ข่าวเลขที่ 135/2569 “สุดคึกคัก! พาณิชย์ยกสวนผลไม้ไทยบุกเซ็นทรัล เวสต์เกต เปิด ‘Fruits Festival 2026’ รวมทุเรียนหายากทั่วไทย 6-11 พ.ค. คาดขายทะลุ 150 ตัน” (8 พฤษภาคม 2569)
กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ร่วมกับ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN จัดงาน “Fruits Festival 2026” ภายใต้แนวคิด “Thailand : The Land of Tropical Fruits” เพื่อส่งเสริมการบริโภคผลไม้ไทย เชื่อมโยงผลผลิตจากเกษตรกรสู่ผู้บริโภคโดยตรง พร้อมผลักดันภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะแหล่งผลิตผลไม้เมืองร้อนคุณภาพของโลก โดยบรรยากาศวันแรกเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนให้ความสนใจเลือกซื้อผลไม้ไทยจำนวนมาก นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า วันนี้ 7 พฤษภาคม 2569 กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้ร่วมกับเซ็นทรัลพัฒนา จัดกิจกรรมเทศกาลลิ้มลองผลไม้เมืองร้อนของไทย ที่ เซ็นทรัล เวสต์เกต โดยได้รับความร่วมมือจากเกษตรกรและผู้ประกอบการผลไม้จากทั่วประเทศ โดยเฉพาะจากภาคตะวันออกและภาคเหนือ ที่นำผลไม้คุณภาพมาร่วมจำหน่ายกว่า 32 บูธ ซึ่งสินค้าไฮไลต์สำคัญภายในงาน ได้แก่ ทุเรียนจากจังหวัดจันทบุรี มังคุด มะม่วงแฟนซี รวมถึงผลไม้อีกหลายชนิดที่หลายคนอาจไม่ทราบว่าประเทศไทยสามารถผลิตได้ ไม่ว่าจะเป็นเมล่อน อะโวคาโด และผลไม้คุณภาพอีกหลากหลายชนิด จึงอยากเชิญชวนพี่น้องประชาชนในจังหวัดนนทบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง มาอุดหนุนสินค้าเกษตรไทย ชิมผลไม้คุณภาพ และให้กำลังใจผู้ประกอบการและเกษตรกรไทย นายวิทยากร กล่าวว่า ช่วงนี้เป็นช่วงที่ผลไม้ไทยทยอยออกสู่ตลาดจำนวนมาก ทั้งทุเรียน มังคุด เงาะ ลำไย รวมถึงมะม่วงจากภาคเหนือ กรมการค้าภายในจึงเร่งเชื่อมโยงช่องทางจำหน่ายล่วงหน้า ตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านศุภจี สุธรรมพันธุ์ ที่ต้องการเชื่อมโยงสินค้าจากเกษตรกรสู่ผู้บริโภคโดยตรง ลดปัญหาผลผลิตกระจุกตัว และช่วยให้เกษตรกรขายสินค้าได้ในราคาที่เป็นธรรม ซึ่งผลที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เป็นการวางแผนการทำงานล่วงหน้าหลายเดือน ทั้งการโปรโมตกิจกรรม การหาช่องทางตลาด และการสร้างการรับรู้ให้ผู้บริโภคหันมาอุดหนุนผลไม้ไทยมากขึ้น ภายในงานยังมีการรวบรวมทุเรียนสายพันธุ์หายากและอร่อยระดับตำนานจากจังหวัดจันทบุรี เช่น พวงมณี กบทองคำ หลงจันทบุรี เม็ดในยายปราง ขุนนนท์ และหลงลับแล รวมถึงมังคุด เงาะ ลองกอง สละ มะพร้าวน้ำหอม ตลอดจนมะม่วงแฟนซีจากภาคเหนือ เช่น งาช้างแดง แดงจักรพรรดิ R2E2 และเขียวสามรส นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังได้เชื่อมโยงมะม่วงจากอำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน มาจำหน่ายในราคาพิเศษกิโลกรัมละ 15 บาท เพื่อช่วยกระจายผลผลิตจากแหล่งผลิตโดยตรง หลังปีนี้ผลผลิตมะม่วงออกสู่ตลาดจำนวนมาก โดยเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงยอมรับว่า การที่กรมการค้าภายในเชื่อมโยงห้างค้าส่งค้าปลีกเข้ามาช่วยรับซื้อและเปิดพื้นที่จำหน่าย ทำให้ราคามะม่วงในพื้นที่ปรับตัวดีขึ้น และช่วยเพิ่มโอกาสในการระบายผลผลิต นายวิทยากร กล่าวว่า “ขณะนี้กระแสการจำหน่ายผลไม้ผ่านช่องทางออนไลน์และ Live Commerce ได้รับความนิยมอย่างมาก และสามารถสร้างกระแสการบริโภคผลไม้ไทยได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะทุเรียนไทยที่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคจำนวนมาก กรมการค้าภายในจึงตอบรับกระแสดังกล่าว โดยนำผู้ประกอบการทุเรียนและผลไม้ไทยมาออกกิจกรรมในห้างสรรพสินค้า เพื่อให้ประชาชนสามารถเลือกซื้อ เลือกชิมผลไม้คุณภาพได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันก็ช่วยสร้างการรับรู้และขยายช่องทางตลาดให้เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยปัจจุบันราคาทุเรียนเกรดส่งออก AB ปรับตัวอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 140–150 บาท ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ดี แต่สิ่งสำคัญคือการรักษาคุณภาพมาตรฐานทุเรียนไทย โดยภาครัฐจะเข้มงวดในการตรวจสอบและป้องกันการสวมสิทธิ์หรือปลอมปนทุเรียนจากต่างประเทศ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและตลาดส่งออก จึงขอความร่วมมือจากเกษตรกร ล้ง และผู้รับซื้อในพื้นที่ ช่วยกันสอดส่องดูแลไม่ให้มีการปลอมแปลงหรือสวมสิทธิ์ทุเรียนไทย เพราะคุณภาพคือหัวใจสำคัญของผลไม้ไทย” พร้อมกันนี้ กรมการค้าภายในยังติดตามสถานการณ์ผลผลิตทุเรียนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นจำนวนมาก และได้เตรียมแผนรองรับไว้ล่วงหน้าแล้ว รวมถึงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากพายุและอุทกภัยในสวนทุเรียน โดยกรณีผลผลิตทุเรียนที่ร่วงหล่นจากต้น หากยังมีคุณภาพเหมาะสมสามารถนำไปแปรรูปเป็นทุเรียนทอดได้ กรมการค้าภายในได้เชื่อมโยงผู้ประกอบการเข้ารับซื้อเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ส่วนผลผลิตที่เสียหายและไม่สามารถแปรรูปได้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเข้าไปดำเนินการ เพื่อป้องกันการนำทุเรียนอ่อนมาปลอมปนกับทุเรียนคุณภาพ ซึ่งเป็นไปตามข้อสั่งการของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่กำชับให้เร่งช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมส่งเสริมการขายราคาพิเศษ และกิจกรรม Workshop เกี่ยวกับการแปรรูปผลไม้ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรไทย และสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างผู้บริโภคกับเกษตรกร กรมการค้าภายใน ขอเชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนผลไม้ไทยคุณภาพ ชิมทุเรียนสายพันธุ์พิเศษและผลไม้เด่นจากทั่วประเทศ ภายในงาน “Fruits Festival 2026” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6–11 พฤษภาคม 2569 ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 เซ็นทรัล เวสต์เกต และวันที่ 6–12 มิถุนายน 2569 ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ตั้งแต่เวลา 10.00–21.00 น. ของทุกวัน โดยคาดว่าการจัดงานครั้งนี้จะสามารถจำหน่ายผลไม้ได้ไม่ต่ำกว่า 150 ตัน และช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทย พร้อมกระตุ้นการบริโภคผลไม้ไทยและเศรษฐกิจฐานรากของประเทศอย่างต่อเนื่อง
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 134/2569 “พาณิชย์” ลุยลดค่าครองชีพประชาชน-ช่วยผู้ประกอบการ ยกทัพสินค้าราคาประหยัด จำหน่ายสินค้าราคาประหยัดให้พี่น้องชาวนราธิวาสในงาน “มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค” (7 พฤษภาคม 2569)
“พาณิชย์” จัดงาน “มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค” นำสินค้าอุปโภคบริโภค 10 หมวด กว่า 1,000 รายการ ลดสูงสุด 60% และยังมีสินค้าไฮไลท์ ทั้งไข่ไก่ น้ำตาลทราย น้ำมันปาล์ม ข้าวขาว มาจำหน่ายให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ และเพิ่มทางเลือกในการซื้อสินค้า และเชื่อมโยงจากเกษตรกรที่ประสบปัญหาราคาตกต่ำจากภาวะสินค้าล้นตลาด และสินค้าขาดแคลน มาจำหน่ายในงาน นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดงาน“มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค จ.นราธิวาส”ว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้สนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส และกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเยียวยาและบรรเทาความเดือดร้อนลดค่าครองชีพให้กับประชาชนจากสภาพเศรษฐกิจจากผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนค่าครองชีพของประชาชนและภาคธุรกิจ โดยมีเป้าหมายช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและรักษาสมดุล กระทรวงพาณิชย์จึงได้ดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดค่าครองชีพประชาชนผ่านความร่วมมือกับผู้ผลิต ผู้ประกอบการค้าปลีกและค้าส่งทั่วประเทศ ดังนั้น กรมการค้าภายใน จึงได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลช่วยเหลือและลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน โดยจัดงานจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด ระหว่างวันที่ 6 - 8 พฤษภาคม 2569 ณ บริเวณลานคนเดินสนามกีฬามหาราช อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิต/กลุ่มเกษตรกร/กลุ่มวิสาหกิจชุมชน เครือข่ายธุรกิจ ผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย (SMEs) นำสินค้าอุปโภคบริโภคมาจำหน่ายรวม 10 หมวด กว่า 1,000 รายการ ลดสูงสุด 60% อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ซอสปรุงรส น้ำยาซักผ้า ของใช้ประจำวัน เครื่องครัว เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องแต่งกาย