ข่าวเลขที่ 156/2569 “กรมการค้าภายใน” ลุยตรวจเข้มก๊าซหุงต้ม–สินค้าหีบห่อทั่วประเทศ สกัดเอาเปรียบผู้บริโภคช่วงต้นทุนสูง พร้อมผนึก 10 แบรนด์ เดินหน้าโครงการ “LPG เต็มถัง” (4 มิถุนายน 2569)
นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ท่ามกลางภาวะต้นทุนการประกอบธุรกิจที่ปรับตัวสูงขึ้นในหลายด้าน กรมการค้าภายในยังคงเดินหน้ากำกับดูแลความเป็นธรรมทางการค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคได้รับผลกระทบจากการกระทำที่ไม่เป็นธรรม โดยได้เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบก๊าซหุงต้มและสินค้าหีบห่อทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับสินค้าที่มีปริมาณถูกต้องตรงตามที่แสดงไว้ และได้รับความเป็นธรรมในการซื้อขาย นางสาวญาณี กล่าวต่อว่า ในช่วงเดือนเมษายน–พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบโรงบรรจุ ร้านจำหน่ายก๊าซหุงต้ม และผู้ประกอบการสินค้าหีบห่อในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ พบทั้งผู้ประกอบการที่ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย และบางรายที่กระทำผิดจนต้องถูกอายัดสินค้า เปรียบเทียบปรับ และดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด สำหรับการตรวจสอบก๊าซหุงต้ม พบการบรรจุขาดจากปริมาณที่แสดงไว้ในหลายพื้นที่ โดยจังหวัดกาญจนบุรีตรวจพบโรงบรรจุก๊าซหุงต้มกระทำผิด 1 ราย บรรจุขาดรวม 43 ถัง จังหวัดราชบุรีพบร้านจำหน่ายก๊าซหุงต้มกระทำผิด 2 ราย น้ำหนักขาดรวม 66 ถัง ขณะที่พื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราช เข้าตรวจสอบโรงบรรจุและร้านจำหน่ายก๊าซหุงต้ม 15 ราย พบกระทำผิด 4 ราย ซึ่งทุกกรณีเจ้าหน้าที่ได้อายัดสินค้าและดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว ด้านการตรวจสอบสินค้าหีบห่อ เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดปทุมธานีและนนทบุรี โดยจังหวัดปทุมธานีสุ่มตรวจสินค้าจำนวน 10 รายการ พบกระทำผิด 1 รายการ ขณะที่จังหวัดนนทบุรีพบกระทำผิดอีก 1 รายการ รวมดำเนินการเปรียบเทียบปรับผู้กระทำผิด 2 ราย นางสาวญาณี กล่าวว่า กรมการค้าภายในจะเดินหน้าตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีพของประชาชน หากพบการบรรจุไม่เต็มตามฉลาก ปริมาณไม่ตรงตามที่แสดงไว้ หรือมีพฤติกรรมเอาเปรียบผู้บริโภค จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดทันที เพื่อรักษาความเป็นธรรมทางการค้าและคุ้มครองสิทธิของประชาชนผู้บริโภค ทั้งนี้ ผู้บรรจุก๊าซหุงต้มและสินค้าหีบห่อที่บรรจุขาดจากปริมาณที่แสดงไว้ หรือแสดงปริมาณไม่ถูกต้อง มีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตราชั่งตวงวัด พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนผู้จำหน่ายที่มีไว้เพื่อจำหน่ายหรือจำหน่ายสินค้าที่มีปริมาณไม่ตรงตามที่แสดงไว้ มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า ก่อนเลือกซื้อสินค้าหีบห่อหรือก๊าซหุงต้มบรรจุถัง ประชาชนควรตรวจสอบสภาพบรรจุภัณฑ์ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ มีฉลากแสดงชนิดสินค้าและน้ำหนักสุทธิอย่างชัดเจน และหลีกเลี่ยงสินค้าที่มีลักษณะผิดปกติหรือมีราคาต่ำกว่าท้องตลาดอย่างผิดสังเกต หากประชาชนพบเห็นการจำหน่ายสินค้าหีบห่อหรือก๊าซหุงต้มที่อาจเข้าข่ายเอาเปรียบผู้บริโภค สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานสาขาชั่งตวงวัดในพื้นที่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายโดยเร็วต่อไป นางสาวญาณี กล่าวว่า นอกจากการบังคับใช้กฎหมายและการตรวจสอบอย่างเข้มงวดแล้ว กรมการค้าภายในยังเตรียมดำเนินโครงการ “LPG เต็มถัง” ร่วมกับผู้ประกอบการบรรจุก๊าซหุงต้มทั้ง 10 แบรนด์ทั่วประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนว่าก๊าซหุงต้มที่จำหน่ายมีปริมาณครบถ้วนตรงตามที่แสดงไว้ตามพระราชบัญญัติมาตราชั่งตวงวัด พ.ศ. 2542 พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับผู้ประกอบการในการกำกับดูแลและติดตามมาตรฐานการบรรจุก๊าซให้ถูกต้องอย่างสม่ำเสมอ
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 155/2569 “พาณิชย์” ผนึกไปรษณีย์ไทย แจกกล่องผลไม้ DITส่งฟรีทั่วประเทศ ฟรี 500,000 กล่อง ช่วยเกษตรกรลดต้นทุน เร่งกระจายผลไม้ไทยกว่า 5,000 ตัน สู่ผู้บริโภค (2 มิถุนายน 2569)
กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้ารับมือผลผลิตผลไม้ปี 2569 ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการ “Thailand : The Land of Tropical Fruits 2026” โดยจับมือ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ขับเคลื่อนมาตรการกระจายผลไม้ไทยสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ ผ่านการสนับสนุน “กล่องผลไม้ DIT” จำนวน 500,000 กล่อง พร้อมบริการจัดส่งฟรีทั่วประเทศ หวังช่วยระบายผลผลิตกว่า 5,000 ตัน ลดภาระต้นทุนเกษตรกร และสร้างโอกาสทางการตลาดในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการผลไม้ทั้งระบบ โดยมุ่งเร่งกระจายผลผลิตจากแหล่งผลิตสู่ผู้บริโภคอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันปัญหาผลผลิตกระจุกตัวและช่วยรักษาเสถียรภาพราคาในช่วงฤดูกาลผลิต ซึ่งความร่วมมือระหว่างกรมการค้าภายในและไปรษณีย์ไทยดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 และได้รับการพัฒนามาตรการสนับสนุนให้ตอบโจทย์เกษตรกรมากยิ่งขึ้นทุกปี สำหรับปีนี้ กรมการค้าภายในได้เพิ่มจำนวนกล่องผลไม้ DIT เป็น 500,000 กล่อง เพิ่มขึ้นเกือบ 100% จากปีก่อน เพื่อรองรับปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้น โดยเกษตรกรสามารถรับกล่องได้ฟรีที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อนำไปบรรจุและจัดส่งผลไม้ไทยทุกประเภทได้สูงสุด 10 กิโลกรัมต่อกล่อง ผ่านบริการของไปรษณีย์ไทยโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หากนำส่งก่อนเวลา 12.00 น. ผู้บริโภคจะได้รับผลไม้ภายในวันถัดไป ช่วยคงคุณภาพ ความสด และรสชาติของผลไม้จากสวนสู่มือผู้บริโภคโดยตรง นายวิทยากร กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวเป็นมาตรการสำคัญในการลดต้นทุนการตลาดให้แก่เกษตรกร โดยกรมการค้าภายในสนับสนุนกล่องบรรจุผลไม้ DIT และไปรษณีย์ไทยสนับสนุนบริการขนส่งฟรีทั่วประเทศ ทำให้เกษตรกรสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านบรรจุภัณฑ์และการขนส่งได้เฉลี่ยประมาณ 130 บาทต่อกล่อง อันจะช่วยเพิ่มรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตและเสริมศักยภาพการแข่งขันของเกษตรกรไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันผลไม้หลายชนิดทยอยออกสู่ตลาดจำนวนมาก ทั้งทุเรียน มังคุด เงาะ มะม่วง ลองกอง ลางสาด และผลไม้ตามฤดูกาลอื่น ๆ จึงขอเชิญชวนเกษตรกรใช้ประโยชน์จากมาตรการดังกล่าวในการขยายช่องทางการจำหน่ายและเข้าถึงผู้บริโภคทั่วประเทศ โดยคาดว่าโครงการนี้จะสามารถช่วยกระจายผลผลิตผลไม้ได้ไม่ต่ำกว่า 5,000 ตัน ด้านนางสาวปิลันธนี สุวรรณบุบผา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานธุรกิจและการตลาด บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทยมีความยินดีที่ได้ร่วมสนับสนุนโครงการดังกล่าวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 โดยนำศักยภาพด้านเครือข่ายขนส่งและระบบโลจิสติกส์ที่ครอบคลุมทั่วประเทศมาช่วยเกษตรกรไทยส่งผลไม้สดถึงมือผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว พร้อมดูแลคุณภาพผลผลิตตลอดกระบวนการขนส่ง “ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนบทบาทของไปรษณีย์ไทยในการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากและภาคการเกษตรของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก การสนับสนุนบริการขนส่งด่วนฟรีทั่วประเทศจะช่วยให้ผลไม้สดใหม่จากสวนสามารถส่งตรงถึงมือผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว คงคุณภาพและความสดใหม่ของผลผลิต สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค และช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลไม้ไทย” นางสาวปิลันธนีกล่าว ทั้งนี้ ไปรษณีย์ไทยยังสนับสนุนตะกร้าผลไม้เพิ่มเติมอีก 35,000 ใบ มีเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำการบรรจุหีบห่ออย่างถูกวิธี และมีบริการเข้ารับพัสดุถึงหน้าสวนสำหรับเกษตรกรที่ไม่สะดวกเดินทางมายังที่ทำการไปรษณีย์ โดยพร้อมเพิ่มเที่ยวขนส่งและเสริมศักยภาพการกระจายสินค้า หากมีปริมาณผลผลิตเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้น นอกจากมาตรการด้านโลจิสติกส์แล้ว กรมการค้าภายในยังเดินหน้าเชื่อมโยงตลาดผลไม้ผ่านห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) โครงการ “ไทยช่วยไทย” และกิจกรรมจำหน่ายสินค้าธงฟ้าทั่วประเทศ เพื่อเปิดพื้นที่จำหน่ายผลไม้จากเกษตรกรสู่ผู้บริโภคโดยตรง เพิ่มช่องทางตลาด ควบคู่กับการรณรงค์ส่งเสริมการบริโภคผลไม้ไทยภายใต้โครงการ “Thailand : The Land of Tropical Fruits 2026” เพื่อผลักดันผลไม้ไทยคุณภาพสู่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง สำหรับเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถติดต่อขอรับกล่องบรรจุผลไม้ DIT ได้ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดแหล่งผลิตผลไม้สำคัญที่ได้จัดสรรกล่องไว้ในปริมาณมาก เพื่อรองรับผลผลิตในช่วงฤดูกาลและอำนวยความสะดวกแก่เกษตรกรอย่างทั่วถึง รวมทั้งสามารถนำผลไม้ไปใช้บริการจัดส่งฟรี ณ ที่ทำการไปรษณีย์ไทยทั่วประเทศตลอดฤดูกาลผลิตผลไม้ปี 2569
