ข่าวเลขที่ 215/2569 กรมการค้าภายในชู “เนื้อไทย FESTIVAL” ขยายตลาดเนื้อโคไทย จับคู่ธุรกิจยอดเบื้องต้น 11 ล้านบาท คาดทะลุ 20 ล้านบาท (29 สิงหาคม 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังเปิดกิจกรรมเชื่อมโยงและรณรงค์บริโภคเนื้อโคไทย ภายใต้ชื่องาน “เนื้อไทย FESTIVAL” ระหว่างวันที่ 28–30 สิงหาคม 2569 ณ ลานกิจกรรมด้านหน้าศูนย์การค้าเดอะ สตรีท รัชดา กรุงเทพมหานคร ว่า งานครั้งนี้กรมการค้าภายในได้นำเนื้อโคคุณภาพคัดพิเศษจาก 14 จังหวัดแหล่งผลิตสำคัญของประเทศ มาร่วมจัดแสดงและจำหน่าย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้รู้จักคุณภาพและรสชาติของเนื้อโคไทยมากขึ้น พร้อมเชื่อมโยงเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนเข้ากับตลาดที่มีศักยภาพ “กรมฯ ต้องการชวนคนไทยให้ได้รู้จักว่า เนื้อไทยมีคุณภาพและความอร่อยไม่แพ้ชาติใดในโลก วันนี้เรามีผู้ผลิตจากแหล่งผลิตสำคัญทั่วประเทศนำเนื้อคุณภาพมาร่วมงาน ขณะเดียวกันในช่วงเช้าได้จัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจกับภัตตาคาร โรงแรม ร้านอาหาร และผู้ประกอบการธุรกิจที่ใช้เนื้อเป็นวัตถุดิบ ซึ่งเบื้องต้นมียอดจากการเจรจาธุรกิจแล้ว ไม่น้อยกว่า 11 ล้านบาท และคาดว่าจะมีการเจรจาธุกิจไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าเนื้อโคไทยมีโอกาสขยายตลาดได้อีกมาก” นายวิทยากรกล่าว กิจกรรมสำคัญของงานประกอบด้วยการเจรจาจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ผลิตเนื้อโคไทยคุณภาพ 20 ราย จาก 14 จังหวัด กับผู้ประกอบการจาก 8 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ สายการบิน โรงแรม ร้านอาหารและภัตตาคาร ห้างค้าส่ง-ค้าปลีก โรงงานแปรรูปอาหาร โรงเรียนสอนทำอาหาร กลุ่มจัดจำหน่ายวัตถุดิบอาหาร และร้านจำหน่ายเนื้อโค เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ผลิตสามารถเข้าสู่ช่องทางตลาดใหม่และมีคำสั่งซื้อรองรับ ตลอดจนยกระดับภาพลักษณ์เนื้อโคไทยให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้ประกอบการมากขึ้น ขณะเดียวกัน ภายในงาน “เนื้อไทย FESTIVAL” ยังเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเลือกซื้อและทดลองชิมเนื้อโคไทยคุณภาพหลากหลายสายพันธุ์ อาทิ ไทยวากิว ลูกผสมแองกัส และชาโรเลส์ รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเนื้อโคไทย เช่น เนื้อแดดเดียว ไส้กรอกเนื้อ และไส้อั่วเนื้อ ตลอดจนเมนูอาหารที่รังสรรค์จากเนื้อโคคุณภาพ พร้อมกิจกรรมชิมเนื้อฟรี โปรโมชั่นส่วนลด และกิจกรรม “นาทีทอง” ตลอดช่วงการจัดงาน ประชาชนสามารถร่วมงานได้ระหว่างวันที่ 28–30 สิงหาคม 2569 เวลา 16.00–22.00 น. ณ ลานกิจกรรมด้านหน้าศูนย์การค้าเดอะ สตรีท รัชดา กรุงเทพมหานคร นายวิทยากร กล่าวว่า ปัจจุบันเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยมีการพัฒนาสายพันธุ์ อาหารสัตว์ และกระบวนการเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เนื้อโคไทยมีคุณภาพสูงขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งความนุ่ม ไขมันแทรก กลิ่นหอม และรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงมีมาตรฐานการผลิตและการจัดการฟาร์มที่ดี สามารถรองรับความต้องการของตลาดได้ตั้งแต่ตลาดทั่วไป ร้านอาหาร ไปจนถึงตลาดเนื้อโคคุณภาพระดับพรีเมียม สำหรับปี 2569 คาดว่าจะมีผลผลิตโคเนื้อประมาณ 1.14 ล้านตัว เพิ่มขึ้น 3% จากปีก่อน หรือคิดเป็นเนื้อโคประมาณ 0.192 ล้านตัน กรมการค้าภายในจึงให้ความสำคัญกับการขยายตลาดและกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ เพื่อสร้างช่องทางรองรับผลผลิตและเพิ่มโอกาสทางการค้าให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการ พร้อมสร้างการรับรู้แก่ผู้บริโภคว่าเนื้อโคไทยมีคุณภาพ สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลาย และมีศักยภาพแข่งขันกับสินค้านำเข้า “งานปีนี้เป็นการต่อยอดจากความสำเร็จของปีก่อน โดยกรมฯ ต้องการเชื่อมตลาดตั้งแต่ผู้เลี้ยง ผู้ผลิต ผู้แปรรูป ไปจนถึงร้านอาหาร โรงแรม และผู้บริโภค ให้เนื้อโคไทยมีตลาดเพิ่มขึ้นและสร้างรายได้กลับไปถึงเกษตรกร ที่สำคัญอยากให้คนไทยได้มาลองและสัมผัสด้วยตัวเองว่า เนื้อไทยทั้งคุณภาพ ความนุ่ม และรสชาติ ไม่แพ้เนื้อต่างประเทศ จึงขอเชิญชวนประชาชนมาร่วมสัมผัส ‘รสชาติที่แท้จริงของเนื้อไทย’ ภายในงาน เนื้อไทย FESTIVAL” นายวิทยากรกล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 214/2569 กรมการค้าภายในเชื่อม “ตลาดมรกต–ตลาดสี่มุมเมือง” ขยายช่องทางผลไม้ใต้ ดึงตลาดต้นทาง–ปลายทางสร้างดีมานด์ รองรับผลผลิตสู่ผู้บริโภค (29 สิงหาคม 2569)
นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและพัฒนาระบบการตลาดสินค้าเกษตร โดยเฉพาะผลไม้ภาคใต้ ซึ่งเป็นสินค้าสำคัญและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการในพื้นที่ ล่าสุด กรมฯ ได้จัดกิจกรรมทั้งที่ ตลาดผลไม้มรกต จังหวัดชุมพร และ ตลาดสี่มุมเมือง จังหวัดปทุมธานี เพื่อเชื่อมโยงตลาดตั้งแต่แหล่งผลิตไปจนถึงผู้บริโภค ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางออนไลน์และการจัดกิจกรรมกระตุ้นการซื้อขาย เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้ผลไม้ไทยในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น สำหรับ ตลาดผลไม้มรกต จังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นตลาดกลางสำคัญในพื้นที่แหล่งผลิต กรมฯ ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าและประชาสัมพันธ์ตลาด โดยมี “พิ้งกี้ สาวิกา” นักแสดงชื่อดัง ร่วม Live สดกับรองอธิบดีกรมการค้าภายใน พาเยี่ยมชมบรรยากาศการซื้อขาย สินค้า และผู้ประกอบการภายในตลาด เพื่อถ่ายทอดไปยังผู้บริโภคผ่านช่องทางออนไลน์ และช่วยขยายการรับรู้ตลาดมรกตไปสู่กลุ่มผู้บริโภคในวงกว้าง นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมรถบรรทุกทุเรียนที่นำผลผลิตมาชั่งน้ำหนักตั้งแต่ 1 ตันขึ้นไป รับคูปองแทนเงินสดมูลค่า 200 บาท สำหรับนำกลับมาใช้ซื้อสินค้าในครั้งถัดไป เพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางการค้าและสร้างแรงจูงใจให้เกิดการซื้อขายภายในตลาด พร้อมแจกสติกเกอร์ “คำซิ่งท้ายกระบะ” เพื่อสร้างสีสันและประชาสัมพันธ์ตลาด ก่อนร่วมกันปล่อย คาราวานรถบรรทุกทุเรียน เชื่อมโยงผลผลิตจากพื้นที่ไปยังตลาดและผู้บริโภค นายฉันทพัทธ์ กล่าวว่า ตลาดมรกตเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงสินค้าเกษตรจากแหล่งผลิตเข้าสู่ระบบการค้า โดยเฉพาะทุเรียนและผลไม้ภาคใต้ การส่งเสริมตลาดจึงไม่ได้มุ่งเพียงเพิ่มช่องทางรับซื้อ แต่ยังต้องสร้างกิจกรรมทางการค้า สร้างการรับรู้ และเพิ่มโอกาสให้ผู้ซื้อและผู้ขายสามารถเชื่อมโยงกันได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน กรมฯ ได้ต่อยอดการส่งเสริมตลาดที่ ตลาดสี่มุมเมือง จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตลาดกลางสำคัญที่พัฒนารูปแบบการค้าให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัล จากเดิมที่ผู้บริโภคต้องเดินทางเข้ามาซื้อสินค้าในตลาด สู่การนำสินค้าภายในตลาดไปสร้างคอนเทนต์ ทั้งการถ่ายคลิปนำเสนอสินค้า การประชาสัมพันธ์ผ่านโซเชียลมีเดีย และการเปิดช่องทางสั่งซื้อออนไลน์ ควบคู่กับการจำหน่ายภายในตลาด “ปัจจุบันพฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การบริหารจัดการตลาดจึงต้องปรับตาม ไม่ใช่เพียงมีพื้นที่จำหน่ายสินค้า แต่ต้องสามารถนำสินค้าไปให้ผู้บริโภคเห็นและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ตลาดสี่มุมเมืองถือเป็นตัวอย่างของการใช้ทั้งพื้นที่ตลาดและเครื่องมือดิจิทัลเข้ามาช่วยเชื่อมโยงสินค้าไปยังผู้บริโภค ทำให้ผลไม้ตามฤดูกาลสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ซื้อได้กว้างขึ้น และช่วยสร้างความต้องการซื้ออย่างต่อเนื่อง” นายฉันทพัทธ์ กล่าว นายฉันทพัทธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การทำกิจกรรมทั้งที่ตลาดมรกตและตลาดสี่มุมเมืองเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนกิจกรรม “ไทยช่วยไทยพลัส : อร่อยมั่นใจ ผลไม้ไทยคุณภาพ” ซึ่งกรมการค้าภายในให้ความสำคัญกับการเพิ่มช่องทางการตลาดควบคู่กับการสร้างความต้องการซื้อ โดยเชื่อมโยงตั้งแต่แหล่งผลิต ตลาดกลาง ผู้ค้า ผู้รวบรวม Modern Trade ไปจนถึงช่องทางออนไลน์ พร้อมใช้การประชาสัมพันธ์ช่วยสร้างเส้นทางจาก “การรับรู้ → ความสนใจ → การบริโภค → การซื้อ” เพื่อเปลี่ยนการรับรู้ให้เกิดเป็นการซื้อและการบริโภคจริง “สิ่งที่กรมการค้าภายในต้องการเห็น คือ เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ ผู้ประกอบการมีช่องทางในการทำการค้า และผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าได้สะดวกและได้รับความเป็นธรรม การทำงานทั้งในตลาดต้นทางอย่างตลาดมรกต และตลาดปลายทางอย่างตลาดสี่มุมเมือง จึงเป็นการเชื่อมระบบตลาดให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน ตั้งแต่ผลผลิตออกจากแหล่งผลิตจนถึงมือผู้บริโภค” รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าว สำหรับสถานการณ์ มังคุดภาคใต้ ปี 2569 ขณะนี้ผลผลิตทยอยออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง และเข้าสู่ช่วงปลายเดือนสิงหาคมซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น โดยมีมังคุดออกสู่ตลาดแล้ว 72,112 ตัน หรือประมาณ 52% ของผลผลิตที่คาดว่าจะมีประมาณ 139,000 ตัน เพิ่มขึ้น 75% จากปีก่อน กรมการค้าภายในจึงเร่งเพิ่มช่องทางการตลาดและกระจายผลผลิตอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเชื่อมโยงกระจายมังคุดกว่า 500 ตัน และเปิดลานประมูล 3 จุด ตั้งเป้ารวบรวมผลผลิตประมาณ 10,000 ตัน พร้อมกันนี้ ยังได้เชื่อมโยงตลาดกลางสินค้าเกษตร 3 แห่ง ได้แก่ ตลาดผลไม้มรกต ตลาดสี่มุมเมือง และตลาดไท รวมถึงประสานเครือข่าย Modern Trade 6 ราย ครอบคลุมกว่า 200 สาขาทั่วประเทศ เพื่อร่วมรองรับและกระจายผลไม้ภาคใต้ไม่น้อยกว่า 10,000 ตัน สร้างช่องทางให้ผลผลิตจากแหล่งผลิตสามารถเข้าสู่ตลาดได้หลากหลายขึ้น และเพิ่มโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าถึงผลไม้ไทยคุณภาพได้สะดวกยิ่งขึ้น
