ข่าวเลขที่ 164/2569 นบข. ไฟเขียว 2 มาตรการ 5 โครงการ บริหารจัดการข้าวเปลือก 11.5 ล้านตัน วงเงินจ่ายขาดกว่า 1 หมื่นล้านบาท รักษาเสถียรภาพราคา-เพิ่มมูลค่าข้าวไทย (12 มิถุนายน 2569)
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล กล่าวว่า ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ต้นทุนพลังงาน การผลิต และการขนส่งปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจกระทบต่อภาคการเกษตร รัฐบาลจึงเดินหน้าดูแลเกษตรกรอย่างเต็มที่ โดยยึดแนวทางสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1) บริหารจัดการราคาข้าวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม 2) เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐาน และโลจิสติกส์ และ 3) สร้างเสถียรภาพตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ควบคู่กับการลดภาระต้นทุนการผลิต การดูดซับผลผลิตส่วนเกิน และการยกระดับคุณภาพข้าวไทยเพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงแก่เกษตรกร นางศุภจี กล่าวว่า ที่ประชุมได้รับทราบสถานการณ์ข้าวโลกปีการผลิต 2569/2570 ซึ่งมีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้น โดยผลผลิตข้าวโลกคาดว่าจะลดลงร้อยละ 1 เหลือ 537.82 ล้านตันข้าวสาร ขณะที่การบริโภคและการค้าโลกเพิ่มขึ้น ส่งผลให้สต็อกข้าวโลกปรับลดลง ขณะที่ประเทศไทยมีแนวโน้มผลผลิตข้าวนาปรังและข้าวนาปีลดลงจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นและความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ อย่างไรก็ตาม ความกังวลด้านความมั่นคงทางอาหารและผลกระทบจากภัยแล้งในหลายประเทศ อาจเป็นโอกาสให้ไทยขยายการส่งออกข้าวได้เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง จึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์น้ำ ปัจจัยการผลิต และตลาดโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาสมดุลด้านผลผลิต คุณภาพ และเสถียรภาพราคาข้าวของประเทศ นางศุภจี กล่าวว่า เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกและดูแลรายได้ของเกษตรกร ที่ประชุมได้พิจารณามาตรการช่วยเหลืออย่างรอบด้าน ทั้งการดูดซับผลผลิต การเสริมสภาพคล่อง และการเพิ่มมูลค่าข้าวไทย รวมถึงข้อเสนอของเกษตรกร โดยที่ประชุม นบข. มีมติเห็นชอบ 2 มาตรการ 5 โครงการ เป้าหมายบริหารจัดการข้าวเปลือกรวม 11.5 ล้านตัน กรอบวงเงินจ่ายขาดรวม 10,192.58 ล้านบาท เพื่อดูดซับผลผลิต รักษาเสถียรภาพราคาข้าว และยกระดับคุณภาพข้าวไทยตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยมาตรการแรก คือ มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/70 วงเงินจ่ายขาด 8,428.58 ล้านบาท ประกอบด้วย 1) โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2569/70 วงเงินจ่ายขาด 7,208.33 ล้านบาท เป้าหมาย 3 ล้านตันข้าวเปลือก โดยภาครัฐสนับสนุนค่าฝากเก็บในอัตรา 1,500 บาทต่อตัน เพื่อชะลอการระบายผลผลิตออกสู่ตลาด 2) โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2569/70 วงเงินจ่ายขาด 656.25 ล้านบาท เป้าหมาย 1.5 ล้านตันข้าวเปลือก และ 3) โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก ปีการผลิต 2569/70 วงเงินจ่ายขาด 564 ล้านบาท เป้าหมาย 4 ล้านตันข้าวเปลือก ซึ่งจะช่วยดูดซับผลผลิตออกจากตลาด ลดแรงกดดันด้านราคา และช่วยรักษาเสถียรภาพรายได้ของชาวนา นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบมาตรการระยะยาวปรับปรุงโครงสร้างการผลิตภายใต้แนวคิด “ข้าวไทยสู่เศรษฐกิจอนาคต” (New Rice Economy) วงเงินจ่ายขาด 1,764 ล้านบาท ประกอบด้วย 4) โครงการดูดซับข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/70 วงเงินจ่ายขาด 1,680 ล้านบาท เป้าหมาย 3 ล้านตันข้าวเปลือก เพื่อบริหารจัดการข้าวส่วนเกิน รักษาสมดุลอุปทานในตลาด และเชื่อมโยงการนำข้าวไปแปรรูปเป็นข้าวสารบรรจุถุงจำหน่ายให้กับหน่วยงานที่มีความต้องการใช้จริง อาทิ กรมราชทัณฑ์ หน่วยงานกองทัพ และหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ และ 5) โครงการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มมูลค่า (ข้าวประณีต ระยะที่ 2) วงเงินจ่ายขาด 84 ล้านบาท จำนวน 266 กลุ่ม เพื่อส่งเสริมการผลิตข้าวคุณภาพสูง เพิ่มมูลค่าผลผลิตของเกษตรกร สร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในระยะยาว ทั้งนี้ มาตรการทั้งหมดจะช่วยรักษาเสถียรภาพราคาข้าว ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ข้าวไทยตลอดห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบขยายกรอบวงเงินโครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีและส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ ปีการผลิต 2568/69 หรือมาตรการสนับสนุนไร่ละ 1,000 บาท โดยขยายกรอบวงเงินจากเดิม 37,906.20 ล้านบาท เป็น 39,753.16 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,846.96 ล้านบาท เพื่อรองรับการจ่ายเงินช่วยเหลือแก่เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าวไว้แล้วแต่ยังไม่ได้รับสิทธิ์ ให้ได้รับการสนับสนุนอย่างทั่วถึงและครบถ้วนตามเป้าหมายของโครงการ และให้กรมการข้าว