ข่าวเลขที่ 172/2569 พาณิชย์เอาจริง! สนธิกำลังลงพื้นที่ติดตามการรับซื้อมะพร้าวเข้ม ห้ามกดราคารับซื้อ สั่งโรงงานรายงานข้อมูลรับซื้อทุกระยะ คุ้มครองรายได้เกษตรกร (25 มิถุนายน 2569)
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากกรณีที่ราคามะพร้าวผลแก่และเนื้อมะพร้าวปรับตัวลดลง และมีกระแสข่าวเกี่ยวกับการกดราคารับซื้อในบางพื้นที่ กรมการค้าภายในไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้ สนธิกำลังร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การรับซื้อมะพร้าวอย่างเข้มงวด เพื่อกำกับดูแลให้การซื้อขายเป็นธรรม และป้องกันไม่ให้มีการฉวยโอกาสกดราคารับซื้อที่สร้างความเสียหายแก่เกษตรกร กรมการค้าภายในได้กำชับให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่แหล่งผลิตสำคัญ เร่งติดตามสถานการณ์การรับซื้อของโรงงานแปรรูปมะพร้าว โรงงานผลิตกะทิสำเร็จรูป โรงงานแปรรูปมะพร้าวสกัดเย็น ผู้รวบรวมผลผลิต และผู้นำเข้าอย่างใกล้ชิด พร้อมขอความร่วมมือให้ รายงานข้อมูลราคารับซื้อ ปริมาณการรับซื้อ สต็อกวัตถุดิบ ปริมาณการผลิต และปัจจัยที่ใช้ประกอบการกำหนดราคารับซื้อ ต่อกรมการค้าภายในอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้ติดตามความเหมาะสมของราคารับซื้อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และรายได้ของเกษตรกร หากพบพฤติการณ์ที่เข้าข่ายเอาเปรียบเกษตรกร หรือมีการกำหนดราคารับซื้อที่ไม่เป็นธรรม กรมการค้าภายในจะเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที และดำเนินการตามอำนาจหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความเป็นธรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ กรมการค้าภายในได้ประสานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และจังหวัดชุมพร ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และมีกำหนดลงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสัปดาห์หน้า เพื่อรับฟังข้อเท็จจริงจากทุกภาคส่วน พร้อมกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ก่อนหน้านี้ กรมการค้าภายในได้หารือร่วมกับผู้ประกอบการโรงงานกะทิ โรงงานแปรรูปมะพร้าว และผู้นำเข้า ขอความร่วมมือให้รับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง และให้ความสำคัญกับการใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นลำดับแรก เพื่อช่วยดูดซับผลผลิต ลดผลกระทบด้านราคา และรักษาเสถียรภาพตลาดมะพร้าวของประเทศ นายจิรวุฒิ กล่าวย้ำว่า กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง หากพบการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นธรรมทางการค้า หรือสร้างความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกร จะดำเนินการตรวจสอบและใช้มาตรการที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของเกษตรกร และสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่อุปทาน
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 171/2569 กรมการค้าภายใน ผนึกทุกภาคส่วนเร่งช่วยผู้เลี้ยงกุ้ง ดันบริโภคในประเทศ–ขยายตลาดส่งออก พร้อมสร้างแบรนด์ “กุ้งไทย” เพิ่มมูลค่าสู่ตลาดท่องเที่ยว (25 มิถุนายน 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยขณะลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การผลิตและการตลาดกุ้งในพื้นที่ภาคใต้ ณ จังหวัดภูเก็ต ว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ความสำคัญกับการดูแลพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะผู้เลี้ยงกุ้ง กรมการค้าภายในจึงเร่งขยายช่องทางการตลาดและช่วยดูดซับผลผลิต เพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาวะตลาดกุ้งที่ชะลอตัวอยู่ในขณะนี้ นายวิทยากร กล่าวต่ออีกว่า กรมการค้าภายในได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์การกระจายกุ้งผ่านเครือข่ายภาคเอกชน และได้หารือร่วมกับสมาคมกุ้งไทย และพันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้งไทย จากจังหวัดระนอง อ่าวพังงา และภูเก็ต โดยมีผู้แทนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง หอการค้าจังหวัดภูเก็ต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเร่งด่วนและตรงจุด นายวิทยากร กล่าวว่า จากการหารือภาคเอกชนและเกษตรกร ได้แนวทางการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โดยกรมการค้าภายในได้เพิ่มกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและกระตุ้นการบริโภคกุ้งไทย เพื่อช่วยดูดซับผลผลิตและพยุงราคากุ้งเกรด A และเกรด B ภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น ควบคู่กับการเร่งเจรจากับประเทศมาเลเซียในการเปิดตลาดกุ้งไทยให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว นอกจากการพยุงราคาและขยายตลาดแล้ว การปรับโครงสร้างระหว่างต้นทุนและราคาเป็นส่วนสำคัญ ที่จะทำให้รายได้ของพี่น้องเกษตรกรมีความเหมาะสม โดยสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งไทยจะปรับโครงสร้างการผลิตเพื่อลดต้นทุน โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) ในฟาร์มเลี้ยงกุ้ง รวมถึงภาครัฐจะเสนอแนวทางช่วยเหลือด้านราคาแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง เสนอต่อคณะกรรมการนโยบายและพัฒนากุ้งและผลิตภัณฑ์ (Shrimp Board) เพื่อพิจารณา นายวิทยากร ยังกล่าวต่ออีกว่า ขณะเดียวกัน ทั้งภาครัฐและเอกชนมุ่งให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์สินค้าเกษตรไทย โดยจะร่วมกันผลักดันการสร้างแบรนด์ “กุ้งไทย” (Thai Shrimp) ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อยกระดับภาพลักษณ์และเพิ่มมูลค่าสินค้า โดยมีแผนจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการบริโภคกุ้งไทยในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ จังหวัดภูเก็ตและจังหวัดกระบี่ ประสานความร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในการประชาสัมพันธ์กุ้งไทยผ่านท่าอากาศยานและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ รวมถึงขยายการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่าง ๆ และผลักดันการขยายตลาดต่างประเทศผ่านเครือข่ายสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) นายวิทยากร กล่าวว่า เพื่อเป็นการเร่งการดูดซับผลผลิตในระยะนี้ กรมการค้าภายในได้ประสานความร่วมมือกับผู้ประกอบการค้าปลีกและค้าส่งรายใหญ่ ได้แก่ Makro, Lotus’s, Tops, GO Wholesale, Big C และ Super Cheap เพื่อเพิ่มปริมาณการรับซื้อกุ้งไทยจากแหล่งผลิตภาคใต้ และกระจายจำหน่ายผ่านสาขาทั่วประเทศ ช่วยเพิ่มการดูดซับผลผลิตและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งอย่างเป็นรูปธรรม “กรมการค้าภายในจะเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาด้านการตลาด ควบคู่กับการยกระดับภาพลักษณ์และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กุ้งไทย เพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งมีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนต่อไป” นายวิทยากร กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 170/2569 พาณิชย์ติดตามใกล้ชิด! ราคาบรรจุภัณฑ์พลาสติกเริ่มปรับลด หลังวิกฤตตะวันออกกลางคลี่คลาย คาดทยอยลดลงต่อเนื่อง (24 มิถุนายน 2569)
นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์ราคาวัตถุดิบและสินค้าบรรจุภัณฑ์พลาสติกอย่างใกล้ชิด ภายหลังจากที่ในช่วงเดือนมีนาคม 2569 เกิดความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาพลังงาน โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบ ปรับตัวผันผวน รวมถึงการขนส่งวัตถุดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซเกิดความติดขัด กระทบต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีและการผลิตเม็ดพลาสติกทั่วโลก จากการติดตามข้อมูลราคาเม็ดพลาสติกประเภท PE, PP และ PET พบว่า ในช่วงเดือนมีนาคม 2569 ราคาเม็ดพลาสติกปรับตัวสูงขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ประมาณ 27–58% โดย HDPE เพิ่มขึ้น 31% PP เพิ่มขึ้น 50% และ PET เพิ่มขึ้น 58% ส่งผลให้ผู้ประกอบการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกและสินค้าอุปโภคบริโภคมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เริ่มคลี่คลายในเดือนพฤษภาคม 2569 หลังราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับลดลง และการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาดำเนินการได้ดีขึ้น ส่งผลให้ราคาเม็ดพลาสติกเริ่มปรับตัวลดลง ขณะที่ผู้นำเข้าได้เพิ่มปริมาณการนำเข้าเม็ดพลาสติกมากขึ้นกว่า 39% เพื่อรองรับความต้องการใช้ภายในประเทศ ทำให้ปริมาณวัตถุดิบมีเพียงพอและช่วยลดแรงกดดันด้านราคา จากการติดตามสถานการณ์ตลาดบรรจุภัณฑ์พลาสติก พบว่าสินค้าสำคัญ เช่น กล่องอาหารพลาสติก ถุงพลาสติกร้อน-เย็น ถุงหูหิ้ว และถุงขยะ ยังคงมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน และเริ่มมีการปรับลดราคาจำหน่ายลงแล้ว โดย ณ วันที่ 17 มิถุนายน 2569 ราคาบรรจุภัณฑ์พลาสติกบางรายการปรับลดลงประมาณ 2–6 บาทต่อกิโลกรัม ได้แก่ ถุงพลาสติกร้อน-เย็น จาก 47 บาทต่อกิโลกรัม เหลือ 42 บาทต่อกิโลกรัม ลดลง 11% ถุงหูหิ้ว จาก 51 บาทต่อกิโลกรัม เหลือ 45 บาทต่อกิโลกรัม ลดลง 12% ถุงขยะ จาก 42 บาทต่อกิโลกรัม เหลือ 40 บาทต่อกิโลกรัม ลดลง 5% นอกจากนี้ ผลจากการที่กรมการค้าภายในได้ใช้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ โดยกำหนดให้เม็ดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์พลาสติกเป็นสินค้าที่อยู่ภายใต้การติดตามดูแลของคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) อย่างใกล้ชิด มีการติดตามสถานการณ์ด้านต้นทุน ปริมาณสต็อก การผลิต การนำเข้า และการจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งประสานความร่วมมือกับผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้ประกอบการในทุกระดับ เพื่อป้องกันการกักตุนสินค้าและการฉวยโอกาสปรับราคาที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง ส่งผลให้ปัจจุบันปริมาณเม็ดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์พลาสติกมีเพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ ไม่เกิดภาวะขาดแคลนสินค้า ขณะเดียวกันเมื่อสถานการณ์ต้นทุนวัตถุดิบและราคาพลังงานเริ่มผ่อนคลาย ผู้ประกอบการสามารถปรับลดราคาจำหน่ายลงได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลดีต่อทั้งภาคธุรกิจและประชาชนผู้บริโภค ขณะที่ผู้ประกอบการในพื้นที่ก็สะท้อนภาพเดียวกันว่า ราคาบรรจุภัณฑ์เริ่มทยอยปรับลดลงตามต้นทุนวัตถุดิบที่ผ่อนคลายลง โดยผู้ประกอบการจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ในตลาดฐานเพชร จังหวัดนนทบุรี เปิดเผยว่า ช่วงที่ผ่านมา ราคาสินค้าบรรจุภัณฑ์ปรับลดลงค่อนข้างมาก บางรายการลดลงลังละ 200–300 บาท โดยเฉพาะกลุ่มกล่องบรรจุอาหาร และแก้วพลาสติกที่บางชนิดปรับลดลงราว 100–200 บาท แม้ว่าปริมาณการสั่งซื้อของลูกค้าจะยังใกล้เคียงเดิม เนื่องจากเป็นสินค้าที่ร้านอาหารและผู้ประกอบการต้องใช้เป็นประจำทุกวัน ขณะเดียวกันทางโรงงานก็ยังสามารถจัดส่งสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง และหากต้นทุนจากโรงงานปรับลดลงอีก ผู้ค้าก็พร้อมทยอยปรับราคาลงตามต้นทุนเช่นกัน “กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์ราคาเม็ดพลาสติกและราคาสินค้าบรรจุภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การปรับลดต้นทุนวัตถุดิบสะท้อนมายังราคาสินค้าปลายทางอย่างเหมาะสม และเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการและประชาชนผู้บริโภค โดยคาดว่าราคาบรรจุภัณฑ์พลาสติกจะทยอยปรับลดลงเพิ่มเติมตามทิศทางราคาพลังงานและราคาเม็ดพลาสติกในตลาดโลกที่เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น” นายฉันทพัทธ์ กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 169/2569 พาณิชย์หารือ 3 สมาคมปุ๋ย ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ประเมินแนวโน้มปริมาณและราคาคลี่คลาย เร่งเดินหน้าทำงานใกล้ชิดทุกภาคส่วนรักษาระดับราคาให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เพื่อไม่เป็นภาระกับเกษตรกร (22 มิถุนายน 2569)
วันที่ 22 มิถุนายน 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับผู้แทน 3 สมาคมปุ๋ย ได้แก่ สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย และสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร เพื่อติดตามสถานการณ์ปุ๋ยภายหลังเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อความกังวลด้านปริมาณและราคาปุ๋ยในตลาดโลก นางศุภจี กล่าวว่า แม้ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอน แต่รัฐบาลได้ทำงานร่วมกันในลักษณะ “ทีมไทยแลนด์” อย่างใกล้ชิด โดยติดตามสถานการณ์ร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อบริหารจัดการปริมาณปุ๋ยให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ พร้อมดูแลให้ราคาจำหน่ายสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและไม่เป็นภาระแก่เกษตรกร ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา มีเรือสินค้าบรรทุกปุ๋ยจำนวน 5 ลำได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ แต่จากการประสานงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้เรือบางส่วนสามารถเดินทางออกจากพื้นที่ได้แล้ว ขณะที่อีกส่วนหนึ่งได้มีการปรับเปลี่ยนเส้นทางขนส่งเพื่อให้สามารถนำสินค้าเข้าสู่ประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง “สถานการณ์ปุ๋ยในปัจจุบันเริ่มมีสัญญาณคลี่คลายมากขึ้น ทั้งในด้านปริมาณสินค้าและแนวโน้มด้านราคา อย่างไรก็ตาม ภาครัฐและภาคเอกชนยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นและลดผลกระทบต่อเกษตรกรให้ได้มากที่สุด” นางศุภจี กล่าว ด้านนายเทพวิทย์ เตียวสุรัตน์กุล ที่ปรึกษาสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย กล่าวว่า สถานการณ์ปุ๋ยยูเรียในตลาดโลกเริ่มมีสัญญาณผ่อนคลายมากขึ้น หลังจากในช่วงประมาณ 3 เดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่สามารถนำเข้าปุ๋ยยูเรียจากแหล่งผลิตในตะวันออกกลางได้ตามปกติ แต่ในเดือนมิถุนายนเริ่มมีการส่งออกสินค้าจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อีกครั้ง ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตปุ๋ยในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบีย ได้ปรับรูปแบบการขนส่ง โดยลำเลียงสินค้าทางบกจากฝั่งอ่าวเปอร์เซียไปยังท่าเรือฝั่งทะเลแดงก่อนส่งออกมายังประเทศไทย ส่งผลให้การนำเข้าสินค้ามีความต่อเนื่องมากขึ้น และช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อการบริหารจัดการปริมาณปุ๋ยในระยะต่อไป นายเทพวิทย์ กล่าวว่า แนวโน้มราคาปุ๋ยยูเรียในตลาดโลกเริ่มทรงตัวและมีสัญญาณผ่อนคลายลง ขณะที่ปุ๋ยประเภท NP และ NPK ชะลอการปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำให้แนวโน้มราคาปุ๋ยในระยะต่อไปมีทิศทางสอดคล้องกับต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรในการเข้าถึงปัจจัยการผลิตในระดับราคาที่เหมาะสม นอกจากนี้ ปัจจุบันปริมาณปุ๋ยในประเทศยังอยู่ในระดับที่รองรับความต้องการใช้ได้ โดยกรมการค้าภายในมีระบบติดตามข้อมูลสต็อกและปริมาณสินค้าจากผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประเทศไทยยังมีทางเลือกในการจัดหาปุ๋ยจากประเทศผู้ผลิตรายสำคัญอื่น ๆ เพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงในอนาคต ด้านนายกองเอก เปล่งศักดิ์ ประกาศเภสัช นายกสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย กล่าวว่า สมาคมปุ๋ยทั้ง 3 สมาคมพร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการด้านปริมาณสินค้าและราคาอย่างใกล้ชิด โดยยึดหลักความเป็นธรรมและคำนึงถึงผลประโยชน์ของเกษตรกรเป็นสำคัญ นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ยังคงติดตามและกำกับดูแลราคาปุ๋ยอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การจำหน่ายเป็นไปตามกลไกตลาดและต้นทุนที่แท้จริง โดยที่ผ่านมาได้ตรวจสอบการจำหน่ายและป้องกันการกักตุนสินค้าในพื้นที่ต่าง ๆ แล้วกว่า 1,640 แห่ง และได้ดำเนินการตามกฎหมายในกรณีที่พบการกระทำความผิด พร้อมเปิดช่องทางให้เกษตรกรแจ้งข้อมูลหากพบการจำหน่ายในราคาที่ไม่เหมาะสม เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบได้ทันที สำหรับการช่วยเหลือเกษตรกรในระยะสั้น กระทรวงพาณิชย์ยังคงดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระปัจจัยการผลิต ธงเขียวราคาประหยัดพลัส” อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนด้านปุ๋ย โดยตั้งเป้าดำเนินการใน 40 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการแล้ว 6 จังหวัด และจะเดินหน้าต่อเนื่องไปจนถึงเดือนสิงหาคม 2569 ส่วนมาตรการระยะกลางและระยะยาว รัฐบาลเตรียมขับเคลื่อนโครงการ “ปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์คนละครึ่ง” ช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกร โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผ่านกรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน และสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ เพื่อวิเคราะห์ความต้องการใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมกับชนิดพืชและสภาพพื้นที่ ช่วยให้เกษตรกรใช้ปัจจัยการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต ทั้งนี้ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับชนิดปุ๋ยและพันธุ์พืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ รวมทั้งสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยชดเชยดอกเบี้ยให้ร้อยละ 3 ต่อปี จากอัตราปกติร้อยละ 6 ต่อปี ส่งผลให้เกษตรกรจ่ายดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 3 ต่อปี เพื่อสนับสนุนการลงทุนด้านการผลิตทางการเกษตร นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านต้นทุนการผลิต การบริหารจัดการผลผลิต การแปรรูป การขนส่ง การหาตลาดรองรับ และการส่งออก เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ภาคการเกษตรไทย และยกระดับรายได้ของเกษตรกรอย่างยั่งยืน
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 168/2569 “ค้าภายใน” ติวเข้มเกษตรกร–ผู้ประกอบการ ใช้ Live Commerce ขยายตลาดสินค้าเกษตร (21 มิถุนายน 2569)
