ายสินค้าที่ไม่ปิดป้ายแสดงราคา จำหน่ายไม่ตรงตามราคาที่แสดงไว้ หรือพบพฤติการณ์ที่อาจไม่ได้รับความเป็นธรรมในการซื้อสินค้าและบริการ สามารถแจ้งได้ที่ สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 193/2569 นบขพ. เคาะต่ออายุราคารับซื้อข้าวโพดฯ ถึง 31 ส.ค. 69 ศุภจี มอบหมายเกษตรเร่งทบทวนต้นทุนให้เหมาะสมโดยด่วน ย้ำต้องดูแลเกษตรกรตั้งแต่ต้นทาง เพื่อเพิ่มความสามารถในการผลิต ลดต้นทุน ทำให้เกษตรกรแข่งขันและอยู่ได้ (10 สิงหาคม 2569)
วันที่ 10 สิงหาคม 2569นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฯ โดยมีผู้แทนสภาเกษตรกรแห่งชาติ ผู้แทนผู้ประกอบการโรงงานผู้ผลิตอาหารสัตว์ ผู้แทนสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อพิจารณาแนวทางการบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และราคารับซื้อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยมุ่งดูแลเกษตรกรเป็นสำคัญ ควบคู่กับการไม่สร้างผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตและผู้บริโภค นางศุภจี กล่าวว่า การดูแลเกษตรกรต้องเริ่มจากการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ โดยเฉพาะเรื่อง ต้นทุนการผลิตและความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อรายได้และความอยู่รอดของเกษตรกรในระยะยาว การกำหนดราคารับซื้อจึงต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลต้นทุนที่ถูกต้องให้สามารถนำไปใช้เป็นหลักในการกำหนดราคาใหม่ได้อย่างมีเหตุผลและเป็นธรรม “วันนี้ปัญหาสำคัญคือข้อมูลต้นทุนยังไม่ตรงกัน ฝ่ายเกษตรกรสะท้อนว่าต้นทุนเพิ่มขึ้น ขณะที่ข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรสะท้อนว่าต้นทุนลดลง หากข้อมูลพื้นฐานยังไม่ตรงกัน จะส่งผลต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ปศุสัตว์ และท้ายที่สุดอาจกระทบต่อราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่าย ดังนั้น ต้องกลับไปทำข้อมูลต้นทุนให้ตรงกับข้อเท็จจริงและเป็นที่ยอมรับร่วมกันก่อน” นางศุภจีกล่าว นางศุภจี กล่าวว่า สิ่งที่ต้องดำเนินการควบคู่กันคือ การแก้ปัญหาที่ต้นทาง โดยได้มอบหมายให้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งดูแลเรื่องความสามารถในการผลิตของเกษตรกร ตั้งแต่ เมล็ดพันธุ์ คุณภาพและประสิทธิภาพการผลิต ต้นทุนการผลิต ตลอดจนแนวทางเพิ่มผลผลิตต่อไร่ เพื่อให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนและแข่งขันได้ดีขึ้น ไม่ใช่พึ่งพาการเพิ่มราคารับซื้อเพียงอย่างเดียว พร้อมทั้งให้พิจารณามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรสำหรับผลผลิตปี 2569/70 หากพบว่าต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นจริง โดยต้องหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและดำเนินการให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี “ถ้าต้นทุนของเกษตรกรเพิ่มขึ้นจริง และเราต้องการช่วยเหลือเกษตรกร แต่ไม่ต้องการให้ผลกระทบส่งต่อไปยังห่วงโซ่จนถึงผู้บริโภค กระทรวงเกษตรฯ ก็ต้องเสนอแนวทางหรือมาตรการช่วยเหลือต้นทุนให้กับเกษตรกรโดยตรง ขณะเดียวกันต้องเร่งทำแผนยุทธศาสตร์แก้ปัญหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั้งระบบ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ได้มอบหมายไว้ตั้งแต่การประชุมครั้งก่อนในเดือนมิถุนายน เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แก้เฉพาะเรื่องราคาในแต่ละปี” นางศุภจีกล่าว สำหรับประเด็นราคารับซื้อ ที่ประชุมเห็นชอบให้ ขยายระยะเวลาการใช้บังคับประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง ราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ ประจำปี 2568/69 ออกไปจนกว่าจะมีประกาศฉบับใหม่ โดยยังคงหลักเกณฑ์และโครงสร้างราคารับซื้อเดิมไว้ เพื่อไม่ให้เกิดสุญญากาศด้านราคาและไม่ให้เกษตรกรได้รับผลกระทบจากการที่ประกาศเดิมสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ทั้งนี้ ที่ประชุมมอบหมายให้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ร่วมกับสภาเกษตรกรแห่งชาติ สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย สมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทบทวนข้อมูลต้นทุนการผลิตให้สะท้อนข้อเท็จจริงและเป็นที่ยอมรับร่วมกัน ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 โดยให้พิจารณาครอบคลุมต้นทุนของเกษตรกร ผลผลิตต่อไร่ ต้นทุนและภาระของผู้ประกอบการ สถานการณ์ตลาด ความต้องการใช้ และวัตถุดิบทดแทน เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาแนวทางด้านราคาในระยะต่อไป พร้อมกันนี้ มอบหมายให้สภาเกษตรกรแห่งชาติและสมาพันธ์ปศุสัตว์ฯ ร่วมชี้แจงทำความเข้าใจกับเกษตรกรเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การประกาศราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถวางแผนการผลิตและการจำหน่ายได้อย่างเหมาะสม ขณะที่คณะอนุกรรมการติดตามสถานการณ์ด้านการตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และวัตถุดิบทดแทน ให้ติดตามสถานการณ์ด้านราคา ปริมาณผลผลิต ความต้องการใช้ และวัตถุดิบทดแทนอย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการพิจารณามาตรการด้านการนำเข้าให้เหมาะสมกับสถานการณ์ นางศุภจี กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ยังไม่สามารถกำหนดราคารับซื้อใหม่ได้ เนื่องจากข้อมูลต้นทุนซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญยังมีข้อแตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไปจัดทำข้อมูลให้ชัดเจนก่อน ทั้งนี้ การยืดระยะเวลาประกาศเดิมเป็นการดำเนินการเพื่อ ไม่ให้เกษตรกรได้รับผลกระทบในช่วงที่ยังอยู่ระหว่างการหาข้อสรุป และเพื่อให้มีเวลาจัดทำข้อมูลต้นทุนและมาตรการช่วยเหลือที่เหมาะสม “เป้าหมายของเราคือทำอย่างไรให้เกษตรกรอยู่ได้ มีรายได้ และสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว การช่วยเกษตรกรจึงต้องแก้ทั้งเรื่องราคาและต้นทุน โดยเฉพาะการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตตั้งแต่ต้นทาง หากเราทำให้ต้นทุนเหมาะสม ผลผลิตมีคุณภาพ และเกษตรกรมีความสามารถในการแข่งขันได้ ก็จะเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุและช่วยให้ทั้งระบบเดินต่อไปได้อย่างยั่งยืน” นางศุภจีกล่าว
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