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 154/2569 สินค้าเกษตรพรีเมียมไทยมาแรง DIT Pavilion กวาดยอดขายใน THAIFEX กว่า 334 ล้านบาท ดึงผู้ซื้อทั่วโลก สนใจทุเรียนซูเปอร์จิ๋วต่อยอดส่งออกญี่ปุ่น (2 มิถุนายน 2569)
กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เผยผลการจัดแสดงและเจรจาการค้าภายใต้ “DIT Pavilion: Discover Thai Premium Fruit Finest Rice” ในงาน THAIFEX–ANUGA ASIA 2026 ระหว่างวันที่ 26–30 พฤษภาคม 2569 ได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้ซื้อทั้งในประเทศและต่างประเทศ สร้างยอดขายรวมกว่า 334.64 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 300 ล้านบาท สะท้อนความต้องการสินค้าเกษตรพรีเมียมของไทยที่ยังเติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดโลก นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้นำผู้ประกอบการ เกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน เข้าร่วมจัดแสดงสินค้าเกษตรคุณภาพภายใน DIT Pavilion เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อจากทั่วโลกได้พบปะเจรจาการค้า สร้างเครือข่ายธุรกิจ และขยายช่องทางการตลาด โดยตลอดระยะเวลาการจัดงาน 5 วัน มียอดขายรวม 334,641,770 บาท สูงกว่าปีก่อนและสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ สำหรับยอดขายภายในงาน แบ่งเป็นกลุ่มผลไม้สดและผลไม้แปรรูป ปริมาณ 1,921 ตัน มูลค่า 221,820,000 บาท กลุ่มข้าวประณีต ปริมาณ 809 ตัน มูลค่า 109,372,910 บาท และกลุ่มสุราชุมชน จำนวน 5,490 ขวด มูลค่า 3,448,860 บาท โดยคาดว่าหลังจากนี้จะมีคำสั่งซื้อและการซื้อขายต่อเนื่องตามมาอีกเป็นจำนวนมาก นายวิทยากร กล่าวว่า ผลตอบรับจากผู้ซื้อทั้งไทยและต่างชาติสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของสินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรพรีเมียมที่มีคุณภาพและมาตรฐานสูง ซึ่งสามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกได้เป็นอย่างดี และหากเกษตรกรสามารถพัฒนาคุณภาพและยกระดับมาตรฐานการผลิตอย่างต่อเนื่อง จะช่วยเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น นอกจากนี้ ภายในงานยังเกิดโอกาสทางการค้าใหม่จากตลาดญี่ปุ่น หลังผู้นำเข้าญี่ปุ่นให้ความสนใจทุเรียนขนาดเล็กหรือทุเรียนซูเปอร์จิ๋วของไทย ซึ่งมีขนาดเหมาะสมกับการบริโภคในครัวเรือนขนาดเล็กและสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น โดยได้หารือกับกรมการค้าภายในเพื่อประสานผู้ประกอบการด้านบรรจุภัณฑ์และผู้ส่งออก พัฒนาผลิตภัณฑ์ในรูปแบบแกะเนื้อบรรจุแพ็กขนาดเล็ก เพื่ออำนวยความสะดวกในการบริโภคและเพิ่มมูลค่าสินค้า รองรับความต้องการของตลาดญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับความสะดวก คุณภาพ และมาตรฐานความปลอดภัยของอาหาร นายวิทยากร กล่าวต่อว่า ผลการจัดงานครั้งนี้ยังเป็นส่วนสำคัญในการรองรับผลผลิตทางการเกษตรที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปี 2569 โดยเฉพาะกลุ่มผลไม้ที่คาดว่าจะมีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นกว่า 30% ช่วยสร้างโอกาสทางการตลาดและสนับสนุนให้ราคาผลไม้ไทยมีเสถียรภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันการประชาสัมพันธ์ร่วมกับ NipponBoyz คอนเทนต์ครีเอเตอร์ชื่อดังชาวญี่ปุ่นที่เข้าร่วมกิจกรรมภายในงาน ยังช่วยสร้างการรับรู้และขยายฐานผู้บริโภคผลไม้ไทยในตลาดญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี กรมการค้าภายในจะเดินหน้าส่งเสริมการตลาด เชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันสินค้าเกษตรไทยให้เข้าถึงตลาดคุณภาพ สร้างรายได้ให้เกษตรกร และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลกต่อไป
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 153/2569 “พาณิชย์” ลุยลดค่าครองชีพประชาชน-ช่วยผู้ประกอบการ ยกทัพสินค้าราคาประหยัดกว่า 1,000 รายการ ลดสูงสุด 60% ในงาน “มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค” ที่นครศรีธรรมราช (30 พฤษภาคม 2569)
กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลในการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก จัดงาน “มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค” ระหว่างวันที่ 28-30 พฤษภาคม 2569 ณ ตลาดเสาร์-อาทิตย์ พัฒนาการคูขวาง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช นำสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นต่อการดำรงชีพกว่า 1,000 รายการ มาจำหน่ายในราคาประหยัด ลดสูงสุดถึง 60% เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน พร้อมเปิดพื้นที่สร้างโอกาสทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการ เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และ SMEs นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล นำโดย พณ.ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลค่าครองชีพของประชาชน ท่ามกลางสถานการณ์ต้นทุนการครองชีพที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้สินค้าหลายประเภทมีแนวโน้มปรับราคาสูงขึ้นตามไปด้วย รัฐบาลจึงเร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่องผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย” และกิจกรรมเชื่อมโยงเศรษฐกิจภูมิภาคทั่วประเทศ นายวิทยากร กล่าวว่า จังหวัดนครศรีธรรมราชถือเป็นจังหวัดสำคัญของภาคใต้ ทั้งในด้านพื้นที่และศักยภาพทางเศรษฐกิจ กรมการค้าภายในจึงได้นำผู้ผลิต ผู้ประกอบการจากส่วนกลาง รวมถึงผู้ประกอบการจากจังหวัดต่าง ๆ ในภาคใต้กว่า 200 ราย เข้าร่วมจำหน่ายสินค้าในงาน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน โดยภายในงานมีสินค้าอุปโภคบริโภค 10 หมวดหมู่ อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ซอสปรุงรส น้ำยาซักผ้า ของใช้ประจำวัน เครื่องครัว เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องแต่งกาย และสินค้าชุมชน จำหน่ายในราคาพิเศษ นอกจากนี้ ยังมีสินค้าไฮไลท์ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพจำหน่ายทุกวันในราคาประหยัด ได้แก่ ไข่ไก่เบอร์ M แผงละ 80 บาท น้ำตาลทรายกิโลกรัมละ 20 บาท น้ำมันพืชปาล์มขวดละ 42 บาท และข้าวหอมมะลิขนาด 5 กิโลกรัม ถุงละ 130 บาท รวมถึงมีการเชื่อมโยงผลผลิตจากเกษตรกรในพื้นที่ต่าง ๆ มาจำหน่ายโดยตรงในราคาหน้าสวน เช่น มะม่วงแฟนซี กิโลกรัมละ 25 บาท และกระเทียมจากจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อช่วยระบายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรควบคู่ไปกับการลดค่าครองชีพของประชาชน อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงพาณิชย์ยังคงเดินหน้ามาตรการลดค่าครองชีพในรูปแบบต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งรถพุ่มพวง การจัดจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ และการจัดงานมหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคในจังหวัดต่าง ๆ โดยหลังจากจังหวัดนครศรีธรรมราชแล้ว จะมีการจัดงานต่อที่จังหวัดสงขลาในช่วงต้นเดือนหน้า เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาที่เป็นธรรมมากที่สุด ในด้านการกำกับดูแลราคาสินค้า นายวิทยากร กล่าวว่า กรมการค้าภายในและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศได้ติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การจำหน่ายสินค้าเป็นไปตามปกติและไม่เกิดการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค หากประชาชนพบเห็นการจำหน่ายสินค้าในราคาที่ไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายทันที สำหรับด้านการตลาดสินค้าเกษตร นายวิทยากร กล่าวว่า กรมการค้าภายในยังดำเนินการตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการผลักดันการจำหน่ายผลผลิตเกษตรทุกขนาด โดยเฉพาะทุเรียนและมังคุดขนาดเล็ก หรือกลุ่มผลไม้ไซซ์เล็กที่มีคุณภาพไม่แตกต่างจากผลขนาดใหญ่ ปัจจุบันได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากขึ้น และได้รับการตอบรับจากห้างค้าปลีกสมัยใหม่ที่รับซื้อไปจำหน่ายทั่วประเทศ ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตทุกเกรด และเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้แก่เกษตรกรไทย นายวิทยา เขียวรอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวขอบคุณกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ที่นำโครงการไทยช่วยไทยลดค่าครองชีพมาจัดในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เช่น ไข่ไก่ น้ำมันพืช และข้าวสาร ที่ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ กรมการค้าภายในมีแผนจัดงานมหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคอีก 7 ครั้งทั่วประเทศ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อน ลดภาระค่าครองชีพ เพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการ เกษตรกร SMEs และวิสาหกิจชุมชน ตลอดจนกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากของประเทศอย่างต่อเนื่อง
