ข่าวเลขที่ 223/2569 พาณิชย์เข้มลานรับซื้อข้าวโพด โรงงานอาหารสัตว์ทั่วประเทศ ตรวจ 151 แห่ง พบความผิดเกี่ยวกับเครื่องวัดความชื้น 15 ราย ย้ำซื้อขายต้องโปร่งใส เกษตรกรต้องได้รับความเป็นธรรม (11 กันยายน 2569)
กรมการค้าภายใน เดินหน้าคุมเข้มการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ช่วงผลผลิตออกสู่ตลาด โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัด เจ้าหน้าที่ชั่งตวงวัด และเจ้าหน้าที่สายตรวจเฉพาะกิจกรมการค้าภายใน ลงพื้นที่ตรวจสอบลานรับซื้อและโรงงานอาหารสัตว์อย่างต่อเนื่อง เน้นความถูกต้องของเครื่องวัดความชื้น การปิดป้ายราคารับซื้อ และการรับซื้อตามคุณภาพผลผลิต เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้เกษตรกร นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดลงพื้นที่ตรวจสอบการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในช่วงที่ผลผลิตทยอยออกสู่ตลาด โดยระหว่างวันที่ 21 สิงหาคม – 9 กันยายน 2569 ได้ตรวจสอบในพื้นที่ 21 จังหวัด รวม 151 แห่ง แบ่งเป็นโรงงานอาหารสัตว์ 30 แห่ง และผู้รวบรวม 121 แห่ง ผลการตรวจสอบ พบว่า 136 แห่งปฏิบัติถูกต้อง และพบการกระทำผิด 15 ราย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ประเด็นที่กรมฯ ให้ความสำคัญ คือ ความถูกต้องของเครื่องวัดความชื้น เนื่องจากค่าความชื้นเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดราคารับซื้อข้าวโพด หากเครื่องวัดไม่ได้มาตรฐานหรือไม่ได้รับการรับรองอย่างถูกต้อง ย่อมส่งผลโดยตรงต่อราคาที่เกษตรกรได้รับ จากการตรวจสอบผู้กระทำผิด 15 ราย เป็นกรณีใช้เครื่องวัดความชื้นที่ไม่มีเครื่องหมายคำรับรองหรือคำรับรองสิ้นอายุ ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติมาตราชั่งตวงวัด พ.ศ. 2542 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับบุคคลธรรมดา 12 ราย รายละ 10,000 บาท และนิติบุคคล 3 ราย รายละ 20,000 บาท “ช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาด เกษตรกรต้องขายผลผลิตในเวลาจำกัด โดยเฉพาะข้าวโพดที่มีความชื้นสูง ดังนั้น จุดรับซื้อทุกแห่งต้องให้ความเป็นธรรมกับเกษตรกรตั้งแต่การชั่งน้ำหนัก การวัดความชื้น ไปจนถึงการกำหนดราคารับซื้อ เครื่องวัดทุกเครื่องต้องมีความถูกต้อง มีเครื่องหมายคำรับรองที่ยังไม่หมดอายุ เพราะความคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยก็อาจหมายถึงรายได้ของเกษตรกรที่หายไป กรมการค้าภายในจะตรวจสอบอย่างต่อเนื่องและจริงจัง” นางสาวญาณีกล่าว ทั้งนี้ ภาพรวมการตรวจสอบ พบว่า ผู้ประกอบการมีการปิดป้ายแสดงราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างชัดเจน ทั้งบริเวณจุดรับซื้อและหน้าสถานประกอบการ และจากการตรวจสอบเอกสารการรับซื้อพบว่าผู้ประกอบการรับซื้อตามคุณภาพของผลผลิต นางสาวญาณีกล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการค้าภายใน สำนักงานพาณิชย์จังหวัด จะติดตามสถานการณ์การรับซื้อในพื้นที่อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะจังหวัดที่ผลผลิตกำลังออกสู่ตลาด พร้อมตรวจสอบทั้งเครื่องชั่ง เครื่องวัดความชื้น การปิดป้ายราคา และหลักเกณฑ์การหักลดราคาตามคุณภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้เกษตรกรถูกเอาเปรียบ “เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการจับหรือการปรับ แต่คือทำให้ระบบรับซื้อมีมาตรฐาน ผู้ประกอบการปฏิบัติถูกต้อง และเกษตรกรมั่นใจว่า ข้าวโพดทุกกิโลกรัมและทุกเปอร์เซ็นต์ความชื้นได้รับการวัดอย่างเที่ยงตรงและเป็นธรรม” รองอธิบดีกรมการค้าภายในกล่าว โดยในการลงพื้นที่ตรวจสอบ บริษัท เหรียญทอง (1992) จำกัด อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม พบว่า ปัจจุบันบริษัทรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เบอร์ 2 ราคา 9.80 บาท/กก. และเบอร์ 3 ราคา 9.45 บาท/กก. ที่ความชื้นไม่เกิน 14.5% โดยพบว่า มีการรับซื้อตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ มีการติดป้ายแสดงราคารับซื้ออย่างชัดเจน และไม่พบการติดคิวรับซื้อแต่อย่างใด สำหรับ จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ผลผลิตสำคัญ ล่าสุดสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเพชรบูรณ์ลงพื้นที่อำเภอเมือง พบว่า เริ่มมีการเปิดจุดรับซื้อเพิ่มขึ้นตามปริมาณผลผลิตที่ทยอยออกสู่ตลาด โดยราคารับซื้อข้าวโพดเมล็ดที่ความชื้น 30% เบอร์ 2 อยู่ที่ 7.09 บาท/กก. เบอร์ 3 อยู่ที่ 6.40–6.80 บาท/กก. ความชื้น 14.5% อยู่ที่ 7.95–8.35 บาท/กก. และข้าวโพดชนิดฝัก อยู่ที่ 3.50–4.00 บาท/กก. ผู้ประกอบการที่ตรวจสอบมีการปิดป้ายราคา และใช้เครื่องชั่งและเครื่องวัดความชื้นที่ที่มีเครื่องหมายคำรับรอง ส่วนจังหวัดตาก ซึ่งมีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับราคาข้าวโพดตกต่ำ โดยเฉพาะพื้นที่ อำเภอพบพระและแม่สอด นางสาวญาณีกล่าวว่า สำนักงานพาณิชย์จังหวัดตากได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าผลผลิตเพิ่งออกสู่ตลาดประมาณ 2% มีความชื้นสูง ทำให้ราคาปรับลดจากสัปดาห์ก่อนประมาณ 0.10–0.20 บาท/กก. โดยพื้นที่ชายแดนฝั่งตะวันตก ข้าวโพดชนิดฝักรับซื้อประมาณ 