ข่าวเลขที่ 140/2569 “พาณิชย์” ผนึก “บิ๊กซี” จัดเทศกาลผลไม้ไทยปี 69 ดันรายได้เกษตรกร ชูไฮไลต์บุฟเฟต์ทุเรียนอิ่มไม่อั้น 22 สาขาทั่วประเทศ (16 พฤษภาคม 2569)
กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ เปิดตัวกิจกรรม “เทศกาลผลไม้ไทย สดจากสวนสู่บิ๊กซี ปี 2569” เดินหน้าช่วยเหลือเกษตรกรไทย กระจายผลผลิตผลไม้คุณภาพจากสวนสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด “ผลไม้สด คุ้ม ต้องบิ๊กซี” ตลอดเดือนพฤษภาคม 2569 พร้อมจัดกิจกรรมไฮไลต์ “บุฟเฟต์ทุเรียนและผลไม้ไทย อิ่มไม่อั้น” ณ บิ๊กซี 22 สาขาทั่วประเทศ หวังกระตุ้นการบริโภคผลไม้ไทยและสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ถือเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการผลผลิตผลไม้ไทยให้มีประสิทธิภาพ ทั้งด้านการรับซื้อ การกระจายสินค้า และการสร้างโอกาสทางการตลาดให้เกษตรกร โดยกระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมมาตรการรองรับไว้อย่างรอบด้าน เพื่อสร้างความมั่นใจให้เกษตรกร และสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน สำหรับกิจกรรม “บุฟเฟต์ทุเรียนและผลไม้ไทย อิ่มไม่อั้น” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569 โดยลูกค้าจะได้อิ่มอร่อยกับทุเรียนหมอนทอง มังคุด เงาะ มะม่วง แตงโม ข้าวเหนียวมะม่วง และไอศกรีมคุณภาพ ภายในเวลา 60 นาที กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นที่บิ๊กซี 22 สาขาที่ร่วมรายการ อาที ราชดำริ รัชดาภิเษก ลาดพร้าว 2 สะพานควาย พระราม 2 บางพลี บางใหญ่ ปาร์ค บางนา ติวานนท์ สำโรง 1 ทั้งนี้ ราคาบัตรเข้าร่วมกิจกรรมสำหรับผู้ใหญ่ ราคา 699 บาทต่อท่าน และราคาพิเศษสำหรับสมาชิกบิ๊กพอยต์ 579 บาทต่อท่าน ขณะที่เด็กส่วนสูงไม่เกิน 120 เซนติเมตร ราคา 379 บาทต่อท่าน พร้อมสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิกบิ๊กพอยต์ สามารถแลก 100 พอยต์ รับส่วนลดเพิ่มเติมได้ โดยจำกัดสิทธิ์ตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด ประชาชนสามารถร่วมอุดหนุนผลไม้ไทย สด อร่อย คุณภาพจากสวน พร้อมส่งต่อรายได้กลับสู่เกษตรกรไทยได้แล้ววันนี้ ที่บิ๊กซีสาขาที่ร่วมรายการทั่วประเทศ ตลอดเดือนพฤษภาคม 2569 ภายใต้แคมเปญ “ผลไม้สด คุ้ม ต้องบิ๊กซี”
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 139/2569 “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ : พาณิชย์รถพุ่มพวง ลดราคาช่วยประชาชน” รัฐบาลผนึก 4 ภาคส่วน ส่งสินค้าจำเป็นราคาพิเศษถึงชุมชน ลดค่าครองชีพไม่น้อยกว่า 280 ล้านบาท (12 พฤษภาคม 2569)
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ : พาณิชย์รถพุ่มพวง ลดราคาช่วยประชาชน” โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมเปิดงานด้วย เมื่อวันอังคารที่ 12 พฤษภาคม 2569 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะประชาชนในชุมชนและพื้นที่ห่างไกลที่อาจมีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด โดยได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน บูรณาการความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในรับผิดชอบการบริหารโครงการ ประสานผู้ผลิต กำหนดรายการและราคาสินค้าจำเป็น ขณะที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง สนับสนุนการคัดเลือกและประสานรถพุ่มพวงและร้านค้าชุมชนในพื้นที่ ส่วนกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด สนับสนุนเครือข่ายจุดจำหน่ายและจุดกระจายสินค้า เพื่อให้สินค้าราคาพิเศษเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง รวดเร็ว และเข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ : พาณิชย์รถพุ่มพวง ลดราคาช่วยประชาชน” มีเป้าหมายดำเนินการต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 เดือน เพื่อให้สอดรับกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและลดภาระค่าครองชีพของรัฐบาลในช่วงเดียวกัน