สินค้าชุมชน เป็นต้น ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการจำหน่ายสินค้าไฮไลท์ สินค้าผักและผลไม้ที่เชื่อมโยงจากกลุ่มเกษตรกร ในราคาพิเศษทุกวันอาทิ ไข่ไก่เบอร์ M แผงละ 80 บาท น้ำตาลทราย กิโลกรัมละ 20 บาท น้ำมันพืชปาล์ม ขวดละ 42 บาท ข้าวขาว (5 กก.) ถุงละ 80 บาท นอกจากนั้น ยังเชื่อมโยงจากกลุ่มเกษตรกร ฟักทอง กิโลกรัมละ 18 บาท มาภายในงานได้อีกด้วย “ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวนราธิวาส มาเลือกซื้อสินค้าในโครงการนี้ ซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพและราคาประหยัดที่ทางกระทรวงพาณิชย์ได้เลือกสรรมาให้ท่าน ทั้งสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพครบถ้วน ของกินของใช้ สินค้าชุมชน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนได้ตามเป้าหมาย” นายจิรวุฒิ กล่าว กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและจะเดินหน้าจัดงานมหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคอีก 8 ครั้ง ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งในการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน และยังเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการ ห้าง เกษตรกร SMEs วิสาหกิจชุมชน ทำให้ประชาชนมีทางเลือกในการจับจ่ายใช้สอย ผู้ประกอบการมีช่องทางในการจำหน่ายสินค้า เพื่อกระตุ้นและสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศด้วย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 133/2569 เริ่มแล้ว! พาณิชย์จัดงาน "ธงเขียวราคาประหยัดพลัส" จ.กำแพงเพชร ช่วยลดต้นทุนเกษตรกร สูงสุด 2,100 บาทต่อครัวเรือน (6 พฤษภาคม 2569)
นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังเยี่ยมชมโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระปัจจัยการผลิต : ธงเขียวราคาประหยัดพลัส” โดยมี นายอนุชา พัสถาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร ผู้แทนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ และภาคเอกชนร่วมด้วย ณ สหกรณ์นิคมคลองสวนหมาก จำกัด อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร ว่า กรมการค้าภายในตระหนักถึงความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรจากสถานการณ์ราคาปุ๋ยเคมีที่ปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนพลังงาน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะในช่วงฤดูการเพาะปลูก การจัดงานที่จังหวัดกำแพงเพชรในวันนี้ จึงถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยกระจายปัจจัยการผลิตคุณภาพดีในราคาประหยัด ส่งตรงถึงมือเกษตรกรผู้ปลูก ข้าว มันสำปะหลัง อ้อย และข้าวโพด ในพื้นที่ โดยจะมีขึ้นในวันที่ 6 – 7 พฤษภาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 9.00 – 16.00 น. ณ สหกรณ์นิคมคลองสวนหมาก จำกัด อำเภอคลองลาน ภายในงานมีการจำหน่ายปุ๋ยเคมี 10 สูตรยอดนิยม ได้แก่ สูตร 46-0-0, 23-0-0, 30-0-0, 16-8-8, 21-0-0, 15-15-15, 16-20-0, 16-16-16, 16-16-8 และ 15-7-18 รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการช่วยเหลือในครั้งนี้ ภาครัฐได้เพิ่มวงเงินชดเชยราคาปุ๋ยเคมีให้แก่เกษตรกรจากเดิมกระสอบละ 200 บาท เป็น 300 บาทต่อกระสอบ จำกัดจำนวน 5 กระสอบ และหากมีการซื้อสารเคมีเกษตรเพิ่มเติมจะได้รับส่วนลดเพิ่มอีก 50 บาท รวมแล้วครัวเรือนหนึ่งจะได้รับการช่วยเหลือประมาณ 1,550 บาท โดยเกษตรกรต้องมีสมุดทะเบียนเกษตรกร หรือ “เล่มเขียว” นอกจากนี้ กรมฯ ยังให้สิทธิพิเศษเพิ่มเติมสำหรับเกษตรกรที่มี “บัตรดินดี” หรือ ได้รับการรับรอง GAP หรือเป็นสมาชิก ศดปช. จะสามารถซื้อปุ๋ยเคมีเพิ่มได้อีก 1 กระสอบ รวมเป็น 6 กระสอบ และจะได้รับคูปองส่วนลดสำหรับซื้อปุ๋ยอินทรีย์เพิ่มอีก 250 บาท รวมแล้วเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการครบทุกเงื่อนไขจะได้รับการสนับสนุนรวมประมาณ 2,100 บาท ทั้งนี้ กรมการค้าภายในมีเป้าหมายจัดงานนำร่องใน 10 จังหวัด และมีแผนจัดสรรงบประมาณให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดดำเนินการ 30 จังหวัด เพื่อให้สามารถจัดงานได้ทันกับช่วงฤดูการเพาะปลูก ในพื้นที่ทั่วประเทศ ครอบคลุมกลุ่มพืชเศรษฐกิจสำคัญ ทั้งข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา และผลไม้ โดยหลังจากการจัดงานที่จังหวัดกำแพงเพชร