ข่าวที่ 131/2569 ค้าภายในจับมือ Go Wholesale ดันผลไม้ไทยสู่ตลาด เชื่อมโยงซื้อขายต่อเนื่อง สร้างรายได้เกษตรกร (3 พฤษภาคม 2569)
นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้เดินหน้าความร่วมมือกับภาคเอกชน โดยเฉพาะ Go Wholesale อย่างต่อเนื่อง เพื่อเชื่อมโยงตลาดสินค้าเกษตรและช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถจำหน่ายผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปีนี้ กรมฯ ร่วมกับ Go Wholesale ดำเนินกิจกรรมเชื่อมโยงซื้อขายสินค้าเกษตรผ่านตลาดข้อตกลง โดยใช้สัญญามาตรฐานของกรมฯ ส่งผลให้มีการรับซื้อผลผลิตแล้วกว่า 5,385 ตัน มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ครอบคลุมสินค้าเกษตรหลากหลายชนิด ทั้งผลไม้และพืชผัก อาทิ ทุเรียน มังคุด มะม่วง ส้มโอ เงาะ ลองกอง รวมถึงหอมแดง กระเทียม และหอมหัวใหญ่ นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือช่วยรับซื้อสินค้าเกษตรในช่วงที่มีปัญหาผลผลิตล้นตลาด เช่น กะหล่ำปลี ถั่วแดง ข้าวโพดหวาน มันฝรั่ง หอมแดง หอมหัวใหญ่ และมะม่วงรวมปริมาณกว่า 1,000 ตัน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร และช่วยรักษาเสถียรภาพด้านราคาในตลาด นายฉันทพัทธ์ กล่าวว่า ภาพรวมปี 2569 กรมการค้าภายในสามารถเชื่อมโยงสินค้าเกษตรได้แล้วกว่า 18,900 ตัน ครอบคลุม 27 จังหวัด มูลค่ารวมกว่า 640 ล้านบาท โดยมีสินค้าเกษตรมากกว่า 39 ชนิด ทั้งผลไม้และพืชหัว สำหรับแนวทางในระยะต่อไป กรมฯ จะขยายความร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตร ทั้งห้าง Modern Trade ผู้รวบรวม ผู้ส่งออก โรงงานแปรรูป และผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตร สร้างรายได้ให้เกษตรกร พร้อมยกระดับคุณภาพสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาด และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ในส่วนของกิจกรรมวันนี้ Go Wholesale ได้จัดกิจกรรม “บุฟเฟต์ทุเรียน ผลไม้เมืองร้อน” ระหว่างวันที่ 25 เมษายน – 24 พฤษภาคม 2569 ใน 11 สาขาทั่วประเทศ โดยใช้ผลไม้รวมกว่า 25 ตัน จัดวันละ 2 รอบ ได้แก่ เวลา 11.00–12.00 น. และ 15.00–16.00 น. รองรับรอบละ 25 คน ภายในงานผู้บริโภคจะได้อิ่มอร่อยกับทุเรียนหลากหลายสายพันธุ์ พร้อมผลไม้ไทยตามฤดูกาล เช่น มังคุด เงาะ มะม่วง สละ ลิ้นจี่ และไอศกรีมรสผลไม้ ในราคาผู้ใหญ่ 599 บาทต่อคน (สาขาภาคใต้ 699 บาท) และเด็กอายุไม่เกิน 12 ปี ราคา 359 บาท พร้อมโปรโมชั่นส่วนลดเมื่อซื้อสินค้าในแผนกผักและผลไม้ครบตามเงื่อนไข ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนมาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2569 ของกระทรวงพาณิชย์ โดยมีการรับซื้อผลไม้หลัก ได้แก่ ทุเรียน เงาะ และมังคุด รวมกว่า 500 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 50 “กรมการค้าภายในจะเดินหน้าทำงานเชิงรุก ร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อบริหารจัดการผลไม้อย่างเป็นระบบ กระตุ้นการบริโภคในประเทศ และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทย” นายฉันทพัทธ์ กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 130/2569 พาณิชย์เข้ม ตรวจยึดเครื่องชั่งไม่ได้มาตรฐานกว่า 6,600 เครื่อง ลุยกวาดล้างขายออนไลน์ผิดกฎหมาย ป้องกันประชาชน–ผู้ค้าเสียเปรียบ (3 พฤษภาคม 2569)
กรมการค้าภายใน โดยเจ้าหน้าที่ชั่งตวงวัด เดินหน้าตรวจสอบการจำหน่ายเครื่องชั่งที่ไม่ได้รับการตรวจสอบและให้คำรับรองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และระบบการค้าหากมีการนำเครื่องชั่งที่ไม่ได้มาตรฐานไปใช้ซื้อขายสินค้า ล่าสุด เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายในจังหวัดนนทบุรีและจังหวัดร้อยเอ็ด พบเครื่องชั่งที่ไม่ได้รับการตรวจสอบและให้คำรับรอง 6,656 เครื่อง จึงได้ตรวจยึดไว้เป็นของกลางเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 เจ้าหน้าที่ชั่งตวงวัด ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ บก.