ข่าวเลขที่ 148/2569 พาณิชย์ ลุยช่วยเงาะตราดราคาตก ลงพื้นที่รับฟังชาวสวน ดึงห้างค้าปลีกเร่งรับซื้อ พยุงราคา–กระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิต (28 พฤษภาคม 2569)
กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงกรณีเกษตรกรผู้ปลูกเงาะจังหวัดตราดร้องเรียนผ่านสื่อมวลชนว่า ราคาเงาะสีทองและเงาะโรงเรียนปรับลดลงจนต่ำกว่าต้นทุน โดยได้สั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดตราดลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเร่งด่วน นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 สำนักงานพาณิชย์จังหวัดตราด ร่วมกับเกษตรอำเภอเขาสมิง และสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดตราด ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแปลงผลิตเงาะของนางระย่อม กะยุตา เกษตรกรผู้ปลูกเงาะสีทอง หมู่ 4 ตำบลวังตะเคียน อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด ภายหลังมีการร้องเรียนว่า จำหน่ายเงาะสีทองได้ในราคา 9 บาทต่อกิโลกรัม และเงาะโรงเรียนราคา 19 บาทต่อกิโลกรัม จากการตรวจสอบพบว่า ราคาดังกล่าวเป็นราคาที่ผู้รับซื้อเข้าจัดเก็บเองถึงแปลง มิใช่ราคาจำหน่ายผลผลิตที่เกษตรกรเก็บ คัด และบรรจุพร้อมส่ง ซึ่งมีโครงสร้างต้นทุนและราคาซื้อขายแตกต่างกัน ประกอบกับช่วงที่ผ่านมาในพื้นที่มีฝนตกต่อเนื่อง และเป็นผลผลิตเงาะรุ่นที่ 2 ทำให้คุณภาพผลผลิตบางส่วนได้รับผลกระทบ ส่งผลต่อราคาที่ผู้รับซื้อเสนอ นายจิรวุฒิ กล่าวว่า กรมฯ เข้าใจถึงความกังวลของเกษตรกร เนื่องจากมีปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาอ่อนตัวลง ทั้งจากกรณีที่ประเทศเวียดนามซึ่งเป็นตลาดปลายทางสำคัญชะลอการซื้อ และปัจจัยด้านคุณภาพของผลผลิตรุ่นหลังบางส่วนที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศ ทำให้ราคาปรับตัวลดลงจากรุ่นแรกที่เคยจำหน่ายได้ในระดับสูง โดยจากข้อมูลการลงพื้นที่พบว่า เกษตรกรรายดังกล่าวเหลือผลผลิตประมาณ 500 กิโลกรัม ซึ่งจะสามารถเก็บเกี่ยวได้ในช่วงกลางเดือนมิถุนายน ขณะที่เงาะรุ่นที่ 1 ได้จำหน่ายไปแล้วเกือบ 1,000 กิโลกรัม ในราคา 35 บาทต่อกิโลกรัม ในส่วนของมาตรการช่วยเหลือ กรมฯ ได้เร่งให้ความช่วยเหลือมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยในเบื้องต้นดำเนินการเชื่อมโยงผลผลิตเงาะสีทองจากเกษตรกรในราคานำตลาด เพื่อมาจำหน่าย ณ งานวิ่ง trail ของ ททท. จังหวัดระยอง กรมศุลกากร และกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งได้ดำเนินการแล้วปริมาณรวม 10 ตัน และจะดำเนินการต่อเนื่อง สำหรับในระยะต่อไป กรมฯ มีมาตรการเปิดจุดรับซื้อเงาะสีทองจากเกษตรกรในราคานำตลาดสูงกว่าท้องตลาด 2-3 บาทต่อกิโลกรัม จำนวน 3 จุดในพื้นที่อำเภอเขาสมิง และอำเภอบ่อไร่ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสำคัญ ตั้งแต่ช่วงวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป โดยจะดำเนินการต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย นอกจากนี้ กรมฯ ได้ประสานผู้ประกอบการห้างค้าปลีก-ค้าส่งชั้นนำ อาทิ Makro, Lotus’s และ Tops ให้เข้าไปรับซื้อผลผลิตเงาะสีทองในพื้นที่เพิ่มเติมจากการค้าปกติ ซึ่งได้รับการตอบรับจากห้างฯ และจะเข้ารับซื้อในช่วงสัปดาห์หน้า เป้าหมายในระยะแรก 100 ตัน เพื่อช่วยดูดซับผลผลิตและกระจายสินค้าออกนอกแหล่งผลิต ลดผลกระทบด้านราคาให้กับเกษตรกร “กรมการค้าภายใน ได้ขอให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดตราดทำการสำรวจปริมาณผลผลิตคงเหลือในแต่ละอำเภอ โดยเฉพาะพื้นที่เขาสมิงและบ่อไร่ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการอุปทานส่วนเกินได้ทันต่อสถานการณ์ และช่วยรักษาเสถียรภาพราคาในพื้นที่” นายจิรวุฒิ กล่าว สำหรับเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรที่มีผลผลิตเงาะคงเหลือและประสงค์เข้าร่วมมาตรการเชื่อมโยงตลาด สามารถแจ้งสำนักงานพาณิชย์จังหวัดตราด เพื่อรวบรวมปริมาณและประสานผู้รับซื้อเข้าดำเนินการต่อไป โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดตราดจะลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การผลิตและการตลาดอย่างต่อเนื่อง พร้อมประชาสัมพันธ์โครงการและมาตรการช่วยเหลือของกระทรวงพาณิชย์ให้เกษตรกรรับทราบ เพื่อให้สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที ทั้งนี้ จากรายงานภาวะราคาสินค้าผลไม้ของสำนักงานพาณิชย์จังหวัดตราด ประจำวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 