กรมการค้าภายในเตรียมเดินหน้าจัดงานต่อเนื่องที่จังหวัดกาญจนบุรี และจังหวัดราชบุรี เพื่อขยายโอกาสให้เกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ เข้าถึงปัจจัยการผลิตคุณภาพดีในราคาประหยัดได้อย่างทั่วถึง นายฉันทพัทธ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า กรมการค้าภายในจะเดินหน้าติดตามสถานการณ์ราคาปัจจัยการผลิตอย่างใกล้ชิด พร้อมประสานความร่วมมือกับผู้ผลิต ผู้นำเข้า และเครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศ เพื่อดูแลเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรให้เป็นธรรมทั้งต่อเกษตรกรและผู้บริโภค โดยยืนยันว่าภาครัฐจะไม่ปล่อยให้พี่น้องเกษตรกรต้องแบกรับภาระต้นทุนเพียงลำพัง “การจัดงานธงเขียวราคาประหยัดพลัสครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่รัฐบาลตั้งใจช่วยลดภาระต้นทุนการผลิตอย่างเป็นรูปธรรม เราต้องการให้เกษตรกรเข้าถึงปุ๋ยและปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ ในราคาที่เหมาะสม ทันต่อฤดูกาลเพาะปลูก เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางรายได้ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทยในระยะยาว” นายฉันทพัทธ์ กล่าว พร้อมกันนี้ขอเชิญชวนเกษตรกรในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง มาเลือกซื้อปุ๋ยในงานธงเขียวราคาประหยัดพลัส ตามวันและเวลาดังกล่าว โดยเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ และย้ำว่ากรมการค้าภายในพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากเกษตรกร เพื่อนำไปปรับปรุงมาตรการให้ตอบโจทย์ความต้องการในแต่ละพื้นที่ต่อไป
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 132/2569 กรมการค้าภายใน ลงพื้นที่ลำพูน–เชียงใหม่ ติดตามสถานการณ์ “มะม่วง–ลำไย” เร่งวางมาตรการบริหารจัดการล่วงหน้า เชื่อมโยงตลาด–กระจายผลผลิต รักษาเสถียรภาพราคา (6 พฤษภาคม 2569)
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ผลไม้สำคัญในพื้นที่ภาคเหนือ ณ จังหวัดลำพูน และจังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 2 – 3 พฤษภาคม 2569 ว่า กรมการค้าภายในได้เร่งติดตามสถานการณ์ผลผลิตอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมบริหารจัดการผลไม้ฤดูกาล โดยเฉพาะ “ลำไย” ซึ่งคาดว่าจะทยอยออกสู่ตลาดตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป จึงจำเป็นต้องวางแผนรองรับล่วงหน้าอย่างเป็นระบบทั้งนี้ ได้หารือร่วมกับสมาคมผู้ผลิตลำไยอบแห้งภาคเหนือ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดลำพูนและเชียงใหม่ รวมถึงผู้ประกอบการและเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดลำพูน เพื่อประเมินแนวโน้มปริมาณผลผลิต คุณภาพ และสถานการณ์ด้านราคา พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปกำหนดแนวทางบริหารจัดการผลผลิตลำไยให้สอดคล้องกับภาวะตลาดทั้งในและต่างประเทศโดยมุ่งเน้นการกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิต การเชื่อมโยงตลาดล่วงหน้า และการส่งเสริมการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า นายจิรวุฒิ กล่าวต่อว่า “กรมฯ ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ “มะม่วง” ในจังหวัดลำพูนและเชียงใหม่ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสำคัญของประเทศ โดยได้หารือกับสมาคมการค้าผู้ประกอบการผลไม้ไทยภาคเหนือ และลงพื้นที่แปลงใหญ่มะม่วง รวมถึงจุดรวบรวมผลผลิตในพื้นที่อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตและการตลาดของมะม่วงสายพันธุ์สำคัญ อาทิ มะม่วงน้ำดอกไม้ งาช้างแดง แดงจักรพรรดิ และ R2E2 ซึ่งยังคงมีความต้องการทั้งในประเทศและตลาดส่งออกอย่างต่อเนื่อง และพบว่า ผลผลิตมะม่วงปีนี้มีคุณภาพดี โดยปัจจุบันผลผลิตมะม่วง จ.ลำพูน ออกสู่ตลาดแล้วเกินครึ่งของผลผลิตทั้งจังหวัดส่วนพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ออกสู่ตลาดแล้วประมาณร้อยละ 30-40 ขณะที่ความต้องการของตลาดยังอยู่ในระดับที่ดี ส่งผลให้ราคาที่เกษตรกรจำหน่ายได้อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ ทั้งนี้ กรมการค้าภายในยังได้ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดลำพูน นำผู้ประกอบการเข้าซื้อมะม่วงแฟนซีจากเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงบ้านโฮ่ง ปริมาณ 2 ตัน เพื่อนำมาจำหน่ายที่ห้างเซ็นทรัลเวสเกต ในราคา กก.