อาทิ โครงการคนละครึ่งพลัส โดยในระยะแรกจะดำเนินการระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม – 14 มิถุนายน 2569 รวมระยะเวลา 30 วัน นำสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น 14 รายการ จากผู้ประกอบการ 12 ราย มาจำหน่ายในราคาพิเศษผ่านช่องทางใกล้ชุมชน ทั้งรถพุ่มพวง ร้านค้าชุมชน และจุดให้บริการของไปรษณีย์ไทย เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถซื้อสินค้าจำเป็นได้สะดวกขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และเพิ่มทางเลือกในการจับจ่ายสินค้าใกล้บ้าน “รัฐบาลคาดว่าโครงการนี้จะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนได้ไม่น้อยกว่า 280 ล้านบาท และตั้งเป้าหมายให้เกิดประโยชน์ครอบคลุมประชาชนไม่น้อยกว่า 4 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการ 3 เดือน โดยหัวใจสำคัญของโครงการคือการนำสินค้าราคาประหยัดเข้าไปถึงพื้นที่ชุมชน ผ่านรถพุ่มพวงซึ่งเป็นช่องทางค้าปลีกเคลื่อนที่ที่ใกล้ชิดกับประชาชนอยู่แล้ว ทำให้ประชาชนไม่ต้องเดินทางไกล ลดค่าใช้จ่ายทั้งค่าสินค้าและค่าเดินทาง” นายอนุทิน กล่าว ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้รับมอบหมายให้บริหารโครงการในภาพรวม ประสานผู้ผลิต กำหนดรายการสินค้า ราคาหลักเกณฑ์การดำเนินงาน และติดตามประเมินผลโครงการ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากสินค้าราคาพิเศษอย่างแท้จริง โดยสินค้าในโครงการเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน รวม 14 รายการ ซึ่งเป็นสินค้าที่ประชาชนใช้ในชีวิตประจำวัน และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ครัวเรือนได้โดยตรง นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับจุดจำหน่ายสินค้า ในเบื้องต้นจะมีรถพุ่มพวงทั่วประเทศ รวม 3,800 คัน จุดจำหน่ายผ่านไปรษณีย์จังหวัดและไปรษณีย์อำเภอ รวม 946 จุด และร้านค้าชุมชน 129 ร้าน ซึ่งจะเป็นเครือข่ายสำคัญในการนำสินค้าราคาพิเศษไปถึงมือประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชน หมู่บ้าน และพื้นที่ที่ประชาชนเข้าถึงห้างค้าปลีกหรือแหล่งจำหน่ายขนาดใหญ่ได้ไม่สะดวก ทั้งนี้ โครงการยังสนับสนุนผู้ประกอบการรถพุ่มพวงให้สามารถเข้าร่วมจำหน่ายสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีมาตรการสนับสนุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงผ่านบัตร Fleet Card หรือ Top-up Card ของสถานีบริการน้ำมัน ปตท. สำหรับรถพุ่มพวงที่ผ่านการคัดเลือก แบ่งตามขนาดรถ ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ได้รับการสนับสนุน 250 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 1,000 บาทต่อเดือน รถสามล้อ ได้รับการสนับสนุน 375 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 1,500 บาทต่อเดือน และรถกระบะ ได้รับการสนับสนุน 750 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 3,000 บาทต่อเดือน เมื่อมีการนำสินค้าไปจำหน่ายต่อตามขั้นต่ำที่กำหนด เพื่อช่วยลดต้นทุนการเดินรถ และสนับสนุนให้รถพุ่มพวงสามารถนำสินค้าราคาพิเศษออกไปจำหน่ายในพื้นที่ชุมชนได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการยังได้รับการสนับสนุนชุดสินค้าเริ่มต้น หรือ Starter Kit เพื่อทดลองตลาดและช่วยลดความเสี่ยงในการเริ่มจำหน่ายสินค้า โดยรถกระบะจะได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น 14 รายการ 64 ชิ้น มูลค่าประมาณ 1,800 บาท รถสามล้อได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น 14 รายการ 37 ชิ้น มูลค่าประมาณ 1,000 บาท และรถจักรยานยนต์ได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น 8 รายการ 22 ชิ้น มูลค่าประมาณ 450 บาท โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องจำหน่ายสินค้าในราคาตามที่กำหนด