ข่าวเลขที่ 192/2569 “ศุภจี” นำทูต 13 ประเทศลุยสวนทุเรียนใต้ ชู “Thailand: The Land of Tropical Fruits” ชิม 9 สายพันธุ์ เจาะตลาด–สร้างดีมานด์ใหม่ ต่อยอด Fruit Tourism กระตุ้นบริโภค–เพิ่มยอดค้าผลไม้ไทย (9 สิงหาคม 2569)
วันที่ 9 สิงหาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี นำคณะเอกอัครราชทูตและผู้แทนจาก 13 ประเทศ ได้แก่ เบลเยียม กัวเตมาลา คาซัคสถาน เคนยา บังกลาเทศ สาธารณรัฐเกาหลี อาเซอร์ไบจาน มัลดีฟส์ ฮังการี คิวบา อิตาลี ศรีลังกา และเวเนซุเอลา เยี่ยมชมแหล่งผลิตผลไม้คุณภาพของภาคใต้ ภายใต้กิจกรรม “Thailand: The Land of Tropical Fruits” เพื่อให้คณะทูตได้สัมผัสคุณภาพ รสชาติ และความหลากหลายของผลไม้ไทยจากแหล่งผลิตจริง พร้อมเชื่อมโยง “ผลไม้–การค้า–การท่องเที่ยว” ผ่านแนวคิด “Fruit Tourism” โดยมีนายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี คณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกิจกรรม กระทรวงพาณิชย์ใช้เครือข่ายทางการทูตเป็นกลไกสร้างการรับรู้และขยายตลาดผลไม้ไทย โดยเปิดโอกาสให้คณะทูตได้ “เห็น–ชิม–สัมผัส” ผลไม้จากแหล่งผลิตจริง ก่อนนำประสบการณ์กลับไปถ่ายทอดต่อยังประเทศของตนเอง ทั้งนี้ ประเทศเป้าหมายทั้ง 13 ประเทศมีศักยภาพ และมีนักท่องเที่ยวเดินทางมายังประเทศไทยรวมกว่า 5.26 ล้านคน จึงเป็นโอกาสในการเชื่อมโยง “การท่องเที่ยว–การบริโภค–การค้า” โดยมุ่งหวังให้คณะทูตเป็น “ผู้บอกต่อผลไม้ไทย” ไปยังนักท่องเที่ยว ผู้บริโภค และผู้ซื้อในประเทศของตน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและนำไปสู่การสร้างดีมานด์ใหม่และตลาดใหม่ให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการไทย นางศุภจี กล่าวว่า การนำคณะทูตลงพื้นที่ครั้งนี้ ต้องการเปิดประสบการณ์ให้ผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ ได้รู้จักผลไม้ไทยจากพื้นที่จริง โดยเมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา กรมการค้าภายในได้นำคณะทูตเยี่ยมชมแหล่งผลิตในจังหวัดนครศรีธรรมราช และวันนี้ได้มาที่สวนลุงโหน่ง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งรวบรวมทุเรียนหลากหลายสายพันธุ์จากภาคใต้ ให้คณะทูตได้ชิม เปรียบเทียบรสชาติ และให้คะแนนความชื่นชอบ เพื่อนำข้อมูลไปประกอบการวางแผนทำตลาดส่งออกให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคแต่ละประเทศ “ทุเรียนไทยมีความพิเศษและมีความหลากหลายอย่างยิ่ง วันนี้เราไม่ได้ต้องการให้ท่านทูตรู้จักเพียงว่าประเทศไทยมีทุเรียน แต่ต้องการให้รู้ว่าทุเรียนแต่ละสายพันธุ์มีรสชาติและเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน และนำข้อมูลว่าผู้บริโภคในแต่ละประเทศชื่นชอบรสชาติแบบใด ไปใช้ในการทำตลาดให้ตรงกับความต้องการ” นางศุภจี กล่าว นางศุภจี กล่าวว่า ปัจจุบันการส่งออกทุเรียนสดของไทยยังพึ่งพาตลาดจีนมากกว่า 90% จึงมีโอกาสอีกมากในการเปิดตลาดใหม่ โดยเฉพาะตลาดศักยภาพในยุโรป เอเชียใต้ กลุ่มประเทศ CIS ลาตินอเมริกา และแอฟริกา การนำคณะทูตมาสัมผัสผลไม้ไทยถึงแหล่งผลิต จึงเป็นการใช้เครือข่ายทางการทูตช่วยเปิดตลาด สร้างความเข้าใจ และต่อยอดไปยังผู้นำเข้า ผู้ค้า ผู้บริโภค และภาคธุรกิจในประเทศต่าง ๆ พร้อมกันนี้ กระทรวงพาณิชย์ต้องการยกระดับการทำตลาดจากการขายตาม “ขนาด” ไปสู่การสร้าง “อัตลักษณ์” ของผลไม้แต่ละสายพันธุ์และแต่ละพื้นที่ โดยใช้ระบบสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ช่วยสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่า เพราะแม้เป็นทุเรียนหมอนทองเหมือนกัน แต่หมอนทองจากสุราษฎร์ธานี ยะลา จันทบุรี ระยอง หรือนนทบุรี ก็มีความแตกต่างด้านรสชาติและคุณลักษณะ “ทุเรียนไม่ได้วัดความอร่อยกันที่ไซส์เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การดูแลสายพันธุ์ คุณภาพตั้งแต่ต้นทางจนถึงการเก็บเกี่ยว และการดูแลระหว่างการขนส่ง เราต้องช่วยกันทำให้ตลาดทุเรียนไทยมีความโดดเด่นและแตกต่างจากประเทศอื่น” นางศุภจี กล่าว สำหรับสถานการณ์ปีนี้ ประเทศไทยสามารถส่งออกทุเรียนแล้วกว่า 1.1 ล้านตัน มูลค่าประมาณ 127,000 ล้านบาท ขณะที่ผลผลิตทุเรียนภาคใต้อยู่ในช่วงโค้งสุดท้าย เหลือประมาณ 20–30% ของฤดูกาล กระทรวงพาณิชย์จะร่วมมือทุกภาคส่วนเร่งบริหารจัดการผลผลิตที่เหลือให้สามารถจำหน่ายได้ตลอดฤดูกาล ในราคาที่เกษตรกรพึงพอใจ พร้อมเดินหน้ากระจายตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่ม นางศุภจี กล่าวว่า ระยะกลางและระยะยาวต้องวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับตลาด ทั้งการเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสม การทำตลาดล่วงหน้า การกระจายช่วงเวลาผลผลิต และการส่งเสริมการแปรรูป เพื่อบริหารความเสี่ยงจากสภาพอากาศและลดความเสี่ยงด้านราคา รวมถึงส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทุกส่วนของทุเรียน เช่น การนำเปลือกไปพัฒนาเป็นปุ๋ย พร้อมเดินหน้าทำ “โซนนิ่ง” ให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ เพื่อไม่ให้ผลผลิตกระจุกตัวในช่วงเวลาเดียวกันจนเกิดภาวะอุปทานสูงและกระทบต่อราคา โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางแผนการผลิตให้มีตลาดรองรับ สำหรับกิจกรรมที่สวนลุงโหน่ง อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งบริหารงานโดยนายศิริ เฮ่าสกุล หรือ “นายกโหน่ง” นายกสมาคมทุเรียนใต้ มีพื้นที่กว่า 40 ไร่ และรวบรวมทุเรียนมากถึง 43 สายพันธุ์ คณะทูตได้ชิมทุเรียน 9 สายพันธุ์ ได้แก่ ในวงระนอง บางนรา พระยารัษฎา หมอนทอง ไข่มุกเบตง ยาวลิ้นจี่ ทองย้อยฉัตร ก้านยาว และหมอนทองสะเด็ดน้ำ พร้อมชิมผลไม้ภาคใต้อื่น ๆ อาทิ สละ มังคุด และลองกอง เพื่อเปรียบเทียบความชื่นชอบและรสนิยมของผู้บริโภคจากแต่ละประเทศ นอกจากนี้ นางศุภจีและคณะทูตยังได้ร่วมกันปลูก “ทุเรียนแห่งมิตรภาพ” หรือ “Tree of Friendship” จำนวน 1 ต้น เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับมิตรประเทศ โดยคาดว่าจะให้ผลผลิตในอีกประมาณ 3 ปี ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งเหตุผลให้คณะทูตและผู้มาเยือนกลับมาประเทศไทย เพื่อติดตามการเติบโตของต้นทุเรียนและผลผลิต นางศุภจี กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพียงการส่งเสริมการขายผลไม้ แต่ต้องการเชื่อมโยง “ผลไม้–การค้า–การท่องเที่ยว” ผ่านแนวคิด Fruit Tourism โดยกระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการจัดทำ “ปฏิทินผลไม้ภาคใต้” ให้เห็นว่าแต่ละช่วงเวลาของปี จังหวัดใดมีผลไม้อะไรออกสู่ตลาด เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถวางแผนเดินทางไปสัมผัสผลไม้ในแหล่งผลิตจริง ควบคู่กับการเรียนรู้วิถีชีวิต วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น “เราอยากให้ท่านทูตเข้าใจว่าแต่ละจังหวัดในภาคใต้มีอะไรน่าสนใจ และทำปฏิทินทั้งปีว่าช่วงไหนมีผลไม้อะไรออก เมื่อคนชอบผลไม้อะไรก็สามารถเดินทางไปจังหวัดนั้นได้ เป็นการโปรโมตการท่องเที่ยวเชิงผลไม้ไปพร้อมกัน” นางศุภจี กล่าว นอกจากสวนทุเรียนแล้ว คณะทูตยังได้เยี่ยมชมสวนมะพร้าวลุงสงค์ อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เรียนรู้การแปรรูปมะพร้าวเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม อาทิ น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น สบู่ เทียน ผงสครับ โลชั่น และเซรั่มจากมะพร้าว พร้อมชิมผลิตภัณฑ์และผลไม้ท้องถิ่น โดยกระทรวงพาณิชย์มุ่งสร้างดีมานด์ใหม่ให้กับมะพร้าวและผลิตภัณฑ์แปรรูป ลดการพึ่งพาตลาดเดิม และเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์มุ่งขับเคลื่อน “Thailand: The Land of Tropical Fruits” ให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในแหล่งผลไม้คุณภาพของโลก โดยใช้เครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นกลไกสร้างตลาดใหม่ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพ สร้างความแตกต่างด้วยสายพันธุ์และ GI ส่งเสริมการแปรรูป และเชื่อมโยงการค้าเข้ากับการท่องเที่ยว เพื่อให้ผลไม้ไทยไม่เพียงเป็นสินค้าตามฤดูกาล แต่เป็นสินค้าที่ผู้บริโภคทั่วโลกรอคอย และเป็นแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาสัมผัสผลไม้ไทยถึงแหล่งผลิต จาก “ผู้มาเยือน” สู่ “ผู้บอกต่อ” จาก “ประสบการณ์” สู่ “ดีมานด์” และจาก “ดีมานด์” สู่ “ตลาดใหม่” คือเป้าหมายสำคัญของการใช้การทูตเชื่อมโยงผลไม้ไทยกับการท่องเที่ยวและการค้า อันจะนำไปสู่การสร้างรายได้เพิ่มขึ้นแก่เกษตรกร ชุมชน และเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 191/2569 “พาณิชย์” เตรียมเปิดจุดขาย “ไข่ไก่ไทยช่วยไทย” ราคาประหยัดทั่วประเทศ 3.42 ล้านฟอง ถูกกว่าท้องตลาดประมาณ 10% ยืนยันไข่ไก่ไม่ขาดตลาด
กรมการค้าภายใน เตรียมเปิดจุดจำหน่ายไข่ไก่ไทยช่วยไทยทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 13 – 31 สิงหาคม 2569 ตั้งเป้ากระจาย 3.42 ล้านฟอง ราคาถูกกว่าท้องตลาดประมาณ 10% เพื่อเพิ่มทางเลือกและช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน พร้อมยืนยันไข่ไก่ยังไม่ขาดตลาด แม้ผลผลิตช่วงนี้ลดลงจากระดับปกติ นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากกรณีเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ประกาศปรับราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มจาก 3.80 บาท เป็น 4.00 บาทต่อฟอง หรือเพิ่มขึ้น 20 สตางค์ต่อฟอง มีผลตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2569 กรมการค้าภายในได้เตรียมมาตรการเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนสามารถซื้อไข่ไก่ไทยช่วยไทย โดยประสานสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศจัดจุดจำหน่ายไข่ไก่ไทยช่วยไทยในพื้นที่ ตั้งแต่วันที่ 13 -31 สิงหาคม 2569 สำหรับต่างจังหวัด สำนักงานพาณิชย์จังหวัดจะกระจายไข่ไก่ไทยช่วยไทยผ่านจุดจำหน่ายครอบคลุม 76 จังหวัด ส่วนกรุงเทพมหานครจะจัดจำหน่ายผ่านกิจกรรมธงฟ้าในพื้นที่ชุมชน โดยนำไข่ไก่มาจำหน่ายในราคาถูกกว่าท้องตลาดประมาณ 10% ตั้งเป้ากระจายรวม 3.42 ล้านฟองทั่วประเทศ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มทางเลือกในการซื้อสินค้าให้กับประชาชน นอกจากไข่ไก่ไทยช่วยไทยแล้ว ในจุดจำหน่ายธงฟ้ายังมีสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น อาทิ ข้าวสาร น้ำมันพืช และสินค้าอื่น ๆ จำหน่ายในราคาประหยัดด้วย นายวิทยากร กล่าวว่า สถานการณ์ไข่ไก่ในปัจจุบันเป็นภาวะที่ปริมาณผลผลิตลดลงจากระดับปกติ แต่ไม่ได้อยู่ในภาวะขาดตลาด โดยข้อมูลเดือนสิงหาคม 2569 มีไก่ไข่ยืนกรงประมาณ 53.85 ล้านตัว คาดว่าจะมีผลผลิตไข่ไก่ประมาณ 43.35 ล้านฟองต่อวัน หรือลดลงประมาณ 3% จากค่ามาตรฐาน จึงทำให้ปริมาณไข่ไก่ในระบบมีน้อยลงกว่าช่วงปกติ และส่งผลต่อระดับราคาในช่วงนี้ “ขณะนี้ไข่ไก่ยังมีเพียงพอสำหรับการบริโภค เพียงแต่ปริมาณผลผลิตลดลงจากระดับปกติ กรมจึงเพิ่มช่องทางจำหน่ายไข่ไก่ไทยช่วยไทยเพื่อช่วยประชาชนในช่วงที่ราคาปรับสูงขึ้น ควบคู่กับการติดตามปริมาณและราคาในทุกระดับการค้า” นายวิทยากร กล่าว ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้ประสานกรมปศุสัตว์เพื่อหารือแนวทางเพิ่มปริมาณไข่ไก่เข้าสู่ระบบให้มากขึ้น รวมทั้งติดตามสถานการณ์การผลิตและการจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ปริมาณสินค้าเพียงพอกับความต้องการบริโภค และให้ราคาในแต่ละระดับการค้ามีความสอดคล้องกับต้นทุนและสถานการณ์ตลาด อย่างไรก็ตาม หากพบผู้ค้ารายใดมีพฤติกรรมการจำหน่ายในราคาสูงเกินสมควร สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หากพบการกระทำผิด จะมีความผิดตามมาตรา 29 พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 มีโทษปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 190/2569 กรมการค้าภายใน ยกระดับมาตรฐานหัวจ่ายน้ำมัน มอบป้าย “สีทอง” สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดินหน้าขยายสถานีบริการมาตรฐานทั่วประเทศ (5 สิงหาคม 2569)
กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้ายกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลมาตรวัดปริมาตรน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง มอบป้ายสัญลักษณ์ "หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน (Fuel Dispenser Verified) ระดับสีทอง" ให้แก่สถานีบริการน้ำมันที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานของกรมการค้าภายใน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่าได้รับน้ำมันเชื้อเพลิงครบถ้วน ถูกต้อง และเป็นธรรม พร้อมเร่งผลักดันให้สถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศยกระดับสู่การได้รับป้ายสีทองเพิ่มขึ้น นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังร่วมตรวจสอบมาตรวัดปริมาตร น้ำมันเชื้อเพลิง และมอบป้ายสัญลักษณ์ “โครงการหัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน (Fuel Dispenser Verified)” สีทอง ให้กับสถานีบริการน้ำมันซัสโก้ สถานีบริการน้ำมันพีที และสถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์ เพียวไทย กรมการค้าภายใน ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค และการสร้างมาตรฐานการให้บริการของสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้รับน้ำมันเชื้อเพลิงครบปริมาณตามที่ชำระเงิน และได้รับความเป็นธรรมทุกครั้งที่เข้ารับบริการ สำหรับป้ายสัญลักษณ์ “สีทอง” ถือเป็นระดับสูงสุดของโครงการฯ ที่มอบให้แก่สถานีบริการน้ำมันที่สามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ได้อย่างถูกต้องครบถ้วนต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 2 ปี โดยสถานีบริการที่ได้รับป้ายดังกล่าวจะต้องมีการทดสอบหัวจ่ายน้ำมันอย่างสม่ำเสมอ มีถังตวง 5 ลิตรที่ผ่านการสอบเทียบตามระยะเวลาที่กำหนด และมีพนักงานที่ผ่านการอบรมการทดสอบน้ำมันจากกรมการค้าภายใน สะท้อนถึงความพร้อมของสถานีบริการในการดูแลมาตรฐานหัวจ่ายน้ำมันด้วยตนเอง ควบคู่กับการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ชั่งตวงวัด นางสาวญาณี กล่าวว่า โครงการ "หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน (Fuel Dispenser Verified)" เป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและผู้ประกอบการค้าน้ำมัน เพื่อยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลหัวจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง โดยส่งเสริมให้สถานีบริการมีระบบตรวจสอบคุณภาพด้วยตนเองควบคู่กับการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ ชั่งตวงวัด ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนผู้ใช้บริการอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ มีผู้ประกอบการค้าน้ำมันเข้าร่วมโครงการรวม 12 บริษัท ได้แก่ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท.บริหารธุรกิจค้าปลีก จำกัด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน) บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไซโนเปค ซัสโก้ จำกัด บริษัท สตาร์ ฟูเอลส์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด บริษัท เพียวพลังงานไทย จำกัด บริษัท พี โอ ออยล์ จำกัด และบริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ปัจจุบัน มีสถานีบริการน้ำมันแบรนด์หลักทั่วประเทศสมัครเข้าร่วมโครงการ 7,092 สถานี จากจำนวนสถานีบริการน้ำมันแบรนด์หลักทั้งหมด 8,234 สถานี คิดเป็น 86.13% โดยแบ่งเป็นสถานีที่ได้รับป้ายสัญลักษณ์สีน้ำเงิน 2,088 สถานี ป้ายสีเงิน 4,073 สถานี และป้ายสีทอง 931 สถานี สะท้อนถึงความร่วมมือของผู้ประกอบการในการยกระดับมาตรฐานการให้บริการอย่างเป็นรูปธรรม การได้รับป้ายสัญลักษณ์แต่ละระดับไม่ได้เกิดขึ้นจากการสมัครเพียงอย่างเดียว แต่สถานีบริการจะต้องผ่านหลักเกณฑ์ที่กรมการค้าภายในกำหนด อาทิ การรายงานผลการทดสอบหัวจ่ายอย่างสม่ำเสมอ การมีถังตวงมาตรฐานที่ผ่านการสอบเทียบ การมีพนักงานที่ผ่านการฝึกอบรมจากกรมการค้าภายใน รวมถึงต้องไม่กระทำผิดกฎหมายชั่งตวงวัด หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขจะถูกเพิกถอนสิทธิการเข้าร่วมโครงการทันที “กรมการค้าภายในตั้งเป้าหมายให้ภายในปี 