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 213/2569 “ศุภจี” วางกรอบใช้เงิน คชก. 2,000 ล้านบาท รับมือเอลนีโญ มุ่งรักษาราคา–พยุงรายได้เกษตรกรปี 2570 (28 สิงหาคม 2569)
วันที่ 26 สิงหาคม 2569 เวลา 16.30 น. ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ในฐานะฝ่ายเลขานุการฯ นำเสนอแนวทางสำคัญในการเตรียมความพร้อมดูแลเกษตรกรในปีงบประมาณ 2570 นางศุภจี เปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการกำหนดกรอบการใช้เงินกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และกำหนดราคาเป้าหมายนำสินค้าเกษตรในปี 2570 โดยคำนึงถึงการใช้งบประมาณให้เกิดความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกร ทั้งนี้ ตั้งแต่ช่วงปลายปีนี้ต่อเนื่องไปถึงปี 2570 ประเทศไทยต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรดังนั้น ภาครัฐจึงจำเป็นต้องเตรียมมาตรการรองรับไว้ล่วงหน้า ทั้งด้านการผลิต การบริหารจัดการผลผลิต การตลาด และการรักษาเสถียรภาพราคา เพื่อให้สามารถเข้าให้ความช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดสถานการณ์ นางศุภจี กล่าวต่อว่า ที่ประชุมเห็นชอบกรอบการดำเนินงานกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงินรวม 2,000 ล้านบาท รองรับการดำเนินงาน 6 มาตรการ ทั้งด้านการตลาด เพื่อรักษาเสถียรภาพและยกระดับราคาสินค้าเกษตร และด้านการผลิต เพื่อพัฒนาโครงสร้างการผลิตและปรับปรุงคุณภาพสินค้า ครอบคลุมสินค้าเกษตรหลายกลุ่ม ได้แก่ พืชไร่ พืชน้ำมัน ผลไม้ พืชหัว ปศุสัตว์ ประมง เกลือทะเล ดอกไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ ปัจจัยการผลิต รวมถึงกลุ่มสินค้าจำเป็นเร่งด่วน เพื่อให้ภาครัฐมีเครื่องมือพร้อมรับมือกับสถานการณ์สินค้าเกษตร และสามารถเข้าให้การดูแลเกษตรกรได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที “ขอให้กองทุนรวมฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานเชิงรุก พร้อมประสานการช่วยเหลือให้ทันต่อสถานการณ์ และให้ความสำคัญกับการติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทุกโครงการเกิดผลเป็นรูปธรรม และเกษตรกรได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง โดยการดำเนินมาตรการต้องมุ่งตอบโจทย์ปัญหาและความต้องการของเกษตรกรอย่างตรงจุด” นางศุภจี กล่าว นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการ คชก. ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาทบทวนการกำหนดราคาเป้าหมายนำให้มีความเหมาะสม เพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการติดตามสถานการณ์สินค้าเกษตร และประกอบการพิจารณาให้ความช่วยเหลือเกษตรกรด้านการตลาด รวมทั้งให้พิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านทั้งสถานการณ์การผลิต การตลาด ต้นทุน และภาวะราคา เพื่อให้การดำเนินมาตรการสอดคล้องกับสถานการณ์จริงและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกร นางศุภจี กล่าวว่า การวางกรอบการดำเนินงานครั้งนี้ถือเป็นการเตรียมความพร้อมเชิงรุกสำหรับปี 2570 โดยมุ่งให้การดูแลเกษตรกรไม่เพียงรองรับสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่ยังช่วยเสริมความเข้มแข็งตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการตลาด สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร และนำไปสู่รายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนของเกษตรกรในระยะยาว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 212/2569 กรมการค้าภายในสานต่อนโยบาย “ศุภจี” ใช้ The Harmony Model ยกระดับล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอม เชื่อมผลผลิต แปรรูป ขยายตลาด (28 สิงหาคม 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในสานต่อนโยบายของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับ “ล้งชุมชน” ให้เป็นกลไกช่วยเกษตรกรบริหารจัดการผลผลิตและเชื่อมโยงตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพและเป็นอัตลักษณ์ของพื้นที่ เพื่อให้เกษตรกรสามารถรวมกลุ่ม เพิ่มอำนาจต่อรอง สร้างมูลค่าเพิ่ม และมีช่องทางจำหน่ายที่หลากหลายมากขึ้น กรมการค้าภายในจึงนำแนวนโยบายดังกล่าวมาต่อยอดกับ “ล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอม” ผ่านแนวคิด “The Harmony Model” เพื่อเชื่อมโยงการบริหารจัดการตั้งแต่การผลิต การรวบรวม คัดแยก แปรรูป ไปจนถึงการตลาด มุ่งให้เกษตรกรรู้ต้นทุน