และมีป้ายแสดงราคาจำหน่ายตามโครงการ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคา และสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่าจะได้รับสินค้าราคาพิเศษตามเจตนารมณ์ของโครงการ ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนการทำงานแบบบูรณาการของภาครัฐและภาคเอกชน โดยกระทรวงมหาดไทยผ่านกรมการปกครองมีบทบาทสำคัญในการประชาสัมพันธ์ รับสมัคร และคัดเลือกรถพุ่มพวง รวมถึงร้านค้าชุมชนในพื้นที่ ขณะที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยไปรษณีย์ไทย ช่วยจัดพื้นที่จำหน่ายสินค้าและเป็นจุดรวบรวม กระจายสินค้าให้แก่รถพุ่มพวงและร้านค้าชุมชน ส่วนผู้ผลิตสินค้าร่วมสนับสนุนสินค้าในราคาพิเศษ เพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม “โครงการนี้ไม่เพียงช่วยลดราคาสินค้าให้ประชาชน แต่ยังช่วยให้สินค้าจำเป็นเข้าถึงชุมชนได้มากขึ้น โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ไกลตลาดหรือห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มโอกาสทางรายได้ให้รถพุ่มพวงและร้านค้าชุมชน ซึ่งเป็นกลไกเศรษฐกิจฐานรากที่ใกล้ชิดกับประชาชน กระทรวงพาณิชย์จะติดตามการดำเนินโครงการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด” นางศุภจี กล่าว “รัฐบาลยืนยันว่าจะเดินหน้าดูแลค่าครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ค้ารายย่อย รถพุ่มพวง และร้านค้าชุมชน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก เพื่อให้การกระจายสินค้าจำเป็นในราคาประหยัดเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง เป็นธรรม และเกิดประโยชน์ต่อครัวเรือนทั่วประเทศ” นายกรัฐมนตรี กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 138/2569 พาณิชย์ลงพื้นที่ตรวจร้านชุดนักเรียนก่อนเปิดเทอม ย้ำตรึงราคา–ปิดป้ายชัด ชวนผู้ปกครองใช้โปร “Back To School 2026” ลดสูงสุด 86% (11 พฤษภาคม 2569)
วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจสอบร้านจำหน่ายชุดนักเรียนย่านวงเวียนใหญ่ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ว่า “จากที่กรมการค้าภายใน ได้ Kick off ไทยช่วยไทยพลัส : เปิดเทอมใหญ่ สบายกระเป๋า Back to school 2026 ไปแล้ว โดยมีผู้ประกอบการหลายภาคส่วนให้ความร่วมมือในการลดราคาเครื่องแบบชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนที่เกี่ยวข้อง โดยวันนี้กรมการค้าภายในได้มาตรวจเยี่ยม และติดตามโครงการดังกล่าวที่ร้านจำหน่ายชุดนักเรียนรายสำคัญ ได้แก่ บริษัท ธนบุรีศึกษา จำกัด ร้าน ส.ช้างศึกษา และห้างตราสมอ โดยพบว่าร้านค้าให้ความร่วมมือในการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครอง ตามโครงการดังกล่าว และยังคงจำหน่ายสินค้าในราคาเดิม ซึ่งใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา แม้มีปัจจัยต้นทุนขนส่งเพิ่ม แต่หากเป็นสินค้าจากสต๊อกเดิม ร้านยังคงจำหน่ายในราคาเดิม อีกทั้งยังมีโปรโมชั่นส่วนลดอุปกรณ์การเรียน และบริการที่เกี่ยวข้อง เช่น ปักชื่อหรืออักษรย่อโรงเรียนฟรีอีกด้วย“ นายจิรวุฒิ กล่าวต่ออีกว่า ”จากข้อมูลการติดตามของกรมการค้าภายในในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2569 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ทั้งห้างสรรพสินค้า ตัวแทนจำหน่าย และร้านค้าทั่วไป พบว่าราคาจำหน่ายเครื่องแบบนักเรียน ส่วนใหญ่ยังทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน เช่น เสื้อเชิ้ตนักเรียนชาย ตราสมใจนึก ราคา 215–360 บาทต่อตัว กางเกงนักเรียนชาย ตราท็อปสัน ราคา 325–375 บาทต่อตัว และเสื้อนักเรียนหญิง ตราสมใจนึก ราคา 165–360 บาทต่อตัว ขณะที่บางรายการมีการปรับขึ้นเล็กน้อย เช่น เสื้อเชิ้ตนักเรียนชาย ตราน้อมจิตต์ จากเดิม 139–300 บาทต่อตัว เป็น 179–290 บาทต่อตัว กางเกงนักเรียนชาย ตราสมใจนึก จากเดิม 220–345 บาทต่อตัว เป็น 285–345 บาทต่อตัว และเสื้อนักเรียนหญิง ตราสมอ จากเดิม 185–310 บาทต่อตัว เป็น 