ข่าวเลขที่ 71/2569 DIT ยกระดับงานธงฟ้า จับคู่ ”ร้านค้าธงฟ้า-ผู้ผลิต“ “เชื่อมธุรกิจไทย–ลาว” สำเร็จ วันแรกปิดดีลกว่า 1,000 ล้านบาท ตอกย้ำศักยภาพสินค้าไทย  (10 กุมภาพันธ์ 2569)
DIT โชว์ผลงาน จัด “มหกรรมธงฟ้าเชื่อมโยงธุรกิจทั่วไทย” (Thongfah Connect Fair 2026) ณ จังหวัดอุบลราชธานี 9-11 ก.พ.69 นอกจากขนสินค้าราคาประหยัดมาจำหน่ายแล้ว ยังขยายบทบาทช่วย “ร้านค้าธงฟ้า” ในพื้นที่และใกล้เคียง ได้ซื้อสินค้ากับผู้ผลิตโดยตรงในงานเพื่อนำกลับไปจำหน่ายที่ร้าน พร้อมนำคณะนักธุรกิจจาก สปป.ลาว มา Business Matching ผลวันแรก ทำสัญญา 14 คู่ มูลค่ารวม 1,067,372,000 บาท ส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตร ปัจจัยทางการเกษตร และสินค้าอุปโภคบริโภคไทย โดยผู้ค้าลาวพร้อมซื้อสินค้าไทยเพิ่มต่อเนื่อง วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “มหกรรมธงฟ้าเชื่อมโยงธุรกิจทั่วไทย (Thongfah Connect Fair 2026)” ณ บริเวณลานสุนีย์ทาวเวอร์ จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดใกล้เคียง ผู้แทนหัวหน้าแผนกอุตสาหกรรมและการค้าจากแขวงจำปาสัก แขวงสาละวัน แขวงอัตตะปือ และแขวงเซกอง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว รวมถึงผู้แทนหอการค้าจังหวัดอุบลราชธานี เข้าร่วมงาน นายจิรวุฒิฯ เปิดเผยว่า “กรมการค้าภายใน (DIT) กระทรวงพาณิชย์ ได้ยกระดับบทบาทงานธงฟ้า จากการจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดสู่การเป็นเวทีเชื่อมโยงธุรกิจและสร้างพันธมิตรทางการค้า เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะร้านค้าธงฟ้าที่อยู่ในความส่งเสริมของกรมการค้าภายใน ได้ขยายตลาดและเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันในระดับภูมิภาค โดยไฮไลท์ในการจัดธงฟ้าครั้งนี้ DIT ได้จัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้ประกอบการจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อผลักดันสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยเข้าสู่ตลาดลาวและตลาดใกล้เคียง ซึ่งในวันแรกของการจัดงาน มีการเจรจาจับคู่ธุรกิจรวม 14 คู่ สามารถทำสัญญาซื้อขายได้คิดเป็นมูลค่ารวม 1,067,372,000 บาท โดยมีทั้งสินค้าเกษตร อาทิ หอมแดง มะขามเปียก มันเทศ ถั่วลิสง พริกสด กาแฟ รวมถึง กากน้ำปลา ปลาร้าบด ที่ได้รับความสนใจจากผู้ซื้อชาวลาวอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีสินค้าอุปโภคบริโภคอาทิแชมพูสมุนไพร ยานวด ยาดม และอื่นๆ ซึ่งผู้ซื้อทางสปป.ลาว ขอทำสัญญาซื้อขายกับผู้ผลิตไทยเป็นรายปีต่อเนื่องด้วย ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของสินค้าไทยและความสำเร็จของการยกระดับงานธงฟ้าในมิติเศรษฐกิจ นายจิรวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานในครั้งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือผู้ประกอบการในพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ โดยเปิดพื้นที่ให้พ่อค้าแม่ค้าใน 7 จังหวัดชายแดนนำสินค้ามาจำหน่ายและเชื่อมโยงตลาดใหม่ผ่านกิจกรรมภายในงาน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดอุบลราชธานีและพื้นที่ใกล้เคียงให้กลับมาคึกคัก ขณะเดียวกัน DIT ยังคงดำเนินภารกิจด้านการลดค่าครองชีพประชาชน โดยนำสินค้าจากผู้ผลิตและผู้ประกอบการทั่วประเทศกว่า 2,000 รายการ มาจำหน่ายในราคาพิเศษ ลดสูงสุดกว่า 60% ภายในงานกว่า 200 บูธ อาทิ น้ำมันปาล์มขวดละ 35 บาท น้ำตาลทรายขาวกิโลกรัมละ 20 บาท ไข่ไก่เบอร์ 2 แผงละ 80 บาท และข้าวสารหอมมะลิถุงขนาด 5 กิโลกรัม ราคา 95 บาท ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ยังได้จัดกิจกรรมถ่ายทอดสดจำหน่ายสินค้าออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์ม TikTok เพื่อให้ประชาชนทั่วประเทศสามารถเลือกซื้อสินค้าธงฟ้าราคาประหยัดจากงานดังกล่าวได้อีกช่องทางหนึ่ง ช่วยขยายการเข้าถึงสินค้าและเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการมากยิ่งขึ้น “การจัดงานในครั้งนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ซึ่งไม่เพียงช่วยลดค่าครองชีพประชาชน แต่ยังช่วยเปิดตลาดใหม่ให้ผู้ประกอบการ และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดอุบลราชธานีและพื้นที่ใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน” นายจิรวุฒิกล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 70/2569 DIT เร่งดูดซับมะพร้าวน้ำหอม กลาง-ใต้ 2 ล้านลูก กระจายทั่วประเทศ ดึงห้าง-ตลาดกลางเข้าซื้อ พร้อมเปิดจุดขายทั่วกรุงเทพ พยุงราคาให้เกษตรกร (9 กุมภาพันธ์ 2569)