ผลิตสินค้าได้ตรงกับความต้องการของตลาด ยกระดับคุณภาพและมาตรฐาน รวมถึงนำผลผลิตและวัสดุเหลือใช้มาสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและชุมชนในระยะยาว นายวิทยากร กล่าวว่า ปี 2569 คาดว่าประเทศไทยมีผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมประมาณ 475 ล้านลูก เพิ่มขึ้นร้อยละ 13 จากปี 2568 ที่มีประมาณ 420 ล้านลูก โดยผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนสิงหาคม–พฤศจิกายน เฉลี่ยประมาณ 1.7–2 ล้านลูกต่อวัน ขณะที่ช่วงปลายปีความต้องการนำเข้าจากจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญ มีแนวโน้มชะลอตัว กรมฯ จึงเห็นว่าการบริหารจัดการมะพร้าวน้ำหอมต้องเตรียมพร้อมตั้งแต่ต้นทาง ไม่ควรรอให้ผลผลิตออกมากแล้วจึงเข้าไปแก้ปัญหา เพื่อช่วยลดความเสี่ยงด้านราคาและสร้างความสมดุลระหว่างการผลิตกับความต้องการของตลาด “แนวทางสำคัญคือทำให้เกษตรกรไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตแล้วรอผู้ซื้อมารับสินค้า แต่ต้องสามารถรู้ต้นทุน รู้ตลาด วางแผนการผลิต รวมกลุ่ม คัดคุณภาพ แปรรูป และเชื่อมโยงตลาดได้มากขึ้น กรมจึงนำ The Harmony Model มาเป็นกรอบในการพัฒนาล้งชุมชน โดยมีแนวคิด Think Big – Act Small – Move Right – Multiply คือ มองเป้าหมายให้ไกล เริ่มจากพื้นที่ที่มีความพร้อม ทำให้เกิดผลจริง และนำความสำเร็จไปขยายผลต่อ” นายวิทยากร กล่าว สำหรับ The Harmony Model ประกอบด้วย 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่ Think Big ให้เกษตรกรมองการผลิตมะพร้าวน้ำหอมในมิติของธุรกิจ รู้ต้นทุน เข้าใจตลาด และวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ซื้อ Act Small เริ่มพัฒนาจากกลุ่มเกษตรกรและล้งชุมชนที่มีความพร้อม ทั้งด้านการรวบรวม คัดคุณภาพ มาตรฐาน การแปรรูป การสร้างแบรนด์ และการตลาด ให้เกิดผลจริงก่อนขยายไปยังพื้นที่อื่น Move Right ปรับวิธีการผลิตและการใช้ทรัพยากรให้เหมาะสม ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น เพิ่มคุณภาพผลผลิต และผลิตมะพร้าวน้ำหอมให้ตรงกับมาตรฐานและความต้องการของตลาด เพื่อเพิ่มมูลค่าและโอกาสในการจำหน่าย ขณะที่ Multiply จะพัฒนาล้งชุมชนที่ประสบความสำเร็จให้เป็นต้นแบบและ “พี่เลี้ยง” ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กลุ่มเกษตรกรอื่น เพื่อขยายเครือข่ายจากระดับชุมชนไปสู่ระดับจังหวัดและพื้นที่ผลิตอื่นต่อไป ปัจจุบันกรมการค้าภายในได้หารือร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่แหล่งผลิตมะพร้าวน้ำหอมสำคัญ 6 จังหวัด ได้แก่ นครปฐม ราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ฉะเชิงเทรา และสงขลา โดยมีเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนแสดงความประสงค์เข้าร่วมแล้ว 12 แห่ง ประกอบด้วย นครปฐม 1 แห่ง ราชบุรี 6 แห่ง สมุทรสาคร 1 แห่ง สมุทรสงคราม 2 แห่ง ฉะเชิงเทรา 1 แห่ง และสงขลา 1 แห่ง การดำเนินงานจะครอบคลุมตลอดห่วงโซ่ โดย ต้นน้ำ เน้นลดต้นทุนและยกระดับคุณภาพผลผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาด กลางน้ำ พัฒนาการรวบรวม คัดแยก แปรรูป ยืดอายุสินค้า และยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะมาตรฐานน้ำมะพร้าวน้ำหอม ในส่วนของปลายน้ำ มุ่งเชื่อมโยงตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงส่งเสริมการนำวัสดุเหลือใช้จากมะพร้าวกลับมาใช้ประโยชน์หรือพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมและลดต้นทุนให้แก่ชุมชน นายวิทยากร กล่าวทิ้งท้ายว่า เป้าหมายของการพัฒนาล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอม ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจุดรวบรวมผลผลิต แต่คือการทำให้เกษตรกรและชุมชนสามารถบริหารจัดการผลผลิตของตนเองได้ดีขึ้น ตั้งแต่การลดต้นทุน ยกระดับคุณภาพ การรวบรวมและคัดแยก การสร้างมูลค่าเพิ่ม ไปจนถึงการเชื่อมโยงตลาด เพื่อให้ทุกส่วนในห่วงโซ่เติบโตไปด้วยกัน นี่คือหัวใจของ The Harmony Model ที่ต้องการให้การผลิต การบริหารจัดการและการตลาดเดินไปในทิศทางเดียวกัน เมื่อพื้นที่ต้นแบบสามารถสร้างผลลัพธ์ได้จริง ก็จะขยายองค์ความรู้และรูปแบบการทำงานไปยังชุมชนอื่น เพื่อให้เกิดเครือข่ายล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอมที่เข้มแข็ง และช่วยให้เกษตรกรมีโอกาสสร้างรายได้ที่ดีขึ้นในระยะยาว ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของ The Harmony Model
