ข่าวเลขที่ 127/2569 “พาณิชย์“ ห่วงชาวสวนจันทบุรี สั่งเร่งสำรวจความเสียหายและช่วยเหลือเกษตรกรโดยเร็วที่สุด (1 พฤษภาคม 2569)
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงสถานการณ์พายุที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่สวนทุเรียนในจังหวัดจันทบุรี ทำให้ผลผลิตของเกษตรกรได้รับความเสียหายในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะสวนที่อยู่ในช่วงใกล้เก็บเกี่ยว นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์มีความห่วงใยพี่น้องเกษตรกรชาวสวนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้ และได้สั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดจันทบุรีประสานผู้ว่าราชการจังหวัดลงพื้นที่สำรวจความเสียหายโดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งประสานงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อเร่งหารือแนวทางช่วยเหลือและเยียวยาเกษตรกรชาวสวนที่ประสบภัยพิบัติอย่างเร่งด่วน ในส่วนของทุเรียนที่ได้รับผลกระทบ แต่มีความพร้อมสามารถตัดได้ และมีเปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้งมากกว่า 30% กระทรวงพาณิชย์จะนำผู้ซื้อและผู้ประกอบการเข้าไปคัดเลือกผลผลิตจากสวน เพื่อนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะทุเรียนทอด เพื่อช่วยลดความเสียหาย ลดการสูญเสียของผลผลิต และช่วยให้เกษตรกรยังสามารถสร้างรายได้จากผลผลิตที่ได้รับผลกระทบได้บางส่วน ขณะเดียวกัน สำหรับทุเรียนที่ยังอยู่บนต้นและไม่ได้รับความเสียหาย กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน จะเข้าไปดูแลเป็นกรณีพิเศษ โดยจะประสานนำผู้ซื้อเข้าไปรับซื้อผลผลิตโดยตรง เพื่อช่วยสร้างตลาดรองรับผลผลิตและช่วยให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้อย่างต่อเนื่องในช่วงฤดูกาลนี้ นอกจากนี้ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังได้ดำเนินการคัดแยกทุเรียนที่ได้รับความเสียหาย เพื่อนำไปแปรรูปให้เหมาะสมตามคุณภาพของผลผลิต อาทิ การนำไปผสมเป็นไอศกรีม หรือแปรรูปเป็นแป้งทุเรียนเพื่อใช้ทำขนมและผลิตภัณฑ์อาหารต่าง ๆ เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าและลดการสูญเสียของผลผลิตทางการเกษตร ส่วนทุเรียนที่ไม่สามารถนำไปจำหน่ายหรือแปรรูปได้ จะมีมาตรการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้ผลผลิตเข้าไปปะปนกับทุเรียนที่จำหน่ายอยู่ในตลาด อันจะช่วยรักษามาตรฐานและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อทุเรียนไทยด้วย ”กระทรวงพาณิชย์ขอส่งกำลังใจให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนทุเรียนทุกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้ และยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการช่วยเหลือ ดูแล และหามาตรการรองรับผลผลิตอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกษตรกรสามารถผ่านพ้นสถานการณ์ดังกล่าวไปได้โดยเร็วที่สุด“ นางศุภจี กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 126/2569 “พาณิชย์” ผนึก CP Axtra เดินหน้าแคมเปญ “Thailand : The Land of Tropical Fruits” ดันทุเรียนไทยคุณภาพดีสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ พร้อมเร่งทำตลาดเชิงรุกดึงราคาก่อนผลผลิตออกสู่ตลาด (1 พฤษภาคม 2569)
“พาณิชย์” ผนึก CP Axtra เดินหน้าแคมเปญ “Thailand : The Land of Tropical Fruits” ดันทุเรียนไทยคุณภาพดีสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ พร้อมเร่งทำตลาดเชิงรุกดึงราคาก่อนผลผลิตออกสู่ตลาด ตั้งเป้าหนุนการบริโภคทุเรียนภายในประเทศมากกว่า 500,000 ตัน นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ปีนี้ปริมาณผลผลิตผลไม้ โดยเฉพาะทุเรียน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยคาดว่ามีผลผลิตรวมมากกว่า 2 ล้านตัน หรือประมาณ 33% กระทรวงพาณิชย์จึงวางแผนล่วงหน้า ร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งห้างค้าส่งค้าปลีก ตลาดกลาง ตลาดสด แพลตฟอร์มออนไลน์ และผู้ประกอบการเอกชน เพื่อเร่งกระจายผลผลิตและสร้างช่องทางจำหน่ายให้เกษตรกรตั้งแต่ต้นฤดูกาล นายวิทยากร กล่าวต่อว่า “กรมการค้าภายในเดินหน้ากลยุทธ์การตลาดเชิงรุก ไม่รอให้ผลผลิตออกกระจุกตัว โดยเร่งจัดกิจกรรมส่งเสริมการบริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าสนับสนุนการบริโภคปีนี้มากกว่า 500,000 ตัน ที่จะระบายผลผลิต เพื่อช่วยพยุงราคาและสร้างกำลังซื้อในตลาด ซึ่งขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวก โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทุเรียนขยับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5-10 บาทต่อกิโลกรัม โดยล่าสุดราคาปรับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 145-155 บาท ถือเป็นข่าวดีของพี่น้องเกษตรกร “ปีนี้เป็นปีทองของพี่น้องเกษตรกรและผู้บริโภคที่เข้าถึงผลไม้คุณภาพในราคาที่เหมาะสม