พบว่า ราคาที่เกษตรกรขายได้ ณ จุดรับซื้อ เงาะโรงเรียนส่งออกอยู่ที่ 27–29 บาทต่อกิโลกรัม เฉลี่ย 28 บาทต่อกิโลกรัม เงาะโรงเรียนทั่วไปอยู่ที่ 18–21 บาทต่อกิโลกรัม เฉลี่ย 19.50 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่เงาะสีทองส่งออกอยู่ที่ 18–20 บาทต่อกิโลกรัม เฉลี่ย 19 บาทต่อกิโลกรัม และเงาะสีทองทั่วไปอยู่ที่ 11–13 บาทต่อกิโลกรัม เฉลี่ย 12 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนราคาจำหน่ายปลีก เงาะโรงเรียนทั่วไปอยู่ที่ 30–40 บาทต่อกิโลกรัม เฉลี่ย 35 บาทต่อกิโลกรัม และเงาะสีทองทั่วไปอยู่ที่ 20–25 บาทต่อกิโลกรัม เฉลี่ย 22.50 บาทต่อกิโลกรัม
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 147/2569 กรมการค้าภายใน ขับเคลื่อน “Thailand : The Land of Tropical Fruits 2026” ดันผลไม้สดจากสวนสู่เมือง ผนึกท็อปส์ 760 สาขา รับซื้อผลไม้ภาคตะวันออกเพิ่ม 37% (26 พฤษภาคม 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ปี 2569 ผลผลิตผลไม้ภาคตะวันออกมีปริมาณเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะทุเรียน มังคุด และเงาะ ส่งผลให้กรมการค้าภายในต้องเร่งบริหารจัดการด้านตลาดและกระจายผลผลิตเชิงรุก เพื่อรองรับผลไม้ที่ออกสู่ตลาดจำนวนมากในช่วงฤดูกาล โดยขณะนี้ไทยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การส่งออกที่ชะลอตัว โดยเฉพาะเงาะ ทำให้ผลผลิตในประเทศมีปริมาณเพิ่มขึ้น กรมการค้าภายในเร่งประสานผู้ประกอบการและห้างค้าปลีกค้าส่งเข้ารับซื้อเงาะ จากเกษตรกรในพื้นที่ทั้งในจังหวัดตราดและใกล้เคียง เพื่อช่วยดูดซับผลผลิต และลดผลกระทบต่อเกษตรกร โดยมีการกระจายผลผลิตไปยังหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ผ่านความร่วมมือจากพันธมิตรภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง นายวิทยากร กล่าวต่อว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2569 ของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มอบหมายให้กรมการค้าภายในเร่งเชื่อมโยงตลาด บริหารจัดการผลผลิตเชิงรุก และขยายช่องทางจำหน่าย เพื่อช่วยดูดซับผลผลิตและรักษาเสถียรภาพราคาผลไม้ โดยในวันนี้ กรมการค้าภายในจึงได้ร่วมขับเคลื่อนโครงการ “Thailand : The Land of Tropical Fruits 2026” ร่วมกับภาคเอกชน สภาหอการค้าไทย และผู้แทนเกษตรกร เพื่อกระตุ้นการบริโภคผลไม้ไทย โดยเฉพาะผลไม้คุณภาพจากภาคตะวันออก ทั้งทุเรียน เงาะ มะม่วง และสับปะรด GI จากแหล่งผลิตสำคัญของประเทศ เพื่อช่วยกระจายผลผลิตและสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทยโดยได้รับความร่วมมือจาก ห้างค่าปลีกสมัยใหม่ “ท็อปส์” ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ในการเชื่อมโยงผลไม้จากแหล่งผลิตสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ ผ่านสาขาของท็อปส์กว่า 760 สาขา ซึ่งในปี 2569 ท็อปส์ได้เพิ่มปริมาณการรับซื้อผลไม้ไทยจากเดิม 8,000 ตัน เป็น 11,000 ตัน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 37% ถือเป็นความร่วมมือสำคัญในการช่วยรองรับผลผลิตผลไม้ไทยในช่วงฤดูกาลนี้ นายวิทยากร กล่าวว่า นอกจากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการบริโภคผลไม้ไทยแล้ว ทุกฝ่ายยังได้หารือร่วมกันถึงการขยายช่องทางจำหน่ายเพิ่มเติม ทั้งในรูปแบบการจัดกระเช้าของขวัญผลไม้ไทย เพื่อเพิ่มมูลค่าและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค รวมถึงการผลักดันตลาดส่งออกผลไม้ไทยไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดเวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดสำคัญที่มีความต้องการผลไม้ไทยอย่างต่อเนื่อง “ตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไป กรมการค้าภายในจะร่วมมือกับสภาหอการค้าไทย และภาคเอกชนในการรับซื้อและกระจายผลผลิตผลไม้ไทยไปยังแหล่งจำหน่ายต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยดูดซับผลผลิตที่ออกสู่ตลาด และสร้างเสถียรภาพด้านราคาให้กับเกษตรกร” นายวิทยากร กล่าว ด้านนายชูศักดิ์ ชื่นประโยชน์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และรองประธานคณะกรรมการบริหารศูนย์ AFC กล่าวว่า สถานการณ์ผลไม้ปีนี้ถือว่ามีแนวโน้มดี เนื่องจากมีการซื้อขายล่วงหน้าเพิ่มขึ้น ทำให้ปัญหาผลผลิตกระจุกตัวมีแนวโน้มลดลง ขณะเดียวกันเกษตรกรก็ให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพมากขึ้น ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ผู้บริโภคชาวไทยจะได้บริโภคผลไม้ไทยคุณภาพดี รสชาติอร่อย และราคาเหมาะสม ด้านนายชัยรัตน์ เพชรดากูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อสินค้าอาหารสด สินค้าท้องถิ่น และตลาดจริงใจ กล่าวว่า ท็อปส์เดินหน้ารับซื้อผลไม้ไทยจากเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์ทั่วประเทศ เพื่อนำผลไม้คุณภาพจากภาคตะวันออก ทั้งทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง มะม่วง และสับปะรด ส่งตรงถึงผู้บริโภคผ่านสาขาท็อปส์กว่า 760 แห่งทั่วประเทศ พร้อมช่วยกระจายผลผลิต เพิ่มโอกาสทางการตลาด และสนับสนุนเกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง ด้านนายธนภัทร จาวินัจ ผู้จัดการสหกรณ์ จังหวัดตราด กล่าวว่า กลุ่มสหกรณ์และสมาชิกเกษตรกรในพื้นที่ต่างร่วมกันคัดสรรผลไม้คุณภาพ เพื่อส่งตรงถึงผู้บริโภค โดยให้ความสำคัญกับมาตรฐานและคุณภาพสินค้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้กับผลไม้ไทยในระยะยาว นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอเชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนผลไม้ไทยคุณภาพจากเกษตรกรไทย โดยสามารถเลือกซื้อผลไม้สดจากภาคตะวันออกได้ที่ท็อปส์ทุกสาขาทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันสนับสนุนเกษตรกรไทยและช่วยกระจายผลผลิตในช่วงฤดูกาลผลไม้ปีนี้ด้วย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 146/2569 “ค้าภายใน” เร่งช่วยเกษตรกรระบายผลไม้ไทย ดึง “เงาะสีทองตราด–สับปะรดทองระยอง–มะพร้าวน้ำหอม” เชื่อมท่องเที่ยวและสายวิ่ง กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน ในงาน “Amazing Thailand GI Tour & Trail Running 2026” สนามที่ 2 จังหวัดระยอง (25 พฤษภาคม 2569)
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ผสานกีฬา วัฒนธรรม และสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น จัดกิจกรรม “Amazing Thailand GI Tour Trail Running 2026” ภายใต้แนวคิด “วิ่ง กิน เที่ยว ช้อป” เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรไทยสู่ประสบการณ์ท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ กระตุ้นการใช้จ่าย และกระจายรายได้สู่ชุมชน โดยสนามที่ 2 จัดขึ้น ณ จังหวัดระยอง ภายใต้แนวคิด “หวานฉ่ำ สับปะรดทอง” พร้อมกันนี้ กรมการค้าภายในยังได้เร่งช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูก “เงาะสีทอง” จังหวัดตราด ซึ่งกำลังประสบปัญหาด้านราคา โดยเชื่อมโยงผลผลิตมาจำหน่ายภายในงานในราคากิโลกรัมละ 20 บาท ปริมาณรวมประมาณ 5 ตัน เพื่อเพิ่มช่องทางระบายผลผลิต ลดผลกระทบด้านราคา และช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม ท่ามกลางความสนใจจากประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก การดำเนินงานดังกล่าว สอดคล้องกับแนวทาง “ตลาดนำการผลิต” (Demand Driven) ที่มุ่งบริหารจัดการผลผลิต เชื่อมโยงตลาด และดูแลเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรอย่างเป็นระบบ โดยกรมการค้าภายในได้นำสินค้าเกษตรคุณภาพและสินค้า GI มาเชื่อมโยงกับกิจกรรมท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่าย สร้างโอกาสทางการค้า และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23–24 พฤษภาคม 2569 ณ อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง ภายในงานมีการออกร้านจำหน่ายสินค้า GI และสินค้าชุมชนกว่า 50 ร้านค้า อาทิ “สับปะรดทองระยอง” พร้อมกิจกรรมปล่อยตัวนักวิ่ง “Amazing Thailand GI Tour Trail Running 2026” ขึ้นสู่เขานางหย่อง จำนวน 1,300 คน โดยกรมฯ ได้เชื่อมโยงผู้ผลิตและผู้ประกอบการในพื้นที่ 6 ราย เข้าร่วมจำหน่ายสินค้าเกษตรคุณภาพ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าและกระตุ้นรายได้สู่ชุมชนในพื้นที่ พร้อมกันนี้ ยังได้นำ “มะพร้าวน้ำหอม” จากจังหวัดราชบุรี จำนวน 3,000 ลูก แจกให้แก่นักวิ่งและผู้เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อส่งเสริมการบริโภคสินค้าเกษตรไทยคุณภาพ และสร้างการรับรู้สินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น ซึ่งได้รับความสนใจจากนักวิ่งและนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก นายจิรวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรม “Amazing Thailand GI Tour Trail Running 2026” จะจัดต่อเนื่องในจังหวัดขอนแก่น นครศรีธรรมราช และเพชรบุรี ไปจนถึงเดือนมิถุนายน 2569 