ข่าวเลขที่ 231/2569 “พาณิชย์” ถกห้าง-ร้านค้า-ตลาดสด รับมือน้ำท่วม เร่งเติมสินค้าเข้าระบบ ดูแลปริมาณ-ราคา ให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าอย่างต่อเนื่อง (27 กันยายน 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมที่ทำให้ประชาชนบางพื้นที่ได้รับผลกระทบและมีการซื้อสินค้าเพื่อสำรองเพิ่มขึ้น นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้ กรมการค้าภายใน ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และให้ความช่วยเหลือประชาชนด้านสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เพื่อให้มีสินค้าเพียงพอต่อความต้องการและไม่เกิดการขาดแคลนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ วันนี้ (27 กันยายน 2569) กรมการค้าภายในได้เชิญผู้ประกอบการและผู้แทนจากทุกช่องทางการจำหน่ายสินค้า ได้แก่ กลุ่มห้างโมเดิร์นเทรด อาทิ แม็คโคร โลตัส บิ๊กซี ท็อปส์ โก โฮลเซลล์ เดอะมอลล์ ฟู้ดแลนด์ รวมถึงร้านสะดวกซื้อ เซเว่นอีเลฟเว่น ซีเจ และสห ลอว์สัน ตลาดสดและตลาดกลาง อาทิ ตลาดไทยเจริญ ตลาดศรีเมือง ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดไท ตลาดล้านเมือง ตลาดเทิดไท ตลาดหัวอิฐ ตลาดเยส บางพลี ตลาดมีนบุรี ตลาดธันยา ตลาดบางใหญ่ ตลาดบวรร่มเกล้า และตลาดถนอมมิตร รวมถึงห้างท้องถิ่น เข้าร่วมประชุม เพื่อติดตามสถานการณ์การเปิดให้บริการ ปริมาณสินค้า การขนส่งและกระจายสินค้า ตลอดจนหารือแนวทางร่วมกันในการดูแลประชาชนในช่วงที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม นายวิทยากร กล่าวต่อว่า จากการหารือร่วมกัน ภาพรวมระบบการค้าปลีกและค้าส่งยังสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง โดยห้างโมเดิร์นเทรดยังสามารถเติมสินค้าเข้าสู่ระบบได้ตามปกติ ขณะที่ร้านสะดวกซื้อบางจุดในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ อาทิ บางกะปิ มีนบุรี และรังสิต อาจได้รับผลกระทบจากการเดินทางและการขนส่ง ทำให้การให้บริการในบางสาขาไม่เป็นไปตามปกติส่วน ตลาดสดและตลาดกลางส่วนใหญ่ยังเปิดให้บริการตามปกติ และมีสินค้าจำหน่าย เพียงแต่ได้รับผลกระทบบางส่วนจากจำนวนพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่เดินทางเข้าตลาดลดลง เนื่องจากข้อจำกัดด้านการเดินทางจากสถานการณ์น้ำท่วม ทั้งนี้ กรมฯ จะติดตามสถานการณ์การขนส่งและการเปิด-ปิดของแต่ละพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถเข้าไปสนับสนุนและแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที สำหรับสถานการณ์ด้านราคา สินค้าที่ต้องเฝ้าระวังในระยะนี้ ได้แก่ กลุ่มผักใบอ่อน อาทิ ผักชี ขึ้นฉ่าย และตั้งโอ๋ ซึ่งมีราคาปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ กะหล่ำปลี มะเขือเทศ และแตงกวา มีราคาปรับลดลง โดยกรมฯ จะติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านปริมาณผลผลิต สภาพอากาศ และการขนส่ง เพื่อประเมินผลกระทบต่อราคาสินค้าและการบริโภคของประชาชน สำหรับ เทศกาลกินเจ ระหว่างวันที่ 10–18 ตุลาคม 2569 จากการประเมินสถานการณ์ในขณะนี้ หากไม่มีฝนตกเพิ่มเติมในระดับที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่เพาะปลูกและเส้นทางขนส่ง คาดว่าจะยังสามารถบริหารจัดการสินค้าได้ และไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อปริมาณผักที่ใช้ในช่วงเทศกาลกินเจ อย่างไรก็ตาม กรมฯ จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมและมาตรการรองรับหากสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลง สำหรับมาตรการช่วยเหลือ กรมการค้าภายในจะดำเนินการใน 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่1. ตลาดสดและตลาดกลาง กรมฯ จะช่วยเชื่อมโยงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นจากแหล่งผลิตเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ เนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่ และผักที่จำเป็น เพื่อให้ตลาดมีสินค้าเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน พร้อมจัดส่งทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และตรวจสอบราคาสินค้า เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาและเอาเปรียบผู้บริโภค2. ทุกช่องทางการจำหน่าย ทั้งห้างโมเดิร์นเทรด ร้านสะดวกซื้อ ตลาดสด ตลาดกลาง และห้างท้องถิ่น จะร่วมกันเป็นช่องทางในการสื่อสารข้อมูลให้ประชาชนทราบถึง การเปิด-ปิดให้บริการของร้านและสาขาต่าง ๆ ในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนสามารถวางแผนการเดินทางและเลือกซื้อสินค้าได้สะดวกมากขึ้น โดยกรมฯ จะประสานข้อมูลกับผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง พร้อมสนับสนุนการกระจายสินค้าไปยังพื้นที่ที่มีความต้องการ นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์น้ำท่วมและผลกระทบต่อระบบการค้าอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะในด้านปริมาณสินค้า การกระจายสินค้า และราคา เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นยังมีเพียงพอ และประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมประสานผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ “ขอขอบคุณผู้ประกอบการและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่ช่วยกันเติมและกระจายสินค้าอย่างเต็มที่ เพื่อให้สินค้าจำเป็นมีเพียงพอในทุกพื้นที่ โดยกรมการค้าภายในจะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลประชาชนและลดผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมให้ได้มากที่สุด หากพบพื้นที่ใดที่สินค้ายังไม่เพียงพอ มีปัญหาในการกระจายสินค้า หรือพบการจำหน่ายสินค้าในราคาที่ไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 เพื่อให้เจ้าหน้าที่เร่งประสานและแก้ไขปัญหาได้ทันที” นายวิทยากร กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 230/2569 “พาณิชย์” ดันสินค้าเกษตรไทยสู่ “Local Ingredients World Class Experiences” เชื่อมวัตถุดิบสู่เชฟ สร้างมูลค่าเพิ่ม–ขยายตลาด คาดเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท (23 กันยายน 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน เดินหน้าสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรไทย โดยมุ่งยกระดับจากการจำหน่ายในรูป “วัตถุดิบ” ไปสู่สินค้าและผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น ผ่านการเชื่อมโยงเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการ เข้ากับภาคธุรกิจอาหารและเชฟมืออาชีพ เพื่อนำวัตถุดิบที่มีคุณภาพ มีเอกลักษณ์ และมีอัตลักษณ์จากแต่ละพื้นที่ มารังสรรค์เป็นเมนูอาหารรูปแบบใหม่ สร้างการรับรู้ถึงคุณค่าของสินค้าไทย เปิดช่องทางตลาด และเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรตลอดห่วงโซ่ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับสินค้าเกษตรไทยด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มและเชื่อมโยงตลาด โดยกรมการค้าภายในทำหน้าที่เป็นกลไกในการคัดสรรสินค้าเกษตรคุณภาพและนำไปเชื่อมโยงกับตลาดที่มีศักยภาพทั้งในประเทศและต่างประเทศ นายวิทยากร กล่าวว่า แนวคิดดังกล่าวถูกนำมาต่อยอดผ่านงาน “Local Ingredients World Class Experiences” เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของสินค้าเกษตรไทยว่า สามารถก้าวข้ามการจำหน่ายในรูปวัตถุดิบ และพัฒนาไปสู่เมนูอาหารและผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มได้ โดยเชื่อมโยงเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการ และเชฟมืออาชีพ ให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนำวัตถุดิบไทยมาสร้างสรรค์เป็นเมนูใหม่ เพื่อสร้างตลาดรูปแบบใหม่ เพิ่มมูลค่าตลอดห่วงโซ่ และทำให้ผู้บริโภคเห็นถึงคุณภาพ แหล่งที่มา และอัตลักษณ์ของสินค้าเกษตรไทย สำหรับงาน “Local Ingredients World Class Experiences” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23–25 กันยายน 2569 เวลา 07.00–17.00 น. ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 3 กระทรวงพาณิชย์ สนามบินน้ำ จังหวัดนนทบุรี โดยรวบรวม เชฟชื่อดังกว่า 20 คน จากเวทีการแข่งขันทำอาหารชั้นนำ อาทิ Iron Chef, The Next Iron Chef, MasterChef, The Restaurant War, Hell’s Kitchen และ Top Chef พร้อมผู้ประกอบการกว่า 200 ราย นำอาหาร ขนม เบเกอรี่ เครื่องดื่ม สินค้าเกษตร และสินค้าแปรรูปมาจำหน่ายและจัดกิจกรรมภายในงาน ไฮไลต์สำคัญของงาน คือการเปิดพื้นที่ให้เชฟนำวัตถุดิบคุณภาพจากแหล่งผลิตต่าง ๆ มาสร้างสรรค์เป็นเมนูที่มีเอกลักษณ์และมูลค่าเพิ่ม อาทิ เชฟบุญธรรม นำข้าวหอมมะลิแสงแรกจากจังหวัดอุบลราชธานี มาปรุงเป็นข้าวซูชิ เสิร์ฟคู่กับปลาและอาหารทะเลไทยตามฤดูกาล ในเมนู “ข้าวแสงแรกหน้าทะเลไทย” “โอมากาเสะซูชิข้าวแสงแรก” และ “ลาบโรลทะเลไทยจากข้าวแสงแรก” ขณะที่ เชฟเทียน นำข้าวหอมมะลิและขาหมูมารังสรรค์เป็นเมนู “ข้าวขาหมู” ส่วน เชฟเดช นำเนื้อโคขุนและน้ำตาลมะพร้าวแม่กลองมาสร้างสรรค์เป็น “แกงระแวงเนื้อ” และ เชฟต้นกล้า นำปลาแรดแม่น้ำสะแกกรัง ส้มโอพันธุ์ขาวอุทัย และส้มซ่าจากจังหวัดอุทัยธานี มาสร้างสรรค์เมนู “ยำส้มโอผิวส้มซ่า ปลาแรดฟู” สะท้อนการนำวัตถุดิบท้องถิ่นมาต่อยอดผ่านฝีมือเชฟให้เป็นเมนูที่มีมูลค่าเพิ่ม นายวิทยากร กล่าวว่า สิ่งที่กรมการค้าภายในต้องการให้เกิดขึ้นจากงานนี้ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มยอดจำหน่ายในช่วงจัดงาน แต่คือการสร้างโมเดลเชื่อมโยงสินค้าเกษตรจากต้นน้ำเข้าสู่ภาคธุรกิจอาหารและตลาดที่มีศักยภาพ เพราะสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ หากได้รับการพัฒนาด้วยองค์ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และเชื่อมโยงกับตลาดที่เหมาะสม จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างรายได้กลับไปสู่เกษตรกรได้มากขึ้น กรมการค้าภายในจึงพร้อมทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงสินค้าเกษตรคุณภาพกับเชฟ ผู้ประกอบการ และตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้วัตถุดิบไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน ภายในงานยังมีการเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์จากพันธมิตรในอุตสาหกรรมอาหารและบริการ อาทิ อาหารบนเที่ยวบินและในเลานจ์ จากบางกอกแอร์เวย์ส การบินไทย และไทยแอร์เอเชีย รวมถึงแบรนด์คาเฟ่และเครื่องดื่ม เช่น After You, Coffee World, Punthai Coffee, Inthanin และ Café Amazon ตลอดจนโซน Future Food ที่นำวัตถุดิบไทยที่มีศักยภาพ เช่น “ผำ” และผลิตภัณฑ์อาหารรูปแบบใหม่ มาจัดแสดงและจำหน่าย เพื่อเปิดมุมมองใหม่ในการเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบไทย ทั้งนี้ กรมการค้าภายในคาดว่าจะมีประชาชนเข้าร่วมงานประมาณ 30,000–50,000 คนต่อวัน และคาดว่าจะสร้างยอดจำหน่ายตลอดการจัดงาน ไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท พร้อมจัดโปรโมชั่น