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 152/2569 “ค้าภายใน” ตรวจเข้มร้านสังฆภัณฑ์ช่วงวันวิสาขบูชา ย้ำปิดป้ายราคาชัดเจน พบราคาชุดสังฆทานยังทรงตัว (29 พฤษภาคม 2569)
กรมการค้าภายใน ตรวจเข้มร้านสังฆภัณฑ์ช่วงวันวิสาขบูชา ร่วม สคบ. และ บก.ปคบ. ลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายชุดสังฆทานและชุดไทยธรรม ย้ำต้องปิดป้ายแสดงราคาและรายละเอียดสินค้าให้ชัดเจน พบราคาจำหน่ายโดยรวมยังทรงตัว แม้ต้นทุนบางรายการปรับสูงขึ้น พร้อมกำชับผู้ประกอบการค้าขายเป็นธรรม และดูแลผู้บริโภคอย่างใกล้ชิดทั่วประเทศ นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เนื่องในช่วงเทศกาลวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ประชาชนมีความต้องการเลือกซื้อชุดสังฆทานและชุดไทยธรรม เพื่อนำไปทำบุญเป็นจำนวนมาก กรมการค้าภายในจึงเพิ่มความเข้มงวดในการติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าและกำกับดูแลการจำหน่ายสินค้าให้เป็นธรรม เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้า หรือจำหน่ายสินค้าไม่ตรงตามรายละเอียดที่แจ้งไว้ ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้บูรณาการร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ลงพื้นที่ตรวจสอบร้านจำหน่ายสังฆภัณฑ์ในพื้นที่เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร ได้แก่ ร้านสดใสสังฆภัณฑ์ ร้านมงคลชัย และร้านเพิ่มพูนสังฆภัณฑ์ เพื่อตรวจสอบการปิดป้ายแสดงราคาจำหน่าย การแสดงรายละเอียดสินค้าในชุดสังฆทานและชุดไทยธรรม รวมถึง ตรวจสอบความครบถ้วนของรายการสินค้า ขนาด น้ำหนัก ปริมาณบรรจุ และค่าภาชนะบรรจุ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ชัดเจนก่อนตัดสินใจซื้อ จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ประกอบการมีการปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายปลีกสินค้า และแสดงรายละเอียดสินค้าที่บรรจุในชุดสังฆทานและชุดไทยธรรมไว้อย่างชัดเจน โดยภาพรวมราคาจำหน่ายยังคงทรงตัว ไม่พบการปรับขึ้นราคาผิดปกติ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการให้ข้อมูลว่า ต้นทุนสินค้าบางรายการที่นำมาจัดชุดมีการปรับตัวสูงขึ้น จากต้นทุนด้านพลังงานและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้บางร้านมีการปรับเปลี่ยนชนิดสินค้าภายในชุดสังฆทาน เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนและระดับราคาจำหน่ายเดิม ปัจจุบัน ชุดสังฆทานมีราคาจำหน่ายตั้งแต่ชุดละ 47 – 999 บาท ขึ้นอยู่กับปริมาณและประเภทสินค้าที่บรรจุในชุด โดยเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงวันมาฆบูชาเดือนมีนาคม 2569 พบว่าราคาจำหน่ายยังไม่มีการปรับเพิ่ม สำหรับสถานการณ์การจำหน่ายสินค้า ผู้ประกอบการระบุว่า กำลังซื้อของประชาชนชะลอตัว ส่งผลให้ผู้บริโภคบางส่วนหันมาเลือกซื้อชุดสังฆทานขนาดเล็กลง หรือซื้อสินค้าแยกชิ้นเพื่อนำไปจัดชุดเองมากขึ้น รวมถึงบางส่วนเลือกซื้อชุดสังฆทานสำเร็จรูปจากวัด ซึ่งมีราคาย่อมเยากว่าร้านจำหน่ายทั่วไป นายจิรวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการค้าภายในได้กำชับผู้ประกอบการให้จำหน่ายสินค้าอย่างเป็นธรรม และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการปิดป้ายแสดงราคาให้ชัดเจน รวมถึงการแสดงรายละเอียดสินค้าในชุดสังฆทานและชุดไทยธรรมอย่างครบถ้วน เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบความคุ้มค่าและตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าได้อย่างเหมาะสม พร้อมยืนยันว่า กรมฯ จะเดินหน้าตรวจสอบสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลสำคัญอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นผู้ประกอบการไม่ปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายสินค้า หรือจำหน่ายในราคาสูงเกินสมควร หรือไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการซื้อสินค้าและบริการ สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ โดยกรณีไม่แสดงราคาสินค้าหรือบริการ มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และกรณีจำหน่ายสินค้าในราคาสูงเกินสมควร กักตุนสินค้า หรือปฏิเสธการจำหน่าย มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 151/2569 “พาณิชย์” ลุยใต้แก้วิกฤตรถทุเรียนติดคิว ดึงล้งใหญ่จันทบุรีเปิดรับซื้อเพิ่ม เร่งระบายผลผลิตชุมพร หวังดันตลาดกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด (29 พฤษภาคม 2569)