185–315 บาทต่อตัว อย่างไรก็ตาม ยังมีบางรายการที่ปรับราคาลดลง เช่น กางเกงนักเรียนชาย ตราสมอ จากเดิม 260–375 บาทต่อตัว ลดเหลือ 238–350 บาทต่อตัว และกระโปรงนักเรียนหญิง ตราสมอ จากเดิม 255–419 บาทต่อตัว ลดเหลือ 242–419 บาทต่อตัว สะท้อนว่าภาพรวมราคายังอยู่ในระดับที่ผู้ปกครองสามารถเลือกซื้อได้ตามความเหมาะสม” นายจิรวุฒิ กล่าวว่า “ปีนี้กำลังซื้อของประชาชนชะลอลงจากภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพ ทำให้หลายครอบครัวระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น บางส่วนเลือกใช้ชุดนักเรียนเดิม หรือซื้อเฉพาะที่จำเป็น กรมการค้าภายในจึงเร่งดูแลทั้งเรื่องราคาและโปรโมชั่น เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอม” กรมการค้าภายในยังเดินหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส : เปิดเทอมใหญ่ สบายกระเป๋า” Back To School 2026 ระหว่างวันที่ 30 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569 มีผู้ประกอบการเข้าร่วม 49 ราย ครอบคลุมสินค้าและบริการด้านการศึกษากว่า 1,000 รายการ ลดสูงสุด 86% คาดช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนได้ไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท นายจิรวุฒิ กล่าวเสริมว่า “นอกจากกิจกรรมดังกล่าว สำหรับผู้ปกครองในต่างจังหวัด กรมการค้าภายในได้ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัด จัดกิจกรรม “ไทยช่วยไทย พลัส : Back To School 2026” ในหลายพื้นที่ที่ประสานงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการแล้ว เช่น จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดเพชรบูรณ์ และจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นต้น เพื่อให้ผู้ปกครองเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้สะดวกมากขึ้น โดยนอกจากชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียน ยังมีสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นต่อครัวเรือน เช่น น้ำมันพืช น้ำตาล ไข่ไก่ และสินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ มาจำหน่ายในราคาพิเศษ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนในช่วงเปิดภาคเรียน” พร้อมกันนี้ กรมการค้าภายในได้กำชับผู้ประกอบการให้ปิดป้ายแสดงราคาสินค้าให้ชัดเจน และจำหน่ายตรงตามราคาที่แสดงไว้ หากพบว่าไม่ปิดป้ายราคา มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และหากจงใจขายสินค้าแพงเกินสมควร มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรมการค้าภายในติดตามสถานการณ์ราคาอย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลให้ประชาชนซื้อสินค้าได้ในราคาที่เป็นธรรม และสร้างความมั่นใจว่าไม่มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาเกินสมควรหากประชาชนพบการจำหน่ายสินค้าไม่เป็นธรรม หรือฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน โทร. 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 137/2569 “ค้าภายใน” ผนึกกำลัง “ขนส่งทางบก” เชื่อมข้อมูล GPS รถสินค้าเกษตร ยกระดับตรวจสอบรวดเร็วแม่นยำ ช่วยเกษตรกร–เตรียมบูรณาการ่วมดูแลค่าขนส่งและแท็กซี่มิเตอร์เพื่อความเป็นธรรมประชาชน (9 พฤษภาคม 2569)
กรมการค้าภายใน จับมือกรมการขนส่งทางบก เชื่อมโยงข้อมูล GPS รถบรรทุกสินค้าเกษตรแบบเรียลไทม์ ผ่านระบบดิจิทัลร่วมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบการขนย้ายสินค้าเกษตรควบคุม ป้องกันการลักลอบนำเข้าและขนย้ายผิดกฎหมาย ลดผลกระทบต่อราคาพืชผลของเกษตรกรไทย พร้อมยกระดับการบังคับใช้กฎหมายให้รวดเร็ว แม่นยำ และโปร่งใสมากขึ้น ขณะเดียวกันทั้งสองหน่วยงานเตรียมขยายความร่วมมือสู่การกำกับดูแลค่าขนส่งสาธารณะ ค่าโดยสารแท็กซี่มิเตอร์ และการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้ประชาชนในภาพรวม วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ห้องประชุมกรมการค้าภายใน