กรมการค้าภายใน เปิดอบรมเชิงปฏิบัติการ “ขายสินค้าเกษตรให้ปัง ให้รวย ด้วย Live Commerce” รุ่นที่ 1 ภาคกลาง เสริมทักษะเกษตรกร ผู้ประกอบการ Farm Outlet และคนรุ่นใหม่ ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เพิ่มช่องทางขาย เชื่อมผู้ผลิตถึงผู้บริโภคโดยตรง พร้อมสร้างเครือข่ายนักขายออนไลน์ภาคเกษตร รองรับผลไม้ฤดูกาลผลิตปี 2569 นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “ขายสินค้าเกษตรให้ปัง ให้รวย ด้วย Live Commerce” รุ่นที่ 1 ภาคกลาง ณ โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชั่น โฮเทล อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี ว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อยและคนรุ่นใหม่ ให้สามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ Live Commerce เป็นเครื่องมือทางการค้าแห่งอนาคต เพื่อยกระดับรายได้ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของประเทศ ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้จัดการอบรมดังกล่าวขึ้น เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะด้านการตลาดออนไลน์ การจำหน่ายสินค้าผ่าน Live Commerce และการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล อาทิ TikTok Facebook และช่องทางออนไลน์อื่น ๆ ให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตรชุมชน Farm Outlet เกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ กลุ่ม Young Smart Farmer และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่มีความสนใจหรือมีพื้นฐานด้านการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ นายจิรวุฒิ กล่าวว่า ปัจจุบัน Live Commerce เป็นช่องทางการตลาดที่ได้รับความนิยมสูงและเติบโตอย่างรวดเร็ว สามารถสร้างยอดขาย สร้างรายได้ และเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตรายย่อยเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรง ขณะที่เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนจำนวนไม่น้อยต้องการองค์ความรู้ ทักษะ และเครื่องมือที่ช่วยให้สามารถแข่งขันในตลาดออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ กรมการค้าภายในจึงนำเครื่องมือดิจิทัลมาใช้เป็นช่องทางในการขยายตลาด สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรและสินค้าชุมชน รวมถึงเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร การอบรมครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพียงให้ผู้เข้าร่วมอบรม “ขายสินค้าออนไลน์เป็น” แต่ต้องการสร้าง “นักขายออนไลน์รุ่นใหม่” และ “เครือข่ายนัก Live Commerce ภาคเกษตร” ที่สามารถประชาสัมพันธ์และจำหน่ายสินค้าเกษตร สินค้าชุมชน รวมทั้งผลไม้ไทยในฤดูกาลผลิตปี 2569 ไปสู่ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเป็นการเพิ่มช่องทางจำหน่าย เชื่อมโยงตลาดระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภคโดยตรง และสร้างโอกาสทางการค้าให้แก่ชุมชน สำหรับการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “ขายสินค้าเกษตรให้ปัง ให้รวย ด้วย Live Commerce” รุ่นที่ 1 กำหนดจัดรวม 4 ครั้ง ครั้งละ 2 วัน มีผู้เข้าร่วมอบรมครั้งละ 60 คน ครอบคลุม 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคใต้ วันที่ 4–5 มิถุนายน 2569 ณ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภาคเหนือ วันที่ 13–14 มิถุนายน 2569 ณ จังหวัดเชียงใหม่ ภาคกลาง วันที่ 16–17 มิถุนายน 2569 ณ จังหวัดนนทบุรี และภาคอีสาน วันที่ 25–26 มิถุนายน 2569 ณ จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการทั่วประเทศสามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดการค้าออนไลน์ และสร้างรายได้จากสินค้าเกษตรไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ นายจิรวุฒิ กล่าวทิ้งท้ายว่า จากการจัดอบรมที่ผ่านมาได้รับผลตอบรับที่ดีจากผู้เข้าร่วมอบรม โดยเกษตรกรและผู้ประกอบการให้ความสนใจเรียนรู้เทคนิคการนำเสนอสินค้า การสร้างคอนเทนต์ และการสื่อสารกับผู้บริโภคผ่านการ Live จำหน่ายสินค้าอย่างมาก โดยเห็นว่าเป็นเครื่องมือที่สามารถนำไปใช้ได้จริงกับสินค้าของตนเอง กรมการค้าภายในจึงเชื่อมั่นว่า การอบรมครั้งนี้จะช่วยต่อยอดให้ผู้ประกอบการชุมชนมีความพร้อมเข้าสู่ตลาดออนไลน์มากขึ้น และสามารถใช้ Live Commerce เป็นช่องทางสร้างรายได้ใหม่ให้สินค้าเกษตรไทยในอนาคต
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 167/2569 กรมการค้าภายในจับมือโรงงานกะทิเร่งดูดซับผลผลิตมะพร้าวล้นตลาด เพิ่มรับซื้อ 2.5 ล้านลูกภายใน 2 สัปดาห์ ช่วยบรรเทาปัญหาราคาตกต่ำ (16 มิถุนายน 2569)
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือร่วมกับผู้ประกอบการโรงงานกะทิสำเร็จรูป เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 เวลา 14.00 น. ว่า ที่ประชุมได้ข้อสรุปสำคัญในการเร่งแก้ไขปัญหาผลผลิตมะพร้าวผลแก่ที่ออกสู่ตลาดจำนวนมากในช่วงเดียวกัน ส่งผลให้เกิดผลผลิตตกค้างในแหล่งรวบรวมและราคาปรับตัวลดลง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ที่มีผลผลิตตกค้างไม่น้อยกว่า 5 ล้านลูก เพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าว บริษัท เทพผดุงพรมะพร้าว จำกัด ผู้ผลิตกะทิสำเร็จรูปตราชาวเกาะ และบริษัท วราฟู้ดแอนด์ดริ๊ง จำกัด ผู้ผลิตกะทิสำเร็จรูปตราวรา