ละ 12 บาท. ซึ่งเป็นราคานำตลาดอีกด้วย“ “กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมมาตรการรองรับในทุกมิติ ทั้งด้านการบริหารจัดการปริมาณผลผลิต การเชื่อมโยงตลาด การกระจายผลผลิตผ่านช่องทางต่าง ๆ รวมถึงการบูรณาการความร่วมมือกับภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันปัญหาผลผลิตล้นตลาด และรักษาเสถียรภาพราคาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมาได้ประสานหน่วยงานพันธมิตรมาช่วยรับซื้อผลผลิตมะม่วงภาคเหนือตอนล่าง (จ.พิษณุโลกและพิจิตร) แล้วจำนวน 3,250 ตัน หากเกษตรกรชาวสวนมะม่วงต้องการกระจายผลผลิต สามารถติดต่อมายังสำนักงานพาณิชย์จังหวัด หรือกรมการค้าภายใน เพื่อประสานหน่วยงานพันธมิตรมาช่วยรับซื้อผลผลิตไปจำหน่ายตามช่องทางต่างๆต่อไป การลงพื้นที่ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนภารกิจสำคัญในการดูแลระบบตลาดสินค้าเกษตรของกรมการค้าภายใน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความเป็นธรรมแก่เกษตรกร ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจฐานราก โดยกรมฯ จะเดินหน้าติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อรองรับผลผลิตผลไม้ฤดูกาลนี้อย่างเต็มที่” นายจิรวุฒิ กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวที่ 131/2569 ค้าภายในจับมือ Go Wholesale ดันผลไม้ไทยสู่ตลาด เชื่อมโยงซื้อขายต่อเนื่อง สร้างรายได้เกษตรกร (3 พฤษภาคม 2569)
นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้เดินหน้าความร่วมมือกับภาคเอกชน โดยเฉพาะ Go Wholesale อย่างต่อเนื่อง เพื่อเชื่อมโยงตลาดสินค้าเกษตรและช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถจำหน่ายผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปีนี้ กรมฯ ร่วมกับ Go Wholesale ดำเนินกิจกรรมเชื่อมโยงซื้อขายสินค้าเกษตรผ่านตลาดข้อตกลง โดยใช้สัญญามาตรฐานของกรมฯ ส่งผลให้มีการรับซื้อผลผลิตแล้วกว่า 5,385 ตัน มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ครอบคลุมสินค้าเกษตรหลากหลายชนิด ทั้งผลไม้และพืชผัก อาทิ ทุเรียน มังคุด มะม่วง ส้มโอ เงาะ ลองกอง รวมถึงหอมแดง กระเทียม และหอมหัวใหญ่ นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือช่วยรับซื้อสินค้าเกษตรในช่วงที่มีปัญหาผลผลิตล้นตลาด เช่น กะหล่ำปลี ถั่วแดง ข้าวโพดหวาน มันฝรั่ง หอมแดง หอมหัวใหญ่ และมะม่วงรวมปริมาณกว่า 1,000 ตัน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร และช่วยรักษาเสถียรภาพด้านราคาในตลาด นายฉันทพัทธ์ กล่าวว่า ภาพรวมปี 2569 กรมการค้าภายในสามารถเชื่อมโยงสินค้าเกษตรได้แล้วกว่า 18,900 ตัน ครอบคลุม 27 จังหวัด มูลค่ารวมกว่า 640 ล้านบาท โดยมีสินค้าเกษตรมากกว่า 39 ชนิด ทั้งผลไม้และพืชหัว สำหรับแนวทางในระยะต่อไป กรมฯ จะขยายความร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตร ทั้งห้าง Modern Trade ผู้รวบรวม ผู้ส่งออก โรงงานแปรรูป และผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตร สร้างรายได้ให้เกษตรกร พร้อมยกระดับคุณภาพสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาด และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ในส่วนของกิจกรรมวันนี้ Go Wholesale ได้จัดกิจกรรม “บุฟเฟต์ทุเรียน ผลไม้เมืองร้อน” ระหว่างวันที่ 25 เมษายน – 24 พฤษภาคม 2569 ใน 11 สาขาทั่วประเทศ โดยใช้ผลไม้รวมกว่า 25 ตัน จัดวันละ 2 รอบ ได้แก่ เวลา 11.00–12.00 น. และ 15.00–16.00 น. รองรับรอบละ 25 คน ภายในงานผู้บริโภคจะได้อิ่มอร่อยกับทุเรียนหลากหลายสายพันธุ์ พร้อมผลไม้ไทยตามฤดูกาล เช่น มังคุด เงาะ มะม่วง สละ ลิ้นจี่ และไอศกรีมรสผลไม้ ในราคาผู้ใหญ่ 599 บาทต่อคน (สาขาภาคใต้ 699 บาท) และเด็กอายุไม่เกิน 12 ปี ราคา 359 บาท พร้อมโปรโมชั่นส่วนลดเมื่อซื้อสินค้าในแผนกผักและผลไม้ครบตามเงื่อนไข ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนมาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2569 ของกระทรวงพาณิชย์ โดยมีการรับซื้อผลไม้หลัก ได้แก่ ทุเรียน เงาะ และมังคุด รวมกว่า 500 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 50 “กรมการค้าภายในจะเดินหน้าทำงานเชิงรุก ร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อบริหารจัดการผลไม้อย่างเป็นระบบ กระตุ้นการบริโภคในประเทศ และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทย” นายฉันทพัทธ์ กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 130/2569 พาณิชย์เข้ม ตรวจยึดเครื่องชั่งไม่ได้มาตรฐานกว่า 6,600 เครื่อง ลุยกวาดล้างขายออนไลน์ผิดกฎหมาย ป้องกันประชาชน–ผู้ค้าเสียเปรียบ (3 พฤษภาคม 2569)