โดยเฉพาะทุเรียนที่กำลังอยู่ในกระแสความนิยมอย่างมาก โดยทุเรียนที่ออกสู่ตลาดการันตีด้วยคุณภาพที่มีเนื้อดี รสชาติดี ไม่ว่าจะลูกใหญ่หรือเล็ก ล้วนแต่มีคุณภาพเราจึงต้องเร่งสร้างการรับรู้และเปิดโอกาสให้ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ลิ้มลองทุเรียนคุณภาพจากสวนไทย” นายวิทยากร กล่าว นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังเตรียมโปรโมตผลไม้ไทยในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ ภายใต้แนวคิด “Thailand : The Land of Tropical Fruits” เพื่อสื่อสารไปยังนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคทั้งชาวไทยและต่างชาติ พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านผลไม้เมืองร้อนคุณภาพของโลก ด้าน นางศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร CP Axtra กล่าวว่า “แม็คโคร–โลตัส” พร้อมเป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกรและผู้บริโภค โดยปีนี้ตั้งเป้ารับซื้อทุเรียนจากเกษตรกรเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า จากปีก่อนที่รับซื้อประมาณ 22,000 ตัน เฉพาะทุเรียน และหากรวมผลไม้ทุกชนิดอยู่ที่ประมาณ 30,000 ตัน เพื่อช่วยกระจายผลผลิตและเพิ่มช่องทางตลาดให้เกษตรกรไทย พร้อมกันนี้ ห้างแมคโคร โลตัสได้จัดงาน “Let’s Dorian อร่อย หวานมัน ไม่ต้องลุ้น” บุฟเฟ่ต์ทุเรียนและผลไม้ภาคตะวันออก ส่งตรงจากสวนโดยเกษตรกร ให้ผู้บริโภคได้เลือกทานแบบไม่อั้น พร้อมบริการ “เคาะ เจาะ ชั่ง ปอก” รับประกันความอร่อย หวานมันทุกชิ้นแบบไม่ต้องลุ้น ในราคา 599 บาทต่อคน พร้อมร่วมกิจกรรมรับสิทธิ์พิเศษอีกมากมายที่ “แม็คโคร–โลตัส” ทั่วประเทศ นอกจากนี้ CP Axtra ยังได้ร่วมมือกับกรมการค้าภายใน ในการเชื่อมโยงซื้อขายผลไม้ผ่านตลาดข้อตกลง โดยใช้สัญญาข้อตกลงมาตรฐานของกรมการค้าภายใน รวมปริมาณรับซื้อกว่า 2,110 ตัน มูลค่ากว่า 70 ล้านบาท ในช่วงเดือนตุลาคม 2568 – เมษายน 2569 ครอบคลุมผลไม้และสินค้าเกษตรหลากหลายชนิด อาทิ ส้มเขียวหวาน กล้วย อโวคาโด ฝรั่ง ละมุด มะม่วง ผักสลัด ส้มโอ แตงโม กระท้อน ฟักทอง หอมแดง กระเทียม หอมหัวใหญ่ ลิ้นจี่ มังคุด ลองกอง เงาะ และมะละกอ เป็นต้น “วันนี้แม็คโครและโลตัสทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างเกษตรกรกับผู้บริโภค เราต้องการให้สมาชิกกว่า 30 ล้านคนทั่วประเทศได้บริโภคผลไม้และทุเรียนคุณภาพดีจากสวนไทย พร้อมช่วยเพิ่มช่องทางกระจายผลผลิตให้เกษตรกรเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น” นางศิริพร กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 125/2569 “พาณิชย์” จัด “ไทยช่วยไทย พลัส : เปิดเทอมใหญ่ สบายกระเป๋า” Back To School 2026 ลดสูงสุด 86% ช่วยลดค่าครองชีพกว่า 300 ล้านบาท ด้านผู้ผลิตชุดนักเรียนตรึงราคาขายเท่าเดิม เตรียมผนึก ศธ. จัดลดค่าครองชีพในโรงเรียน 1,000 แห่ง (30 เมษายน 2569)
วันนี้ (30 เมษายน 2569) นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ช่วงใกล้เปิดภาคเรียนเป็นช่วงที่ผู้ปกครองมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น ทั้งจากค่าเครื่องแบบนักเรียน รองเท้า อุปกรณ์การเรียน อาหาร และค่าครองชีพในภาพรวมที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนต่าง ๆ โดยเฉพาะราคาพลังงานและค่าขนส่ง กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน จึงจัดโครงการพาณิชย์ลดค่าครองชีพประชาชน “Back To School 2026” (เปิดเทอมใหญ่ สบายกระเป๋า) ภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครองและนักเรียนทั่วประเทศ นายวิทยากร กล่าวเพิ่มว่า สำหรับปีนี้ มีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการรวม 49 ราย ประกอบด้วย ผู้ผลิต 20 ราย ผู้จำหน่าย 17 ราย ผู้ให้บริการ 10 ราย และแพลตฟอร์มออนไลน์ 2 ราย ครอบคลุมสินค้าและบริการจำเป็นด้านการศึกษากว่า 1,000 รายการ โดยจัดกิจกรรมลดราคาตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569 รวมระยะเวลา 32 วัน พร้อมมอบส่วนลดสูงสุดถึง 86% คาดว่าจะสามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้ไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการจัดกิจกรรม “Back To School 2026” แล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังได้ร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ เตรียมจัดกิจกรรมลดภาระค่าครองชีพให้กับผู้ปกครองและนักเรียนในโรงเรียนต่าง ๆ กว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ โดยกระทรวงศึกษาธิการจะเป็นผู้คัดเลือกโรงเรียนที่มีความจำเป็นและอยู่ในพื้นที่ขาดแคลน ขณะที่กรมการค้าภายในจะนำสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องแบบนักเรียน อุปกรณ์การเรียน และเครื่องเขียน ไปจัดจำหน่ายในราคาประหยัด เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง สำหรับสินค้าที่เข้าร่วมโครงการ ครอบคลุมทั้งเครื่องแบบนักเรียน รองเท้านักเรียน อุปกรณ์การเรียน ผลิตภัณฑ์นม อุปกรณ์สำนักงาน สินค้าไอที รวมถึงบริการด้านการศึกษาและการเรียนรู้ โดยมีส่วนลดหลากหลาย อาทิ เครื่องแบบนักเรียนจากศึกษาภัณฑ์ สมใจนึก วัชรากร สมอ และน้อมจิตต์ รองเท้านักเรียนจาก ADDA อุปกรณ์การเรียนจาก The Mall, B2S, OfficeMate และ SE-ED รวมถึงผลิตภัณฑ์นมจากผู้ผลิตรายใหญ่หลายแบรนด์ เช่น F N เนสท์เล่ ไฮคิว หนองโพ แลคตาซอย ไทย-เดนมาร์ก ไวตามิลค์ mMILK ดัชมิลล์ และโฟร์โมสต์ ตลอดจนอุปกรณ์สำนักงานและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จากดูโฮม เพาเวอร์บาย และโกลบอลเฮ้าส์ ขณะที่กลุ่มบริการ มีโปรโมชั่นลดค่าใช้จ่ายในหลายด้าน เช่น แว่นตาจากท็อปเจริญและแว่นบิวติฟูล แพ็กเกจอินเทอร์เน็ตจาก True ส่วนลดสูงสุด 68% และสิทธิพิเศษจาก AIS ที่มอบ Alisa AI Premium ฟรี 3 เดือน รวมถึงบริการจัดส่งสินค้าจากไปรษณีย์ไทยในราคาพิเศษเริ่มต้นเพียง 30 บาทต่อกิโลกรัม ด้านสถาบันการเรียนรู้และพัฒนาทักษะ มีผู้ประกอบการร่วมลดราคาหลักสูตรและบริการต่าง ๆ อาทิ OpenDurian ลดสูงสุด 75% We by The Brain ลดสูงสุด 50% Yamaha Music School ลดสูงสุด 20% รวมถึงการทดลองเรียนฟรีและยกเว้นค่าแรกเข้าในหลายหลักสูตร นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากแพลตฟอร์มออนไลน์ โดย Lazada จัดแคมเปญ Flash Sale ลดสูงสุด 70% และ Shopee มอบส่วนลดเพิ่มเติมผ่านโค้ดพิเศษ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าได้สะดวกในทุกช่องทาง นายอานนท์ จิตรมีศิลป์ ผู้ประกอบการชุดนักเรียนน้อมจิตต์ กล่าวว่า ในภาพรวมของผู้ผลิตและผู้ประกอบการชุดเครื่องแบบนักเรียน ปีนี้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงตรึงราคาจำหน่ายไว้ในระดับเดิม โดยเฉพาะสินค้าชุดนักเรียนที่ยังคงราคาเท่ากับปีที่ผ่านมา แม้ต้นทุนในหลายด้านจะปรับตัวสูงขึ้น เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองในช่วงเปิดภาคเรียน ทั้งนี้ ประชาชนสามารถเลือกซื้อสินค้าและใช้บริการภายใต้โครงการ “Back To School 2026” ได้ผ่านห้างสรรพสินค้า ร้านค้าที่ร่วมรายการ ร้านธงฟ้า และแพลตฟอร์มออนไลน์ทั่วประเทศ อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของโครงการ คือ “คู่มือช็อปคุ้ม ฉบับเปิดเทอมอุ่นใจ (Back To School 2026)” ในรูปแบบ E-Catalog ซึ่งรวบรวมสินค้า โปรโมชั่น และบริการทั้งหมดไว้ในที่เดียว พร้อมจัดหมวดหมู่สินค้าอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมเครื่องแบบนักเรียน อุปกรณ์การเรียน กีฬา อาหารและโภชนาการ เทคโนโลยี ของใช้ส่วนบุคคล และช่องทางการจำหน่าย เพื่อให้ประชาชนสามารถเปรียบเทียบราคา วางแผนการใช้จ่าย และเลือกซื้อสินค้าได้อย่างสะดวกและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น ผ่านช่องทางออนไลน์ของกรมการค้าภายใน นอกจากการจัดโปรโมชั่นแล้ว กรมการค้าภายในยังขยายการดำเนินงานเชิงรุก โดยการเชื่อมโยงสินค้า ผ่านเครือข่ายร้านธงฟ้าไปยังพื้นที่ต่าง ๆ รวมถึงโรงเรียนและชุมชน เพื่อให้กลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย สามารถเข้าถึงสินค้าในราคาที่เป็นธรรมได้อย่างทั่วถึง และเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 124/2569 “พาณิชย์” ดันอินฟลูเอนเซอร์ลุยไลฟ์หน้าสวน ขายทุเรียนไทยตัดสด ส่งตรงถึงผู้บริโภค เพิ่มช่องทางกระจายสินค้าให้เกษตรกร (26 เมษายน 2569)
วันที่ 26 เมษายน 2569 กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าขยายช่องทางการจำหน่ายผลไม้ไทยอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง อาทิ พิมรี่พาย เพื่อส่งเสริมการจำหน่าย “ทุเรียนไทย” ผ่านรูปแบบ Live Commerce จากแหล่งผลิตโดยตรง มุ่งเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้เกษตรกร และส่งมอบทุเรียนคุณภาพสู่ผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์เล็งเห็นถึงศักยภาพของช่องทางดิจิทัล โดยเฉพาะ Live Commerce ซึ่งช่วยให้การกระจายสินค้าเป็นไปอย่างรวดเร็ว และเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขึ้น ตอบสนองต่อสถานการณ์ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นในปีนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแนวทางดังกล่าวไม่ใช่เพียงการระบายผลผลิต แต่เป็นการยกระดับการค้าผลไม้ไทยให้สอดรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว และสามารถเข้าถึงแหล่งที่มาของสินค้าได้อย่างชัดเจน นางศุภจี กล่าวเพิ่มว่า โดยเราจะร่วมมือกันในการนำผลผลิตของพี่น้องเกษตรกรมาจำหน่ายในราคาที่เหมาะสม ขณะเดียวกันประชาชนก็ได้บริโภคทุเรียนคุณภาพ เนื้อดี ในราคาที่เป็นธรรม โดยเปิดโอกาสให้อินฟลูเอนเซอร์ลงพื้นที่จำหน่ายสินค้าถึงหน้าสวน คัดเลือกทุเรียนคุณภาพ ตัดสด และจัดส่งตรงถึงมือผู้บริโภค เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าไทย ควบคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการขายออนไลน์ การสร้างคอนเทนต์ และการเข้าถึงตลาดดิจิทัลให้แก่เกษตรกร เพื่อให้สามารถนำไปต่อยอดพัฒนาช่องทางจำหน่ายของตนเองได้ในระยะยาว ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนสินค้าเกษตรไทย ร่วมกันสร้างระบบตลาดที่เข้มแข็งและเป็นธรรม นางศุภจี กล่าวต่อว่า การผลักดัน Live Commerce ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยง “ซัพพลาย” จากเกษตรกรสู่ “ดีมานด์” ของตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในปี 2569 ที่ผลผลิตทุเรียนเพิ่มขึ้นจากปี 2568 ถึง 33% จึงจำเป็นต้องเร่งขยายทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศควบคู่กันไป ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ TikTok Technologies Ltd. เพื่อขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรผ่าน TikTok Shop และ Live Commerce รวมถึงการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการตลาดออนไลน์ การส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตร และการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ” “ขอเชิญชวนเหล่าครีเอเตอร์และผู้ค้าออนไลน์ที่สนใจ เข้ามามีส่วนร่วมในการจำหน่ายผลไม้ไทย ร่วมกันประชาสัมพันธ์ทุเรียนไทยให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ทั้งในกลุ่มผู้บริโภคชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ภายใต้แนวคิด ‘Thailand: The Land of Tropical Fruits’ เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นการบริโภคอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรไทยในระยะยาว” นางศุภจี กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 123/2569 “พาณิชย์” รับหนังสือสมาคมชาวนาฯ จับมือบูรณาการดูแล “ข้าวไทยทั้งระบบ” ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ สร้างเสถียรภาพรายได้เกษตรกร (26 เมษายน 2569)
วันที่ 26 เมษายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นประธานเปิดการประชุมสามัญประจำปี 2569 ของสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย โดยมี ร้อยตรีจักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย นายศรายุทธ ยิ้มยวน สมาชิกวุฒิสภา พร้อมผู้บริหารจากกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และตัวแทนเกษตรกรจาก 57 จังหวัดกว่า 200 ราย เข้าร่วม ณ The Cavalli Casa Resort เพื่อสะท้อนปัญหาและข้อเสนอแนะของภาคเกษตรกร และเชื่อมโยงสู่การกำหนดนโยบายภาครัฐให้ตอบโจทย์สถานการณ์จริง นางศุภจี กล่าวว่า ปัจจุบันภาคเกษตร โดยเฉพาะข้าว ต้องเผชิญกับ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลก ความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น รวมถึงความไม่แน่นอนของสภาพภูมิอากาศ ทั้งภัยแล้งและฝนตกหนักในบางช่วง ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อผลผลิตและรายได้ของเกษตรกรไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยที่เผชิญปัญหา แต่เป็นวิกฤตร่วมของโลก สิ่งที่เราต้องทำคือการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ ทั้งภาครัฐ ภาคเกษตร และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงพาณิชย์ในฐานะปลายน้ำ จำเป็นต้องทำงานเชื่อมโยงกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งดูแลต้นน้ำ และภาคอุตสาหกรรมในกลางน้ำเพื่อให้ทั้งระบบเดินหน้าไปพร้อมกันอย่างมีประสิทธิภาพ รองนายกรัฐมนตรีฯ เปิดเผยว่า ได้รับข้อเสนอหนังสือข้อเสนอจากสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ทั้งในส่วนของมาตรการเร่งด่วน 6 ข้อ และมาตรการระยะยาว 5 ข้อ ซึ่งสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคเกษตรไทย “บางเรื่องสามารถดำเนินการได้ทันที แต่ทุกข้อเสนอจะถูกนำไปประสานกับคณะรัฐบาล เพื่อเร่งดำเนินการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและทันท่วงที”นางศุภจี กล่าว เดินหน้าดูแล “ต้นน้ำ” ลดต้นทุน–เพิ่มผลผลิต ในส่วนของต้นน้ำ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีคุณภาพและให้ผลผลิตสูงขึ้น โดยชี้ว่า ปัจจุบันผลผลิตข้าวไทยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 400–700 กิโลกรัมต่อไร่ ขณะที่บางประเทศคู่แข่งสามารถผลิตได้ถึง 1,500 กิโลกรัมต่อไร่ ดังนั้น จึงต้องเร่งพัฒนาเมล็ดพันธุ์ให้แข็งแรง ควบคู่กับการบริหารจัดการดินและปุ๋ยอย่างเหมาะสม โดยทำงานร่วมกับกรมวิชาการเกษตรและกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อให้เกษตรกรใช้ปัจจัยการผลิตอย่างแม่นยำ ลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตในระยะยาว นอกจากนี้ ยังเตรียมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณามาตรการช่วยเหลือต้นทุนด้านพลังงานและค่าขนส่ง ซึ่งเป็นภาระสำคัญของเกษตรกร หนุน “กลางน้ำ” แปรรูป–สร้างมูลค่าเพิ่มครบวงจร สำหรับกลางน้ำ รัฐบาลมุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าข้าว ผ่านการแปรรูปและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ได้อนุมัติโครงการสนับสนุนชุมชนกว่า 200 แห่ง ให้เข้าถึงเครื่องมือสำคัญ เช่น เครื่องสีข้าว เครื่องอบ เครื่องบรรจุสุญญากาศ รวมถึงการพัฒนาแบรนด์และการตลาด การแปรรูปไม่ใช่แค่เปลี่ยนข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร แต่ต้องต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง ทั้งอาหาร เวชภัณฑ์ หรือผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้ ทั้งนี้ การแปรรูปยังช่วยยืดระยะเวลาการจำหน่าย ทำให้เกษตรกรไม่จำเป็นต้องขายผลผลิตทันทีในช่วงราคาตกต่ำ และสามารถบริหารจัดการรายได้ได้ดีขึ้น เร่ง “ปลายน้ำ” ทำตลาด–พยุงราคา–ขยายส่งออก ในส่วนของปลายน้ำ กระทรวงพาณิชย์เดินหน้ามาตรการ “ซื้อนำตลาด” ได้พัฒนาระบบฐานข้อมูล เช่น dashboard ข้าว เพื่อใช้ติดตามสถานการณ์อุปสงค์-อุปทานในแต่ละพื้นที่แบบเรียลไทม์ ช่วยให้สามารถวางแผนการผลิต การตลาด และการดูดซับผลผลิตได้อย่างแม่นยำ เพื่อเร่งดูดซับผลผลิตส่วนเกิน ควบคู่กับการจัด “ตลาดนัดข้าวเปลือก” เพื่อเพิ่มการแข่งขัน และเปิดโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงผู้ซื้อโดยตรง นอกจากนี้ ยังเร่งขยายตลาดส่งออก โดยตั้งเป้าปริมาณส่งออกปี 2569 ที่กว่า 7 ล้านตัน แม้เผชิญข้อจำกัดจากสถานการณ์โลก พร้อมใช้กลไกการค้าระหว่างประเทศ เช่น การขายแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) ให้มีสินค้าเกษตรโดยเฉพาะข้าวอยู่ในข้อตกลงการซื้อขาย พร้อมผลักดัน “ข้าวประณีต” สร้างมูลค่าเพิ่ม รองนายกรัฐมนตรีฯ ยังผลักดันแนวคิด “ข้าวประณีต” ซึ่งเป็นข้าวที่มีการพัฒนาเรื่องคุณภาพ เรื่องราว และบรรจุภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้สามารถจำหน่ายได้ในราคาสูง เพราัข้าวไทยมีศักยภาพมาก หากเราสร้างเรื่องราว ใส่นวัตกรรม และทำตลาดอย่างเหมาะสม จะสามารถยกระดับราคาขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวถึงการดูแลเรื่องต้นทุนปัจจัยการเกษตรของเกษตรกรว่า กรมการค้าภายในได้เตรียมกิจกรรม ช่วยลดปัจจัยการผลิตของพี่น้องเกษตรกรโดยเฉพาะสินค้าข้าว ในโครงการ “ปุ๋ยธงเขียวพลัส” ลดราคาปุ๋ยสูงสุดกระสอบละ 300 บาท ช่วยบรรเทาภาระต้นทุนเกษตรกร ทั้งนี้ โครงการเตรียมเริ่มตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน โดยในระยะแรก (เฟสแรก) จะจัดจำหน่ายรวม 30 แห่ง โดยในเดือนพฤษภาคมกำหนดจัดแล้ว 10 จังหวัด ก่อนขยายผลไปยังพื้นที่อื่นเพิ่มเติมในระยะถัดไป เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงเกษตรกรได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว ด้านนายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ได้ยื่นหนังสือจากที่ประชุมถึงแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรให้กับนางศุภจี พร้อมขอบคุณที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับภาคเกษตร และลงพื้นที่รับฟังปัญหาโดยตรง และสมาคมพร้อมกับทำงานร่วมกันกับภาครัฐ เพื่อให้มาตรการต่างๆ เกิดผลอย่างแท้จริง และสร้างความมั่นคงยั่งยืนให้กับอาชีพชาวนาไทย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 122/2569 พาณิชย์ลุยจันทบุรี ชวนชาวสวนทำ “ทุเรียนคุณภาพ” เพิ่มรายได้เกษตรกร–ยกระดับทั้งระบบ พร้อมจับมือ TikTok เปิดเกม e-Commerce สร้างมูลค่าเพิ่ม ดันส่งออกรักษาเสถียรภาพราคา (25 เมษายน 2569)
วันที่ 25 เมษายน 2569นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี เพื่อติดตามสถานการณ์ผลผลิตทุเรียนปี 2569 พร้อมตรวจเยี่ยมแหล่งผลิตจริง ณ สวนสมพงษ์ (ทุเรียน 100 ล้าน) ตำบลจันทเขลม อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี เพื่อดูระบบบริหารจัดการคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยมีนายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี นายคัมภีร์ ชื่นบาน และนายชรัตน์ เนรัญชร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี รวมถึงนางชนิดา คล้ายพันธ์ Director of Public Policy บริษัท TikTok Thailand เข้าร่วม ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะได้เยี่ยมชมการผลิตทุเรียนคุณภาพเพื่อการส่งออกของ นายสมพงษ์ กลีบมาลี เกษตรกรต้นแบบ พร้อมสาธิตการตัดทุเรียนตามมาตรฐาน และเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์แปรรูป รวมถึงทุเรียนคุณภาพภายใต้แบรนด์ “Q-Chan” ซึ่งเป็นระบบควบคุมคุณภาพตลอดห่วงโซ่การผลิต นางศุภจี เปิดเผยว่า ปี 2569 คาดว่าผลผลิตทุเรียนทั้งประเทศจะอยู่ที่ประมาณ 2.071 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 33 โดยภาคตะวันออกมีผลผลิตประมาณ 0.998 ล้านตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 48 ของทั้งประเทศ และจะออกสู่ตลาดสูงสุดในช่วงเดือนพฤษภาคม “ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้การบริหารจัดการต้องทำทั้งระบบ ปัจจุบันทุเรียนไทยส่งออกประมาณร้อยละ 70 และบริโภคในประเทศร้อยละ 30 ซึ่งกระทรวงพาณิชย์มีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการบริโภคในประเทศ เพื่อรองรับผลผลิตที่เพิ่มขึ้นและรักษาเสถียรภาพราคา” นางศุภจี กล่าว กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในร่วมมือกับทุกภาคส่วน ตั้งเป้าระบายผลผลิตในประเทศ ไม่ต่ำกว่า 450,000 ตัน ผ่านการเชื่อมโยงตลาดกลาง ห้าง Modern Trade กว่า 350,000 ตัน ควบคู่กับการขายผ่านไปรษณีย์ไทยและช่องทางออนไลน์ ผนึก TikTok ดัน Live Commerce ขยายตลาด–เข้าถึงคนรุ่นใหม่ ในโอกาสนี้ นางศุภจี เป็นประธานสักขีพยานการลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกรมการค้าภายในกับบริษัท TikTok Technologies Ltd. เพื่อส่งเสริมการจำหน่ายผลไม้ไทยผ่าน TikTok Shop และ Live Commerce นางศุภจี กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และขยายฐานผู้บริโภค โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติในประเทศไทย ผ่านการใช้คอนเทนต์ดิจิทัลและอินฟลูเอนเซอร์ ด้านนางชนิดา คล้ายพันธ์ Director of Public Policy บริษัท TikTok Thailand ระบุว่าในปีนี้ TikTok ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนคอนเทนต์เป็นยอดขายจริง โดยสินค้าเกษตรบน TikTok Shop เติบโต 15–20% และมีครีเอเตอร์ติดตะกร้ากว่า 1.8 ล้านราย ช่วยขยายการเข้าถึงสินค้า ในความร่วมมือในวันนี้ TikTok ยินดีที่จะจัดแคมเปญส่งเสริมการขายร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ โดยพร้อมคูปองและค่าจัดส่งรวมกว่า 6.5 ล้านบาท เพื่อเร่งระบายผลผลิต ควบคู่กลยุทธ์ 3S (Start–Skill–Scale) สนับสนุนเกษตรกรตั้งแต่เริ่มขายจนขยายยอด และร่วมผลักดันภาพลักษณ์ “Thailand: The Land of Tropical Fruits” ผ่านคอนเทนต์ดิจิทัล เพื่อสร้างการรับรู้ทุเรียนไทยในวงกว้าง” เร่งส่งออก–ขยายตลาดโลก ดันรายได้ทะลุเป้า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า กระทรวงได้ส่ง “ทีมด่านหน้า” โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศไปที่ประเทศจีน เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการส่งออก และตั้งเป้าปีนี้ส่งออกทุเรียน ไม่น้อยกว่า 1 ล้านตัน “ปีที่ผ่านมา ทุเรียนไทยสร้างรายได้จากการส่งออกกว่า 140,000 ล้านบาท ปีนี้ผลผลิตเพิ่มขึ้น เรามีความตั้งใจจะเพิ่มยอดให้มากขึ้น เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรทั้งในจันทบุรี ภาคตะวันออก และภาคใต้” นางศุภจี กล่าว ดันแปรรูป–เพิ่มมูลค่า แก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด นางศุภจี กล่าวว่า การแปรรูปเป็นกุญแจสำคัญในการบริหารจัดการผลผลิตส่วนเกิน โดยเฉพาะการพัฒนาทุเรียนแช่แข็ง ห้องเย็น และผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง “หากผลผลิตออกมากและส่งออกไม่ทัน อาจกระทบราคา ดังนั้นต้องเพิ่มการแปรรูป ทั้งเพื่อเพิ่มมูลค่า ยืดอายุสินค้า และกระจายรายได้ทั้งปี ในหลากหลายวิธี” “คุณภาพต้องมาก่อน” รักษาตลาดระยะยาว นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาการตัดทุเรียนอ่อนในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ทุเรียนไทยในตลาดโลก จึงต้องควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด “ทุเรียนต้องได้มาตรฐาน เช่น ค่าความสุกหรือเปอร์เซ็นต์แป้งต้องไม่ต่ำกว่า 32% หากเรารักษาคุณภาพได้ ราคาจะไม่ตก และตลาดจะเชื่อมั่นในระยะยาว” ปัจจุบันราคาทุเรียนเกรด AB อยู่ที่ประมาณ 135–140 บาทต่อกิโลกรัม แต่มีแนวโน้มถูกกดดันในช่วงผลผลิตออกมาก โดยเฉพาะเมื่อผลผลิตภาคใต้เข้าสู่ตลาด นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้าสร้างแบรนด์ประเทศ ผ่านแนวคิด“Thailand: The Land of Tropical Fruits” โดยใช้ช่องทางออนไลน์และคอนเทนต์ดิจิทัล เพื่อสื่อสารภาพลักษณ์ทุเรียนไทยคุณภาพสู่ผู้บริโภคทั่วโลก นางศุภจี กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อรับฟังปัญหาและเติมเต็มสิ่งที่เกษตรกรยังขาด “เรามีความตั้งใจมาช่วยให้ผลไม้ของจันทบุรีมีมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้ที่มั่นคงให้พี่น้องเกษตรกร ทั้งด้านตลาด การแปรรูป และโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ห้องเย็นและโลจิสติกส์ กระทรวงพาณิชย์จะบูรณาการทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อผลักดันทุเรียนไทยให้เป็นสินค้ามูลค่าสูง และสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้ประเทศ“ นางศุภจี กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 121/2569 กรมการค้าภายในเดินหน้าคุมสมดุล ‘หมู-ไก่-ไข่’ หนุนราคายุติธรรม ไม่เป็นภาระทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค (24 เมษายน 2569)