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า “ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่กำชับให้ติดตามสถานการณ์สินค้าเกษตรอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก ล่าสุด กรมการค้าภายในได้เร่งลงพื้นที่จังหวัดชุมพร หลังพบว่าผลผลิตทุเรียนภาคใต้ออกสู่ตลาดเร็วกว่าคาด และมีปริมาณมากในช่วงเวลาใกล้กัน ส่งผลให้เกิดปัญหารถบรรทุกทุเรียนรอคิวเข้าล้งจำนวนมาก ขณะที่บางพื้นที่ล้งยังไม่เปิดรับซื้อ ทำให้เกษตรกรกังวลต่อการระบายผลผลิตและแนวโน้มราคา” นายจิรวุฒิ กล่าวต่อว่า “จากสถานการณ์ดังกล่าว กรมการค้าภายในจึงเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกทันที โดยประสานผู้ประกอบการล้งขนาดใหญ่จากจังหวัดจันทบุรี ซึ่งมีศักยภาพด้านการส่งออกและเครือข่ายตลาดต่างประเทศ ให้เข้ามาเปิดจุดรับซื้อในจังหวัดชุมพรและพื้นที่ใกล้เคียงเพิ่มเติม แม้ภาคตะวันออกจะยังอยู่ในช่วงปลายฤดูการผลิต เพื่อช่วยรองรับผลผลิตทุเรียนภาคใต้ที่กำลังทยอยออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง และลดปัญหาการตกค้างของรถบรรทุกผลผลิตในพื้นที่ พร้อมกันนี้ เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 กรมการค้าภายในยังได้บูรณาการร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดชุมพร สำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 7 (สวพ.7) และผู้แทนด่านกักกันโรคพืช ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์จริง พบปะเกษตรกร ผู้รวบรวมผลผลิต และผู้ประกอบการล้ง เพื่อเร่งคลี่คลายปัญหาหน้างานอย่างใกล้ชิด โดยได้รับความร่วมมือจากล้งขนาดใหญ่จากจังหวัดจันทบุรีหลายแห่งที่เริ่มเปิดรับซื้อเพิ่มเติมแล้ว อาทิ ล้ง KAF ล้งแซมซั่น ล้งเอส.เอ็น.เฟรชฟรุต ล้งนายกโอ๋ และล้ง Best 3310 ซึ่งช่วยเพิ่มกำลังการรับซื้อและเร่งระบายผลผลิตออกจากพื้นที่ได้มากขึ้น” นายจิรวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า “หลังจากล้งขนาดใหญ่เริ่มเปิดรับซื้อเพิ่มเติม สถานการณ์หลายพื้นที่เริ่มคลี่คลาย รถบรรทุกทุเรียนที่ตกค้างสามารถทยอยเข้าล้งได้ต่อเนื่อง และหากทุกฝ่ายยังคงร่วมมือกันอย่างเต็มที่ คาดว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ภายใน 1-2 วันนี้ ซึ่งไม่เพียงช่วยเร่งระบายผลผลิตและลดความเสียหายของทุเรียนที่รอจำหน่าย แต่ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้เกษตรกรว่า ภาครัฐและภาคเอกชนจะร่วมกันดูแลไม่ให้ผลผลิตล้นตลาดจนกระทบต่อราคา” ”กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง เพื่อให้การซื้อขายทุเรียนภาคใต้ดำเนินไปอย่างราบรื่น ขณะที่การเชื่อมโยงล้งใหญ่จากภาคตะวันออกเข้ามารับซื้อเพิ่มเติม ยังถือเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของการบริหารจัดการผลไม้ปี 2569 ของกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเร่งกระจายผลผลิต ลดปัญหาคอขวดด้านการรับซื้อ และรักษาเสถียรภาพตลาดผลไม้ไทยในช่วงที่ผลผลิตออกพร้อมกันจำนวนมาก เพื่อช่วยพยุงราคาทุเรียนภาคใต้และสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม“ นายจิรวุฒิ กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 150/2569 พาณิชย์ดัน “ข้าวประณีตไทย” สู่สินค้ามูลค่าสูง คัด 200 กลุ่มศักยภาพทั่วประเทศ ปั้นรายได้เกษตรกรยั่งยืน (28 พฤษภาคม 2569)
กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้ายกระดับ “ข้าวไทย” จากสินค้าเกษตรทั่วไปสู่ “สินค้ามูลค่าสูง” ผ่าน “โครงการส่งเสริมและพัฒนาข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร ปี 2569” หรือ “โครงการข้าวประณีต” ล่าสุดคัดเลือกกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์ที่มีศักยภาพสูงทั่วประเทศ จำนวน 200 กลุ่ม จากผู้สมัคร 468 กลุ่ม ครอบคลุม 64 จังหวัด เตรียมสนับสนุนงบพัฒนากลุ่มละไม่เกิน 500,000 บาท ทั้งด้านการผลิต แปรรูป มาตรฐาน บรรจุภัณฑ์ การเชื่อมโยงตลาด และการนำสินค้าเข้าร่วมงานแสดงสินค้า เพื่อยกระดับข้าวไทยสู่ตลาดมูลค่าสูงและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการสร้างระบบตลาดใหม่ให้กับข้าวไทย โดยเฉพาะข้าวคุณภาพสูงที่มีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น มีเรื่องราว และสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ทั้งในและต่างประเทศได้ ซึ่งโครงการข้าวประณีตถือเป็นกลไกสำคัญในการรวบรวมและพัฒนากลุ่มผู้ผลิตข้าวคุณภาพจากทั่วประเทศ ให้สามารถยกระดับสินค้า สร้างแบรนด์ และเพิ่มมูลค่าได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ จากผู้สมัครเข้าร่วมโครงการจำนวน 468 กลุ่ม กรมการค้าภายในร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดข้าว พิจารณาคัดเลือกกลุ่มที่มีศักยภาพเข้าสู่โครงการระยะแรก จำนวน 200 กลุ่ม แบ่งเป็น กลุ่มศักยภาพดีเยี่ยม (Tier 1) จำนวน 42 กลุ่ม กลุ่มศักยภาพดีมาก (Tier 2) จำนวน 93 กลุ่ม และกลุ่มศักยภาพดี (Tier 3) จำนวน 65 กลุ่ม เพื่อกำหนดแนวทางสนับสนุนที่เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละกลุ่ม นายวิทยากร กล่าวว่า กลุ่มเกษตรกรทั้ง 200 กลุ่ม จะเป็นหัวหอกสำคัญในการผลักดัน “ข้าวประณีตไทย” เข้าสู่ตลาดพรีเมียม โดยกระทรวงพาณิชย์จะชูจุดเด่นด้านรสชาติ อัตลักษณ์ท้องถิ่น และเรื่องราวของข้าวแต่ละชนิด เพื่อสร้างการรับรู้และเพิ่มมูลค่าให้ผู้บริโภคยอมจ่ายในราคาที่สูงขึ้น อันจะนำไปสู่การเพิ่มรายได้กลับคืนสู่เกษตรกรอย่างแท้จริง สำหรับการสนับสนุน กลุ่มที่ผ่านการคัดเลือกสามารถเสนอแผนขอรับเงินสนับสนุนได้ไม่เกิน 500,000 บาทต่อกลุ่ม ครอบคลุม 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ ด้านการผลิตและแปรรูปหลังการเก็บเกี่ยว เช่น สนับสนุนเครื่องสีข้าว เครื่องคัดแยกสีเมล็ดข้าว เครื่องอบลดความชื้น และอุปกรณ์เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อยกระดับคุณภาพข้าวสารให้ได้มาตรฐานพรีเมียม ด้านการบรรจุและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เช่น เครื่องบรรจุสุญญากาศ การออกแบบฉลาก และการสร้างแบรนด์ชุมชน ด้านมาตรฐานและการรับรอง เช่น GMP, HACCP และ Organic Thailand เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาด รวมถึงด้านการตลาดและการเชื่อมโยงช่องทางจำหน่าย อาทิ การนำสินค้าเข้าร่วมงานแสดงสินค้า การจับคู่ธุรกิจ การสนับสนุนอุปกรณ์จัดแสดงสินค้า และการขยายตลาดทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าให้เกษตรกรเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงมากขึ้น อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินโครงการจะเน้นความโปร่งใส โดยมี “คณะกรรมการระดับจังหวัด” ที่ประกอบด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัด พาณิชย์จังหวัด และหน่วยงานภาคเกษตรในพื้นที่ ร่วมกลั่นกรองและอนุมัติแผนงาน เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง นอกจากนี้ สำหรับกลุ่มผู้สมัครอีก 266 กลุ่ม ที่ยังไม่ผ่านการคัดเลือกในรอบนี้ กรมการค้าภายในเตรียมจัดอบรมให้ความรู้ พัฒนาศักยภาพ และช่วยเชื่อมโยงตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นกลุ่มข้าวประณีตในรุ่นต่อไป อีกหนึ่งมาตรการสำคัญที่กรมการค้าภายในผลักดันควบคู่กัน คือการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้เครื่องหมายรับรองมาตรฐาน “รูปพนมมือ” บนข้าวหอมมะลิบรรจุถุง เพื่อยืนยันว่าเป็นข้าวหอมมะลิพันธุ์แท้และได้มาตรฐาน โดยกรมฯ มีนโยบายสนับสนุนและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการตรวจวิเคราะห์ DNA หรือเอกลักษณ์ทางพันธุกรรมให้แก่ผู้ประกอบการและโรงสีข้าวที่ได้รับการรับรองให้ใช้เครื่องหมายดังกล่าว ซึ่งช่วยลดภาระต้นทุนและเพิ่มแรงจูงใจให้เข้าสู่ระบบรับรองมาตรฐานมากขึ้น ทั้งนี้ การตรวจสอบจะดำเนินการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษา เช่น บริการตรวจดีเอ็นเอ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อให้การรับรองเป็นไปอย่างโปร่งใส แม่นยำ และตรวจสอบได้ เพื่อจะช่วยป้องกันการปลอมปนข้าว และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคในการเลือกซื้อข้าวหอมมะลิไทยในท้องตลาด “โครงการนี้สะท้อนการทำงานเชิงรุกของกระทรวงพาณิชย์ในการเปลี่ยนภาคเกษตรกรรมไทยจากการขายสินค้าโภคภัณฑ์ ไปสู่การสร้างสินค้ามูลค่าสูงที่ขับเคลื่อนด้วยคุณภาพ ความประณีต และอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อยกระดับรายได้และสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน” นายวิทยากร กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 149/2569 DIT ดึง NipponBoyz ร่วมชิมเมนูไทย ปักหมุดข้าวประณีต-ผลไม้ไทย ใน “THAIFEX 2026” คาดสร้างมูลค่าการค้ากว่า 300 ล้านบาท (28 พฤษภาคม 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า “ปี 2569 ผลผลิตสินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะกลุ่มผลไม้ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นกว่า 30% ส่งผลให้ราคาผลผลิตภายในประเทศอาจไม่ได้อยู่ในระดับที่ดีเท่าที่ควร ดังนั้น กรมการค้าภายใน ภายใต้นโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านศุภจี