ปคบ. เข้าตรวจสอบสถานที่จัดเก็บสินค้าในพื้นที่ตำบลราษฎร์นิยม อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี หลังสืบทราบว่าเป็นสถานที่จัดเก็บเครื่องชั่งที่ไม่ได้รับการตรวจสอบเพื่อให้คำรับรอง และมีการจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ตรวจสอบพบเครื่องชั่งสปริงและดิจิทัล ที่ไม่ได้รับการตรวจสอบให้คำรับรอง 4,471 เครื่อง นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 เจ้าหน้าที่ศูนย์ชั่งตวงวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือขอนแก่น พร้อมเจ้าหน้าที่สำนักงานสาขาชั่งตวงวัดเขตร้อยเอ็ด เข้าตรวจสอบสถานที่จัดเก็บและจำหน่ายเครื่องชั่งในพื้นที่ตำบลดงแดง อำเภอจตุรพักตรพิมาน จังหวัดร้อยเอ็ด หลังได้รับข้อมูลว่ามีการจัดเก็บเครื่องชั่งดิจิทัลที่ไม่ได้รับการตรวจสอบให้คำรับรองจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ พบเครื่องชั่งที่ไม่ได้รับการตรวจสอบให้คำรับรอง 2,185 เครื่อง โดยร้านค้าออนไลน์ทั้ง 2 กรณี ไม่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจขายเครื่องชั่ง นางสาวญาณี กล่าวว่า เครื่องชั่งที่ไม่มีคำรับรองเป็นเครื่องชั่งที่ไม่ควรนำมาใช้ในการซื้อขายสินค้า เนื่องจากอาจส่งผลให้การชั่งน้ำหนักคลาดเคลื่อน ไม่เป็นธรรมต่อทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย และกระทบต่อความน่าเชื่อถือในการค้าขายโดยตรง โดยเฉพาะในระบบการค้าสมัยใหม่ ศูนย์กระจายสินค้า ร้านค้าปลีก ตลาดสด หรือจุดรับส่งสินค้า หากมีการใช้เครื่องชั่งที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจทำให้เกิดข้อโต้แย้งเรื่องปริมาณสินค้า ความเสียหายด้านต้นทุน การคำนวณราคาไม่ถูกต้อง ตลอดจนสร้างความไม่ไว้วางใจในห่วงโซ่อุปทานและบรรยากาศการค้าโดยรวม กรมการค้าภายในขอแนะนำผู้ประกอบการให้จำหน่ายและใช้เฉพาะเครื่องชั่งที่มีเครื่องหมายคำรับรองจากพนักงานเจ้าหน้าที่เท่านั้น ผู้ฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมาย โดยการจำหน่ายเครื่องชั่งที่ไม่มีหนังสือรับรองประกอบธุรกิจ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนการจำหน่ายเครื่องชั่งที่ไม่มีคำรับรอง มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับพ่อค้าแม่ค้าและผู้ประกอบการที่ต้องการเลือกซื้อเครื่องชั่งไปใช้งาน ขอให้สังเกตว่าเครื่องชั่งดิจิทัลที่ถูกต้องตามกฎหมายจะต้องมีเครื่องหมายคำรับรองจากพนักงานเจ้าหน้าที่ในลักษณะซีล (Seal) แสดงว่าเครื่องชั่งดังกล่าวผ่านการตรวจสอบแล้ว รวมทั้งต้องมีสติกเกอร์ QR Code เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อมูลแหล่งที่มาและสถานะการรับรองได้อย่างโปร่งใส นอกจากนี้ เมื่อมีการนำเครื่องชั่งไปใช้งานในตลาดหรือสถานประกอบการ เจ้าหน้าที่จะเข้าตรวจสอบความถูกต้องเที่ยงตรงของเครื่องชั่งเป็นประจำทุกปี และติดสติกเกอร์แสดงการตรวจสอบประจำปี เพื่อยืนยันว่าเครื่องยังคงมีความแม่นยำตามมาตรฐาน ทั้งนี้ ผู้ประกอบการด้านเครื่องชั่งสามารถยื่นขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจนำเข้าและขายเครื่องชั่งตวงวัดได้ที่สำนักงานกลางชั่งตวงวัด หรือสำนักงานสาขาชั่งตวงวัดทุกจังหวัด โดยสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มได้ทางเว็บไซต์กรมการค้าภายใน (www.dit.go.th) กรมการค้าภายในยืนยันว่าจะเดินหน้าตรวจสอบเครื่องชั่งอย่างเข้มงวดอย่างต่อเนื่อง ทั้งในตลาดสด ห้างสรรพสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า และช่องทางออนไลน์ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมระบบการค้าที่เป็นธรรม หากประชาชนพบเห็นการใช้เครื่องชั่งโกงน้ำหนัก หรือเครื่องชั่งที่ไม่ได้มาตรฐาน สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานชั่งตวงวัดทั่วประเทศ
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 129/2569 “ค้าภายใน” ลงพื้นที่พบเกษตรกรปาล์ม ย้ำส่งออกยังคล่องตัว ดันใช้ B20 เพิ่ม โรงสกัดต้องให้ราคาเพิ่มตามคุณภาพ ไม่มีติดคิว หนุนราคาปาล์มขยับ เกษตรกรมั่นใจสถานการณ์คลี่คลาย (2 พฤษภาคม )
วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากกรณีที่กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ภาคกลาง ทั้งจังหวัดสระบุรีและจังหวัดปทุมธานี เข้ายื่นหนังสือต่อกระทรวงพาณิชย์ เพื่อสะท้อนข้อกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ราคาปาล์มน้ำมันและการส่งออก นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และเร่งแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด โดยวันนี้กรมการค้าภายในได้ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน ในพื้นที่จังหวัดสระบุรีและปทุมธานี พร้อมหารือร่วมกับนายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย ผู้แทนโรงสกัด และกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อรับฟังสถานการณ์และข้อเสนอจากเกษตรกรโดยตรง นายวิทยากร กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ติดตามสถานการณ์ปาล์มน้ำมันทั้งระบบอย่างต่อเนื่อง และบริหารจัดการให้เกิดสมดุลทั้งด้านสต็อก การใช้ในประเทศ และการส่งออก เพื่อให้ราคาสะท้อนกลไกตลาดและเกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยในส่วนที่เกษตรกรมีข้อกังวลเรื่องการส่งออกนั้น กรมการค้าภายในขอยืนยันว่า ปัจจุบันยังสามารถส่งออกน้ำมันปาล์มได้ตามปกติ ภายใต้กรอบบริหารจัดการสต็อกที่เหมาะสม ซึ่งตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 จนถึงปัจจุบัน ได้อนุญาตส่งออกแล้ว 11 ราย ปริมาณรวมกว่า 200,000 ตัน และอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ นายวิทยากร ยังกล่าวต่อว่า “สถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบในภาคพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซลเพื่อช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดีเซลและสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ปัจจุบันมีความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบเพื่อผลิตไบโอดีเซลมากกว่า 100,000 ตันต่อเดือน อีกทั้งยังมีการขยายจุดให้บริการน้ำมัน B20 แล้วกว่า 200 จุดทั่วประเทศ รวมถึงมีนโยบายสนับสนุนให้ราคาน้ำมัน B20 ต่ำกว่า B7 เพื่อจูงใจการใช้งาน ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนราคาผลปาล์มในช่วงนี้ ล่าสุด ราคาผลปาล์มปรับขึ้นมาอยู่ที่ 6.80-7.20 บาทต่อกิโลกรัม จากสัปดาห์ก่อนที่อยู่ในระดับ 6.60-7.00 บาทต่อกิโลกรัม สะท้อนทิศทางตลาดที่ปรับตัวดีขึ้นทั้งจากความต้องการใช้ในประเทศและตลาดโลก” ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ อธิบดีกรมการค้าภายในยังได้ติดตามสถานการณ์รับซื้อของโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มในพื้นที่ ได้แก่ บริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด (มหาชน) ซึ่งยืนยันว่าโรงงานยังเปิดรับซื้อผลปาล์มตามปกติ เดินเครื่องผลิตเต็มกำลัง และไม่พบปัญหาการติดคิวหน้าโรงงาน เนื่องจากผลผลิตทยอยออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องไม่กระจุกตัวเหมือนบางช่วงในปีก่อน ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้เน้นย้ำให้โรงงานสกัดรับซื้อผลปาล์มตามคุณภาพและเปอร์เซ็นต์น้ำมัน เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่เกษตรกร และจูงใจให้เกษตรกรพัฒนาคุณภาพผลผลิต โดยเฉพาะการตัดปาล์มสุกที่มีเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง เพื่อยกระดับมาตรฐานปาล์มน้ำมันไทยในระยะยาว ด้านนายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันเกษตรกรพึงพอใจกับระดับราคาที่ปรับตัวดีขึ้น และสถานการณ์รับซื้อปีนี้ถือว่าคลี่คลายกว่าปีก่อน ไม่มีปัญหาปาล์มตกค้างหน้าโรงงาน พร้อมขอให้ภาครัฐติดตามการรับซื้ออย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับเกษตรกร และขณะนี้เกษตรกรพึงพอใจกับระดับราคาที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 128/2569 “พาณิชย์” คิกออฟ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” ผนึกไปรษณีย์ไทย เปิดจุดขาย 946 แห่งทั่วประเทศ กระจายสินค้าราคาประหยัดถึงชุมชน (1 พฤษภาคม 2569)