DIT กรมการค้าภายใน เดินหน้าเร่งดูดซับผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมนอกจากกลไกปกติ ออกจากแหล่งผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยล็อตแรกมีการกระจายผ่านสำนักงานพาณิชย์ทั่วประเทศกว่า 1 ล้านลูก และดำเนินการต่อ เป้าหมายไม่ต่ำกว่า 1 ล้านลูก โดยเปิดจุดรับซื้อในพื้นที่แหล่งผลิตสำคัญ ภาคกลาง และภาคใต้ โดยใช้ราคานำตลาด พร้อมเชื่อมโยงเข้าห้าง Modern trade ห้างท้องถิ่น และตลาดกลาง เปิดจุดจำหน่ายใน กทม. 20 จุด และเชื่อมโยงจำหน่ายให้แก่บริษัทยักษ์ใหญ่ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาและบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา กรมการค้าภายใน ได้ดำเนินการเชื่อมโยงการรับซื้อและกระจายผลผลิต ผ่านกลไกสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ควบคู่กับการประสานผู้ประกอบการ ห้าง Modern trade ห้างท้องถิ่น ตลาดกลาง และภาคีเครือข่ายต่าง ๆ เพื่อเร่งนำผลผลิตส่วนเกินจากกลไกปกติ ออกจากแหล่งผลิตอย่างเป็นระบบ โดยดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 ถึงเดือนธันวาคม 2568 สามารถดูดซับผลผลิตไปแล้วกว่า 1 ล้านลูก ล่าสุด กรมการค้าภายในได้เปิดจุดรับซื้อมะพร้าวน้ำหอมจากเกษตรกรในราคานำตลาด ลูกละ 5 บาท ในจังหวัดแหล่งผลิตสำคัญ ได้แก่ จังหวัดราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และสงขลา โดยกลุ่มเครือข่ายภาคประชาสังคมสงขลามหานครมะพร้าวน้ำหอม และกลุ่มแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอมบ้านชุมพล อ.สทิงพระ จ.สงขลา รวมเป้าหมาย 220,000 ลูก พร้อมกันนี้ ยังเร่งนำผู้ประกอบการห้าง Modern trade ตลาดกลางและตลาดสด เข้ารับซื้อมะพร้าว เพื่อนำไปกระจายจำหน่ายผ่านห้างและตลาดทั่วประเทศ รวมเป้าหมายกว่า 350,000 ลูก นายจิรวุฒิ กล่าวต่อว่า “นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังได้เปิดจุดจำหน่ายมะพร้าวน้ำหอมในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำมะพร้าวมาจำหน่ายให้ผู้บริโภคโดยตรงในราคาพิเศษ โดยจัดจำหน่ายในหลายจุดสำคัญ อาทิ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), ปตท. สำนักงานใหญ่, ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่, กรมศุลกากร, JJ Mall, ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ, ตลาดนัดกระทรวงพาณิชย์, ตลาดน้ำคลองลัดมะยม, โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ, อาคารซันทาวเวอร์ ถนนวิภาวดีรังสิต, ตลาดน้ำไทรน้อย @ วัดไทรใหญ่, หมู่บ้านพฤกษา 3, เซฟวันโก ศรีสมาน, ตลาด SCG บางซื่อ และตลาดนัดมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร รวมถึงการนำไปจำหน่ายภายในงานธงฟ้า จังหวัดอุบลราชธานี โดยตั้งเป้าหมายการจำหน่ายรวม 330,000 ลูก ขณะเดียวกัน กรมฯ ยังได้ประสานความร่วมมือกับบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ เข้ามาร่วมรับซื้อมะพร้าวน้ำหอมจากเกษตรกรผ่านกิจกรรม CSR เพื่อนำไปบริโภคและแจกจ่ายเพิ่มเติม โดยตั้งเป้าหมายไม่น้อยกว่า 100,000 ลูก นายจิรวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า “การดำเนินการของกรมการค้าภายในในครั้งนี้ จะช่วยให้ผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมส่วนเกินมีตลาดรองรับอย่างชัดเจน โดยปลายทางเป็นผู้บริโภคที่ยังมีความต้องการบริโภคอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กรมฯ ทำหน้าที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นทาง คือ กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม ไปจนถึงปลายทาง ได้แก่ ห้างค้าปลีก ตลาดกลาง ตลาดสด และภาคเอกชนที่มีความพร้อมในการรับซื้อ เพื่อนำผลผลิตของเกษตรกรออกจำหน่ายสู่ตลาดอย่างเป็นระบบ และช่วยให้ระบบการค้าผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมเกิดความสมดุลในระยะต่อไป”
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 69/2569 พาณิชย์พาเอกชนรับซื้อตรงจากสวน “หอม–กระเทียม–หอมหัวใหญ่” ล็อตแรกกว่า 7,000 ตัน ผ่านตลาดข้อตกลง (5 กุมภาพันธ์ 2569)
กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าเชื่อมโยงการซื้อขายพืชเศรษฐกิจสำคัญ 3 หัว ได้แก่ หอมแดง กระเทียม และหอมหัวใหญ่ ผ่านกลไก “ตลาดข้อตกลง” พาเอกชนรับซื้อตรงจากสวน ดูดซับผลผลิตรวมกว่า 7,075 ตัน มูลค่ากว่า 108 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงซื้อขายล็อตแรกของฤดูการผลิตปี 2568/69 เพื่อกระจายผลผลิตจากแหล่งผลิตสู่ตลาดในประเทศและการแปรรูป ช่วยรักษาเสถียรภาพราคาและสร้างรายได้ที่เหมาะสมให้เกษตรกร นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ช่วงเดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นช่วงที่พืชเศรษฐกิจ 3 หัวออกสู่ตลาดพร้อมกันในปริมาณมาก ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาสินค้า กรมการค้าภายในจึงเร่งดำเนินมาตรการบริหารจัดการผลผลิตเชิงรุก โดยใช้ตลาดข้อตกลงเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงซื้อขายล่วงหน้าระหว่างเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการโดยตรง เพื่อลดปัญหาผลผลิตกระจุกตัวในพื้นที่ และบรรเทาผลกระทบด้านราคา ในเดือนมกราคม 2569 กรมการค้าภายในได้ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน และแม่ฮ่องสอน รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดกิจกรรมเชื่อมโยงซื้อขายกระเทียมและหอมแดง ผ่านตลาดข้อตกลง โดยมีเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรจากทั้งสามจังหวัดเข้าร่วม 17 กลุ่ม และมีผู้ประกอบการรับซื้อ 3 ราย ได้แก่ บริษัท อโกรไทย ยูเนี่ยน จำกัด บริษัท ตะวันพืชผล จำกัด และบริษัท ยิ่งไพศาลการเกษตร จำกัด เพื่อนำผลผลิตกระจายสู่ตลาดภายในประเทศ ห้างค้าส่ง–ค้าปลีกสมัยใหม่ โรงงานแปรรูป และการส่งออก รวมปริมาณการซื้อขายกว่า 375 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 28.17 ล้านบาท นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้เชื่อมโยงซื้อขายหอมหัวใหญ่จากเกษตรกรจังหวัดเชียงใหม่ ผ่านตลาดข้อตกลง โดยมีเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรเข้าร่วม 7 กลุ่ม และมีผู้รับซื้อ 13 ราย ทั้งห้างค้าส่ง–ค้าปลีกสมัยใหม่ โรงงานแปรรูป และผู้ประกอบการตลาดทั่วไปภายในประเทศ สามารถดูดซับผลผลิตได้รวมกว่า 6,700 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 80 ล้านบาท อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการดูแลพืช 3 หัวของกรมฯ ประกอบด้วย 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การเร่งผลักดันการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน การรับซื้อและกระจายผลผลิตสู่ตลาดภายในประเทศ และการใช้ตลาดข้อตกลงเพื่อเชื่อมโยงซื้อขายล่วงหน้าระหว่างเกษตรกรกับผู้ประกอบการ สำหรับปีการผลิต 2568/69 มีปริมาณผลผลิตพืช 3 หัวรวม 243,877 ตัน โดยหอมแดงมีผลผลิตรวม 158,824 ตัน มีการส่งออกในปี 2568 จำนวน 31,550 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 20 ของผลผลิตทั้งหมด ราคาหอมแดงศรีสะเกษมัดจุกใหญ่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ช่วงเดือนมกราคม 2569 ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 61.88 บาทต่อกิโลกรัม และราคาขายปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ 80.25 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่กระเทียมมีปริมาณผลผลิตประมาณ 53,390 ตัน มีการส่งออกในปี 2568 จำนวน 610 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 1 ของผลผลิตทั้งหมด โดยราคากระเทียมแห้งมัดจุกหัวใหญ่ ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 80 บาทต่อกิโลกรัม และราคาขายปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ 102.50 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนหอมหัวใหญ่มีปริมาณผลผลิตประมาณ 31,663 ตัน มีการส่งออกในปี 2568 จำนวน 2,153 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 7 ของผลผลิตทั้งหมด โดยราคาขายส่งหอมหัวใหญ่ห้องเย็น เบอร์ 0–1 เฉลี่ยอยู่ที่ 30 บาทต่อกิโลกรัม และราคาขายปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ 40 บาทต่อกิโลกรัม “กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์ผลผลิตและราคาพืช 3 หัวอย่างใกล้ชิด พร้อมเดินหน้ามาตรการเชื่อมโยงตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาและสร้างรายได้ที่เป็นธรรมให้กับเกษตรกร” นายวิทยากรกล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 68/2569 DIT ลุยพื้นที่จ.ตาก ติดตามสต๊อกข้าวโพด–เดินหน้ารณรงค์ปลอดเผา เตรียมยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อประโยชน์เกษตรกร (2 กุมภาพันธ์ 2569)
นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่จังหวัดตาก เพื่อติดตามสถานการณ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในเขตอำเภอแม่สอดและอำเภอพบพระ ในช่วงวันที่ 30 มกราคม 2569 ว่า “กรมการค้าภายในเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายดูแลตลาดข้าวโพดทั้งระบบ โดยเน้นการบริหารสต๊อก การกำกับการรับซื้อช่วงฤดูกาล และการยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและเสริมความเชื่อมั่นให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด การลงพื้นที่ครั้งนี้ได้ติดตามการดำเนินมาตรการชดเชยดอกเบี้ยเพื่อการเก็บสต๊อก ซึ่งช่วยเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการสามารถรับซื้อผลผลิตและชะลอการจำหน่ายในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก เป็นกลไกช่วยดูดซับปริมาณผลผลิต ลดแรงกดดันด้านราคา และช่วยพยุงรายได้เกษตรกรในช่วงฤดูกาล พร้อมเน้นย้ำให้การรับซื้อเชื่อมโยงกับแหล่งผลิตในประเทศและพื้นที่ปลอดการเผา สนับสนุนนโยบายลดปัญหาฝุ่น PM2.5 พร้อมกันนี้ กรมฯ ได้ประสานหน่วยงานในพื้นที่ถ่ายทอดแนวทางเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้จากการเพาะปลูกข้าวโพด เช่น ซัง เปลือก และลำต้น ผ่านองค์ความรู้ด้านการแปรรูปและการรวมกลุ่มเชื่อมโยงตลาด เพื่อสร้างรายได้เสริม ลดการเผา และพัฒนาโมเดลเกษตรปลอดการเผาอย่างยั่งยืน“ นางสาวญาณี กล่าวเพิ่มว่า ”ในส่วนการรับซื้อผลผลิต กรมฯได้จัดชุดเจ้าหน้าที่สุ่มตรวจเครื่องชั่งและเครื่องวัดความชื้นตามจุดรับซื้อ เพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบเกษตรกร หากพบอุปกรณ์สิ้นอายุการรับรองหรือไม่เที่ยงตรง จะดำเนินการตามกฎหมายทันที และกำชับผู้ประกอบการให้ตรวจสอบเครื่องมือวัดให้ถูกต้องอยู่เสมอ รองอธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวเพิ่มเติมว่า “นอกจากนี้ กรมฯ ได้หารือร่วมกับ สมาคมการค้าพืชไร่ เพื่อเตรียมยกระดับการใช้ระบบออนไลน์ตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ในการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อยืนยันแหล่งที่มาจากเกษตรกรในประเทศและพื้นที่ปลอดการเผา โดยเชื่อมโยงฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกรและข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมจาก GISTDA ช่วยเพิ่มความโปร่งใส แยกแยะผลผลิตในประเทศออกจากสินค้านำเข้า และสร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ” “กรมการค้าภายในมุ่งดูแลข้าวโพดทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องราคา แต่รวมถึงสต๊อก การรับซื้อที่เป็นธรรม และระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อวางรากฐานตลาดที่โปร่งใสและยั่งยืน ให้เกษตรกรได้รับประโยชน์ของเกษตรกร” นางสาวญาณี กล่าว พร้อมแนะนำว่า หากเกษตรกรพบพฤติกรรมไม่เป็นธรรมหรือสงสัยความเที่ยงตรงของเครื่องมือวัด สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 67/2569 DIT ลุยตรวจเข้มร้านทองทั่วไทย รับมือราคาทองผันผวน ย้ำเครื่องชั่งต้องมาตรฐาน ป้ายราคาต้องชัดเจน ป้องสิทธิผู้บริโภค (1 กุมภาพันธ์ 2569)
กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ สั่งการเจ้าหน้าที่ชั่งตวงวัดปูพรมตรวจร้านจำหน่ายทองคำทั่วประเทศ กำกับดูแลความเที่ยงตรงเครื่องชั่งและการแสดงราคาสินค้า หลังพบราคาทองคำผันผวนรุนแรงและประชาชนซื้อ-ขายอย่างต่อเนื่อง ย้ำพบกระทำผิดดำเนินการตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด โทษสูงสุดจำคุก 7 ปี ปรับ 2.8 แสนบาท นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ราคาทองคำในตลาดโลกที่มีความผันผวนสูงและปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากหันมาซื้อทองคำเพื่อการเก็บและเก็งกำไร นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน จึงได้สั่งการให้กองชั่งตวงวัด ประสานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการร้านจำหน่ายทองคำ ทั้งทองคำแท่งและทองคำรูปพรรณ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของเครื่องชั่งดิจิทัล และกำชับการปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายให้ชัดเจน เพื่อคุ้มครองความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภค ผลการตรวจสอบเบื้องต้น จากการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ศูนย์และสำนักงานสาขาชั่งตวงวัด 15 แห่ง เข้าตรวจสถานประกอบการรวม 105 แห่ง พบว่าร้านทองส่วนใหญ่ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย มีการแสดงฉลากสินค้าและป้ายราคาชัดเจน อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบเครื่องชั่งดิจิทัลรวม 132 เครื่อง พบเครื่องชั่งที่มีค่าความเที่ยงคลาดเคลื่อนเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดจำนวน 1 เครื่อง ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามกฎหมายโดยผูกบัตรห้ามใช้ทันที นางสาวญาณี กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมฯ ขอเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการตรวจสอบเครื่องชั่งให้มีสภาพสมบูรณ์และผ่านการรับรองจากกรมการค้าภายในอยู่เสมอ หากตรวจสอบพบการใช้เครื่องชั่งที่คลาดเคลื่อนหรือมีการดัดแปลง จะมีโทษสูงสุด จำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 280,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนกรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคา มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท ทั้งนี้ กรมการค้าภายในขอแนะนำให้ประชาชนสังเกตเครื่องชั่งทุกครั้งก่อนทำธุรกรรม โดยเครื่องชั่งต้องมีสติกเกอร์เครื่องหมายรับรองจากกรมการค้าภายใน หากผู้บริโภคพบเห็นร้านทองที่ไม่ปิดป้ายแสดงราคา หรือสงสัยว่าเครื่องชั่งน้ำหนักไม่เที่ยงตรง สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและรักษาความเป็นธรรมให้แก่ประชาชนอย่างทันท่วงที
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 66/2569 พาณิชย์ วางแผนบริหารจัดการการค้าภายในประเทศ เน้นเชิงรุก ดูแลสินค้าเกษตร–ค่าครองชีพ–ผู้ประกอบการ รับมือเศรษฐกิจผันผวน ปี 2569 (30 มกราคม 2569)
กรมการค้าภายในเดินหน้าบริหารจัดการการค้าภายในประเทศเชิงรุก ปี 2569 วางแผนดูแลสินค้าเกษตรทุกชนิด เตรียมแคมเปญส่งเสริมภาพลักษณ์ “ข้าว” และ “ทุเรียน” ควบคู่มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาและยกระดับมูลค่าสินค้า พร้อมดูแลค่าครองชีพประชาชนผ่านโครงการธงฟ้า และ “สุขกาย สบายกระเป๋า” เฟซ 2 เสริมโอกาสผู้ประกอบการและกระจายรายได้สู่ฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม วิทยากร มณีเนตร เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานของกรมการค้าภายใน ปี 2569 ว่า กรมฯ วางกรอบการทำงานเชิงรุกในการบริหารจัดการการค้าภายในประเทศ โดยมุ่งดูแลครบทั้ง เกษตรกร ประชาชนผู้บริโภค และผู้ประกอบการ เพื่อสร้างสมดุลให้ระบบเศรษฐกิจภายในประเทศเดินหน้าได้อย่างมีเสถียรภาพ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ความไม่แน่นอนทางการค้า และสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวว่า “ปี 2569 เป็นปีที่มีความท้าทายหลายด้าน อย่างไรก็ตาม กรมการค้าภายในได้เตรียมแผนบริหารจัดการสินค้าเกษตรทุกตัว โดยเริ่มจากสินค้าเกษตรสำคัญ 10 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน มังคุด ลำไย หอมแดง หอมหัวใหญ่ และกระเทียม โดยกำหนดมาตรการบริหารจัดการสินค้าเกษตรแบ่งออกเป็น 3 ช่วงหลัก ได้แก่ ช่วงก่อนฤดูเก็บเกี่ยว เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการตลาดและการบริหารจัดการผลผลิตล่วงหน้า ช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดหรือออกในปริมาณมาก เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา ลดแรงกดดันด้านอุปทาน และเร่งการระบายผลผลิตอย่างเหมาะสมและ มาตรการสนับสนุนด้านอื่น ๆ อาทิ การลดต้นทุนการผลิต การจัดหาและสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตร การพัฒนาและส่งเสริมเมล็ดพันธุ์ให้ตรงกับความต้องการของตลาด การเพิ่มประสิทธิภาพด้านการแปรรูป และการขยายช่องทางการตลาด สำหรับสินค้าที่มีการพูดถึงและได้รับความสนใจจากทุกภาคส่วนมากเป็นพิเศษในปีนี้ คือ ”ข้าว“ และ “ทุเรียน“ เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีปริมาณผลผลิตสูง และมีผลต่อภาพรวมตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ กรมฯ จึงได้เตรียมมาตรการบริหารจัดการเชิงรุกทั้ง ข้าว ที่เน้นบริหารเชิงโครงสร้าง สร้างสมดุลตลาด ยกระดับรายได้ชาวนาโดยปีนี้ ประเทศไทยมีผลผลิตข้าวอยู่ที่ประมาณ 23.04 ล้านตันข้าวสาร ขณะที่ความต้องการใช้ข้าวทั้งในประเทศและต่างประเทศอยู่ที่ประมาณ 23.50 ล้านตันข้าวสาร โดยกรมเตรียมมาตรการด้านตลาดข้าวที่เหมาะสมตรงกับตลาดที่มีศักยภาพรองรับผลผลิต โดยข้าวหอมมะลิ จะมุ่งเพิ่มมูลค่าให้เกษตรกร จากราคาข้าวเปลือกปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับราคา 13,000–14,000 บาทต่อตัน ให้สามารถขยับขึ้นเป็น 17,000–18,000 บาทต่อตัน ผ่านการบริหารจัดการตลาดเพื่อดึงรายได้ส่วนต่างให้กลับมาอยู่ในมือชาวนามากขึ้นขณะที่ ข้าวขาว ซึ่งมีปริมาณอยู่ในระบบจำนวนมาก กรมฯ จะใช้มาตรการตั้งแต่ช่วงเริ่มเก็บเกี่ยว อาทิ การชะลอการนำผลผลิตออกสู่ตลาด การส่งเสริมการแปรรูป และการลดต้นทุนการผลิตผ่านการสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตร เพื่อช่วยพยุงราคาและลดภาระต้นทุนให้เกษตรกร พร้อมกับมาตรการด้านการตลาดโดยการดึงปริมาณข้าวในระบบ นำมาทำข้าวถุง รวมถึงการนำข้าวมาจัดทำเป็นข้าวกล่องพร้อมกับข้าว จำหน่ายให้แก่ประชาชนในราคาประหยัด เพื่อบรรเทาค่าครองชีพด้วย นอกจากนี้ กรมฯ ยังให้ความสำคัญกับ ข้าวกลุ่มประณีต ซึ่งครอบคลุมข้าวกล้อง ข้าวอินทรีย์ และข้าวคาร์บอนต่ำ โดยได้รวบรวมสายพันธุ์ข้าวมากกว่า 300 สายพันธุ์ และ คัดเลือกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่สามารถพัฒนาและทำข้าวประณีตได้ จำนวน 200 กลุ่ม แบ่งตามระดับความพร้อมทางการตลาด เพื่อสนับสนุนทั้งกลุ่มที่พร้อมทำตลาดต่างประเทศ กลุ่มที่มีสินค้าแล้วแต่ยังต้องเสริมศักยภาพด้านบรรจุภัณฑ์และการตลาด และกลุ่มที่ยังต้องพัฒนาการแปรรูปที่ผ่านมา กรมการค้าภายในได้พาผู้แทนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวประณีตเข้าร่วมงาน Gulfood 2026 ณ ดูไบ เพื่อเปิดตลาดและสร้างการรับรู้ข้าวมูลค่าสูงของไทยในตลาดตะวันออกกลาง ซึ่งได้รับความสนในเป็นอย่างมาก นายวิทยากร กล่าวเพิ่มว่า “สำหรับ ทุเรียน ในปี 2569 ประเทศไทยมีผลผลิตทุเรียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเดิมประมาณ 1.5 ล้านตัน โดยในช่วง 5–10 ปีที่ผ่านมา มีการขยายพื้นที่ปลูกของเกษตรกร ทำให้ปีนี้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 1.78 ล้านตันโดยกรมฯ เตรียมแผนบริหารจัดการอย่างรอบด้าน ได้บูรณาการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อรับมือกับความท้าทายสำคัญ ทั้งด้านแรงงาน การขนส่งและตู้คอนเทนเนอร์ ความรวดเร็วในการส่งออก มาตรฐานคุณภาพและการตรวจสอบสารตกค้างตามข้อกำหนดของประเทศคู่ค้า การแข่งขันจากประเทศคู่แข่ง รวมถึงความทับซ้อนของฤดูกาลผลิตระหว่างภาคตะวันออกและภาคใต้โดยปีนี้ กรมการค้าภายใน เตรียมแผนขยายตลาดทุเรียนผ่านภาคการท่องเที่ยว โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว สมาคมโรงแรมและภัตตาคาร ตลาดค้าปลีกค้าส่ง และจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อสร้างการรับรู้ภาพลักษณ์ทุเรียนไทยให้เป็นผลไม้คุณภาพที่นักท่องเที่ยวต้องมาสัมผัส ซึ่งจะช่วยต่อยอดการบริโภคในประเทศและขยายโอกาสทางการค้าในระยะต่อไป นายวิทยากร กล่าวว่า ”ในด้านการดูแลค่าครองชีพของประชาชน กรมการค้าภายในได้เริ่มตั้งแต่กลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา ยังได้เดินหน้ามาตรการดูแลค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าและอาหารที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม โดยกรมฯ จะดำเนินโครงการบรรเทาค่าครองชีพ “สุขกาย สบายกระเป๋า” เฟซ 2 ซึ่งจะขยายการลดราคาประกันสุขภาพและดูแลราคาเวชภัณฑ์ ควบคู่กับการปรับบทบาทกิจกรรม ธงฟ้า ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคมากขึ้น โดยปรับแนวคิดจากการเน้น “ราคาถูก” ไปสู่ “ฉลาดซื้อ ฉลาดใช้” เน้นสินค้าราคาประหยัดที่มาพร้อมคุณภาพและความคุ้มค่าพร้อมกันนี้ กิจกรรมธงฟ้ายังทำหน้าที่เป็น เวทีช่วยเหลือผู้ประกอบการ ที่ประสบปัญหาขาดพื้นที่จำหน่ายสินค้า อาทิ ผู้ประกอบการในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบบริเวณชายแดน หรือจากสถานการณ์อุทกภัย รวมถึงการเชื่อมโยง สินค้าเกษตรจากนอกแหล่งผลิต มาจำหน่ายควบคู่กัน เพื่อช่วยกระจายผลผลิต ลดปัญหาสินค้ากระจุกตัวในพื้นที่ผลิต และเพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่เกษตรกร พร้อมทั้งร่วมกับเครือข่ายรถพุ่มพวง เพื่อกระจายสินค้าจำเป็นให้เข้าถึงชุมชนมากยิ่งขึ้น “ปี 2569 กรมการค้าภายในจะเดินหน้าทำงานเชิงรุก ทั้งการรักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตร การยกระดับมูลค่า และการดูแลค่าครองชีพ เพื่อให้ประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการได้รับประโยชน์และความเป็นธรรมทางการค้า” อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 65/2569 DIT ขนทัพเกษตรกร–ผู้รวบรวมไทย นำข้าวประณีต ผลไม้ และพืชผลเกษตร ร่วมเวที Gulfood 2026 เปิดประตูตลาดตะวันออกกลาง (27 มกราคม 2568)
DIT ชูแนวคิด “Local Ingredients, World-Class Experiences” ในงาน Gulfood 2026 ณ ดูไบ นำข้าวไทยที่อยู่ในความส่งเสริมของกลุ่ม “ข้าวประณีต“ พืชผลทางการเกษตร และผลไม้สำคัญของไทยทั้งสดและแปรรูปจากแหล่งผลิต มาจัดแสดงพร้อมเชื่อมโยงเกษตรกรสู่คู่ค้าตรง เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรไทย นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยระหว่างการเข้าร่วมงาน Gulfood 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26–30 มกราคม 2569 (2026) ณ ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ว่า “กรมการค้าภายใน (DIT) ได้นำกลุ่มเกษตรกรวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ และผู้ประกอบการในโครงการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรโดยการรับซื้อสินค้าเกษตรในช่วงผลผลิตออกเยอะ เข้าร่วมจัดแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจในเวทีการค้าอาหารระดับโลก ภายใต้แนวคิด “Local Ingredients, World-Class Experiences” เพื่อขยายโอกาสทางการค้าให้สินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะพืชผลทางการเกษตรและผลไม้สำคัญของประเทศ เข้าสู่ตลาดตะวันออกกลาง นายจิรวุฒิ กล่าวว่า งาน Gulfood เป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่มีบทบาทสำคัญในระดับนานาชาติ เป็นเวทีที่รวบรวมผู้นำเข้า ผู้ค้าส่ง และผู้ประกอบการธุรกิจอาหารจากหลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ซึ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน และความสม่ำเสมอของสินค้าเกษตรและวัตถุดิบอาหาร ในการเข้าร่วมงานครั้งนี้ กรมการค้าภายในได้นำสินค้าเกษตรของไทยเข้าจัดแสดงใน โซน Gulfood Green ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มุ่งเน้นพืชผลและวัตถุดิบสด สะอาด และมีคุณภาพ โดยภายในบูธ DIT มีการนำสินค้าเกษตรของไทยจากแหล่งผลิตมาจัดแสดง อาทิ ข้าวไทย ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์พื้นถิ่นของไทยที่มีอัตลักษณ์พิเศษ ในกลุ่ม “ข้าวประณีต” ผลไม้ พืชผักและสมุนไพรที่ตลาดตะวันออกกลางมีความต้องการ เช่น หอมแดง กระเทียมไทย พริก หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโพดอ่อน ตะไคร้ ข่า และใบมะกรูด ขณะเดียวกัน ยังได้นำเสนอผลไม้ไทยทั้งรูปแบบผลสดและแปรรูป ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้นำเข้าในประเทศตะวันออกกลาง โดยเฉพาะ เงาะ มังคุด ทุเรียน ลำไย มะม่วง และชมพู่ ที่ตัดสดจากแหล่งผลิตและนำมาจัดแสดง พร้อมเปิดโอกาสให้คู่ค้าได้เห็นคุณภาพและทดลองชิมรสชาติภายในงาน รองอธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุว่า “สำหรับงานในวันแรกได้รับกระแสตอบรับดีมาก จากผู้นำเข้าในตะวันออกกลางและยุโรป โดยเฉพาะผู้ที่ทำร้านอาหารรวมถึงซุปเปอร์มาร์เก็ตที่มองหาสินค้าวัตถุดิบจากประเทศไทยโดยสามารถติดต่อกับกลุ่มวิสาหกิจฯ ได้โดยตรง“ สินค้าเกษตรที่นำมาจัดแสดงประกอบด้วย ผลไม้เมืองร้อนของไทยที่มีจุดเด่นด้านรสชาติหวาน กลิ่น และเนื้อสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์ สอดคล้องกับความนิยมของผู้บริโภคในประเทศตะวันออกกลาง ส่งผลให้ผลไม้ไทยได้รับความสนใจจากผู้นำเข้าอย่างต่อเนื่อง และนอกจากนี้ยังมีข้าวประณีตที่นำทั้งข้าวสารและข้าวสวยพร้อมทานมาให้ทดลองชิม พร้อมกันนี้ยังได้นำผู้ประกอบการที่รับซื้อหอมแดงจังหวัดศรีสะเกษ มาต่อยอดทั้งห่วงโซ่ โดยการหาตลาดปลายทางให้ผู้ประกอบการด้วย“ นายจิรวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า "การนำเกษตรกรและผู้รวบรวมสินค้าเกษตรมาพบผู้ซื้อด้วยตนเอง ช่วยให้สามารถถ่ายทอดข้อมูลของสินค้าได้ครบถ้วน