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 211/2569 พาณิชย์ย้ำ บริหารข้าวโพดตามสถานการณ์ ยกเลิกแนวทางนำเข้า 6 แสนตัน เดินหน้าชะลอนำเข้า WTO คุมเข้มการรับซื้อ–ทบทวนต้นทุน ดูแลความเป็นธรรมเกษตรกร (27 สิงหาคม 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวจากสื่อสังคมออนไลน์เผยแพร่ประกาศขององค์การคลังสินค้า (อคส.) เกี่ยวกับการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้าน ปริมาณ 600,000 ตัน ว่า ขณะนี้สถานการณ์ดังกล่าวได้มีการทบทวนและดำเนินการยกเลิกประกาศแล้ว โดยปัจจุบันไม่มีการอนุญาตให้นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้านตามประกาศดังกล่าว ด้านเรือโท วีระชัย โกสาแสง รองผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า รักษาการแทน ผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า กล่าวถึงเหตุผลและที่มาของการออกประกาศนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นการบริหารจัดการวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตอาหารสัตว์ เพื่อให้มีปริมาณข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เข้าสู่ระบบอย่างเหมาะสม และไม่ให้เกิดผลกระทบต่อราคาอาหารสัตว์ รวมถึงราคาวัตถุดิบสินค้าเกษตรที่ใช้เป็นอาหารสัตว์ ทั้งนี้ เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาแหล่งเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดน่านและพื้นที่ใกล้เคียง ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยและน้ำป่าไหลหลาก โดยจังหวัดน่านเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่สำคัญของประเทศ อยู่ในอันดับ 6 มีพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 400,000 ไร่ และยังเป็นศูนย์รวบรวมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และเส้นทางขนส่งที่สำคัญด้วย และสถานการณ์อุทกภัยในขณะนั้นมีแนวโน้มที่จะกระจายไปยังพื้นที่จังหวัดแพร่ สุโขทัยและพิษณุโลก อาจส่งผลให้ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลดลง และกระทบต่อปริมาณวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เหมือนอุทกภัยที่เกิดขึ้นที่หาดใหญ่เมื่อปีที่ผ่านมาที่มีความรุนแรงและเสียหายอย่างมาก องค์การคลังสินค้า (อคส.) มีความห่วงใย ถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อจะส่งผลกระทบมาถึงราคาอาหารสัตว์และราคาสินค้า หากปริมาณข้าวโพดไม่เพียงพอในช่วงปลายปี อคส. ในฐานะหน่วยงานที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2569 จึงได้จัดทำประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขโครงการนำข้าวโพดที่ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์เข้ามาในราชอาณาจักร ตามความตกลงภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารจัดการวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้มีความสมดุล และรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เรือโทวีระชัย กล่าวต่อว่า การกำหนดเงื่อนไขดังกล่าวมีรายละเอียดในการจัดเก็บข้าวโพดนำเข้าไว้ในคลังสินค้าไม่น้อยกว่า 3 เดือน และหากจะนำออกไปประกอบธุรกิจจะต้องได้รับอนุญาตจากองค์การคลังสินค้าก่อน โดยแนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อบริหารลำดับการใช้วัตถุดิบ ให้สามารถนำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศเข้าสู่ระบบการผลิตอาหารสัตว์ก่อน และใช้วัตถุดิบส่วนอื่นเพิ่มเติมเมื่อมีความจำเป็น อย่างไรก็ดี เมื่อสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือเริ่มคลี่คลาย และสามารถนำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีอยู่เข้าสู่ระบบวัตถุดิบอาหารสัตว์ได้มากขึ้น ทำให้สถานการณ์ด้านปริมาณวัตถุดิบมีความเหมาะสมมากขึ้น กระทรวงพาณิชย์ในฐานะคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) จึงได้พิจารณาร่วมกับองค์การคลังสินค้า และเห็นว่าขณะนี้ไม่มีความจำเป็นต้องดำเนินการตามแนวทางการนำเข้าดังกล่าว จึงได้ระงับและยกเลิกประกาศแล้ว นายวิทยากร กล่าวเสริมว่า ขอให้พี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โรงงานผู้ผลิตอาหารสัตว์ และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนคลายความกังวลในเรื่องปริมาณและราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศ โดยขณะนี้ยังสามารถใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศได้ในปริมาณที่เพียงพอ และการซื้อขายขอให้เป็นไปตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ที่กำหนดไว้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทั้งพี่น้องเกษตรกรและโรงงานผู้ผลิตอาหารสัตว์“กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั้งระบบ ต้องดูทั้งปริมาณผลผลิตของเกษตรกร ความต้องการใช้ของโรงงานอาหารสัตว์ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจโดยรวม การดำเนินการจึงต้องพิจารณาตามสถานการณ์และปรับให้เหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา” นายวิทยากรกล่าว ทั้งนี้ หากหน่วยงานใดมีข้อเสนอหรือมาตรการเกี่ยวกับการบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ขอให้เสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) เพื่อพิจารณาถึงเหตุผล ความจำเป็น และผลกระทบอย่างรอบคอบ ก่อนกำหนดแนวทางที่เหมาะสม นายวิทยากรย้ำว่า หากเกิดกรณีจำเป็นเร่งด่วน นบขพ. ก็พร้อมพิจารณาอย่างเร่งด่วนเช่นเดียวกัน เพื่อให้การบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทันต่อสถานการณ์ และสามารถสร้างความสมดุลให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้ที่เกี่ยวข้องตลอดทั้งระบบ ทั้งนี้ การดำเนินการตามมติ นบขพ. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในกำกับดูแลการนำเข้าและการซื้อขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างใกล้ชิด โดยกรมการค้าภายในได้ขอความร่วมมือผู้นำเข้าให้ชะลอการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตามโควตา WTO จากเดิม 572,405 ตัน โดยส่งมอบภายในเดือนธันวาคม 2569 จำนวน 120,000 ตัน และขอความร่วมมือให้ส่วนที่เหลือนำเข้าในปี 2570 เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศ ในส่วนการรับซื้อ ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในนำเจ้าหน้าที่สายตรวจลงพื้นที่ตรวจสอบการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้เป็นไปตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ ทั้งในเรื่องเครื่องชั่ง เครื่องวัดความชื้น และการแสดงราคารับซื้อ เพื่อสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรว่าจะได้รับความเป็นธรรมในการซื้อขาย โดยที่ผ่านมาได้ตรวจสอบแล้ว 8 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ ลพบุรี ปราจีนบุรี ชลบุรี พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี และนครปฐม พบการใช้เครื่องวัดความชื้นไม่ถูกต้องตามกฎหมาย 11 ราย ซึ่งกรมการค้าภายในได้ดำเนินการตามกฎหมายแล้ว สำหรับการรับซื้อของโรงงานอาหารสัตว์รายใหญ่ ส่วนใหญ่เปิดรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตามปกติ ทั้งนี้ ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำชับและติดตามคุณภาพผลผลิตให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่ประกาศไว้ ในส่วนของการพิจารณาต้นทุนการผลิต ได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนต้นทุนการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อให้ได้ข้อมูลต้นทุนที่เหมาะสม สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย โดยให้นำเสนอผลการทบทวนต่อคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 210/2569 กรมการค้าภายในลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ย้ำรับซื้อเป็นธรรมตามเกณฑ์มาตรฐาน (25 สิงหาคม 2569)
นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในจังหวัดนครสวรรค์ร่วมกับสภาเกษตรกรและสำนักงานพาณิชย์จังหวัด เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 พร้อมส่งชุดสายตรวจเข้าตรวจสอบเพิ่มเติมในจังหวัดเพชรบูรณ์ ขณะเดียวกัน สำนักงานพาณิชย์จังหวัดได้ติดตามสถานการณ์และตรวจสอบการรับซื้อในจังหวัดอื่น ๆ อาทิ ลพบุรี ฉะเชิงเทรา พระนครศรีอยุธยา และปราจีนบุรี เพื่อกำกับดูแลให้การรับซื้อเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม สอดคล้องกับคุณภาพผลผลิตที่แท้จริง การลงพื้นที่ดังกล่าว กรมการค้าภายในได้ตรวจสอบการใช้เครื่องชั่งน้ำหนักและเครื่องวัดความชื้น ณ จุดรับซื้อ รวมทั้งตรวจสอบกระบวนการรับซื้อ และรับฟังปัญหา ข้อร้องเรียน และข้อเสนอแนะจากเกษตรกรและผู้ประกอบการ โดยผลการตรวจสอบเบื้องต้นได้ตรวจสอบโรงงานอาหารสัตว์ จำนวน 8 ราย และผู้รวบรวมรับซื้อ จำนวน 22 ราย พบผู้ประกอบการในเบื้องต้น 2 ราย ในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ใช้เครื่องวัดความชื้นที่ไม่ได้รับคำรับรองตามที่กฎหมายกำหนด เจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการตามกฎหมาย ทั้งนี้ กรมการค้าภายในจะติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ประกอบการใช้เครื่องชั่งและเครื่องวัดความชื้นที่มีมาตรฐาน และรับซื้อผลผลิตตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด สำหรับการกำหนดราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) ในการประชุมเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 มีมติเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการใช้ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง ราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ ประจำปี 2568/69 ออกไปจนกว่าจะมีการออกประกาศฉบับใหม่ เพื่อให้มีหลักเกณฑ์และราคารับซื้อที่ชัดเจนและต่อเนื่อง โดยกำหนดราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เกรด 2 ที่ความชื้น 30% ราคา 7.05 บาทต่อกิโลกรัม และการรับซื้อในระดับความชื้นอื่นให้เป็นไปตามเกณฑ์การปรับราคารับซื้อตามคุณภาพที่กำหนด ทั้งนี้ ผู้ประกอบการต้องใช้เครื่องวัดความชื้นที่ได้รับคำรับรองตามที่กฎหมายกำหนด