โดยกรมการค้าภายในจะนำสินค้าเกษตรและสินค้าอัตลักษณ์จากแหล่งผลิตสำคัญเข้าร่วมกิจกรรม ทั้งในรูปแบบการจำหน่าย การส่งเสริมการบริโภค และการสร้างประสบการณ์ตรงแก่ผู้บริโภค เพื่อขยายตลาด เพิ่มมูลค่าสินค้า และสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การดำเนินงานดังกล่าวถือเป็นการบูรณาการด้านการค้าและการท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มช่องทางตลาดให้สินค้าเกษตร เร่งระบายผลผลิต ลดปัญหาสินค้าล้นตลาด และกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนในพื้นที่ อันเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก พร้อมเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมติดตามกิจกรรม “Amazing Thailand GI Tour Trail Running 2026” ในสนามต่อไป และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook กรมการค้าภายใน DIT และ Facebook ข่าวสารท่องเที่ยว ททท.
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 145/2569 “พาณิชย์–ศึกษาธิการ” จัด “ไทยช่วยไทย พลัส” 1,000 จุดทั่วประเทศ นำสินค้าราคาประหยัดลดค่าครองชีพผู้ปกครอง–ประชาชนช่วงเปิดเทอม (22 พฤษภาคม 2569)
จากภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้นทุนสินค้าและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของประชาชนเพิ่มขึ้น ประกอบกับช่วงเปิดภาคเรียนที่ผู้ปกครองต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ทั้งชุดนักเรียน เครื่องแต่งกาย อุปกรณ์การเรียน และสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า “กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือ สกสค. ดำเนินกิจกรรมลดภาระค่าครองชีพประชาชน ภายใต้นโยบาย “ไทยช่วยไทย พลัส” ของรัฐบาล โดยนำสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องแต่งกาย และวัสดุอุปกรณ์การเรียน ไปจำหน่ายในราคาประหยัด ลดสูงสุดกว่า 50% เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ปกครอง นักเรียน และประชาชน โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ห่างไกลและพื้นที่ชายขอบ กรมการค้าภายในและสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. จะดำเนินการต่อเนื่องไปจนถึงเดือนสิงหาคม 2569 จำนวน 1,000 จุดทั่วประเทศ เพื่อให้การช่วยเหลือด้านค่าครองชีพเข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึงและเป็นรูปธรรม นายวิทยากร กล่าวต่อว่า “สำหรับการจัดกิจกรรมในวันนี้ ได้มีการ Kick off พร้อมกัน 18 แห่ง ใน 13 จังหวัด ได้แก่ สำนักงาน สกสค. กรุงเทพมหานคร ลำปาง กาญจนบุรี ตราด ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สมุทรปราการ สระแก้ว สระบุรี ขอนแก่น มหาสารคาม และจังหวัดเลย โดยในส่วนของกรุงเทพมหานคร เราได้จัดกิจกรรม ณ โรงเรียนพรตพิทยพยัต เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร มีนายพีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิด และได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิต ผู้ประกอบการ SMEs และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำสินค้าจำเป็นกว่า 300 รายการ มาจำหน่ายในราคาพิเศษ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนสามารถซื้อสินค้าคุณภาพดีในราคาที่ประหยัดกว่าท้องตลาดด้วย” ทั้งนี้ สินค้าที่นำมาจำหน่ายครอบคลุมทั้งสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการเรียน เช่น ชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียน เครื่องเขียน และเครื่องแต่งกาย รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายของครัวเรือนโดยตรง โดยสินค้าไฮไลท์ภายในงาน อาทิ ไข่ไก่เบอร์ M แผงละ 85 บาท น้ำตาลทรายกิโลกรัมละ 22 บาท น้ำมันพืชปาล์มขวดละ 42 บาท และข้าวหอมมะลิ ขนาด 5 กิโลกรัม ถุงละ 110 บาท นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดกิจกรรมภายใต้นโยบาย “ไทยช่วยไทย พลัส” เป็นมาตรการเชิงรุก ตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ในการดูแลค่าครองชีพของประชาชน ผู้ปกครอง นักเรียน และประชาชนเข้าถึงสินค้าจำเป็นได้สะดวกขึ้น และช่วยลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นรูปธรรม “กรมการค้าภายในจะเดินหน้าร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. จัดกิจกรรมลดค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน เพิ่มทางเลือกในการซื้อสินค้าราคาประหยัด และช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs มีช่องทางจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งควบคู่กันไป” นายวิทยากรกล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 144/2569 “ค้าภายใน” เร่งช่วยเงาะสีทอง จ.ตราด ประสานผู้รับซื้อ เข้ารับซื้อทันทีในราคานำตลาด (22 พฤษภาคม 2569)
