ข่าวเลขที่ 55/2569  “พาณิชย์” จัดงาน “ธงฟ้า ช่วยชายแดน” ณ จ.นครราชสีมา ลดค่าครองชีพประชาชน พร้อมจัดจำหน่าย Gift Set สินค้าเด่นของ 7 จังหวัด ชายแดน ช่วยผู้ประกอบการ (20 ธันวาคม 2568)
กระทรวงพาณิชย์ กรมการค้าภายใน นำทัพธงฟ้า จัดสินค้าราคาประหยัด บรรเทาค่าครองชีพประชาชน กว่า 60% และเสริมความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา เปิดพื้นที่สินค้ากว่า 500 รายการ ขายในงาน พร้อมจัดชุดกิฟต์เซ็ตกระเช้าปีใหม่ ประชาชนเลือกหาของขวัญปีใหม่ในราคาประหยัดพร้อมช่วยผู้ประกอบการชายแดน นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า “นโยบายท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ในการดูแลค่าครองชีพและสร้างโอกาสให้กับพี่น้องผู้ประกอบการโดยเฉพาะ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบ กรมการค้าภายใน จึงได้จัดงาน ธงฟ้า ช่วยชายแดน ระหว่างวันที่ 19–21 ธันวาคม 2568 ณ หน้าที่ว่าการอำเภอห้วยแถลง อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นแหล่งชุมชนสำคัญและจังหวัดศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาที่เหมาะสมอย่างทั่วถึง และเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญในการนำผู้ประกอบการจาก 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา เข้ามาจำหน่ายสินค้าได้จริง ช่วยเปิดโอกาสทางการค้าและสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยตรง การจัดงานครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิต กลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน เครือข่ายธุรกิจ และผู้ประกอบการ SMEs ทั้งในจังหวัดนครราชสีมา จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา และพื้นที่ใกล้เคียง นำสินค้าอุปโภคบริโภคมาจำหน่ายรวม 10 หมวด กว่า 500 รายการ ลดราคาสูงสุด 60% ครอบคลุมทั้งอาหารแห้ง ของใช้ประจำวัน เครื่องครัว เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องแต่งกาย และสินค้าชุมชน ภายในงานยังมีการจำหน่ายสินค้าไฮไลท์และผลไม้จากกลุ่มเกษตรกรในราคาพิเศษทุกวัน อาทิ ไข่ไก่เบอร์ M แผงละ 80 บาท น้ำตาลทรายกิโลกรัมละ 20 บาท น้ำมันพืชปาล์มขวดละ 38 บาท และข้าวหอมมะลิขนาด 5 กิโลกรัม ถุงละ 120 บาท เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายจำเป็นในครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรม นายวิทยากร กล่าวต่อว่า “ไฮไลท์สำคัญของงานคือ “กิฟต์เซ็ตสินค้าชายแดน” ซึ่งคัดสรรสินค้าจากผู้ประกอบการชุมชนใน 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา ที่สะท้อนอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น มาจัดรวมเป็นชุดของขวัญเพื่อเพิ่มมูลค่าและขยายโอกาสทางการตลาด อาทิ หมูยอและก๋วยจั๊บญวนจากจังหวัดอุบลราชธานี ผ้าไหมมัดหมี่ยกดอกจากจังหวัดสุรินทร์ น้ำนมข้าวโพดจากจังหวัดสระแก้ว และน้ำพริกกุ้งจ่อม ซึ่งเป็นสินค้าแปรรูปจากภูมิปัญญาชาวบ้าน เป็นต้น การจัดงานดังกล่าวยังมีเป้าหมายเพื่อ ลดภาระค่าครองชีพในช่วงเทศกาลปีใหม่ ให้ประชาชนสามารถเลือกซื้อสินค้าและของขวัญปีใหม่ในราคาประหยัด ทั้งของกินของใช้และสินค้าชุมชนที่มีคุณภาพ ขณะเดียวกันยังเป็นการ ช่วยเหลือและสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย โดยเฉพาะผู้ประกอบการจากพื้นที่ชายแดน ให้สามารถจำหน่ายสินค้าและขยายตลาดได้อย่างเป็นรูปธรรม” อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวเพิ่มเติมว่า ขอเชิญชวนประชาชนในจังหวัดนครราชสีมาและพื้นที่ใกล้เคียง มาร่วมเลือกซื้อสินค้าคุณภาพในราคาประหยัด ซึ่งเป็นสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ และสามารถนำไปเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับตนเองและครอบครัว พร้อมทั้งร่วมกันสนับสนุนผู้ประกอบการชุมชนตามเป้าหมายของกระทรวงพาณิชย์
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 54/2569 DIT ลุยตรวจปีใหม่ 2569 ดูแลกระเช้าของขวัญ–การจำหน่ายสินค้าที่จุดพักรถ–หัวจ่ายน้ำมัน สร้างความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค (19 ธันวาคม 2568)
กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ตรวจสอบการรักษาความเป็นธรรมทางการค้าในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและสร้างความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอย โดยเน้นตรวจสอบการจำหน่ายกระเช้าของขวัญ สินค้าบริเวณจุดพักรถ และความถูกต้องของหัวจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง บนเส้นทางคมนาคมหลัก นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า วันนี้ (วันที่ 19 ธันวาคม 2568) ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบการรักษาความเป็นธรรมทางการค้าก่อนเทศกาลปีใหม่ ครอบคลุมพื้นที่สำคัญ ได้แก่ ห้างโลตัส สาขารัตนาธิเบศร์ (แคราย) จังหวัดนนทบุรี จุดพักรถมอเตอร์เวย์ กม.49 (บางปะกง) และสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ปตท. มอเตอร์เวย์บางปะกง (ขาออก) จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อกำกับดูแลให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และป้องกันการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคในช่วงเทศกาล ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ประกอบการทั้ง 3 แห่ง ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้องครบถ้วน ทั้งในด้านการแสดงราคาสินค้า การจำหน่ายสินค้า และความถูกต้องของเครื่องชั่งตวงวัดและหัวจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมีหน่วยงานร่วมตรวจสอบ ได้แก่ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำนักงานพาณิชย์จังหวัดฉะเชิงเทรา และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดนนทบุรี จากการสั่งการให้เจ้าหน้าที่สายตรวจ DIT ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์การจำหน่ายกระเช้าของขวัญในช่วงเทศกาลปีใหม่ในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2568 ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พบว่า ผู้ประกอบการปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีการปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายปลีกกระเช้าของขวัญ พร้อมแสดงรายการสินค้า ขนาด น้ำหนักต่อหน่วย ปริมาณการบรรจุ ค่าภาชนะบรรจุ และค่าบริการจัดกระเช้าของขวัญอย่างชัดเจน รวมทั้งสินค้าที่นำมาบรรจุในกระเช้ามีอายุมากกว่า 6 เดือน ในด้านปริมาณการจำหน่าย พบว่าสินค้ามีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค ผู้ประกอบการจัดกระเช้าของขวัญหลากหลายรูปแบบ ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค อาหารเพื่อสุขภาพ ผักและผลไม้ สินค้าโอทอป รวมถึงกระเช้าที่ผู้บริโภคสามารถเลือกจัดเอง พร้อมจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย เช่น ส่วนลดเงินสด การผ่อนชำระ และบริการจัดส่งสินค้า ส่วนด้านราคาจำหน่าย ราคากระเช้าของขวัญแตกต่างกันตามประเภทสินค้าและจำนวนสินค้าที่บรรจุ เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน พบว่าราคากระเช้าโดยรวมยังอยู่ในระดับเหมาะสม และมีการแสดงราคาจำหน่ายอย่างชัดเจน ถูกต้อง เป็นไปตามกฎหมาย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้ประชาชนพิจารณาเลือกซื้อกระเช้าของขวัญโดยสังเกต 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.ต้องแสดงรายการสินค้า ขนาด ปริมาณ และราคาสินค้าแต่ละรายการ รวมถึงค่าภาชนะบรรจุ 2.ต้องแสดงราคาจำหน่ายของสินค้าทุกรายการและราคารวมของกระเช้า 3.หากมีค่าใช้จ่ายอื่น เช่น ค่าภาชนะหรือค่าจัดกระเช้า ต้องแสดงข้อมูลให้ชัดเจน 4.ราคาที่แสดงต้องตรงกับราคาที่จำหน่ายจริง และ 5.ตัวอักษรและตัวเลขในการแสดงข้อมูลต้องมีขนาดไม่น้อยกว่า 16 รวมทั้งผู้บริโภคควรตรวจสอบวันหมดอายุของสินค้า และเปรียบเทียบราคาและคุณภาพก่อนตัดสินใจซื้อ นายจิรวุฒิ ระบุว่า ผู้ประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายจะมีโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 โดยกรณีไม่แสดงราคาจำหน่ายปลีก มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และกรณีจำหน่ายสินค้าแพงเกินสมควร มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ การตรวจสอบดังกล่าวช่วยสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่าจะได้รับสินค้าและบริการที่มีราคายุติธรรม และไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ หากพบการกระทำผิด สามารถแจ้งได้ที่ สายด่วน 1569 กรมการค้าภายใน-------------------------------------------
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 53/2569 พาณิชย์ดัน “ข้าวประณีต” และ “วัตถุดิบสินค้าเกษตร” สู่เวทีโลก ปั้นโมเดล Local Ingredients World Class Experiences จับมือ MasterChef–3 สายการบิน ยกระดับเกษตรไทยเป็นประสบการณ์อาหารระดับสากล (18 ธันวาคม 2568)
กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้ายกระดับ “ข้าวประณีต” และวัตถุดิบเกษตรไทยสู่การเป็นประสบการณ์ด้านอาหารระดับโลก ผ่านโมเดล “Local Ingredients World Class Experiences” เชื่อมโยงสินค้าเกษตรคุณภาพกับอุตสาหกรรมอาหาร การท่องเที่ยว และการบิน เพื่อเพิ่มมูลค่า ขยายตลาด และสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม โดยกรมการค้าภายใน (DIT) ผนึกกำลังภาคเอกชน จับมือบริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัด ผู้ผลิตรายการ MasterChef (Thailand) และ 3 สายการบินชั้นนำ ได้แก่ สายการบินไทยแอร์เอเชีย บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบางกอกแอร์เวย์ส เปิดตลาดศักยภาพใหม่ให้สินค้าเกษตรไทยสู่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการต่อยอดนโยบายการขับเคลื่อนสินค้าเกษตรจาก “วัตถุดิบท้องถิ่น” สู่ “สินค้ามูลค่าสูง” โดยนำ ข้าวประณีต และวัตถุดิบเกษตรคุณภาพของไทย อาทิ ปลากะพงสามน้ำ จากทะเลสาบสงขลา สับปะรดภูแล จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นสินค้า GI ในความส่งเสริมของกระทรวงพาณิชย์ มาเชื่อมกับแพลตฟอร์มอาหารระดับประเทศอย่าง MasterChef (Thailand) เพื่อสร้างการรับรู้และการบริโภคในวงกว้าง พร้อมพัฒนาเป็นเมนูอาหารที่เข้าถึงผู้บริโภคจริงผ่านสายการบิน ซึ่งเป็นช่องทางที่มีศักยภาพและเชื่อมโยงตลาดนานาชาติได้โดยตรง สำหรับโครงการ DIT x MasterChef เชฟผู้เข้ารอบชิงชนะเลิศ 3 คนสุดท้ายของรายการ MasterChef (Thailand) ซีซัน 7 จะนำวัตถุดิบสินค้าเกษตรไทยมารังสรรค์เป็นเมนูพิเศษ และพัฒนาเป็นเมนูจำหน่ายบนเที่ยวบินของสายการบินแอร์เอเชียทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงให้บริการในห้องรับรองพิเศษของการบินไทย และบนเที่ยวบินและเลาจ์ของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ซึ่งไม่เพียงเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตรไทย แต่ยังเป็นการนำเสนออัตลักษณ์อาหารไทยในรูปแบบ Soft Power สู่สายตาผู้โดยสารจากทั่วโลก นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอขอบคุณบริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัด รวมถึงสายการบินทั้ง 3 แห่ง ที่ร่วมเป็นพันธมิตรสำคัญในการขยายตลาดสินค้าเกษตรไทย ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนพลังของการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการยกระดับสินค้าเกษตรจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนให้แก่เกษตรกรไทย ด้านนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า โครงการนี้เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากความร่วมมือก่อนหน้า โดยเฉพาะโครงการ DIT x AirAsia ซึ่งได้รับรางวัล Creative Excellence Awards 2025 จากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สะท้อนศักยภาพของการนำความคิดสร้างสรรค์มาผสานกับการตลาดสินค้าเกษตรไทย และได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค จากนั้นกรมการค้าภายในได้รับมอบหมายให้ขยายความร่วมมือไปยังพันธมิตรสายการบินเพิ่มเติม เพื่อเปิดตลาดใหม่ให้สินค้าเกษตรในกลุ่มปศุสัตว์ ประมง และผลไม้ อาทิ ปลากะพง กุ้งขาวแวนนาไม เนื้อโค ข้าวประณีต สับปะรดภูแล และมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง นำมายกระดับเป็นเมนูอาหารคุณภาพ เสิร์ฟแก่ผู้โดยสารทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ “โครงการนี้ไม่ใช่แค่เรื่องอาหารบนเครื่องบิน แต่เป็นโมเดลการตลาดใหม่ที่ช่วยให้สินค้าเกษตรไทยเข้าถึงผู้บริโภคในตลาดศักยภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างเป็นรูปธรรม ผู้โดยสารที่เดินทางกับแอร์เอเชีย การบินไทย และบางกอกแอร์เวย์ส จะได้ลิ้มลองเมนูพิเศษที่ช่วยสนับสนุนเกษตรกรไทย อิ่มท้อง และมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากไปพร้อมกัน” นายวิทยากรกล่าว กรมการค้าภายในเชื่อมั่นว่า โมเดล “Local Ingredients World Class Experiences” จะเป็นต้นแบบสำคัญในการยกระดับสินค้าเกษตรไทย เพิ่มมูลค่า ขยายตลาด และกระจายรายได้สู่เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน พร้อมผลักดันสินค้าเกษตรไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 52/2569 พาณิชย์คุมเข้มช่วงเทศกาลปีใหม่ ปล่อยขบวนรถสายตรวจเฉพาะกิจ ตรวจหัวจ่ายน้ำมันทั่วประเทศ ย้ำลดค่าครองชีพ–สร้างความเป็นธรรมตามนโยบายรัฐมนตรีพาณิชย์ (18 ธันวาคม 2568)
กรมการค้าภายใน (DIT) ปล่อยขบวนรถสายตรวจสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ เพื่อคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค สร้างความเป็นธรรมทางการค้า และเสริมความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ วันนี้ (18 ธันวาคม 2568) ณ กรมการค้าภายใน นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า “วันนี้ DIT ได้ร่วมกับภาคเอกชน ได้แก่ สถานีบริการน้ำมัน ปล่อยขบวนรถสายตรวจเฉพาะกิจ ออกตรวจสอบความถูกต้องเที่ยงตรงของหัวจ่ายน้ำมันทั่วประเทศ ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งลดค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสร้างความเป็นธรรมและความเชื่อมั่นในระบบการค้า โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญ อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวว่า ทุกช่วงเทศกาลสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลปีใหม่หรือเทศกาลสงกรานต์ กรมการค้าภายในให้ความสำคัญกับการดูแลความเชื่อมั่นของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการตรวจสอบสถานีขนส่ง ร้านค้า ตลาดสด และการจัดส่งชุดสายตรวจเฉพาะกิจ ซึ่งเป็นภารกิจที่กรมดำเนินการเป็นประจำทุกปี เพื่อให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมและมั่นใจในการใช้บริการต่าง ๆ ระหว่างการเดินทาง สำหรับการกำกับดูแลสถานีบริการน้ำมัน นอกจากการตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่แล้ว กรมยังส่งเสริมให้สถานีบริการเข้าร่วมการตรวจสอบด้วยตนเองหรือระบบการรับรองตนเอง (Self-Certification) ผ่านโครงการ “หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน” ของกรมการค้าภายใน โดยปัจจุบันมีสถานีบริการน้ำมันเข้าร่วมโครงการแล้ว 6,878 สถานี ซึ่งคิดเป็นกว่าร้อยละ 85 ของสถานีบริการน้ำมันแบรนด์หลักทั่วประเทศ สะท้อนถึงความร่วมมือของภาคเอกชนในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในการเดินทางช่วงเทศกาล ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางท่องเที่ยวหรือกลับไปพบครอบครัว อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินการดังกล่าวช่วยเสริมความมั่นใจให้ประชาชนว่าการใช้บริการสถานีบริการน้ำมันจะได้รับปริมาณครบถ้วน ถูกต้อง และเป็นธรรม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจในการดูแลค่าครองชีพและสร้างความเป็นธรรมทางการค้าตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังได้ประสานความร่วมมือกับสถานีบริการน้ำมันอย่างต่อเนื่องในมิติอื่น ๆ โดยเฉพาะในช่วงที่สินค้าเกษตรบางชนิดออกสู่ตลาดในปริมาณมาก สถานีบริการน้ำมันหลายแห่งได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นช่องทางกระจายสินค้าและวัตถุดิบทางการเกษตร เพื่อช่วยดูดซับผลผลิตและบรรเทาปัญหาสินค้าล้นตลาด ซึ่งกรมขอขอบคุณผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันทุกแห่งที่ให้ความร่วมมือกับภาครัฐมาโดยตลอด และพร้อมสนับสนุนมาตรการของกรมทุกครั้งที่มีการประสานงาน สำหรับแผนการตรวจสอบหัวจ่ายน้ำมันในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ จะดำเนินการระหว่างวันที่ 1–26 ธันวาคม 2568 คาดว่าจะสามารถตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันได้ไม่น้อยกว่า 2,000 สถานี หรือประมาณ 40,000 หัวจ่าย ครอบคลุมเส้นทางหลัก เส้นทางเชื่อมระหว่างจังหวัด และพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ โดยเป็นการบูรณาการร่วมกับสำนักงานกลางชั่งตวงวัดทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค สำนักงานพาณิชย์จังหวัด สำนักงานพลังงานจังหวัด กรมธุรกิจพลังงาน บริษัทผู้ค้าน้ำมัน และหน่วยตรวจที่ขึ้นทะเบียนตามกฎหมาย ทั้งนี้ หากประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรมในการเติมน้ำมัน สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569, Line @MR.DIT หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ โดยหากพบสถานีบริการใช้หัวจ่ายที่คลาดเคลื่อนหรือไม่มีเครื่องหมายคำรับรอง มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกรณีดัดแปลงหัวจ่ายให้คลาดเคลื่อน มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 280,000 บาท