2569 มีสถานีบริการที่ได้รับป้ายสีทองประมาณ 700 สถานี และภายในปี 2570 จะขยายจำนวนสถานีบริการที่ได้รับป้ายสีทองให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรฐานสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค และเพิ่มประสิทธิภาพการคุ้มครองประชาชนให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ทั้งนี้ กรมการค้าภายในจะยังคงกำกับดูแล ตรวจสอบ และส่งเสริมให้สถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศรักษามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง” นางสาวญาณี กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 189/2569 คึกคัก “กรมการค้าภายใน” ยกทัพสินค้าลดกว่า 60% จัดงานไทยช่วยไทยลดค่าครองชีพ จังหวัดอุดรธานี 3 วัน คาดยอดสะพัดกว่า 10 ล้านบาท ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายประชาชนกว่า 3.5 ล้านบาท (1 สิงหาคม 2569)
วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม 2569 จังหวัดอุดรธานี นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ที่มุ่งดูแลค่าครองชีพของประชาชน ภายหลังประเทศไทยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะต้นทุนด้านพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น จนเกิดเป็นภาวะ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” จึงได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในเร่งดำเนินมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ผ่านการจัดงาน “ไทยช่วยไทย ลดค่าครองชีพ” ซึ่งคาดว่าจะมียอดจำหน่ายตลอดการจัดงาน 3 วันกว่า 10 ล้านบาท และสามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้กว่า 3.5 ล้านบาท กรมการค้าภายในจึงจัดงานจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด ณ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี โดยรวบรวมผู้ประกอบการกว่า 200 คูหา นำสินค้าคุณภาพดีจากผู้ผลิตมาจำหน่ายในราคาพิเศษ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน พร้อมประสานผู้ผลิตโดยตรงให้นำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นมาจำหน่าย อาทิ ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำตาลทราย และน้ำมันพืช พร้อมจัดโปรโมชั่นราคาพิเศษตลอดการจัดงานระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม 2569 ณ สนามทุ่งศรีเมืองอุดรธานี อ.เมือง จ.อุดรธานี โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิต/กลุ่มเกษตรกร/กลุ่มวิสาหกิจชุมชน เครือข่ายธุรกิจ ผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย (SMEs) นำสินค้าอุปโภคบริโภคมาจำหน่ายรวม 10 หมวด กว่า 1,000 รายการ ลดสูงสุด 60% อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ซอสปรุงรส น้ำยาซักผ้า ของใช้ประจำวัน เครื่องครัว เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องแต่งกาย สินค้าชุมชน เป็นต้น นายวิทยากร กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังเป็นเวทีเชื่อมโยงตลาดให้กับสินค้าเกษตรจากทั่วประเทศ โดยนำผลผลิตที่กำลังต้องการขยายช่องทางการตลาดมาจำหน่ายให้ประชาชนโดยตรง ได้แก่ เงาะและมังคุดจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี มะม่วงโชคอนันต์จากจังหวัดสุโขทัย แก้วมังกรจากจังหวัดเลย และมะพร้าวน้ำหอมจากจังหวัดราชบุรี รวมถึงเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน สินค้า OTOP และ SMEs ได้นำสินค้ามาจัดแสดงและจำหน่าย เพื่อสร้างรายได้และเพิ่มโอกาสทางการตลาด สินค้าไฮไลท์และผลไม้ที่เชื่อมโยงจากกลุ่มเกษตรกร ในราคาพิเศษทุกวันอาทิ ไข่ไก่เบอร์ M แผงละ 85 บาท น้ำตาลทราย กิโลกรัมละ 20 บาท น้ำมันพืชปาล์ม ขวดละ 40 บาท ข้าวหอมมะลิ (5 กก.) ถุงละ 120 บาท นอกจากนั้น ยังเชื่อมโยงจากกลุ่มเกษตรกร แก้วมังกร กิโลกรัมละ 20 บาท มะพร้าวน้ำหอม ลูกละ20 บาท เงาะ กิโลกรัมละ 35 บาท มังคุด กิโลกรัมละ 35 บาท และมะม่วง กิโลกรัมละ 15 บาท มาภายในงานอีกด้วย “การจัดงานในครั้งนี้ กรมการค้าภายใน นำสินค้าคุณภาพดีจากทั่วประเทศมาส่งตรงถึงประชาชนในจังหวัดอุดรธานีและพื้นที่ใกล้เคียง ในราคาที่เข้าถึงได้ ช่วยลดภาระค่าครองชีพ ควบคู่กับการสร้างโอกาสทางการตลาดให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยอย่างเป็นรูปธรรม จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนในจังหวัดอุดรธานีและจังหวัดใกล้เคียง มาเลือกซื้อสินค้าในโครงการนี้ ซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพและราคาประหยัดที่ทางกระทรวงพาณิชย์ได้เลือกสรรมาให้ท่าน ทั้งสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพครบถ้วน ของกินของใช้ สินค้าชุมชน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนได้ตามเป้าหมาย” นายวิทยากร กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 188/2569 อุ่นใจก่อนเข้าพรรษา! กรมการค้าภายในลุยตรวจร้านสังฆภัณฑ์ ย้ำติดป้ายราคาให้ชัด (24 กรกฎาคม 2569)