กรมการค้าภายใน โดย นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน และ กรมการขนส่งทางบก โดยนายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการบูรณาการข้อมูลเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงาน ระหว่างกรมการค้าภายในและกรมการขนส่งทางบก นายวิทยากร กล่าวภายหลังการลงนาม MOU ว่า “ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการนำเทคโนโลยีดิจิทัล โดยการเชื่อมโยงข้อมูล GPS รถบรรทุกจากระบบ DLT GPS ของกรมการขนส่งทางบก เข้ากับระบบขนย้ายสินค้าควบคุมทางอิเล็กทรอนิกส์ของกรมการค้าภายใน ผ่าน API Web Service แบบ Real Time ช่วยยกระดับการกำกับดูแลสินค้าเกษตรของประเทศ ให้ภาครัฐสามารถติดตาม ตรวจสอบ และบริหารจัดการการขนย้ายสินค้าเกษตรควบคุมได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และทันต่อสถานการณ์มากยิ่งขึ้น นายวิทยากร กล่าวต่อว่า กรมการค้าภายในมีภารกิจสำคัญในการดูแลเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะการกำกับดูแลสินค้าเกษตรควบคุม ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 9 สินค้าสำคัญ เช่น น้ำมันปาล์ม ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง กระเทียม และหอมหัวใหญ่จากต่างประเทศ ที่ต้องมีการติดตามการขนย้ายอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการลักลอบ การกักตุน หรือการเคลื่อนย้ายผิดกฎหมายที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าเกษตรในประเทศที่ผ่านมา การตรวจสอบการขนย้ายสินค้าเกษตรอาจต้องอาศัยเอกสาร การแจ้งข้อมูลจากผู้ประกอบการ หรือการลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่เป็นหลัก แต่เมื่อมีการเชื่อมโยงข้อมูล GPS รถบรรทุกแบบเรียลไทม์ จะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามเส้นทางการขนส่งได้ตั้งแต่ต้นทาง ระหว่างทาง จนถึงปลายทาง ผ่านเลขทะเบียนรถที่ระบุในใบอนุญาตขนย้าย ทำให้การตรวจสอบมีความแม่นยำ โปร่งใส และสามารถตรวจพบความผิดปกติได้รวดเร็วขึ้น “ข้อมูลที่เชื่อมโยงกันแบบเรียลไทม์ จะช่วยลดช่องว่างในการลักลอบขนย้ายสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย โดยเฉพาะกรณีสินค้านำเข้าที่อาจทะลักเข้าสู่ตลาดในช่วงผลผลิตภายในประเทศออกสู่ตลาดจำนวนมาก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อราคาพืชผลของเกษตรกรไทย” นายวิทยากร กล่าว ปัจจุบัน กรมการค้าภายในมีการออกใบอนุญาตขนย้ายสินค้าเกษตรควบคุมประมาณ 450,000 – 500,000 ฉบับต่อปี และมีรถบรรทุกที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าเกษตรควบคุมกว่า 20,000 คัน การเชื่อมข้อมูลร่วมกันระหว่างสองหน่วยงาน จึงช่วยเพิ่มศักยภาพในการวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณสินค้า เส้นทางการขนส่ง และแนวโน้มการเคลื่อนย้ายสินค้าเกษตรในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนบริหารจัดการสินค้าเกษตรและการดูแลเสถียรภาพราคาในภาพรวมของประเทศนอกจากนี้ ระบบดังกล่าวยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการวางแผนตรวจสอบ ป้องปราม และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดได้ตรงจุดมากขึ้น ลดการใช้ทรัพยากรในการลงพื้นที่แบบเดิม และช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งสองหน่วยงานมีเป้าหมายในการบูรณาการการทำงานร่วมกันในด้านอื่น ๆ เพื่อยกระดับการคุ้มครองประชาชน และสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวม โดยในระยะต่อไป จะมีการประสานความร่วมมือด้านการกำกับดูแลค่าบริการขนส่งสาธารณะ การตรวจสอบการคิดค่าบริการรถรับจ้างสาธารณะ รวมถึงการกำกับดูแลค่าโดยสารแท็กซี่มิเตอร์ ให้เป็นไปตามกฎหมายและอัตราที่กำหนด เพื่อป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภค และสร้างมาตรฐานความเป็นธรรมในการให้บริการขนส่งสาธารณะ นอกจากนี้ ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกด้านการขนส่ง เพื่อสนับสนุนการตรวจสอบข้อร้องเรียนของประชาชน การติดตามพฤติกรรมการกระทำผิดซ้ำ การวิเคราะห์ข้อมูลเส้นทางขนส่ง รวมถึงการบูรณาการมาตรการด้านกฎหมาย เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วตรงจุด “เป้าหมายสำคัญของการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐ คือการทำให้ภาครัฐทำงานเชิงรุกมากขึ้น ใช้ข้อมูลจริงในการตัดสินใจ และช่วยแก้ปัญหาให้ประชาชนได้รวดเร็วกว่าเดิม ทั้งด้านราคาสินค้าเกษตร การขนส่ง และการคุ้มครองผู้บริโภค” นายวิทยากร กล่าว นายวิทยากร กล่าวย้ำว่า ขอให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ ในการขออนุญาตขนย้ายสินค้าเกษตรควบคุมดังกล่าวข้างต้นโดยเคร่งครัด ทั้งนี้หากมีการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 136/2569 กรมการค้าภายใน ผนึก ททท. ดันยอดขายสินค้าเกษตร เชื่อมท่องเที่ยว–เปิดตลาดใหม่ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก (9 พฤษภาคม 2569)
กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าบูรณาการความร่วมมือ ขับเคลื่อนการเพิ่มยอดจำหน่ายสินค้าเกษตร รวมถึงสินค้า GI และขยายช่องทางตลาด ผ่านกิจกรรมวิ่ง “Amazing Thailand GI Tour Trail Running 2026” บนเส้นทางแหล่งผลิตสำคัญทั่วประเทศ มุ่งเชื่อมโยงตลาด เพิ่มโอกาสทางการค้า และกระตุ้นการใช้จ่ายในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ความร่วมมือดังกล่าวสอดคล้องกับภารกิจของกรมฯ ในการบริหารจัดการผลผลิตสินค้าเกษตร ดูแลเสถียรภาพราคา และเชื่อมโยงตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยใช้กลไก “ตลาดนำการผลิต” (Demand Driven) ควบคู่การส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อเร่งระบายผลผลิต เพิ่มมูลค่าสินค้า และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและชุมชนอย่างต่อเนื่อง สำหรับการจัดกิจกรรมครั้งแรก เมื่อวันที่ 2–3 พฤษภาคม 2569 ณ อ่างเก็บน้ำห้วยลาน อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ กรมการค้าภายในได้เชื่อมโยงผู้ผลิตและผู้ประกอบการในพื้นที่ 12 ราย เข้าร่วมจำหน่ายสินค้าเกษตรคุณภาพ รวมถึงสินค้า GI อาทิ ส้มสายน้ำผึ้งฝาง และกาแฟเทพเสด็จ เพื่อเปิดตลาดและสร้างโอกาสทางการค้าโดยตรงให้แก่เกษตรกร พร้อมกันนี้ ยังได้นำมะพร้าวน้ำหอมจากจังหวัดราชบุรี จำนวน 2,500 ลูก แจกให้แก่นักวิ่งและผู้เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อส่งเสริมการบริโภคและสร้างการรับรู้สินค้า ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยและสร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่ นายจิรวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดกิจกรรมครั้งต่อไปจะมีขึ้น ณ จังหวัดระยอง ระหว่างวันที่ 23–24 พฤษภาคม 2569 และเตรียมขยายไปยังจังหวัดขอนแก่น นครศรีธรรมราช และเพชรบุรี ในช่วงเดือนพฤษภาคม–มิถุนายน 2569 โดยจะเน้นการเชื่อมโยงและกระจายผลผลิตจากแหล่งผลิตสำคัญ นำสินค้าเกษตรและสินค้า GI อาทิ ทุเรียนหมอนทองระยอง สับปะรดตราดสีทอง และมะพร้าวน้ำหอมราชบุรี เข้าร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบการจำหน่ายและการส่งเสริมการบริโภค เพื่อขยายตลาด สร้างประสบการณ์ตรงแก่ผู้บริโภค และยกระดับมูลค่าสินค้าเกษตรไทย การดำเนินงานดังกล่าวเป็นการบูรณาการด้านการค้าและการท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเร่งระบายผลผลิต ลดปัญหาสินค้าล้นตลาด และสร้างรายได้หมุนเวียนสู่ชุมชนในพื้นที่ อันเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากในระยะยาว กรมการค้าภายใน และ ททท. ขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว และสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: GI Thailand, Facebook: กรมการค้าภายใน DIT และ Facebook: ข่าวสารท่องเที่ยว ททท.