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 51/2569 DIT คุมเข้ม เชื่อมข้อมูลนำเข้าสินค้าเกษตร ผ่าน NSW ร่วมกับกรมศุลฯ รักษาสมดุลตลาด ป้องกันผลกระทบราคาสินค้าเกษตรไทย (17 ธันวาคม 2568)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 กรมการค้าภายในได้เข้าร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับกรมศุลกากร เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลการนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศอาเซียนผ่านระบบออนไลน์ โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้หน่วยงานภาครัฐสามารถตรวจสอบข้อมูลการนำเข้าได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และทันต่อสถานการณ์มากยิ่งขึ้น อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า สินค้าเกษตรที่อยู่ในการกำกับดูแลของกรม ได้แก่ หัวมันสดและมันเส้น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มะพร้าว ข้าวเปลือก และน้ำมันปาล์ม ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรสำคัญที่มีผลต่อรายได้ของเกษตรกรไทยที่ผ่านมา กรมการค้าภายในได้ออกใบอนุญาตขนย้ายสินค้าเกษตรดังกล่าวแล้วกว่า 200,000 ฉบับ โดยอาศัยข้อมูลคำขอจากผู้ประกอบการเป็นหลัก ขณะเดียวกันมีการนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศอาเซียนโดยใช้เอกสารรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form D) มากกว่า 20,000 ฉบับ คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 49,000 ล้านบาท ซึ่งการใช้เอกสารแบบเดิมอาจก่อให้เกิดความซ้ำซ้อนและความล่าช้า ส่งผลต่อการบริหารจัดการสมดุลตลาดและราคาสินค้าเกษตรของประเทศ การเชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ในครั้งนี้ จึงเป็นความร่วมมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ และทำให้กรมการค้าภายในสามารถตรวจสอบปริมาณสินค้าเกษตรที่นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านได้ทันที เห็นภาพรวมสถานการณ์สินค้าในตลาดได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น และสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการดูแลราคาและบริหารจัดการผลผลิตในประเทศได้อย่างเหมาะสม ไม่กระทบต่อเกษตรกรไทย นอกจากนี้ ระบบดังกล่าวยังช่วยลดขั้นตอนและความยุ่งยากในการดำเนินการของผู้ประกอบการ เนื่องจากสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันผ่านระบบออนไลน์ ลดการใช้เอกสารซ้ำซ้อน และทำให้กระบวนการขออนุญาตเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ กรมการค้าภายในขอแจ้งเตือนผู้ประกอบการที่มีการซื้อขายและขนย้ายสินค้าเกษตรที่อยู่ในรายการควบคุม จำนวน 9 สินค้า ได้แก่ 1) กระเทียมนำเข้า 2) ข้าวเปลือกและข้าวสาร 3) ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 4) ข้าวสาลี 5) ข้าวบาร์เลย์ 6) มะพร้าว 7) มันสำปะหลัง 8) น้ำมันปาล์ม และ 9) หอมหัวใหญ่ จะต้องดำเนินการขออนุญาตขนย้ายสินค้าอย่างเคร่งครัด หากฝ่าฝืนถือเป็นความผิด มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 นายวิทยากรกล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือในการเชื่อมโยงข้อมูลครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับการทำงานของกรมการค้าภายใน ให้สามารถใช้ข้อมูลจริงในการประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย เพื่อดูแลเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร คุ้มครองเกษตรกรไทย และสร้างความเป็นธรรมในระบบการค้าอย่างยั่งยืนต่อไป
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 50/2569 “ศุภจี” นำทัพผู้ประกอบการชายแดนไทย–กัมพูชา ร่วมขายในมหกรรมธงฟ้าชลบุรี, จับมือ TikTok Live ดันยอดขาย–สร้างรายได้ฟื้นเศรษฐกิจชายแดน (14 ธันวาคม 2568)
กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน เปิดงาน “มหกรรมธงฟ้าเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดน จังหวัดชลบุรี” นำผู้ประกอบการ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา มาออกบูธขายสินค้าเพิ่มยอดขายในช่วงวิกฤตชายแดน พร้อมสินค้าราคาประหยัดกว่า 2,000 รายการ จาก 10 หมวดสินค้า มาจำหน่ายในราคาย่อมเยา ลดสูงสุด 60% และเปิดช่องทาง TikTok Live ภายในงาน เพื่อเพิ่มยอดขายแบบเรียลไทม์และขยายการเข้าถึงผู้บริโภคทั่วประเทศ โดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13–15 ธันวาคม 2568 บริเวณลานกิจกรรมหน้าศาลากลางจังหวัดชลบุรี นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า “การจัดงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในเร่งดำเนินการภายใต้แนวทาง “Quick Big Win” ที่มุ่งให้เกิดผลสัมฤทธิ์ทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับการสร้างรากฐานการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน ทั้งในด้านการลดค่าครองชีพ การเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs การเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย และการดูแลเศรษฐกิจและผู้ประกอบการชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมอบหมายให้กรมการค้าภายในสร้างช่องทางตลาดใหม่ให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะตลาดออนไลน์ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นยอดขายต่อเนื่อง ซึ่งเป็นที่มาของการร่วมกับแพลตฟอร์ม TikTok ในงานครั้งนี้ นายวิทยากร กล่าวต่อว่า “งานครั้งนี้ได้นำผู้ประกอบการจาก 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา จำนวน 20 ราย มาร่วมออกบูธจำหน่ายสินค้าโดยตรง พร้อมนำสินค้าจากผู้ประกอบการชายแดนเพิ่มเติมอีก 50 ราย เข้าร่วมจัดแสดง รวมกว่า 150 รายการ เพื่อสร้างรายได้ ฟื้นตลาด และช่วยให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบกลับมามีช่องทางจำหน่ายสินค้าอีกครั้ง โดยเรานำผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นจากพื้นที่ชายแดนมาจัดเป็นกระเช้าของขวัญปีใหม่ ทั้งหมูยอ น้ำปลา ผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป สมุนไพร รวมถึงสินค้าพื้นถิ่นที่สะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละจังหวัด เพื่อให้ประชาชนสามารถเลือกซื้อของฝากที่มีคุณภาพ พร้อมช่วยสร้างรายได้กลับสู่พื้นที่ชายแดนโดยตรง” ภายในงานมีสินค้าไฮไลท์ราคาพิเศษจำหน่ายทุกวัน เช่น ไข่ไก่เบอร์ M แผงละ 85 บาท น้ำตาลทรายกิโลกรัมละ 20 บาท น้ำมันพืชปาล์มขวดละ 40 บาท และข้าวหอมมะลิ 5 กิโลกรัม ถุงละ 120 บาท เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเสริมด้วยการไลฟ์สดขายสินค้า ผ่านแพลตฟอร์ม TikTok เพื่อให้ยอดขายดำเนินต่อเนื่องแม้ผู้บริโภคไม่ได้เดินทางมาที่งาน งานครั้งนี้มีผู้ประกอบการร่วมออกบูธกว่า 250 บูธ และได้รับเกียรติจากรองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีมาร่วมตรวจเยี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายในระบุว่า ชลบุรีเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญและมีศักยภาพสูง จึงเหมาะอย่างยิ่งในการเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูตลาดชายแดนหลังผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้ง กรมการค้าภายในยังเตรียมนำผู้ประกอบการชายแดนทั้ง 7 จังหวัดไปจัดงานครั้งใหญ่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครในเดือนมกราคม ณ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เพื่อขยายตลาดให้ผู้ประกอบการและเพิ่มช่องทางการจำหน่ายในพื้นที่ที่มีกำลังซื้อสูง อธิบดีกล่าว เพิ่มเติมว่า ระหว่างดำเนินมาตรการส่งเสริมเศรษฐกิจ กรมฯ ยังเดินหน้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ ทั้งการจัดส่งสินค้าและของใช้จำเป็นเข้าสู่ศูนย์พักพิง รวมถึงการจัดกิจกรรมฟื้นฟูในพื้นที่หาดใหญ่ เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วที่สุด “ขอเชิญชวนพี่น้องจังหวัดชลบุรีและจังหวัดใกล้เคียงมาเลือกซื้อสินค้าในโครงการนี้ ซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพในราคาประหยัด และเป็นความตั้งใจจริงของกระทรวงพาณิชย์ในการช่วยลดค่าครองชีพให้แก่ประชาชน” นายวิทยากรกล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 49/2569 “พาณิชย์” รวมใจไทย ฟื้นแดนใต้ รับมอบสิ่งของบริจาคจากภาคเอกชน 19 ราย รวมกว่า 4.6 แสนชิ้น มูลค่ามากกว่า 26 ล้านบาท เร่งกระจายความช่วยเหลือสู่พื้นที่ฟื้นฟูจากอุทกภัย (9 ธันวาคม 2568)
วันที่ 8 ธันวาคม 2568 ณ กองชั่งตวงวัด กรมการค้าภายใน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีรับมอบสิ่งของบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ร่วมกับผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้โครงการ “รวมใจไทย ฟื้นแดนใต้” โดยในครั้งนี้มีผู้ประกอบการภาคเอกชน 19 ราย ร่วมสนับสนุนสิ่งของจำเป็นรวม 468,690 ชิ้น มูลค่าทั้งสิ้น 25,954,565บาท ซึ่งจะถูกเร่งจัดส่งเข้าสู่พื้นที่ที่ได้รับความเสียหายในจังหวัดสงขลา นครศรีธรรมราช พัทลุง ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และพื้นที่ใกล้เคียง นางศุภจี ระบุว่า ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนถึง “พลังน้ำใจของภาคเอกชนไทย” ที่พร้อมลุกขึ้นมาช่วยเหลือประชาชนทันทีเมื่อเกิดวิกฤต โดยทุกองค์กรได้แสดงความตั้งใจจริงในการสนับสนุนสิ่งของที่จำเป็นหลากหลายประเภท