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า เนื่องด้วยใกล้เข้าสู่วันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา (วันที่ 29 - 30 กรกฎาคม 2569) ซึ่งเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ประชาชนจะนิยมเลือกซื้อสินค้าประเภทชุดสังฆทาน ชุดไทยธรรม และเทียนพรรษา นำไปถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ เพื่อเป็นการกำกับดูแลและรักษาความเป็นธรรมทางการค้า และป้องปรามมิให้ผู้ประกอบการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้า โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ตลอดจนมีการประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการแสดงราคาจำหน่ายปลีกให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้บริโภคได้เปรียบเทียบราคาก่อนตัดสินใจซื้อ วันนี้ (24 กรกฎาคม 2569) จึงได้มาตรวจสอบการจำหน่ายที่ร้านสังฆภัณฑ์บริเวณแยกสี่กั๊กเสาชิงช้า กรุงเทพฯ และจากการลงพื้นที่ตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ก่อนหน้านี้ในกรุงเทพฯ พบว่าราคาจำหน่ายชุดสังฆทาน ชุดไทยธรรม และเทียนพรรษา เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนยังคงทรงตัว ไม่มีการปรับขึ้นราคา แม้ต้นทุนเทียนพรรษาและสินค้าที่บรรจุในชุดสังฆทานจะปรับตัวสูงขึ้น ทำให้บางร้านค้าต้องปรับเปลี่ยนยี่ห้อสินค้าหรือปรับขนาด/ปริมาณสินค้าที่บรรจุแทนการขึ้นราคา โดยปัจจุบันชุดสังฆทานมีราคาจำหน่ายตั้งแต่ 40-4,500 บาทต่อชุด ขึ้นอยู่กับปริมาณสินค้าที่บรรจุ ส่วนเทียนพรรษาแบบเรียบราคาจำหน่าย 70-2,500 บาทต่อคู่ และแบบแกะลายราคาจำหน่าย 130-3,900 บาทต่อคู่ ขึ้นอยู่กับขนาดและลวดลาย ​ทั้งนี้ ผู้ประกอบการแจ้งว่าภาวะการจำหน่ายสินค้าชุดสังฆทาน ชุดไทยธรรม และเทียนพรรษา ในปีนี้มีแนวโน้มลดลง เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจ ทำให้พุทธศาสนิกชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อ โดยเลือกชุดสังฆทานขนาดเล็กลง หรือเลือกซื้อสินค้าไปจัดชุดสังฆทานเอง รวมถึงบางส่วนเลือกซื้อชุดสังฆทานสำเร็จรูปที่ทางวัดจัดเตรียมไว้ซึ่งมีราคาถูกกว่าร้านค้าทั่วไป และมีบางส่วนนิยมเลือกซื้อชุดหลอดไฟฟ้าถวายทดแทนการใช้เทียนพรรษา ​นายจิรวุฒิ กล่าวว่า กรมการค้าภายในกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องติดป้ายแสดงราคาจำหน่ายปลีกให้ชัดเจน พร้อมระบุรายการสินค้า ขนาด น้ำหนักต่อหน่วย ปริมาณการบรรจุ และราคาของสินค้าแต่ละรายการที่บรรจุในชุดสังฆทานหรือชุดไทยธรรม รวมถึงค่าภาชนะบรรจุด้วย โดยตัวอักษรและตัวเลขต้องมีขนาด 16 ขึ้นไป เพื่อให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบราคาและตัดสินใจซื้อได้อย่างสบายใจ ​“ที่ผ่านมาร้านค้าให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการติดป้ายแสดงราคาให้ชัดเจน ซึ่งนอกจากจะเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าได้อย่างสบายใจอีกด้วย กรมการค้าภายในขอขอบคุณผู้ประกอบการทุกร้านที่ร่วมกันดูแลความเป็นธรรมทางการค้า และจะเดินหน้าลงพื้นที่ดูแลราคาสินค้าอย่างต่อเนื่องในทุกเทศกาลสำคัญ เพื่อให้พี่น้องประชาชนซื้อของทำบุญได้ในราคาที่เป็นธรรม หากมีข้อสงสัยหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมในการซื้อสินค้า สามารถแจ้งมาได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569” นายจิรวุฒิ กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 187/2569 กรมการค้าภายใน รับลูก “ศุภจี” เร่งกระจายทุเรียนใต้เป้า 300,000 ตัน ใช้กลไกตลาดกลาง อำนวยความสะดวกรถขนส่ง หนุนแปรรูป รักษาคุณภาพทุเรียนไทย (22 กรกฎาคม 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ผลผลิตทุเรียนภาคใต้ และตรวจเยี่ยมการจำหน่ายทุเรียนทั้งตลาดส่งออกและตลาดภายในประเทศ ณ ตลาดมรกต อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นตลาดกลางสินค้าเกษตรในความส่งเสริมของกรมการค้าภายใน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการบริหารจัดการผลไม้ไทย เร่งเชื่อมโยงและกระจายผลผลิตออกจากแหล่งผลิต ตามแผนระยะเร่งด่วนในการบริหารจัดการ ผลผลิตทุเรียนใต้ 300,000 ตัน นายวิทยากร กล่าวว่า ขณะนี้ผลผลิตทุเรียนภาคใต้เข้าสู่ช่วงที่ผลผลิตทยอยออกสู่ตลาดมากกว่า 50% ของฤดูกาล โดยเฉพาะจังหวัดชุมพรกว่า 70% หรือประมาณ 243,000 ตันกรมการค้าภายในจึงลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การซื้อขาย และกระบวนการกระจายผลผลิตผ่านกลไก ตลาดกลางในความส่งเสริมของกรมการค้าภายใน คือ ตลาดมรกต อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ซึ่งถือเป็นตลาดหน้าด่านของผลไม้ในเขตภาคใต้โดยเฉพาะทุเรียน นายวิทยากร กล่าวต่อว่า จากการติดตามสถานการณ์และรับฟังปัญหาในพื้นที่พบว่า ในพื้นที่เองยังมีปัจจัยความเสี่ยง ทางด้านราคาทุเรียน จึงได้หารือร่วมกับผู้บริหารตลาดและผู้ประกอบการ เพื่อกำหนดมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ไว้ 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่ 1. การบริหารจัดการผลผลิตในช่วงนี้ ผลผลิตทุเรียนภาคใต้ออกสู่ตลาดจำนวนมาก สิ่งสำคัญคือการเร่งระบายผลผลิตออกจากแหล่งผลิตให้ได้เร็วที่สุด กรมการค้าภายในเร่งประสานกรมการขนส่งทางบก และในพื้นที่ให้มีการกำกับดูแล ให้เป็นไปตามข้อตกลงภายใต้ความตกลง GMS CBTA (Greater Mekong Subregion Cross-Border Transport Facilitation Agreement) อย่างเคร่งครัด และเร่งประสานรถบรรทุกไทยให้เข้าซื้อมากขึ้น ลดปัญหาคอขวดด้านโลจิสติกส์ในช่วงที่ผลผลิตออกพร้อมกัน และเชื่อมโยงผู้รับซื้อจากต่างประเทศให้เข้ามารับซื้อผลผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุเรียนออกจากสวนได้รวดเร็ว ไม่กระจุกตัว 