ข่าวเลขที่ 176/2569 พาณิชย์ติดตาม “รถพุ่มพวง” ภาคอีสาน เสียงตอบรับดี ประชาชนชี้ช่วยลดค่าครองชีพได้จริง ผู้ประกอบการยอดขายเพิ่ม (2 กรกฎาคม 2569)
นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยขณะลงพื้นที่ติดตามการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ : พาณิชย์รถพุ่มพวง ลดราคาช่วยประชาชน” ในจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดชัยภูมิ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ว่า จากสถานการณ์ที่ค่าครองชีพของประชาชนปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา อันเป็นผลจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้เร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือและบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ : พาณิชย์รถพุ่มพวง ลดราคาช่วยประชาชน” เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่สนองนโยบายรัฐบาลในการนำสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัดเข้าถึงประชาชนในระดับชุมชนโดยตรง ผ่านเครือข่ายรถพุ่มพวง ร้านค้าชุมชน และจุดกระจายสินค้าของไปรษณีย์ไทย ทั้งนี้ ตนได้ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินโครงการในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัดขอนแก่นและจังหวัดชัยภูมิ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เพื่อรับฟังผลการดำเนินงานและความคิดเห็นของทั้งผู้ประกอบการและประชาชน พบว่า โครงการได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาประหยัดใกล้บ้าน ช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้จริง ขณะที่ผู้ประกอบการรถพุ่มพวงมียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้นและมีภาระต้นทุนลดลงจากมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ สำหรับจังหวัดขอนแก่น มีรถพุ่มพวงเข้าร่วมโครงการจำนวน 142 คัน ครอบคลุมพื้นที่ 26 อำเภอ และจังหวัดชัยภูมิ จำนวน 115 คัน ครอบคลุมพื้นที่ 16 อำเภอ โดยนำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นจำนวน 14 รายการมาจำหน่ายในราคาประหยัด อาทิ ข้าวสาร น้ำมันพืช ปลากระป๋อง น้ำปลา และน้ำยาล้างจาน ทั้งนี้ สินค้าขายดี 5 อันดับ ได้แก่ น้ำมันพืช ปลากระป๋อง น้ำยาล้างจาน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และผงชูรส สะท้อนให้เห็นว่าสินค้าที่นำมาจำหน่ายตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี นายฉันทพัทธ์ กล่าวว่า ปัจจุบันกรมการค้าภายในใช้เครือข่ายรถพุ่มพวงทั่วประเทศกว่า 3,800 คัน ครอบคลุม 76 จังหวัด 878 อำเภอ เพื่อเป็นช่องทางกระจายสินค้าจำเป็นสู่ชุมชน โดยโครงการได้ดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 และขยายระยะเวลาดำเนินการไปจนถึงวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 พร้อมทั้งมีมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการรถพุ่มพวง ทั้งการสนับสนุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงผ่านบัตร Fleet Card หรือ Top-up Card รวมถึงชุดสินค้าเริ่มต้น เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มสภาพคล่อง และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดแก่ประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง ด้านนายพูลลาภ นุชดอนไผ่ นายประทีป เจียงพุทซา และนายกง เทียมทะนงค์ ผู้ประกอบการรถพุ่มพวงที่เข้าร่วมโครงการ เปิดเผยตรงกันว่า หลังเข้าร่วมโครงการมีประชาชนมาเลือกซื้อสินค้ามากขึ้น เนื่องจากสินค้ามีราคาถูกกว่าท้องตลาดและสามารถเข้าถึงชุมชนได้โดยตรง ส่งผลให้ยอดจำหน่ายและรายได้เพิ่มขึ้น ขณะที่การสนับสนุนด้านค่าน้ำมันจากภาครัฐช่วยลดภาระต้นทุนและทำให้สามารถดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประชาชนผู้ใช้บริการสะท้อนว่า โครงการช่วยให้สามารถซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นได้ในราคาประหยัด มีป้ายราคาแสดงชัดเจน ไม่ต้องเดินทางไกล ช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้จริง โดยประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้มีการเพิ่มรายการสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพมากขึ้น เช่น น้ำตาลทราย นมข้นหวาน และซอสปรุงรส รวมทั้งเสนอให้ขยายระยะเวลาดำเนินโครงการ เพื่อให้สามารถเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้อย่างต่อเนื่อง “กรมการค้าภายในขอให้ประชาชนสังเกตรถพุ่มพวงที่เข้าร่วมโครงการจากสัญลักษณ์ ‘ไทยช่วยไทย’ ป้ายโปสเตอร์ และป้ายแสดงราคาจำหน่าย โดยรถที่เข้าร่วมโครงการต้องจำหน่ายสินค้าตามราคาที่กำหนด เพื่อสร้างความมั่นใจว่าประชาชนจะได้รับสินค้าจำเป็นในราคาประหยัดและเป็นธรรม ทั้งนี้ กรมฯ จะนำข้อเสนอแนะของประชาชนและผู้ประกอบการไปพิจารณาปรับปรุงและพัฒนามาตรการ เพื่อให้สามารถตอบโจทย์การลดค่าครองชีพของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงกับความต้องการมากที่สุด” นายฉันทพัทธ์ กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 175/2569 “พาณิชย์” ติดตามแปลงมันกาญจนบุรี หนุนท่อนพันธุ์ดี 5 ล้านลำ รับมือใบด่าง เพิ่มผลผลิต-เติมวัตถุดิบอุตสาหกรรม (30 มิถุนายน 2569)