กรมการค้าภายใน โดยเจ้าหน้าที่ชั่งตวงวัด เดินหน้าตรวจสอบการจำหน่ายเครื่องชั่งที่ไม่ได้รับการตรวจสอบและให้คำรับรองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และระบบการค้าหากมีการนำเครื่องชั่งที่ไม่ได้มาตรฐานไปใช้ซื้อขายสินค้า ล่าสุด เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายในจังหวัดนนทบุรีและจังหวัดร้อยเอ็ด พบเครื่องชั่งที่ไม่ได้รับการตรวจสอบและให้คำรับรอง 6,656 เครื่อง จึงได้ตรวจยึดไว้เป็นของกลางเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 เจ้าหน้าที่ชั่งตวงวัด ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ บก.ปคบ. เข้าตรวจสอบสถานที่จัดเก็บสินค้าในพื้นที่ตำบลราษฎร์นิยม อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี หลังสืบทราบว่าเป็นสถานที่จัดเก็บเครื่องชั่งที่ไม่ได้รับการตรวจสอบเพื่อให้คำรับรอง และมีการจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ตรวจสอบพบเครื่องชั่งสปริงและดิจิทัล ที่ไม่ได้รับการตรวจสอบให้คำรับรอง 4,471 เครื่อง นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 เจ้าหน้าที่ศูนย์ชั่งตวงวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือขอนแก่น พร้อมเจ้าหน้าที่สำนักงานสาขาชั่งตวงวัดเขตร้อยเอ็ด เข้าตรวจสอบสถานที่จัดเก็บและจำหน่ายเครื่องชั่งในพื้นที่ตำบลดงแดง อำเภอจตุรพักตรพิมาน จังหวัดร้อยเอ็ด หลังได้รับข้อมูลว่ามีการจัดเก็บเครื่องชั่งดิจิทัลที่ไม่ได้รับการตรวจสอบให้คำรับรองจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ พบเครื่องชั่งที่ไม่ได้รับการตรวจสอบให้คำรับรอง 2,185 เครื่อง โดยร้านค้าออนไลน์ทั้ง 2 กรณี ไม่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจขายเครื่องชั่ง นางสาวญาณี กล่าวว่า เครื่องชั่งที่ไม่มีคำรับรองเป็นเครื่องชั่งที่ไม่ควรนำมาใช้ในการซื้อขายสินค้า เนื่องจากอาจส่งผลให้การชั่งน้ำหนักคลาดเคลื่อน ไม่เป็นธรรมต่อทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย และกระทบต่อความน่าเชื่อถือในการค้าขายโดยตรง โดยเฉพาะในระบบการค้าสมัยใหม่ ศูนย์กระจายสินค้า ร้านค้าปลีก ตลาดสด หรือจุดรับส่งสินค้า หากมีการใช้เครื่องชั่งที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจทำให้เกิดข้อโต้แย้งเรื่องปริมาณสินค้า ความเสียหายด้านต้นทุน การคำนวณราคาไม่ถูกต้อง ตลอดจนสร้างความไม่ไว้วางใจในห่วงโซ่อุปทานและบรรยากาศการค้าโดยรวม กรมการค้าภายในขอแนะนำผู้ประกอบการให้จำหน่ายและใช้เฉพาะเครื่องชั่งที่มีเครื่องหมายคำรับรองจากพนักงานเจ้าหน้าที่เท่านั้น ผู้ฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมาย โดยการจำหน่ายเครื่องชั่งที่ไม่มีหนังสือรับรองประกอบธุรกิจ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนการจำหน่ายเครื่องชั่งที่ไม่มีคำรับรอง มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับพ่อค้าแม่ค้าและผู้ประกอบการที่ต้องการเลือกซื้อเครื่องชั่งไปใช้งาน ขอให้สังเกตว่าเครื่องชั่งดิจิทัลที่ถูกต้องตามกฎหมายจะต้องมีเครื่องหมายคำรับรองจากพนักงานเจ้าหน้าที่ในลักษณะซีล (Seal) แสดงว่าเครื่องชั่งดังกล่าวผ่านการตรวจสอบแล้ว รวมทั้งต้องมีสติกเกอร์ QR Code เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อมูลแหล่งที่มาและสถานะการรับรองได้อย่างโปร่งใส นอกจากนี้ เมื่อมีการนำเครื่องชั่งไปใช้งานในตลาดหรือสถานประกอบการ เจ้าหน้าที่จะเข้าตรวจสอบความถูกต้องเที่ยงตรงของเครื่องชั่งเป็นประจำทุกปี และติดสติกเกอร์แสดงการตรวจสอบประจำปี เพื่อยืนยันว่าเครื่องยังคงมีความแม่นยำตามมาตรฐาน ทั้งนี้ ผู้ประกอบการด้านเครื่องชั่งสามารถยื่นขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจนำเข้าและขายเครื่องชั่งตวงวัดได้ที่สำนักงานกลางชั่งตวงวัด หรือสำนักงานสาขาชั่งตวงวัดทุกจังหวัด โดยสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มได้ทางเว็บไซต์กรมการค้าภายใน (www.dit.go.th) กรมการค้าภายในยืนยันว่าจะเดินหน้าตรวจสอบเครื่องชั่งอย่างเข้มงวดอย่างต่อเนื่อง ทั้งในตลาดสด ห้างสรรพสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า และช่องทางออนไลน์ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมระบบการค้าที่เป็นธรรม หากประชาชนพบเห็นการใช้เครื่องชั่งโกงน้ำหนัก หรือเครื่องชั่งที่ไม่ได้มาตรฐาน สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานชั่งตวงวัดทั่วประเทศ