ดำเนินโครงการส่งเสริมการปรับเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว อย่างต่อเนื่อง เพราะสามารถช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตให้กับชาวนา และพิจารณาแนวทางการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ข้าว ให้คงคุณภาพได้ยาวนานมากขึ้น เช่น การทำไซโลควบคุมอุณหภูมิ เพื่อการบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้มีเพียงพอและต่อเนื่อง ทั้งนี้ที่ประชุม นบข. มอบหมายให้นำข้อเรียกร้องต่างๆ ของเกษตรกร ไปหารือในคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ด้านการผลิต ที่มีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน พิจารณารายละเอียดของแต่ละมาตรการต่อไป “รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์ข้าวทั้งในและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด พร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าว ดูแลรายได้เกษตรกร และยกระดับข้าวไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกอย่างยั่งยืน” นางศุภจี กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 163/2569 “ค้าภายใน” ผนึกกำลังภาคเอกชน ช่วยเงาะสีทองตราด เพิ่มช่องทางจำหน่ายทั่วประเทศ (12 มิถุนายน 2569)
กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าบริหารจัดการผลไม้ฤดูกาลเชิงรุก โดยประสานความร่วมมือกับ CP AXTRA รับซื้อเงาะสีทองจากเกษตรกรจังหวัดตราด ปริมาณรวม 100,000 กิโลกรัม เพื่อช่วยดูดซับผลผลิตและบรรเทาผลกระทบด้านราคาหลังตลาดเวียดนามชะลอการรับซื้อ พร้อมนำผลผลิตไปจำหน่ายผ่านห้างแม็คโครและโลตัส 160 สาขาทั่วประเทศ ช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ราคาเงาะสีทองในพื้นที่จังหวัดตราดปรับตัวลดลง เนื่องจากตลาดเวียดนามซึ่งเป็นตลาดสำคัญชะลอการรับซื้อ เพราะมีผลผลิตลิ้นจี่ของเวียดนามออกสู่ตลาดในช่วงเดียวกัน ประกอบกับเงาะโรงเรียนเริ่มทยอยออกสู่ตลาดในปริมาณมาก ส่งผลให้เงาะสีทองของเกษตรกรได้รับผลกระทบโดยตรง กรมการค้าภายในจึงมีมาตรการเปิดจุดรับซื้อในราคานำตลาดในพื้นที่แหล่งผลิตสำคัญ รวมถึงเร่งประสานภาคเอกชนเข้ามาร่วมเป็นช่องทางรับซื้อ เพื่อไม่ให้ผลผลิตคุณภาพจากสวนถูกกดราคา และช่วยพยุงรายได้ของเกษตรกรในช่วงเวลาสำคัญ นายจิรวุฒิ กล่าวว่า กรมการค้าภายในดำเนินนโยบายบริหารจัดการผลไม้เชิงรุกมาอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ และวิสาหกิจชุมชน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการรวบรวม คัดคุณภาพ และบริหารจัดการผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ทั้งนี้ กรมฯ ได้ประสานนำผู้ประกอบการรายใหญ่เข้ามาเชื่อมโยงรับซื้อผลผลิตจากสหกรณ์ส่งเสริมธุรกิจภาคการเกษตรจังหวัดตราด ซึ่งมีสมาชิกเกษตรกรจำนวน 124 ราย โดยสหกรณ์แห่งนี้มีศักยภาพในการรวบรวมและบริหารจัดการผลผลิตของสมาชิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถคัดคุณภาพสินค้าให้ตรงตามความต้องการของตลาดได้ โดยเฉพาะเงาะสีทองตราด ซึ่งเป็นผลไม้เอกลักษณ์ของจังหวัดตราดที่กำลังออกสู่ตลาดในช่วงนี้ การเชื่อมโยงผู้ซื้อเข้าถึงแหล่งผลิตโดยตรงจะช่วยเพิ่มช่องทางการตลาด สร้างอำนาจต่อรองด้านราคา และทำให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่เหมาะสม ด้านนางศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานสื่อสารองค์กร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทฯ ได้ร่วมรับซื้อเงาะสีทองตราดเพื่อนำไปจำหน่ายผ่านแม็คโครและโลตัส จำนวน 160 สาขาทั่วประเทศ ปริมาณรวม 100,000 กิโลกรัม ในรูปแบบตะกร้าน้ำหนัก 2.5 กิโลกรัม ราคา 99 บาท เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่าย พร้อมกระตุ้นยอดขายผ่านโปรโมชั่นพิเศษ “ซื้อ 2 ตะกร้า เหลือตะกร้าละ 79 บาท” ซึ่งจะช่วยเพิ่มการกระจายผลผลิตและสนับสนุนรายได้ให้แก่เกษตรกรในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก นายจิรวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการเชื่อมโยงตลาดและเพิ่มช่องทางจำหน่ายแล้ว กรมการค้าภายในยังดำเนินกิจกรรมสนับสนุนเกษตรกรเพื่อลดต้นทุนการจำหน่ายผลผลิต โดยสนับสนุนบรรจุภัณฑ์ “กล่องผลไม้ DIT และตะกร้าบรรจุผลไม้” เพื่อเพิ่มความพร้อมในการรวบรวมและกระจายผลผลิตเข้าสู่ตลาดทั้งช่องทางค้าปลีกค้าส่งและการจำหน่ายตรงสู่ผู้บริโภค โดยในพื้นที่ภาคตะวันออก กรมฯ ได้ร่วมกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด สนับสนุนกล่องผลไม้จำนวน 87,300 กล่อง ขนาดบรรจุ 10 กิโลกรัมต่อกล่อง พร้อมบริการจัดส่งโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ช่วยลดภาระต้นทุนด้านบรรจุภัณฑ์และการขนส่งให้แก่เกษตรกร นอกจากนี้ ยังจัดอบรมด้าน Live Commerce เพื่อเสริมศักยภาพการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ เพิ่มโอกาสให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรงและสอดรับกับพฤติกรรมการค้ายุคปัจจุบัน สำหรับภาพรวมผลผลิตเงาะปีนี้ทั้งประเทศมีประมาณ 220,955 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 โดยภาคตะวันออกมีผลผลิต 156,901 ตัน ใกล้เคียงกับปีก่อน และขณะนี้ผลผลิตของภาคตะวันออกออกสู่ตลาดแล้วกว่าร้อยละ 