ข่าวเลขที่ 63/2569 พาณิชย์ เกาะติดสถานการณ์ทุเรียนไทย เดินหน้าสำรวจความต้องการตลาด เตรียมแคมเปญยกระดับภาพลักษณ์ทุเรียนคุณภาพ สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค (23 มกราคม 2568)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงการติดตามสถานการณ์ทุเรียนไทยว่า กรมการค้าภายในได้เตรียมความพร้อมเชิงรุกตั้งแต่ต้นฤดู โดยติดตามปริมาณผลผลิต สถานการณ์ตลาด และแนวโน้มความต้องการของผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การบริหารจัดการทุเรียนไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และรักษาเสถียรภาพราคาให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า สำหรับฤดูกาลผลิตปีนี้ คาดว่าผลผลิตทุเรียนในพื้นที่ภาคตะวันออกจะเริ่มทยอยออกสู่ตลาดตั้งแต่เดือนเมษายน และออกมากที่สุดในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน ขณะที่ทุเรียนภาคใต้จะทยอยออกสู่ตลาดต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป ซึ่งกรมฯ ได้ติดตามข้อมูลจังหวะการออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้วางแผนการบริหารจัดการตลาดและการกระจายผลผลิตให้เหมาะสมกับปริมาณผลผลิตในแต่ละช่วง ขณะเดียวกัน กรมการค้าภายในได้เร่งประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการ และภาคเอกชน สำรวจความต้องการของตลาดในแต่ละช่วงฤดูกาล ทั้งในด้านสายพันธุ์ ระดับความสุก คุณภาพ และรูปแบบการบริโภค เพื่อนำข้อมูลมาใช้วางแผนการตลาดและการกระจายผลผลิตอย่างตรงจุด ลดความเสี่ยงปัญหาผลผลิตกระจุกตัว และเพิ่มโอกาสทางการค้าให้กับทุเรียนไทย ในด้านการส่งออก นายวิทยากร ระบุว่า ทุเรียนไทยปีนี้ยังมีโอกาสขยายตลาดส่งออก โดยเฉพาะตลาดจีน จากความเชื่อมั่นในคุณภาพทุเรียนไทย ซึ่งสามารถส่งออกได้ทั้งในรูปแบบผลสด เนื้อทุเรียน รวมถึงการนำทุเรียนไปแปรรูปเป็นวัตถุดิบอาหาร เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดที่มีความหลากหลายมากขึ้น และช่วยกระจายผลผลิตออกจากตลาดในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก “ทุเรียนไทยไม่ใช่แค่ผลไม้ตามฤดูกาล แต่เป็นสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าสูงและมีภาพลักษณ์ระดับโลก กรมการค้าภายในจึงให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมทั้งระบบ ตั้งแต่ข้อมูลตลาด การเชื่อมโยงช่องทางจำหน่าย ไปจนถึงการสื่อสารภาพลักษณ์สินค้าให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่” นายวิทยากร กล่าว นอกจากนี้ กรมการค้าภายในอยู่ระหว่างเตรียมแคมเปญยกระดับภาพลักษณ์ทุเรียนไทย โดยเน้นจุดเด่นด้านคุณภาพ มาตรฐาน และความหลากหลายของสายพันธุ์ ซึ่งเป็นจุดแข็งของทุเรียนไทย ควบคู่กับการส่งเสริมการบริโภคอย่างเหมาะสม และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในประเทศและตลาดต่างประเทศ ผ่านการทำตลาดร่วมกับพันธมิตรภาคเอกชน ห้างค้าปลีก และช่องทางออนไลน์ เพื่อขยายการรับรู้และเพิ่มมูลค่าให้กับทุเรียนไทยอย่างยั่งยืน อธิบดีกรมการค้าภายใน ย้ำว่า กรมฯ จะเดินหน้าติดตามสถานการณ์ทุเรียนอย่างต่อเนื่อง พร้อมปรับมาตรการให้สอดรับกับสถานการณ์จริง เพื่อให้ทุเรียนไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาด และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรในระยะยาว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 62/2569 DIT ปั้นเกษตรกรไทย UpSkill-ReSkill สู่คอนเทนต์ครีเอเตอร์ ยกระดับการผลิต "ข้าวประณีต" เจาะตลาดพรีเมียม (19 มกราคม 2568)
นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า “กรมการค้าภายใน DIT ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในทุกมิติ ไม่เพียงดูแลเสถียรภาพด้านปริมาณและราคา แต่ยังมุ่ง ยกระดับตลาดข้าวไทยจากการแข่งขันเชิงปริมาณ สู่การแข่งขันด้านคุณภาพ มูลค่า และอัตลักษณ์สินค้า เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดพรีเมียมทั้งในและต่างประเทศ นางสาวญาณี กล่าวต่อว่า “ กรมฯ ได้จัดโครงการพัฒนาศักยภาพ สร้างรายได้ และเพิ่มมูลค่าทางการตลาดสินค้าเกษตร ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อเสริมสร้างทักษะใหม่ (UpSkill) และพัฒนาต่อยอดทักษะ (ReSkill) ให้แก่กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ และวิสาหกิจชุมชน มีความรู้และทักษะที่จำเป็นในการพัฒนาสินค้าเกษตรโดยเฉพาะสินค้าข้าว ให้ตรงกับความต้องการของตลาด และสามารถเพิ่มมูลค่าและขยายโอกาสทางการค้า โดยการอบรมจะมีการ UpSkill ด้านการผลิตข้าวคุณภาพและการพัฒนาสินค้าเกษตรมูลค่าสูง จากการถ่ายทอดแนวคิดการพัฒนา “ข้าวประณีต” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เกษตรกรปรับกระบวนการผลิตอย่างพิถีพิถัน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ มุ่งผลิตข้าวคุณภาพสูง รองรับตลาดพรีเมียม และยกระดับภาพลักษณ์ข้าวไทยให้มีมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน และ ReSkill ด้านการตลาดดิจิทัล โดยเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่การทำตลาดออนไลน์ กลยุทธ์การขายผ่าน TikTok และ Facebook เทคนิคการสร้างคอนเทนต์และการเล่าเรื่องสินค้าเกษตรผ่านคลิปสั้น รวมถึง Workshop การขายจริง เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้ทันทีทำให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรง และสร้างโอกาสต่อรองทางการตลาดให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ”กรมฯ มุ่งพัฒนาเกษตรกรให้ก้าวทันตลาด ไม่ใช่เพียงผลิตข้าวได้ แต่ต้องรู้จักสร้างคุณค่าให้กับผลผลิตของตนเอง ผ่านการยกระดับทักษะ การพัฒนาคุณภาพข้าวและการถ่ายทอดเรื่องราวจากแหล่งผลิตสู่ผู้บริโภค เพื่อให้ข้าวไทยสามารถเข้าสู่ตลาด มูลค่าสูง และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรในระยะยาว“ นางสาวญาณีฯ กล่าว การอบรมตั้งเป้าจัดจำนวน 20 ครั้งทั่วประเทศ รุ่นละไม่น้อยกว่า 50 คน ใช้ระยะเวลา 2 วัน ปัจจุบัน กรมการค้าภายในได้จัดอบรมแล้ว 4 รุ่น มีเกษตรกรและสหกรณ์เข้าร่วมรวม 313 ราย และมีแผนจัดอบรมครั้งถัดไปที่ จังหวัดนครราชสีมา ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ กองส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตร 2 กรมการค้าภายใน DIT โทร. 02-507-6183
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 61/2569 ธงฟ้าเปิดฉาก! ลดค่าครองชีพคนกรุง 3 วัน ที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ คาดเงินสะพัดกว่า 30 ล้านบาท สนับสนุนผู้ประกอบการ 7 ชายแดนเพิ่มรายได้ (14 มกราคม 2568)
กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน เปิดงาน “มหกรรมธงฟ้าเยียวยาลดค่าครองชีพ” ยกทัพสินค้าราคาประหยัดมาจำหน่ายให้แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 14-16 มกราคม 69 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย (SMEs) รวมถึงผู้ประกอบการจากพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ให้มีช่องทางจำหน่ายสินค้าและฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม โดยคาดว่าจะสามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพและสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 30 ล้านบาท นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นประธานในพิธีเปิดงาน เปิดเผยว่า การจัดงานในครั้งนี้เป็นการขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้หลัก “ร่วมมือ โปร่งใส ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด” โดยมุ่งดูแลค่าครองชีพประชาชน ควบคู่กับการเสริมความเข้มแข็งให้ระบบการค้าภายในประเทศ และการดูแลเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดน สำหรับงานมหกรรมธงฟ้าเยียวยาลดค่าครองชีพ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14–16 มกราคม 2569 ตั้งแต่เวลา 07.30–20.00 น. ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคาร B ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิต กลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน เครือข่ายธุรกิจ และผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงผู้ประกอบการจากจังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา นำสินค้าอุปโภคบริโภคมาจำหน่ายรวม 10 หมวด กว่า 2,000 รายการ ลดราคาสูงสุด 60% อาทิ อาหารแห้ง อาหารกระป๋อง ซอสปรุงรส ของใช้ประจำวัน น้ำยาซักผ้า เครื่องครัว เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องแต่งกาย และสินค้าชุมชน ภายในงานยังมีการจำหน่ายสินค้าไฮไลท์และสินค้าเกษตรในราคาพิเศษทุกวัน เช่น ไข่ไก่เบอร์ M แผงละ 80 บาท น้ำตาลทรายกิโลกรัมละ 20 บาท น้ำมันพืชปาล์มขวดละ 35 บาท ข้าวหอมมะลิขนาด 5 กิโลกรัม ถุงละ 110 บาท รวมถึงหอมแดงจากเกษตรกรโดยตรง กิโลกรัมละ 55 บาท พร้อมทั้งการจัดชุดสินค้าในราคาประหยัดจากผู้ประกอบการชายแดน เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า โดยปกติช่วงต้นปีราคาน้ำมันพืชมักมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากต้นทุนการผลิตและความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งในบางช่วงอาจสูงถึงขวดละประมาณ 60 บาท อย่างไรก็ตาม กรมการค้าภายในได้เข้ามาบริหารจัดการตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์อย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลค่าครองชีพประชาชนและรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าจำเป็น ส่งผลให้ราคาน้ำมันพืชอยู่ในระดับเหมาะสม และสามารถนำมาจำหน่ายในงานธงฟ้าในราคาพิเศษเพียงขวดละ 35 บาท ขณะเดียวกัน กรมยังได้เชื่อมโยงสินค้าเกษตรจากเกษตรกรโดยตรง โดยเฉพาะหอมแดงซึ่งอยู่ในช่วงฤดูผลผลิตออกสู่ตลาด มีคุณภาพดีและเหมาะสำหรับการประกอบอาหาร เพื่อให้ทั้งประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบการร้านอาหาร และผู้ที่ประกอบอาหารเอง สามารถเข้าถึงวัตถุดิบคุณภาพในราคาประหยัด นอกจากนี้ งานมหกรรมธงฟ้าครั้งนี้ยังเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการจาก 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ได้นำสินค้ามาจำหน่ายภายในงาน เพื่อช่วยเพิ่มช่องทางตลาดและสร้างรายได้ โดยกรมการค้าภายในยืนยันว่าจะนำผู้ประกอบการกลุ่มนี้เข้าร่วมจำหน่ายในงานธงฟ้าในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ภาพรวมสถานการณ์ราคาสินค้าตั้งแต่ต้นปีอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ทั้งในส่วนของเกษตรกรที่สามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่เหมาะสม และประชาชนที่เข้าถึงสินค้าปลายทางในราคายุติธรรม โดยกรมการค้าภายในได้บูรณาการมาตรการบริหารจัดการสินค้าหลักอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันปัญหาราคาผันผวนและดูแลค่าครองชีพประชาชนอย่างต่อเนื่อง “ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวกรุงเทพมหานครมาเลือกซื้อสินค้าในงานมหกรรมธงฟ้าเยียวยาลดค่าครองชีพ ซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพ ราคาประหยัด และครบถ้วนต่อการดำรงชีวิต เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเสริมสร้างความมั่นคงด้านเศรษฐกิจในระดับครัวเรือน” นายวิทยากร กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวที่ 60/2569 พาณิชย์ เร่งพยุงราคาหอมแดงศรีสะเกษ เชื่อมตลาดข้อตกลงทันที 50 ล้านบาท เดินหน้า 3 มาตรการ ดูดซับ–ส่งออกกว่า 7,000 ตัน ดันราคาปรับตัวดีขึ้น (10 มกราคม 2568)
กรมการค้าภายในลงพื้นที่ศรีสะเกษ ติดตามสถานการณ์หอมแดงช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดมาก และเร่งขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุกทั้งระบบ โดยเดินหน้า 3 มาตรการหลัก ทั้งส่งออก เชื่อมโยงเอกชนรับซื้อในราคานำตลาด และการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าผ่านตลาดข้อตกลง ตั้งเป้าดูดซับผลผลิตกว่า 7,000 ตัน เพื่อพยุงราคาและสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์หอมแดงจังหวัดศรีสะเกษ ว่า “กรมการค้าภายในมาลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์พร้อมเชื่อมโยงตลาดเพื่อรองรับผลผลิตหอมแดง โดยเดือนมกราคมถือเป็นช่วงที่ผลผลิตหอมแดงออกสู่ตลาดมาก โดยเฉพาะจังหวัดศรีสะเกษซึ่งเป็นแหล่งผลิตใหญ่คิดเป็นกว่า 70% ของประเทศ กรมการค้าภายในจึงเร่งขับเคลื่อนมาตรการบริหารจัดการผลผลิตเชิงรุก ในการเชื่อมโยงกระจายผลผลิตหอมแดง เป้าหมาย 7,000 ตัน ผ่าน 3 มาตรการหลัก ได้แก่ 1) การเร่งผลักดันการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะตลาดมาเลเซีย เป้าหมาย 5,000 ตัน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน โดยกำหนดมาตรการรับซื้อเป็น 3 ช่วง ได้แก่ วันที่ 7–11 มกราคม 2569 รับซื้อในราคากิโลกรัมละ 11 บาท วันที่ 12–16 มกราคม 2569 รับซื้อในราคากิโลกรัมละ 12 บาท และวันที่ 17–21 มกราคม 2569 รับซื้อในราคากิโลกรัมละ 13 บาท เพื่อจูงใจให้เกษตรกรชะลอการเก็บเกี่ยว และเน้นการตัดหอมแดงคุณภาพหัวใหญ่ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด 2) การรับซื้อและกระจายไปยังตลาดภายในประเทศ ผ่านการเชื่อมโยงของผู้ประกอบการสู่ห้างค้าส่ง ค้าปลีก ทั่วประเทศในราคานำตลาดที่กิโลกรัมละ 11 บาท เป้าหมาย 500 กิโลกรัม 3) การใช้ “ตลาดข้อตกลง” ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งในการเชื่อมโยงซื้อขายล่วงหน้าระหว่างเกษตรกรกับผู้ประกอบการ เพื่อลดแรงกดดันด้านราคาและดูดซับผลผลิตออกจากพื้นที่ตั้งแต่ต้นทาง เป้าหมายไม่น้อยกว่า 1,500 ตัน โดยวันนี้ กรมฯ ได้ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดศรีสะเกษ จัดเชื่อมโยงซื้อขายหอมแดงผ่านตลาดข้อตกลง โดยนำผู้ประกอบการ 9 ราย ได้แก่ Makro, Lotus’s, Tops, GO Wholesale, Big C, The Mall, บริษัท ตะวันพืชผล จำกัด, บริษัท ยิ่งไพศาลการเกษตร จำกัด และบริษัท ฉั่วฮะเส็ง ฟู้ดโปรดักส์ จำกัด ทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหอมแดงจังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 12 กลุ่ม จาก 4 อำเภอ ได้แก่ วังหิน ยางชุมน้อย กันทรารมย์ และราษีไศล มีปริมาณซื้อขายตามสัญญาในวันนี้รวมกว่า 1,500 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจด้านตลาดและรายได้ให้เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม” ภายหลังจากกิจกรรมเชื่อมโยงดังกล่าว รองอธิบดีกรมการค้าภายในและคณะได้เดินทางไปติดตามการรับซื้อในพื้นที่ของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการเพิ่มช่องทางตลาดหอมแดง ที่บริษัท สยาม แอลเค อินเตอร์เนชั่นแนล อำเภอยางชุมน้อย จังหวัดศรีสะเกษ โดยได้เริ่มรับซื้อหอมแดงคุณภาพหัวใหญ่แล้ววันนี้ในราคากิโลกรัมละ 11 บาท รวมทั้งได้ติดตามการกระจายผลผลิตเพื่อส่งออกและตลาดภายในประเทศ โดยผู้ประกอบการมีความพร้อมที่จะเร่งช่วยกระจายไปยังตลาดต่างๆ เพื่อช่วยดูดซับผลผลิตในช่วงกระจุกตัว ทำให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่สูงขึ้น “กรมการค้าภายในได้เร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกทั้งระบบ ตั้งแต่การเชื่อมโยงตลาดข้อตกลง การเข้าไปรับซื้อเพื่อส่งออกไปยังตลาดเพื่อนบ้าน และการกระจายสินค้าไปยังตลาดทั่วประเทศ เชื่อว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยให้ราคาหอมแดงปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมขอให้เกษตรกรให้ความสำคัญกับการผลิตหอมแดงคุณภาพ โดยเฉพาะขนาดหัวและมาตรฐานสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาด เพื่อสร้างมูลค่าและรายได้ที่มั่นคงในระยะยาว” นายจิรวุฒิ กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวที่ 59/2569 DIT ย้ำบทบาทกลไกหลักรัฐ ดูแลค่าครองชีพ คุมตลาดสินค้าเกษตร หนุนผู้ประกอบการทุกระดับ (31 ธันวาคม 2568)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยผลการดำเนินงานที่สำคัญของกรมการค้าภายใน ตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมุ่งดูแลประชาชนอย่างครอบคลุมทุกกลุ่ม ทั้งประชาชนทั่วไปที่เป็นผู้บริโภค เกษตรกร และผู้ประกอบการ โดยเน้นการลดภาระค่าครองชีพ ยกระดับรายได้ และรักษาความเป็นธรรมทางการค้า ในส่วนของประชาชนทั่วไป กรมการค้าภายในได้ดำเนินมาตรการลดภาระค่าครองชีพผ่านโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ โครงการธงฟ้า กิจกรรมช่วงเทศกาลสำคัญ และโครงการ “สุขกาย สบายกระเป๋า” สามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนรวมกว่า 1,600 ล้านบาท พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นด้านการจับจ่ายใช้สอย โดยยกระดับมาตรฐานหัวจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ครอบคลุมสถานีบริการน้ำมันกว่า 6,800 แห่งทั่วประเทศ และตรวจสอบความเที่ยงตรงของเครื่องชั่งตวงวัดในตลาดค้าส่งค้าปลีกอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังทำหน้าที่เป็น