ข่าวเลขที่ 184/2569 ข่าวดีชาวสวนมะพร้าว! พาณิชย์เดินหน้าดึงผู้ประกอบการรายใหญ่เข้าซื้อเพิ่ม มะพร้าวแกง–เนื้อมะพร้าว ดูดซับผลผลิต พยุงราคาหน้าสวน (17 กรกฎาคม 2569)
พาณิชย์เดินหน้าชะลอการนำเข้า ประสานโรงงานแปรรูป 13 แห่งและผู้ประกอบการรายใหญ่การรับซื้อเพิ่ม พร้อมผลักดันข้อเสนอเกษตรกรเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช เพื่อรักษาเสถียรภาพราคามะพร้าวทั้งระบบ นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวแกงที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ราคามะพร้าวปรับตัวลดลง ตามข้อสั่งการของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยดำเนินมาตรการเชิงรุก ทั้งการชะลอการนำเข้ามะพร้าว และประสานผู้ประกอบการแปรรูป รวมถึงผู้ใช้วัตถุดิบรายใหญ่ทั่วประเทศ เพิ่มการรับซื้อผลผลิตมะพร้าวจากเกษตรกรไทย เพื่อดูดซับผลผลิตที่ออกสู่ตลาดจำนวนมากในช่วงนี้ และช่วยพยุงราคาภายในประเทศให้กลับเข้าสู่ภาวะสมดุล นายวิทยากร กล่าวว่า กรมการค้าภายในได้หารือร่วมกับผู้ประกอบการโรงงานแปรรูปมะพร้าวทั้ง 13 แห่งอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เริ่มเกิดสถานการณ์ในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเชื่อมโยงให้โรงงานเข้ารับซื้อผลผลิตจากแหล่งผลิตสำคัญในหลายจังหวัด เพื่อเร่งระบายผลผลิตออกจากพื้นที่และสร้างตลาดรองรับให้กับเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในผู้ประกอบการที่เข้าร่วมช่วยเหลือ คือ บริษัท เทพผดุงพรมะพร้าว จำกัด ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ “ชาวเกาะ” ซึ่งได้เพิ่มการรับซื้อมะพร้าวผลแก่จากเกษตรกรภายในประเทศอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มเกิดสถานการณ์ โดย นายเกียรติศักดิ์ เทพผดุงพร กรรมการผู้จัดการโรงงานชาวเกาะ บริษัท เทพผดุงพรมะพร้าว จำกัด แจ้งว่า บริษัทยังเดินหน้ารับซื้อทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม–15 กรกฎาคม 2569 โดยใช้มะพร้าวผลรวมแล้วกว่า 30 ล้านลูก เพื่อช่วยระบายผลผลิตออกจากแหล่งผลิตในพื้นที่ต่าง ๆ อาทิ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช ปัตตานี นราธิวาส สมุทรสงคราม และราชบุรี นอกจากนี้ บริษัท ไทย อกริ ฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) เจ้าของแบรนด์ “อร่อย-ดี” ยังเข้าร่วมรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในราคาที่สูงกว่าตลาด เพื่อช่วยยกระดับรายได้ให้เกษตรกร โดย นางสาวกาญจนา คุณาพรภัทรกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท เปิดเผยว่า “บริษัทได้เข้าร่วมรับซื้อเนื้อมะพร้าวขาวจากเกษตรกรในราคากิโลกรัมละ 24 บาท สูงกว่าราคาตลาด ณ ปัจจุบันประมาณ 4 บาท โดยตั้งเป้ารับซื้อประมาณ 175 ตันต่อวัน (เฉลี่ยประมาณ 578,000 ลูกต่อวัน) เพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำกะทิ สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตภายในประเทศ และช่วยดึงราคามะพร้าวผลแก่ให้สูงขึ้น” ขณะที่ นายสุรเดช นิลเอก กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทรอปิ คานา ออยล์ จำกัด ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์น้ำมันมะพร้าวอินทรีย์ กล่าวว่า “บริษัทได้ร่วมรับซื้อมะพร้าวอินทรีย์จากเกษตรกรเดือนละประมาณ 50,000 ลูก เป็นระยะเวลา 2 เดือน รวมทั้งสิ้น 100,000 ลูก ในราคากิโลกรัมละ 15 บาท เพื่อช่วยดูดซับมะพร้าวเข้าสู่ตลาดผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง” นายวิทยากร กล่าวว่า ความร่วมมือของผู้ประกอบการทั้ง 3 รายล่าสุด จะช่วยเพิ่มปริมาณการรับซื้อผลผลิตมะพร้าวภายในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ลดแรงกดดันด้านอุปทานในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก ช่วยพยุงราคามะพร้าวให้มีเสถียรภาพมากขึ้น และสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรว่าผลผลิตยังมีตลาดรองรับอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ กรมการค้าภายในจะรวบรวมข้อเสนอและข้อเรียกร้องของเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าว เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช เพื่อพิจารณามาตรการที่เหมาะสมในการรักษาเสถียรภาพราคามะพร้าวและสร้างความสมดุลทั้งระบบ โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 183/2569 กรมการค้าภายในจับมือ สปป.ลาว เสริมมาตรฐานชั่งตวงวัดข้ามพรมแดน อบรมเข้มเครื่องชั่งรถยนต์–ถังบรรจุของเหลว รองรับโลจิสติกส์การค้าไทย-ลาว (14 กรกฎาคม 2569)
กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดโครงการฝึกอบรม “การกำกับดูแลเครื่องชั่งรถยนต์ และการสอบเทียบปริมาตรถังบรรจุของเหลวบนรถบรรทุก” ให้แก่คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ชั่งตวงวัดจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ระหว่างวันที่ 13–17 กรกฎาคม 2569 ณ จังหวัดขอนแก่น เพื่อเสริมสร้างทักษะทางวิชาการ แลกเปลี่ยนความรู้ และถ่ายทอดประสบการณ์เชิงปฏิบัติระหว่างเจ้าหน้าที่ชั่งตวงวัดไทยและ สปป.ลาว ซึ่งเป็นกลไกสำคัญต่อระบบโลจิสติกส์ การค้าชายแดน และการค้าข้ามพรมแดนของทั้งสองประเทศ นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดโครงการฯ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 ณ โรงแรม ไอ โฮเทล จังหวัดขอนแก่น ว่า การฝึกอบรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจากคุณ Sysangkhom Khotnhotha, อธิบดีกรมมาตรฐานและวัดแทก กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า แห่ง สปป.ลาว พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เข้าร่วม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออันใกล้ชิดระหว่างไทยและ สปป.ลาว ในการยกระดับมาตรฐานด้านชั่งตวงวัด ภายหลังการลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือการช่วยเหลือทางวิชาการด้านเทคนิคงานชั่งตวงวัดเมื่อปี 2567 ซึ่งเป็นความร่วมมือสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพบุคลากร และยกระดับการกำกับดูแลเครื่องชั่งตวงวัดให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล การฝึกอบรมครั้งนี้นับเป็นการต่อยอดความร่วมมือภายใต้กรอบ MOU อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของทั้งสองประเทศได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ครอบคลุมกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การตรวจสอบให้คำรับรองเครื่องชั่งรถยนต์ การตรวจสอบระหว่างใช้งาน การคำนวณและรายงานผล ตลอดจนการฝึกปฏิบัติจริง ณ สถานประกอบการ เพื่อให้สามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการกำกับดูแลเครื่องชั่งรถยนต์และการสอบเทียบปริมาตรถังบรรจุของเหลวบนรถบรรทุกได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ และเป็นมาตรฐานเดียวกัน “งานชั่งตวงวัดเป็นพื้นฐานสำคัญของความเชื่อมั่นทางการค้า โดยเฉพาะการค้าข้ามพรมแดนที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้า ปริมาณสินค้า และมูลค่าทางเศรษฐกิจจำนวนมาก การที่เจ้าหน้าที่ของทั้งสองประเทศได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และฝึกปฏิบัติร่วมกัน จะช่วยให้การกำกับดูแลมีมาตรฐานใกล้เคียงกัน ลดอุปสรรคทางการค้า และสนับสนุนให้ระบบโลจิสติกส์ไทย-ลาวมีความโปร่งใส เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” นายวิทยากรกล่าว ทั้งนี้ การฝึกอบรมครั้งนี้มีผู้เข้ารับการอบรมจาก สปป.ลาว รวมกว่า 26 คน ประกอบด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากกรมมาตรฐานและวัดแทก กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า รวมถึงเจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมและการค้าจากแขวงต่าง ๆ ได้แก่ แขวงสะหวันนะเขต แขวงคำม่วน แขวงบอลิคำไซ แขวงอุดมไซ แขวงไซยะบุรี และแขวงจำปาสัก ซึ่งสะท้อนถึงความร่วมมือด้านวิชาการและการพัฒนาระบบชั่งตวงวัดร่วมกันระหว่างไทยและ สปป.ลาว อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวทิ้งท้ายว่า โครงการฝึกอบรมดังกล่าวจะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ชั่งตวงวัดของทั้งสองประเทศ พร้อมเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านชั่งตวงวัดระหว่างหน่วยงานไทยและ สปป.ลาว ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้า การคุ้มครองผู้บริโภค และการสร้างความเป็นธรรมในระบบการค้าชายแดนอย่างต่อเนื่อง
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 182/2569 กรมการค้าภายใน จับมือ BEM ยกเทศกาล “Thailand: The Land of Tropical Fruits” บุก MRT ส่งตรงผลไม้ไทยจากสวนสู่คนเมือง เร่งกระจายผลผลิตตามนโยบายรัฐมนตรีพาณิชย์ (11 กรกฎาคม 2569)
วันนี้ (10 กรกฎาคม 2569) นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน พร้อมด้วยคุณศิริพร กิ่งทอง ผู้อำนวยการกองบริหารสินทรัพย์ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) คุณอนวัช สุวรรณฤทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ผู้แทนเกษตรกร ผู้ประกอบการชุมชน ผู้แทนบริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัด ผู้ผลิตรายการ MasterChef Thailand และเชฟธิติ แชมป์รายการ MasterChef Thailand Season 7 ร่วมเปิดกิจกรรม “DIT X MRT จำหน่ายผลไม้ทั่วไทยผ่านช่องทาง MRT” ภายใต้เทศกาล “Thailand: The Land of Tropical Fruits” ณ พื้นที่ Metro Mall สถานี MRT สวนจตุจักร นายวิทยากร กล่าวว่า นโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร เร่งกระจายผลผลิตทางการเกษตรสู่มือผู้บริโภค เพิ่มช่องทางการจำหน่าย และรณรงค์ให้คนไทยบริโภคผลไม้ไทย หลังจากปีนี้ผลผลิตผลไม้หลายชนิดมีปริมาณเพิ่มขึ้นเกือบทุกประเภท กรมการค้าภายในจึงได้ริเริ่มเทศกาล “Thailand: The Land of Tropical Fruits” เพื่อเชื่อมโยงผลไม้สดจากแหล่งผลิตไปสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง ให้ประชาชนเข้าถึงผลไม้คุณภาพ สดใหม่ จากมือเกษตรกรโดยตรง ในราคาที่เป็นธรรม พร้อมสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก “กิจกรรม DIT X MRT จำหน่ายผลไม้ทั่วไทยผ่านช่องทาง MRT ถือเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือสำคัญระหว่างกรมการค้าภายในกับ BEM ในการนำศักยภาพของระบบขนส่งมวลชน ซึ่งมีผู้ใช้บริการจำนวนมากในแต่ละวัน มาเป็นช่องทางกระจายผลผลิตทางการเกษตรสู่ผู้บริโภคโดยตรง ช่วยระบายผลผลิตในช่วงฤดูกาล ลดปัญหาผลผลิตกระจุกตัว เพิ่มโอกาสทางการตลาดให้เกษตรกร และทำให้ประชาชนสามารถเลือกซื้อผลไม้ไทยคุณภาพดี สดใหม่ ในราคาที่เหมาะสม เสมือนยกสวนผลไม้จากทั่วประเทศมาไว้ใจกลางเมือง” นายวิทยากร กล่าว อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวต่ออีกว่า ภายในงานมีการจำหน่ายผลไม้สดจากแหล่งผลิตทั่วประเทศ อาทิ มังคุด เงาะ สละ ลำไย มะม่วง มะพร้าว ส้มโอ กล้วย สับปะรด ทุเรียน รวมถึงสินค้าอัตลักษณ์ชุมชนจาก “ตลาดต้องชม” ภายใต้การส่งเสริมของกรมการค้าภายใน พร้อมกิจกรรมส่งเสริมการขาย อาทิ “All You Can Fill” ตักมังคุดได้แบบไม่อั้นในราคา 59 บาท และโปรโมชั่นพิเศษสำหรับผู้โดยสาร MRT เพียงนำป้ายแขวนจากภายในขบวนรถไฟฟ้ามาแสดง รับสิทธิ์ซื้อผลไม้ 1 กิโลกรัม แถมฟรีอีก 1 กิโลกรัม เพื่อกระตุ้นการบริโภคผลไม้ไทยและเพิ่มการระบายผลผลิตให้แก่เกษตรกร ด้านคุณอนวัช สุวรรณฤทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM กล่าวว่า BEM มีความยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนโครงการดังกล่าว โดยเปิดพื้นที่ภายในสถานีรถไฟฟ้า MRT ซึ่งเป็นทำเลที่มีศักยภาพและมีผู้ใช้บริการจำนวนมาก เพื่อเป็นช่องทางจำหน่ายผลไม้และสินค้าชุมชนจากเกษตรกรไทย ช่วยสร้างโอกาสทางการตลาด เพิ่มรายได้แก่เกษตรกร และมอบความสะดวกให้ผู้โดยสารสามารถเลือกซื้อผลไม้คุณภาพได้ระหว่างการเดินทาง ทั้งนี้ กิจกรรม “DIT X MRT จำหน่ายผลไม้ทั่วไทยผ่านช่องทาง MRT” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-24 กรกฎาคม 2569 เวลา 07.00-19.00 น. ณ Metro Mall สถานี MRT สวนจตุจักร และจุดจำหน่ายบริเวณสถานี MRT ลาดพร้าว และ MRT สุขุมวิท ขอเชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนผลไม้ไทยคุณภาพและสินค้าชุมชน พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนพี่น้องเกษตรกรไทยทั่วประเทศ
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 181/2569 กรมการค้าภายใน ยกระดับมาตรฐานหัวจ่ายน้ำมัน มอบป้าย “สีทอง” สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดินหน้าขยายสถานีบริการมาตรฐานทั่วประเทศ (10 กรกฎาคม 2569)
กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้ายกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลมาตรวัดปริมาตรน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง มอบป้ายสัญลักษณ์ "หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน (Fuel Dispenser Verified) ระดับสีทอง" ให้แก่สถานีบริการน้ำมันที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานของกรมการค้าภายใน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่าได้รับน้ำมันเชื้อเพลิงครบถ้วน ถูกต้อง และเป็นธรรม พร้อมเร่งผลักดันให้สถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศยกระดับสู่การได้รับป้ายสีทองเพิ่มขึ้น นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังร่วมตรวจสอบมาตรวัดปริมาตรน้ำมันเชื้อเพลิง และมอบป้ายสัญลักษณ์ “โครงการหัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน (Fuel Dispenser Verified)” สีทอง ให้กับสถานีบริการน้ำมันบางจาก สาขาถนนวิภาวดี-รังสิต และ สถานีบริการน้ำมันปตท. สาขาถนนวิภาวดี-รังสิต ว่า กรมการค้าภายในให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค และการสร้างมาตรฐานการให้บริการของสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้รับน้ำมันเชื้อเพลิงครบปริมาณตามที่ชำระเงิน และได้รับความเป็นธรรมทุกครั้งที่เข้ารับบริการ สำหรับป้ายสัญลักษณ์ “สีทอง” ถือเป็นระดับสูงสุดของโครงการฯ ที่มอบให้แก่สถานีบริการน้ำมันที่สามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ได้อย่างถูกต้องครบถ้วนต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 2 ปี โดยสถานีบริการที่ได้รับป้ายดังกล่าวจะต้องมีการทดสอบหัวจ่ายน้ำมันอย่างสม่ำเสมอ มีถังตวง 5 ลิตรที่ผ่านการสอบเทียบตามระยะเวลาที่กำหนด และมีพนักงานที่ผ่านการอบรมการทดสอบน้ำมันจากกรมการค้าภายใน สะท้อนถึงความพร้อมของสถานีบริการในการดูแลมาตรฐานหัวจ่ายน้ำมันด้วยตนเอง ควบคู่กับการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ชั่งตวงวัด