ข่าวเลขที่ 119/2569 พาณิชย์รับข้อเสนอชาวสวนปาล์ม สั่งเข้มตรวจราคารับซื้อทั่วประเทศ ดันใช้ไบโอดีเซลเพิ่ม พยุงราคา-รักษาสมดุลระบบ ด้านน้ำมันปาล์มขวดยังอยู่ในกรอบอนุญาตเดิม (23 เมษายน 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้รับหนังสือจากนางอรุณี ชีสังวรณ์ ตัวแทนเกษตรกรกลุ่มชาวสวนปาล์มน้ำมันรพีพัฒน์ จังหวัดปทุมธานี พร้อมเครือข่ายชาวสวนปาล์มน้ำมันจากภาคกลางและภาคใต้ ที่เข้ายื่นต่อรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขอให้เร่งแก้ไขปัญหาราคาผลปาล์มน้ำมันที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้รับทราบข้อกังวลของเกษตรกร โดยเฉพาะราคาผลปาล์มที่ลดลงเร็ว ล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 6.60–7.20 บาทต่อกิโลกรัม รวมถึงข้อเสนอให้ภาครัฐเพิ่มการใช้น้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ในประเทศ โดยเฉพาะในภาคพลังงาน ผ่านน้ำมันดีเซล B7 และ B20 เพื่อช่วยดูดซับผลผลิตและลดความผันผวนของราคา นอกจากนี้ เกษตรกรยังเสนอให้กำกับดูแลกลไกรับซื้ออย่างเข้มงวด ทั้งโครงสร้างต้นทุนและค่าขนส่ง เนื่องจากต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะค่าปุ๋ยและค่าขนส่ง พร้อมขอความชัดเจนด้านนโยบายทั้งระบบ ทั้งการใช้ในประเทศ การส่งออก และการใช้ในภาคพลังงาน นายวิทยากร กล่าวว่า “กระทรวงพาณิชย์ยืนยันมีการบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์มอย่างเหมาะสม โดยการบริโภคในประเทศยังคงเดิม แต่เพิ่มการใช้ในภาคพลังงาน จากเดิมประมาณ 70,000 ตัน เป็น 100,000–110,000 ตัน โดยรับทราบจากกรมธุรกิจพลังงานว่ามีแผนเพิ่มปริมาณการใช้ขึ้นอีก โดยปัจจุบันมีจุดจำหน่าย ประมาณ 100 แห่ง และในสิ้นเดือนเมษายนนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 200 แห่ง และมีแผนเพิ่มจุดจำหน่ายขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับปริมาณการใช้ในภาคขนส่ง ในส่วนของการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่าไม่ได้ห้ามส่งออกแต่อย่างใด ซึ่งปัจจุบันยังมีการส่งออกได้ตามปกติ โดยใช้การกำกับดูแลผ่านระบบขออนุญาตล่วงหน้า เพื่อใช้เป็นข้อมูลบริหารจัดการให้เกิดความสมดุล ทัังนี้ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้สะดวกขึ้น และผู้ประกอบการยังสามารถส่งออกได้ตามปกติ สำหรับสถานการณ์ผลผลิตปีนี้ พบว่ายังไม่ได้ออกสู่ตลาดมากตามที่คาดการณ์ในช่วงเดือนเมษายน–พฤษภาคม สะท้อนจากหลายพื้นที่ไม่มีการรอคิวจำหน่าย อย่างไรก็ตาม ราคาผลปาล์มยังปรับลดลง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกที่ลดลง จากระดับประมาณ 40 บาทต่อกิโลกรัม เหลือราว 36 บาทต่อกิโลกรัม กรมการค้าภายในจึงสั่งการไปยังคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.) ในพื้นที่แหล่งผลิต ให้ตรวจสอบตั้งแต่ลานเท โรงงานสกัด จนถึงปลายทาง เพื่อป้องกันการบิดเบือนกลไกราคา หลังพบข้อร้องเรียนว่าราคารับซื้อปรับลดลงเร็ววันละ 40–50 สตางค์ แต่ปรับขึ้นช้า โดยกรมการค้าภายในจะเข้าไปเร่งตรวจสอบให้กับพี่น้องเกษตรกรโดยเร็วที่สุด พร้อมกันนี้ จะลงพื้นที่ตรวจสอบการรับซื้อและการวัดเปอร์เซ็นต์น้ำมันอย่างต่อเนื่อง หากพบการกดราคารับซื้อหรือเอาเปรียบเกษตรกร จะดำเนินการตามกฎหมายทันที เพื่อให้เกษตรกรได้รับราคาที่เป็นธรรม ด้านสถานการณ์ราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวด นายวิทยากรกล่าวว่า ปัจจุบันราคาจำหน่ายยังอ้างอิงต้นทุนน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ย้อนหลังประมาณ 1–2 เดือน เนื่องจากยังมีสต็อกเดิมผสมกับผลผลิตใหม่ในระบบ แม้ผู้ผลิต 6 รายจะยื่นขอปรับราคา แต่ยังไม่มีการอนุมัติกรอบราคาใหม่แต่อย่างใด โดยราคาที่ปรับขึ้นในท้องตลาด เป็นการแจ้งราคาจำหน่ายที่ปรับภายในกรอบเดิม จากเดิมที่มีการแข่งขันด้านราคาสูง ผู้ประกอบการจึงจัดโปรโมชั่นลดราคา ปัจจุบันเมื่อต้นทุนเพิ่ม กลไกการซื้อขายกลับมาอยู่ในราคาที่เคยขอไว้ในกรอบเดิม โดยกรมยืนยันว่า ในส่วนขอที่มีการยื่นขอปรับเพิ่มราคาในกรอบใหม่ กรมจะพิจารณาตามโครงสร้างต้นทุนและสถานการณ์ราคาอย่างใกล้ชิดก่อน พร้อมบริหารจัดการสต็อกให้เพียงพอ เพื่อไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ”อย่างไรก็ตาม ในส่วนของพี่น้องเกษตรกร กรมการค้าภายในยืนยันว่าให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก กรมจึงจะติดตามสถานการณ์การซื้อขายปาล์มทัังระบบ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา โดยจะดูแลเกษตรกรและผู้บริโภคควบคู่กันอย่างเป็นธรรม“ นายวิทยากร กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 118/2569 ค้าภายในประชุมอนุกรรมการบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์ม