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิด (Kick off) โครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ณ ไปรษณีย์ สาขานนทบุรี ว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้บูรณาการความร่วมมือกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนไม่น้อยกว่า 280 ล้านบาทต่อเดือน โดยนำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นมาจำหน่ายในราคาต่ำกว่าท้องตลาด ผ่านจุดจำหน่ายในชุมชน และเครือข่ายไปรษณีย์ไทย ควบคู่กับการส่งเสริมรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อยโดยไม่กระทบต่อกลไกตลาดเดิม รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ภาครัฐร่วมกันนำสินค้าจำเป็นราคาประหยัดมาเป็นทางเลือกให้ประชาชน โดยจับมือกับไปรษณีย์ไทยจะเป็นกลไกสำคัญในการกระจายสินค้าไปสู่ประชาชนทั่วประเทศ “เราต้องการลดค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน ควบคู่กับการสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการรายเล็กและสินค้าชุมชน โดยใช้ไปรษณีย์ไทยเป็นช่องทางสำคัญในการกระจายสินค้าให้เข้าถึงทุกพื้นที่” นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำถึงความร่วมมือแบบบูรณาการระหว่างหลายกระทรวง โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยที่เปิดจุดจำหน่ายในระดับอำเภอกว่า 800 แห่งทั่วประเทศ และไปรษณีย์ไทยที่เข้ามา “เติมเต็ม” ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าได้ทุกวัน รวมทั้งมีแผนต่อยอดยกระดับสินค้าชุมชนให้ได้มาตรฐาน เพื่อขยายโอกาสสู่ตลาดในประเทศและต่างประเทศในอนาคต ในระยะเริ่มต้น ได้เปิดจำหน่ายสินค้าผ่านที่ทำการไปรษณีย์จังหวัดทั่วประเทศ จำนวน 122 จุด แบ่งเป็น กรุงเทพมหานคร 28 จุด ปริมณฑล 21 จุด และส่วนภูมิภาค 73 จุด และในสัปดาห์ที่ 2 จะขยายเพิ่มเติมไปยังที่ทำการไปรษณีย์อำเภออีก 824 จุด รวมเป็น 946 จุดทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนในชุมชนและพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง สำหรับกิจกรรมภายใต้ความร่วมมือกับไปรษณีย์ไทย ประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ การเป็นจุดจำหน่ายสินค้าราคาพิเศษ และการเป็นศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Center: DC) รองรับการกระจายผ่านรถพุ่มพวง โดยมีสินค้าเข้าร่วมโครงการ 15 รายการ จากผู้ประกอบการ 12 ราย ครอบคลุมสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำปลา ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด โดยจำหน่ายในราคาลดลงสูงสุดถึง 25% ด้านนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทยจะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าไทย “ไปรษณีย์ไทยมีพื้นที่จำหน่ายสินค้าชุมชนอยู่แล้ว และในโครงการนี้จะขยายจุดจำหน่ายเพิ่มกว่า 800 แห่งในระยะเริ่มต้น ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าได้สะดวกมากขึ้น และในอนาคตมีแผนพัฒนาให้สามารถสั่งซื้อสินค้าไทยช่วยไทยผ่านระบบไปรษณีย์ได้” ขณะที่ ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทยพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะด้านโลจิสติกส์และการกระจายสินค้า ในการส่งสินค้าจำเป็นเหล่านี้ไปถึงพี่น้องประชาชนทั่วประเทศให้ได้อย่างทั่วถึง ทั้งนี้ ภาครัฐยังให้การสนับสนุนเพิ่มเติม เช่น การช่วยเหลือค่าขนส่งสินค้า การจัดทำคูปองส่วนลดจำนวน 500,000 ใบ มูลค่าใบละ 100 บาท เพื่อช่วยลดภาระทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ พร้อมทั้งส่งเสริมสินค้าเอสเอ็มอีและสินค้าชุมชนให้สามารถเติบโตและเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น โครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการดูแลประชาชนในช่วงภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน โดยมุ่งให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาประหยัด สะดวก ใกล้บ้าน และทั่วถึงทุกพื้นที่
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 127/2569 “พาณิชย์“ ห่วงชาวสวนจันทบุรี สั่งเร่งสำรวจความเสียหายและช่วยเหลือเกษตรกรโดยเร็วที่สุด (1 พฤษภาคม 2569)