ตั้งแต่กระบวนการปลูก การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว การคัดคุณภาพ ไปจนถึงการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งเป็นปัจจัยที่ผู้นำเข้าให้ความสำคัญ โดยเฉพาะตลาดตะวันออกกลางที่ต้องการสินค้ามาตรฐานสูง มีคุณภาพสม่ำเสมอ และสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้ ด้าน นายธนภัทร จาวินัจ ผู้จัดการสหกรณ์ส่งเสริมธุรกิจภาคการเกษตรจังหวัดตราด จำกัด และเกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ในจังหวัดตราด กล่าวว่า การได้มาร่วมงานครั้งนี้ทำให้เห็นว่าเกษตรกรไทยมีโอกาสนำผลไม้ของตนเองออกสู่ตลาดตะวันออกกลางได้ หากรักษาคุณภาพและมาตรฐานการผลิตให้สม่ำเสมอ การได้พบคู่ค้าโดยตรงช่วยให้เข้าใจสิ่งที่ตลาดต้องการมากขึ้น และเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรพัฒนาสินค้าของตนให้ตรงกับความต้องการของตลาดต่างประเทศต่อไป ”การเข้าร่วมงาน Gulfood 2026 ครั้งนี้ เป็นการเชื่อมโยงตลาดจากต้นน้ำถึงปลายน้ำการจับคู่ธุรกิจในลักษณะดังกล่าว ยังเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อสามารถเจรจากับต้นทางโดยตรง ทำให้เกิดโอกาสในการเป็นคู่ค้า และสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทยได้ในระยะยาว” นายจิรวุฒิกล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 64/2569 พาณิชย์เร่งช่วยเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม เดินหน้ากระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผ่านกลไกตลาดค้าส่งค้าปลีก เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยว พร้อมเปิด 20 จุด กระจายกว่า 200,000 ลูกทั่ว กทม.–ปริมณฑล (26 มกราคม 2568)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้เร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมในพื้นที่แหล่งผลิต ในจังหวัดราชบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม โดยมุ่งกระจายมะพร้าวออกนอกแหล่งผลิต เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายทั้งตลาดค้าส่งค้าปลีก เพื่อกระจายไปยังจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว และแหล่งอื่นๆ อีกทั้งเข้ากำกับโครงสร้างราคาจากสวนจนถึงมือผู้บริโภคให้มีความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย อธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุว่า มาตรการดังกล่าวจะเพิ่มตลาดให้เกษตรกรนำมะพร้าวน้ำหอมมาจำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดยตรงในจุดจำหน่ายของพื้นที่ชุมชน โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีกำลังซื้อสูง ช่วยขยายตลาดรองรับผลผลิตจากแหล่งปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในระยะเร่งด่วน กรมฯ จะนำมะพร้าวน้ำหอมจากเกษตรกรมาจำหน่าย ณ กระทรวงพาณิชย์ และเตรียมขยายจุดจำหน่ายเพิ่มเติมอีกไม่น้อยกว่า 20 แห่ง ในพื้นที่ชุมชนและจุดสำคัญทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล คาดว่าจะสามารถกระจายผลผลิตได้รวมไม่ต่ำกว่า 200,000 ลูก ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการพยุงและดันราคามะพร้าวน้ำหอมในพื้นที่ให้ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง “การกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งปลูก จะช่วยลดแรงกดดันด้านราคาในพื้นที่ และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกรกับตลาดปลายทางโดยตรง ทำให้เกษตรกรมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมมากขึ้น” นายวิทยากรกล่าว นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังเตรียมแผนเชื่อมโยงมะพร้าวน้ำหอมเข้าสู่ห้างค้าปลีกค้าส่ง เพื่อขยายช่องทางการจำหน่ายในวงกว้าง รองรับปริมาณผลผลิตในระยะต่อไป และเสริมความมั่นคงด้านตลาดให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม สำหรับสถานการณ์ราคามะพร้าวน้ำหอมในช่วงที่ผ่านมา อธิบดีกรมการค้าภายในชี้แจงว่า ปัจจัยหนึ่งมาจากการที่ประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดนำเข้าหลัก ได้ลดปริมาณการนำเข้าในช่วงที่สภาพอากาศหนาวเย็น ส่งผลต่อการบริโภค อย่างไรก็ตาม กรมฯ ได้เร่งขับเคลื่อนมาตรการดูดซับและกระจายผลผลิตในประเทศอย่างเต็มที่ เพื่อให้ราคามะพร้าวน้ำหอมในพื้นที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