เมื่อซื้อสินค้าภายในงานครบ 500 บาท รับคูปองมูลค่า 50 บาท ซื้อครบ 1,000 บาท รับคูปองมูลค่า 100 บาท สำหรับใช้แลกซื้อสินค้าในงาน นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังมีแผนขยายการเชื่อมโยงสินค้าเกษตรกับตลาดในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ทั้งการส่งเสริมการบริโภคกุ้งในจังหวัดกระบี่และภูเก็ตในช่วงเดือนพฤศจิกายน และการนำโคเนื้อคุณภาพไปเชื่อมโยงกับตลาดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่ายและสร้างมูลค่าให้สินค้าเกษตรจากแหล่งผลิตต่าง ๆ นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการค้าภายในขอเชิญชวนประชาชนร่วมงาน “Local Ingredients World Class Experiences” ระหว่างวันที่ 23–25 กันยายน 2569 ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 3 กระทรวงพาณิชย์ สนามบินน้ำ จังหวัดนนทบุรี พบกับวัตถุดิบคุณภาพจากเกษตรกรและผู้ประกอบการไทย เมนูสร้างสรรค์จากเชฟชื่อดังกว่า 20 คน อาหาร ขนม เครื่องดื่ม สินค้าแปรรูป และ Future Food พร้อมร่วมสัมผัสแนวคิดการนำ “วัตถุดิบไทย” มาสร้างสรรค์เป็น “ประสบการณ์ระดับโลก” ตลอด 3 วัน นอกจากนี้ ภายในงานยัง ยกขบวนวัตถุดิบคุณภาพและสินค้าอัตลักษณ์จากแหล่งผลิตทั่วประเทศ** มาเชื่อมโยงกับเชฟและผู้ประกอบการอาหาร อาทิ ข้าวหอมมะลิจากจังหวัดยโสธร โดยเฉพาะพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้และอำเภอเลิงนกทา ข้าวเหนียวนิล ข้าวกล่ำดอย ขาหมูจากฟาร์มในจังหวัดนครปฐมและราชบุรี ซึ่งรับซื้อหมูจากเกษตรกรโดยตรง ปลากุเลาจากอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส สับปะรดศรีราชา จังหวัดชลบุรี กล้วยตากบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก ปลาร้าจากจังหวัดกาฬสินธุ์ หมูยอจากจังหวัดอุบลราชธานี ข้าวหอมมะลิ 105 จากจังหวัดอำนาจเจริญและจังหวัดอุบลราชธานี น้ำผึ้งป่าจากอำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร สาคูจากจังหวัดพัทลุง สับปะรดภูแล เนื้อโคขุนจากฟาร์มเกษตรกร อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี น้ำตาลมะพร้าวแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม ปลาแรดแม่น้ำสะแกกรัง ส้มโอพันธุ์ขาวอุทัยจากพื้นที่ตำบลสะแกกรัง และส้มซ่าจากตำบลดอนกลอย อำเภอหนองขาหย่าง จังหวัดอุทัยธานี กุ้งและอาหารทะเลจากเกาะยาว ปลากะพงสามน้ำจากจังหวัดสงขลา มะม่วงน้ำดอกไม้จากเกษตรกรจังหวัดสมุทรปราการ กะทิอัมพวา มะขามเปียกคัดสรรจากจังหวัดเพชรบูรณ์ และปลาช่อนจากจังหวัดนครปฐม เพื่อให้เชฟนำไปสร้างสรรค์เมนูและต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม สะท้อนศักยภาพของสินค้าเกษตรไทยจากหลากหลายพื้นที่ และสร้างโอกาสให้วัตถุดิบท้องถิ่นเข้าสู่ตลาดอาหารที่มีมูลค่าสูงขึ้น ตามแนวคิด “Local Ingredients World Class Experiences”
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 229/2569 กรมการค้าภายใน ผนึกโรงงานอาหารสัตว์–สถาบันเกษตรกร เดินหน้าข้าวโพด “ปลอดการเผา–ตรวจสอบย้อนกลับได้” 7,400 ตัน ยกระดับห่วงโซ่การผลิตไทย รับกติกาการค้าโลก (22 กันยายน 2569)
กรมการค้าภายใน เดินหน้าขับเคลื่อนการส่งเสริมตลาด “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากพื้นที่ปลอดการเผา” เชื่อมโยงผลผลิตจากเกษตรกรเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมอาหารสัตว์โดยตรง จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างโรงงานอาหารสัตว์และสถาบันเกษตรกร จำนวน 5 คู่ความร่วมมือ ตั้งเป้ารับซื้อผลผลิตนำร่องรวม 7,400 ตัน ในปีแรก ครอบคลุมเกษตรกรกว่า 8,700 ราย พร้อมพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ตั้งแต่แปลงเพาะปลูกถึงโรงงานอาหารสัตว์ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรลดการเผา ยกระดับมาตรฐานสินค้า รองรับกติกาการค้าสมัยใหม่ ควบคู่กับการลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ตามแนวทาง “ตลาดนำ – ตรวจสอบได้ – ลดการเผา” วันที่ 22 กันยายน 2569 นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน พร้อมด้วย นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน นายวีรศักดิ์ บุญเชิญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร นายพนม สุขศิริ ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจข้าวของสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ นางสาวสกาวเดือน ขยันยิ่ง ผู้แทนสภาเกษตรกรแห่งชาติ นายอรรถพล ชินภูวดล ผู้จัดการสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย และนายเทอดศักดิ์ ลาภจิตรกุศล นายกสมาคมการค้าพืชไร่ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างโรงงานอาหารสัตว์และสถาบันเกษตรกร เพื่อเชื่อมโยงการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากพื้นที่ปลอดการเผาเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการเชื่อมโยงระหว่างโรงงานอาหารสัตว์กับสถาบันเกษตรกร เพื่อรับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเกษตรกรในพื้นที่ปลอดการเผา ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับระบบการผลิตและการตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทยให้สอดคล้องกับทิศทางการค้าสมัยใหม่ โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับ ระบบ Traceability หรือการตรวจสอบย้อนกลับมากขึ้น ทั้งในเรื่องแหล่งที่มาของวัตถุดิบ วิธีการผลิต และกระบวนการตลอดห่วงโซ่อุปทาน “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ สิ่งที่เราทำร่วมกันในวันนี้จึงเป็นการแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับการดูแลวัตถุดิบตั้งแต่ต้นทาง ตั้งแต่กระบวนการผลิต ไปจนถึงสินค้าที่เข้าสู่ตลาดและการส่งออก เพื่อให้สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้อย่างชัดเจน” นายวิทยากร กล่าว สำหรับการรับซื้อในระยะแรก ตั้งเป้าหมายรวมประมาณ 7,400 ตัน ครอบคลุมเกษตรกรกว่า 8,700 ราย แม้จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเมื่อเทียบกับปริมาณผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั้งหมด แต่ถือเป็นกลไกสำคัญที่จะสามารถขยายผลไปยังกลุ่มเกษตรกรและโรงงานอาหารสัตว์รายอื่นได้ในอนาคต โดยผลผลิตที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับ ราคาสูงกว่าราคาตลาด 0.05 บาทต่อกิโลกรัม พร้อมจัดช่องทางพิเศษ Fast Track เพื่ออำนวยความสะดวกในการรับซื้อ นายวิทยากรกล่าวว่า ปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยมาตรการด้านใดด้านหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องสร้างทางเลือกให้เกษตรกรเห็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการไม่เผา กรมการค้าภายในจึงนำ กลไกตลาด มาเป็นแรงขับเคลื่อน เชื่อมโยงผลผลิตจากพื้นที่ปลอดการเผาเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมอาหารสัตว์โดยตรง “ตลาดนำ – ตรวจสอบได้ – ลดการเผา” จึงเป็นแนวทางสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ โดย “ตลาดนำ” คือการสร้างตลาดรองรับผลผลิตตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้เกษตรกรมีแรงจูงใจปรับเปลี่ยนวิธีการผลิต ขณะที่ “ตรวจสอบได้” คือการพัฒนาระบบ Traceability ที่สามารถติดตามแหล่งที่มาและกระบวนการผลิตได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน และนำไปสู่เป้าหมายสำคัญ คือ “ลดการเผา” ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ด้าน นายอมรชัย คารว์ กรรมการบริษัท ไทสัน ฟีด (ไทยแลนด์) จำกัด โรงงานอาหารสัตว์ที่ร่วมลงนาม MOU กล่าวว่า บริษัทมีความยินดีที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเกษตรกร เนื่องจากข้าวโพดเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตอาหารสัตว์ โดยมีสัดส่วนประมาณ 40% ของวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต จึงต้องการสนับสนุนข้าวโพดที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานจากพื้นที่ปลอดการเผา ทั้งนี้ หากการดำเนินงานสามารถทำได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน บริษัทมีความพร้อมที่จะพิจารณาเพิ่มปริมาณการรับซื้อในอนาคต โดยความร่วมมือในวันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันระหว่างเกษตรกร โรงงานอุตสาหกรรม และภาครัฐ เพื่อสร้างระบบการผลิตและการจัดหาวัตถุดิบที่ยั่งยืน ขณะที่ นางลออ ชูช่วย ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญของเกษตรกรในพื้นที่ตากฟ้าในการผลิตข้าวโพดที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และปลอดการเผา โดยเกษตรกรจะมีแหล่งรับซื้อที่แน่นอน ได้รับราคาที่เป็นธรรมและสูงกว่าตลาด ซึ่งสหกรณ์มีแผนขยายความร่วมมือไปยังเกษตรกรในกลุ่มและพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อส่งเสริมการผลิตข้าวโพดคุณภาพเข้าสู่โรงงานอาหารสัตว์อย่างต่อเนื่อง สำหรับ MOU ในครั้งนี้ มีคู่ความร่วมมือ 5 คู่ ได้แก่ 1. บริษัท ไทสัน ฟีด (ไทยแลนด์) จำกัด กับ สหกรณ์นิคมแม่สอด จำกัด2. บริษัท ไทสัน ฟีด (ไทยแลนด์) จำกัด กับ สหกรณ์การเกษตรตากฟ้า จำกัด3. บริษัท ไทสัน ฟีด (ไทยแลนด์) จำกัด กับ สหกรณ์การเกษตรนาน้อย จำกัด4. บริษัท ไทสัน ฟีด (ไทยแลนด์) จำกัด กับ สหกรณ์การเกษตรบ้านตาก จำกัด5. บริษัท ก้าวหน้าอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ จำกัด กับ สหกรณ์การเกษตรทุ่งศรีอุดม จำกัด การดำเนินงานดังกล่าวเป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ซึ่งมอบหมายให้กรมการค้าภายใน กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมกันส่งเสริมให้สหกรณ์การเกษตรรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในพื้นที่ปลอดการเผา รวมทั้งส่งเสริมการจัดทำ MOU ระหว่างโรงงานอาหารสัตว์กับเกษตรกร เพื่อสร้างกลไกตลาดที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ นายวิทยากรกล่าวทิ้งท้ายว่า ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพียงเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เท่านั้น แต่เป็นการวางระบบตั้งแต่ต้นทาง โดยใช้ตลาดเป็นแรงจูงใจ ควบคู่กับการตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อให้การผลิตข้าวโพดของไทยสามารถตอบโจทย์ทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และกติกาการค้าในอนาคต อันจะนำไปสู่การลดการเผาในพื้นที่เกษตรและลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 228/2569 "ค้าภายใน" ลุยขอนแก่น! หนุน "ท่อนพันธุ์มันฯ ต้านทานโรคใบด่าง" ปั้นผลผลิตคุณภาพ (20 กันยายน 2569)
กรมการค้าภายในลงพื้นที่ขอนแก่นตรวจเยี่ยมโครงการสนับสนุนท่อนพันธุ์มันสำปะหลังต้านทานโรคใบด่าง (อิทธิ 1-3) มุ่งแก้ปัญหาการแพร่ระบาดและขาดแคลนท่อนพันธุ์สะอาด พร้อมผลักดันเกษตรกรยกระดับผลผลิตคุณภาพ ป้อนอุตสาหกรรมและสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน และนางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดขอนแก่น และเกษตรจังหวัดขอนแก่น ลงพื้นที่จังหวัดขอนแก่นเพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามความคืบหน้า "โครงการสนับสนุนท่อนพันธุ์มันสำปะหลังคุณภาพดีให้เพียงพอกับความต้องการของตลาด ปี 2568/69" โดยมุ่งเน้นการกระจายพันธุ์ดีที่ต้านทานโรคสู่มือเกษตรกรอย่างทั่วถึง นายวิทยากร กล่าวว่า จังหวัดขอนแก่นถือเป็นแหล่งปลูกมันสำปะหลังสำคัญของไทย แต่ก็เป็นหนึ่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ถูกจัดอยู่ในเขตเฝ้าระวังและพบการแพร่ระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งความรุนแรงของโรคจะทำให้ใบหงิกงอ มีลายด่างเหลืองสลับเขียว ส่งผลให้ผลผลิตเสียหายสูงถึง 80-100% หากไม่ได้รับการจัดการที่ถูกต้อง ทั้งนี้ ในปีการผลิต 2568/69 จังหวัดขอนแก่นได้รับการจัดสรรท่อนพันธุ์มันสำปะหลังพันธุ์ต้านทานโรคใบด่าง (อิทธิ 1 - 3) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกรมการค้าภายใน กรมวิชาการเกษตร และมูลนิธิกองทุนมันสำปะหลัง ในการกระจายให้เกษตรกร 29 ราย เพื่อใช้เป็นต้นพันธุ์ปลูกทดแทนพันธุ์เดิม ลดพื้นที่ระบาด รวมทั้งสิ้น 20,300 ลำ ครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง อำเภอกระนวน และอำเภอเขาสวนกวาง จากการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแปลงปลูกพันธุ์ต้านทาน (อิทธิ 1 – 3) จากต้นพันธุ์กรมวิชาการเกษตร ในพื้นที่ตำบลสาวะถี อำเภอเมือง ซึ่งมีพื้นที่รวม 17 ไร่ เกษตรกรที่ได้รับสนับสนุนท่อนพันธุ์ 16 ราย โดยมี นายพรดนัย ค้องการ ผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้ดูแลแปลงตามคำแนะนำของหน่วยงานภาครัฐ เริ่มปลูกตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา และมีกำหนดเก็บเกี่ยวประมาณเดือนเมษายน 2570 ก่อนจะนำไปกระจายให้เกษตรกรรายอื่นต่อไป “โครงการฯ ดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ในการขับเคลื่อนการขยายและกระจายท่อนพันธุ์มันสำปะหลังคุณภาพดี ภายใต้งบประมาณจากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร วงเงิน 25.75 ล้านบาท เป้าหมาย 5 ล้านลำ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนท่อนพันธุ์สะอาดและปัญหาการระบาดของโรคใบด่างที่ส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตในอุตสาหกรรมแปรรูปและความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลกอย่างไรก็ตาม ปัจจุบันปริมาณต้นพันธุ์ต้านทานที่ผลิตได้ในประเทศยังมีน้อย จึงยังไม่สามารถกระจายต้นพันธุ์ได้ทั่วถึงทุกพื้นที่ เกษตรกรส่วนใหญ่จึงยังคงต้องใช้ท่อนพันธุ์ทั่วไปและประสบปัญหาโรคใบด่างอยู่” นายวิทยากร กล่าว พร้อมกันนี้ ได้ให้คำแนะนำว่า แม้ท่อนพันธุ์ต้านทานทั้ง 3 พันธุ์จะมีอัตราการติดโรคต่ำมากหรือไม่ติดเลย แต่เกษตรกรยังคงต้องดูแลแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ ทั้งการให้น้ำและปุ๋ยให้สอดคล้องกับช่วงเวลา รวมถึงไม่ควรเก็บท่อนพันธุ์ไว้นานเกินไปเพราะจะส่งผลต่อคุณภาพผลผลิต ด้านนางสาวญาณี รองอธิบดี กล่าวเสริมว่า “การลงพื้นที่ครั้งนี้ทำให้เห็นถึงความตื่นตัวของเกษตรกรในการเปลี่ยนมาใช้พันธุ์ต้านทานโรค ซึ่งกรมฯ พร้อมบูรณาการกับทุกหน่วยงานในพื้นที่เพื่อติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าเกษตรกรจะสามารถนำท่อนพันธุ์ดีไปเพาะปลูกและสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพ ตลอดจนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก และถือเป็นกลไกสำคัญในการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการเป็นศูนย์กลางจัดหาและกระจายท่อนพันธุ์ดี เพื่อพลิกฟื้นอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยให้กลับมาผงาดในตลาดโลกอย่างมั่นคง”
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 227/2569 “พาณิชย์” เดินหน้าปั้น “ข้าวประณีต” ต้นแบบข้าวไทย สร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่แปลงนาถึงตลาด เพิ่มรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน (20 กันยายน 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมการค้าภายในเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมและพัฒนาข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร หรือ “ข้าวประณีต” โดยมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับข้าวไทยและรายได้ของเกษตรกร ด้วยการพัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มคุณภาพของข้าว แต่ต้องทำให้ข้าวแต่ละพื้นที่มี จุดเด่น อัตลักษณ์ เรื่องราว มาตรฐาน และตลาดที่ชัดเจน สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลผลิตเดิมได้มากขึ้นสอดคล้องกับหลัก “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” โดยใช้ข้อมูล มาตรฐาน นวัตกรรม และการเชื่อมโยงตลาด เป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนรูปแบบการทำตลาดข้าว จากการขายข้าวเป็นวัตถุดิบ ไปสู่การพัฒนาเป็นสินค้าที่มีคุณภาพและมีความแตกต่าง สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคและตลาดเฉพาะกลุ่มได้มากขึ้น นายวิทยากร กล่าวต่อว่า หัวใจของ “ข้าวประณีต” คือการทำให้เกษตรกรไม่ได้ขายเพียงข้าวเปลือก แต่สามารถสร้างมูลค่าจากข้าวได้ตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การเลือกพันธุ์และการผลิต การจัดการดินและน้ำ การควบคุมคุณภาพ การสีและแปรรูป การพัฒนาบรรจุภัณฑ์และแบรนด์ การสร้างเรื่องราวของสินค้า