67 สำหรับราคาหน้าสวนที่เกษตรกรขายได้ ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2569 เงาะสีทองเกรดส่งออกอยู่ที่ 14–16 บาทต่อกิโลกรัม เกรดตลาดในประเทศเฉลี่ย 14.50 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนเงาะโรงเรียนเกรดส่งออกอยู่ที่ 22–26 บาทต่อกิโลกรัม และเกรดตลาดในประเทศเฉลี่ย 24.50 บาทต่อกิโลกรัม “กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์ผลไม้ตามฤดูกาลอย่างใกล้ชิด และประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่ายและช่วยดูดซับผลผลิตในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน โดยใช้กลไกตลาดนำการผลิต ควบคู่กับการสร้างโอกาสทางการค้าให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น อันจะช่วยสร้างเสถียรภาพด้านราคาและรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน” นายจิรวุฒิ กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 162/2569 กรมการค้าภายในผนึก 8 แบรนด์ก๊าซหุงต้มชั้นนำ ยกระดับมาตรฐาน “ก๊าซหุงต้มเต็มถัง” คุ้มครองผู้บริโภค (11 มิถุนายน 2569)
กรมการค้าภายใน โดยกองชั่งตวงวัด ผนึก 8 แบรนด์ก๊าซหุงต้มชั้นนำของประเทศ ได้แก่ ปตท. เวิลด์แก๊ส สยามแก๊ส ยูนิคแก๊ส พีที พีเอพี เอ็นเอสแก๊ส และ ออร์คิดแก๊ส ร่วมยกระดับมาตรฐานการบรรจุก๊าซหุงต้ม (LPG) ให้ครบถ้วนตามปริมาณที่แสดง พร้อมกำหนดมาตรการกำกับดูแลและตรวจสอบร่วมกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน คุ้มครองผู้บริโภค และส่งเสริมความเป็นธรรมทางการค้า นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ก๊าซหุงต้มเป็นสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีพของประชาชน กรมการค้าภายในจึงให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลปริมาณการบรรจุให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยการประชุมร่วมกับผู้ประกอบการเจ้าของแบรนด์ก๊าซหุงต้มครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจในแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง ลดปัญหาการบรรจุไม่ครบถ้วน และยกระดับมาตรการตรวจสอบโรงบรรจุและร้านจำหน่ายก๊าซหุงต้มให้เข้มงวดยิ่งขึ้น ที่ผ่านมา กรมการค้าภายในได้ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงบรรจุและร้านจำหน่ายก๊าซหุงต้มอย่างต่อเนื่อง หากพบการบรรจุหรือจำหน่ายไม่ครบถ้วนตามปริมาณที่แสดงไว้ จะดำเนินคดีตามกฎหมายทันที โดยตั้งแต่ปี 2567 ถึงปัจจุบัน พบการกระทำความผิดรวม 120 ราย ยึดของกลาง 1,252 ถัง แบ่งเป็นโรงบรรจุก๊าซ 19 ราย ของกลาง 209 ถัง และร้านจำหน่ายก๊าซ 101 ราย ของกลาง 1,043 ถัง โดยความผิดกรณีบรรจุไม่ครบถ้วน มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนกรณีจำหน่ายไม่ครบถ้วน มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามพระราชบัญญัติมาตราชั่งตวงวัด พ.ศ. 2542 นางสาวญาณี กล่าวว่า กรมการค้าภายในได้ทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การบรรจุก๊าซหุงต้มตามกฎหมาย โดยเน้นย้ำว่าประชาชนต้องได้รับก๊าซหุงต้มครบถ้วนตามปริมาณที่แสดงไว้บนถัง หรือไม่น้อยกว่าปริมาณที่ระบุ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า ยังมีประเด็นที่ต้องสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานการบรรจุก๊าซหุงต้มในบางส่วน กรมฯ จึงได้หารือร่วมกับผู้ประกอบการเจ้าของแบรนด์ เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันตั้งแต่ต้นทาง และกำหนดแนวทางกำกับดูแลให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค สำหรับแนวทางความร่วมมือจากการประชุมครั้งนี้ กรมการค้าภายในและผู้ประกอบการจะร่วมกันยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลการบรรจุก๊าซหุงต้ม โดยเน้นการกำกับดูแลตั้งแต่ต้นทาง เพิ่มการตรวจติดตามโรงบรรจุก๊าซภายใต้แต่ละแบรนด์ให้เข้มงวดขึ้น โดยกรมจะเป็นหน่วยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง และร่วมกันจัดฝึกอบรมบุคลากรที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการตรวจสอบปริมาณการบรรจุก๊าซหุงต้มตามกฎหมายชั่งตวงวัด เพื่อให้ประชาชนได้รับก๊าซหุงต้มครบถ้วนตามปริมาณที่แสดงไว้ “กรมการค้าภายในพร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับมาตรฐานการบรรจุก๊าซหุงต้มให้ถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม โดยจะกำกับดูแล ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือกับผู้ประกอบการ เพื่อให้ประชาชนได้รับก๊าซหุงต้มครบถ้วนตามปริมาณที่ระบุ และได้รับความเป็นธรรมในการซื้อสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต” นางสาวญาณี กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 161/2569 กรมการค้าภายในยืนยันหมูไม่ขาดตลาด ผลผลิตเพียงพอรองรับความต้องการบริโภค ราคายังอยู่ในเกณฑ์ที่กำกับดูแล พร้อมติดตามใกล้ชิดดูแลสมดุลทั้งระบบ (11 มิถุนายน 2569)