กรมการค้าภายในลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ติดตามผลโครงการสนับสนุนท่อนพันธุ์มันสำปะหลังคุณภาพดีให้เพียงพอกับความต้องการของตลาด หลังร่วมบูรณาการกับหน่วยงานกระทรวงเกษตรฯ และภาคเอกชน กระจายท่อนพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างแล้วกว่า 2.524 ล้านลำ จากเป้าหมายรวม 5 ล้านลำ มุ่งช่วยเกษตรกรเข้าถึงพันธุ์สะอาด คุณภาพดี เพิ่มผลผลิตต่อไร่ และสร้างเสถียรภาพให้อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทย นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินโครงการสนับสนุนท่อนพันธุ์มันสำปะหลังคุณภาพดีให้เพียงพอกับความต้องการของตลาด เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 ณ แปลงปลูกในพื้นที่ตำบลสิงห์ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ว่า กรมการค้าภายในได้ร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร รวมทั้งมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย และมูลนิธิกองทุนมันสำปะหลัง ในการจัดหาและกระจายท่อนพันธุ์มันสำปะหลังคุณภาพดี โดยเฉพาะพันธุ์ต้านทานและพันธุ์ทนทานต่อโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง ให้เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกรและภาคอุตสาหกรรม นางสาวญาณี กล่าวว่า โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายสนับสนุนท่อนพันธุ์คุณภาพดีรวม 5 ล้านลำ แยกเป็นพันธุ์ต้านทาน 4 ล้านลำ และพันธุ์ทนทาน 1 ล้านลำ โดยขณะนี้มีการกระจายท่อนพันธุ์ต้านทานแล้วรวม 2.524 ล้านลำ แบ่งเป็นการดำเนินงานผ่านมูลนิธิกองทุนมันสำปะหลัง 2.30 ล้านลำ และกรมวิชาการเกษตร 0.224 ล้านลำ ซึ่งจะดำเนินการกระจายต่อเนื่องไปจนถึงปลายปีเพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังสำคัญสามารถเข้าถึงท่อนพันธุ์ที่มีคุณภาพได้มากขึ้น“กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลังยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อผลผลิต หากเกษตรกรใช้ท่อนพันธุ์ที่ไม่สะอาดหรือไม่ทนทานต่อโรค จะทำให้ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ลดลง บางพื้นที่อาจกระทบถึงเปอร์เซ็นต์แป้ง และเกิดความเสียหายในแปลงปลูก ซึ่งท้ายที่สุดจะกระทบต่อรายได้เกษตรกร อุตสาหกรรมมันสำปะหลัง และมูลค่าการส่งออกของประเทศ” นางสาวญาณี กล่าว นอกจากนี้ จากการลงพื้นที่ติดตามแปลงปลูกในครั้งนี้ พบว่าแปลงที่ได้รับท่อนพันธุ์ต้านทาน เช่น พันธุ์อิทธิ 1 อิทธิ 3 มีการเจริญเติบโตดี และยังไม่พบการติดโรคใบด่าง เมื่อเทียบกับบางแปลงใกล้เคียงที่ใช้พันธุ์ทั่วไปซึ่งยังมีความเสี่ยงต่อโรค ขณะเดียวกันเกษตรกรได้ดูแลแปลงอย่างเหมาะสม ทั้งการวางระบบน้ำหยด การจัดการน้ำและปุ๋ย ส่งผลให้คาดว่าจะได้ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 7–8 ตันต่อไร่ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไป และช่วยให้ผลผลิตมีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาดและโรงงานแปรรูป ด้านนายบรมัตถ์พงษ์ พลเยี่ยม พาณิชย์จังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า จังหวัดกาญจนบุรีเป็นหนึ่งในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังสำคัญของประเทศ และเกษตรกรต้องเผชิญปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลังมาอย่างต่อเนื่อง การที่กรมการค้าภายในและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาสนับสนุนท่อนพันธุ์สะอาดและมีคุณภาพ ถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยฟื้นความมั่นใจให้กับเกษตรกร ลดความเสียหายจากโรค และเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรมีรายได้สูงขึ้น นายรังสี ไผ่สอาด นายกสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมาคมขอขอบคุณกรมการค้าภายในที่จัดสรรงบประมาณสนับสนุนท่อนพันธุ์ต้านทานและทนทานต่อโรคใบด่างให้แก่พื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยเฉพาะอำเภอไทรโยค ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พบการระบาดของโรคใบด่างในวงกว้าง การได้รับท่อนพันธุ์คุณภาพดีมาปลูกขยาย จะช่วยให้เกษตรกรมีแหล่งพันธุ์สะอาดสำหรับใช้ในฤดูเพาะปลูกต่อไป