ได้ให้ความร่วมมือกับกรมการค้าภายในในการเพิ่มการรับซื้อมะพร้าวจากพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์อีก 2.5 ล้านลูก ภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์ หรือเฉลี่ยเพิ่มขึ้นวันละประมาณ 180,000 ลูก จากปกติที่รับซื้อรวมวันละประมาณ 300,000 ลูก พร้อมเพิ่มกำลังการผลิตและเดินเครื่องจักรในวันอาทิตย์ เพื่อเร่งระบายผลผลิตที่ตกค้างออกจากระบบการค้า นายจิรวุฒิ กล่าวว่า สถานการณ์ดังกล่าวเกิดจากผลผลิตมะพร้าวในปี 2569 ที่มีปริมาณรวมประมาณ 852,000 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 2.4 ประกอบกับผลกระทบจากภาวะแล้งในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดล่าช้ากว่าปกติและกระจุกตัวในช่วงปัจจุบัน อีกทั้งผลมะพร้าวมีขนาดเล็กลง ไม่เป็นที่ต้องการของตลาดมะพร้าวหัวขูดในตลาดสดซึ่งนิยมผลขนาดใหญ่ ส่งผลให้ผลผลิตจำนวนมากไหลเข้าสู่โรงงานแปรรูป อย่างไรก็ตาม โรงงานมีข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตและคำสั่งซื้อ ทำให้ไม่สามารถรับซื้อผลผลิตได้ทั้งหมด ส่งผลให้มีผลผลิตตกค้างในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวมถึงจังหวัดชุมพร นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี โดยทั้ง 4 จังหวัดมีผลผลิตตกค้างรวมกันอีกประมาณ 5 ล้านลูก สำหรับสถานการณ์ราคา ปัจจุบันราคามะพร้าวผลแก่อยู่ที่ 6-7 บาทต่อผล ลดลงจากช่วงก่อนหน้า เนื่องจากปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดมากกว่าความต้องการของโรงงาน ประกอบกับข้อจำกัดด้านการตรวจสอบย้อนกลับของแหล่งผลิต และมาตรการด้านแรงงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้ลิงเก็บมะพร้าว ซึ่งส่งผลต่อการส่งออกในบางตลาด ทั้งนี้ ความต้องการใช้มะพร้าวผลแก่ของประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 1.20 ล้านตันต่อปี แบ่งเป็นการบริโภคภายในประเทศประมาณ 0.50 ล้านตัน หรือร้อยละ 42 และใช้ในอุตสาหกรรมแปรรูปเพื่อการส่งออกประมาณ 0.70 ล้านตัน หรือร้อยละ 58 ของความต้องการใช้ทั้งหมด แม้ว่าประเทศไทยจะมีผลผลิตมะพร้าวออกสู่ตลาดตลอดทั้งปี แต่ผลผลิตมีลักษณะกระจุกตัวในช่วงเดือนเมษายนถึงสิงหาคม และออกน้อยในช่วงเดือนกันยายนถึงธันวาคม ส่งผลให้บางช่วงมีวัตถุดิบไม่เพียงพอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการจึงมีความจำเป็นต้องนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศในบางช่วงเพื่อรักษาความต่อเนื่องของการผลิตและความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผลผลิตภายในประเทศออกสู่ตลาดจำนวนมาก โรงงานกะทิได้ชะลอการนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยปัจจุบันปริมาณนำเข้าลดลงกว่า 65% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพื่อรองรับผลผลิตภายในประเทศและช่วยแก้ไขปัญหาผลผลิตตกค้าง ด้านนายเกียรติศักดิ์ เทพผดุงพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทพผดุงพรมะพร้าว จำกัด ผู้ผลิตกะทิสำเร็จรูปตราชาวเกาะ กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทรับซื้อมะพร้าวผลแก่เฉลี่ยวันละประมาณ 120,000 ลูก จาก จ. นครศรีธรรมราช และเนื้อมะพร้าวจาก จ. ประจวบคีรีขันธ์ ที่คิดเป็นมะพร้าวลูก ประมาณ 3-400,000 ลูก จากเพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตกะทิและผลิตภัณฑ์แปรรูปต่าง ๆ ทั้งเพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ โดยในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก บริษัทมีความพร้อมที่จะเพิ่มการรับซื้อจากเกษตรกรและผู้รวบรวม พร้อมเดินเครื่องจักรและเพิ่มกำลังการผลิตอย่างเต็มศักยภาพทุกวัน รวมถึงวันอาทิตย์ เพื่อช่วยดูดซับผลผลิตส่วนเกิน ลดปัญหาผลผลิตตกค้าง และช่วยบรรเทาผลกระทบด้านราคาที่เกษตรกรได้รับ รองอธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการเพิ่มการรับซื้อครั้งนี้จะช่วยลดปริมาณผลผลิตตกค้างในระยะเร่งด่วน และคาดว่าจะช่วยให้ราคามะพร้าวปรับตัวเข้าสู่กลไกตลาดตามปกติภายในช่วง 2 เดือนข้างหน้า ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตมะพร้าวแก่จะเริ่มลดลงหรือเข้าสู่ภาวะ "ขาดคอ" ทำให้ปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยลง ทั้งนี้ กรมการค้าภายในและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่จะติดตามสถานการณ์การรับซื้อและราคาอย่างใกล้ชิด พร้อมส่งเสริมการจัดทำแปลงมาตรฐาน GAP เพื่อเพิ่มโอกาสให้ล้งรวบรวมผลผลิตนอกเครือข่ายโรงงานสามารถส่งมะพร้าวเข้าสู่โรงงานแปรรูปได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ระบบการตลาดมะพร้าวกลับเข้าสู่ภาวะปกติและเกิดความสมดุลมากยิ่งขึ้นในระยะต่อไป