ทั้งอาหาร ของใช้ประจำวัน เครื่องมือซ่อมแซมบ้าน และผลิตภัณฑ์เพื่อโภชนาการ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนในสถานการณ์อุทกภัย โดยกระทรวงพาณิชย์จะเร่งประสานการขนส่งและนำสิ่งของทั้งหมดกระจายลงพื้นที่อย่างเร็วที่สุด เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงและทันการณ์ ภาคเอกชนที่ร่วมสนับสนุนในครั้งนี้มีทั้งธุรกิจค้าปลีก ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค และผู้ประกอบการรายใหญ่จากหลายอุตสาหกรรม โดยแต่ละกลุ่มมีปริมาณและมูลค่าการบริจาคที่สำคัญ ดังนี้ กลุ่มห้างสรรพสินค้า นำโดยบริษัทสรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด บริษัทโรบินสัน จำกัด (มหาชน) และเครือพันธมิตร ได้มอบเครื่องแต่งกาย ของใช้ประจำวัน และถุงยังชีพจำนวนมาก เพื่อรองรับความต้องการของประชาชนในศูนย์พักพิงและพื้นที่เร่งด่วน ซึ่งถือเป็นสิ่งของที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ประสบภัยที่ต้องย้ายออกจากบ้านพักอาศัยชั่วคราว รวมมูลค่า 3,340,000 บาท ในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ประกอบด้วยปลากระป๋อง จากบริษัทยูนิคอร์ด น้ำมันพืช จากสมาคมผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองและรำข้าว และน้ำมันปาล์ม จากบริษัทสุขสมบูรณ์น้ำมันพืช จำนวนรวม 480 ชิ้น นอกจากนี้ยังมีการบริจาคเป็นเงินสดจากสมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม เพื่อใช้ในการสนับสนุนด้านอาหารในจุดให้บริการประชาชน รวมมูลค่า 1,191,600 บาท กลุ่มของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน แชมพู สบู่ ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย ไปจนถึงของใช้ส่วนตัวที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน จากบริษัท ยูนิลีเวอร์ นีโอ คอร์ปอเรท โอสถสภา สหพัฒนพิบูล ไอ.พี.วัน และคาโอ อินดัสเตรียล ทั้งนี้ สินค้ากลุ่มนี้มีความสำคัญต่อการฟื้นฟูสุขอนามัยของประชาชนในพื้นที่น้ำท่วมที่มีความชื้นสูงและเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาด โดยมีจำนวนรวม 398,325 ชิ้น รวมมูลค่า 19,233,105 บาท สำหรับผลิตภัณฑ์นมและเครื่องดื่มเพื่อโภชนาการ จากดัชมิลล์ แลคตาซอย กรีนสปอต เนสท์เล่ สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรีฯ และดานอน โดยสินค้ากลุ่มนี้ถือว่ามีความสำคัญต่อเด็ก ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ประสบภัย ซึ่งมักเข้าถึงอาหารสดได้ยากในช่วงสถานการณ์น้ำท่วม โดยได้รับการสนับสนุนรวม 3,600 ชิ้น และ 927 ลัง รวมมูลค่า 558,150 บาท ขณะที่กลุ่มอุปกรณ์ทำความสะอาดและเครื่องมือช่าง ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทมิสเตอร์.ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ประกอบด้วยไม้กวาด แปรงขัดพื้น ฟองน้ำ สายรัด เทปกันรั่ว ลูกกลิ้งทาสี ไขควง และอุปกรณ์ซ่อมแซมบ้านอื่น ๆ ซึ่งมีความจำเป็นต่อการทำความสะอาดและปรับสภาพบ้านเรือนหลังระดับน้ำลดลง จำนวน 15,085 ชิ้น รวมมูลค่า 1,631,710 บาท นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ขอขอบคุณผู้ประกอบการทุกองค์กรที่ร่วมแสดงพลังน้ำใจในวันนี้ และย้ำว่าจะนำสิ่งของบริจาคทั้งหมดส่งตรงลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้กลับมาใช้ชีวิตได้โดยเร็วที่สุด พร้อมยืนยันว่ากระทรวงจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับทุกภาคส่วน เพื่อให้การดูแลและฟื้นฟูภาคใต้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 48/2569 DIT มอบรางวัลประกวดข้าวหอมมะลิไทย 2568 ในงาน Thailand Rice Fest 2025 จุดประกายสู่ ‘ข้าวประณีต’ ต้นแบบข้าวคุณภาพระดับประเทศ (5 ธันวาคม 2568)
กระทรวงพาณิชย์ชู “ข้าวประณีต” เป็นสินค้าพรีเมียมระดับประเทศ พร้อมประกาศผลและมอบรางวัลผู้ชนะ “การประกวดข้าวหอมมะลิของประเทศไทย ปี 2568” ภายในงาน Thailand Rice Fest 2025 เทศกาลข้าวที่ใหญ่ที่สุดของไทย จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4–7 ธันวาคม 2568 ณ อิมแพ็ค ฮอลล์ 11–12 เมืองทองธานี งานนี้รวบรวมผลผลิตคุณภาพจากเกษตรกรทั่วประเทศ ทั้งนิทรรศการข้าวประณีต การแสดงและจำหน่ายสินค้า การจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) การชิมข้าวหลากชนิด และสาธิตเมนูข้าวจากเชฟชื่อดัง ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสเสน่ห์ข้าวไทยอย่างใกล้ชิด วันที่ 4 ธันวาคม 2568 ณ อิมแพ็คเมืองทองธานี นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า