หน่วยงานหลักในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการ เพื่อช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยใน 10 จังหวัด โดยเร่งกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคเข้าสู่พื้นที่ประสบภัยอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสินค้าขาดแคลนและราคาสูงเกินสมควร สำหรับเกษตรกร นายวิทยากร ระบุว่า หนึ่งในผลสำเร็จที่ชัดเจน คือ สถานการณ์ราคาข้าวที่ปรับตัวดีขึ้น โดยปัจจุบันราคาข้าวเปลือกขาวปรับสูงกว่า 8,000 บาทต่อตัน ขณะที่ข้าวเปลือกหอมมะลิอยู่ที่ระดับ 14,700–16,100 บาทต่อตัน และบางพื้นที่แตะระดับ 18,000 บาทต่อตัน ส่วนข้าวเปลือกปทุมธานีอยู่ที่ 8,000–8,300 บาทต่อตัน ข้าวเปลือกเจ้า 6,300–7,200 บาทต่อตัน และข้าวเหนียว 7,000–10,000 บาทต่อตัน โดยข้าวเปลือกหอมมะลิปรับเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 1,000 บาทต่อตัน และข้าวเปลือกเจ้าปรับเพิ่มขึ้นสูงสุด 400 บาทต่อตัน ถือเป็นหนึ่งในฤดูกาลที่ราคาปรับตัวดี ทั้งนี้ เป็นผลจากมาตรการของคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ควบคู่กับการดำเนิน โครงการตลาดนัดข้าวเปลือก รวมกว่า 50 ครั้งใน 32 จังหวัด ซึ่งช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าไปรับซื้อถึงแหล่งผลิต ทำให้ราคานำตลาดสูงกว่าทั่วไปเฉลี่ย 200–400 บาทต่อตัน นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังดำเนินมาตรการชะลอการขาย เปิดจุดรับซื้อนอกพื้นที่ และตรวจสอบการรับซื้อสินค้าเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ข้าว และปาล์มน้ำมัน เพื่อป้องกันการกดราคาและสร้างความเป็นธรรมให้เกษตรกร พร้อมกันนี้ ยังได้ยกระดับสินค้าเกษตรไทย ผ่านโครงการ DIT X MasterChef Thailand เพื่อสร้างการรับรู้ว่า วัตถุดิบเกษตรของไทยสามารถยกระดับสู่สินค้ามูลค่าสูงได้ รวมถึงการเพิ่มช่องทางการตลาด โดยเชื่อมโยงสินค้าเกษตรกับพันธมิตร Modern Trade และสถานีบริการน้ำมัน อาทิ สินค้ามะพร้าวน้ำหอมและหอมแดง คิดเป็นมูลค่ากว่า 8.5 ล้านบาท ตลอดจนความร่วมมือ DIT X AirAsia นำวัตถุดิบเกษตรไทยไปเสิร์ฟบนเครื่องบิน และ DIT X Tao Bin นำผลไม้จากเกษตรกรไปจำหน่ายผ่านตู้เต่าบิน เพิ่มโอกาสทางการตลาดอย่างเป็นรูปธรรม ในส่วนของผู้ประกอบการ กรมการค้าภายในได้ช่วยเหลือผู้ประกอบการชายแดนในการเชื่อมโยงตลาดออกนอกพื้นที่แล้ว 15 ครั้ง พร้อมสนับสนุนค่าขนส่งผ่านไปรษณีย์ และร่วมมือกับแพลตฟอร์ม TikTok เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ นอกจากนี้ ยังช่วยสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมและผู้ประกอบการในการเพิ่มช่องทางตลาด รวมถึงการยกระดับผู้ประกอบการท้องถิ่นผ่านโครงการหมู่บ้านทำมาค้าขาย และ Farm Outlet เพื่อเชื่อมโยงตลาดทั้งในและต่างประเทศ สร้างรายได้และความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก นายวิทยากร กล่าวว่า ระยะต่อไปกรมการค้าภายในจะเดินหน้าขยายผลมาตรการสำคัญอย่างต่อเนื่อง อาทิ การเพิ่มช่องทางกระจายสินค้าผ่าน Mobile ธงฟ้าพุ่มพวง การขยายโครงการสุขกาย สบายกระเป๋าพลัส ไปยังสินค้าเวชภัณฑ์จำเป็น การต่อยอดความร่วมมือ DIT X Heliconia Plus และการขยายตลาดสินค้าเกษตรไทยที่มีศักยภาพ เพื่อดูแลค่าครองชีพ ยกระดับรายได้ และสร้างความเป็นธรรมทางการค้าให้ประชาชนทุกกลุ่ม
ดูเพิ่มเติม
ข่าวที่ 58/2569 ‘พาณิชย์’ ปูพรมตรวจเข้มช่วงปีใหม่ ตรวจเครื่องชั่ง–หัวจ่ายน้ำมัน–ป้ายราคา ครอบคลุมสนามบิน สถานีขนส่ง และจุดพักรถเส้นทางหลักเดินทาง สร้างความเชื่อมั่นประชาชน (26 ธันวาคม 2568)
วันนี้ (26 ธันวาคม 2568) ณ สถานีขนส่งหมอชิต นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า “ วันนี้กรมการค้าภายในได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในช่วงการเดินทางเพื่อท่องเที่ยวและกลับภูมิลำเนาในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะถึงนี้ โดยกรมได้จัดชุดสายตรวจลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา ครอบคลุมทั้งจุดพักรถ เส้นทางหลัก และศูนย์กลางการเดินทางสำคัญ เพื่อดูแลประชาชนในช่วงใกล้เทศกาลที่มีการเดินทางหนาแน่น โดยเน้นการตรวจสอบ 3 ด้านหลัก ได้แก่ การตรวจสอบเครื่องชั่งน้ำหนักสัมภาระ การตรวจสอบหัวจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง และการตรวจสอบการปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและค่าบริการ นายวิทยากร กล่าวต่อว่า ”กรมการค้าภายในได้ลงพื้นที่ตรวจเครื่องชั่งน้ำหนักสัมภาระ ณ ท่าอากาศยานดอนเมือง ซึ่งเป็นท่าอากาศยานหลักที่มีผู้โดยสารทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติใช้บริการจำนวนมาก โดยได้จัดให้มีเครื่องชั่งกลางที่ผ่านการตรวจรับรองจากสำนักชั่งตวงวัด กรมการค้าภายใน รวมถึงสายพานเครื่องชั่งน้ำหนัก ณ จุดเคาเตอร์ให้บริการสายการบิน โดยทุกเครื่องมีการติดสติกเกอร์รับรองแสดงความเที่ยงตรง เพื่อให้ผู้โดยสารมั่นใจว่าการชั่งน้ำหนักสัมภาระเป็นไปตามมาตรฐานและเป็นธรรม ในส่วนการตรวจสอบหัวจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง กรมการค้าภายในได้ตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ โดยให้ความสำคัญกับสถานีบนเส้นทางหลักและเส้นทางออกจากกรุงเทพมหานคร สำหรับวันนี้ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ ณ สถานีบริการน้ำมัน ปตท. ขาออก พหลโยธิน กม.27 กิจชัย กรุงเทพฯ เพื่อยืนยันว่าการจ่ายน้ำมันเป็นไปตามปริมาณที่ประชาชนชำระเงิน และเป็นไปตามโครงการ “จ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน” ของกรมการค้าภายใน นายวิทยากร กล่าวต่ออีกว่า “ขณะเดียวกัน กรมฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบการปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและค่าบริการ รวมถึงการจำหน่ายสินค้าในสถานที่ที่มีประชาชนใช้บริการจำนวนมาก เพื่อป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภค ครอบคลุมสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (สายใต้ใหม่) สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (เอกมัย) สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ (บางซื่อ) สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (หมอชิต) รวมถึงจุดพักรถขาออกจากกรุงเทพมหานครบนเส้นทางหลัก อาทิ เส้นวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และมอเตอร์เวย์บางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ผลการตรวจสอบพบว่า ผู้ประกอบการมีการปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและค่าบริการอย่างถูกต้อง ชัดเจน ราคาสินค้าอาหารปรุงสำเร็จ เครื่องดื่ม และค่าบริการต่าง ๆ อยู่ในระดับเหมาะสม ไม่พบการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาเกินสมควรในช่วงที่ประชาชนเดินทางหนาแน่น ด้านมาตรฐานเครื่องชั่งตวงวัด นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมได้ตรวจสอบเครื่องชั่งน้ำหนักในท่าอากาศยานพาณิชย์ทั่วประเทศ 30 สนามบิน ครอบคลุม 29 จังหวัด รวม 1,079 เครื่อง ตามพระราชบัญญัติมาตราชั่งตวงวัด พ.ศ. 2542 และ ตรวจสอบหัวจ่ายน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมัน เข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 6,900 สถานี หรือคิดเป็น 86 % ของสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ โดยขอแนะนำให้ประชาชนสังเกตสติกเกอร์รับรองที่ติดไว้บริเวณหัวจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งจะแสดงวันสิ้นอายุคำรับรองอย่างชัดเจน รวมถึงสติกเกอร์ สัญลักษณ์โครงการหัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน ที่แสดงถึงการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างต่อเนื่องของสถานีบริการ โดยสถานีที่เข้าร่วมโครงการจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐานและผ่านการตรวจรับรอง จะได้รับสติกเกอร์หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐานสีน้ำเงิน และหากสถานีบริการปฏิบัติถูกต้องต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 6 เดือน จะได้รับการยกระดับเป็นสติกเกอร์สีเงิน และเมื่อปฏิบัติต่อเนื่องครบ 2 ปีจะได้ยกระดับเป็นสัญลักษณ์สีทอง เพื่อยืนยันความเที่ยงตรงของหัวจ่ายน้ำมันและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้บริการในการเติมน้ำมันทุกครั้ง อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้กำชับผู้ประกอบการให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากไม่แสดงราคาหรือแสดงราคาไม่ถูกต้อง มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และกรณีจำหน่ายสินค้าแพงเกินสมควร กักตุน หรือปฏิเสธการจำหน่าย มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ พร้อมย้ำว่าการตรวจเข้มในช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นการดูแลทั้งด้านราคา ความถูกต้องของเครื่องชั่ง และหัวจ่ายน้ำมัน เพื่อให้ประชาชนเดินทางและจับจ่ายใช้สอยได้อย่างมั่นใจ ทั้งนี้ หากประชาชนพบการจำหน่ายสินค้าหรือการให้บริการที่ไม่เป็นธรรม สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 57/2569 พาณิชย์ชวนเลือกซื้อสินค้าไทยส่งความสุขปีใหม่ “New Year Mega Sale 2026” หนุนหมู่บ้านทำมาค้าขาย–Farm Outlet ลดค่าครองชีพทั่วประเทศเกือบ 5,000 ล้านบาท ต่อเนื่องถึง 31 ม.ค. 69 (25 ธันวาคม 2568)
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน เดินหน้าสร้างบรรยากาศการจับจ่ายและส่งต่อความสุขในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ผ่านการจัดและขยายมาตรการ “พาณิชย์ลดราคา New Year Mega Sale 2026” ภายใต้แนวคิด “ไทยช่วยไทย ซื้อของไทย เศรษฐกิจไทยยั่งยืน” เพื่อให้ประชาชนสามารถเลือกซื้อสินค้าและบริการในราคาประหยัด พร้อมสนับสนุนเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการไทยทั่วประเทศ โครงการดังกล่าวมีผู้ประกอบการเข้าร่วมรวมทั้งสิ้น 271 ราย แบ่งเป็นผู้ผลิต 89 ราย ผู้จำหน่าย 24 ราย ผู้ให้บริการ 151 ราย และแพลตฟอร์มออนไลน์ 7 ราย ร่วมกันนำสินค้าและบริการมาจัดโปรโมชั่นลดราคาสูงสุดถึง 80% ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 40 วัน ตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2568 ถึง 31 มกราคม 2569 สำหรับหมวดสินค้าที่เข้าร่วมโครงการ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ • กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค จำนวน 6,880 รายการ ลดราคาสูงสุด 80% • กลุ่มบริการ จำนวน 1,669 รายการ ลดราคาสูงสุด 80% • กลุ่มสินค้าออนไลน์ จำนวนกว่า 30,000 รายการ ลดราคาสูงสุด 50% โครงการนี้ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและเศรษฐกิจฐานราก โดยมีการเชื่อมโยงสินค้าจากโครงการ หมู่บ้านทำมาค้าขาย (Trading Village) และ Farm Outlet เข้าร่วมจำหน่าย ทั้งของกิน ของใช้ ของตกแต่งบ้าน เสื้อผ้า และผลิตภัณฑ์สุขภาพ เพื่อเปิดโอกาสให้สินค้าชุมชนเข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น และสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้กับชุมชน นอกจากนี้ ยังมีการเข้าร่วมของ กลุ่มบริการด้านสุขภาพและโรงพยาบาล ที่นำบริการทางการแพทย์และการส่งเสริมสุขภาพมาจัดโปรโมชั่นในราคาพิเศษ ลดสูงสุด 80% อาทิ โปรแกรมตรวจสุขภาพ วัคซีน วิตามิน และการตรวจคัดกรองโรค เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของขวัญปีใหม่ที่ช่วยดูแลสุขภาพประชาชน จากการดำเนินโครงการดังกล่าว คาดว่าจะสามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนได้ประมาณ 4,800 ล้านบาท พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ และสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับผู้ประกอบการและชุมชนในช่วงเทศกาลปีใหม่อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเลือกซื้อสินค้าและบริการที่เข้าร่วมโครงการ “พาณิชย์ลดราคา New Year Mega Sale 2026” รวมถึงอุดหนุนสินค้าชุมชนจากหมู่บ้านทำมาค้าขายและ Farm Outlet ทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันส่งต่อความสุขในช่วงปีใหม่ และสนับสนุนสินค้าไทยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 56/2569 พาณิชย์ช่วยไทย เปิดกล่องของขวัญใบใหญ่ “New Year Mega Sale 2026” ลดสูงสุด 80% ต่อเนื่องข้ามปีถึง 2569 มอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ คาดลดค่าครองชีพ กว่า 5,000 ล้านบาท (23 ธันวาคม 2568)
กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน เดินหน้าลดค่าครองชีพ จับมือผู้ผลิตและห้างโมเดิร์นเทรดกว่า 250 ราย จัดแคมเปญลดราคาสินค้าสูงสุด 80% ทั้งการจำหน่ายภายในงานจัดที่กระทรวงพาณิชย์ระหว่างวันที่ 23–25 ธันวาคม 2568 และขยายต่อเนื่องที่ห้างทั่วประเทศถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 ควบคู่การสนับสนุนผู้ประกอบการชายแดนไทย–กัมพูชา เปิดพื้นที่ออกร้านภายในงานและเตรียมนำสินค้าเข้าร่วมจำหน่ายในงานธงฟ้าทุกแห่ง พร้อมเชื่อมโยงตลาดสินค้าเกษตรร่วมกับพันธมิตรทั้งการจำหน่ายและแปรรูป อาทิ หอมแดงศรีสะเกษ และปลากะพงสามน้ำจ.สงขลา ตามคอนเซป “ไทยช่วยไทย ซื้อของไทย เศรษฐกิจไทยยั่งยืน” วันนี้ (23 ธันวาคม 2568) ณ กระทรวงพาณิชย์ นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ดำเนินการจัดโครงการ “พาณิชย์ลดราคา New Year Mega Sale 2026” ตามนโยบายกระทรวงพาณิชย์ที่มุ่งเน้นการลดภาระค่าครองชีพให้แก่พี่น้องประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมในช่วงเทศกาลปีใหม่ ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ร่วมสนับสนุนเกษตรกร และผู้ประกอบการไทย โดยกิจกรรมการเปิดงาน “พาณิชย์ลดราคา New Year Mega Sale 2026” ได้รับเกียรติจาก ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงานร่วมกับภาคเอกชนที่มาร่วมกันจัดสินค้าลดราคาในงานกว่า 250 ราย พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง พร้อมเยี่ยมชมพื้นที่จำหน่ายสินค้า ซึ่งมีการจัดบูธจำหน่ายสินค้าในช่วงวันที่ 23–25 ธันวาคม 2568 และขยายมาตรการลดราคาสินค้าและบริการทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 40 วัน จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 นายวิทยากรระบุว่า การดำเนินโครงการในครั้งนี้เป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยมีผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และห้างโมเดิร์นเทรดเข้าร่วมมากกว่า 180 ราย รวมถึงผู้ให้บริการด้านต่าง ๆ อีกกว่า 70 ราย พร้อมแพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้าออนไลน์ รวมกว่า 250 ราย นำสินค้ามาจำหน่ายและจัดโปรโมชั่นรวมแล้วกว่าหมื่นรายการ ลดราคาสูงสุดมากกว่า 80% เพื่อร่วมกันช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังให้ความสำคัญกับการสนับสนุนผู้ประกอบการในพื้นที่เปราะบาง โดยได้เชิญชวนผู้ประกอบการจาก 7 จังหวัดพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ที่ประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจ เข้าร่วมออกร้านภายในงาน อาทิ ผลิตภัณฑ์เนื้อโคจากจังหวัดบุรีรัมย์ รวมถึงสินค้าจากพื้นที่ดังกล่าว เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดและช่วยสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการในพื้นที่ให้มีรายได้ในสถานการณ์ช่วงปัจจุบันนี้ พร้อมกันนี้ ยังมีการเชื่อมโยงสินค้าเกษตรจากแหล่งผลิตโดยตรงมาจำหน่ายในงาน โดยเฉพาะปลากะพงสามน้ำ จากจังหวัดสงขลา ซึ่งนำมาเปิดบูธจำหน่ายเพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้เกษตรกร หลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในช่วงที่ผ่านมา ช่วยให้เกษตรกรสามารถระบายผลผลิตและเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรง อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวว่า โครงการ “พาณิชย์ลดราคา New Year Mega Sale 2026” ตั้งเป้าช่วยลดค่าครองชีพประชาชนไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท ขณะที่การจัดกิจกรรมจำหน่ายสินค้าภายในกระทรวงพาณิชย์ตลอด 3 วัน คาดว่าจะก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาท โดยผู้ประกอบการที่เข้าร่วมยังได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายเพิ่มเติม เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในช่วงเทศกาลปีใหม่อีกด้วย“ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเลือกซื้อสินค้าและบริการที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมส่งความปรารถนาดีในช่วงเทศกาลปีใหม่ และขอเป็นตัวแทนของกรมการค้าภายในขออวยพรทุกท่านในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะถึงนี้ โดยขอให้ประชาชนเดินทางโดยสวัสดิภาพ มีความสุขกับครอบครัว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีตลอดปีใหม่และในทุก ๆ วัน” นายวิทยากร กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