3.30–3.50 บาท/กก. ขณะที่ฝั่งตะวันออกอยู่ที่ 4.80–4.90 บาท/กก. และข้าวโพดเมล็ดความชื้น 30% อยู่ที่ 6.50–6.80 บาท/กก. “ส่วนต่างของราคาในแต่ละพื้นที่ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง ทั้งคุณภาพและความชื้นของผลผลิต รวมถึงต้นทุนและระยะทางขนส่ง โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอพบพระและแม่สอดที่มีฝนตกต่อเนื่อง ทำให้ข้าวโพดมีความชื้นสูง บางส่วนยังสด เปียก หรือมีเมล็ดงอก ส่งผลต่อคุณภาพและราคารับซื้อ อย่างไรก็ตาม กรมฯ จะไม่ปล่อยให้กลไกเหล่านี้เป็นช่องทางให้เกิดการกดราคารับซื้อ ซึ่งพาณิชย์จังหวัดได้ติดตามราคาและการรับซื้ออย่างใกล้ชิด” นางสาวญาณีกล่าว ทั้งนี้ ผลผลิตข้าวโพดของจังหวัดตากจะออกสู่ตลาดมากในช่วง ตุลาคม–ธันวาคม 2569 กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงผลผลิตออกกระจุกตัว เพื่อให้เกษตรกรได้รับราคาที่สอดคล้องกับคุณภาพและเกิดความเป็นธรรมในการซื้อขาย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 222/2569 “พาณิชย์ติดตามผลมาตรการมังคุด เดินหน้าขยายตลาด เพิ่มการแข่งขัน ต่อยอดแปรรูป รองรับผลผลิตยั่งยืน (9 กันยายน 2569)
กรมการค้าภายใน ลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ติดตามผลมาตรการบริหารจัดการมังคุดฤดูกาลผลิต ปี 2569 เร่งดูดซับและกระจายผลผลิตผ่านผู้ประกอบการรายใหญ่ ห้างโมเดิร์นเทรด และจุดจำหน่าย เพิ่มจุดรับซื้อมังคุดลูกดำและตกเกรดเข้าสู่โรงงาน พร้อมส่งเสริมระบบประมูลเพื่อสร้างการแข่งขันด้านราคา และเตรียมขยายตลาดกลางประมูล ควบคู่ต่อยอดการแปรรูปมังคุดแช่แข็ง ฟรีซดราย และน้ำมังคุด รองรับผลผลิตในฤดูกาลต่อไป วันที่ 8 กันยายน 2569 นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน ลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อติดตามผลมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมังคุด ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสำคัญของภาคใต้ พร้อมหารือร่วมกับนายสุวัฒน์ จันทร์สุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช และนางประไพ เพชรพงศ์พันธุ์ พาณิชย์จังหวัดนครศรีธรรมราช นายจิรวุฒิ กล่าวว่า วันนี้กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่เพื่อติดตามผลมาตรการช่วยเหลือชาวสวนมังคุด โดยที่ผ่านมา พาณิชย์ดำเนินมาตรการด้านการตลาดอย่างรอบด้าน เพื่อเร่งดูดซับและกระจายผลผลิตออกจากแหล่งผลิต ทั้งตลาดผลสดทุกเกรดและตลาดแปรรูป ให้สอดคล้องกับคุณภาพและความต้องการของตลาด มาตรการสำคัญ คือ การเชื่อมโยงผู้ประกอบการรายใหญ่และห้างโมเดิร์นเทรดเข้ามารับซื้อมังคุดในพื้นที่ โดยได้รับความร่วมมือจาก ซีพี แอ็กซ์ตร้า บิ๊กซี และโกโฮเซล รับซื้อผลผลิตเพื่อนำไปกระจายยังสาขาต่าง ๆ รวมถึงเปิดพื้นที่จำหน่ายมังคุดในห้างโมเดิร์นเทรด เพื่อเพิ่มช่องทางให้ผู้บริโภคเข้าถึงมังคุดนครศรีธรรมราช นอกจากนี้ ยังเชื่อมโยงตลาดกลาง ตลาดสด หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรขนาดใหญ่ รวมถึงเพิ่มช่องทางผ่านสนามบินและความร่วมมือในการโหลดกล่องผลไม้ เพื่อช่วยกระจายผลผลิตออกจากแหล่งผลิต สำหรับ มังคุดลูกดำและมังคุดตกเกรด ซึ่งต้องเร่งระบาย กรมการค้าภายในได้เพิ่มกำลังรับซื้อ โดยนำผู้ประกอบการเปิดจุดรับซื้อเพิ่มเติม และเชื่อมโยงผลผลิตเข้าสู่โรงงานแปรรูป เพื่อให้มังคุดแต่ละเกรดมีตลาดรองรับที่เหมาะสม โดยก่อนหน้านี้กรมฯ เปิดจุดรับซื้อมังคุดเกรดโรงงานหรือเบอร์ดำในราคานำตลาด จำนวน 5 จุด ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช อีกกลไกสำคัญ คือ การส่งเสริมระบบประมูล โดยสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มและนำผลผลิตเข้าสู่ระบบประมูล เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้รับซื้อหลายรายแข่งขันเสนอราคา ปัจจุบันมีการดำเนินงานผ่านกลุ่มประมูลในพื้นที่ 11 กลุ่ม ช่วยเพิ่มทางเลือกและอำนาจต่อรองให้เกษตรกร และทำให้ราคาสะท้อนคุณภาพผลผลิตมากขึ้น “การนำผู้ซื้อหลายรายเข้ามาแข่งขันกันในระบบประมูล จะช่วยเพิ่มทางเลือกให้เกษตรกรและสร้างกลไกตลาดที่โปร่งใสมากขึ้น เกษตรกรสามารถนำผลผลิตเข้าสู่ตลาดกลางและมีโอกาสได้รับราคาที่สอดคล้องกับคุณภาพ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการก็สามารถเข้าถึงผลผลิตได้อย่างเป็นระบบ” นายจิรวุฒิกล่าว สำหรับสถานการณ์มังคุดภาคใต้ ปี 2569 มีผลผลิตประมาณ 139,396 ตัน โดยผลผลิตทยอยออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดส่งออก โดยเฉพาะประเทศจีนชะลอตัวลงจากหลายปัจจัย กรมการค้าภายในจึงต้องบริหารจัดการเพื่อให้มีการบริโภคในประเทศมากขึ้น สำหรับระยะต่อไป พาณิชย์จะมุ่งสร้างระบบตลาดให้เข้มแข็งและมีการแข่งขันมากขึ้น โดยเตรียมขยายจุดรวบรวมและประมูลมังคุด เพื่อเพิ่มจำนวนผู้ซื้อ ลดการกระจุกตัวของการรับซื้อ และสร้างการแข่งขันด้านราคา โดยให้จุดรวบรวมเป็นกลไกเชื่อมโยงผู้ซื้อกับเกษตรกรอย่างเป็นระบบ พร้อมกันนี้ จะเร่ง ต่อยอดตลาดแปรรูปและเพิ่มมูลค่ามังคุด ทั้งมังคุดแช่แข็ง ฟรีซดราย น้ำมังคุด และผลิตภัณฑ์อื่นที่มีศักยภาพสำหรับตลาดในประเทศและต่างประเทศ เพื่อรองรับผลผลิตที่ไม่สามารถเข้าสู่ตลาดผลสดหรือส่งออก เพิ่มมูลค่า