และช่วยลดความเสี่ยงจากการนำพันธุ์ที่ไม่ผ่านการรับรองมาใช้ “กรมการค้าภายในจะประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามผลการเพาะปลูก การกระจายท่อนพันธุ์ และคุณภาพของท่อนพันธุ์มันสำปะหลังอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การดำเนินโครงการสามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างตรงจุด สร้างเสถียรภาพให้กับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของไทย และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลก ทั้งนี้ ขอความร่วมมือพี่น้องเกษตรกรเลือกซื้อหรือใช้ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ หรือจากแหล่งที่อยู่ภายใต้การกำกับ ดูแล หรือดำเนินการโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมวิชาการเกษตร สถาบันการศึกษา หรือหน่วยงานวิจัยของรัฐ เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพของพันธุ์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการได้ผลผลิตที่ดี ทั้งในด้านผลผลิตต่อไร่และคุณภาพแป้ง อันจะส่งผลดีต่อรายได้ของเกษตรกรในระยะยาว” นางสาวญาณี กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 174/2569 คึกคัก! พาณิชย์โชว์ศักยภาพกุ้งไทยระดับโลก จัด “ไทยช่วยไทยพลัส : ต้องชม ต้องกินกุ้ง” ที่ภูเก็ต กระตุ้นบริโภคตลาดท่องเที่ยว (27 มิถุนายน 2569)
บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ร่วมกับจังหวัดภูเก็ต สมาคมกุ้งไทย ภาคการท่องเที่ยว และภาคเอกชน จัดกิจกรรม “ไทยช่วยไทยพลัส : ต้องชม ต้องกินกุ้ง” 24-28 มิ.ย. 69 ณ สวนสาธารณะสะพานหิน จังหวัดภูเก็ต เพื่อผลักดันการบริโภคกุ้งไทยในประเทศ ยกระดับภาพลักษณ์กุ้งไทยสู่การเป็นสินค้า World Class และช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่ได้รับผลกระทบจากภาวะการส่งออกที่ชะลอตัว นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการยกระดับภาพลักษณ์ “กุ้งไทย” สู่สินค้าพรีเมียม สร้างการรับรู้ให้ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวได้เข้าถึงกุ้งไทยคุณภาพมาตรฐานระดับโลก ควบคู่กับการดำเนินมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง โดยกรมการค้าภายในได้เพิ่มกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและกระตุ้นการบริโภคกุ้งไทย เพื่อช่วยดูดซับผลผลิตและพยุงราคากุ้งเกรด A และเกรด B ภายในประเทศ พร้อมขยายช่องทางการจำหน่ายและเชื่อมโยงตลาด เพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง นายวิทยากร กล่าวต่อว่า จังหวัดภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกและเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก จึงเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมในการนำกุ้งคุณภาพจากเกษตรกรไทยมาส่งตรงถึงผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว โดยกุ้งไทยกว่า 70% ผลิตจากพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งถือเป็นแหล่งผลิตสำคัญของประเทศและได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพมาตรฐานระดับสากล จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ส่งผลกระทบต่อการส่งออกกุ้งไทยในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์จึงเร่งขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศควบคู่กับการขยายตลาดส่งออก โดยมุ่งเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส สร้างการรับรู้ให้ผู้บริโภคเข้าถึงกุ้งไทยคุณภาพดีได้มากขึ้น พร้อมช่วยดูดซับผลผลิตและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้จัดกิจกรรม “ไทยช่วยไทยพลัส : ต้องชม ต้องกินกุ้ง” ระหว่างวันที่ 24–28 มิถุนายน 2569 ณ สวนสาธารณะสะพานหิน จังหวัดภูเก็ต เปิดพื้นที่ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งภาคใต้นำผลผลิตมาจำหน่ายโดยตรงถึงผู้บริโภค พร้อมขยายการรณรงค์บริโภคกุ้งไทยผ่านห้างค้าส่ง ค้าปลีก และห้างท้องถิ่นทั่วประเทศกว่า 4,630 สาขา รวมทั้งได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายโรงแรมกว่า 1,000 แห่ง ในการสนับสนุนการใช้กุ้งจากแหล่งผลิตภาคใต้และประชาสัมพันธ์กิจกรรมสู่ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังเดินหน้ามาตรการเชื่อมโยงตลาด ทั้งการเปิดจุดรับซื้อในแหล่งผลิต การเชื่อมโยงผู้ประกอบการรับซื้อ ผู้ส่งออก และโรงงานแปรรูปเข้ารับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร การจัดกิจกรรมรณรงค์บริโภคกุ้งผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส (ธงฟ้า) และการจัดคาราวานสินค้าประมงในพื้นที่ต่าง ๆ โดยคาดว่าจะสามารถช่วยกระตุ้นการบริโภคและดูดซับผลผลิตกุ้งได้ไม่น้อยกว่า 500 ตัน