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 135/2569 “สุดคึกคัก! พาณิชย์ยกสวนผลไม้ไทยบุกเซ็นทรัล เวสต์เกต เปิด ‘Fruits Festival 2026’ รวมทุเรียนหายากทั่วไทย 6-11 พ.ค. คาดขายทะลุ 150 ตัน” (8 พฤษภาคม 2569)
กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ร่วมกับ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN จัดงาน “Fruits Festival 2026” ภายใต้แนวคิด “Thailand : The Land of Tropical Fruits” เพื่อส่งเสริมการบริโภคผลไม้ไทย เชื่อมโยงผลผลิตจากเกษตรกรสู่ผู้บริโภคโดยตรง พร้อมผลักดันภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะแหล่งผลิตผลไม้เมืองร้อนคุณภาพของโลก โดยบรรยากาศวันแรกเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนให้ความสนใจเลือกซื้อผลไม้ไทยจำนวนมาก นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า วันนี้ 7 พฤษภาคม 2569 กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้ร่วมกับเซ็นทรัลพัฒนา จัดกิจกรรมเทศกาลลิ้มลองผลไม้เมืองร้อนของไทย ที่ เซ็นทรัล เวสต์เกต โดยได้รับความร่วมมือจากเกษตรกรและผู้ประกอบการผลไม้จากทั่วประเทศ โดยเฉพาะจากภาคตะวันออกและภาคเหนือ ที่นำผลไม้คุณภาพมาร่วมจำหน่ายกว่า 32 บูธ ซึ่งสินค้าไฮไลต์สำคัญภายในงาน ได้แก่ ทุเรียนจากจังหวัดจันทบุรี มังคุด มะม่วงแฟนซี รวมถึงผลไม้อีกหลายชนิดที่หลายคนอาจไม่ทราบว่าประเทศไทยสามารถผลิตได้ ไม่ว่าจะเป็นเมล่อน อะโวคาโด และผลไม้คุณภาพอีกหลากหลายชนิด จึงอยากเชิญชวนพี่น้องประชาชนในจังหวัดนนทบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง มาอุดหนุนสินค้าเกษตรไทย ชิมผลไม้คุณภาพ และให้กำลังใจผู้ประกอบการและเกษตรกรไทย นายวิทยากร กล่าวว่า ช่วงนี้เป็นช่วงที่ผลไม้ไทยทยอยออกสู่ตลาดจำนวนมาก ทั้งทุเรียน มังคุด เงาะ ลำไย รวมถึงมะม่วงจากภาคเหนือ กรมการค้าภายในจึงเร่งเชื่อมโยงช่องทางจำหน่ายล่วงหน้า ตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านศุภจี สุธรรมพันธุ์ ที่ต้องการเชื่อมโยงสินค้าจากเกษตรกรสู่ผู้บริโภคโดยตรง ลดปัญหาผลผลิตกระจุกตัว และช่วยให้เกษตรกรขายสินค้าได้ในราคาที่เป็นธรรม ซึ่งผลที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เป็นการวางแผนการทำงานล่วงหน้าหลายเดือน ทั้งการโปรโมตกิจกรรม การหาช่องทางตลาด และการสร้างการรับรู้ให้ผู้บริโภคหันมาอุดหนุนผลไม้ไทยมากขึ้น ภายในงานยังมีการรวบรวมทุเรียนสายพันธุ์หายากและอร่อยระดับตำนานจากจังหวัดจันทบุรี เช่น พวงมณี กบทองคำ หลงจันทบุรี เม็ดในยายปราง ขุนนนท์ และหลงลับแล รวมถึงมังคุด เงาะ ลองกอง สละ มะพร้าวน้ำหอม ตลอดจนมะม่วงแฟนซีจากภาคเหนือ เช่น งาช้างแดง แดงจักรพรรดิ R2E2 และเขียวสามรส นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังได้เชื่อมโยงมะม่วงจากอำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน มาจำหน่ายในราคาพิเศษกิโลกรัมละ 15 บาท เพื่อช่วยกระจายผลผลิตจากแหล่งผลิตโดยตรง หลังปีนี้ผลผลิตมะม่วงออกสู่ตลาดจำนวนมาก โดยเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงยอมรับว่า การที่กรมการค้าภายในเชื่อมโยงห้างค้าส่งค้าปลีกเข้ามาช่วยรับซื้อและเปิดพื้นที่จำหน่าย ทำให้ราคามะม่วงในพื้นที่ปรับตัวดีขึ้น และช่วยเพิ่มโอกาสในการระบายผลผลิต นายวิทยากร กล่าวว่า “ขณะนี้กระแสการจำหน่ายผลไม้ผ่านช่องทางออนไลน์และ Live Commerce ได้รับความนิยมอย่างมาก และสามารถสร้างกระแสการบริโภคผลไม้ไทยได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะทุเรียนไทยที่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคจำนวนมาก กรมการค้าภายในจึงตอบรับกระแสดังกล่าว โดยนำผู้ประกอบการทุเรียนและผลไม้ไทยมาออกกิจกรรมในห้างสรรพสินค้า เพื่อให้ประชาชนสามารถเลือกซื้อ เลือกชิมผลไม้คุณภาพได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันก็ช่วยสร้างการรับรู้และขยายช่องทางตลาดให้เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยปัจจุบันราคาทุเรียนเกรดส่งออก AB ปรับตัวอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 