ยืดอายุการเก็บรักษา และสร้างความต้องการใช้มังคุดเป็นวัตถุดิบได้ตลอดทั้งปี นายจิรวุฒิ กล่าวในตอนท้ายว่า พาณิชย์จะบริหารจัดการมังคุดทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยเร่งดูดซับและกระจายผลผลิตผ่านผู้ประกอบการ ห้างโมเดิร์นเทรด จุดรับซื้อ และตลาดแปรรูป ควบคู่กับการสร้างระบบตลาดที่มีการแข่งขันและช่องทางรองรับที่หลากหลาย ทั้งตลาดผลสด ตลาดประมูล และตลาดแปรรูป เพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกในการจำหน่ายมากขึ้น และสร้างระบบตลาดมังคุดที่มีความมั่นคงและยั่งยืน “เป้าหมายของพาณิชย์ คือการสร้างระบบตลาดที่รองรับมังคุดได้ทุกเกรด ตั้งแต่ตลาดผลสด ตลาดประมูลไปจนถึงตลาดแปรรูป เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่าย เพิ่มการแข่งขันในการรับซื้อ และสร้างความต้องการใช้มังคุดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการผลผลิตในฤดูกาลต่อไปมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสร้างความมั่นใจให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกมังคุด” นายจิรวุฒิกล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 221/2569 “พาณิชย์” เข้มกำกับโรงงานอาหารสัตว์ รับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นธรรม ลงพื้นที่ CPF ราชบุรี ย้ำยังมีความต้องการรับซื้อเต็มศักยภาพ (5 กันยายน 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตอาหารสัตว์ของบริษัท ซีพีเอฟ จำกัด อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นโรงงานที่รับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ ว่า กรมการค้าภายในให้ความสำคัญกับการดูแลการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง โดยได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และกำกับดูแลโรงงานอาหารสัตว์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การรับซื้อเป็นไปตามประกาศและหลักเกณฑ์ของภาครัฐ สร้างความเป็นธรรมให้แก่เกษตรกร และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาผลผลิตออกสู่ตลาดแล้วไม่สามารถจำหน่ายได้ ทั้งนี้ ในช่วงที่ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทยอยออกสู่ตลาด กรมการค้าภายในได้รับทราบข้อกังวลจากเกษตรกรในบางพื้นที่เกี่ยวกับสถานการณ์การรับซื้อ ทั้งด้านราคารับซื้อ รวมถึงการบริหารจัดการคิวรับซื้อ กรมฯ จึงได้เร่งติดตามสถานการณ์และลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานอาหารสัตว์และจุดรับซื้อในพื้นที่ต่าง ๆ พร้อมกำชับผู้ประกอบการให้รับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรอย่างต่อเนื่องและเป็นธรรม เพื่อไม่ให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน สำหรับการลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานซีพีเอฟ จังหวัดราชบุรี พบว่า ปัจจุบันโรงงานมีราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มี ความชื้นไม่เกิน 14.5% ดังนี้ ข้าวโพดเบอร์ 1 ราคา 10.10 บาทต่อกิโลกรัม เบอร์ 2 ราคา 9.80 บาทต่อกิโลกรัม และเบอร์ 3 ราคา 9.75 บาทต่อกิโลกรัม สะท้อนถึงการรับซื้อที่มีการกำหนดราคาแยกตามคุณภาพและชนิดของข้าวโพดอย่างชัดเจน ด้านกำลังการผลิตอาหารสัตว์ของโรงงานสอดคล้องกับสต็อกของสินค้าและปัจจุบันยังสามารถรองรับข้าวโพดได้เพิ่มเต็มกำลังการผลิต นายวิทยากร กล่าวต่อว่า จากการตรวจสอบในครั้งนี้ ไม่พบปัญหารถติดคิวรอรับซื้อบริเวณหน้าโรงงาน โดยบริษัทฯ ใช้ระบบให้ผู้ที่จะนำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาจำหน่ายลงทะเบียนจองล่วงหน้า เพื่อบริหารจัดการปริมาณผลผลิตและป้องกันไม่ให้รถบรรทุกมาจอดรอสะสมหน้าโรงงาน ซึ่งช่วยลดความแออัดและอำนวยความสะดวกแก่ผู้จำหน่าย ด้านนายวรเดช อัครพรณวร ฝ่ายจัดซื้อ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โรงงาน CPF มีมาตรการบริหารจัดการการรับซื้อและตรวจสอบคุณภาพข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างเคร่งครัด เพื่อให้การรับซื้อเป็นไปตามหลักเกณฑ์และมาตรฐานที่กำหนด โดยขณะนี้โรงงาน ยังมีความต้องการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเกษตรกรอย่างเต็มศักยภาพ และพร้อมรองรับผลผลิตที่ทยอยออกสู่ตลาด ทั้งนี้ การจัดระบบลงทะเบียนและจองคิวล่วงหน้าเป็นการบริหารจัดการปริมาณผลผลิต เพื่อให้การรับซื้อเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและ เพิ่มช่องพิเศษสำหรับเกษตรกรที่ต้องการเอามาขายด้วยตนเอง ปัจจุบันโรงงานดังกล่าวรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ผ่านผู้รวบรวมจากจังหวัด กำแพงเพชร นครสวรรค์ และเพชรบูรณ์ โดยกรมการค้าภายในจะยังคงติดตามสถานการณ์การรับซื้ออย่างใกล้ชิด พร้อมกำชับโรงงานอาหารสัตว์และผู้รวบรวมทั่วประเทศให้รับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง และปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งในเรื่องราคารับซื้อ การตรวจสอบคุณภาพ การชั่งน้ำหนัก และการวัดความชื้น นายวิทยากรกล่าวเพิ่มเติมว่า “กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์การรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้อย่างเป็นธรรม หากพบการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามประกาศหรือหลักเกณฑ์ของทางราชการ กรมฯ จะเร่งตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อไม่ให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน และสร้างความสมดุลให้กับทุกฝ่ายในห่วงโซ่อุปทานข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” นายวิทยากรกล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 220/2569 กรมการค้าภายในต่อยอดความสำเร็จงาน “Premium Durian Fest 2026” ยกทุเรียนคุณภาพและผลไม้ไทยบุกสยามพารากอน ชวนคนไทยอุดหนุนช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาลทุเรียนปีนี้ (4 กันยายน 2569)
กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ร่วมมือกับศูนย์การค้าสยามพารากอน จัดงาน “Premium Durian Fest 2026” ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 3–7 กันยายน 2569 ณ ลานพาร์ค พารากอน ศูนย์การค้าสยามพารากอน ภายใต้มาตรการบริหารจัดการผลไม้ปี 2569 สานต่อความสำเร็จจากการจัดงาน Premium Durian Fest 2026 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ ซึ่งได้รับกระแสตอบรับจากประชาชนอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะกิจกรรมจำหน่าย ทุเรียนคุณภาพลูกละ 100 บาท ที่มีประชาชนต่อแถวเข้าคิวรอซื้ออย่างคึกคักตลอดการจัดงาน สามารถช่วยกระตุ้นการบริโภคและเร่งระบายผลผลิตทุเรียนได้ พร้อมสร้างมูลค่าการจำหน่ายภายในงานกว่า 20 ล้านบาท นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากผลสำเร็จของการจัดงานครั้งแรก กรมการค้าภายในจึงจัดงาน “Premium Durian Fest 2026” ครั้งที่ 2 ใจกลางกรุงเทพมหานคร ณ ลานพาร์ค พารากอน ศูนย์การค้าสยามพารากอน เพื่อนำทุเรียนคุณภาพจากเกษตรกรไทยมาจำหน่ายถึงใจกลางกรุงเทพมหานคร พร้อมเพิ่มช่องทางการตลาดและเร่งกระจายผลผลิตในช่วง โค้งสุดท้ายของฤดูกาลทุเรียนปี 2569 ซึ่งผลผลิตจากภาคใต้และภาคเหนือยังทยอยออกสู่ตลาดในระยะท้ายของฤดูกาล รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมฯ เดินหน้ามาตรการบริหารจัดการผลไม้ปี 2569 อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยดูดซับผลผลิตที่ออกสู่ตลาดจำนวนมาก ทั้งการเชื่อมโยงรับซื้อผลผลิต การกระจายสินค้าออกนอกแหล่งผลิต การเปิดพื้นที่จำหน่ายในห้างค้าปลีก ศูนย์การค้า ตลาด และพื้นที่ที่มีประชาชนสัญจรจำนวนมาก รวมถึงการส่งเสริมการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์และ Live Commerce เพื่อให้ผลผลิตจากเกษตรกรเข้าถึงผู้บริโภคได้มากที่สุด “ซึ่งกรมฯ ได้เชื่อมโยงและกระจายผลผลิตผลไม้ไทยอย่างต่อเนื่อง ช่วยลดปัญหาผลผลิตกระจุกตัว เพิ่มช่องทางการจำหน่าย และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญในการช่วยเร่งระบายผลผลิตช่วงปลายฤดูกาล และเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้อุดหนุนทุเรียนไทยคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้” นายจิรวุฒิ กล่าว งาน Premium Durian Fest 2026 รวบรวมทุเรียนคุณภาพจากแหล่งผลิตสำคัญทั่วประเทศ พร้อมกิจกรรมและโปรโมชันพิเศษ เพื่อให้ประชาชนได้เลือกซื้อผลไม้ไทยคุณภาพในราคาคุ้มค่า และร่วมสนับสนุนเกษตรกรไทยโดยตรง ไฮไลต์ภายในงาน• ทุเรียนคุณภาพ ลูกละ 100 บาท จำกัดวันละ 1,000 ลูก• บุฟเฟ่ต์ทุเรียน ราคา 699 บาทต่อท่าน• จำหน่ายทุเรียนสดคุณภาพและสินค้าแปรรูปจากเกษตรกรไทย รวมทั้งมังคุดและผลไม้ตามฤดูกาล จากแหล่งผลิตสำคัญทั่วประเทศ โดยเฉพาะมังคุดช่วงปลายฤดูกาลส่งตรงจากสวนถึงผู้บริโภค นายจิรวุฒิ กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพียงกระตุ้นการบริโภคทุเรียนเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยกระจายผลไม้ไทยจากแหล่งผลิตสู่ผู้บริโภคโดยตรง ลดแรงกดดันด้านราคา และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตของเกษตรกรในช่วงปลายฤดูกาล กรมการค้าภายในขอเชิญชวนประชาชนร่วมงาน “Premium Durian Fest 2026” ระหว่างวันที่ 3–7 กันยายน 2569 ณ ลานพาร์ค พารากอน ศูนย์การค้าสยามพารากอน ผู้ที่พลาดกระแส ทุเรียนลูกละ 100 บาท จากงานครั้งแรกที่เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ รอบนี้ไม่ต้องพลาด เพราะยกเทศกาลทุเรียนและผลไม้ไทยคุณภาพมาไว้ใจกลางกรุงเทพฯ ให้ประชาชนได้เลือกซื้อผลไม้สดจากเกษตรกรไทยในราคาพิเศษ พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนรายได้ของเกษตรกรไทยในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาลผลไม้ปีนี้