ติดตามผลใช้ B7-B20 ดูแลสมดุลสต็อก ส่งออก และราคาผลปาล์มให้เป็นธรรม (21 เมษายน 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์ม ครั้งที่ 2/2569 ณ กรมการค้าภายใน ว่า ในวันนี้ (21 เมษายน 2569) ที่ประชุมได้ติดตามสถานการณ์น้ำมันปาล์มอย่างใกล้ชิด ภายใต้บริบทของสถานการณ์พลังงานโลกที่ผันผวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น และทำให้ภาครัฐมีนโยบายเพิ่มการใช้น้ำมันปาล์มเพื่อเป็นส่วนผสมน้ำมันดีเซล B5 เป็น B7 และ B20 ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มในภาคพลังงานเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งปกติการบริหารจัดการน้ำมันปาล์มของประเทศจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ การอุปโภคบริโภคและใช้ในอุตสาหกรรมภายในประเทศ การใช้ด้านพลังงาน และการส่งออก เมื่อความต้องการใช้ในภาคพลังงานเพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องบริหารจัดการสมดุลในภาพรวมอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในมิติของการส่งออก เพื่อไม่ให้กระทบต่อปริมาณใช้ภายในประเทศ ทั้งนี้ คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ได้กำหนดให้การส่งออกน้ำมันปาล์มต้องขออนุญาตล่วงหน้า โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 เพื่อให้ภาครัฐสามารถติดตามตัวเลขการส่งออกและนำมาวางแผนบริหารจัดการได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งที่ที่ผ่านมาได้อนุญาตให้ส่งออกทุกรายที่ขออนุญาต นายวิทยากร กล่าวว่า ปัจจุบันภาวะการใช้น้ำมันปาล์มเพื่อการอุปโภคบริโภคภายในประเทศยังคงทรงตัว ส่วนที่เปลี่ยนแปลงชัดเจนคือภาคพลังงาน จากเดิมช่วงที่ใช้ B5 มีการใช้น้ำมันปาล์มประมาณ 70,000 ตันต่อเดือน ปัจจุบันเมื่อมีการใช้ B7 และ B20 เพิ่มขึ้น ทำให้การใช้ขยับมาอยู่ที่ประมาณ 110,000 ตันต่อเดือน ขณะที่การส่งออกในเดือนเมษายนปีนี้ กายอนุญาตส่งออกทุกรายแล้ว กว่า 90,000 กว่าตัน สำหรับด้านผลผลิต นางอภิญญา นะมาตร์ ผู้แทนเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ระบุว่า ผลผลิตปาล์มน้ำมันในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2569 มีแนวโน้มต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวนและภาวะแห้งแล้ง ส่งผลให้ผลปาล์มออกสู่ตลาดน้อยกว่าปีก่อน โดยมีการปรับประมาณการล่าสุดของเดือนมีนาคมจากเดิมคาดไว้ 2 ล้านตัน เหลือ 1.88 ล้านตัน เดือนเมษายนเหลือ 2.24 ล้านตัน และเดือนพฤษภาคมซึ่งเป็นช่วงผลผลิตสูงสุดของปี คาดว่าจะมีผลผลิตอยู่ที่ 2.506 ล้านตัน ลดลงจากที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่าผลผลิตเดือนพฤษภาคมจะอยู่ที่ 2.76 ล้านตัน ในส่วนของราคาผลปาล์ม อธิบดีกรมการค้าภายในเปิดเผยว่า ณ วันที่ 20 เมษายน 2569 ราคารับซื้อผลปาล์มเฉลี่ยอยู่ที่ 6.60-7.20 บาทต่อกิโลกรัม ที่เปอร์เซ็นต์น้ำมัน 18% โดยการปรับตัวลดลงของราคาในระยะที่ผ่านมา เป็นผลจากหลายปัจจัย ทั้งความผันผวนของราคาพลังงานโลก ราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ในตลาดโลก รวมถึงภาวะตลาดในประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วง 3-4 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะราคาซีพีโอของมาเลเซียที่เคยปรับขึ้นไปถึงกว่า 39 บาทต่อกิโลกรัม ก่อนจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 36.4 บาทต่อกิโลกรัมในปัจจุบัน นายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย ได้ระบุว่า เกษตรกรต้องการให้ภาครัฐดูแลให้การบริหารจัดการเป็นไปตามกลไกตลาดอย่างเป็นธรรม ทั้งในเรื่องการส่งออกและการนำน้ำมันปาล์มไปใช้ด้านพลังงาน โดยไม่ให้เกษตรกรต้องเป็นฝ่ายรับภาระเพียงด้านเดียว พร้อมขอให้กรมการค้าภายในติดตามตรวจสอบโครงสร้างราคารับซื้อผลปาล์มของโรงงานอย่างใกล้ชิด หลังพบว่าราคารับซื้อมีการปรับลดลงต่อเนื่องในบางช่วง จนสร้างข้อสงสัยให้เกษตรกรในหลายพื้นที่ ส่วนต้นทุนการผลิตของเกษตรกรปัจจุบันปรับสูงขึ้นมาก ทั้งค่าแรงงาน ค่าปุ๋ย ค่าน้ำมัน และค่าขนส่ง จึงอยากให้ภาครัฐเข้าไปดูแลราคาปัจจัยการผลิตควบคู่กันด้วย ทั้งนี้ อธิบดีกรมการค้าภายใน จะนำเรื่องดังกล่าวไปพิจารณาในวงประชุมที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำกับดูแลไม่ให้ราคาปัจจัยการผลิตปลายทางผิดไปจากกลไกตลาดมากเกินควร และหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรเพิ่มเติมผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น ธงเขียวพลัส ด้านผู้ประกอบการโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม นายพีรณัฐ สวัสดิจันทร์ ผู้แทนบริษัท กลุ่มภัทร จำกัด (มหาชน) ระบุว่า