กรมการค้าภายในยืนยันสถานการณ์สุกรและเนื้อหมูในประเทศยังอยู่ในภาวะปกติ มีปริมาณผลผลิตเพียงพอต่อความต้องการบริโภคของประชาชน แม้ในช่วงที่ผ่านมา ราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มจะปรับตัวสูงขึ้นตามภาวะตลาด จากความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับต้นทุนการผลิตด้านพลังงาน วัตถุดิบอาหารสัตว์ และค่าบริหารจัดการต่าง ๆ ที่ยังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม กรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและยืนยันว่า ยังไม่มีสัญญาณการขาดแคลนสินค้า และราคาจำหน่ายยังอยู่ในกรอบที่สามารถกำกับดูแลได้ นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์การผลิตและภาวะการค้าสุกรทั้งในระดับฟาร์ม ค้าส่ง และค้าปลีกอย่างใกล้ชิด พร้อมหารือร่วมกับกรมปศุสัตว์และองค์กรผู้เลี้ยงสุกรอย่างต่อเนื่อง เพื่อติดตามปริมาณผลผลิต ต้นทุนการผลิต และภาวะตลาดในทุกมิติ จากข้อมูลล่าสุดพบว่า ปริมาณสุกรที่ออกสู่ตลาดอยู่ที่ประมาณ 62,300 ตัวต่อวัน ขณะที่ความต้องการบริโภคเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 56,000 ตัวต่อวัน สะท้อนให้เห็นว่าปริมาณสุกรยังมีเพียงพอต่อการบริโภคของประชาชนทั่วประเทศ และมีผลผลิตออกสู่ตลาดมากกว่าความต้องการใช้ จึงไม่เกิดภาวะขาดแคลนแต่อย่างใด ปัจจุบันราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 62 - 68 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับต้นทุนการผลิตเฉลี่ยที่ 68.57 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาจำหน่ายปลีกเนื้อหมูแดงเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ 128.31 บาทต่อกิโลกรัม โดยยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการที่ผลผลิตออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีสินค้าเพียงพอรองรับความต้องการบริโภคของประชาชน นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังได้ใช้กลไกการจัดงานธงฟ้าและกิจกรรมเชื่อมโยงตลาดในบางพื้นที่เป็นเครื่องมือเสริมในการบริหารจัดการผลผลิตสุกร โดยประสานความร่วมมือกับผู้เลี้ยงสุกรและผู้ประกอบการนำเนื้อสุกรเข้าจำหน่ายตรงถึงผู้บริโภค เพิ่มช่องทางการตลาดและเร่งการกระจายสินค้าในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก ช่วยให้เกิดการหมุนเวียนสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของผลผลิต และสนับสนุนการรักษาสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานในระบบการค้า โดยไม่ได้มุ่งแทรกแซงกลไกราคาตลาด แต่เป็นการเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินค้าให้เกิดความสมดุลตลอดห่วงโซ่อุปทาน รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการค้าภายในได้กำกับดูแลและติดตามสถานการณ์ราคาเนื้อหมูอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด โดยหารือร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อบริหารจัดการทั้งด้านต้นทุนและราคาปลายทางให้เกิดความเหมาะสมและเป็นธรรม รวมถึงดูแลไม่ให้เกิดการฉวยโอกาสปรับราคาสินค้าเกินสมควร ทั้งนี้ กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์ราคาและปริมาณสุกรอย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง เพื่อให้การบริหารจัดการด้านการผลิตและการตลาดเป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ หากพบว่าราคาจำหน่ายปลีกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน กรมฯ พร้อมพิจารณามาตรการที่เหมาะสมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเชื่อมโยงสินค้าจากแหล่งผลิตสู่ผู้บริโภคโดยตรง และการจัดกิจกรรมธงฟ้าในพื้นที่เป้าหมายตามความจำเป็น เพื่อเพิ่มทางเลือกในการซื้อสินค้าและช่วยรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคควบคู่กันไป หากประชาชนพบผู้ค้ารายใดมีพฤติกรรมจำหน่ายเนื้อหมูหรือสินค้าปศุสัตว์อื่นในราคาสูงเกินสมควร สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 โดยหากตรวจพบการกระทำความผิด จะมีโทษตามมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ซึ่งกำหนดโทษปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 160/2569 “ค้าภายใน” เปิดเวทีร้อยเอ็ด ติวเข้ม 58 กลุ่มเกษตรกรอีสานใต้ ปั้น “ข้าวประณีต” สู่ตลาดพรีเมียม มุ่งเติมองค์ความรู้การจัดทำแผนธุรกิจ (9 มิถุนายน 2569)
กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเวทีอบรมภายใต้ “โครงการส่งเสริมและพัฒนาข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร ปี 2569 (ข้าวประณีต)” ที่จังหวัดร้อยเอ็ด รวม 58 กลุ่มเกษตรกรจาก 8 จังหวัดอีสานใต้ เสริมทักษะทำแผนธุรกิจ ใช้เทคโนโลยีการผลิต–แปรรูป และพัฒนาบรรจุภัณฑ์–แบรนด์สินค้า เตรียมยกระดับข้าวไทยจากสินค้าเกษตรสู่ตลาดพรีเมียม ภายใต้แนวคิด New Rice Economy นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายใน ขับเคลื่อนนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการส่งเสริมและพัฒนาข้าวคุณภาพสูง หรือ “ข้าวประณีต” เพื่อยกระดับเศรษฐกิจข้าวไทยยุคใหม่ โดยในครั้งนี้ กรมฯ ได้จัดอบรมให้แก่กลุ่มเกษตรกรที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ เพื่อเสริมความรู้ด้านการวางแผนธุรกิจ ศักยภาพการผลิต การแปรรูป และการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพข้าวไทยและสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นแก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน สำหรับการอบรมครั้งที่ 1 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8–9 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเอ็มแกรนด์ ร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด มีเกษตรกรเข้าร่วม 58 กลุ่ม จาก 8 จังหวัดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ได้แก่ ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ สุรินทร์ นครราชสีมา อุบลราชธานี ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ และอยู่ระหว่างเตรียมจัดทำแผนเพื่อขอรับการสนับสนุนจากคณะกรรมการระดับจังหวัด นางสาวญาณี กล่าวว่า การสัมมนาที่จังหวัดร้อยเอ็ดครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้เกษตรกรสามารถพัฒนาจาก “ผู้ผลิตข้าว” ไปสู่ “ผู้ประกอบการข้าวคุณภาพ” โดยผู้เข้าร่วมอบรมยังได้รับการถ่ายทอดความรู้จากผู้เชี่ยวชาญที่กรมการค้าภายในได้รับความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ และเอกชนทั้งภาคบรรยายและ Workshop เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำความรู้ไปใช้จัดทำแผนธุรกิจได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการเขียนแผนธุรกิจอย่างมืออาชีพ การแบ่งกลุ่มฝึกเขียนแผนธุรกิจสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้จำหน่ายข้าว การประเมินความคุ้มค่าการลงทุน ตลอดจนการวางแผนพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่ นอกจากนี้ ยังมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและเครื่องจักรกลการเกษตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการแปรรูปข้าว อาทิ การเลือกใช้เครื่องจักรกลที่เหมาะสม เทคโนโลยีเครื่องจักรกลกับอนาคตธุรกิจข้าวไทย รวมถึงแนวทางการปลูกข้าวลดโลกร้อน เพื่อให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพ และพัฒนาการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดยุคใหม่ อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของการอบรม คือการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ข้าวไทยผ่านการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ตราสินค้าสู่ตลาดพรีเมียม พร้อม Workshop การออกแบบบรรจุภัณฑ์และแบรนด์ให้มีอัตลักษณ์ เพื่อให้ข้าวของแต่ละชุมชนสามารถบอกเล่าเรื่องราว แสดงจุดเด่นเฉพาะถิ่น และแข่งขันได้ในตลาดพรีเมียม ทั้งตลาดในประเทศและตลาดสมัยใหม่ ทั้งนี้ โครงการส่งเสริมและพัฒนาข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร ปี 2569 มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ 468 กลุ่ม จาก 64 จังหวัด โดยคณะกรรมการดำเนินโครงการฯ ได้คัดเลือกกลุ่มเกษตรกรที่มีศักยภาพในรอบแรกจำนวน 200 กลุ่ม แบ่งเป็น Tier 1 จำนวน 42 กลุ่ม Tier 2 จำนวน 93 กลุ่ม และ Tier 3 จำนวน 65 กลุ่ม หลังผ่านการอบรม กลุ่มเกษตรกรจะจัดทำแผนขอรับการสนับสนุนเงินทุนเพื่อพัฒนาศักยภาพการผลิตและการแปรรูป เสนอต่อคณะกรรมการระดับจังหวัดพิจารณาอนุมัติต่อไป กรมการค้าภายในจะจัดสัมมนาอบรมให้กับกลุ่มเกษตรกรที่ผ่านการคัดเลือกอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครบทั้ง 200 กลุ่ม โดยกำหนดจัดอบรมเพิ่มเติมในพื้นที่ต่าง ๆ ได้แก่ วันที่ 13–14 มิถุนายน 2569 จังหวัดสุพรรณบุรี วันที่ 18–19 มิถุนายน 2569 จังหวัดสงขลา วันที่ 23–24 มิถุนายน 2569 จังหวัดลำปาง และวันที่ 27–28 มิถุนายน 2569 จังหวัดขอนแก่น เพื่อให้กลุ่มเกษตรกรในแต่ละภูมิภาคได้รับความรู้ สามารถจัดทำแผนธุรกิจและแผนพัฒนาศักยภาพของกลุ่มได้อย่างเหมาะสมกับบริบทพื้นที่ “ข้าวประณีตไม่ใช่เพียงการผลิตข้าวคุณภาพดี แต่คือการยกระดับวิธีคิดของเกษตรกรให้มองเห็นโอกาสทางธุรกิจ ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การสร้างแบรนด์ ไปจนถึงการเข้าสู่ตลาดพรีเมียม กรมการค้าภายในเชื่อว่า การเริ่มต้นอบรมที่จังหวัดร้อยเอ็ดครั้งนี้ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างต้นแบบกลุ่มเกษตรกรอีสานใต้ให้ก้าวสู่ผู้ประกอบการข้าวคุณภาพ และช่วยเพิ่มรายได้ให้ชาวนาไทยในระยะยาว” นางสาวญาณี กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 159/2569 “พาณิชย์ผนึกเซ็นทรัลพัฒนา จัดงาน Thailand Tropical Fruit Fiesta เชื่อมโยงผลไม้ไทยสู่ผู้บริโภค คาดจำหน่ายผลไม้กว่า 100 ตัน สร้างมูลค่าการค้ากว่า 10 ล้านบาท” (7 มิถุนายน 2569)
กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ร่วมกับ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN จัดงาน “Thailand Tropical Fruit Fiesta” ภายใต้แนวคิด “Thailand : The Land of Tropical Fruits” ระหว่างวันที่ 6-12 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลปิ่นเกล้า เพื่อส่งเสริมการบริโภคผลไม้ไทย เชื่อมโยงผลผลิตจากเกษตรกรสู่ผู้บริโภคโดยตรง และตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะแหล่งผลิตผลไม้เมืองร้อนคุณภาพของโลก โดยบรรยากาศวันแรกของการจัดงานเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนให้ความสนใจเลือกซื้อผลไม้ไทยและสินค้าเกษตรคุณภาพเป็นจำนวนมาก นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569 กรมการค้าภายในได้ร่วมกับเซ็นทรัลพัฒนา จัดเทศกาลผลไม้ไทย ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า โดยได้รับความร่วมมือจากเกษตรกรและผู้ประกอบการผลไม้จากทั่วประเทศ นำผลไม้คุณภาพมาจำหน่ายกว่า 20 บูธ ภายในงานมีผลไม้เด่นหลากหลายชนิด อาทิ ทุเรียนคุณภาพจากจังหวัดจันทบุรี มังคุด เงาะ ลองกอง มะพร้าวน้ำหอม รวมถึงมะม่วงแฟนซี และผลไม้ทางเลือกที่กำลังได้รับความนิยม เช่น เมล่อนและอะโวคาโด โดยกรมการค้าภายในได้เชื่อมโยงผลผลิตจากแหล่งผลิตสำคัญทั่วประเทศมาจำหน่ายถึงมือผู้บริโภคโดยตรง เพื่อช่วยเพิ่มช่องทางการตลาด ลดปัญหาผลผลิตกระจุกตัว และสร้างรายได้ที่เป็นธรรมให้กับเกษตรกร นายจิรวุฒิ กล่าวว่า ขณะนี้เป็นช่วงที่ผลไม้ไทยออกสู่ตลาดจำนวนมาก ทั้งทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง และมะม่วง จากภาคเหนือ กรมการค้าภายในจึงเร่งดำเนินมาตรการเชื่อมโยงตลาดล่วงหน้าและขยายช่องทางการจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยระบายผลผลิตและรักษาเสถียรภาพด้านราคา ควบคู่กับการรณรงค์สร้างการรับรู้และกระตุ้นการบริโภคผลไม้ไทย เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรทั่วประเทศ ด้าน นางวารุณี เร่งสำประทวน ผู้จัดการศูนย์การค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า กล่าวว่า เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า มีความยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเกษตรกรไทยและขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยได้จัดสรรพื้นที่บริเวณลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ซึ่งเป็นพื้นที่ศักยภาพและเป็นจุดที่ได้รับความสนใจจากลูกค้าจำนวนมาก ให้เกษตรกรจากทั่วประเทศได้นำผลไม้คุณภาพมาจำหน่ายโดยตรงถึงผู้บริโภค “เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการเชื่อมโยงผลผลิตจากสวนสู่ผู้บริโภค ช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้เกษตรกร และเปิดโอกาสให้ประชาชนในกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียงได้เลือกซื้อผลไม้สดใหม่ คุณภาพดี ส่งตรงจากแหล่งผลิตในราคาที่เป็นธรรม ซึ่งนอกจากจะช่วยสนับสนุนเกษตรกรไทยแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายและสร้างความคึกคักทางเศรษฐกิจอีกทางหนึ่งด้วย” นางวารุณีกล่าว สำหรับไฮไลต์สำคัญของงาน ได้แก่ บุฟเฟ่ต์ทุเรียนและผลไม้พรีเมียมจากไร่ศรีทองคำ จังหวัดจันทบุรี ในราคาท่านละ 699 บาท วันละ 2 รอบ เวลา 13.30 น. และ 17.30 น. รวมถึงการจำหน่ายทุเรียนสายพันธุ์เด่นจากแหล่งผลิตสำคัญทั่วประเทศ อาทิ ทุเรียนก้านยาว จังหวัดชุมพร ทุเรียนภูเขาไฟ จังหวัดศรีสะเกษ และทุเรียนหลงลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ มังคุดเบอร์ดำจากจันทบุรี บรรจุตะกร้าละ 3 กก. ราคา 99 บาท เงาะโรงเรียนจากตราด บรรจุตะกร้าละ 2.5 กก. ราคา 99 บาท ให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อและลิ้มลองในที่เดียว นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังได้เชื่อมโยงมะม่วงแฟนซีจากภาคเหนือ ได้แก่ พันธุ์แดงจักรพรรดิ R2E2 ปาล์มเบอร์ จีนหงส์ มหาชนก จากอำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน มาจำหน่ายในราคาพิเศษเพียงกิโลกรัมละ 20 บาท และนาทีทองถุงละ 69 บาท วันละ 1 รอบ เพื่อช่วยกระจายผลผลิตจากแหล่งผลิตโดยตรง หลังจากปีนี้มีผลผลิตออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก โดยเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงยอมรับว่า การที่กรมการค้าภายในเชื่อมโยงห้างค้าส่งค้าปลีกเข้ามาช่วยรับซื้อและเปิดพื้นที่จำหน่าย ส่งผลให้ราคามะม่วงในพื้นที่ปรับตัวดีขึ้น และช่วยเพิ่มโอกาสในการระบายผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ กรมการค้าภายในขอเชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนผลไม้ไทยคุณภาพ ชิมทุเรียนและผลไม้เด่นจากทั่วประเทศ ภายในงาน “Thailand Tropical Fruit Fiesta” ระหว่างวันที่ 6–12 มิถุนายน 2569 ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า เวลา 10.00–21.00 น. โดยคาดว่าการจัดงานครั้งนี้จะสามารถจำหน่ายผลไม้ได้ไม่น้อยกว่า 100 ตัน คิดเป็นมูลค่าทางการค้ากว่า 10 ล้านบาท สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทย พร้อมช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 158/2569 พาณิชย์ลุยบริหารจัดการผลไม้ปี 69 ดึงตลาดกลาง–ตลาดสดทั่วประเทศดูดซับผลผลิต หนุนรายได้เกษตรกร (6 มิถุนายน 2569)