ตลอดจนการเชื่อมโยงเข้าสู่ตลาด รวมถึงการนำผลพลอยได้และวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ประโยชน์ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมและลดต้นทุนการผลิต จากการลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานในจังหวัดร้อยเอ็ดและขอนแก่น เมื่อวันที่ 17–18 กันยายน 2569 พบตัวอย่างการพัฒนาที่สามารถนำมาเป็นต้นแบบของแนวคิดดังกล่าวได้ โดยในจังหวัดร้อยเอ็ด สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด (สาขานกเหาะ) มีความพร้อมด้านการแปรรูปและการควบคุมคุณภาพ มีโรงสีที่มีกำลังการผลิต 120 ตันต่อวัน โรงปรับปรุงคุณภาพข้าวสาร และห้องบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับมาตรฐาน ISO และ HACCP สามารถพัฒนาข้าวหอมมะลิเป็นข้าวเกรดพรีเมียมและสร้างแบรนด์ของสหกรณ์ เพื่อรองรับการขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขณะที่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรบ้านโสกจาน จังหวัดขอนแก่น มีจุดเด่นด้านการเชื่อมโยงการผลิตในระดับชุมชน ตั้งแต่การพัฒนาดิน การบริหารจัดการน้ำ การปลูกข้าวและเกษตรผสมผสาน ไปจนถึงการสีและแปรรูป โดยมีโรงสีชุมชนเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้เกษตรกรรวบรวมและควบคุมคุณภาพผลผลิตได้ด้วยตนเอง ลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง และสามารถต่อยอดข้าวเปลือกไปสู่ข้าวสารและผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม นอกจากนี้ บ้านโสกจานยังมีการบริหารจัดการน้ำผ่านระบบธนาคารน้ำใต้ดิน และการทำเกษตรผสมผสานทั้งการปลูกผักและเลี้ยงปศุสัตว์ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่และลดความเสี่ยงด้านการผลิต สะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาข้าวคุณภาพไม่ได้เริ่มต้นเฉพาะที่โรงสี แต่ต้องเริ่มตั้งแต่การจัดการพื้นที่และกระบวนการผลิตในแปลงนา นายวิทยากร กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญต่อไป คือ การทำให้คุณภาพของข้าวสามารถแปลงเป็นมูลค่าทางการตลาดได้จริง โดยต้องจัดทำฐานข้อมูลคุณลักษณะของข้าวแต่ละประเภทอย่างเป็นระบบ ทั้งพันธุ์ ลักษณะเฉพาะ คุณค่าทางโภชนาการ และเรื่องราวของพื้นที่ เพื่อนำมาวิเคราะห์และจับคู่กับความต้องการของตลาด ขณะเดียวกันต้องรักษาอัตลักษณ์ของแต่ละชุมชนไว้ เพราะเรื่องราวและเอกลักษณ์ของพื้นที่สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความแตกต่างให้กับสินค้า อีกประเด็นสำคัญ คือการนำแนวคิด Circular Economy และ Zero Waste มาใช้ตลอดกระบวนการผลิต โดยไม่ปล่อยให้วัสดุเหลือใช้จากการผลิตข้าวกลายเป็นของเสีย แต่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น การอัดฟาง การนำแกลบไปใช้เป็นเชื้อเพลิงหรือพลังงานชีวมวล การนำผลพลอยได้ไปผลิตอาหารสัตว์ รวมถึงการต่อยอดรำข้าวและปลายข้าวเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน ลดการสูญเสีย และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร “ข้าวประณีตจึงไม่ใช่เพียงการทำข้าวให้ดีขึ้น แต่คือการทำให้ข้าวมีมูลค่ามากขึ้น” โดยนำจุดแข็งของแต่ละพื้นที่มาเชื่อมโยงกับมาตรฐาน นวัตกรรม และตลาด เพื่อให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการผลผลิตของตนเองได้มากขึ้น และมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากคุณภาพและมูลค่าเพิ่มของสินค้าอย่างเหมาะสม กรมการค้าภายในจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ ทั้งด้าน คุณภาพ การแปรรูป มาตรฐาน การสร้างแบรนด์และเรื่องราวสินค้า โดยจะนำบทเรียนจากพื้นที่ที่มีศักยภาพไปต่อยอดและขยายผลในพื้นที่อื่น พร้อมพัฒนาตราสัญลักษณ์ “ข้าวประณีต” เพื่อให้เป็นเครื่องหมายของความไว้วางใจ และสะท้อนถึงกระบวนการผลิตและแปรรูปที่มีคุณภาพมาตรฐาน ซึ่งจะเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความเชื่อมั่น และเพื่อให้ “ข้าวประณีต” เป็นอีกหนึ่งกลไกในการยกระดับข้าวไทย ทั้งนี้ การพัฒนาคุณภาพและเพิ่มมูลค่าข้าวจะดำเนินควบคู่กับการเตรียมความพร้อมรองรับผลผลิตข้าวนาปี ปีการผลิต 2569/70 ที่คาดว่าจะออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมากตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป โดยกรมการค้าภายในเตรียมเดินหน้ามาตรการทั้ง โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี และ โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและเพิ่มมูลค่าโดยสถาบันเกษตรกร ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) แล้ว เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 และจะเร่งผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของกระทรวงการคลังและคณะรัฐมนตรีต่อไป
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 226/2569 “พาณิชย์” ลุยลดค่าครองชีพประชาชน-ช่วยผู้ประกอบการ ยกทัพสินค้าราคาประหยัด จำหน่ายสินค้าราคาประหยัดให้พี่น้องชาวราชบุรีในงาน “ไทยช่วยไทยลดค่าครองชีพ จังหวัดราชบุรี” (12 กันยายน 2569)