2. การรักษาคุณภาพทุเรียนไทยคุณภาพของทุเรียนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อราคา ยิ่งทุเรียนมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ก็ยิ่งมีโอกาสจำหน่ายได้ในราคาที่ดี จึงต้องช่วยกันรักษามาตรฐานการผลิต ตั้งแต่การตัดทุเรียนแก่ตามเกณฑ์ การคัดแยกคุณภาพ และการปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อ รักษาภาพลักษณ์ของทุเรียนไทย 3. การส่งเสริมการแปรรูปเพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่าย เมื่อผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก การแปรรูปจะช่วยรองรับผลผลิตและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าได้ โดยกรมฯ จึงส่งเสริมให้วิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการนำทุเรียนไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น ทุเรียนทอด ทุเรียนกวน และผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่น ๆ พร้อมช่วยเชื่อมโยงตลาด 4. การสื่อสารหรือเร่งประชาสัมพันธ์ให้ผู้ค้าได้เข้ามาซื้อทุเรียนในพื้นที่ ที่ตลาดมรกต เพื่อเพิ่มการกระจายผลผลิต ด้าน นายธเนศ สร้างถาวร ผู้จัดการตลาดมรกต กล่าวว่า ตลาดมรกตมีความพร้อมรองรับผลผลิตทุเรียนภาคใต้ที่จะทยอยออกสู่ตลาด โดยหลังจากผลผลิตทุเรียนภาคตะวันออกสิ้นสุดฤดูกาลแล้ว ทุเรียนจากแหล่งผลิตทั่วประเทศ โดยเฉพาะภาคใต้ ได้ทยอยเข้าสู่ตลาดมรกตเพื่อคัดแยกคุณภาพและกระจายสู่ตลาดปลายทาง ทั้งตลาดส่งออกและตลาดภายในประเทศ ด้านผู้ประกอบการแผงค้าในตลาดมรกต เปิดเผยว่า ผู้บริโภคชาวจีนยังคงให้ความนิยมทุเรียนไทยเป็นอันดับหนึ่ง โดยเฉพาะทุเรียนพันธุ์หมอนทองที่ได้รับความเชื่อมั่นด้านคุณภาพและรสชาติ ขณะที่ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษได้รับการยอมรับในฐานะทุเรียนระดับพรีเมียมสำหรับผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง นอกจากนี้ แม้จะมีทุเรียนจากประเทศคู่แข่งเข้าสู่ตลาดมากขึ้น แต่หากเปรียบเทียบในระดับราคาและคุณภาพที่ใกล้เคียงกัน ผู้นำเข้าชาวจีนยังคงเลือกซื้อทุเรียนไทยเป็นอันดับแรก นายวิทยากร กล่าวต่อว่า “ตลาดมรกตเป็นกลไกสำคัญมาก ในการกระจายทุเรียนภาคใต้ออกนอกพื้นที่ผลิต โดยมีทุเรียนหมุนเวียนผ่านตลาดเฉลี่ยวันละประมาณ 5,000 ตัน แบ่งเป็นจำหน่ายในประเทศ 20% และส่งออก 80% ขณะที่ช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดสูงสุดระหว่างกลางเดือนกรกฎาคม–สิงหาคม คาดว่าจะมีทุเรียนผ่านตลาดเพิ่มเป็นวันละกว่า 10,000 ตัน และด้วยศักยภาพของตลาดมรกตจะสามารถรองรับและกระจายผลผลิตทุเรียนภาคใต้ออกสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศได้ประมาณ 200,000–300,000 ตัน ช่วยเร่งระบายผลผลิตออกจากแหล่งผลิต ลดความแออัดของผลผลิต และสนับสนุนการรักษาเสถียรภาพด้านการตลาดในช่วงที่ผลผลิตออกจำนวนมาก” ทั้งนี้ กรมการค้าภายในยังคงติดตามสถานการณ์ผลผลิตและราคาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การบริหารจัดการผลไม้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดย ณ วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ราคาทุเรียนหมอนทอง เกรด AB รับซื้ออยู่ที่ 85–110 บาทต่อกิโลกรัม เกรด C รับซื้อ 60–80 บาทต่อกิโลกรัม และ เกรด D รับซื้อ 45–55 บาทต่อกิโลกรัม “นายวิทยากร กล่าวทิ้งท้ายว่า นอกจากการใช้กลไกตลาดกลางในการเชื่อมโยงและกระจายผลผลิตแล้ว กรมการค้าภายในยังเดินหน้ามาตรการคู่ขนาน ทั้งการขยายช่องทางจำหน่ายผ่านออนไลน์ สนับสนุนบรรจุภัณฑ์เพื่อลดต้นทุนให้เกษตรกร และจัดกิจกรรมกระตุ้นการบริโภคทุเรียนภาคใต้ เพื่อเร่งระบายผลผลิต รักษาเสถียรภาพราคา และสร้างรายได้ที่เหมาะสมให้แก่เกษตรกร“
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 186/2569 ศุภจี สั่งการ กรมการค้าภายในเร่งระบายทุเรียนใต้ 3 แสนตัน แม้ราคาทุเรียนใต้ยืนเหนือ 105 บาท/กก อีกครั้ง (18 กรกฎาคม 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในติดตามสถานการณ์ทุเรียนภาคใต้ โดยปี 2569 นี้ ผลผลิตทุเรียนใต้มีปริมาณ 752,515 ตันเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 ปัจจุบันผลผลิตออกแล้ว 35% ยังมีสินค้าคงเหลือ 489,199 ตัน ในช่วงต้นฤดูสาเหตุที่ทำให้ราคาปรับตัวลดลงประกอบด้วย การชะลอตัวของตลาดจีนปัญหาคุณภาพทุเรียนช่วงต้นฤดูเข้าไปที่ตลาดจีนพบว่าเป็นทุเรียนอ่อนจึงมีการชะลอการสั่งซื้อ ปัจจัยคู่แข่งของต่างประเทศและทุเรียนในภูมิภาคอื่นๆทั้งอุตรดิตถ์ ศรีสะเกษนครราชสีมา โดยเมื่อราคาปรับตัวลดลง กรมการค้าภายในได้เข้าไปบริหารจัดการซื้อนำตลาด และจัดกิจกรรมกิจกรรมรณรงค์บริโภค ซึ่งปัจจุบันราคา เกรด AB อยู่ที่ 85-105 บาท/กก. เกรด C อยู่ที่ 60-80 บาท/กก. และเกรด D อยู่ที่ 40-55 บาท/กก. ทั้งนี้ ตามที่มีกระแสข่าวจากสื่อมวลชน ทุเรียนหมอนทองราคา 5 บาทหรือทุเรียนลับแลอุตรดิตถ์ราคาตก กรมการค้าภายในได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่พบว่าทุเรียน 5 บาท เป็นทุเรียนพื้นบ้าน ไม่ใช่ทุเรียนหมอนทอง เป็นทุเรียนลูกเล็กและแตก มีจำนวนไม่มากเป็นพันธุ์พื้นบ้านซึ่งปกติมักนำไปใช้เป็นทุเรียนกวนและทุเรียนสอดไส้ขนม ส่วนที่อุตรดิตถ์ทุเรียนเกรดคุณภาพ โดยกระทรวงพาณิชย์ได้นำผู้ผลิตไปซื้อในราคานำตลาด แต่ทุเรียนบางส่วนถูกกระทบจากจากสภาวะฝนตกชุก มีทุเรียนขึ้นรา รวมถึงปัญหาหนอน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้มีการดูดซับผลผลิตเพื่อเข้าไปสู่การแปรรูป ทั้งนี้ กรมการค้าภายใน มีแผนบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ปริมาณดูดซับ 300,000 ตันประกอบด้วย สัญญาซื้อขายล่วงหน้า 3,700 ตัน รณรงค์บริโภค 9,000 ตัน เชื่อมโยงออกนอกแหล่งผลิต 281,000 ตัน การเปิดจุดจำหน่าย การสนับสนุนการขนส่งผ่านไปรษณีย์และการแปรรูป ในส่วนของระยะกลาง จะจัดการรณรงค์บริโภคกลุ่มนักท่องเที่ยวรวมถึงประสานผู้ประกอบการด้านอาหารและแบรนด์ต่างๆทำเมนูและเชิญทูตกลุ่มเป้าหมายเพื่อลงพื้นที่จังหวัดชุมพรสุราษฎร์นครศรีธรรมราช สำหรับการส่งออกทุเรียนไทยในปี 69 ตั้งแต่ วันที่ 1 ม.ค. – 5 ก.ค. 69 ปริมาณการส่งออกรวม: 908,047.46 ตัน จำนวนตู้/ชิปเม้นท์ 55,831 ตู้ มูลค่าการส่งออกรวมแล้วกว่า104,199.62 ล้านบาท