นายวิทยากร กล่าวว่า โครงการ "หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน (Fuel Dispenser Verified)" เป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและผู้ประกอบการค้าน้ำมัน เพื่อยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลหัวจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง โดยส่งเสริมให้สถานีบริการมีระบบตรวจสอบคุณภาพด้วยตนเองควบคู่กับการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ชั่งตวงวัด ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนผู้ใช้บริการอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ มีผู้ประกอบการค้าน้ำมันเข้าร่วมโครงการรวม 12 บริษัท ได้แก่ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท.บริหารธุรกิจค้าปลีก จำกัด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน) บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไซโนเปค ซัสโก้ จำกัด บริษัท สตาร์ ฟูเอลส์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด บริษัท เพียวพลังงานไทย จำกัด บริษัท พี โอ ออยล์ จำกัด และบริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ปัจจุบัน มีสถานีบริการน้ำมันแบรนด์หลักทั่วประเทศสมัครเข้าร่วมโครงการ 7,068 สถานี จากจำนวนสถานีบริการน้ำมันแบรนด์หลักทั้งหมด 8,234 สถานี คิดเป็น 85.84% และคิดเป็น 91.72% ของเป้าหมายประจำปี 2569 โดยแบ่งเป็นสถานีที่ได้รับป้ายสัญลักษณ์สีน้ำเงิน 2,091 สถานี ป้ายสีเงิน 4,551 สถานี และป้ายสีทอง 426 สถานี สะท้อนถึงความร่วมมือของผู้ประกอบการในการยกระดับมาตรฐานการให้บริการอย่างเป็นรูปธรรม การได้รับป้ายสัญลักษณ์แต่ละระดับไม่ได้เกิดขึ้นจากการสมัครเพียงอย่างเดียว แต่สถานีบริการจะต้องผ่านหลักเกณฑ์ที่กรมการค้าภายในกำหนด อาทิ การรายงานผลการทดสอบหัวจ่ายอย่างสม่ำเสมอ การมีถังตวงมาตรฐานที่ผ่านการสอบเทียบ การมีพนักงานที่ผ่านการฝึกอบรมจากกรมการค้าภายใน รวมถึงต้องไม่กระทำผิดกฎหมายชั่งตวงวัด หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขจะถูกเพิกถอนสิทธิการเข้าร่วมโครงการทันที “กรมการค้าภายในตั้งเป้าหมายให้ภายในปี 2569 มีสถานีบริการที่ได้รับป้ายสีทองประมาณ 700 สถานี และภายในปี 2570 จะขยายจำนวนสถานีบริการที่ได้รับป้ายสีทองให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรฐานสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค และเพิ่มประสิทธิภาพการคุ้มครองประชาชนให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ทั้งนี้ กรมการค้าภายในจะยังคงกำกับดูแล ตรวจสอบ และส่งเสริมให้สถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศรักษามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง” นายวิทยากร กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 180/2569 กรมการค้าภายในติดตามสถานการณ์กุ้งสุราษฎร์ธานี ชี้ราคาปรับตัวดีขึ้น เดินหน้าเชื่อมโยงตลาด ยกระดับอุตสาหกรรมกุ้งไทย (8 กรกฎาคม 2569)
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อติดตามสถานการณ์ปริมาณผลผลิตและราคากุ้ง ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานี ว่า กรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์กุ้งไทยอย่างใกล้ชิด ภายหลังเกิดประเด็นการห้ามนำเข้ากุ้งไทยไปมาเลเชีย โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัด องค์กรเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ผู้รวบรวมและกระจายสินค้า และเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง เพื่อร่วมกันติดตามสถานการณ์และกำหนดมาตรการดูแลตลาดอย่างต่อเนื่อง จากการลงพื้นที่และหารือกับทุกภาคส่วน พบว่าสถานการณ์ด้านปริมาณผลผลิตและราคากุ้งเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะสมดุล โดยปัญหาด้านราคาที่เคยส่งผลกระทบต่อเกษตรกรกำลังคลี่คลาย ราคากุ้งปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นผลสะท้อนจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการบริหารจัดการตลาดและเร่งเชื่อมโยงการจำหน่ายผลผลิต นายจิรวุฒิ กล่าวว่า กรมการค้าภายในได้มอบหมายให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศเร่งดำเนินการเชื่อมโยงตลาดและรณรงค์การบริโภคกุ้งภายในประเทศ โดยนำกุ้งจากแหล่งผลิตสำคัญ อาทิ จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดตรัง และจังหวัดฉะเชิงเทรา กระจายสู่จังหวัดปลายทางในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหรือ และภูมิภาคอื่น ๆ เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่าย ขยายฐานผู้บริโภค และช่วยดูดซับผลผลิตออกจากแหล่งผลิตอย่างต่อเนื่อง ผลจากการดำเนินงานผ่านกลไกการเชื่อมโยงตลาดของกรมการค้าภายในและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งสามารถเชื่อมโยงการกระจายกุ้งจากแหล่งผลิตสู่ตลาดปลายทางอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ลดปัญหาผลผลิตกระจุกตัวในพื้นที่แหล่งผลิต และเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ราคากุ้งปรับตัวดีขึ้น สร้างรายได้และความมั่นใจให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังเดินหน้าดำเนินมาตรการขับเคลื่อนตลาดกุ้งอย่างต่อเนื่อง ผ่านการจัดกิจกรรมรณรงค์บริโภคกุ้งในจังหวัดต่าง ๆ การเชื่อมโยงผลผลิตจากแหล่งผลิตสู่จังหวัดปลายทางทั่วประเทศ และกิจกรรมคาราวานตลาดสินค้ากุ้ง เพื่อขยายช่องทางการจำหน่ายและเพิ่มการบริโภคภายในประเทศ ควบคู่กับการดำเนิน โครงการเชื่อมโยงและระบายผลผลิตกุ้งภายในประเทศเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ปี 2569 เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพตลาดและสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง พร้อมกันนี้ กรมการค้าภายในยังได้หารือร่วมกับสมาคมกุ้งไทย ชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฎร์ธานี สหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มน้ำท่าทอง และจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมกุ้งไทยในระยะยาว โดยเห็นพ้องที่จะผลักดันการสร้างแบรนด์ “กุ้งไทย” ให้เป็นสินค้าคุณภาพระดับพรีเมียม สร้างการรับรู้แก่ผู้บริโภคทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เพิ่มความเชื่อมั่นในคุณภาพและมาตรฐานการผลิตของกุ้งไทย ควบคู่กับการส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศและการขยายโอกาสทางการตลาด เพื่อยกระดับมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและสร้างรายได้ที่มั่นคงแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง “กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์กุ้งอย่างต่อเนื่อง พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งด้านการเชื่อมโยงตลาด การรณรงค์บริโภค และการสร้างภาพลักษณ์กุ้งไทย เพื่อให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรม และสร้างเสถียรภาพด้านราคาอย่างยั่งยืน” นายจิรวุฒิ กล่าว ด้านนายประเสริฐ มะลิหอม เจ้าของแพมะลิหอม ผู้รวบรวมและจำหน่ายกุ้งในภาคใต้ กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์กุ้งเป็นที่น่าพอใจ ผลผลิตในตลาดลดลงตามรอบการเลี้ยง ขณะที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ถือเป็นระดับราคาที่เหมาะสมและสร้างความพึงพอใจให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ส่งผลให้บรรยากาศการค้ากลับมาคึกคักมากขึ้น ขณะที่นายอนุรักษ์ ช้างทรัพย์ เจ้าของศรีวิชัยฟาร์ม ผู้แทนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ขอขอบคุณกรมการค้าภายในและกระทรวงพาณิชย์ที่เข้ามาช่วยเชื่อมโยงตลาดและผลักดันการจำหน่ายกุ้ง ทำให้ราคาปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน พร้อมเสนอให้กระทรวงพาณิชย์สนับสนุนการประชาสัมพันธ์และสร้างภาพลักษณ์ “กุ้งไทยพรีเมียม” อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มการรับรู้ของผู้บริโภค สร้างมูลค่ีาเพิ่มให้สินค้า และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของกุ้งไทยในระยะยาวต่อไป
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 179/2569 กรมการค้าภายใน หารือผู้ผลิต-ค้าส่งค้าปลีก ติดตามสถานการณ์ไข่ไก่ ย้ำผลผลิตเพียงพอ คาดราคาทรงตัว ผู้ประกอบการร่วมจัดโปรโมชั่นช่วยลดค่าครองชีพ (8 กรกฎาคม 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังการประชุมติดตามสถานการณ์ราคาไข่ไก่ เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ร่วมกับผู้ผลิตไข่ไก่รายใหญ่ ได้แก่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) (CPF) บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) และอัครากรุ๊ป รวมถึงผู้ประกอบการค้าส่งค้าปลีก ได้แก่ ซีพี แอ็กซ์ตร้า บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ และโก โฮลเซลล์ ว่า กรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์ราคาไข่ไก่อย่างใกล้ชิดมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 หลังผู้ผลิตได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 15 สตางค์ต่อฟอง จากต้นทุนอาหารสัตว์ ค่าพลังงาน สถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศ และสภาพอากาศแปรปรวน โดยในช่วงแรก กรมการค้าภายในได้หารือกับผู้ผลิตอย่างต่อเนื่อง และขอความร่วมมือให้ชะลอการส่งผ่านต้นทุนมายังผู้บริโภค ไม่เกิน 10 สตางค์ต่อฟอง เพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ขณะที่ผู้ผลิตได้ร่วมรับภาระต้นทุนส่วนหนึ่งไว้เอง อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นต้นทุนการผลิตยังปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน สภาพอากาศร้อนจัดและแปรปรวน ส่งผลให้ประสิทธิภาพการให้ผลผลิตของแม่ไก่ลดลง ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยกว่าปกติ และต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้นจากหลายปัจจัย ส่งผลให้มีการปรับราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มจากฟองละ 3.60 บาท เป็น 3.80 บาท หรือเพิ่มขึ้น 20 สตางค์ ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 นายวิทยากร กล่าวว่า ปัจจุบันปริมาณไข่ไก่ยังมีเพียงพอต่อความต้องการบริโภคภายในประเทศ และไม่พบปัญหาการขาดแคลนสินค้า ขณะที่ผู้ผลิตประเมินว่าสถานการณ์ราคาในระยะต่อไปจะมีแนวโน้ม ทรงตัว และยังไม่มีปัจจัยที่ต้องปรับราคาเพิ่ม เนื่องจากสภาพอากาศเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น ประกอบกับผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทยอยออกสู่ตลาด ซึ่งจะช่วยให้ต้นทุนอาหารสัตว์มีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้สถานการณ์การผลิตและราคาไข่ไก่ทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ข้อสรุปร่วมกันว่า ภายหลังการปรับราคาแนะนำไข่ไก่หน้าฟาร์ม ผู้ประกอบการจะร่วมมือกับกรมการค้าภายในดูแลผลกระทบต่อผู้บริโภค โดยจะบริหารจัดการราคาจำหน่ายให้สอดคล้องกับต้นทุน พร้อมจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและโปรโมชั่นไข่ไก่อย่างต่อเนื่องในแต่ละช่องทาง เพื่อให้ประชาชนสามารถเลือกซื้อไข่ไก่ในราคาที่คุ้มค่า ช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพในช่วงที่ต้นทุนการผลิตยังอยู่ในระดับสูง นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์ปริมาณและราคาไข่ไก่อย่างใกล้ชิดทั้งระดับหน้าฟาร์ม ค้าส่ง และค้าปลีก พร้อมประสานผู้ผลิตและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีปริมาณสินค้าเพียงพอ ราคาจำหน่ายมีความเหมาะสมและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย รวมทั้งช่วยดูแลค่าครองชีพของประชาชนอย่างเต็มที่
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 178/2569 พาณิชย์ลงพื้นที่เยี่ยมชมวิสาหกิจชุมชนต้นแบบผู้ผลิตมะพร้าวน้ำหอมคุณภาพ ติดตามระบบการจัดการผลผลิตพรีเมียม เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ล้งชุมชนต้นแบบ (5 กรกฎาคม 2569)
วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะลงพื้นที่เยี่ยมชมกระบวนการรับซื้อ คัดแยก และบรรจุมะพร้าวน้ำหอมผลสดเพื่อจำหน่ายสู่ห้างโมเดิร์นเทรดและการส่งออก ณ วิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตผักและผลไม้ปลอดสารพิษเพื่อการส่งออกจังหวัดราชบุรี (PK Coco Farm) อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี โดยมีนางสาวกชกร ทองทา ผู้จัดการวิสาหกิจชุมชน ให้การต้อนรับ วิสาหกิจชุมชนแห่งนี้ถือเป็นศูนย์กลางสำคัญในการรวบรวม รับซื้อ คัดแยก บรรจุ และกระจายผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมคุณภาพจากเกษตรกรสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ก่อตั้งจากการรวมกลุ่มเกษตรกรและจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนเมื่อปี 2550 ปัจจุบันมีสมาชิก 127 ราย พร้อมระบบบริหารจัดการที่เข้มแข็ง มีการปันผลตอบแทนให้สมาชิกอย่างต่อเนื่อง และได้รับการยอมรับให้เป็นแหล่งศึกษาดูงานด้านการผลิตผลไม้ปลอดภัยและการบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชน นอกจากนี้ วิสาหกิจชุมชนยังบริหารจัดการผลผลิตในรูปแบบ Contract Supply มีระบบคัดเกรดตามมาตรฐาน รองรับทั้งตลาดโมเดิร์นเทรดและตลาดส่งออก สามารถรวบรวมผลผลิตจากสมาชิกและเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเชื่อมโยงช่องทางการจำหน่ายที่หลากหลาย และมีเป้าหมายพัฒนาสู่ “ล้งชุมชน” ตามนโยบายรัฐบาล เพื่อยกระดับการบริหารจัดการสินค้าเกษตร สร้างมูลค่าเพิ่ม และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 177/2569 พาณิชย์ลงพื้นที่ราชบุรี ติดตามความก้าวหน้า “ล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอม” ต้นแบบ ยกระดับระบบมะพร้าวไทยทั้งห่วงโซ่ หนุนแปรรูป–Zero Waste สร้างรายได้มั่นคงให้เกษตรกร (4 กรกฎาคม 2569)
วันที่ 4 กรกฎาคม 2569นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงาน “ล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอม” ณ วิสาหกิจชุมชนตลาดกลางมะพร้าวน้ำหอมไทย (บริษัท Coconut Breeze) อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี พร้อมพบปะเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมและผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อผลักดันการยกระดับอุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมไทยตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การรวบรวมผลผลิต การตลาด การแปรรูป การเข้าถึงแหล่งทุน การสร้างมูลค่าเพิ่มจากทุกส่วนของมะพร้าว ไปจนถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และแนวคิด