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงสถานการณ์พายุที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่สวนทุเรียนในจังหวัดจันทบุรี ทำให้ผลผลิตของเกษตรกรได้รับความเสียหายในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะสวนที่อยู่ในช่วงใกล้เก็บเกี่ยว นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์มีความห่วงใยพี่น้องเกษตรกรชาวสวนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้ และได้สั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดจันทบุรีประสานผู้ว่าราชการจังหวัดลงพื้นที่สำรวจความเสียหายโดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งประสานงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อเร่งหารือแนวทางช่วยเหลือและเยียวยาเกษตรกรชาวสวนที่ประสบภัยพิบัติอย่างเร่งด่วน ในส่วนของทุเรียนที่ได้รับผลกระทบ แต่มีความพร้อมสามารถตัดได้ และมีเปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้งมากกว่า 30% กระทรวงพาณิชย์จะนำผู้ซื้อและผู้ประกอบการเข้าไปคัดเลือกผลผลิตจากสวน เพื่อนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะทุเรียนทอด เพื่อช่วยลดความเสียหาย ลดการสูญเสียของผลผลิต และช่วยให้เกษตรกรยังสามารถสร้างรายได้จากผลผลิตที่ได้รับผลกระทบได้บางส่วน ขณะเดียวกัน สำหรับทุเรียนที่ยังอยู่บนต้นและไม่ได้รับความเสียหาย กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน จะเข้าไปดูแลเป็นกรณีพิเศษ โดยจะประสานนำผู้ซื้อเข้าไปรับซื้อผลผลิตโดยตรง เพื่อช่วยสร้างตลาดรองรับผลผลิตและช่วยให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้อย่างต่อเนื่องในช่วงฤดูกาลนี้ นอกจากนี้ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังได้ดำเนินการคัดแยกทุเรียนที่ได้รับความเสียหาย เพื่อนำไปแปรรูปให้เหมาะสมตามคุณภาพของผลผลิต อาทิ การนำไปผสมเป็นไอศกรีม หรือแปรรูปเป็นแป้งทุเรียนเพื่อใช้ทำขนมและผลิตภัณฑ์อาหารต่าง ๆ เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าและลดการสูญเสียของผลผลิตทางการเกษตร ส่วนทุเรียนที่ไม่สามารถนำไปจำหน่ายหรือแปรรูปได้ จะมีมาตรการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้ผลผลิตเข้าไปปะปนกับทุเรียนที่จำหน่ายอยู่ในตลาด อันจะช่วยรักษามาตรฐานและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อทุเรียนไทยด้วย ”กระทรวงพาณิชย์ขอส่งกำลังใจให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนทุเรียนทุกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้ และยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการช่วยเหลือ ดูแล และหามาตรการรองรับผลผลิตอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกษตรกรสามารถผ่านพ้นสถานการณ์ดังกล่าวไปได้โดยเร็วที่สุด“ นางศุภจี กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 126/2569 “พาณิชย์” ผนึก CP Axtra เดินหน้าแคมเปญ “Thailand : The Land of Tropical Fruits” ดันทุเรียนไทยคุณภาพดีสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ พร้อมเร่งทำตลาดเชิงรุกดึงราคาก่อนผลผลิตออกสู่ตลาด (1 พฤษภาคม 2569)
“พาณิชย์” ผนึก CP Axtra เดินหน้าแคมเปญ “Thailand : The Land of Tropical Fruits” ดันทุเรียนไทยคุณภาพดีสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ พร้อมเร่งทำตลาดเชิงรุกดึงราคาก่อนผลผลิตออกสู่ตลาด ตั้งเป้าหนุนการบริโภคทุเรียนภายในประเทศมากกว่า 500,000 ตัน นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ปีนี้ปริมาณผลผลิตผลไม้ โดยเฉพาะทุเรียน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยคาดว่ามีผลผลิตรวมมากกว่า 2 ล้านตัน หรือประมาณ 33% กระทรวงพาณิชย์จึงวางแผนล่วงหน้า ร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งห้างค้าส่งค้าปลีก ตลาดกลาง ตลาดสด แพลตฟอร์มออนไลน์ และผู้ประกอบการเอกชน เพื่อเร่งกระจายผลผลิตและสร้างช่องทางจำหน่ายให้เกษตรกรตั้งแต่ต้นฤดูกาล นายวิทยากร กล่าวต่อว่า “กรมการค้าภายในเดินหน้ากลยุทธ์การตลาดเชิงรุก