ในส่วนของประเด็นต้นทุนการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ นบขพ. ได้มีมติมอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ทบทวนต้นทุนการผลิตร่วมกับภาคเกษตรกรและภาคเอกชน เพื่อให้ได้ข้อมูลต้นทุนที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย โดยหากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถประสาน สศก. เพื่อสอบถามรายละเอียดได้โดยตรง เพื่อให้เกิดความรวดเร็วและเข้าใจตรงกัน ด้านการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กระทรวงพาณิชย์ได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการโรงงานอาหารสัตว์ในการบริหารจัดการและชะลอการนำเข้าให้เหมาะสมกับสถานการณ์ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศ โดยขณะนี้ได้รับแจ้งแผนการนำเข้าในช่วงเดือนตุลาคม 2569 ประมาณ 120,000 ตัน และได้ขอความร่วมมือให้พิจารณาชะลอการนำเข้าไปจนถึงเดือนมกราคม 2570 เพื่อไม่ให้กระทบต่อการรับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาด นางสาวญาณี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการดูแลเกษตรกรและสร้างความเป็นธรรมทางการค้า โดยกรมการค้าภายในจะกำกับดูแลการรับซื้อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งด้านราคารับซื้อ คุณภาพผลผลิต เครื่องชั่ง และเครื่องวัดความชื้น พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกษตรกรได้รับความเป็นธรรมในการจำหน่ายผลผลิต ในประเด็นคุณภาพผลผลิต กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเกษตรจังหวัด ดูแลด้านคุณภาพผลผลิตต้นทางให้เป็นไปตามเกณฑ์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการจำหน่ายและสร้างรายได้ที่เหมาะสมแก่เกษตรกร ทั้งนี้ กรมการค้าภายใน จะดำเนินการตรวจสอบจุดรับซื้อ โรงงานอาหารสัตว์ และผู้รวบรวมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการตรวจสอบเครื่องชั่งและเครื่องวัดความชื้น รวมทั้งกำกับให้มีการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อให้ระบบการรับซื้อมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเกิดความเป็นธรรมแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการทุกฝ่าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 209/2569 กรมการค้าภายในเช็กตลาดก่อนสารทจีน ดูแลราคา ป้ายราคา เครื่องชั่ง คนจับจ่ายเพิ่ม หมู ไก่ ผักผลไม้ราคาปกติ (25 สิงหาคม 2569)
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจสอบภาวะการจำหน่ายสินค้า ณ ตลาดเวิลด์มาร์เก็ต เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ก่อนถึงวันสารทจีนซึ่งตรงกับวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ว่า กรมการค้าภายในได้ส่งเจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์ราคา ปริมาณสินค้า การปิดป้ายแสดงราคา และความถูกต้องของเครื่องชั่ง เพื่อดูแลความเป็นธรรมทางการค้าในช่วงที่ประชาชนออกมาจับจ่ายเลือกซื้อวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหารและเครื่องเซ่นไหว้บรรพบุรุษ โดยครอบคลุมทั้งอาหารสด อาหารแห้ง อาหารสำเร็จรูป ผัก ผลไม้ และเครื่องเซ่นไหว้ จากการลงพื้นที่พบว่า บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนมากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่สินค้ามีเพียงพอต่อความต้องการและผู้ค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าได้ตามปกติ โดยภาพรวมราคาสินค้าส่วนใหญ่อยู่ในภาวะปกติเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉพาะเนื้อหมู ไก่เนื้อ ผักและผลไม้ ขณะที่อาหารสดหลายรายการมีราคาลดลง เช่น เป็ดสดทั้งตัวขนาด XL ราคา 300–350 บาท/ตัว ไก่บ้าน 105–180 บาท/กิโลกรัม เนื้อสุกรส่วนเนื้อแดง 130–150 บาท/กิโลกรัม หมูสามชั้น 175–200 บาท/กิโลกรัม และไข่ไก่เบอร์ 2 ราคา 48–50 บาท/10 ฟอง สำหรับไข่ไก่ ผู้ขายบางรายให้ข้อมูลว่าปริมาณสินค้าที่ได้รับเข้ามาจำหน่ายลดลง กรมการค้าภายในจึงได้ประสานกับสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ให้เพิ่มปริมาณไข่ไก่เข้าสู่ตลาด โดยขอความร่วมมือให้ขยายระยะเวลาการเลี้ยงแม่ไก่ยืนกรงออกไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อช่วยเพิ่มผลผลิตและรักษาปริมาณไข่ไก่ในตลาดให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค ส่วนอาหารแห้งหลายรายการมีราคาลดลงจากปีก่อน อาทิ หมี่ซั่วขนาด 400 กรัม ราคา 30–35 บาท/ถุง เห็ดหอมจีนขนาดกลาง 300–600 บาท/กิโลกรัม และหน่อไม้จีน 280–420 บาท/กิโลกรัม ขณะที่บางรายการปรับสูงขึ้น เช่น ฟองเต้าหู้สด 260–350 บาท/กิโลกรัม และปลาหมึกแห้งขนาดกลาง 2,400–2,700 บาท/กิโลกรัม ส่วนอาหารสำเร็จรูป เช่น เป็ดพะโล้ทั้งตัวและไก่ต้มทั้งตัวประเภทไก่บ้าน อยู่ที่ 380–550 บาท/ตัว ด้านเครื่องเซ่นไหว้พบว่าบางรายการปรับสูงขึ้นเล็กน้อยตามต้นทุนวัตถุดิบ แต่หลายรายการยังทรงตัวใกล้เคียงเดิม โดยสินค้าที่มีการปรับราคา เช่น เทียนขาไม้และกระดาษเงินกระดาษทอง ซึ่งราคาแตกต่างกันตามขนาดสินค้า ส่วนผักและผลไม้มีการปรับขึ้นลงตามคุณภาพและปริมาณผลผลิต แต่ภาพรวมยังอยู่ในสถานการณ์ปกติและมีสินค้าเพียงพอต่อความต้องการ นายจิรวุฒิ กล่าวว่า ในด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย จากการตรวจสอบพบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีการปิดป้ายแสดงราคาสินค้าไว้ที่ตัวสินค้า ชั้นวาง หรือบริเวณใกล้เคียงที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน จำหน่ายตามราคาที่แสดง และใช้เครื่องชั่งที่เป็นไปตามมาตรฐาน โดยกรมฯ ได้กำชับให้ผู้ค้าปิดป้ายราคาให้ถูกต้องครบถ้วน เพื่อให้ประชาชนสามารถเปรียบเทียบราคาก่อนตัดสินใจซื้อและได้รับสินค้าครบถ้วนตามน้ำหนัก สำหรับเรื่องร้องเรียนในช่วงนี้มีจำนวนไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการไม่ปิดป้ายแสดงราคา ซึ่งกรมการค้าภายในได้ส่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจออกตรวจสอบตามข้อร้องเรียนอย่างต่อเนื่อง หากพบการกระทำผิดจะดำเนินการตามกฎหมาย โดยผู้ประกอบการที่ไม่ปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและค่าบริการ มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท หากประชาชนพบการไม่แสดงราคา จำหน่ายสินค้าไม่ตรงกับราคาที่แสดง หรือถูกเอารัดเอาเปรียบ สามารถแจ้งสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 208/2569 “กรมการค้าภายใน” ปูพรม 22 จังหวัด ตรวจเข้มรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ย้ำ “ชื้นต้องชัวร์ น้ำหนักต้องตรง” ดูแลเกษตรกรเป็นธรรม (24 สิงหาคม 2569)
นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ตามข้อสั่งการของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ให้เร่งติดตามสถานการณ์การรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และดูแลความเป็นธรรมแก่เกษตรกร กรมการค้าภายในจึงปูพรมลงพื้นที่ตรวจสอบจุดรับซื้อทั่วประเทศ โดยเน้นตรวจ เครื่องวัดความชื้น เครื่องชั่งน้ำหนัก ราคารับซื้อ และหลักเกณฑ์การรับซื้อ เพื่อป้องกันไม่ให้เกษตรกรเสียประโยชน์จากการคำนวณราคาตามความชื้นและน้ำหนัก นางสาวญาณี กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 ตนได้นำคณะเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ ตรวจจุดรับซื้อ 2 แห่ง ได้แก่ บริษัท ลี้บ้วนเซ้งพืชผล จำกัด อำเภอพยุหะคีรี และห้างหุ้นส่วนจำกัด กันเอง พืชผล อำเภอตากฟ้า ผลตรวจพบว่า เครื่องวัดความชื้นและเครื่องชั่งน้ำหนักถูกต้อง มีการแสดงราคารับซื้อและหลักเกณฑ์ชัดเจน โดยราคารับซื้อความชื้นไม่เกิน 14.5% อยู่ที่ 9.13 บาท/กิโลกรัม และความชื้น 30% อยู่ที่ 7.14 บาท/กิโลกรัม ขณะที่วันที่ 22 สิงหาคม 2569 ชุดสายตรวจเฉพาะกิจ กองตรวจสอบและปฏิบัติการ ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเพชรบูรณ์ ตรวจผู้ประกอบการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในอำเภอวังโป่งและอำเภอชนแดน 4 ราย พบว่ามีการแสดงราคารับซื้อชัดเจน เครื่องวัดความชื้นและเครื่องชั่งน้ำหนัก ยังไม่สิ้นอายุการรับรอง และตรวจใบชั่งน้ำหนักพบว่ารับซื้อไม่ต่ำกว่าราคาที่แสดงไว้ โดยราคารับซื้อความชื้น 14.5% อยู่ที่ 8.60–9.05 บาท/กิโลกรัม และความชื้น 30% อยู่ที่ 6.40–7.16 บาท/กิโลกรัม พร้อมเงื่อนไขหักน้ำหนัก 7 กิโลกรัม/ตัน ทุกความชื้นที่เพิ่มขึ้น 0.5% นอกจากนี้ กรมการค้าภายใน สำนักงานสาขาชั่งตวงวัดได้จัดทำแผนตรวจสอบเครื่องวัดความชื้นข้าวโพดในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวม 22 จังหวัด ซึ่งมีการซื้อขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม–ธันวาคม 2569 โดยตั้งเป้าตรวจสอบ สถานรับซื้อ 1,475 แห่ง เครื่องวัดความชื้นข้าวโพด 1,051 เครื่อง และเครื่องชั่งในลานรับซื้อ 1,497 เครื่อง พร้อมประสานสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ร่วมตรวจสอบและติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง “ความชื้นและน้ำหนักมีผลโดยตรงต่อรายได้ของเกษตรกร กรมฯ จึงต้องลงพื้นที่ตรวจให้เห็นกับตา ทั้งเครื่องมือ ราคารับซื้อ และใบชั่งน้ำหนัก เพื่อให้มั่นใจว่าเกษตรกรได้รับราคาตามคุณภาพจริง เราต้องทำให้ ‘ชื้นต้องชัวร์ น้ำหนักต้องตรง โดยการตรวจจะเน้นความถูกต้องของเครื่องวัดความชื้นและเครื่องชั่ง อายุการรับรอง การแสดงผล ใบชั่งน้ำหนัก ราคารับซื้อ และหลักเกณฑ์การรับซื้อ หากพบการใช้เครื่องมือไม่ถูกต้องหรือการรับซื้อไม่เป็นธรรม จะดำเนินการตามกฎหมายทันที“ นางสาวญาณี กล่าว เกษตรกรที่พบการรับซื้อไม่เป็นธรรม แจ้งมายังสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ หากพบการกระทำความผิดจะมีการดำเนินกฎหมายโดยเร็วที่สุด
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