การกำหนดราคารับซื้อและการตัดสินใจทำธุรกิจในช่วงนี้ได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัยร่วมกัน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาซีพีโอในตลาดต่างประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการเจรจากับคู่ค้า ต้นทุนการผลิต และความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะเมื่อการซื้อขายส่งออกอ้างอิงเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ หากเงินบาทแข็งค่า ก็อาจทำให้ราคาที่คำนวณกลับมาแล้วไม่เอื้อต่อการทำธุรกิจ ส่งผลให้บางช่วงผู้ประกอบการอาจหันมาพิจารณาจำหน่ายในประเทศมากขึ้น ขณะที่ นายไพโรจน์ สวัสดิ์ตยวงศ์ ผู้แทนบริษัท สยาม ออยล์โปรดักส์ จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม ระบุว่า การยื่นเอกสารและหลักฐานเพื่อขออนุญาตส่งออกน้ำมันปาล์มในขณะนี้ยังดำเนินการได้ตามปกติ ไม่ได้มีอุปสรรคหรือติดขัดในทางปฏิบัติแต่อย่างใด สะท้อนว่ามาตรการให้แจ้งข้อมูลล่วงหน้าเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการภาพรวม มากกว่าจะเป็นการปิดกั้นการค้า ในภาคพลังงาน นางสาวสุทัศษา สังข์สำราญ ผู้แทนกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า การขยายจุดจำหน่าย B20 มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยภายในวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา มีสถานีบริการที่พร้อมจำหน่ายประมาณ 100 แห่ง และคาดว่าภายในสิ้นเดือนเมษายนจะเพิ่มเป็นประมาณ 200 แห่ง ขณะเดียวกัน สมาคมผู้ผลิตไบโอดีเซลยืนยันว่า กำลังการผลิตในปัจจุบันยังสามารถรองรับความต้องการใช้ในประเทศได้ โดยสามารถผลิตได้เกือบ 170,000-180,000 ตันต่อเดือน ซึ่งสูงกว่าระดับการใช้งานปัจจุบันที่อยู่ราว 100,000 ตันต่อเดือน นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า ความผันผวนของราคาในช่วงนี้ ยังเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการซื้อขายในตลาด ทั้งฝั่งผู้ประกอบการที่รับซื้อไปใช้ด้านพลังงาน ผู้ส่งออก และผู้ซื้อที่มีคำสั่งซื้อล่วงหน้า ซึ่งแต่ละรายมีต้นทุนและภาระความเสี่ยงแตกต่างกัน รวมถึงปัจจัยด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อขาย โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาพลังงานโลกยังไม่นิ่ง สำหรับคุณภาพผลปาล์ม เกษตรกรจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการตัดผลผลิตที่สุกเหมาะสม เพื่อให้ได้เปอร์เซ็นต์น้ำมันสูงกว่า 18% ซึ่งหากได้คุณภาพในระดับ 19-20% ก็จะส่งผลให้ขายได้ราคาดีขึ้น และยังช่วยให้การบริหารจัดการผลผลิตในภาพรวมมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย “การบริหารจัดการในช่วงนี้ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะปริมาณการใช้ไบโอดีเซลขึ้นอยู่ทั้งกับการใช้ดีเซลในประเทศ และการตอบรับการใช้ B20 ของประชาชน หากการใช้ B20 มีความชัดเจนและขยายตัวต่อเนื่อง ก็มีแนวโน้มจะช่วยพยุงความต้องการใช้น้ำมันปาล์มในประเทศได้ในระยะยาว แต่ทั้งหมดต้องอยู่บนพื้นฐานของการบริหารสมดุลให้เหมาะสม ทั้งด้านผลผลิต การใช้ และการส่งออก” นายวิทยากร กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 117/2569 พาณิชย์ประชุมติดตามสถานการณ์เม็ดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์พลาสติก วางแนวทางดูแลปริมาณ–ราคา–การใช้พลาสติกอย่างเหมาะสม (21 เมษายน 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังการประชุมติดตามสถานการณ์เม็ดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์พลาสติก เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ว่า กรมการค้าภายในได้ดำเนินการตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันกำหนดแนวทางบริหารจัดการเม็ดพลาสติกให้มีปริมาณเพียงพอและราคาเหมาะสม เพื่อป้องกันผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจที่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกในชีวิตประจำวัน แนวทางการดำเนินงานในเรื่องนี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ การกำหนดกลุ่มสินค้าเป้าหมายเพื่อใช้ในการกำกับดูแล การลดการใช้พลาสติกที่ไม่จำเป็นในบรรจุภัณฑ์ และการผลักดันการใช้พลาสติกอย่างยั่งยืนผ่านการคัดแยกและรีไซเคิล โดยมีแนวคิดให้จัดตั้งคณะกรรมการบูรณาการร่วมระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันกำหนดมาตรการให้ครอบคลุมทั้งมิติด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และสิ่งแวดล้อม สำหรับการกำกับดูแลในระยะแรก ที่ประชุมได้กำหนดสินค้าเป้าหมาย 5 กลุ่ม ประกอบด้วย 1) กล่องพลาสติก 2) ถุงแกงและถุงร้อน–เย็น 3) ถุงหูหิ้วและถุงพลาสติกทั่วไป 4) ถุงขยะ และ 5) ถุงบรรจุสินค้าเกษตร เช่น ถุงปุ๋ยและถุงกระสอบ ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนและภาคการผลิต โดยที่ประชุมเห็นพ้องว่าสินค้าทั้ง 5 กลุ่มดังกล่าวครอบคลุมสินค้าพลาสติกจำเป็นเบื้องต้นมากกว่า 40% ของการใช้งานในปัจจุบัน อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ในการประชุมครั้งนี้ กรมฯ ได้เชิญผู้ผลิตและจำหน่ายเม็ดพลาสติก รวมถึงผู้ประกอบการที่นำเม็ดพลาสติกไปผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์ เข้าร่วมหารืออย่างพร้อมเพรียง โดยได้ร่วมกันพิจารณา 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ ความเหมาะสมของกลุ่มสินค้าเป้าหมาย สถานการณ์ด้านปริมาณสินค้า ระดับราคา และรูปแบบการรายงานข้อมูลให้กรมการค้าภายในใช้ประกอบการติดตามกำกับดูแล เพื่อป้องกันการบิดเบือนกลไกตลาดหรือการกักตุนสินค้า ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ในด้านสถานการณ์สินค้า ภาคเอกชนให้ข้อมูลตรงกันว่า ปัจจุบันปริมาณเม็ดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์พลาสติกโดยรวมยังอยู่ในระดับเพียงพอ และคาดว่าจะมีใช้ได้ต่อเนื่องอย่างน้อยจนถึงช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม 2569 อย่างไรก็ตาม ในส่วนของราคา ยังจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีความผันผวนตามสถานการณ์โลกและปัจจัยด้านการขนส่งระหว่างประเทศ ซึ่งอาจส่งผลให้ต้นทุนเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว เพื่อให้การติดตามสถานการณ์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ที่ประชุมมีข้อสรุปร่วมกันให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องรายงานข้อมูลเม็ดพลาสติกในกลุ่มสินค้าเป้าหมายทุกสัปดาห์ โดยจะรายงานทุกวันพุธ ขณะที่ข้อมูลการนำเม็ดพลาสติกไปผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์จะรายงานทุก 15 วัน เพื่อให้กรมการค้าภายในสามารถเห็นภาพต้นทุนและสถานการณ์สินค้าได้ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง จนถึงปลายทาง และนำไปใช้กำหนดมาตรการที่เหมาะสมต่อไป นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการค้าภายในคาดว่าจะกำหนดผู้ประกอบการที่ต้องรายงานข้อมูลให้ครอบคลุมประมาณ 70% ของแต่ละกลุ่มสินค้า เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เพียงพอสำหรับการวิเคราะห์แนวโน้มด้านปริมาณและราคา โดยเฉพาะในส่วนของผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกซึ่งมีจำนวนมาก ขณะที่ผู้ผลิตเม็ดพลาสติกมีจำนวนไม่มากนัก จึงสามารถติดตามข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น ทั้งนี้ หลังจากการประชุมกรมการค้าภายในจะรวบรวมผลการหารือและรายงานข้อมูลชุดแรกเพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) รวมทั้งใช้เป็นฐานข้อมูลในการติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแลให้สินค้าเพียงพอ ราคาเหมาะสม และไม่เกิดผลกระทบต่อประชาชน พร้อมทั้งเชื่อมโยงไปสู่แนวทางการใช้พลาสติกอย่างคุ้มค่าและยั่งยืนในระยะต่อไป
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 116/2569 ค้าภายในเร่งเชื่อมโยงรับซื้อมะม่วงพิษณุโลก ดันราคานำตลาด คาดระบายผลผลิตกว่า 30 ตัน (20 เมษายน 2569)
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์ผลผลิตมะม่วงในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก พบว่ายังคงมีผลผลิตคงค้างในแหล่งผลิตสำคัญ กรมการค้าภายในจึงได้เร่งประสานสำนักงานพาณิชย์จังหวัดพิษณุโลก เชื่อมโยงตลาดและชี้เป้าให้ผู้ประกอบการเข้ารับซื้อผลผลิตจากกลุ่มเกษตรกรโดยตรง เพื่อเร่งระบายผลผลิตออกจากพื้นที่และช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่เหมาะสม ล่าสุด ได้ดำเนินการเชื่อมโยงตลาดที่กลุ่มแปลงใหญ่ผู้ผลิตมะม่วงส่งออกบ้านม่วงหอม ตำบลแก่งโสภา อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งมีนายคุณสมบัติ สิทธิไกรพงษ์ เป็นประธานกลุ่ม มีสมาชิกจำนวน 20 ราย พื้นที่เพาะปลูกประมาณ 50 ไร่ และมีผลผลิตคงเหลือประมาณ 30 ตัน โดยเป็นมะม่วงที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP และ GI รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวต่อว่า ขณะนี้ได้ประสานผู้ประกอบการเข้ารับซื้อผลผลิตในพื้นที่แล้ว โดยเริ่มเข้ารับซื้อและยังคงมีการคัดแยกผลผลิตอย่างต่อเนื่อง พร้อมกำหนดให้เกษตรกรทยอยเก็บเกี่ยววันละประมาณ 10 ตัน เพื่อให้สามารถรับซื้อได้อย่างต่อเนื่องในช่วง 2–3 วันข้างหน้า คาดว่าจะสามารถระบายผลผลิตจากกลุ่มดังกล่าวได้รวมไม่น้อยกว่า 30 ตัน ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้ผลักดันให้เกิดการรับซื้อใน “ราคานำตลาด” โดยปรับเพิ่มจากราคาที่เกษตรกรจำหน่ายเดิมอีก 1.50 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งช่วยยกระดับรายได้ให้เกษตรกร และสร้างแรงจูงใจให้เกิดการรับซื้อในวงกว้าง กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเดินหน้าประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนในการกระจายผลผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรมต่อไป