วันนี้ทางกรมการค้าภายในได้มีพิธีมอบรางวัล “การประกวดข้าวหอมมะลิของประเทศไทย ประจำปี 2568 หรือ Thai Hom Mali Award” ซึ่งจัดมาอย่างต่อเนื่องก้าวสู่ปีที่ 43 วัตถุประสงค์หลักคือต้องการที่จะพัฒนาคุณภาพของข้าวหอมมะลิอย่างต่อเนื่อง กรมฯ จึงมีการทำงานร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกว่า 10 สมาคม เพื่อร่วมกันคัดเลือกข้าวที่ดีที่สุด โดยรางวัลนี้เป็นรางวัลเกียรติยศที่ทรงคุณค่า เป็นกำลังใจให้เกษตรกรที่ใส่ใจในการพัฒนาคุณภาพข้าวตั้งแต่ขั้นตอนการปลูกจนถึงมือผู้บริโภค และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างคุณค่าใหม่ให้แก่ชาวนาไทยในระยะยาว สำหรับผลการประกวดในปีนี้ มีเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรจาก 22 จังหวัดทั่วประเทศ ส่งตัวอย่างเข้าร่วมกว่า 809 ตัวอย่าง ผ่านการคัดเลือกโดยคณะกรรมการระดับจังหวัด ให้เหลือจังหวัดละ 7 ตัวอย่าง แบ่งเป็นข้าวที่ส่งประกวดในประเภทเกษตรกรรายบุคคลและประเภทสถาบันเกษตรกร ซึ่งผลงานทั้งหมดได้นำมาจัดแสดงในนิทรรศการของกระทรวงพาณิชย์ภายในงาน เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้สัมผัสคุณภาพจริงของข้าวที่ชนะการประกวด ประเภทสถาบันเกษตรกร รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเย็บผ้าแม่บ้านกุดไหพัฒนาสร้างสรรค์ จังหวัดสกลนคร รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชน ตำบลดงเจน จังหวัดพะเยา และรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ข้าว ตำบลจรเข้มาก หมู่ 6 บ้านโคกเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ส่วนประเภทเกษตรกรรายบุคคล รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ นางสาวปิยะวรรณ์ สารวัตร จังหวัดมุกดาหาร รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ นางสาวพรทิพย์ แสนเมืองแก้ว จังหวัดร้อยเอ็ด และรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ นางสาวดาวเรือง คำคุณา จังหวัดร้อยเอ็ด นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้าวหอมมะลิของไทยมีศักยภาพสูง แม้มียอดผลิตต่อปีมากกว่า 7 ล้านตันข้าวสารและขายได้หมดทุกปี แต่กรมฯ ยังมุ่งเน้นการ “เพิ่มคุณภาพเพื่อเพิ่มราคา” โดยปัจจุบันข้าวหอมมะลิตอนนี้เก็บเกี่ยวแล้วประมาณ 90% ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 16,500–17,000 บาท/ตัน จากปีที่แล้วเฉลี่ยอยู่ที่ 16,000 บาท/ตัน เนื่องจากคุณภาพผลผลิต สภาพอากาศที่เอื้ออำนวย และการบริหารจัดการตลาดที่เหมาะสม รวมถึงมาตรการวางแผนชะลอการจำหน่ายบางส่วนเพื่อให้ตลาดเกิดการแข่งขันซื้อ ทำให้เกษตรกรมีอำนาจต่อรองมากขึ้น สำหรับสถานการณ์ข้าวขาว ที่ไทยมีผลผลิตต่อไร่น้อยกว่าคู่แข่ง เนื่องจากพันธุ์ข้าวและโครงสร้างต้นทุน ทำให้ราคาสูงกว่าบางประเทศ อย่างไรก็ดีกระทรวงพาณิชย์ได้มีนโยบายต่างๆ ให้ราคาข้าวขาวสูงขึ้น ซึ่งแนวโน้มราคาข้าวขาวก็ปรับดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอยู่ที่ระดับ 7,800–8,200 บาทต่อตัน ในระยะยาว กระทรวงพาณิชย์ภายใต้นโยบายของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ให้แนวทางสำคัญในการยกระดับข้าวคุณภาพ โดยกรมฯ ได้การรวบรวมและคัดเลือกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนจำนวน 200 กลุ่ม เพื่อนำสายพันธุ์ข้าวคุณภาพดีจากแต่ละพื้นที่มาพัฒนาและต่อยอดเป็น “ข้าวประณีต” หรือข้าวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งด้านรูปลักษณ์ ความหอม รสชาติ และรสสัมผัส โดยข้าวแต่ละชนิดมีความเหมาะสมกับเมนูอาหารต่างกัน เช่น ข้าวที่เหมาะสำหรับผัด ข้าวที่เหมาะกับการต้ม หรือข้าวที่เหมาะสำหรับรับประทานคู่กับอาหารประเภทเฉพาะ เพื่อให้ผู้บริโภคได้สัมผัสเสน่ห์และความแตกต่างของข้าวไทยในมิติใหม่ เพราะต่อไปจะทำข้าวให้เหมือนกับกาแฟซึ่งจะมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากขึ้น “ผมขอแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัลทุกท่าน ซึ่งเป็นต้นแบบของผู้ผลิตข้าวคุณภาพ ทุกเมล็ดเกิดจากความใส่ใจตั้งแต่แปลงนาไปจนถึงการคัดคุณภาพ ข้าวเหล่านี้กำลังเดินหน้าสู่การเป็น ‘ข้าวประณีต’ ที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกรไทยอย่างแท้จริง กรมการค้าภายในขอเชิญประชาชนและพี่น้องเกษตรกรร่วมชมงาน Thailand Rice Fest 2025 พร้อมเยี่ยมชมบูธกรมฯ หมายเลข H01 เพื่อสัมผัส “ข้าวประณีต” และชิมข้าวที่ชนะการประกวดปี 2568 อย่างใกล้ชิด” นายวิทยากร กล่าว
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