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 219/2569 “พาณิชย์” เดินหน้าบริหารจัดการมังคุดภาคใต้เชิงรุก ดูดซับแล้ว 2 หมื่นตัน เร่งสร้างดีมานด์–เพิ่มช่องทางจำหน่าย วอนกระทรวงเกษตรฯ ยกระดับคุณภาพ รับโอกาสตลาดต่างประเทศ (3 กันยายน 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ปี 2569 มังคุดภาคใต้มีผลผลิตรวม 139,396 ตัน ออกสู่ตลาดแล้ว 93,293 ตัน คิดเป็น 67% โดยขณะนี้สถานการณ์ราคามังคุดอยู่ในความท้ามายจากหลายปัจจัย ทั้งสภาพอากาศในช่วงต้นฤดูที่กระทบต่อคุณภาพผลผลิต ภาวะการซื้อขายในตลาดส่งออก โดยเฉพาะจีนที่ชะลอตัว เนื่องจากเป็นช่วงที่ผลไม้ชนิดอื่นเข้าสู่ตลาดพร้อมกัน ประกอบกับกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลง รวมถึงปริมาณมังคุดที่ทยอยออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคม ซึ่งส่งผลให้ราคาปรับตัวลดลงตามกลไกตลาด นายวิทยากร กล่าวว่า กรมการค้าภายในบริหารจัดการตลาดมังคุดเชิงรุก โดยมุ่งเร่งกระจายผลผลิตออกจากแหล่งผลิต เพิ่มช่องทางจำหน่าย เชื่อมโยงผู้ซื้อ และช่วยพยุงราคาให้กับเกษตรกร ขณะนี้กรมฯ ใช้มาตรการต่าง ๆ ดูดซับและกระจายมังคุดออกจากแหล่งผลิตแล้วประมาณ 20,000 ตัน ควบคู่กับการสร้างดีมานด์และเพิ่มช่องทางตลาด เพื่อให้ผลผลิตสามารถระบายออกได้อย่างต่อเนื่อง นายวิทยากร กล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการบริหารจัดการ กรมการค้าภายในใช้กลไกตลาดเพื่อดูดซับและเร่งระบายผลผลิตในพื้นที่ โดยประสานผู้ประกอบการเข้ามาเปิดจุดรับซื้อในแหล่งผลิต เพื่อให้เกษตรกรมีช่องทางจำหน่ายและสามารถระบายผลผลิตได้รวดเร็ว ขณะเดียวกันเร่งสร้างดีมานด์ โดยเชื่อมโยงการจำหน่ายและรณรงค์การบริโภคผลไม้ไทย ผ่านแคมเปญ "Thailand : The Land of Tropical Fruits" ผ่านห้าง Modern Trade 6 รายใหญ่ ที่มีสาขาทั่วประเทศ ตลาดกลางหัวเมือง 3 แห่งได้แก่ ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง และตลาดมรกต รวมถึงตลาดสด และเชื่อมโยงจำหน่ายไปยังหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรขนาดใหญ่ อาทิ ปั้มน้ำมัน และบริษัทขนาดใหญ่ เช่น โอสถสภา หาดทิพย์ คาราบาว ยูนิลิเวอร์ เป็นต้น เพื่อกระจายมังคุดไปยังแหล่งบริโภคที่มีศักยภาพ นอกจากนี้ กรมการค้าภายในได้เร่งเปิด ช่องทางการจำหน่ายใหม่ ๆ ทั้งการจัดจุดจำหน่ายผลไม้ในสนามบิน 20 จังหวัด และร่วมกับสายการบินหลัก 7 แห่ง สนับสนุนการโหลดกล่องผลไม้ใต้ท้องเครื่องบินโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ปริมาณ 10 กิโลกรัมต่อผู้โดยสาร เป็นเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2569–31 สิงหาคม 2570 เพื่อเพิ่มช่องทางกระจายผลผลิตจากแหล่งผลิตไปยังพื้นที่บริโภคทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน กรมฯ ยังสนับสนุนการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์และการขนส่ง โดยสนับสนุนบรรจุภัณฑ์สำหรับการจัดส่งผลไม้ ทั้งกล่องขนาด 10 กิโลกรัม จำนวน 200,000 กล่อง และกล่องตะกร้าขนาด 3 และ 5 กิโลกรัม รวม 180,000 ใบ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการกระจายผลผลิตและเพิ่มช่องทางให้เกษตรกรเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น ด้านมาตรการเร่งด่วนเพื่อรองรับผลผลิตเกรดรอง เช่น มังคุดดำและมังคุดลาย กรมการค้าภายในเปิดจุดรับซื้อมังคุดเกรดโรงงาน หรือเบอร์ดำ ในราคานำตลาด 2 บาทต่อกิโลกรัม จำนวน 8 จุด ในพื้นที่จังหวัดชุมพร นครศรีธรรมราช และปัตตานี-นราธิวาส เพื่อรองรับผลผลิตที่ไม่สามารถเข้าสู่ตลาดบริโภคสด พร้อมส่งเสริมตลาดรวบรวมรับซื้อในระบบประมูล โดยจัดตั้งลานประมูลในพื้นที่แหล่งผลิตสำคัญ 3 จุด ในจังหวัดชุมพรและนครศรีธรรมราช และประสานผู้รับซื้อเข้าร่วมประมูลมังคุดเบอร์ตกไซส์และเบอร์ดำ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการจำหน่ายและเร่งระบายผลผลิตออกจากพื้นที่ นายวิทยากร กล่าวต่ออีกว่า ในด้านการแข่งขันของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ให้ความสำคัญกับคุณภาพมากขึ้น แนวทางของกระทรวงพาณิชย์เน้นส่งเสริมสินค้าที่มีคุณภาพและตรงกับความต้องการของตลาด ดังนั้น การรักษาและพัฒนาคุณภาพผลผลิตตั้งแต่ต้นทางจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยขอให้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการควบคุมและยกระดับคุณภาพมังคุด เนื่องจากคุณภาพเป็นตัวแปรสำคัญทั้งด้านราคาและโอกาสในการเข้าสู่ตลาด โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศที่มีการแข่งขันสูง นายวิทยากร กล่าวอีกว่า ช่วงปลายเดือนกันยายนเป็นช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ ซึ่งเป็นช่วงสำคัญของตลาดผลไม้ในประเทศจีน โดยมังคุดเป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมในตลาดจีน จึงถือเป็นโอกาสสำคัญของมังคุดไทย หากประเทศไทยสามารถรักษาคุณภาพของผลผลิตได้ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการแข่งขันและขยายตลาดมังคุดไทยในประเทศจีนได้มากขึ้น "การบริหารจัดการตลาดมังคุดจำเป็นต้องดำเนินการทั้งในระยะเร่งด่วนและการวางระบบตลาดในระยะต่อไป โดยมุ่งเพิ่มช่องทางตลาด ลดการกระจุกตัวของผลผลิต เชื่อมโยงผู้ซื้อกับเกษตรกร และพัฒนาช่องทางการกระจายสินค้าให้หลากหลายมากขึ้น เพื่อไม่ให้เกษตรกรต้องพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป ทั้งนี้ ด้านคุณภาพสินค้าเป็นสิ่งสำคัญ จึงขอให้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องช่วยกันควบคุมคุณภาพของผลไม้ไทย เพื่อเราจะสามารถแข่งขันได้ทั้งโอกาสและราคาที่ส่งผลต่อรายได้ของเกษตรกรโดยตรง" นายวิทยากร กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 218/2569 “พาณิชย์” ผนึก Iron Chef Thailand เปิดเวทีปั้นเชฟรุ่นใหม่ ดึง 7 คาเฟ่ชั้นนำต่อยอดเบเกอรี่จากวัตถุดิบไทย วางขายกว่า 7,800 สาขา เป้าดูดซับ 500 ตัน (3 กันยายน 2569)
กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ผนึกกำลัง บริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัด และพันธมิตร เปิดตัวโครงการ “Local Ingredients World Class Experiences” ตอน The University Pastry Chef Championship ภายใต้แนวคิด “ยกระดับวัตถุดิบไทย สู่เบเกอรี่ระดับโลก” มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรไทย ผ่านความคิดสร้างสรรค์และทักษะ ของคนรุ่นใหม่ โดยเปิดเวทีการแข่งขันทำเบเกอรี่ของนิสิต/นักศึกษาผ่านรายการ Iron Chef Thailand ทางช่อง 7HD โดยออกอากาศในวันที่ 3 ตุลาคม 69 เวลา 18.00 น. พร้อมดึงพันธมิตรคาเฟ่ชื่อดัง 7 ราย ต่อยอดจากการแข่งขันสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างโอกาสทางการค้าในตลาดเป้าหมายในประเทศ นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ตามนโยบายรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าและยกระดับศักยภาพสินค้าไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและสินค้าแปรรูป เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดยุคใหม่ ผ่านการนำวัตถุดิบไทยมาต่อยอดในรูปแบบความคิดสร้างสรรค์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างเรื่องราวของสินค้า จึงเป็นโอกาสในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันและผลักดันสินค้าไทยให้ก้าวสู่ตลาดเป้าหมายที่มีศักยภาพสูงโครงการ “Local Ingredients World Class Experiences” ตอน The University Pastry Chef Championship เปิดเวทีให้นิสิตนักศึกษาจากสถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ ได้แสดงศักยภาพผ่านโจทย์สำคัญ คือการนำวัตถุดิบหลักของประเทศไทยที่มีศักยภาพ อาทิ กล้วยหอมทอง มะพร้าวน้ำหอม และกุ้งขาวแวนนาไม มารังสรรค์เป็นเมนูรูปแบบใหม่ เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าวัตถุดิบกลุ่มดังกล่าวสามารถนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความสร้างสรรค์ สร้างมูลค่าเพิ่ม และตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ได้ และนอกจากการเพิ่มมูลค่ายังนำไปสู่การต่อยอดขยายตลาดและขยายฐานการดูดซับสินค้าเกษตร โดยเชื่อมโยงพันธมิตรร้านเบเกอรี่ชื่อดังระดับประเทศ 7 แบรนด์ ได้แก่ Café Amazon, Punthai Coffee, Inthanin, After You, Mezzo, Coffee World, และ Karun เข้ามาช่วยรับซื้อและผลิตเป็นเบเกอรี่ รวมไปถึงเครื่องดื่มวางจำหน่ายในกว่า 7,800 สาขาทั่วประเทศ ตั้งเป้าดูดซับผลผลิตได้ไม่น้อยกว่า 500 ตัน ด้านนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวถึง การดำเนินงานครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากความร่วมมือกับมาสเตอร์เชฟ ซีซัน 7 ที่ได้นำวัตถุดิบสินค้าประมงไทย เช่น ปลากะพง มารังสรรค์เป็นเมนูใหม่ โดยกรมการค้าภายในมุ่งขยายผลไปสู่การยกระดับและต่อยอดผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจเกษตรกร เพื่อควบคุมคุณภาพตั้งแต่ต้นทาง ทั้งเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งและผู้ผลิตมะพร้าวน้ำหอมจากดำเนินสะดวก รวมถึงสินค้าเกษตรไทยที่มีศักยภาพอื่น ๆ พร้อมดึง 7 พันธมิตรรายใหญ่เข้ามาช่วยรับซื้อและดูดซับสินค้าเกษตรไทย เพื่อนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการรังสรรค์เมนูพิเศษจำหน่ายในร้านคาเฟ่ชื่อดัง ภายใต้โครงการ “DIT X Iron Chef Thailand” โดยพันธมิตรทั้ง 7 รายพร้อมสนับสนุนเยาวชนและคนรุ่นใหม่ในการนำความคิดสร้างสรรค์มาต่อยอดเป็นเมนูเบเกอรี่ที่ใช้วัตถุดิบไทย การันตีรสชาติจากรายการ Iron Chef Thailand และเป็นช่องทางนำสินค้าเกษตรไทยที่ดีและมีคุณภาพส่งตรงถึงผู้บริโภค โดยจะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2569 ถึงปลายปี 2570 ครั้งนี้ถือเป็นอีกจุดเริ่มต้นของการต่อยอดความร่วมมือไปต่อไปในอนาคต ทั้งนี้ ขอขอบคุณพันธมิตรทั้ง 7 รายและเฮลิกรุ๊ปสำหรับความร่วมมือและการสนับสนุนอย่างดียิ่ง พร้อมขอเชิญชวนประชาชนร่วมสนับสนุนเกษตรกรไทยและเยาวชนคนรุ่นใหม่ ด้วยการเลือกซื้อขนมและเครื่องดื่มจากร้านคาเฟ่ชื่อดังทั้ง 7 แบรนด์ที่เข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ นายวิทยากร กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอเชิญทุกท่านติดตามรับชม รายการ Iron Chef Thailand ตอนดังกล่าวในวันที่ 3 ตุลาคม 69 เวลา 18.00 น. ทางช่อง 7HD นายกิติกร เพ็ญโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการผสานจุดแข็งของภาครัฐและภาคเอกชน โดย กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ มีบทบาทสำคัญในการผลักดันและสร้างโอกาสทางการค้าให้กับสินค้าไทย ขณะที่ทางบริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัด ได้นำความเชี่ยวชาญด้านการสร้างสรรค์คอนเทนต์ และการผลิตรายการ Iron Chef Thailand มาร่วมเป็นเวทีการแข่งขันเพื่อเป็นพื้นที่สร้างประสบการณ์และแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ ในการนำวัตถุดิบหลักของไทย มาพัฒนาเมนูที่เป็นเอกลักษณ์และตอบโจทย์ผู้บริโภค ทั้งนี้ โครงการจะไม่หยุดอยู่เพียงเวทีการแข่งขัน แต่ยังมุ่งต่อยอดศักยภาพของผู้เข้าแข่งขันสู่ ประสบการณ์และโอกาสทางการตลาดจริง โดยผู้เข้าแข่งขันจะได้รับโอกาสในการร่วมสร้างสรรค์เมนูสุดเอ็กซ์คลูซีฟร่วมกับแบรนด์ชั้นนำ การต่อยอดดังกล่าวนับเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่สอดคล้องกับแนวทางและนโยบายของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ในการผลักดันส่งเสริมวัตถุดิบของไทย ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดเป้าหมาย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 217/2569 “พาณิชย์” จับมือ “คมนาคม” 7 สายการบิน กระจายผลไม้ผ่านสนามบิน โหลดฟรี 10 กก. นาน 1 ปี ตั้งเป้า 1,000 ตัน ช่วยเกษตรกร–หนุนท่องเที่ยวไทย (1 กันยายน 2569)
นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ร่วมกับกระทรวงคมนาคม โดยกรมท่าอากาศยาน และ 7 สายการบินพันธมิตร ได้แก่ การบินไทย แอร์เอเชีย บางกอกแอร์เวย์ส นกแอร์ ไทยไลอ้อนแอร์ ไทยเวียตเจ็ทแอร์ และอีซี่แอร์ไลน์ ได้ร่วมลงนามข้อตกลงความร่วมมือสนับสนุนการกระจายผลไม้ผ่านช่องทางท่าอากาศยานและสายการบิน ประจำปี พ.ศ. 2569–2570 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการกระจายผลผลิตในช่วงที่ผลไม้ทยอยออกสู่ตลาด พร้อมส่งเสริมการบริโภคผลไม้ไทยและสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศ สอดคล้องกับนโยบายของท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ที่มุ่งผลักดันให้ “ผลไม้ไทยเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กของผู้มาเยือน” และสร้างประสบการณ์ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสและเลือกซื้อผลไม้ไทย โดยขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด Thailand: The Land of Tropical Fruits นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลเกษตรกรและการบริหารจัดการผลไม้ให้มีช่องทางการกระจายที่หลากหลาย ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นการนำศักยภาพของท่าอากาศยานและสายการบินมาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสารสามารถนำผลไม้จากแหล่งผลิตและแหล่งท่องเที่ยวกลับไปยังภูมิลำเนาได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการขนส่ง ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้กับผลไม้ไทย สำหรับโครงการดังกล่าวมีระยะเวลา 1 ปีเต็ม ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2569 – 31 สิงหาคม 2570 โดยกรมการค้าภายในจะจัดสรรและนำส่งกล่องบรรจุผลไม้มาตรฐาน ขนาด 10 กิโลกรัม ไปยังท่าอากาศยาน พร้อมให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2569 รวมทั้งประสานสำนักงานพาณิชย์จังหวัดนำเกษตรกรเข้าจำหน่ายผลไม้ตามฤดูกาลในพื้นที่ท่าอากาศยานที่กรมท่าอากาศยานจัดสรรในแต่ละจังหวัด ขณะที่กรมท่าอากาศยานจะจัดเตรียมพื้นที่ให้บริการกล่อง อำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสาร และจัดสรรพื้นที่จำหน่ายผลไม้ชั่วคราวให้เกษตรกรภายในท่าอากาศยานภายใต้สังกัดของกรมท่าอากาศยาน นำร่องเมืองรองจำนวน 20 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ น่าน ลำปาง ตาก พิษณุโลก เลย อุดรธานี ขอนแก่น สกลนคร นครพนม ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี บุรีรัมย์ ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช กระบี่ ตรัง นราธิวาส ส่วน 7 สายการบินพันธมิตรจะอำนวยความสะดวกในการขนส่งผลไม้ใต้ท้องเครื่องบินโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย น้ำหนักไม่เกิน 10 กิโลกรัมต่อผู้โดยสาร 1 ท่าน พร้อมร่วมประชาสัมพันธ์โครงการผ่านช่องทางของสายการบิน นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้โดยสารที่ต้องการใช้บริการสามารถติดต่อจุดรับบริการ ณ ท่าอากาศยานภายใต้การดูแลของกรมท่าอากาศยานทั้ง 20 แห่งทั่วประเทศ เพื่อรับกล่องบรรจุผลไม้ขนาด 10 กิโลกรัม จำนวน 1 กล่องต่อผู้โดยสาร 1 ท่าน สำหรับนำไปโหลดใต้ท้องเครื่องบินได้ฟรี โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เบื้องต้นตั้งเป้าจำนวน 100,000 กล่อง หรือ คิดเป็นผลไม้ 1,000 ตัน ทั้งนี้ เพื่อให้การขนส่งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ผลไม้ที่นำมาใช้บริการจะต้องเป็นผลไม้สดเท่านั้น มีน้ำหนักรวมไม่เกิน 10 กิโลกรัม และต้องไม่เปียกชื้น โดยต้องใช้กล่องบรรจุผลไม้ของกรมการค้าภายในที่ได้รับจากจุดบริการของท่าอากาศยาน และจะต้องปิดผนึกอย่างมิดชิดด้วยเทปกาวหรือสายรัด เพื่อป้องกันมด แมลง สิ่งแปลกปลอม รวมถึงป้องกันการรั่วซึมของน้ำและกลิ่น นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ขอแนะนำผู้โดยสารที่ใช้บริการว่า ก่อนนำผลไม้มาเดินทางด้วยเครื่องบิน อย่าลืมตรวจสอบเรื่องการบรรจุให้เรียบร้อย โดยเฉพาะทุเรียนหรือผลไม้ที่มีกลิ่นแรง ขอความร่วมมืองดนำขึ้นเครื่องและงดโหลดใต้ท้องเครื่อง เพื่อไม่ให้กลิ่นรบกวนผู้โดยสารท่านอื่น และทำให้การเดินทางของทุกคนสะดวกและราบรื่นค่ะ” “กระทรวงพาณิชย์ขอขอบคุณกระทรวงคมนาคม โดยกรมท่าอากาศยาน และสายการบินพันธมิตรทั้ง 7 สายการบิน