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 185/2569 พาณิชย์ เกาะติดต้นทุน หลังสถานการณ์พลังงานคลี่คลาย จับมือผู้ผลิตตรึงราคาสินค้า–ดูแลวัตถุดิบอาหาร เตรียมจัดโปรฯ สินค้าจำเป็น ลดค่าครองชีพประชาชน (17 กรกฎาคม 2569)
อธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นประธานการแถลงข่าวการกำกับดูแลราคาวัตถุดิบและสินค้าอุปโภคบริโภค โดยมีรองปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายจักรา ยอดมณี และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ นายกรนิจ โนนจุ้ย ร่วมแถลงข่าว ห้องประชุมกรมการค้าภายใน โดยนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลกที่เริ่มมีทิศทางคลี่คลาย ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสินค้าหลายรายการเริ่มปรับลดลง โดยเฉพาะราคาปุ๋ยและบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ทยอยกลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดวิกฤติความขัดแย้งระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม สินค้าที่จำหน่ายอยู่ในตลาดปัจจุบันจำนวนหนึ่งยังสะท้อนต้นทุนจากวัตถุดิบและสินค้าที่ผู้ประกอบการนำเข้าในช่วงที่ราคาพลังงานอยู่ในระดับสูง จึงต้องใช้ระยะเวลาให้ต้นทุนใหม่ทยอยสะท้อนมายังราคาจำหน่าย กรมการค้าภายในจึงยังคงติดตามสถานการณ์ต้นทุนสินค้าอย่างใกล้ชิด ภายใต้กลไกคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) โดยให้ความสำคัญ 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ การดูแลให้มีปริมาณสินค้าเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน และกำกับให้โครงสร้างราคาจำหน่ายสอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้งต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภค แม้สถานการณ์ด้านพลังงานจะเริ่มผ่อนคลาย แต่ยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลต่อต้นทุนสินค้าในอนาคต กรมการค้าภายในจึงยังคงติดตามต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคและอาหารปรุงสำเร็จอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาพลังงานเริ่มปรับลดลง เพื่อประเมินว่าราคาสินค้าปลายทางควรปรับตัวให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงอย่างเหมาะสม เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 กรมการค้าภายในได้เชิญผู้ประกอบการรายใหญ่ ผู้ผลิต และผู้แทนห้างค้าปลีกในกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม ของใช้ประจำวัน เครื่องใช้ไฟฟ้า ยางรถยนต์ และพลาสติก ร่วมหารือติดตามสถานการณ์ต้นทุนและภาวะตลาด โดยที่ประชุมยืนยันว่า ปัจจุบันปริมาณสินค้าในประเทศยังมีเพียงพอต่อความต้องการ ขณะที่ต้นทุนด้านบรรจุภัณฑ์พลาสติกและค่าขนส่งปรับลดลงจากจุดสูงสุดในช่วงวิกฤติประมาณร้อยละ 20 ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงรับภาระต้นทุนเดิมไว้โดยไม่ปรับขึ้นราคาสินค้า แม้บางรายการจะปรับลดกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อบริหารต้นทุน ทั้งนี้ กรมยังได้รับทราบข้อเสนอและข้อกังวลของภาคเอกชน เพื่อนำไปประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาในส่วนที่สามารถดำเนินการได้ นายวิทยากร กล่าวว่า กรมการค้าภายในยังได้เชิญผู้ผลิตและผู้จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่กว่า 80 ราย มาติดตามสถานการณ์ต้นทุนอย่างใกล้ชิด และขอความร่วมมือไม่ให้ปรับขึ้นราคาสินค้าจำเป็นในช่วงที่ประชาชนยังเผชิญภาระค่าครองชีพสูง ซึ่งผู้ประกอบการส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยยังคงตรึงราคาสินค้าหลายรายการ แม้ว่าบางรายจะมีต้นทุนใกล้เคียงกับราคาจำหน่ายแล้วก็ตาม สำหรับการดูแลราคาขายอาหารปรุงสำเร็จหรืออาหารจานเดียว กรมการค้าภายในให้ความสำคัญกับการติดตามต้นทุนอย่างรอบด้าน เนื่องจากต้นทุนของผู้ประกอบการประกอบด้วยทั้งต้นทุนทางตรง ได้แก่ ค่าเช่าพื้นที่ ค่าวัตถุดิบ ค่าแรง และค่าก๊าซหุงต้ม รวมถึงต้นทุนทางอ้อม เช่น ค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปา ซึ่งภาครัฐในทุกหน่วยงานได้ร่วมกันดำเนินมาตรการเพื่อลดภาระต้นทุนในแต่ละด้าน ขณะที่กระทรวงพาณิชย์มีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลราคาวัตถุดิบ เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพราคาอาหารและลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ปัจจุบันวัตถุดิบสำคัญหลายรายการยังสามารถรักษาระดับราคาได้ และบางรายการมีแนวโน้มปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง อาทิ วัตถุดิบทั่วไป ได้แก่ ข้าวสารเหนียว