ไม่รอให้ผลผลิตออกกระจุกตัว โดยเร่งจัดกิจกรรมส่งเสริมการบริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าสนับสนุนการบริโภคปีนี้มากกว่า 500,000 ตัน ที่จะระบายผลผลิต เพื่อช่วยพยุงราคาและสร้างกำลังซื้อในตลาด ซึ่งขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวก โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทุเรียนขยับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5-10 บาทต่อกิโลกรัม โดยล่าสุดราคาปรับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 145-155 บาท ถือเป็นข่าวดีของพี่น้องเกษตรกร “ปีนี้เป็นปีทองของพี่น้องเกษตรกรและผู้บริโภคที่เข้าถึงผลไม้คุณภาพในราคาที่เหมาะสม โดยเฉพาะทุเรียนที่กำลังอยู่ในกระแสความนิยมอย่างมาก โดยทุเรียนที่ออกสู่ตลาดการันตีด้วยคุณภาพที่มีเนื้อดี รสชาติดี ไม่ว่าจะลูกใหญ่หรือเล็ก ล้วนแต่มีคุณภาพเราจึงต้องเร่งสร้างการรับรู้และเปิดโอกาสให้ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ลิ้มลองทุเรียนคุณภาพจากสวนไทย” นายวิทยากร กล่าว นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังเตรียมโปรโมตผลไม้ไทยในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ ภายใต้แนวคิด “Thailand : The Land of Tropical Fruits” เพื่อสื่อสารไปยังนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคทั้งชาวไทยและต่างชาติ พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านผลไม้เมืองร้อนคุณภาพของโลก ด้าน นางศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร CP Axtra กล่าวว่า “แม็คโคร–โลตัส” พร้อมเป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกรและผู้บริโภค โดยปีนี้ตั้งเป้ารับซื้อทุเรียนจากเกษตรกรเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า จากปีก่อนที่รับซื้อประมาณ 22,000 ตัน เฉพาะทุเรียน และหากรวมผลไม้ทุกชนิดอยู่ที่ประมาณ 30,000 ตัน เพื่อช่วยกระจายผลผลิตและเพิ่มช่องทางตลาดให้เกษตรกรไทย พร้อมกันนี้ ห้างแมคโคร โลตัสได้จัดงาน “Let’s Dorian อร่อย หวานมัน ไม่ต้องลุ้น” บุฟเฟ่ต์ทุเรียนและผลไม้ภาคตะวันออก ส่งตรงจากสวนโดยเกษตรกร ให้ผู้บริโภคได้เลือกทานแบบไม่อั้น พร้อมบริการ “เคาะ เจาะ ชั่ง ปอก” รับประกันความอร่อย หวานมันทุกชิ้นแบบไม่ต้องลุ้น ในราคา 599 บาทต่อคน พร้อมร่วมกิจกรรมรับสิทธิ์พิเศษอีกมากมายที่ “แม็คโคร–โลตัส” ทั่วประเทศ นอกจากนี้ CP Axtra ยังได้ร่วมมือกับกรมการค้าภายใน ในการเชื่อมโยงซื้อขายผลไม้ผ่านตลาดข้อตกลง โดยใช้สัญญาข้อตกลงมาตรฐานของกรมการค้าภายใน รวมปริมาณรับซื้อกว่า 2,110 ตัน มูลค่ากว่า 70 ล้านบาท ในช่วงเดือนตุลาคม 2568 – เมษายน 2569 ครอบคลุมผลไม้และสินค้าเกษตรหลากหลายชนิด อาทิ ส้มเขียวหวาน กล้วย อโวคาโด ฝรั่ง ละมุด มะม่วง ผักสลัด ส้มโอ แตงโม กระท้อน ฟักทอง หอมแดง กระเทียม หอมหัวใหญ่ ลิ้นจี่ มังคุด ลองกอง เงาะ และมะละกอ เป็นต้น “วันนี้แม็คโครและโลตัสทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างเกษตรกรกับผู้บริโภค เราต้องการให้สมาชิกกว่า 30 ล้านคนทั่วประเทศได้บริโภคผลไม้และทุเรียนคุณภาพดีจากสวนไทย พร้อมช่วยเพิ่มช่องทางกระจายผลผลิตให้เกษตรกรเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น” นางศิริพร กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 125/2569 “พาณิชย์” จัด “ไทยช่วยไทย พลัส : เปิดเทอมใหญ่ สบายกระเป๋า” Back To School 2026 ลดสูงสุด 86% ช่วยลดค่าครองชีพกว่า 300 ล้านบาท ด้านผู้ผลิตชุดนักเรียนตรึงราคาขายเท่าเดิม เตรียมผนึก ศธ. จัดลดค่าครองชีพในโรงเรียน 1,000 แห่ง (30 เมษายน 2569)
วันนี้ (30 เมษายน 2569) นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ช่วงใกล้เปิดภาคเรียนเป็นช่วงที่ผู้ปกครองมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น ทั้งจากค่าเครื่องแบบนักเรียน รองเท้า อุปกรณ์การเรียน อาหาร และค่าครองชีพในภาพรวมที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนต่าง ๆ โดยเฉพาะราคาพลังงานและค่าขนส่ง กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน จึงจัดโครงการพาณิชย์ลดค่าครองชีพประชาชน “Back To School 2026” (เปิดเทอมใหญ่ สบายกระเป๋า) ภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครองและนักเรียนทั่วประเทศ นายวิทยากร กล่าวเพิ่มว่า สำหรับปีนี้ มีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการรวม 49 ราย ประกอบด้วย ผู้ผลิต 20 ราย ผู้จำหน่าย 17 ราย ผู้ให้บริการ 10 ราย และแพลตฟอร์มออนไลน์ 2 ราย ครอบคลุมสินค้าและบริการจำเป็นด้านการศึกษากว่า 1,000 รายการ โดยจัดกิจกรรมลดราคาตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569 รวมระยะเวลา 32 วัน พร้อมมอบส่วนลดสูงสุดถึง 86% คาดว่าจะสามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้ไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการจัดกิจกรรม “Back To School 2026” แล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังได้ร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ เตรียมจัดกิจกรรมลดภาระค่าครองชีพให้กับผู้ปกครองและนักเรียนในโรงเรียนต่าง ๆ กว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ โดยกระทรวงศึกษาธิการจะเป็นผู้คัดเลือกโรงเรียนที่มีความจำเป็นและอยู่ในพื้นที่ขาดแคลน ขณะที่กรมการค้าภายในจะนำสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องแบบนักเรียน อุปกรณ์การเรียน และเครื่องเขียน ไปจัดจำหน่ายในราคาประหยัด เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง สำหรับสินค้าที่เข้าร่วมโครงการ ครอบคลุมทั้งเครื่องแบบนักเรียน รองเท้านักเรียน อุปกรณ์การเรียน ผลิตภัณฑ์นม อุปกรณ์สำนักงาน สินค้าไอที รวมถึงบริการด้านการศึกษาและการเรียนรู้ โดยมีส่วนลดหลากหลาย อาทิ เครื่องแบบนักเรียนจากศึกษาภัณฑ์ สมใจนึก วัชรากร สมอ และน้อมจิตต์ รองเท้านักเรียนจาก ADDA อุปกรณ์การเรียนจาก The Mall, B2S, OfficeMate และ SE-ED รวมถึงผลิตภัณฑ์นมจากผู้ผลิตรายใหญ่หลายแบรนด์ เช่น F N เนสท์เล่ ไฮคิว หนองโพ แลคตาซอย ไทย-เดนมาร์ก ไวตามิลค์ mMILK ดัชมิลล์ และโฟร์โมสต์ ตลอดจนอุปกรณ์สำนักงานและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จากดูโฮม เพาเวอร์บาย และโกลบอลเฮ้าส์ ขณะที่กลุ่มบริการ มีโปรโมชั่นลดค่าใช้จ่ายในหลายด้าน เช่น แว่นตาจากท็อปเจริญและแว่นบิวติฟูล แพ็กเกจอินเทอร์เน็ตจาก True ส่วนลดสูงสุด 68% และสิทธิพิเศษจาก AIS ที่มอบ Alisa AI Premium ฟรี 3 เดือน รวมถึงบริการจัดส่งสินค้าจากไปรษณีย์ไทยในราคาพิเศษเริ่มต้นเพียง 30 บาทต่อกิโลกรัม ด้านสถาบันการเรียนรู้และพัฒนาทักษะ มีผู้ประกอบการร่วมลดราคาหลักสูตรและบริการต่าง ๆ อาทิ OpenDurian ลดสูงสุด 75% We by The Brain ลดสูงสุด 50% Yamaha Music School ลดสูงสุด 20% รวมถึงการทดลองเรียนฟรีและยกเว้นค่าแรกเข้าในหลายหลักสูตร นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากแพลตฟอร์มออนไลน์ โดย Lazada จัดแคมเปญ Flash Sale ลดสูงสุด 70% และ Shopee มอบส่วนลดเพิ่มเติมผ่านโค้ดพิเศษ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าได้สะดวกในทุกช่องทาง นายอานนท์ จิตรมีศิลป์ ผู้ประกอบการชุดนักเรียนน้อมจิตต์ กล่าวว่า ในภาพรวมของผู้ผลิตและผู้ประกอบการชุดเครื่องแบบนักเรียน ปีนี้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงตรึงราคาจำหน่ายไว้ในระดับเดิม โดยเฉพาะสินค้าชุดนักเรียนที่ยังคงราคาเท่ากับปีที่ผ่านมา แม้ต้นทุนในหลายด้านจะปรับตัวสูงขึ้น เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองในช่วงเปิดภาคเรียน ทั้งนี้ ประชาชนสามารถเลือกซื้อสินค้าและใช้บริการภายใต้โครงการ “Back To School 2026” ได้ผ่านห้างสรรพสินค้า ร้านค้าที่ร่วมรายการ ร้านธงฟ้า และแพลตฟอร์มออนไลน์ทั่วประเทศ อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของโครงการ คือ “คู่มือช็อปคุ้ม ฉบับเปิดเทอมอุ่นใจ (Back To School 2026)” ในรูปแบบ E-Catalog ซึ่งรวบรวมสินค้า โปรโมชั่น และบริการทั้งหมดไว้ในที่เดียว พร้อมจัดหมวดหมู่สินค้าอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมเครื่องแบบนักเรียน อุปกรณ์การเรียน กีฬา