ผ่านความร่วมมือของทุกภาคส่วน ภายในงานพบกับกุ้งสดจากเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งภาคใต้ อาหารทะเลสดและอาหารทะเลแปรรูป สินค้าจากตลาดต้องชม สินค้าชุมชน และผลไม้ตามฤดูกาลกว่า 20 บูธ พร้อมกิจกรรมส่งเสริมการขายและกิจกรรมสร้างสีสันตลอดงาน อาทิ นาทีทองราคาพิเศษ กิจกรรมตักกุ้ง การแข่งขันรับประทานกุ้ง และการสาธิตเมนูอาหารจากกุ้ง นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในระยะยาว กระทรวงพาณิชย์จะร่วมกับสมาคมกุ้งไทยและทุกภาคส่วนเร่งสร้างแบรนด์และอัตลักษณ์กุ้งไทยให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก พร้อมผลักดันการเปิดตลาดใหม่ ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างผ่านการทำงานร่วมกับคณะกรรมการพัฒนากุ้งไทย (Shrimp Board) เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมกุ้งไทยให้กลับมาเป็นสินค้าระดับ World Class ที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคทั่วโลกอีกครั้ง
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 173/2569 DIT เดินหน้า “ไทยช่วยไทย” ชวนอุดหนุนสินค้าชุมชนในงาน “Villages to Town : เริ่ดจากถิ่น ช้อปฟินในเมือง” ตั้งเป้าสร้างมูลค่าการค้ากว่า 20 ล้านบาท (26 มิถุนายน 2569)
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “ไทยช่วยไทย” จัดงาน “Villages to Town : เริ่ดจากถิ่น ช้อปฟินในเมือง” ระหว่างวันที่ 24–28 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า เพื่อนำของดีจากเครือข่าย ตลาดต้องชม และ หมู่บ้านทำมาค้าขาย ทั่วประเทศสู่ผู้บริโภคในเมือง สร้างตลาด เพิ่มโอกาสทางการค้า และยกระดับรายได้ให้ผู้ประกอบการชุมชนและเกษตรกรอย่างยั่งยืน นายจิรวุฒิ กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ไม่ใช่เพียงงานแสดงและจำหน่ายสินค้า แต่เป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยง “ชุมชนกับตลาด” และ “อัตลักษณ์ท้องถิ่นกับโอกาสทางเศรษฐกิจ” ผ่านการนำสินค้า อาหาร งานหัตถกรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สะท้อนเอกลักษณ์ของแต่ละชุมชนมาต่อยอดเป็นมูลค่าเพิ่ม เพราะกรมการค้าภายในเชื่อว่า “อัตลักษณ์ท้องถิ่น คือทุนสำคัญที่สามารถสร้างรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างยั่งยืน” ภายในงานรวบรวมสินค้าชุมชนกว่า 50 คูหา ทั้งสินค้าเกษตร อาหารพื้นถิ่น ผลิตภัณฑ์แปรรูป งานหัตถกรรม ของใช้ และผลไม้ไทยคุณภาพจากทั่วประเทศ เปิดโอกาสให้ประชาชนเลือกซื้อสินค้าจากผู้ผลิตโดยตรง พร้อมกิจกรรม Workshop ถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น การส่งเสริมการขาย และ Live Commerce ร่วมกับ Influencer และ KOL เพื่อขยายตลาดทั้งออฟไลน์และออนไลน์ให้ผู้ประกอบการชุมชน นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังร่วมรณรงค์บริโภคผลไม้ไทยตามฤดูกาล โดยเฉพาะ เงาะและมังคุด เพื่อช่วยดูดซับผลผลิต เพิ่มช่องทางการจำหน่าย และสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมการค้าภายในไม่ได้มุ่งเพียงการจัดพื้นที่จำหน่ายสินค้า แต่ดำเนินการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาคุณภาพสินค้า การสร้างแบรนด์และอัตลักษณ์ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การพัฒนาการตลาด ตลอดจนการเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับภาคค้าปลีก ภาคธุรกิจ ภาคการท่องเที่ยว และช่องทางการค้าออนไลน์ เพื่อให้เกิดการสั่งซื้ออย่างต่อเนื่องและสร้างรายได้ในระยะยาว โดยปัจจุบันกรมฯ ส่งเสริมเครือข่ายการค้าชุมชนมากกว่า 300 แห่งทั่วประเทศ แบ่งเป็น ตลาดต้องชม 251 แห่ง ใน 74 จังหวัด และหมู่บ้านทำมาค้าขาย 57 แห่ง ใน 40 จังหวัด นายจิรวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มูลค่าการค้าชุมชนในเครือข่ายของกรมการค้าภายในเติบโตต่อเนื่อง จาก 2,541.61 ล้านบาทในปี 2567 และเพิ่มเป็น 2,675.64 ล้านบาทในปี 2568 สะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาสินค้าควบคู่กับการสร้างตลาดและเชื่อมโยงช่องทางการจำหน่าย สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้กลับคืนสู่ชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม สำหรับการจัดงานครั้งนี้ กรมการค้าภายในตั้งเป้าสร้างมูลค่าทางการค้าไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งยอดจำหน่ายภายในงานและการค้าต่อเนื่องหลังจบงานจากการสั่งซื้อซ้ำ การจับคู่ธุรกิจ และการขยายช่องทางจำหน่าย โดยมุ่งยกระดับเศรษฐกิจชุมชนจาก “การขายสินค้า” ไปสู่ “การขายคุณค่าและอัตลักษณ์ของชุมชน” เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน กรมการค้าภายในจึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมเที่ยวชมและอุดหนุนสินค้าชุมชน