ที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการกระจายผลไม้ไทยมาอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการช่วยเกษตรกรระบายผลผลิต เพิ่มช่องทางการตลาด และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในการเลือกซื้อผลไม้ไทย พร้อมทั้งเชื่อมโยงการเดินทาง การท่องเที่ยว และการบริโภคผลไม้ไทยให้เกิดประโยชน์ตลอดห่วงโซ่” นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 216/2569 “พาณิชย์” แก้เกมมังคุดใต้ ดึงพันธมิตรกระจายผลไม้ทั่วประเทศ เพิ่มจุดรับซื้อ–ปรับเส้นทางขนส่ง หลังน้ำท่วมบ่อเต็น–โม่หาน เร่งระบายมังคุดปลายฤดู (31 สิงหาคม 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงสถานการณ์มังคุดภาคใต้ว่า ปี 2569 มีผลผลิตประมาณ 139,396 ตัน โดย ณ วันที่ 30 สิงหาคม 2569 ออกสู่ตลาดแล้ว 85,644 ตัน หรือประมาณ 61% และยังมีผลผลิตอีกส่วนหนึ่งทยอยออกสู่ตลาดในช่วงปลายฤดูกาล ขณะที่ในเดือนสิงหาคมมีปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ประกอบกับตลาดส่งออกโดยเฉพาะประเทศจีนมีภาวะซื้อขายชะลอตัว เนื่องจากมีผลไม้ชนิดอื่นเข้าสู่ตลาดในช่วงเดียวกัน และกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ส่งผลให้ราคามังคุดในช่วงนี้ปรับตัวลดลง นายวิทยากร กล่าวเพิ่มว่า ล่าสุดมีปัจจัยด้านการขนส่งเข้ามากระทบเพิ่มเติม จากสถานการณ์น้ำท่วมบริเวณบ่อเต็น สปป.ลาว ซึ่งส่งผลต่อการขนส่งสินค้าทางถนนผ่านเส้นทางบ่อเต็น–โม่หานเข้าสู่ประเทศจีน ทำให้การขนส่งมังคุดบางส่วนเกิดความล่าช้า และการระบายผลผลิตไปยังตลาดปลายทางไม่เป็นไปตามแผน ทั้งนี้ เส้นทางบ่อเต็น–โม่หานเป็นเส้นทางสำคัญในการส่งออกมังคุดไทยไปยังจีน โดยเฉพาะตลาดทางภาคตะวันตกของจีนซึ่งมีความนิยมบริโภคมังคุด จากข้อมูลการส่งออกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่ามังคุดไทยที่ขนส่งผ่านเส้นทางดังกล่าวมีประมาณ 298 ตู้ จากทั้งหมด 455 ตู้ หรือคิดเป็นประมาณ 65% ดังนั้นเมื่อการขนส่งทางบกเกิดข้อจำกัด จึงทำให้มังคุดที่อยู่ระหว่างรอส่งออกบางส่วนต้องชะลออยู่ภายในประเทศ และเพิ่มแรงกดดันต่อการระบายผลผลิตในช่วงที่มังคุดภาคใต้กำลังออกสู่ตลาด นายวิทยากร กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ประสานสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เวียงจันทน์ และสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ คุนหมิง เพื่อติดตามสถานการณ์การขนส่งและการผ่านแดนอย่างใกล้ชิด พร้อมหารือกับผู้ส่งออกเพื่อปรับแผนการขนส่ง โดยพิจารณาใช้ เส้นทางรถไฟและการขนส่งผ่านแม่น้ำโขง เป็นทางเลือกเพิ่มเติม เพื่อเร่งนำมังคุดเข้าสู่ตลาดจีนและลดผลกระทบจากข้อจำกัดของการขนส่งทางถนน นายวิทยากร กล่าวต่อว่า ในส่วนของการรับมือผลผลิตออกสู่ตลาดในประเทศ กรมการค้าภายใน ประสานสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเพิ่มจุดรับซื้อมังคุดในพื้นที่ โดยเฉพาะมังคุดลูกสีม่วงและมังคุดเกรดโรงงานหรือเบอร์ดำ เพื่อรองรับผลผลิตที่อาจตกค้างเพิ่มขึ้นในประเทศในช่วง 2–3 วันนี้ พร้อมนำผู้ประกอบการและผู้รับซื้อให้เข้ารับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรเพิ่มมากขึ้น เพื่อลดการกระจุกตัวของผลผลิตในแหล่งผลิตและช่วยลดแรงกดดันด้านราคา พร้อมกับเร่งกระจายผลผลิตร่วมกับภาคเอกชน ทั้งเปิดจุดจำหน่าย ณ สถานีโทรทัศน์ แหล่งชุมชน รวมถึงความร่วมมือกับการท่าอากาศยานในการโหลดกล่องผลไม้ฟรี เพื่อเป็นการรณรงค์การซื้อผลไม้และสามารถนำขึ้นเครื่องบินโดยสารได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ก่อนหน้านี้ กรมการค้าภายในได้ดำเนินมาตรการบริหารจัดการมังคุดภาคใต้อย่างต่อเนื่อง ทั้งการเปิดจุดรับซื้อมังคุดเกรดโรงงานในราคานำตลาดกิโลกรัมละ 2 บาท รวม 8 จุด ในพื้นที่จังหวัดชุมพร นครศรีธรรมราช พัทลุง ปัตตานี และนราธิวาส รวมถึงส่งเสริมตลาดรวบรวมรับซื้อผลไม้ในระบบประมูล 3 จุด ในจังหวัดชุมพรและนครศรีธรรมราช ตลอดจนเชื่อมโยงผลผลิตเข้าสู่ห้างค้าส่งค้าปลีก หน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรขนาดใหญ่ และจัดจุดจำหน่ายในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อเพิ่มช่องทางกระจายมังคุดออกจากแหล่งผลิต สำหรับการกำกับดูแลการรับซื้อมังคุดในพื้นที่ กรมการค้าภายในให้ความสำคัญกับการสร้างความเป็นธรรมให้แก่เกษตรกรควบคู่กับการบริหารจัดการผลผลิต โดยติดตามสถานการณ์การรับซื้อและราคาในพื้นที่ รวมถึงการดำเนินการของผู้ประกอบการรับซื้อ เพื่อไม่ให้เกษตรกรถูกเอาเปรียบ หากพบพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม หรือมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการรับซื้อ สามารถแจ้งสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้ “ช่วงนี้เป็นจังหวะที่มังคุดภาคใต้ยังทยอยออกสู่ตลาด ขณะที่มีปัจจัยด้านตลาดส่งออกและการขนส่งเข้ามากระทบพร้อมกัน กรมการค้าภายในจึงดำเนินการทั้งด้านการประสานปรับเส้นทางขนส่งไปจีนผ่านช่องทางอื่น และการเพิ่มกำลังรับซื้อภายในประเทศ เพื่อให้ผลผลิตเคลื่อนออกจากแหล่งผลิตได้มากขึ้น ลดปริมาณมังคุดตกค้าง และช่วยประคองสถานการณ์ราคาในช่วงปลายฤดูกาล” นายวิทยากร กล่าว
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