เกลือป่น ซีอิ๊ว ซอสหอยนางรม ซอสพริก และซอสมะเขือเทศ วัตถุดิบตามฤดูกาล ได้แก่ กุ้งขาว ถั่วฝีกยาว กวางตุ้ง ผักกาดขาว ผักบุ้งจีน ผักชี พริกขี้หนูจินดา และมะนาว ในส่วนของวัตถุดิบที่เป็นสินค้าควบคุมไม่มีการปรับขึ้น ได้แก่ น้ำตาลทรายขาว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง และนมพร้อมดื่ม ซึ่งล้วนเป็นวัตถุดิบหลักในการประกอบอาหารจานเดียว ส่งผลดีต่อการบริหารต้นทุนของผู้ประกอบการร้านอาหาร และช่วยชะลอแรงกดดันต่อราคาจำหน่ายอาหาร ในส่วนของข้าวสารบรรจุถุงที่มีข้อเสนอเรื่องการปรับราคา นายวิทยากร กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญมาจากราคาข้าวเปลือกที่อยู่ในระดับสูง ประกอบกับความต้องการปลายข้าวขาวที่เพิ่มขึ้นเพื่อใช้ทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมีราคาปรับสูงขึ้นประมาณร้อยละ 23 ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตข้าวสารบรรจุถุงเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังคงให้ความร่วมมือในการตรึงราคาจำหน่าย และคาดว่าเมื่อเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวข้าวโพดรอบใหม่ในช่วงเดือนสิงหาคม ความต้องการปลายข้าวจะลดลง ส่งผลให้ต้นทุนและราคาข้าวสารมีแนวโน้มปรับลดลงตามกลไกตลาด นอกจากนี้ กรมการค้าภายในเตรียมร่วมมือกับห้างค้าปลีกและผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและโปรโมชันลดราคาสินค้าจำเป็นอย่างต่อเนื่อง ทั้งแชมพู สบู่ ยาสีฟัน น้ำตาลทราย ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นอื่น ๆ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน และรองรับการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” นายวิทยากร กล่าวย้ำว่า กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์ต้นทุนและราคาสินค้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมใช้กลไกตามกฎหมายกำกับดูแลผู้ประกอบการไม่ให้ฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาเกินสมควร รวมทั้งขอความร่วมมือผู้ผลิต ผู้จำหน่าย และห้างค้าปลีก กำกับดูแลร้านค้าตัวแทนจำหน่ายให้จำหน่ายสินค้าในราคาที่สอดคล้องกับต้นทุน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคและวัตถุดิบที่จำเป็นได้อย่างเพียงพอ ในราคาที่เป็นธรรม และสร้างสมดุลระหว่างการดูแลผู้บริโภคและผู้ประกอบการควบคู่กันไป สำหรับวัตถุดิบอาหารจานเดียว นายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า อาหารจานเดียวมีต้นทุนที่สำคัญ 2 อย่าง คือ ต้นทุนการประกอบอาหารจานเดียวได้แก่ ต้นทุนทางตรง ประกอบด้วย ค่าเช่าที่ ค่าก๊าซหุงต้ม ค่าวัตถุดิบ และ ต้นทุนแฝง ประกอบด้วย ค่าขนส่ง ค่าไฟ ค่าน้ำ เป็นต้น โดยในส่วนของต้นทุนทั้งหมดนี้ มีหน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลและช่วยลดต้นทุนให้แก่พี่น้องประชาชนอยู่ในทุกๆด้าน โดยในส่วนของกระทรวงพาณิชย์มีภารกิจหลักในการติดตาม และกำกับดูแลวัตถุดิบ เพื่อให้ราคาอาหารปรุงสำเร็จอยู่ในระดับที่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค ในส่วนของโครงการไทยช่วยไทย นายจักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ ดำเนินมาตรการเชิงรุกในการเพิ่มทางเลือกให้กับพี่น้องประชาชน กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครองขับเคลื่อนนโยบายการจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ณ ที่ว่าการอำเภอ กว่า 800 แห่งทั่วประเทศ โดยจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัดสินค้าชุมชนและสินค้าจากผู้ประกอบการ SMEs ในทุกวันศุกร์ของเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาจำนวน 5 ครั้ง มียอดจำหน่ายสินค้า จำนวน 135.40 ล้านบาท ลดภาระค่าของชีพได้ 29.62 ล้านบาท พณ. ได้ร่วมกับ มท. จัดให้มีการจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ณ ที่ว่าการอำเภอต่อเนื่องเป็นเฟสที่ 2 ตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาโดยจัดครั้งแรกในวันศุกร์ที่ 3 ก.ค 69 จากข้อมูลของกรมการปกครอง มท. มีสินค้าเข้าร่วมโครงการทั้งห้างค้าส่งค้าปลีก (โมเดิร์นเทรด) สินค้าชุมชน (OTOP) และสินค้าชุมชนและSMEs เข้าร่วมจำหน่ายสินค้า จำนวน 43,649 ร้านค้า มีประชาชนไปจับจ่ายใช้สอย 174,425 คน ยอดการจำหน่ายสินค้า 16.95 ล้านบาท ลดภาระค่าของชีพได้ 2.9 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการจำหน่ายสินค้า OTOP และสินค้าชุมชนและ SMEs ในสัดส่วนที่สูง การจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ณ ที่ว่าการอำเภอได้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ในวันนี้ ทราบจากพณจ. หลายจังหวัดว่ามีการจับจ่ายใช้สอยอย่างคึกคักสำหรับการจำหน่ายในครั้งต่อไปจะเป็นวันศุกร์ที่ 31 ก.ค 69 และจะจัดอย่างต่อเนื่องทุก 2 สัปดาห์ศุกร์เว้นศุกร์ไปจนถึงวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 69 ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนไปร่วมจับจ่ายใช้สอยสินค้าไทยช่วยไทย ณ ที่ว่าการอำเภอนอกจากจะได้ลดภาระค่าใช้จ่ายโดยการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัดแล้ว ยังได้ร่วมสนับสนุนสินค้า OTOP และสินค้าชุมชนและSMEs ให้มีรายได้ที่ดีขึ้นและยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนอีกทางหนึ่งด้วย
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