อาหารและโภชนาการ เทคโนโลยี ของใช้ส่วนบุคคล และช่องทางการจำหน่าย เพื่อให้ประชาชนสามารถเปรียบเทียบราคา วางแผนการใช้จ่าย และเลือกซื้อสินค้าได้อย่างสะดวกและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น ผ่านช่องทางออนไลน์ของกรมการค้าภายใน นอกจากการจัดโปรโมชั่นแล้ว กรมการค้าภายในยังขยายการดำเนินงานเชิงรุก โดยการเชื่อมโยงสินค้า ผ่านเครือข่ายร้านธงฟ้าไปยังพื้นที่ต่าง ๆ รวมถึงโรงเรียนและชุมชน เพื่อให้กลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย สามารถเข้าถึงสินค้าในราคาที่เป็นธรรมได้อย่างทั่วถึง และเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 124/2569 “พาณิชย์” ดันอินฟลูเอนเซอร์ลุยไลฟ์หน้าสวน ขายทุเรียนไทยตัดสด ส่งตรงถึงผู้บริโภค เพิ่มช่องทางกระจายสินค้าให้เกษตรกร (26 เมษายน 2569)
วันที่ 26 เมษายน 2569 กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าขยายช่องทางการจำหน่ายผลไม้ไทยอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง อาทิ พิมรี่พาย เพื่อส่งเสริมการจำหน่าย “ทุเรียนไทย” ผ่านรูปแบบ Live Commerce จากแหล่งผลิตโดยตรง มุ่งเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้เกษตรกร และส่งมอบทุเรียนคุณภาพสู่ผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์เล็งเห็นถึงศักยภาพของช่องทางดิจิทัล โดยเฉพาะ Live Commerce ซึ่งช่วยให้การกระจายสินค้าเป็นไปอย่างรวดเร็ว และเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขึ้น ตอบสนองต่อสถานการณ์ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นในปีนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแนวทางดังกล่าวไม่ใช่เพียงการระบายผลผลิต แต่เป็นการยกระดับการค้าผลไม้ไทยให้สอดรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว และสามารถเข้าถึงแหล่งที่มาของสินค้าได้อย่างชัดเจน นางศุภจี กล่าวเพิ่มว่า โดยเราจะร่วมมือกันในการนำผลผลิตของพี่น้องเกษตรกรมาจำหน่ายในราคาที่เหมาะสม ขณะเดียวกันประชาชนก็ได้บริโภคทุเรียนคุณภาพ เนื้อดี ในราคาที่เป็นธรรม โดยเปิดโอกาสให้อินฟลูเอนเซอร์ลงพื้นที่จำหน่ายสินค้าถึงหน้าสวน คัดเลือกทุเรียนคุณภาพ ตัดสด และจัดส่งตรงถึงมือผู้บริโภค เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าไทย ควบคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการขายออนไลน์ การสร้างคอนเทนต์ และการเข้าถึงตลาดดิจิทัลให้แก่เกษตรกร เพื่อให้สามารถนำไปต่อยอดพัฒนาช่องทางจำหน่ายของตนเองได้ในระยะยาว ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนสินค้าเกษตรไทย ร่วมกันสร้างระบบตลาดที่เข้มแข็งและเป็นธรรม นางศุภจี กล่าวต่อว่า การผลักดัน Live Commerce ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยง “ซัพพลาย” จากเกษตรกรสู่ “ดีมานด์” ของตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในปี 2569 ที่ผลผลิตทุเรียนเพิ่มขึ้นจากปี 2568 ถึง 33% จึงจำเป็นต้องเร่งขยายทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศควบคู่กันไป ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ TikTok Technologies Ltd. เพื่อขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรผ่าน TikTok Shop และ Live Commerce รวมถึงการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการตลาดออนไลน์ การส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตร และการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ” “ขอเชิญชวนเหล่าครีเอเตอร์และผู้ค้าออนไลน์ที่สนใจ เข้ามามีส่วนร่วมในการจำหน่ายผลไม้ไทย ร่วมกันประชาสัมพันธ์ทุเรียนไทยให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ทั้งในกลุ่มผู้บริโภคชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ภายใต้แนวคิด ‘Thailand: The Land of Tropical Fruits’ เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นการบริโภคอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรไทยในระยะยาว” นางศุภจี กล่าว
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