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 115/2569 ค้าภายใน บริหารปาล์มทั้งระบบ ย้ำส่งออกตามกรอบต่อเนื่อง รักษาสมดุล–ดูแลราคาเกษตรกร (17 เมษายน 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า การบริหารจัดการน้ำมันปาล์มของประเทศขณะนี้ ดำเนินการโดยยึดหลักการบริหารสมดุลทั้งระบบ เพื่อให้ปริมาณน้ำมันปาล์มเพียงพอต่อการใช้ในประเทศ ควบคู่กับการดูแลเสถียรภาพราคาและรายได้ของเกษตรกร คณะอนุกรรมการบริหารสมดุลน้ำมันปาล์ม มีการประชุมในเดือนเมษายน 2569 เพื่อกำหนดกรอบการส่งออกเพื่อให้ผู้ส่งออกได้บริหารจัดการตามกรอบที่กำหนดในปริมาณ 200,000 ตัน โดยมีส่วนที่บริโภคภายในประเทศ 125,000 ตัน และการใช้ในภาคพลังงาน (B7 และ B20) อีกประมาณ 120,000-140,000 ตัน (จากปกติเคยใช้ 70,000 ตัน) ซึ่งสอดคล้องกับปริมาณผลผลิตในช่วงฤดูกาล โดยกรมดำเนินการควบคู่กันอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลนหรือกระทบต่อราคาภายในประเทศ โดยในเดือนเมษายน มีผู้ส่งออกยื่นขออนุญาตส่งออกน้ำมันปาล์ม ประมาณ 102,000 ตัน โดยกรมพิจารณาอนุญาตให้มีการส่งออกทั้งหมด เนื่องจากปริมาณอยู่ในกรอบที่กำหนด และยังสามารถอนุญาตเพิ่มเติมได้ภายใต้กรอบ โดยกรมจะคำนึงถึงความสอดคล้องกับสถานการณ์สต็อกและความต้องการใช้ในประเทศด้วย นายวิทยากร กล่าวว่า กรมให้ความสำคัญกับพี่น้องเกษตรกรเป็นอย่างมาก โดยแม้ว่าราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวลดลง แต่กรมยังคงดูแลให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบในประเทศอยู่ในระดับประมาณ 40 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่เหมาะสม โดยเฉพาะในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาด อนึ่ง ราคาผลปาล์มน้ำมัน ณ วันที่ 16 เมษายน 2569 อยู่ที่ 6.80–7.50 บาทต่อกิโลกรัม เฉลี่ย 7.15 บาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่เฉลี่ย 5.70 บาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 25% ขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) อยู่ที่ 40.00–40.25 บาทต่อกิโลกรัม เฉลี่ย 40.13 บาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่เฉลี่ย 33.75 บาท หรือเพิ่มขึ้นราว 19% ซึ่งเป็นผลจากการดูดซับเข้าสู่ภาคพลังงานเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน กรมได้กำชับให้มีการกำกับดูแลการรับซื้อผลปาล์มอย่างเข้มงวด ทั้งในส่วนของโรงงานสกัดและลานเท โดยเน้นการสร้างความเป็นธรรมให้กับเกษตรกร ทั้งการปิดป้ายแสดงราคารับซื้ออย่างชัดเจน การตรวจสอบความเที่ยงตรงของเครื่องชั่งน้ำหนัก เพื่อป้องกันการเอาเปรียบ สำหรับแนวทางในเดือนพฤษภาคม 2569 กรมจะนำแผนการใช้พลังงาน B7 B20 และแผนการส่งออกน้ำมันปาล์มจากผู้ส่งออก เข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการบริหารสมดุลน้ำมันปาล์ม ซึ่งมีกำหนดประชุมในวันที่ 21 เมษายนนี้ โดยขอความร่วมมือผู้ส่งออกจัดทำแผนการส่งออกล่วงหน้า เพื่อให้มีข้อมูลประกอบการพิจารณา และสามารถบริหารจัดการให้เกิดความเหมาะสมและสมดุลมากที่สุดในทุกภาคส่วน
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 114/2569 “ค้าภายใน” สั่งคุมเข้มรับซื้อปาล์มหลังสงกรานต์ ลุยเช็กลานเท–โรงงานทันที กันกดราคา ,เพิ่มสัดส่วนพลังงานหนุนราคาขยับ (16 เมษายน 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า สถานการณ์ปาล์มน้ำมันในช่วงนี้มีทิศทางราคาปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยจากอุปทานที่เข้าสู่ระบบลดลงชั่วคราวในช่วงเทศกาล สงกรานต์ เนื่องจากลานเทและโรงงานสกัดบางส่วนหยุดดำเนินการ ทำให้ปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง ขณะที่ความต้องการใช้ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในภาคพลังงาน ส่งผลให้ราคามีแนวโน้มขยับตัว นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า “ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มในประเทศยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคพลังงาน ภายใต้นโยบายน้ำมันดีเซล B7 และ B20 ส่งผลให้ปริมาณการใช้ CPO เพิ่มจากประมาณ 71,600 ตันต่อเดือน เป็นราว 140,000 ตันต่อเดือน หรือเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ทำให้ระบบสามารถดูดซับผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นแรงหนุนสำคัญต่อระดับราคาในช่วงนี้ ทั้งนี้ ราคาผลปาล์มน้ำมัน ณ วันที่ 10 เมษายน 2569 อยู่ที่ 7.00–7.90 บาทต่อกิโลกรัม เฉลี่ย 7.45 บาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่เฉลี่ย 5.95 บาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 25% ขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) อยู่ที่ 40.50–41.00 บาทต่อกิโลกรัม เฉลี่ย 40.75 บาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่เฉลี่ย 35.38 บาท หรือเพิ่มขึ้นราว 15% สะท้อนว่าตลาดยังมีแรงรองรับ และเกษตรกรยังสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในระดับราคาที่ดี” ในด้านการกำกับดูแล วิทยากร มณีเนตร กล่าวว่า ภายหลังช่วงสงกรานต์ ได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ปลูกปาล์ม ลงพื้นที่ตรวจสอบลานเทและโรงงานสกัดทันที เพื่อกำกับดูแลการเปิดรับซื้อให้เป็นปกติและเป็นธรรม ต้องแสดงราคารับซื้ออย่างชัดเจน และห้ามกดราคารับซื้อจากเกษตรกรอย่างเด็ดขาด หากพบการเอาเปรียบจะดำเนินการตามกฎหมายทันที ขณะเดียวกัน ในสัปดาห์หน้า กรมการค้าภายในเตรียมประชุมคณะอนุกรรมการบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์ม ร่วมกับผู้แทนเกษตรกรชาวสวนปาล์ม เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดทั้งด้านปริมาณและราคา พร้อมพิจารณามาตรการที่เหมาะสมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยเชื่อว่าจากปัจจัยด้านอุปสงค์และการบริหารจัดการที่เข้มข้น จะช่วยให้ราคาปาล์มมีทิศทางปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง นายวิทยากร กล่าวว่า สำหรับมาตรการกำกับการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ยังคงดำเนินการควบคู่กันไป โดยเป็นการบริหารจัดการปริมาณเชิงรุก ผ่านระบบขออนุญาตล่วงหน้า เพื่อให้มีปริมาณเพียงพอกับการใช้ในประเทศเป็นลำดับแรก ก่อนพิจารณาส่งออก ซึ่งไม่ใช่การห้ามส่งออก แต่เป็นการจัดสมดุลการใช้ในภาพรวม “การดำเนินการในช่วงนี้ เป็นการดูแลทั้งระบบอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การกำกับการรับซื้อในพื้นที่ ไปจนถึงการบริหารปริมาณและความต้องการใช้ เพื่อให้ราคาปาล์มอยู่ในระดับที่เหมาะสม และเกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงต่อเนื่อง” นายวิทยากร กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 113/2569 “ค้าภายใน” ดำเนินคดีเครื่องชั่งดิจิทัลเถื่อนออนไลน์ เสี่ยงโกงน้ำหนัก ผู้บริโภคเสียเปรียบ ผู้ค้าเสี่ยงผิดกฎหมาย-เครื่องชำรุดง่าย (14 เมษายน 2569)
นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมการค้าภายในให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลการซื้อขายสินค้าให้เกิดความเป็นธรรม โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาสินค้ามีความผันผวน ประชาชนต้องได้รับสินค้าที่มีปริมาณครบถ้วนตามน้ำหนักจริง การใช้เครื่องชั่งที่ได้มาตรฐานจึงเป็นหัวใจสำคัญในการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค และสร้างความเชื่อมั่นในระบบการค้า กรมการค้าภายใน โดยกองชั่งตวงวัด จึงได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบเครื่องชั่งที่ใช้ในทางการค้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งพบว่ามีการลักลอบขายเครื่องชั่งที่ไม่ได้รับการรับรอง และมีความเสี่ยงทำให้น้ำหนักคลาดเคลื่อน นางสาวญาณี กล่าวต่อว่า “เจ้าหน้าที่สำนักงานสาขาชั่งตวงวัดเขต 1-7 เชียงราย ได้ร่วมกับสถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงราย วางแผนล่อซื้อและเข้าตรวจสอบผู้จำหน่ายเครื่องชั่งผ่านเฟซบุ๊กในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 โดยผลการตรวจสอบพบว่า เครื่องชั่งดังกล่าวไม่มีเครื่องหมายคำรับรองจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และไม่ได้ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องตามกฎหมาย จึงได้ตรวจยึดของกลางจำนวน 32 เครื่อง เพื่อดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติมาตรการชั่งตวงวัด พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยการจำหน่ายเครื่องชั่งดิจิทัลที่ถูกต้องตามกฎหมาย จะต้องมีเครื่องหมายคำรับรองจากพนักงานเจ้าหน้าที่ในลักษณะซีล (Seal) ที่แสดงว่าเครื่องชั่งผ่านการตรวจสอบแล้ว รวมทั้งต้องมีสติ๊กเกอร์ QR Code เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อมูลแหล่งที่มาและสถานะการรับรองได้อย่างโปร่งใส นอกจากนี้ เมื่อมีการนำเครื่องชั่งไปใช้งานในตลาดหรือสถานประกอบการ เจ้าหน้าที่จะเข้าตรวจสอบความถูกต้องเที่ยงตรงของเครื่องชั่งเป็นประจำทุกปี และจะมีการติดสติ๊กเกอร์แสดงการตรวจสอบประจำปี เพื่อยืนยันว่าเครื่องยังคงมีความแม่นยำตามมาตรฐาน“ นางสาวญาณี กล่าวว่า ”การใช้เครื่องชั่งที่ไม่ได้มาตรฐานอาจทำให้น้ำหนักสินค้าขาด ผู้บริโภคต้องจ่ายเงินเต็มจำนวนแต่ได้รับสินค้าไม่ครบ ส่งผลให้เกิดความเสียหายสะสมในวงกว้าง และยังบิดเบือนกลไกราคา กระทบต่อผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง พร้อมทั้งชี้ว่า เครื่องชั่งที่ลักลอบนำเข้าหรือไม่ได้รับการรับรอง ส่วนใหญ่มักไม่มีคุณภาพมาตรฐาน อายุการใช้งานสั้น และมีโอกาสชำรุดเสียหายได้ง่าย พ่อค้าแม่ค้าที่เลือกใช้เครื่องชั่งประเภทนี้ นอกจากจะมีความผิดตามกฎหมายและเสี่ยงถูกดำเนินคดีแล้ว ยังต้องแบกรับต้นทุนจากการเปลี่ยนเครื่องบ่อยครั้ง ไม่คุ้มค่าในระยะยาวอีกด้วย“ “กรมการค้าภายในขอแนะนำผู้ประกอบการให้จำหน่ายและใช้เฉพาะเครื่องชั่งที่มีเครื่องหมายคำรับรองจากพนักงานเจ้าหน้าที่เท่านั้น ผู้ฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมาย โดยการจำหน่ายเครื่องชั่งโดยไม่มีหนังสือรับรองประกอบธุรกิจ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และการจำหน่ายเครื่องชั่งที่ไม่มีคำรับรอง มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ กรมการค้าภายในจะเดินหน้าตรวจสอบอย่างเข้มงวดทั้งในตลาดสด ห้างสรรพสินค้า และช่องทางออนไลน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการซื้อขาย และคุ้มครองผู้บริโภค หากพบเห็นการใช้เครื่องชั่งโกงน้ำหนักหรือไม่ได้มาตรฐาน สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน 1569 หรือสำนักงานชั่งตวงวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการตามกฎหมายต่อไป” นางสาวญาณี กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 112/2569 ค้าภายในสู้วิกฤตตะวันออกกลาง ขยายธงฟ้า–ธงเขียวพลัส ลดค่าครองชีพ ร่วมเอกชนเร่งหาปุ๋ย ดูแลปาล์มทั้งระบบไม่ให้เกษตรกรได้รับผลกระทบ (11 เมษายน 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และต้นทุนสินค้าในหลายภาคส่วน รวมถึงสินค้าเกษตรที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปและการส่งออก เมื่อการขนส่งมีข้อจำกัดมากขึ้น ทำให้บางช่วงเกิดภาวะสินค้าคงค้างในประเทศ ผู้ผลิตบางส่วนชะลอการผลิต และเกิดความผันผวนด้านราคา รัฐบาลจึงเร่งดำเนินมาตรการดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ภาระตกอยู่กับประชาชนและเกษตรกรมากเกินไป ภายใต้แนวคิด “2 พ.” คือ ปริมาณเพียงพอ และราคาไม่แพงเกินสมควร เพื่อให้ทุกภาคส่วน ทั้งประชาชน ผู้ประกอบการ และเกษตรกร สามารถอยู่ได้ ในด้านการลดค่าครองชีพ กรมการค้าภายในมุ่งเน้นให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าจำเป็นได้จริง ทั้งในด้านราคาและช่องทาง โดยสินค้าธงฟ้าจำหน่ายต่ำกว่าท้องตลาดเฉลี่ยร้อยละ 30–60 ครอบคลุมสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น กว่า 200 รายการ อาทิ ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันปาล์ม น้ำตาลทราย ซึ่งสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายได้เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 500 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน โดยได้ขยายการดำเนินงานให้มากขึ้นเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้อย่างครอบคลุม โดยกรมฯ มีแผนจัดงานธงฟ้าเพิ่มเป็น 518 ครั้ง จากเดิม 62 ครั้ง ในช่วงเดือนเมษายนถึงสิงหาคม แบ่งเป็นงานขนาดใหญ่ 200 บูธ จำนวน 12 ครั้ง งานขนาด 50 บูธ จำนวน 76 ครั้ง มินิธงฟ้าจังหวัดละ 5 ครั้ง รวม 380 ครั้ง และในกรุงเทพมหานคร 50 เขต จำนวน 50 ครั้ง นอกจากนี้ ยังมีการกระจายสินค้าผ่านรถเร่ รถพุ่มพวง และรถโมบายธงฟ้า รวมกว่า 5,000 คัน โดยใช้เครือข่ายเดิมที่มีความเข้าใจพื้นที่ เพื่อให้เข้าถึงประชาชนในระดับชุมชนและพื้นที่ห่างไกล พร้อมทั้งจัดโครงการ “ธงฟ้าลดเปิดเทอม” ในโรงเรียนห่างไกลจำนวน 1,000 แห่ง เพื่อนำสินค้าอุปโภคบริโภค ชุดนักเรียน และอุปกรณ์การเรียนไปจำหน่ายในราคาประหยัด อีกทั้งยังเชื่อมโยงสินค้าเกษตรไปยังตลาดสด ตลาดกลาง ตลาดนัด ปั๊มน้ำมัน และไปรษณีย์ รวม 1,000 แห่ง เพื่อช่วยระบายผลผลิต และสร้างรายได้ให้เกษตรกร รวมถึงกระจายสินค้าราคาพิเศษผ่านร้านค้าปลีก ค้าส่ง และร้านโชห่วย จำนวน 150 ร้าน พร้อมกันนี้ ได้ดำเนินโครงการ “ธงเขียวพลัส” เพื่อช่วยลดต้นทุนสินค้าในกลุ่มปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงสินค้าในราคาที่เหมาะสม ควบคู่กับการสร้างโอกาสให้ร้านค้าชุมชนและผู้ประกอบการรายย่อยสามารถนำไปต่อยอด สร้างรายได้ และหมุนเวียนเศรษฐกิจในพื้นที่ ด้านการกำกับดูแลราคาสินค้า