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงกรณีเกษตรกรชาวสวนเงาะในพื้นที่อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด ร้องเรียนผ่านสื่อว่าราคาเงาะสีทองปรับตัวลดลงเหลือประมาณ 15 บาทต่อกิโลกรัม ว่า กรมการค้าภายในได้รับทราบปัญหาและได้เร่งประสานสำนักงานพาณิชย์จังหวัดตราด เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมนำผู้รับซื้อเข้าไปรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรโดยตรง ตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป ต่อเนื่องจนกว่าราคาจะดีขึ้น เบื้องต้นตั้งเป้ารับซื้อ 100 ตัน ภายในระยะเวลา 1 สัปดาห์ ในราคานำตลาด นายจิรวุฒิ กล่าวว่า ผลผลิตเงาะที่รับซื้อจะนำไปกระจายจำหน่ายผ่านช่องทางต่าง ๆ อาทิ งานวิ่งเทรลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในวันเสาร์–อาทิตย์นี้ ณ อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เช่น กรมศุลกากร กองทัพบก คุรุสภา และห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลสาขาต่าง ๆ เพื่อช่วยระบายผลผลิตออกจากพื้นที่และพยุงราคาให้เกษตรกร สำหรับสถานการณ์เงาะจังหวัดตราด ปี 2569 มีพื้นที่ปลูกเงาะ (เงาะสีทองและเงาะโรงเรียน) รวม 45,657 ไร่ผลผลิตรวม 106,906 ตัน เพิ่มขึ้น 5% ผลผลิตออกสู่ตลาดแล้ว 50% ขณะที่ต้นทุนการผลิตเงาะสีทองอยู่ที่ 13.86 บาทต่อกิโลกรัม โดยในช่วงต้นฤดู เงาะสีทองราคาค่อนข้างดี และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาก็ยังถือว่าสูงกว่า อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้ราคาเริ่มปรับตัวลดลงจากปัจจัยด้านตลาดและสภาพอากาศ สาเหตุรวมถึงตลาดเวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดหลักชะลอการรับซื้อ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจและมีผลไม้ชนิดอื่นออกสู่ตลาด ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น ประกอบกับในประเทศนิยมบริโภคเงาะโรงเรียนมากกว่า ขณะที่เงาะสีทองส่วนใหญ่ใช้เพื่อการแปรรูปเข้าโรงงานผลไม้กระป๋อง อีกทั้งช่วงที่ผ่านมามีฝนตกต่อเนื่อง ส่งผลให้มีผลผลิตตกค้างในสวนจำนวนหนึ่ง กรมฯ จึงเร่งเข้าไปดูแลเพื่อไม่ให้ราคาปรับลดลงจนกระทบต่อรายได้ของเกษตรกร “กรมการค้าภายใน จะร่วมกับ สำนักงานพาณิชย์จังหวัด ติดตาม ติดตามสถานการณ์ราคาและปริมาณผลผลิตเงาะสีทองอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาและช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกรอย่างทันท่วงที” นายจิรวุฒิกล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 143/2569 ชาวสวนมะพร้าว ตั้ง “ล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอม” สำเร็จ พร้อมรวมกลุ่มกำหนดมาตรฐาน–ราคา สร้างอำนาจต่อรอง ด้านกรมการค้าภายในช่วยเป็นพี่เลี้ยง เร่งหาตลาดรับผลผลิตต่อเนื่อง (22 พฤษภาคม 2569)
นายจรัญ เจริญทรัพย์ นายกสมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดตั้งล้งชุมชนของกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมจังหวัดราชบุรี ภายใต้ชื่อ “วิสาหกิจชุมชนตลาดกลางมะพร้าวน้ำหอมไทย” ว่า ขณะนี้ได้จัดตั้งวิสาหกิจชุมชนฯ อย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 เพื่อเป็นล้งชุมชนต้นแบบในการรวบรวม รับซื้อ จำหน่าย และต่อยอดการแปรรูปมะพร้าวน้ำหอม โดยมีเกษตรกร และผู้ประกอบการในชุมชนที่มีประสบการณ์ ร่วมบริหารจัดการ เพื่อสร้างมาตรฐานสินค้า เพิ่มอำนาจต่อรอง และช่วยให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางราคาได้มากขึ้น นายจรัญ กล่าวว่า การจัดตั้งล้งชุมชนเกิดจากความต้องการของเกษตรกรที่ต้องการมีช่องทางบริหารจัดการผลผลิตของตนเอง โดยเฉพาะในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากและราคามีความผันผวน การรวมกลุ่มกันในรูปแบบวิสาหกิจชุมชนจะช่วยให้เกษตรกรสามารถรวบรวมผลผลิต วางแผนการจำหน่าย กำหนดมาตรฐานคุณภาพ และผลักดันราคาที่เหมาะสมกับต้นทุนการผลิตได้ดีขึ้น แทนการพึ่งพากลไกตลาดเพียงด้านเดียว โดยในระยะแรกได้รวบรวมผลผลิตและจำหน่ายผ่านช่องทางต่าง ๆ โดยเฉพาะกิจกรรมของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อกำหนดรูปแบบการบริหารจัดการและการเชื่อมโยงตลาดของล้งชุมชน