กรมการค้าภายใน ร่วมกับตลาดไท ขับเคลื่อนแคมเปญ “Thailand : The Land of Tropical Fruits 2026” รณรงค์บริโภคผลไม้ไทยทั่วประเทศ พร้อมผลักดัน “ผลไม้ซูเปอร์จิ๋ว” ทางเลือกใหม่ที่เน้นคุณภาพ รสชาติดี และคุ้มค่า เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตของเกษตรกร ควบคู่การใช้กลไกตลาดกลาง ตลาดสด ตลาดต้องชม และลานประมูลผลไม้ในการกระจายผลผลิตและยกระดับราคา เชิญชวนประชาชนอุดหนุนผลไม้ไทยและเลือกใช้เป็นกระเช้าของขวัญแทนผลไม้นำเข้า 6 มิถุนายน 2569 นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า การดำเนินงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนบริหารจัดการผลไม้ ปี 2569 ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในติดตามสถานการณ์ผลผลิตและวางมาตรการรองรับอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การบริหารจัดการผลไม้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสร้างความมั่นใจให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ทั่วประเทศ อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ปีนี้ผลไม้หลายชนิดมีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นจากปีก่อน โดยบางชนิดเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 30 กรมการค้าภายในจึงเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อรองรับผลผลิตที่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่มะพร้าวน้ำหอมในช่วงต้นปี ต่อเนื่องสู่มะม่วง และผลไม้ฤดูกาลสำคัญในปัจจุบัน ได้แก่ ทุเรียน มังคุด และเงาะ เพื่อป้องกันปัญหาผลผลิตกระจุกตัวและรักษาเสถียรภาพด้านราคาให้แก่เกษตรกร หนึ่งในมาตรการสำคัญที่ดำเนินการตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ คือการจัดตั้ง ล้งชุมชนมะพร้าวจังหวัดราชบุรี ซึ่งช่วยยกระดับราคามะพร้าวหน้าสวนให้ปรับตัวดีขึ้น ปัจจุบันเกษตรกรสามารถจำหน่ายมะพร้าวได้ในราคาเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 15 บาทต่อลูก ขณะเดียวกัน กรมการค้าภายในยังได้จัดตั้งลานประมูลมังคุดจังหวัดจันทบุรีสำเร็จเป็นแห่งแรก เพื่อสร้างกลไกการแข่งขันด้านราคา เพิ่มอำนาจการต่อรองให้แก่เกษตรกร และช่วยให้การซื้อขายเป็นไปตามคุณภาพของสินค้าอย่างแท้จริง ส่งผลให้เกษตรกรได้รับราคาที่เป็นธรรมมากขึ้น โดยมีแผนขยายผลไปยังจังหวัดนครศรีธรรมราชในระยะต่อไป นายวิทยากร กล่าวว่า สำหรับปี 2569 กรมการค้าภายในมีเป้าหมายบริหารจัดการผลไม้ภายในประเทศกว่า 1 ล้านตัน จากปริมาณผลผลิตรวมกว่า 6 ล้านตัน โดยใช้กลไกตลาดกลาง ตลาดสด ตลาดต้องชม ห้างค้าปลีกค้าส่ง และผู้ประกอบการรายใหญ่เป็นช่องทางสำคัญในการดูดซับผลผลิต ซึ่งตลาดไทถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของประเทศในการรวบรวมและกระจายผลไม้ไทยสู่ตลาดทั่วประเทศ โดยตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงปัจจุบัน สามารถช่วยดูดซับผลผลิตผลไม้ได้แล้วกว่า 500,000 ตัน และยังคงเดินหน้ารับซื้อและกระจายผลผลิตอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผลไม้ออกสู่ตลาดมากที่สุด สำหรับกิจกรรมที่จัดขึ้น ณ ตลาดไท ซึ่งเป็นศูนย์กลางค้าส่งสินค้าเกษตรและผลไม้ที่สำคัญของประเทศ กรมการค้าภายในได้ร่วมกับผู้ประกอบการรวบรวมผลไม้คุณภาพจากแหล่งผลิตทั่วประเทศมาจำหน่าย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายสินค้า ลดขั้นตอนทางการตลาด และเปิดโอกาสให้ผู้ค้า ร้านค้าปลีก ผู้ประกอบการธุรกิจอาหาร โรงแรม ร้านอาหาร รวมถึงประชาชนทั่วไป สามารถเข้าถึงผลไม้คุณภาพในราคาที่เหมาะสม พร้อมรองรับนโยบาย “ไทยช่วยไทย พลัส” ของรัฐบาล ที่มุ่งส่งเสริมการบริโภคสินค้าไทยและเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการและเกษตรกรไทย ภายในงานมีการจำหน่ายผลไม้หลากหลายชนิด ทั้งทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง ลิ้นจี่ และผลไม้ตามฤดูกาลจากแหล่งผลิตทั่วประเทศ ทั้งในรูปแบบค้าส่งและค้าปลีก พร้อมกิจกรรมส่งเสริมการบริโภคและการตลาด อาทิ การชิมผลไม้ไทยคุณภาพ การสาธิตเมนูและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผลไม้ไทย กิจกรรม “ชิม แชะ แชร์” และโปรโมชันพิเศษจากผู้ประกอบการภายในตลาด เพื่อสร้างบรรยากาศการเลือกซื้อผลไม้ไทยและกระตุ้นให้เกิดการบริโภคในวงกว้างมากยิ่งขึ้น นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า อีกหนึ่งมาตรการที่ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี คือการส่งเสริมการจำหน่ายผลไม้ขนาดเล็กหรือ “ผลไม้ซูเปอร์จิ๋ว” เช่น ทุเรียนลูกเล็กและมังคุดลูกเล็ก ซึ่งในอดีตมักถูกมองว่าเป็นผลผลิตที่มีมูลค่าต่ำและประสบปัญหาราคาตกต่ำ แต่ปัจจุบันได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาปรับตัวดีขึ้นและช่วยสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกร โดยกรมฯ จะร่วมกับตลาดไทและตลาดกลางทั่วประเทศขยายช่องทางการจำหน่ายผลไม้กลุ่มดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของเงาะ ซึ่งได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและความต้องการนำเข้าของตลาดเวียดนามที่ชะลอตัวลง กรมการค้าภายในได้เร่งเชื่อมโยงผู้ซื้อผ่านตลาดกลาง ตลาดสด ห้างค้าปลีกค้าส่ง และโมเดิร์นเทรด เข้ารับซื้อผลผลิตจากสวนโดยตรง เพื่อช่วยระบายผลผลิตและลดผลกระทบต่อเกษตรกร ซึ่งขณะนี้สถานการณ์เริ่มคลี่คลายและราคาหน้าสวนมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ นอกจากกิจกรรมส่งเสริมการบริโภคผลไม้ไทยที่ตลาดไทในครั้งนี้แล้ว กรมการค้าภายในยังเตรียมจัดกิจกรรมรณรงค์และส่งเสริมการจำหน่ายผลไม้ไทยภายใต้แคมเปญ “Thailand : The Land of Tropical Fruits 2026” ร่วมกับตลาดกลาง ตลาดสด และตลาดต้องชมในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ เพิ่มช่องทางการตลาด และเร่งกระจายผลผลิตผลไม้ไทยสู่ผู้บริโภค นายวิทยากร กล่าวเชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนผลไม้ไทยคุณภาพ โดยสามารถเลือกซื้อเพื่อบริโภคในครัวเรือน หรือเลือกใช้ผลไม้ไทยจัดเป็นกระเช้าของขวัญและของฝากแทนผลไม้นำเข้า เพื่อร่วมสนับสนุนเกษตรกรไทยที่ตั้งใจผลิตผลไม้คุณภาพออกสู่ตลาด และช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ พร้อมติดตามรายละเอียดกิจกรรม ข่าวสาร และความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ได้ทางเพจ Facebook กรมการค้าภายใน DIT หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 157/2569 “พาณิชย์” เปิดลานประมูลมังคุดจันทบุรี สร้างอำนาจต่อรองเกษตรกร ขายได้ราคาตามคุณภาพ (6 มิถุนายน 2569)