“พาณิชย์” จัดงาน “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่ารองชีพ จังหวัดราชบุรี” นำสินค้าอุปโภคบริโภค 10 หมวด กว่า 2,000 รายการ ลดสูงสุด 60% และยังมีสินค้าไฮไลท์ ทั้งไข่ไก่ น้ำตาลทราย น้ำมันปาล์ม ข้าวหอมมะลิ มาจำหน่ายให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ และเพิ่มทางเลือกในการซื้อสินค้า และเชื่อมโยงจากเกษตรกรที่ประสบปัญหาราคาตกต่ำจากภาวะสินค้าล้นตลาด มังคุดมาจำหน่ายในงาน นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงานและเปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญในการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนและกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง และบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ภาคธุรกิจ SME และภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ในการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กรมการค้าภายในกระทรวงพาณิชย์ ได้สนับสนุนนโยบายรัฐบาลดังกล่าว จึงได้ดำเนินการจัดงาน “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่ารองชีพ จังหวัดราชบุรี” จำหน่ายสินค้าราคาประหยัด ระหว่างวันที่ 11 – 13 กันยายน 2569 ณ บริเวณวัดโขลงสุวรรณคีรี (ตลาดกำนันยงค์สาขา 2) อ.เมือง จ.ราชบุรี โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิต/กลุ่มเกษตรกร/กลุ่มวิสาหกิจชุมชน เครือข่ายธุรกิจ ผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย (SMEs) นำสินค้าอุปโภคบริโภคมาจำหน่ายรวม 10 หมวด กว่า 2,000 รายการ ลดสูงสุด 60% อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ซอสปรุงรส น้ำยาซักผ้า ของใช้ประจำวัน เครื่องครัว เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องแต่งกาย สินค้าชุมชน เป็นต้น ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการจำหน่ายสินค้าไฮไลท์ และผลไม้ที่เชื่อมโยงจากกลุ่มเกษตรกร ในราคาพิเศษทุกวันอาทิ ไข่ไก่เบอร์ M แผงละ 85 บาท น้ำตาลทราย กิโลกรัมละ 20 บาท น้ำมันพืชปาล์ม ขวดละ 40 บาท ข้าวหอมมะลิ (5 กก.) ถุงละ 130 บาท ข้าวหอมปทุม (5 กก.) ถุงละ 90 บาท นอกจากนั้น ยังเชื่อมโยงจากกลุ่มเกษตรกร มังคุด กิโลกรัมละ 35 บาท และลองกอง กิโลกรัมละ 25 บาท มาภายในงานอีกด้วย “ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนในจังหวัดราชบุรีและจังหวัดใกล้เคียง มาเลือกซื้อสินค้าในโครงการนี้ ซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพและราคาประหยัดที่ทางกระทรวงพาณิชย์ได้เลือกสรรมาให้ท่าน ทั้งสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพครบถ้วน ของกินของใช้ สินค้าชุมชน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนได้ตามเป้าหมาย” นายวิทยากรกล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 225/2569 กรมการค้าภายในผนึก 6 ห้างยักษ์ สร้าง Demand ผลไม้ไทย 50,000 ตัน มูลค่ากว่า 2,690 ล้านบาท ดันผลผลิตจากสวนสู่ตลาดตลอดฤดูกาล (12 กันยายน 2569)
กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้ารุกตลาดผลไม้ไทย จากการเร่งระบายผลผลิตเป็นการสร้าง “Demand” ใหม่ในตลาดอย่างต่อเนื่อง ผนึกกำลัง 6 Modern Trade รายใหญ่ ได้แก่ โก โฮลเซลล์, บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์, โลตัส, เดอะมอลล์ กรุ๊ป, ท็อปส์ และแม็คโคร เชื่อมโยงผลผลิตจากสวนเกษตรกรเข้าสู่ตลาดค้าปลีก ค้าส่ง และตลาดพรีเมียม พร้อมใช้พลังศิลปินและอินฟลูเอนเซอร์ขยายฐานผู้บริโภค โดยความร่วมมือสามารถเชื่อมโยงรับซื้อและกระจายผลไม้ไทยรวมกว่า 50,000 ตัน มูลค่ากว่า 2,690 ล้านบาท นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า แนวทางบริหารจัดการผลไม้ของกรมฯ ในปีนี้ไม่ได้มุ่งเพียงการเพิ่ม “จุดขาย” แต่ต้องการสร้างตลาดและผู้บริโภคกลุ่มใหม่ เพื่อให้ผลผลิตที่ออกจากสวนมีช่องทางรองรับที่หลากหลายและสามารถเข้าสู่ตลาดได้รวดเร็ว โดยวางกลไกเชื่อมโยงตั้งแต่ “สวนเกษตรกร–ตลาดกลางสินค้าเกษตร–Modern Trade–ผู้บริโภค” ให้เป็นห่วงโซ่เดียวกัน นายฉันทพัทธ์ กล่าวต่อว่า หัวใจสำคัญคือการใช้ศักยภาพของ Modern Trade แต่ละรายให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคแตกต่างกัน ตั้งแต่ตลาดคนรุ่นใหม่ คนเมือง นักท่องเที่ยว ตลาดพรีเมียม ไปจนถึงตลาดผู้ประกอบการและธุรกิจบริการ ทำให้ผลไม้ไทยไม่ได้พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง แต่สามารถกระจายเข้าสู่หลายช่องทางตลอดฤดูกาล ขณะเดียวกัน กรมฯ ยังเพิ่มมิติการตลาดด้วยการดึงศิลปินและอินฟลูเอนเซอร์เข้ามาช่วยสร้างกระแสการบริโภค โดยมุ่งเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่และฐานแฟนคลับซึ่งมีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เพื่อเปลี่ยนจากการ “ประชาสัมพันธ์สินค้า” ไปสู่การสร้างความต้องการซื้อจริงในตลาด สำหรับเครือข่าย Modern Trade แต่ละรายได้วางกลยุทธ์แตกต่างกัน โดย โก โฮลเซลล์ ซึ่งเป็นห้างค้าส่งสินค้าพรีเมี่ยม ใช้ Entertainment Marketing ดึง “นอร์ท–อ๊อตโต้” สร้างกระแสในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ควบคู่กับการเชื่อมโยงรับซื้อสินค้าเกษตร ขณะที่ บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ใช้ฐานลูกค้าคนเมืองและนักท่องเที่ยว พร้อมดึง “คอปเปอร์–ฟีฟ่า” ช่วยขยายการรับรู้และการบริโภคผลไม้ไทย ด้าน โลตัส มีจุดแข็งจากการมีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศกว่า 1,700 สาขา และนำจุดแข็งในฐานะ Smart Community Center เชื่อมผลไม้ไทยเข้ากับ Lifestyle ของคนเมือง โดยใช้ “แม้ก–ณฐ” เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างกระแส ขณะที่ เดอะมอลล์ กรุ๊ป เน้น Value Creation ยกระดับผลไม้ไทยคัดคุณภาพเข้าสู่ Premium Lifestyle Market พร้อม “ธีร์–เวฟ” สร้างประสบการณ์ใหม่ให้ผลไม้ไทยมีภาพลักษณ์มากกว่าสินค้าตามฤดูกาล ส่วน ท็อปส์ ต่อยอดตลาด Everyday Premium และ Young Lifestyle ทำให้ผลไม้ไทยคุณภาพกลายเป็นทางเลือกในชีวิตประจำวัน ควบคู่กับการพัฒนาเกษตรกรและยกระดับสินค้าสู่ตลาดพรีเมี่ยม พร้อมใช้ Fan Engagement ผ่าน “ลาเต้–คิม” เชื่อมฐานแฟนคลับเข้ากับการซื้อจริง ขณะที่ แม็คโคร ซึ่งเป็นห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ที่ใหญ่ที่สุด ใช้ศักยภาพด้านค้าส่งและค้าปลีกเชื่อมตลาดทั้ง B2B และ B2C กระจายผลผลิตจากสวนไปยังร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรม ธุรกิจบริการ และผู้บริโภคทั่วไป พร้อม “ติวเตอร์–ยิม” ช่วยขยายกระแสสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ นายฉันทพัทธ์ กล่าวว่า สิ่งที่กรมฯ ต้องการสร้างไม่ใช่เพียงยอดขายจากกิจกรรมระยะสั้น แต่คือการขยาย “ฐานคนกินผลไม้ไทย” ให้กว้างขึ้น เพราะเมื่อมีผู้บริโภคเพิ่มขึ้นและมีช่องทางตลาดรองรับหลากหลายขึ้น จะช่วยลดแรงกดดันด้านการระบายผลผลิตในช่วงที่ผลไม้ออกสู่ตลาดพร้อมกันจำนวนมาก “เราใช้ศักยภาพที่แตกต่างกันของแต่ละ Modern Trade มาต่อกันเป็นเครือข่าย ตั้งแต่ตลาดคนรุ่นใหม่ คนเมือง นักท่องเที่ยว ตลาดพรีเมียม ไปจนถึงตลาด B2B เมื่อแต่ละช่องทางช่วยกันสร้าง Demand ก็จะทำให้ผลผลิตจากเกษตรกรมีตลาดรองรับที่หลากหลายมากขึ้น” นอกจากการสร้างกระแสแล้ว Modern Trade ทั้ง 6 ราย ยังร่วมจัดโปรโมชั่น เพิ่มพื้นที่จำหน่าย และทำกิจกรรมส่งเสริมการขายตลอดฤดูกาล เพื่อเร่งการหมุนเวียนของผลไม้ไทยในตลาด ขณะเดียวกันหลายเครือข่ายยังร่วมกับกรมการค้าภายในในการเชื่อมโยงรับซื้อผ่านตลาดข้อตกลง และช่วยดูดซับผลผลิตในช่วงฤดูกาลผลไม้ด้วย กรมการค้าภายในมองว่า กลไกดังกล่าวจะช่วยยกระดับการบริหารตลาดผลไม้ไทยจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การสร้างระบบตลาดที่มี Demand รองรับตั้งแต่ต้นทาง โดยเป้าหมายไม่ใช่เพียง “ขายผลผลิตให้หมด” แต่ต้องทำให้ผลไม้ไทยสามารถเข้าสู่ตลาดได้หลายระดับ ทั้งตลาดทั่วไป ตลาดพรีเมียม ตลาดค้าส่ง และตลาดธุรกิจ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดและสร้างรายได้กลับคืนสู่เกษตรกร นายฉันทพัทธ์กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 224/2569 กรมการค้าภายในผนึก 4 ค่ายปั๊มยักษ์ใหญ่ (PTT Station - บางจาก - PT - Susco) ช่วยเกษตรกรใต้ ซื้อมังคุด 3 แสนโล แจกฟรีผู้เติมน้ำมัน 800 สาขาทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล 11-13 ก.ย. นี้ (11 กันยายน 2569)
วันนี้ (11 ก.ย. 69) นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผย หลังจับมือร่วมกับสถานีบริการน้ำมัน 4 รายใหญ่ในการรับซื้อมังคุดเพื่อช่วยเกษตรกรในภาคใต้ ว่า กรมฯ ได้เดินหน้าตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ที่ตระหนักถึงความสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ในช่วงฤดูกาลผลไม้ปี 2569 โดยสนับสนุนการกระจายผลผลิตผ่านช่องทางพันธมิตรสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งได้ให้ความร่วมมือกับกรมการค้าภายในทุกปี เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคาผลผลิตผลไม้ภายในประเทศ โดยทั้ง 4 สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงรายใหญ่ ได้แก่ พีทีที สเตชั่น, บางจาก, พีที และซัสโก้ ได้ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกมังคุดภาคใต้จังหวัดชุมพร และนครศรีธรรมราชในการรับซื้อมังคุดจากกลุ่มเกษตรกร และนำมาจัดทำโปรโมชันเป็นของสมนาคุณพิเศษให้แก่พี่น้องประชาชนที่เติมน้ำมัน เพื่อช่วยเร่งระบายผลผลิตและผลักดันให้ราคามังคุดปรับตัวสูงขึ้น ล่าสุดสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงทั้ง 4 รายใหญ่ ได้เข้าดำเนินการรับซื้อมังคุดจากกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดชุมพรและจังหวัดนครศรีธรรมราช ปริมาณรวม 300,000 กิโลกรัม เพื่อเตรียมนำมาแจกจ่ายเป็นของสมนาคุณแก่ประชาชนผู้ใช้บริการ นายวิทยากร กล่าวต่อว่า แต่ละสถานีบริการน้ำมันได้จัดทำโปรโมชันแจดมังคุดในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล (นนทบุรี, ปทุมธานี, นครปฐม, สมุทรปราการ, สมุทรสาคร) ครอบคลุมพื้นที่ 6 จังหวัด กว่า 800 สาขา โดยมีเงื่อนไขของแต่ละสถานี อาทิ เติมน้ำมันครบ 500 บาท รับมังคุดฟรีครึ่งกิโลกรัม ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 11 กันยายน ไปจนถึงวันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน2569 นี้ รวมระยะเวลา 3 วัน หรือจนกว่าของจะหมด นายวิทยากรกล่าวเพิ่มเติมว่า "ผลจากการที่กรมฯ ได้เข้าไปเชื่อมโยงผู้ประกอบการให้เข้ามารับซื้อผลผลิตมังคุดจากเกษตรกรภาคใต้ ทำให้พี่น้องเกษตรกรได้ระบายมังคุด และลดแรงกดดันทางด้านราคา โดยนอกจากมาตรการนี้ กรมได้ดำเนินการเชื่อมโยงกระจายทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นห้าง Modern Trade ตลาดกลางตลาดสด หน่วยงานและองค์กรต่างๆ รวมไปถึงโรงงานแปรรูปผลไม้ ที่เข้ามาช่วยดูดับมังคุดมาจนถึงปลายฤดูกาล กรมการค้าภายใน ขอขอบคุณพันธมิตรทุกภาคส่วนที่มาช่วยเราผลักดันให้ราคาดีไปจนสิ้นสุดฤดูกาลผลิตในปีนี้ การดูดซับมังคุด ช่วยดึง Supply ออกจากตลาด ทำให้ราคามังคุดขยับตัวอยู่ในเกณฑ์ที่ดีขึ้น และขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันรณรงค์บริโภคผลไม้ไทย ด้วยการมาเติมน้ำมันเพื่อรับมังคุดคุณภาพดีไปบริโภค และยังได้ช่วยพี่น้องเกษตรกรไทยอีกด้วย" นายวิทยากร กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