นายจรัญ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันราคามะพร้าวน้ำหอมหน้าสวนจังหวัดราชบุรีมีการปรับตัวขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณลูกละ 15–18 บาท ซึ่งเป็นระดับราคาที่เกษตรกรพอใจ แม้ปริมาณผลผลิตในช่วงนี้จะมีน้อยลง แต่ถือเป็นทิศทางที่ดีและเป็นสัญญาณบวกสำหรับการบริหารจัดการผลผลิตรอบต่อไป โดยเฉพาะในช่วงที่คาดว่าผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากขึ้น ล้งชุมชนจะเป็นกลไกสำคัญในการรองรับผลผลิต กระจายสินค้า และช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา ในระยะต่อไป วิสาหกิจชุมชนตลาดกลางมะพร้าวน้ำหอมไทยมีแผนนำข้อมูลด้านการผลิต การตลาด และการส่งออกมาใช้วางแผนการรับซื้อและกระจายผลผลิตอย่างเป็นระบบ รวมทั้งพิจารณาทำข้อตกลงกับผู้ประกอบการส่งออก เพื่อช่วยสร้างความมั่นคงด้านตลาดและรายได้ให้แก่เกษตรกร โดยเบื้องต้นมีแนวคิดกำหนดราคาประกันที่เหมาะสม เพื่อให้เกษตรกรมีหลักประกันด้านราคาและสามารถวางแผนการผลิตได้มั่นใจมากขึ้น ด้านนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน พร้อมช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมอย่างรอบด้าน ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ทั้งการติดตามสถานการณ์ราคาและปริมาณผลผลิตอย่างใกล้ชิด การใช้มาตรการช่วยกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิต การเพิ่มช่องทางจำหน่ายใหม่ ๆ รวมถึงการเชื่อมโยงผลผลิตจากชุมชนไปสู่ตลาด เพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกในการจำหน่ายมากขึ้น และได้รับราคาที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง นายวิทยากร กล่าวว่า ที่ผ่านมากรมการค้าภายในได้ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดราชบุรี สมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินมาตรการเชื่อมโยงตลาดและเพิ่มช่องทางจำหน่ายมะพร้าวน้ำหอมอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยระบายผลผลิตส่วนเกินออกจากพื้นที่ ส่งผลให้ราคามะพร้าวน้ำหอมโดยรวมปรับตัวดีขึ้นในช่วงที่ผ่านมา “กรมการค้าภายในพร้อมทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้กับวิสาหกิจชุมชนตลาดกลางมะพร้าวน้ำหอมไทย ทั้งการเชื่อมโยงตลาดภายในประเทศ ตลาดค้าปลีกสมัยใหม่ งานแสดงสินค้า ช่องทางออนไลน์ และการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ล้งชุมชนเป็นกลไกกลางของเกษตรกรในการรวบรวม กระจายผลผลิต สร้างมาตรฐาน และเพิ่มอำนาจต่อรองในตลาดได้จริง ขณะเดียวกัน ในส่วนของตลาดต่างประเทศ จะประสานกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเพื่อสนับสนุนการขยายตลาดส่งออกต่อไป” นายวิทยากร กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 142/2569 พาณิชย์เปิดรันเวย์ใหม่ให้เกษตรไทย ดึง MasterChef ปั้นเมนูเชฟ เสิร์ฟบนฟ้า–ในเลาจน์ 3 สายการบินใหญ่ (20 พฤษภาคม 2569)
กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน เปิดตัวโครงการ “DIT X MasterChef” ผนึกกำลัง AirAsia การบินไทย และ Bangkok Airways พร้อมด้วยบริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัด ผู้ผลิตรายการ MasterChef Thailand นำวัตถุดิบเกษตรไทยคุณภาพจากเกษตรกรทั่วประเทศ มายกระดับเป็นเมนูพิเศษผ่านฝีมือผู้เข้าแข่งขันจากรายการ MasterChef Thailand ซีซัน 7 ก่อนส่งต่อถึงผู้โดยสารทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ผ่านบริการอาหารบนเที่ยวบินและห้องรับรองผู้โดยสารของ 3 สายการบินใหญ่ นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า โครงการนี้เป็นการดำเนินงานตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งช่วยเกษตรกรให้มีตลาดรองรับผลผลิตมากขึ้น พร้อมยกระดับสินค้าเกษตรไทยให้มีมูลค่าและภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น โดยกรมการค้าภายในได้คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพจากหลายพื้นที่ ส่งต่อให้ผู้เข้าแข่งขันจากรายการ MasterChef Thailand นำไปสร้างสรรค์เป็นเมนูพิเศษ ภายใต้แนวคิด “Local Ingredients World Class Experiences” ก่อนขยายผลสู่ช่องทางของสายการบิน ซึ่งเป็นตลาดที่เข้าถึงทั้งผู้บริโภคชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติได้โดยตรง “หัวใจของโครงการนี้ คือการช่วยดูดซับผลผลิตจากเกษตรกร และนำมายกระดับให้มีมูลค่าสูงขึ้น ผ่านความคิดสร้างสรรค์ของเชฟรุ่นใหม่ ก่อนส่งต่อสู่ผู้โดยสารของสายการบินทั้ง 3 แห่ง ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพและช่วยสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้สินค้าเกษตรไทย” นายวิทยากรกล่าว นายกิติกร เพ็ญโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า เฮลิโคเนียพร้อมใช้พลังของรายการ MasterChef Thailand และคอนเทนต์อาหารในเครือ ช่วยโปรโมตวัตถุดิบไทยสู่สายตาผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ โดยส่งเชฟจาก MasterChef Thailand ซีซัน 7 มาร่วมสร้างสรรค์เมนูกับเชฟของสายการบิน เพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับสินค้าเกษตรไทยสู่เวทีสากลอย่างยั่งยืน สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ มีผู้เข้าแข่งขันจากรายการ MasterChef Thailand ซีซัน 7 จำนวน 4 คน จากผู้ผ่านเข้ารอบ 8 คนสุดท้าย มาร่วมสร้างสรรค์เมนูจากวัตถุดิบเกษตรไทย เพื่อนำไปต่อยอดเป็นเมนูพิเศษในบริการของสายการบินพันธมิตร ทั้งบนเที่ยวบินและในห้องรับรองผู้โดยสาร โดยเป็นการพาวัตถุดิบไทยเข้าสู่ตลาดนักเดินทาง ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อและมีโอกาสต่อยอดสู่ตลาดต่างประเทศ นางสาวอรอนงค์ เมธาพิพัฒนกุล ผู้อำนวยการฝ่ายสินค้าและบริการบนเครื่องบิน บริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด กล่าวว่า แอร์เอเชียพร้อมต่อยอดความร่วมมือกับกรมการค้าภายใน จากเดิมที่เคยนำผลไม้ไทยมาพัฒนาเป็นเมนูบนเครื่องบิน โดยในปี 2569 จะร่วมกับ DIT และ MasterChef พัฒนาเมนูใหม่จากวัตถุดิบไทยคุณภาพ และทยอยเปิดตัวตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้ผู้โดยสารและเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตรไทย นางวรางคณา ลือโรจน์วงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่หน่วยธุรกิจการบิน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การบินไทยจะนำเมนูจากโครงการนี้ไปต่อยอดในกิจกรรม “Chef of the Month” ภายในห้องรับรองชั้น First Class และ Business Class ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม 2569 โดยให้ทีมเชฟจาก MasterChef ร่วมกับทีมเชฟฝ่ายครัวการบินไทย พัฒนาเมนูที่สะท้อนความประณีต ความคิดสร้างสรรค์ และคุณภาพของวัตถุดิบไทย เพื่อส่งมอบประสบการณ์พิเศษให้ผู้โดยสาร นายจุลิน กอเจริญ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ฝ่ายบริหารเครือข่ายเส้นทางการบินและพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า Bangkok Airways พร้อมนำวัตถุดิบเกษตรไทยไปพัฒนาเป็นเมนูอาหารและเครื่องดื่มพิเศษ ทั้งในห้องรับรองผู้โดยสารและบนเที่ยวบิน เพื่อส่งต่อรสชาติและเรื่องราวของสินค้าไทยไปยังผู้โดยสารทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ พร้อมช่วยสนับสนุนเกษตรกรและเศรษฐกิจฐานราก นายวิทยากร กล่าวว่า “สินค้าเกษตรที่นำมาใช้ในโครงการมีหลากหลาย ทั้งกลุ่มประมง ปศุสัตว์ และพืชผลทางการเกษตร เช่น ปลากะพง 3 น้ำ จังหวัดสงขลา สับปะรดภูแล จังหวัดเชียงราย ข้าวประณีต 6 สายพันธุ์จากทั่วประเทศ กุ้งขาวแวนนาไม เนื้อโค มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง และมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งจะถูกนำไปพัฒนาเป็นเมนูพิเศษ เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าและสร้างภาพจำใหม่ให้กับสินค้าเกษตรไทย” “ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการช่วยเกษตรกรแบบยกระดับ ไม่ใช่เพียงการระบายผลผลิตระยะสั้น แต่เป็นการสร้างตลาดใหม่ให้สินค้าเกษตรไทย เพิ่มโอกาสทางรายได้ให้เกษตรกร และผลักดันวัตถุดิบไทยให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นในกลุ่มผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ผ่านประสบการณ์การเดินทางของผู้โดยสารจากทั่วโลก” นายวิทยากร กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 141/2569 พาณิชย์ ยกทัพผลไม้ไทยบุกพารากอน เปิด Thailand : The land of tropical fruits เชิญทูต 15 ประเทศร่วมชิม–ชมศักยภาพผลไม้ไทย ต่อยอดตลาดส่งออก (17 พฤษภาคม 2569)
กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายยกระดับผลไม้ไทยสู่ตลาดมูลค่าสูง นำผลไม้คุณภาพจากจังหวัดจันทบุรีบุกใจกลางกรุงเทพฯ ในงาน “Thailand; The Land of Tropical Fruits” ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอนและเอ็มควอเทียร์ พร้อมเชิญเอกอัครราชทูตและผู้แทนจาก 15 ประเทศร่วมสัมผัสศักยภาพผลไม้ไทย ทั้งผลไม้สดพรีเมียมและผลิตภัณฑ์แปรรูป หวังสร้างการรับรู้ในกลุ่มผู้บริโภคกำลังซื้อสูง และต่อยอดโอกาสขยายตลาดผลไม้ไทยไปยังหลายประเทศ เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้นางบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดกิจกรรม “Thailand; The Land of Tropical Fruits” ณ ลาน Promotions A กูร์เมต์ มาร์เก็ต ชั้น G ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพมหานคร โดยมีนายจักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดจันทบุรี ร่วมด้วย เพื่อผลักดันผลไม้ไทยคุณภาพเข้าสู่ช่องทางจำหน่ายระดับพรีเมียม และสร้างโอกาสทางการตลาดให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยในช่วงฤดูกาลผลไม้ นางบรรจงจิตต์ กล่าวว่า “กิจกรรมในวันนี้ ถือเป็นหนึ่งในมาตรการเชิงรุกของกระทรวงพาณิชย์ในการบริหารจัดการผลผลิตผลไม้ฤดูกาล โดยเฉพาะผลไม้เศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดจันทบุรี อาทิ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ซึ่งเป็นสินค้าที่มีศักยภาพสูงทั้งด้านคุณภาพ รสชาติ มาตรฐานการผลิต และความต้องการของตลาด โดยการนำผลไม้จากแหล่งผลิตเข้าสู่พื้นที่จำหน่ายใจกลางเมืองและศูนย์การค้าชั้นนำ จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ผลไม้ไทยจากสินค้าเกษตรทั่วไปสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคระดับกลาง–บน นักท่องเที่ยว และผู้ซื้อที่มีกำลังซื้อสูงได้โดยตรง ภายในงาน กระทรวงพาณิชย์ยังได้เชิญเอกอัครราชทูตและผู้แทนจาก 15 ประเทศ อาทิ ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา โมร็อกโก ฮังการี แคนาดา โคลอมเบีย มัลดีฟส์ และซาอุดีอาระเบีย เข้าร่วมชม ชิม และรับทราบศักยภาพของผลไม้ไทย โดยได้รับความสนใจอย่างมากจากคณะทูต ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ผลไม้ไทยยังมีโอกาสทั้งในการขยายตลาดเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวและการส่งออกไปยังต่างประเทศได้อีกหลายภูมิภาค ทั้งตลาดเดิมที่มีความต้องการสูง และตลาดใหม่ที่เริ่มให้ความสนใจผลไม้เมืองร้อนคุณภาพจากประเทศไทย นางบรรจงจิตต์ฯ กล่าวต่อว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการยกระดับสินค้าเกษตรไทยให้มีมูลค่าเพิ่ม โดยเฉพาะผลไม้ ซึ่งเป็นสินค้าศักยภาพของประเทศ การจัดงานครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการนำผลไม้จากจังหวัดจันทบุรีมาจำหน่ายในกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่เป็นการสร้างเวทีให้ผลไม้ไทยได้แสดงศักยภาพในตลาดระดับพรีเมียม ทั้งด้านคุณภาพ รสชาติ บรรจุภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์แปรรูป ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ “ผลไม้ไทย โดยเฉพาะผลไม้จากจังหวัดจันทบุรี มีจุดแข็งทั้งเรื่องคุณภาพ มาตรฐาน และความหลากหลาย กระทรวงพาณิชย์จึงต้องการผลักดันให้ผลไม้ไทยเข้าถึงตลาดที่มีมูลค่าสูงมากขึ้น ทั้งในประเทศผ่านช่องทางศูนย์การค้าชั้นนำ และต่างประเทศผ่านการสร้างการรับรู้กับคณะทูตและผู้แทนจากนานาประเทศ ซึ่งคาดว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการต่อยอดโอกาสทางการค้าและขยายตลาดผลไม้ไทยในอนาคต” นางบรรจงจิตต์ฯ กล่าว สำหรับงาน “Thailand; The Land of Tropical Fruits” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 27 พฤษภาคม 2569 ณ ลาน Promotions A กูร์เมต์ มาร์เก็ต ชั้น G ศูนย์การค้าสยามพารากอน และศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ กรุงเทพมหานคร ภายในงานมีการจำหน่ายผลไม้สดคุณภาพพรีเมียมจากจังหวัดจันทบุรี อาทิ ทุเรียน มังคุด และผลไม้ตามฤดูกาล รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผลไม้และสินค้าเกษตรมูลค่าเพิ่มที่ผ่านการคัดสรร เพื่อให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงสินค้าเกษตรคุณภาพจากแหล่งผลิตโดยตรง กระทรวงพาณิชย์ขอเชิญชวนประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้สนใจ ร่วมเลือกซื้อและสัมผัสรสชาติผลไม้คุณภาพจากจังหวัดจันทบุรี ภายในงาน “Thailand; The Land of Tropical Fruits” ซึ่งนอกจากจะเป็นการสนับสนุนเกษตรกรไทยโดยตรงแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันผลไม้ไทยให้ก้าวสู่ตลาดพรีเมียม สร้างมูลค่าเพิ่ม และกระจายรายได้สู่เกษตรกรและชุมชนอย่างยั่งยืน
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