Zero Waste เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านราคาและเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืนให้แก่เกษตรกรไทย นางศุภจี กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหามะพร้าวน้ำหอมให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน หลังจากกระทรวงพาณิชย์ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร ผลักดันการจัดตั้ง “ล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอม” เป็นต้นแบบ เพื่อเป็นศูนย์กลางรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกร ควบคุมคุณภาพ ยกระดับมาตรฐาน การคัดแยก การแปรรูป และเชื่อมโยงตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยตั้งเป้าให้เป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญที่เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตในราคาที่เป็นธรรม พร้อมสร้างระบบบริหารจัดการที่ชุมชนสามารถดำเนินการได้ด้วยตนเองในระยะยาว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหามะพร้าวน้ำหอมอย่างเป็นระบบ ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว หลังจากในช่วงที่ผ่านมาเกษตรกรเผชิญปัญหาผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก ส่งผลให้ราคาถูกกดดันจากหลายปัจจัย โดยในระยะเร่งด่วน กระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในเข้าไปรับซื้อผลผลิตในราคานำตลาด พร้อมประสานภาคเอกชน ทั้งสถานีบริการน้ำมัน โมเดิร์นเทรด และร้านค้าต่าง ๆ เข้ารับซื้อผลผลิตรวมกว่า 10 ล้านลูก แต่เมื่อผลผลิตออกสู่ตลาดสูงถึงวันละประมาณ 2 ล้านลูก มาตรการดังกล่าวเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องวางโครงสร้างรองรับทั้งระบบเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมไทย นางศุภจี กล่าวว่า ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งคือระบบการรวบรวมผลผลิต ซึ่งยังมีทั้งผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างมีมาตรฐานและผู้ที่ไม่มีมาตรฐาน ส่งผลให้เกิดการกดราคารับซื้อจากเกษตรกร กระทรวงพาณิชย์จึงได้หารือร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่และสมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย ผลักดันการจัดตั้ง “ล้งชุมชน” เพื่อเป็นศูนย์กลางรวบรวมผลผลิตคุณภาพจากสมาชิก สร้างทางเลือกในการจำหน่ายผลผลิตในราคาที่เป็นธรรม พร้อมยกระดับมาตรฐานการคัดคุณภาพก่อนส่งออก โดยจังหวัดราชบุรีเป็นพื้นที่ต้นแบบ และมีแผนขยายผลไปยังจังหวัดแหล่งผลิตสำคัญ ได้แก่ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร นครปฐม และพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมอื่น ๆ ต่อไป นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังขอให้จัดทำความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในการจัดทำแผนแม่บทและรูปแบบการบริหารจัดการล้งชุมชน เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้อย่างยั่งยืนด้วยตนเองในอนาคต พร้อมนำองค์ความรู้และรูปแบบการดำเนินงานไปขยายผลสู่พื้นที่อื่น โดยเฉพาะในจังหวัดราชบุรี ซึ่งอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งล้งชุมชนเพิ่มเติมในอำเภอบางแพ ก่อนขยายสู่จังหวัดผู้ผลิตมะพร้าวน้ำหอมสำคัญทั่วประเทศ นางศุภจี กล่าวต่อว่า กระทรวงพาณิชย์ยังเร่งตรวจสอบกระบวนการแปรรูปมะพร้าวและการดำเนินธุรกิจของล้งรับซื้ออย่างเข้มงวด หลังพบความเสี่ยงของการปลอมปนวัตถุดิบบางประเภท ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อราคามะพร้าวน้ำหอมทั้งระบบ โดยขณะนี้ได้เข้าตรวจสอบโรงงานแปรรูปแล้ว 24 แห่ง และพบผู้ประกอบการบางรายที่เข้าข่ายกระทำผิด จึงได้ดำเนินการร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รวมทั้งประสานจังหวัดและเครือข่ายเกษตรกรร่วมแจ้งเบาะแสอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณีการปลอมปนน้ำมะพร้าว ซึ่งกระทบต่อมาตรฐานสินค้า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และราคาผลผลิตของเกษตรกร “ล้งชุมชนแห่งนี้เป็นต้นแบบที่สะท้อนความร่วมมือของเกษตรกรในพื้นที่ในการรวบรวมผลผลิตคุณภาพเข้าสู่ระบบที่ได้มาตรฐาน เป็นทางเลือกสำคัญให้สมาชิกสามารถจำหน่ายผลผลิตในราคาที่เป็นธรรม รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์พร้อมสนับสนุนเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่จำเป็น อาทิ เครื่องปอกเปลือกมะพร้าว ระบบสายพาน และอุปกรณ์คัดแยกผลผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และรองรับปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้นในอนาคต” นางศุภจี กล่าว นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้าเชื่อมโยงตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยในการลงพื้นที่ครั้งนี้ได้นำผู้ซื้อภายในประเทศเข้าร่วมเจรจาธุรกิจกับวิสาหกิจชุมชน