สุธรรมพันธุ์ ที่เร่งเดินหน้าผลักดันตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อช่วยรองรับผลผลิตและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทย นายวิทยากร กล่าวต่อว่า ”กรมการค้าภายใน เร่งดำเนินการด้านการกระจายสินค้า การเชื่อมโยงตลาดภายในประเทศ รวมถึงการประชาสัมพันธ์และรณรงค์การบริโภคผลไม้ไทยอย่างต่อเนื่อง นายวิทยากร กล่าวว่า “วันนี้เป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญ คือ การนำ ผู้ประกอบการ เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน มาโชว์ศักยภาพ ของสินค้าเกษตรไทย ใน “DIT Pavilion: Discover Thai Premium Fruit Finest Rice” ภายในงาน THAIFEX–ANUGA ASIA 2026 ระหว่างวันที่ 26 – 30 พฤษภาคม 2569 ณ ฮอลล์ 9 บูธ DD27 อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อแสดงศักยภาพสินค้าเกษตรไทยและต่อยอดสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะ “ข้าวประณีตไทย” ที่คัดเลือกข้าวเด่นจำนวน 20 สายพันธุ์ มานำเสนอจุดเด่นด้านรสชาติ ความเป็นเอกลักษณ์ และคุณภาพของข้าวไทย เพื่อเชื่อมโยงสู่ตลาดต่างประเทศ รวมถึงนำผู้ประกอบการและวิสาหกิจชุมชนด้านผลไม้ ทั้งทุเรียน เงาะ ลำไย มะม่วง มังคุด มะพร้าว และผลไม้อื่น ๆ มาร่วมออกบูธนำเสนอศักยภาพสินค้าเกษตรไทยสู่ผู้ซื้อจากทั่วโลก นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้ประกอบการที่พัฒนานวัตกรรมการแปรรูปผลไม้ ซึ่งสามารถเก็บรักษาความสดและคุณภาพของผลไม้ไว้ได้นานขึ้น และสามารถนำไปใช้ต่อยอดในอุตสาหกรรมอาหารหรือเมนูต่าง ๆ ได้ตามความต้องการของเชฟและผู้ประกอบการระดับสากล ภายในงานยังมีการนำวัตถุดิบสินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะข้าวและผลไม้ไทย มารังสรรค์เป็นเมนูระดับนานาชาติ ผ่านกิจกรรม Celebrity Chef Show จากเชฟชื่อดังของไทย เพื่อสะท้อนศักยภาพของสินค้าเกษตรไทยในมิติอาหารร่วมสมัยและอาหารระดับโลก อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ การนำเสนอ “สุราชุมชน” ซึ่งเป็นการต่อยอดวัตถุดิบสินค้าเกษตรไทย ไม่ว่าจะเป็นข้าว ผลไม้ หรือพืชท้องถิ่นต่าง ๆ ผ่านภูมิปัญญาของคนไทย ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง และช่วยเพิ่มทางเลือกทางการตลาดให้กับสินค้าเกษตรไทย ภายใน DIT Pavilion ได้แบ่งการจัดแสดงออกเป็น 3 โซนหลัก ได้แก่ “Thailand: The Land of Tropical Fruits” นำเสนอผลไม้ไทยพรีเมียมทั้งสดและแปรรูป “New Rice Economy” นำเสนอข้าวประณีตและข้าวทางเลือกสำหรับผู้บริโภคยุคใหม่ อาทิ ข้าวหอมมะลิ 105 กข15 ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมนิล และข้าวเหนียว กข6 รวมถึงโซนผลิตภัณฑ์สุราชุมชนจากข้าว ซึ่งสะท้อนการต่อยอดสินค้าเกษตรไทยสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง นายวิทยากร กล่าวต่ออีกว่า ”นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังเร่งขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตรผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และอีคอมเมิร์ซ ควบคู่กับการใช้คอนเทนต์ครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ช่วยโปรโมตสินค้าไทยสู่ผู้บริโภคต่างชาติ โดยภายในงานได้รับความสนใจจาก NipponBoyz คอนเทนต์ครีเอเตอร์ชาวญี่ปุ่นที่มีผู้ติดตามกว่า 87,800 คน เข้าร่วมชิมเมนูจากผลไม้พรีเมียม ข้าวประณีต และสุราชุมชนไทย ช่วยสร้างการรับรู้สินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลกมากยิ่งขึ้น“ นายวิทยากร กล่าวว่า ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงานครั้งนี้มีความพร้อมทั้งด้านการจำหน่ายภายในประเทศและศักยภาพการส่งออก ยกตัวอย่างกลุ่มข้าวประณีตที่ปัจจุบันมีลูกค้าจากประเทศสหรัฐอเมริกาสั่งซื้อข้าวหอมมะลิแล้วกว่า 20 ตัน ขณะเดียวกัน กรมฯ ยังได้เชื่อมโยงโมเดิร์นเทรดให้นำผลไม้ เช่น เงาะและมังคุดซูเปอร์จิ๋ว เข้าจำหน่ายในห้างค้าปลีกสมัยใหม่ เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตทุกขนาดและทุกเกรด ทั้งนี้ DIT Pavilion คาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าการเจรจาธุรกิจกว่า 300 ล้านบาท จากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมทั้ง 13 ราย ครอบคลุมกลุ่มผลไม้พรีเมียม ข้าวประณีต และสุราชุมชน ซึ่งล้วนเป็นผู้ผลิตที่มีศักยภาพพร้อมขยายตลาดสู่ระดับสากล โดยกรมการค้าภายในจะเดินหน้าดูแลด้านตลาดและเชื่อมโยงช่องทางจำหน่าย เพื่อรองรับผลผลิตสินค้าเกษตรไทยทุกระดับคุณภาพอย่างต่อเนื่องต่อไป
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