ชิมผลไม้ไทยคุณภาพ และเลือกซื้อของดีจากทั่วประเทศ ในงาน “Villages to Town : เริ่ดจากถิ่น ช้อปฟินในเมือง” ระหว่างวันที่ 24–28 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า เพราะทุกการเลือกซื้อสินค้าไทย ไม่ใช่เพียงการอุดหนุนผู้ผลิต แต่คือการร่วมสร้างตลาด สร้างมูลค่า และสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน พร้อมร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 172/2569 พาณิชย์เอาจริง! สนธิกำลังลงพื้นที่ติดตามการรับซื้อมะพร้าวเข้ม ห้ามกดราคารับซื้อ สั่งโรงงานรายงานข้อมูลรับซื้อทุกระยะ คุ้มครองรายได้เกษตรกร (25 มิถุนายน 2569)
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากกรณีที่ราคามะพร้าวผลแก่และเนื้อมะพร้าวปรับตัวลดลง และมีกระแสข่าวเกี่ยวกับการกดราคารับซื้อในบางพื้นที่ กรมการค้าภายในไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้ สนธิกำลังร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การรับซื้อมะพร้าวอย่างเข้มงวด เพื่อกำกับดูแลให้การซื้อขายเป็นธรรม และป้องกันไม่ให้มีการฉวยโอกาสกดราคารับซื้อที่สร้างความเสียหายแก่เกษตรกร กรมการค้าภายในได้กำชับให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่แหล่งผลิตสำคัญ เร่งติดตามสถานการณ์การรับซื้อของโรงงานแปรรูปมะพร้าว โรงงานผลิตกะทิสำเร็จรูป โรงงานแปรรูปมะพร้าวสกัดเย็น ผู้รวบรวมผลผลิต และผู้นำเข้าอย่างใกล้ชิด พร้อมขอความร่วมมือให้ รายงานข้อมูลราคารับซื้อ ปริมาณการรับซื้อ สต็อกวัตถุดิบ ปริมาณการผลิต และปัจจัยที่ใช้ประกอบการกำหนดราคารับซื้อ ต่อกรมการค้าภายในอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้ติดตามความเหมาะสมของราคารับซื้อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และรายได้ของเกษตรกร หากพบพฤติการณ์ที่เข้าข่ายเอาเปรียบเกษตรกร หรือมีการกำหนดราคารับซื้อที่ไม่เป็นธรรม กรมการค้าภายในจะเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที และดำเนินการตามอำนาจหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความเป็นธรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ กรมการค้าภายในได้ประสานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และจังหวัดชุมพร ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และมีกำหนดลงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสัปดาห์หน้า เพื่อรับฟังข้อเท็จจริงจากทุกภาคส่วน พร้อมกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ก่อนหน้านี้ กรมการค้าภายในได้หารือร่วมกับผู้ประกอบการโรงงานกะทิ โรงงานแปรรูปมะพร้าว และผู้นำเข้า ขอความร่วมมือให้รับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง และให้ความสำคัญกับการใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นลำดับแรก เพื่อช่วยดูดซับผลผลิต ลดผลกระทบด้านราคา และรักษาเสถียรภาพตลาดมะพร้าวของประเทศ นายจิรวุฒิ กล่าวย้ำว่า กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง หากพบการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นธรรมทางการค้า หรือสร้างความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกร จะดำเนินการตรวจสอบและใช้มาตรการที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของเกษตรกร และสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่อุปทาน
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 171/2569 กรมการค้าภายใน ผนึกทุกภาคส่วนเร่งช่วยผู้เลี้ยงกุ้ง ดันบริโภคในประเทศ–ขยายตลาดส่งออก พร้อมสร้างแบรนด์ “กุ้งไทย” เพิ่มมูลค่าสู่ตลาดท่องเที่ยว (25 มิถุนายน 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยขณะลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การผลิตและการตลาดกุ้งในพื้นที่ภาคใต้ ณ จังหวัดภูเก็ต ว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ความสำคัญกับการดูแลพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะผู้เลี้ยงกุ้ง กรมการค้าภายในจึงเร่งขยายช่องทางการตลาดและช่วยดูดซับผลผลิต เพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาวะตลาดกุ้งที่ชะลอตัวอยู่ในขณะนี้ นายวิทยากร กล่าวต่ออีกว่า กรมการค้าภายในได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์การกระจายกุ้งผ่านเครือข่ายภาคเอกชน และได้หารือร่วมกับสมาคมกุ้งไทย และพันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้งไทย จากจังหวัดระนอง อ่าวพังงา และภูเก็ต โดยมีผู้แทนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง หอการค้าจังหวัดภูเก็ต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเร่งด่วนและตรงจุด