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 129/2569 “ค้าภายใน” ลงพื้นที่พบเกษตรกรปาล์ม ย้ำส่งออกยังคล่องตัว ดันใช้ B20 เพิ่ม โรงสกัดต้องให้ราคาเพิ่มตามคุณภาพ ไม่มีติดคิว หนุนราคาปาล์มขยับ เกษตรกรมั่นใจสถานการณ์คลี่คลาย (2 พฤษภาคม )
วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากกรณีที่กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ภาคกลาง ทั้งจังหวัดสระบุรีและจังหวัดปทุมธานี เข้ายื่นหนังสือต่อกระทรวงพาณิชย์ เพื่อสะท้อนข้อกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ราคาปาล์มน้ำมันและการส่งออก นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และเร่งแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด โดยวันนี้กรมการค้าภายในได้ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน ในพื้นที่จังหวัดสระบุรีและปทุมธานี พร้อมหารือร่วมกับนายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย ผู้แทนโรงสกัด และกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อรับฟังสถานการณ์และข้อเสนอจากเกษตรกรโดยตรง นายวิทยากร กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ติดตามสถานการณ์ปาล์มน้ำมันทั้งระบบอย่างต่อเนื่อง และบริหารจัดการให้เกิดสมดุลทั้งด้านสต็อก การใช้ในประเทศ และการส่งออก เพื่อให้ราคาสะท้อนกลไกตลาดและเกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยในส่วนที่เกษตรกรมีข้อกังวลเรื่องการส่งออกนั้น กรมการค้าภายในขอยืนยันว่า ปัจจุบันยังสามารถส่งออกน้ำมันปาล์มได้ตามปกติ ภายใต้กรอบบริหารจัดการสต็อกที่เหมาะสม ซึ่งตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 จนถึงปัจจุบัน ได้อนุญาตส่งออกแล้ว 11 ราย ปริมาณรวมกว่า 200,000 ตัน และอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ นายวิทยากร ยังกล่าวต่อว่า “สถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบในภาคพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซลเพื่อช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดีเซลและสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ปัจจุบันมีความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบเพื่อผลิตไบโอดีเซลมากกว่า 100,000 ตันต่อเดือน อีกทั้งยังมีการขยายจุดให้บริการน้ำมัน B20 แล้วกว่า 200 จุดทั่วประเทศ รวมถึงมีนโยบายสนับสนุนให้ราคาน้ำมัน B20 ต่ำกว่า B7 เพื่อจูงใจการใช้งาน ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนราคาผลปาล์มในช่วงนี้ ล่าสุด ราคาผลปาล์มปรับขึ้นมาอยู่ที่ 6.80-7.20 บาทต่อกิโลกรัม จากสัปดาห์ก่อนที่อยู่ในระดับ 6.60-7.00 บาทต่อกิโลกรัม สะท้อนทิศทางตลาดที่ปรับตัวดีขึ้นทั้งจากความต้องการใช้ในประเทศและตลาดโลก” ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ อธิบดีกรมการค้าภายในยังได้ติดตามสถานการณ์รับซื้อของโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มในพื้นที่ ได้แก่ บริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด (มหาชน) ซึ่งยืนยันว่าโรงงานยังเปิดรับซื้อผลปาล์มตามปกติ เดินเครื่องผลิตเต็มกำลัง และไม่พบปัญหาการติดคิวหน้าโรงงาน เนื่องจากผลผลิตทยอยออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องไม่กระจุกตัวเหมือนบางช่วงในปีก่อน ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้เน้นย้ำให้โรงงานสกัดรับซื้อผลปาล์มตามคุณภาพและเปอร์เซ็นต์น้ำมัน เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่เกษตรกร และจูงใจให้เกษตรกรพัฒนาคุณภาพผลผลิต โดยเฉพาะการตัดปาล์มสุกที่มีเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง เพื่อยกระดับมาตรฐานปาล์มน้ำมันไทยในระยะยาว ด้านนายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันเกษตรกรพึงพอใจกับระดับราคาที่ปรับตัวดีขึ้น และสถานการณ์รับซื้อปีนี้ถือว่าคลี่คลายกว่าปีก่อน ไม่มีปัญหาปาล์มตกค้างหน้าโรงงาน พร้อมขอให้ภาครัฐติดตามการรับซื้ออย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับเกษตรกร และขณะนี้เกษตรกรพึงพอใจกับระดับราคาที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 128/2569 “พาณิชย์” คิกออฟ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” ผนึกไปรษณีย์ไทย เปิดจุดขาย 946 แห่งทั่วประเทศ กระจายสินค้าราคาประหยัดถึงชุมชน (1 พฤษภาคม 2569)