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 166/2569 กกร. เห็นชอบคงสินค้าและบริการควบคุมปี 2569 จำนวน 66 รายการ ย้ำ “สินค้าควบคุม” ไม่ได้หมายถึงการควบคุมราคาทุกกรณี แต่มาตรการมีหลายระดับ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ดูแลราคาให้เป็นธรรม ป้องกันสินค้าขาดแคลน (16 มิถุนายน 2569)
คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ทบทวนสินค้าและบริการควบคุมประจำปี 2569 เห็นชอบให้คงสินค้าและบริการควบคุม 66 รายการต่อเนื่องอีก 1 ปี พร้อมปรับมาตรการกำกับดูแลเพิ่มขึ้นและลดลงในบางรายการให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความจำเป็นของสินค้าแต่ละประเภท เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ดูแลความเป็นธรรมด้านราคา ป้องกันการปรับขึ้นราคาที่ไม่สมเหตุสมผล และรักษาปริมาณสินค้าให้เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ณ ห้อง 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ครั้งที่ 2/2569 กล่าวว่า เป็นการประชุมทบทวนสินค้าและบริการควบคุมรวมถึงการกำหนดมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความจำเป็น โดยพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความเป็นธรรมในด้านราคาสินค้าและค่าบริการ รวมทั้งป้องกันมิให้ราคาสินค้าและค่าบริการต่างๆ สูงขึ้นโดยรวดเร็วเกินสมควรและให้ปริมาณสินค้ามีเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์มีหน้าที่ติดตาม กำกับดูแลสถานการณ์ภาพรวมสำหรับสินค้าและบริการที่มีความจำเป็นและมีผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง โดยการกำหนดว่าสินค้าใดควรเป็นสินค้าและบริการควบคุม มีคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เป็นผู้พิจารณาความเหมาะสมและความสอดคล้องกับสถานการณ์ของสินค้าและบริการนั้นๆ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายเป็นลำดับแรก โดยการกำหนดสินค้าและบริการควบคุมในแต่ละปี ได้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ สมาคมที่เกี่ยวข้อง และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในแต่ละกลุ่มสินค้า เพื่อนำข้อมูลด้านการผลิต การตลาด ต้นทุน และสถานการณ์การค้า มาประกอบการพิจารณาให้มาตรการกำกับดูแลมีความเหมาะสมมากที่สุด นางศุภจี กล่าวต่อว่า การประชุม นอกจากทบทวนรายการสินค้าและบริการควบคุมแล้ว ที่ประชุมยังพิจารณากำหนดมาตรการกำกับดูแลให้สอดคล้องกับลักษณะและสถานการณ์ของสินค้าและบริการนั้น ๆ โดยมีมาตรการกำกับดูแลหลายระดับตั้งแต่เข้มข้นสุด ได้แก่ การกำหนดราคาจำหน่ายสินค้าและบริการ การขออนุญาตปรับราคาจำหน่าย การขออนุญาตส่งออกสินค้าเกษตร การควบคุมการขนย้ายสินค้าเกษตร การให้แจ้งข้อมูลและแจ้งเปลี่ยนแปลงราคารับซื้อหรือจำหน่าย การจัดทำบัญชีคุมสินค้า ตลอดจนการกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการรับซื้อสินค้าเกษตร โดย กกร. จะเลือกใช้มาตรการที่เหมาะสมและจำเป็นที่สุดกับแต่ละสินค้า เพื่อให้การกำกับดูแลเกิดประสิทธิภาพ สร้างความเป็นธรรมต่อทั้งผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค พร้อมรักษาสมดุลของระบบการค้าและเสถียรภาพด้านราคาในภาพรวม สำหรับการทบทวนในปีนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้คงการกำหนดสินค้าและบริการควบคุมจำนวน 66 รายการ ต่อเนื่องอีก 1 ปี พร้อมคงมาตรการแสดงราคาสินค้าและบริการทั้งในช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ โดยในจำนวน 66 รายการ มีสินค้าที่มีการปรับปรุงมาตรการกำกับดูแลให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของสินค้าแต่ละประเภท โดยสินค้าที่มีการปรับเพิ่มมาตรการ ประกอบด้วย1. สินค้ามะพร้าวผลอ่อนและผลิตภัณฑ์ และกากถั่วเหลือง เพิ่มมาตรการจัดทำบัญชีคุมสินค้า เพื่อให้ภาครัฐสามารถติดตามข้อมูลด้านราคา ปริมาณการซื้อขาย การนำเข้า การส่งออก และปริมาณคงเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 2. สินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพิ่มมาตรการควบคุมการขนย้าย3. สินค้าเม็ดพลาสติก ปรับมาตรการการแจ้งข้อมูลให้ครอบคลุมบรรจุภัณฑ์ที่กระทบต่อคนส่วนใหญ่ 4. สินค้าหอมหัวใหญ่และกระเทียม เพิ่มมาตรการแจ้งข้อมูลการนำเข้าและ จัดทำบัญชีคุมสินค้า เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้า การสวมสิทธิ์สินค้า และพฤติกรรมทางการค้าที่อาจส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและราคาสินค้าในประเทศและสินค้าที่มีการปรับลดมาตรการ เนื่องจากสถานการณ์ด้านปริมาณและราคาเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว เช่น ผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์เพื่อสุขอนามัยสำหรับมือ ยางพารา หน้ากากอนามัย และชุดตรวจ ATK ปรับมาตรการกำกับดูแลให้สอดคล้องกับสภาพตลาดในปัจจุบัน โดยยังคงมาตรการที่จำเป็นต่อการคุ้มครองผู้บริโภคไว้ตามความเหมาะสม รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์ราคาสินค้า ต้นทุนการผลิต และภาวะเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก เพื่อให้การกำกับดูแลสินค้าและบริการเป็นไปอย่างเหมาะสม สมดุล และไม่กระทบต่อประชาชน ผู้ประกอบการ และเกษตรกรไทย “การเป็นสินค้าและบริการควบคุม ไม่ได้หมายถึงการใช้มาตรการในการควบคุมราคาจำหน่ายทุกกรณี แต่เป็นกลไกในการติดตามและกำกับดูแลให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน กระทรวงพาณิชย์จะสื่อสารทำความเข้าใจต่อสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสินค้าและบริการควบคุมแต่ละรายการมีมาตรการกำกับดูแลแตกต่างกันตามลักษณะสินค้าและสถานการณ์ตลาด” นางศุภจี กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 165/2569 “พาณิชย์” พาคณะทูต 13 ประเทศ ชิมผลไม้จันทบุรี ชูไทยดินแดนผลไม้เมืองร้อน กระตุ้นบริโภค–ต่อยอดดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติสู่ Fruit Tourism (15 มิถุนายน 2569)
กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน จัดกิจกรรมสร้างการรับรู้ศักยภาพผลไม้ไทย ภายใต้โครงการ “Thailand : The Land of Tropical Fruits 2026” ระหว่างวันที่ 13–14 มิถุนายน 2569 ณ จังหวัดจันทบุรี นำคณะทูตานุทูตจาก 13 ประเทศ เยี่ยมชมแหล่งผลิตผลไม้คุณภาพ ชิมผลไม้สดจากต้น และสัมผัสเสน่ห์ชุมชนท้องถิ่น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ มาตรฐานการผลิต และเพิ่มโอกาสการบริโภคผลไม้ไทย นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ปี 2569 เป็นปีที่ผลไม้ไทย ออกสู่ตลาดในปริมาณมาก กรมการค้าภายในจึงเดินหน้าส่งเสริมการบริโภคผลไม้ไทยเชิงรุกควบคู่กับการสร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ ๆ ตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เพื่อรองรับผลผลิตคุณภาพของเกษตรกรไทย ทั้งในประเทศและเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขยายการบริโภคผลไม้ไทยในอนาคต สำหรับการนำคณะทูตานุทูตเยือนจังหวัดจันทบุรีครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อนำเสนอผลไม้ไทยในฐานะสินค้าศักยภาพของประเทศ ที่มีทั้งรสชาติ เอกลักษณ์เฉพาะถิ่น และความหลากหลายตามฤดูกาล พร้อมสร้างการรับรู้ในกลุ่มตลาดสำคัญ อาทิ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น กลุ่มประเทศ CIS ตะวันออกกลาง และตลาดศักยภาพใหม่ในภูมิภาคต่าง ๆ คณะทูตานุทูตจาก 13 ประเทศ ประกอบด้วย เอกอัครราชทูตจากซาอุดีอาระเบีย คาซัคสถาน เบลเยียม ฮังการี อิตาลี โปรตุเกส กัวเตมาลา คิวบา เวเนซุเอลา เคนยา และผู้แทนจากสถานทูตบังกลาเทศ อาเซอร์ไบจาน และอุซเบกิสถาน ได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมกระบวนการผลิตผลไม้ไทยตั้งแต่สวนจนถึงปลายทาง ทั้งการเพาะปลูก การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว การคัดแยก การบรรจุ และการขนส่ง โดยมีนายอดิศร์ หะริณสุต ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้นำคณะ เพื่อสะท้อนความพร้อมของภาคเกษตรไทย และเปิดโอกาสให้ผู้แทนต่างประเทศเห็นกระบวนการผลิตจริงในพื้นที่ นอกจากนี้ คณะทูตยังได้ชิมผลไม้สดและผลิตภัณฑ์แปรรูปของไทยด้วยตนเอง อาทิ ทุเรียน มังคุด เงาะ ทุเรียนทอด ทุเรียนกวน และมังคุดกวน ซึ่งช่วยสร้างประสบการณ์ตรงในเรื่องรสชาติและคุณภาพของผลไม้ไทย พร้อมขยายโอกาสทางการค้าทั้งในรูปแบบผลสดและผลิตภัณฑ์แปรรูปไปสู่ตลาดใหม่ ๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลาง CIS ลาตินอเมริกา และแอฟริกา นายฉันทพัทธ์ กล่าวว่า กรมการค้าภายในยังให้ความสำคัญกับการผลักดันแนวคิด “Fruit Tourism“ ผ่าน “Fruit Diplomacy“ ให้ผลไม้ไทยเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การท่องเที่ยวในประเทศไทย ทั้งนี้ จังหวัดจันทบุรีสะท้อนภาพความเป็นดินแดนผลไม้เมืองร้อนของไทยได้อย่างชัดเจน ทั้งทุเรียน มังคุด เงาะ และผลไม้ตามฤดูกาลหลากหลายชนิด ขณะเดียวกันยังมีชุมชนท่องเที่ยวและ “ตลาดต้องชม” ที่กรมการค้าภายในส่งเสริมให้เป็นพื้นที่เชื่อมโยงผลไม้ อาหารพื้นถิ่น สินค้าชุมชน และการท่องเที่ยว ช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกร ผู้ประกอบการท้องถิ่น และชุมชน “กิจกรรมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการพาคณะทูตมาชิมผลไม้ แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่าไทยมีศักยภาพทั้งด้านความหลากหลายของผลไม้ มาตรฐานการผลิต และเสน่ห์ของชุมชนท้องถิ่น เราต้องการให้ผลไม้ไทยเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวต้องลิ้มลองเมื่อมาเยือนประเทศไทย พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านผลไม้เมืองร้อนของโลกอย่างยั่งยืน” นายฉันทพัทธ์กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