กรมการค้าภายใน ดำเนินการตามข้อสั่งการของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ภายหลังลงพื้นที่พบปะเกษตรกรและผู้ค้าผลไม้จังหวัดจันทบุรี เดินหน้าจัดตั้งลานประมูลมังคุด สร้างกลไกตลาดโปร่งใส เพิ่มการแข่งขันด้านราคา และเปิดโอกาสให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ตามคุณภาพ นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในให้ความสำคัญกับการพัฒนากลไกการตลาดผลไม้ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการจำหน่ายผลผลิตให้แก่เกษตรกร และส่งเสริมให้การซื้อขายสะท้อนคุณภาพของผลผลิตได้อย่างเหมาะสม อันจะช่วยสร้างอำนาจต่อรองและเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรมากยิ่งขึ้น กรมการค้าภายในจึงผลักดันการจัดตั้ง “ลานประมูลผลไม้” จังหวัดจันทบุรี โดยนำร่องด้วย “มังคุด” เป็นผลไม้ชนิดแรก เพื่อสร้างกลไกตลาดทางเลือกที่เปิดโอกาสให้ผู้รับซื้อหลายรายเข้ามาแข่งขันเสนอราคาอย่างโปร่งใส ทำให้การซื้อขายอ้างอิงตามคุณภาพของผลผลิตมากขึ้น เกษตรกรได้รับราคาที่เป็นธรรม ขณะที่ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงผลผลิตคุณภาพจากแหล่งผลิตโดยตรง นายจิรวุฒิ ยังกล่าวอีกว่า กรมการค้าภายในได้บูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดจันทบุรี และสหกรณ์การเกษตรเมืองจันทบุรี จำกัด จัดตั้ง “ลานประมูลผลไม้” เพื่อเป็นจุดกลางในการรวบรวม ซื้อขาย ชั่งน้ำหนัก และตรวจสอบคุณภาพผลผลิตอย่างโปร่งใส โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2569 และเปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ณ สหกรณ์การเกษตรเมืองจันทบุรี จำกัด การดำเนินงานดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับโครงสร้างการตลาดสินค้าเกษตรและแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยภายหลังการลงพื้นที่พบปะเกษตรกร ผู้ประกอบการค้า และผู้รวบรวมผลไม้ในจังหวัดจันทบุรี ได้มีข้อสั่งการให้เร่งส่งเสริมระบบตลาดกลางและตลาดประมูลผลไม้ เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาด สร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม และลดข้อจำกัดด้านการกำหนดราคาที่เกษตรกรเผชิญอยู่ในปัจจุบัน จนนำมาสู่การจัดตั้งลานประมูลผลไม้จังหวัดจันทบุรีในครั้งนี้ “หัวใจสำคัญของลานประมูลผลไม้ คือ การทำให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรมตามคุณภาพจริงของผลผลิต ผลไม้คุณภาพดีต้องมีโอกาสจำหน่ายได้ในราคาที่เหมาะสม ผู้รับซื้อแข่งขันกันด้วยราคา ขณะที่เกษตรกรก็มีแรงจูงใจในการพัฒนาคุณภาพผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้น” นายจิรวุฒิ กล่าว สำหรับจังหวัดจันทบุรีถือเป็นแหล่งผลิตมังคุดสำคัญของประเทศ มีเกษตรกรผู้ปลูกมังคุดกว่า 18,815 ครัวเรือน โดยในปี 2569 คาดว่าจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดสูงสุดในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมถึงต้นเดือนมิถุนายน ปริมาณกว่า 52,000 ตัน การมีช่องทางตลาดเพิ่มเติมจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยรองรับผลผลิต ป้องกันปัญหาการกระจุกตัวของสินค้า และช่วยรักษาเสถียรภาพด้านราคาให้กับเกษตรกร นายจิรวุฒิ กล่าวว่า จากข้อมูลการดำเนินงานเบื้องต้น ลานประมูลผลไม้มีปริมาณการซื้อขายสะสมแล้วคิดเป็นมูลค่ารวม 642,360 บาท สะท้อนให้เห็นว่าระบบประมูลสามารถทำหน้าที่เป็นตลาดกลางที่มีประสิทธิภาพ เปิดโอกาสให้เกษตรกรนำผลผลิตมาจำหน่ายได้โดยตรง และช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงผลผลิตคุณภาพจากเกษตรกรในพื้นที่ได้มากขึ้น “กรมการค้าภายในจะใช้รูปแบบลานประมูลผลไม้เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาระบบการตลาดผลไม้ของประเทศ โดยจะติดตามและประเมินผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านปริมาณการซื้อขาย ราคาที่เกษตรกรได้รับ และความพึงพอใจของทุกภาคส่วน พร้อมพิจารณาขยายรูปแบบดังกล่าวไปยังผลไม้ชนิดอื่น รวมถึงมังคุดภาคใต้ ซึ่งมีแผนดำเนินการในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชในระยะต่อไป เพื่อให้เกษตรกรมีช่องทางการตลาดที่หลากหลาย เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม และได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับคุณภาพผลผลิตของตนเอง” นายจิรวุฒิ กล่าว
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