พร้อมเร่งขยายตลาดส่งออกใหม่เพิ่มเติม เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และสร้างความมั่นคงด้านการตลาดให้แก่เกษตรกรในระยะยาว อีกหนึ่งแนวทางสำคัญคือการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทุกส่วนของมะพร้าวภายใต้แนวคิด Zero Waste โดยนำเปลือกมะพร้าว กะลามะพร้าว และวัสดุเหลือใช้มาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม อาทิ วัสดุบรรจุภัณฑ์ เชื้อเพลิง ไบโอชาร์ ผลิตภัณฑ์รักษ์โลก และพลังงานทดแทน ผ่านความร่วมมือกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) รวมทั้งสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านธนาคารออมสินและ SME D Bank เพื่อส่งเสริมการลงทุนด้านนวัตกรรมและการแปรรูป นางศุภจี กล่าวว่า หากสามารถพัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ตั้งแต่การผลิต การรวบรวมผลผลิตผ่านล้งชุมชน การแปรรูป การใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ ตลอดจนการกระจายตลาดส่งออกให้มีความหลากหลาย จะช่วยแก้ไขปัญหามะพร้าวน้ำหอมได้ทั้งระบบอย่างยั่งยืน และยกระดับมะพร้าวน้ำหอมไทยสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ด้านนายจรัญ เจริญทรัพย์ นายกสมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย กล่าวว่า ล้งชุมชนเริ่มดำเนินงานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 โดยระยะแรกมุ่งเน้นการรองรับตลาดภายในประเทศ ผ่านความร่วมมือกับไปรษณีย์ไทย โมเดิร์นเทรด และหน่วยงานในพื้นที่ ก่อนขยายสู่ตลาดส่งออก ซึ่งปัจจุบันมีผู้ซื้อหลายรายให้ความสนใจเข้ามาเชื่อมโยงธุรกิจแล้ว พร้อมวางแผนเพิ่มกำลังการผลิตและใช้ความร่วมมือกับโรงงานมาตรฐานในรูปแบบ OEM เพื่อเพิ่มศักยภาพการแปรรูปโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนก่อสร้างโรงงานขนาดใหญ่เอง นายจรัญ กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของล้งชุมชนคือการสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้เกษตรกร โดยตั้งเป้ารับซื้อผลผลิตในราคาที่สะท้อนต้นทุนการผลิตและสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม ไม่ให้เกิดปัญหาราคาตกต่ำเหลือเพียง 2–3 บาทต่อลูกดังเช่นที่ผ่านมา ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นางศุภจี ยังได้ติดตามต้นแบบการพัฒนามะพร้าวน้ำหอมมูลค่าสูงของ Aromatic Farm จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นตัวอย่างของการยกระดับสินค้าเกษตรไทยจาก “สินค้าปริมาณ” สู่ “สินค้ามูลค่าสูง” ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมตลอดห่วงโซ่การผลิต ทั้งระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) การตรวจสอบสายพันธุ์ด้วย DNA Marker การใช้พลังงานสะอาดจาก Solar Cell ตลอดจนการสร้างแบรนด์และพัฒนาตลาดระดับพรีเมียมทั้งในและต่างประเทศ ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ มีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวรวุฒิ โปษกานนท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน นายคมกริช เจริญพัฒนสมบัติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี นางสาวกุลวลี นพอมรบดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี นายบุญลือ ประเสริฐโสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี นายเสรี อรรคทิมากูล ประธานวิสาหกิจชุมชนตลาดกลางมะพร้าวน้ำหอมไทย นายจรัญ เจริญทรัพย์ นายกสมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย ตลอดจนผู้ประกอบการและเกษตรกรในพื้นที่เข้าร่วม สำหรับข้อมูลสถานการณ์มะพร้าวน้ำหอมของไทย ปี 2568 มีเกษตรกรผู้เพาะปลูกจำนวน 56,522 ครัวเรือน พื้นที่เพาะปลูก 305,706 ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จากปีก่อน มีผลผลิตรวม 877,681 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 49.80 จากปี 2567 เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยและมีฝนตกต่อเนื่อง ส่งผลให้ผลผลิตเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 4,643 กิโลกรัมต่อไร่ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 43 และในปี 2569 (มกราคม-พฤษภาคม) สินค้ามะพร้าวมีปริมาณการส่งออกทั้งหมด 533,353 ตัน คิดเป็นมูลค่า 568.07 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 9.18 โดยแหล่งผลิตสำคัญ ได้แก่ จังหวัดราชบุรี สมุทรสาคร นครปฐม สมุทรสงคราม และสงขลา ทั้งนี้ ผลผลิตประมาณร้อยละ 30 จำหน่ายภายในประเทศ และอีกร้อยละ 70 ส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ โดยมีตลาดสำคัญ ได้แก่ จีน สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ ฮ่องกง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และออสเตรเลีย ตามลำดับ
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