นายวิทยากร กล่าวว่า จากการหารือภาคเอกชนและเกษตรกร ได้แนวทางการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โดยกรมการค้าภายในได้เพิ่มกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและกระตุ้นการบริโภคกุ้งไทย เพื่อช่วยดูดซับผลผลิตและพยุงราคากุ้งเกรด A และเกรด B ภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น ควบคู่กับการเร่งเจรจากับประเทศมาเลเซียในการเปิดตลาดกุ้งไทยให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว นอกจากการพยุงราคาและขยายตลาดแล้ว การปรับโครงสร้างระหว่างต้นทุนและราคาเป็นส่วนสำคัญ ที่จะทำให้รายได้ของพี่น้องเกษตรกรมีความเหมาะสม โดยสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งไทยจะปรับโครงสร้างการผลิตเพื่อลดต้นทุน โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) ในฟาร์มเลี้ยงกุ้ง รวมถึงภาครัฐจะเสนอแนวทางช่วยเหลือด้านราคาแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง เสนอต่อคณะกรรมการนโยบายและพัฒนากุ้งและผลิตภัณฑ์ (Shrimp Board) เพื่อพิจารณา นายวิทยากร ยังกล่าวต่ออีกว่า ขณะเดียวกัน ทั้งภาครัฐและเอกชนมุ่งให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์สินค้าเกษตรไทย โดยจะร่วมกันผลักดันการสร้างแบรนด์ “กุ้งไทย” (Thai Shrimp) ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อยกระดับภาพลักษณ์และเพิ่มมูลค่าสินค้า โดยมีแผนจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการบริโภคกุ้งไทยในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ จังหวัดภูเก็ตและจังหวัดกระบี่ ประสานความร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในการประชาสัมพันธ์กุ้งไทยผ่านท่าอากาศยานและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ รวมถึงขยายการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่าง ๆ และผลักดันการขยายตลาดต่างประเทศผ่านเครือข่ายสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) นายวิทยากร กล่าวว่า เพื่อเป็นการเร่งการดูดซับผลผลิตในระยะนี้ กรมการค้าภายในได้ประสานความร่วมมือกับผู้ประกอบการค้าปลีกและค้าส่งรายใหญ่ ได้แก่ Makro, Lotus’s, Tops, GO Wholesale, Big C และ Super Cheap เพื่อเพิ่มปริมาณการรับซื้อกุ้งไทยจากแหล่งผลิตภาคใต้ และกระจายจำหน่ายผ่านสาขาทั่วประเทศ ช่วยเพิ่มการดูดซับผลผลิตและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งอย่างเป็นรูปธรรม “กรมการค้าภายในจะเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาด้านการตลาด ควบคู่กับการยกระดับภาพลักษณ์และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กุ้งไทย เพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งมีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนต่อไป” นายวิทยากร กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 170/2569 พาณิชย์ติดตามใกล้ชิด! ราคาบรรจุภัณฑ์พลาสติกเริ่มปรับลด หลังวิกฤตตะวันออกกลางคลี่คลาย คาดทยอยลดลงต่อเนื่อง (24 มิถุนายน 2569)
นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์ราคาวัตถุดิบและสินค้าบรรจุภัณฑ์พลาสติกอย่างใกล้ชิด ภายหลังจากที่ในช่วงเดือนมีนาคม 2569 เกิดความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาพลังงาน โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบ ปรับตัวผันผวน รวมถึงการขนส่งวัตถุดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซเกิดความติดขัด กระทบต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีและการผลิตเม็ดพลาสติกทั่วโลก จากการติดตามข้อมูลราคาเม็ดพลาสติกประเภท PE, PP และ PET พบว่า ในช่วงเดือนมีนาคม 2569 ราคาเม็ดพลาสติกปรับตัวสูงขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ประมาณ 27–58% โดย HDPE เพิ่มขึ้น 31% PP เพิ่มขึ้น 50% และ PET เพิ่มขึ้น 58% ส่งผลให้ผู้ประกอบการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกและสินค้าอุปโภคบริโภคมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เริ่มคลี่คลายในเดือนพฤษภาคม 2569 หลังราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับลดลง และการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาดำเนินการได้ดีขึ้น ส่งผลให้ราคาเม็ดพลาสติกเริ่มปรับตัวลดลง ขณะที่ผู้นำเข้าได้เพิ่มปริมาณการนำเข้าเม็ดพลาสติกมากขึ้นกว่า 39% เพื่อรองรับความต้องการใช้ภายในประเทศ ทำให้ปริมาณวัตถุดิบมีเพียงพอและช่วยลดแรงกดดันด้านราคา จากการติดตามสถานการณ์ตลาดบรรจุภัณฑ์พลาสติก พบว่าสินค้าสำคัญ เช่น กล่องอาหารพลาสติก ถุงพลาสติกร้อน-เย็น ถุงหูหิ้ว และถุงขยะ ยังคงมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน และเริ่มมีการปรับลดราคาจำหน่ายลงแล้ว โดย ณ วันที่ 17 มิถุนายน 2569 ราคาบรรจุภัณฑ์พลาสติกบางรายการปรับลดลงประมาณ 2–6 บาทต่อกิโลกรัม ได้แก่ ถุงพลาสติกร้อน-เย็น จาก 47 บาทต่อกิโลกรัม เหลือ 42 บาทต่อกิโลกรัม ลดลง 11% ถุงหูหิ้ว จาก 51 บาทต่อกิโลกรัม เหลือ 45 บาทต่อกิโลกรัม ลดลง 12% ถุงขยะ จาก 42 บาทต่อกิโลกรัม เหลือ 40 บาทต่อกิโลกรัม ลดลง 5% นอกจากนี้ ผลจากการที่กรมการค้าภายในได้ใช้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ โดยกำหนดให้เม็ดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์พลาสติกเป็นสินค้าที่อยู่ภายใต้การติดตามดูแลของคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) อย่างใกล้ชิด มีการติดตามสถานการณ์ด้านต้นทุน ปริมาณสต็อก การผลิต การนำเข้า และการจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งประสานความร่วมมือกับผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้ประกอบการในทุกระดับ เพื่อป้องกันการกักตุนสินค้าและการฉวยโอกาสปรับราคาที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง ส่งผลให้ปัจจุบันปริมาณเม็ดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์พลาสติกมีเพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ ไม่เกิดภาวะขาดแคลนสินค้า ขณะเดียวกันเมื่อสถานการณ์ต้นทุนวัตถุดิบและราคาพลังงานเริ่มผ่อนคลาย ผู้ประกอบการสามารถปรับลดราคาจำหน่ายลงได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลดีต่อทั้งภาคธุรกิจและประชาชนผู้บริโภค ขณะที่ผู้ประกอบการในพื้นที่ก็สะท้อนภาพเดียวกันว่า ราคาบรรจุภัณฑ์เริ่มทยอยปรับลดลงตามต้นทุนวัตถุดิบที่ผ่อนคลายลง โดยผู้ประกอบการจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ในตลาดฐานเพชร จังหวัดนนทบุรี เปิดเผยว่า ช่วงที่ผ่านมา ราคาสินค้าบรรจุภัณฑ์ปรับลดลงค่อนข้างมาก บางรายการลดลงลังละ 200–300 บาท โดยเฉพาะกลุ่มกล่องบรรจุอาหาร และแก้วพลาสติกที่บางชนิดปรับลดลงราว 100–200 บาท แม้ว่าปริมาณการสั่งซื้อของลูกค้าจะยังใกล้เคียงเดิม เนื่องจากเป็นสินค้าที่ร้านอาหารและผู้ประกอบการต้องใช้เป็นประจำทุกวัน ขณะเดียวกันทางโรงงานก็ยังสามารถจัดส่งสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง และหากต้นทุนจากโรงงานปรับลดลงอีก ผู้ค้าก็พร้อมทยอยปรับราคาลงตามต้นทุนเช่นกัน “กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์ราคาเม็ดพลาสติกและราคาสินค้าบรรจุภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การปรับลดต้นทุนวัตถุดิบสะท้อนมายังราคาสินค้าปลายทางอย่างเหมาะสม และเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการและประชาชนผู้บริโภค โดยคาดว่าราคาบรรจุภัณฑ์พลาสติกจะทยอยปรับลดลงเพิ่มเติมตามทิศทางราคาพลังงานและราคาเม็ดพลาสติกในตลาดโลกที่เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น” นายฉันทพัทธ์ กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 169/2569 พาณิชย์หารือ 3 สมาคมปุ๋ย ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ประเมินแนวโน้มปริมาณและราคาคลี่คลาย เร่งเดินหน้าทำงานใกล้ชิดทุกภาคส่วนรักษาระดับราคาให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เพื่อไม่เป็นภาระกับเกษตรกร (22 มิถุนายน 2569)
วันที่ 22 มิถุนายน 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับผู้แทน 3 สมาคมปุ๋ย ได้แก่ สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย และสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร เพื่อติดตามสถานการณ์ปุ๋ยภายหลังเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อความกังวลด้านปริมาณและราคาปุ๋ยในตลาดโลก นางศุภจี กล่าวว่า แม้ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอน แต่รัฐบาลได้ทำงานร่วมกันในลักษณะ “ทีมไทยแลนด์” อย่างใกล้ชิด โดยติดตามสถานการณ์ร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อบริหารจัดการปริมาณปุ๋ยให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ พร้อมดูแลให้ราคาจำหน่ายสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและไม่เป็นภาระแก่เกษตรกร ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา มีเรือสินค้าบรรทุกปุ๋ยจำนวน 5 ลำได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ แต่จากการประสานงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้เรือบางส่วนสามารถเดินทางออกจากพื้นที่ได้แล้ว ขณะที่อีกส่วนหนึ่งได้มีการปรับเปลี่ยนเส้นทางขนส่งเพื่อให้สามารถนำสินค้าเข้าสู่ประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง “สถานการณ์ปุ๋ยในปัจจุบันเริ่มมีสัญญาณคลี่คลายมากขึ้น ทั้งในด้านปริมาณสินค้าและแนวโน้มด้านราคา อย่างไรก็ตาม ภาครัฐและภาคเอกชนยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นและลดผลกระทบต่อเกษตรกรให้ได้มากที่สุด” นางศุภจี กล่าว ด้านนายเทพวิทย์ เตียวสุรัตน์กุล ที่ปรึกษาสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย กล่าวว่า สถานการณ์ปุ๋ยยูเรียในตลาดโลกเริ่มมีสัญญาณผ่อนคลายมากขึ้น หลังจากในช่วงประมาณ 3 เดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่สามารถนำเข้าปุ๋ยยูเรียจากแหล่งผลิตในตะวันออกกลางได้ตามปกติ แต่ในเดือนมิถุนายนเริ่มมีการส่งออกสินค้าจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อีกครั้ง ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตปุ๋ยในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบีย ได้ปรับรูปแบบการขนส่ง โดยลำเลียงสินค้าทางบกจากฝั่งอ่าวเปอร์เซียไปยังท่าเรือฝั่งทะเลแดงก่อนส่งออกมายังประเทศไทย ส่งผลให้การนำเข้าสินค้ามีความต่อเนื่องมากขึ้น และช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อการบริหารจัดการปริมาณปุ๋ยในระยะต่อไป นายเทพวิทย์ กล่าวว่า แนวโน้มราคาปุ๋ยยูเรียในตลาดโลกเริ่มทรงตัวและมีสัญญาณผ่อนคลายลง ขณะที่ปุ๋ยประเภท NP และ NPK ชะลอการปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำให้แนวโน้มราคาปุ๋ยในระยะต่อไปมีทิศทางสอดคล้องกับต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรในการเข้าถึงปัจจัยการผลิตในระดับราคาที่เหมาะสม นอกจากนี้ ปัจจุบันปริมาณปุ๋ยในประเทศยังอยู่ในระดับที่รองรับความต้องการใช้ได้ โดยกรมการค้าภายในมีระบบติดตามข้อมูลสต็อกและปริมาณสินค้าจากผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประเทศไทยยังมีทางเลือกในการจัดหาปุ๋ยจากประเทศผู้ผลิตรายสำคัญอื่น ๆ เพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงในอนาคต ด้านนายกองเอก เปล่งศักดิ์ ประกาศเภสัช นายกสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย กล่าวว่า สมาคมปุ๋ยทั้ง 3 สมาคมพร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการด้านปริมาณสินค้าและราคาอย่างใกล้ชิด โดยยึดหลักความเป็นธรรมและคำนึงถึงผลประโยชน์ของเกษตรกรเป็นสำคัญ นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ยังคงติดตามและกำกับดูแลราคาปุ๋ยอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การจำหน่ายเป็นไปตามกลไกตลาดและต้นทุนที่แท้จริง โดยที่ผ่านมาได้ตรวจสอบการจำหน่ายและป้องกันการกักตุนสินค้าในพื้นที่ต่าง ๆ แล้วกว่า 1,640 แห่ง และได้ดำเนินการตามกฎหมายในกรณีที่พบการกระทำความผิด พร้อมเปิดช่องทางให้เกษตรกรแจ้งข้อมูลหากพบการจำหน่ายในราคาที่ไม่เหมาะสม เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบได้ทันที สำหรับการช่วยเหลือเกษตรกรในระยะสั้น กระทรวงพาณิชย์ยังคงดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระปัจจัยการผลิต ธงเขียวราคาประหยัดพลัส” อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนด้านปุ๋ย โดยตั้งเป้าดำเนินการใน 40 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการแล้ว 6 จังหวัด และจะเดินหน้าต่อเนื่องไปจนถึงเดือนสิงหาคม 2569 ส่วนมาตรการระยะกลางและระยะยาว รัฐบาลเตรียมขับเคลื่อนโครงการ “ปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์คนละครึ่ง” ช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกร โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผ่านกรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน และสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ เพื่อวิเคราะห์ความต้องการใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมกับชนิดพืชและสภาพพื้นที่ ช่วยให้เกษตรกรใช้ปัจจัยการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต ทั้งนี้ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับชนิดปุ๋ยและพันธุ์พืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ รวมทั้งสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยชดเชยดอกเบี้ยให้ร้อยละ 3 ต่อปี จากอัตราปกติร้อยละ 6 ต่อปี ส่งผลให้เกษตรกรจ่ายดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 3 ต่อปี เพื่อสนับสนุนการลงทุนด้านการผลิตทางการเกษตร นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านต้นทุนการผลิต การบริหารจัดการผลผลิต การแปรรูป การขนส่ง การหาตลาดรองรับ และการส่งออก เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ภาคการเกษตรไทย และยกระดับรายได้ของเกษตรกรอย่างยั่งยืน
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