กรมการค้าภายในได้เพิ่มรายการสินค้าที่ต้องขออนุญาตก่อนปรับราคาจาก 8 เป็น 15 รายการ โดยพิจารณาจากต้นทุนจริง ทั้งต้นทุนการผลิต การบริหารจัดการ และค่าขนส่ง ซึ่งได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันดีเซลที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ราคาสินค้าอาจมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นในช่วงร้อยละ 0.7–44.4 ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า โดยแบ่งเป็นหมวดอาหารและเครื่องดื่มร้อยละ 1.6–12.1 ของใช้ในชีวิตประจำวันร้อยละ 1.4–16.2 ปัจจัยทางการเกษตรร้อยละ 44.4 วัสดุก่อสร้างร้อยละ 1.5–2.1 และอาหารสดร้อยละ 0.7–3.2 อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ได้อนุญาตให้ผู้ประกอบการปรับขึ้นราคา และอยู่ระหว่างการพิจารณาอย่างรอบคอบ พร้อมขอความร่วมมือให้ทยอยปรับราคาอย่างเหมาะสม ในส่วนของปุ๋ยเคมี ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของเกษตรกร กรมการค้าภายในได้เร่งดำเนินการร่วมกับภาคเอกชนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะสมาคมปุ๋ย เพื่อจัดหาปุ๋ยเพิ่มเติมและบริหารจัดการให้เพียงพอต่อความต้องการ โดยข้อมูลปริมาณสต๊อกและแผนนำเข้าได้รับการยืนยันจากภาคเอกชน เพื่อสะท้อนสถานการณ์จริงของตลาด ปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณปุ๋ยประมาณร้อยละ 64 ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว เนื่องจากนำเข้าจากแหล่งอื่น ขณะที่ปุ๋ยยูเรียซึ่งมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 36 ต้องพึ่งพาการนำเข้าและมีต้นทุนเพิ่มขึ้นจากประมาณ 500 เป็น 800 เหรียญสหรัฐต่อตัน ปัจจุบันมีสต๊อกปุ๋ยรวมประมาณ 900,000 ตัน โดยเป็นปุ๋ยยูเรียประมาณ 343,000 ตัน และมีแผนนำเข้าเพิ่มเติมอีก 234,650 ตัน เพื่อรองรับฤดูกาลเพาะปลูก พร้อมทั้งส่งเสริมให้ใช้ปุ๋ยสูตรผสม เช่น 40-0-0, 21-0-0, 18-8-8 เป็นต้น เพื่อลดการพึ่งพายูเรียล้วน และลดความเสี่ยงด้านราคา รวมถึงดำเนินโครงการ “ธงเขียวพลัส” เพิ่มส่วนลดให้เกษตรกรจาก 200 เป็น 300 บาทต่อราย พร้อมสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม ด้านการกำกับดูแล ได้ตรวจสอบร้านจำหน่ายปุ๋ยแล้ว 1,079 แห่ง พบการกระทำผิด 48 ราย และได้ดำเนินคดีในข้อหาไม่ปิดป้ายราคาและจำหน่ายเกินราคา เพื่อป้องกันการเอาเปรียบเกษตรกร สำหรับสถานการณ์ปาล์มน้ำมัน กรมการค้าภายใน ขอย้ำว่าคำนึงถึงพี่น้องเกษตรกรเป็นอันดับแรก เนื่องจากรายได้ขึ้นอยู่กับราคาผลผลิต การดำเนินมาตรการจึงให้ความสำคัญกับการดูแลเกษตรกรเป็นหลัก นายวิทยากร กล่าวย้ำว่า การบริหารจัดการปาล์ม ตามที่มีประกาศ กกร. ไม่ได้เป็นการห้ามส่งออก แต่เป็นการบริหารจัดการให้เกิดสมดุลระหว่างการใช้ในประเทศ การใช้ในภาคพลังงาน ให้เพียงพอ ในปี 2569 ได้เพิ่มการใช้ในภาคพลังงาน (ไบโอดีเซล B7 และ B20) เป็นประมาณ 140,000 ตันต่อเดือน ส่งผลให้ปริมาณส่งออกอยู่ที่ประมาณ 43,600 ตันต่อเดือน ในส่วนของผลผลิต ปัจจุบันราคาผลปาล์มเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 8 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูงสุดในรอบหลายปี แต่ก็รับทราบถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยกรมการค้าภายในจะดูแลราคาผลผลิตของเกษตรกรให้อยู่ในราคาที่เกษตรกรมีรายได้ที่เหมาะสม ขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวด(สต็อกเดิม) อยู่ที่ 42–50 บาทต่อขวด ซึ่ง หากเป็นสต๊อกใหม่ที่ราคา CPOในปัจจุบัน มีแนวโน้มสูงขึ้น กรมฯ จะบริหารจัดการ ร่วมกับทุกภาคส่วน ไม่ให้เกิดภาวะราคาน้ำมันปาล์มบริโภคสูงเกินๅควร ซึ่งจะทำให้ส่งผลกระทบต่อประชาชน พร้อมกันนี้ ได้กำหนดให้ลานเทและโรงสกัดต้องปิดป้ายแสดงราคารับซื้ออย่างชัดเจน ห้ามกระทำการเอาเปรียบเกษตรกร เช่น การกดราคารับซื้อหรือทำลูกร่วง รวมถึงกำหนดให้มีการรายงานสต๊อกและการเคลื่อนย้ายสินค้า และการขออนุญาตส่งออกอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังได้เพิ่ม “เม็ดพลาสติก” เป็นสินค้าควบคุม ครอบคลุมประเภท PE, PP และ PET ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในบรรจุภัณฑ์สินค้าอุปโภคบริโภค กระสอบปุ๋ย และเวชภัณฑ์ โดยได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อติดตามและกำกับดูแลทั้งระบบ ” กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมปรับมาตรการให้เหมาะสม เพื่อให้สินค้ามีเพียงพอ ราคาอยู่ในระดับที่เหมาะสม เกษตรกรสามารถดำรงอาชีพได้ และประชาชนไม่ต้องแบกรับภาระค่าครองชีพเกินสมควรในช่วงสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง“ นายวิทยากร กล่าว
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