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯ ได้หารือร่วมกับองค์กรเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู ไก่เนื้อ และไก่ไข่ ได้แก่ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ สมาคมผู้ผลิตไก่เนื้อเพื่อการส่งออก สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ สมาคมการค้าผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยภาคกลาง สมาคมผู้ผลิตผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ และเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว ชลบุรี ลุ่มแม่น้ำน้อย และเชียงใหม่ – ลำพูน รวมถึงผู้ประกอบการรายใหญ่ ซีพีเอฟ เบทาโกร ไทยฟู้ดส์ สหฟาร์ม คาร์กิลล์มีทส์ อัครากรุ๊ป วี.ซี.เอฟ.กรุ๊ป และเอส พี เอ็ม เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตและการค้าสินค้าเนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ พร้อมหารือแนวทางบริหารจัดการด้านราคาให้เกิดความสมดุล ไม่เป็นภาระต่อผู้ผลิตและไม่กระทบต่อผู้บริโภคในสถานการณ์ปัจจุบัน จากการติดตามพบว่า สภาพอากาศที่ร้อนในปัจจุบัน ยังคงส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของสัตว์ แม้ผลผลิตจะออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจากสัตว์กินอาหารลดลง ทำให้มีการเติบโตช้ากว่าปกติ และมีผลผลิตที่ไม่ตรงตามมาตรฐานเดิม แต่จากปัจจุบันที่สภาวะการค้าที่เริ่มชะลอตัวหลังสงกรานต์จากความต้องการบริโภคที่ลดลง ส่งผลให้ราคาสินค้าทั้งไข่ไก่และสุกรยังคงทรงตัวอย่างต่อเนื่อง ส่วนไก่เนื้อมีแนวโน้มที่จะมีการปรับลดลงจากผลผลิตที่เข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นกว่าช่วงก่อนหน้า ด้านนายเกียรติภูมิ พฤกษะวัน ผู้แทนสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวว่า ราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มปัจจุบันราคาทรงตัวอยู่ในช่วง 68 - 70 บาท/กก. ซึ่งทรงตัวมาตั้งแต่ช่วงก่อนสงกรานต์ โดยราคายังคงใกล้เคียงกับต้นทุนการผลิตในปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ประมาณ 70 บาท/กก. ขณะเดียวกัน แม้ความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ แต่จากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้การค้าและการบริโภคชะลอตัว จึงคาดว่าแนวโน้มราคายังจะทรงตัวต่อเนื่อง จึงขอให้ภาครัฐช่วยกำกับดูแลการรับซื้อสุกรให้เป็นธรรมไม่ให้เกษตรกรถูกเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง ในส่วนของไก่เนื้อ นายสมบูรณ์ วัชรพงษ์พันธ์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ ได้กล่าว ในที่ประชุมหารือว่า ปัจจุบันปริมาณผลผลิตเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติและออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง หลังเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อชดเชยความสูญเสียจากผลกระทบของสภาพอากาศร้อนในช่วงก่อนหน้า แม้มีความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้นในช่วงสงกรานต์ แต่ขณะนี้เริ่มชะลอตัวลง ส่งผลให้ราคาปัจจุบันใกล้เคียงต้นทุน และราคามีแนวโน้มทรงตัวหรือปรับลดลงเล็กน้อยในระยะต่อไป ขณะที่ นางพเยาว์ อริกุล นายกสมาคมการค้าผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยภาคกลาง ได้กล่าวเสริมว่า สภาพอากาศที่ร้อนจัดทำให้ปัจจุบันไข่ไก่ขนาดเล็กออกสู่ตลาดมาก ประกอบกับต้นทุนช่วงหน้าร้อนที่เพิ่มขึ้นกว่าช่วงปกติ ทำให้เกษตรกรต้องรับภาระเพิ่มขึ้น แม้ราคาไข่ไก่จะมีการประกาศราคาแนะนำอยู่ที่ 3.60 บาท/ฟอง แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ภาวะการค้าชะลอตัวทำให้ราคาเริ่มปรับลดลงในบางพื้นที่ ทั้งนี้ ในส่วนของผู้แทนผู้ประกอบการรายใหญ่ ได้แก่ นายเกียรติโชติ เหมือนสิงห์ ผู้แทนเบทาโกร นายสมรักษ์ จองสุวรรณ ผู้แทน CPF และนายธนาวุฑ เอื้อละพันธ์ ผู้แทนอัครากรุ๊ป ยังได้มีข้อกังวลเพิ่มเติมในประเด็นเรื่องวัตถุดิบอาหารสัตว์ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของสินค้าภาคปศุสัตว์ ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง กดดันให้วัตถุดิบบางตัวได้รับผลกระทบทำให้มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นได้ในช่วงระยะถัดไป ซึ่งทำให้ต้นทุนภาพรวมของสินค้าหมวดปศุสัตว์ปรับตัวสูงขึ้นได้ในอนาคต รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการค้าภายใน ได้มีการหารือมาตรการช่วยเหลือผู้บริโภค โดยกรมฯ ได้มีการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคในราคาประหยัดผ่านงานธงฟ้าราคาประหยัด ทั้งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงภูมิภาค เพื่อเป็นช่องทางในการบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนผู้บริโภค และกรมฯ จะติดตามสถานการณ์สินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด โดยจะมีการหารือองค์กรเกษตรกร และผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อกำกับดูแลให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกภาคส่วน และประเมินแนวทางในการบริหารจัดการด้านราคาให้เกิดความเหมาะสม ไม่ให้เป็นภาระแก่เกษตรกร และกระทบต่อประชาชนผู้บริโภค ทั้งนี้ กรมการค้าภายใน ได้มีการกำกับดูแลและติดตามสถานการณ์ราคาเนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด เพื่อไม่ให้มีการเอาเปรียบผู้บริโภค หากพบผู้ค้ารายใดมีพฤติกรรมจำหน่ายเนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ในราคาสูงเกินสมควร สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หากพบการกระทำผิด จะมีความผิดตามมาตรา 29 พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 มีโทษปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 120/2569 ค้าภายในผนึก 4 สมาคมปุ๋ย เคาะ “ราคาแนะนำรายจังหวัด” อิงต้นทุนจริงถึงอำเภอเมือง สกัดโก่งราคา – เตรียม ไทยช่วยไทยลดปัจจัยเกษตร ขายปุ๋ยถูกตั้งแต่ พ.ค.เป็นต้นไป (23 เมษายน 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจเกษตรไทย สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย สมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร และสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย ว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้กำหนด “ราคาแนะนำจำหน่ายปุ๋ยเคมีรายจังหวัด” โดยคำนวณราคาจากหน้าโรงงาน บวกค่าขนส่งและค่ายก จนถึงระดับอำเภอเมืองของแต่ละจังหวัด เพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในแต่ละพื้นที่ และให้เกษตรกรใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการตัดสินใจซื้อ โดยจะเริ่มประกาศราคาแนะนำได้ตั้งแต่สัปดาห์หน้า ผ่านเว็บไซต์กรมการค้าภายใน และแจ้งไปยังคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.) เพื่อใช้กำกับดูแลราคาในพื้นที่อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ จะครอบคลุมปุ๋ยสูตรหลักที่ใช้แพร่หลาย เช่น 16-0-0, 21-0-0, 0-0-60, 15-15-15, 16-20-0 และ 16-8-8 นายวิทยากร ระบุว่า ปัญหาที่พบในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้อยู่ที่ราคาหน้าโรงงาน แต่เป็นช่วงรอยต่อไปถึงร้านค้าปลีก ซึ่งมีการปรับราคาสูงขึ้นโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร บางพื้นที่พบการบวกเพิ่มถึง 300–500 บาทต่อกระสอบ ทั้งที่ผู้ผลิตยืนยันว่าไม่ได้ปรับขึ้นราคา ในด้านการกำกับดูแล กรมได้ลงพื้นที่ตรวจสอบร้านค้าปุ๋ยแล้ว 1,135 แห่ง พบกระทำความผิด 51 แห่ง และดำเนินคดีแล้ว 6 แห่ง ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม ขณะเดียวกัน กรมยังได้หารือกับผู้ผลิตปุ๋ยในการขับเคลื่อนโครงการ “ธงเขียวพลัส” ควบคู่กับการส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมตามชนิดพืชและพื้นที่ โดยร่วมกับ กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมทั้งผลักดันให้ลดการใช้ปุ๋ยยูเรีย ซึ่งขณะนี้ราคาปรับตัวสูงขึ้น จากเดิมประมาณตันละ 500 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มเป็นกว่า 900 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้มีความเสี่ยงด้านต้นทุน โดยสามารถใช้ปุ๋ยสูตรอื่นทดแทนได้ในหลายกรณี นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมฯ ยังได้หารือร่วมกับสมาคมปุ๋ยและเคมีเกษตรในการเตรียมจัดงาน “ไทยช่วยไทย ลดภาระปัจจัยการผลิต : ธงเขียวราคาประหยัดพลัส” โดยภาคเอกชนมีความพร้อมเข้าร่วมเพื่อบรรเทาภาระต้นทุนให้เกษตรกร โดยเฉพาะผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา และไม้ผล ซึ่งโครงการจะดำเนินการในช่วงเดือนเพาะปลูก ตั้งแต่เมษายนเป็นต้นไป โดยได้รับการยืนยันแล้วครอบคลุม 10 จังหวัด จังหวัดนำร่อง ได้แก่ กำแพงเพชร กาญจนบุรี อุทัยธานี และราชบุรี จากนั้นจัดต่อเนื่องอีก 20 จังหวัด และมีแผนจัดต่อให้ครอบคลุมพื้นที่ปลูกที่สำคัญทั่วประเทศ โดยจะสนับสนุนชดเชยราคาปุ๋ยเพิ่มเป็น 300 บาทต่อกระสอบ (5 กระสอบ) จากเดิม 200 บาท และหากซื้อสารเคมีทางการเกษตรเพิ่มเติม จะได้รับส่วนลดอีก 50 บาท รวมช่วยเหลือเฉลี่ยครัวเรือนละประมาณ 1,550 บาท ทั้งนี้ เกษตรกรต้องมีสมุดทะเบียนเกษตรกร หรือ “เล่มเขียว” และหากมีบัตรดินดี ได้รับรองมาตรฐาน GAP หรือเป็นสมาชิกศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) จะสามารถซื้อปุ๋ยเพิ่มได้อีก 1 กระสอบ รวมเป็น 6 กระสอบ พร้อมรับคูปองส่วนลดปุ๋ยอินทรีย์ 250 บาท ส่งผลให้ผู้ที่เข้าเงื่อนไขครบจะได้รับการสนับสนุนรวมสูงสุดประมาณ 2,100 บาท ในส่วนของการนำเข้าปุ๋ยจากแหล่งใหม่ ผู้นำเข้าประสานเจรจานำเข้าจากประเทมาเลเซีย บรูไน และอินโดนีเซียอย่างต่อเนื่อง ในด้านราคาจำหน่ายผู้ผลิตยังไม่ได้ยื่นขอปรับขึ้นราคาจำหน่าย แม้ว่าต้นทุนจะเริ่มใกล้เพดานที่เคยได้รับอนุมัติ โดยยังคงต้องติดตามสถานการณ์ราคาตลาดโลกอย่างใกล้ชิดต่อไป
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