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิด (Kick off) โครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ณ ไปรษณีย์ สาขานนทบุรี ว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้บูรณาการความร่วมมือกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนไม่น้อยกว่า 280 ล้านบาทต่อเดือน โดยนำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นมาจำหน่ายในราคาต่ำกว่าท้องตลาด ผ่านจุดจำหน่ายในชุมชน และเครือข่ายไปรษณีย์ไทย ควบคู่กับการส่งเสริมรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อยโดยไม่กระทบต่อกลไกตลาดเดิม รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ภาครัฐร่วมกันนำสินค้าจำเป็นราคาประหยัดมาเป็นทางเลือกให้ประชาชน โดยจับมือกับไปรษณีย์ไทยจะเป็นกลไกสำคัญในการกระจายสินค้าไปสู่ประชาชนทั่วประเทศ “เราต้องการลดค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน ควบคู่กับการสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการรายเล็กและสินค้าชุมชน โดยใช้ไปรษณีย์ไทยเป็นช่องทางสำคัญในการกระจายสินค้าให้เข้าถึงทุกพื้นที่” นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำถึงความร่วมมือแบบบูรณาการระหว่างหลายกระทรวง โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยที่เปิดจุดจำหน่ายในระดับอำเภอกว่า 800 แห่งทั่วประเทศ และไปรษณีย์ไทยที่เข้ามา “เติมเต็ม” ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าได้ทุกวัน รวมทั้งมีแผนต่อยอดยกระดับสินค้าชุมชนให้ได้มาตรฐาน เพื่อขยายโอกาสสู่ตลาดในประเทศและต่างประเทศในอนาคต ในระยะเริ่มต้น ได้เปิดจำหน่ายสินค้าผ่านที่ทำการไปรษณีย์จังหวัดทั่วประเทศ จำนวน 122 จุด แบ่งเป็น กรุงเทพมหานคร 28 จุด ปริมณฑล 21 จุด และส่วนภูมิภาค 73 จุด และในสัปดาห์ที่ 2 จะขยายเพิ่มเติมไปยังที่ทำการไปรษณีย์อำเภออีก 824 จุด รวมเป็น 946 จุดทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนในชุมชนและพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง สำหรับกิจกรรมภายใต้ความร่วมมือกับไปรษณีย์ไทย ประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ การเป็นจุดจำหน่ายสินค้าราคาพิเศษ และการเป็นศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Center: DC) รองรับการกระจายผ่านรถพุ่มพวง โดยมีสินค้าเข้าร่วมโครงการ 15 รายการ จากผู้ประกอบการ 12 ราย ครอบคลุมสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำปลา ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด โดยจำหน่ายในราคาลดลงสูงสุดถึง 25% ด้านนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทยจะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าไทย “ไปรษณีย์ไทยมีพื้นที่จำหน่ายสินค้าชุมชนอยู่แล้ว และในโครงการนี้จะขยายจุดจำหน่ายเพิ่มกว่า 800 แห่งในระยะเริ่มต้น ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าได้สะดวกมากขึ้น และในอนาคตมีแผนพัฒนาให้สามารถสั่งซื้อสินค้าไทยช่วยไทยผ่านระบบไปรษณีย์ได้” ขณะที่ ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทยพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะด้านโลจิสติกส์และการกระจายสินค้า ในการส่งสินค้าจำเป็นเหล่านี้ไปถึงพี่น้องประชาชนทั่วประเทศให้ได้อย่างทั่วถึง ทั้งนี้ ภาครัฐยังให้การสนับสนุนเพิ่มเติม เช่น การช่วยเหลือค่าขนส่งสินค้า การจัดทำคูปองส่วนลดจำนวน 500,000 ใบ มูลค่าใบละ 100 บาท เพื่อช่วยลดภาระทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ พร้อมทั้งส่งเสริมสินค้าเอสเอ็มอีและสินค้าชุมชนให้สามารถเติบโตและเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น โครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการดูแลประชาชนในช่วงภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน โดยมุ่งให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาประหยัด สะดวก ใกล้บ้าน และทั่วถึงทุกพื้นที่
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