140–150 บาท ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ดี แต่สิ่งสำคัญคือการรักษาคุณภาพมาตรฐานทุเรียนไทย โดยภาครัฐจะเข้มงวดในการตรวจสอบและป้องกันการสวมสิทธิ์หรือปลอมปนทุเรียนจากต่างประเทศ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและตลาดส่งออก จึงขอความร่วมมือจากเกษตรกร ล้ง และผู้รับซื้อในพื้นที่ ช่วยกันสอดส่องดูแลไม่ให้มีการปลอมแปลงหรือสวมสิทธิ์ทุเรียนไทย เพราะคุณภาพคือหัวใจสำคัญของผลไม้ไทย” พร้อมกันนี้ กรมการค้าภายในยังติดตามสถานการณ์ผลผลิตทุเรียนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นจำนวนมาก และได้เตรียมแผนรองรับไว้ล่วงหน้าแล้ว รวมถึงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากพายุและอุทกภัยในสวนทุเรียน โดยกรณีผลผลิตทุเรียนที่ร่วงหล่นจากต้น หากยังมีคุณภาพเหมาะสมสามารถนำไปแปรรูปเป็นทุเรียนทอดได้ กรมการค้าภายในได้เชื่อมโยงผู้ประกอบการเข้ารับซื้อเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ส่วนผลผลิตที่เสียหายและไม่สามารถแปรรูปได้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเข้าไปดำเนินการ เพื่อป้องกันการนำทุเรียนอ่อนมาปลอมปนกับทุเรียนคุณภาพ ซึ่งเป็นไปตามข้อสั่งการของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่กำชับให้เร่งช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมส่งเสริมการขายราคาพิเศษ และกิจกรรม Workshop เกี่ยวกับการแปรรูปผลไม้ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรไทย และสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างผู้บริโภคกับเกษตรกร กรมการค้าภายใน ขอเชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนผลไม้ไทยคุณภาพ ชิมทุเรียนสายพันธุ์พิเศษและผลไม้เด่นจากทั่วประเทศ ภายในงาน “Fruits Festival 2026” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6–11 พฤษภาคม 2569 ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 เซ็นทรัล เวสต์เกต และวันที่ 6–12 มิถุนายน 2569 ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ตั้งแต่เวลา 10.00–21.00 น. ของทุกวัน โดยคาดว่าการจัดงานครั้งนี้จะสามารถจำหน่ายผลไม้ได้ไม่ต่ำกว่า 150 ตัน และช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทย พร้อมกระตุ้นการบริโภคผลไม้ไทยและเศรษฐกิจฐานรากของประเทศอย่างต่อเนื่อง
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 134/2569 “พาณิชย์” ลุยลดค่าครองชีพประชาชน-ช่วยผู้ประกอบการ ยกทัพสินค้าราคาประหยัด จำหน่ายสินค้าราคาประหยัดให้พี่น้องชาวนราธิวาสในงาน “มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค” (7 พฤษภาคม 2569)
“พาณิชย์” จัดงาน “มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค” นำสินค้าอุปโภคบริโภค 10 หมวด กว่า 1,000 รายการ ลดสูงสุด 60% และยังมีสินค้าไฮไลท์ ทั้งไข่ไก่ น้ำตาลทราย น้ำมันปาล์ม ข้าวขาว มาจำหน่ายให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ และเพิ่มทางเลือกในการซื้อสินค้า และเชื่อมโยงจากเกษตรกรที่ประสบปัญหาราคาตกต่ำจากภาวะสินค้าล้นตลาด และสินค้าขาดแคลน มาจำหน่ายในงาน นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดงาน“มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค จ.นราธิวาส”ว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้สนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส และกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเยียวยาและบรรเทาความเดือดร้อนลดค่าครองชีพให้กับประชาชนจากสภาพเศรษฐกิจจากผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนค่าครองชีพของประชาชนและภาคธุรกิจ โดยมีเป้าหมายช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและรักษาสมดุล กระทรวงพาณิชย์จึงได้ดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดค่าครองชีพประชาชนผ่านความร่วมมือกับผู้ผลิต ผู้ประกอบการค้าปลีกและค้าส่งทั่วประเทศ ดังนั้น กรมการค้าภายใน จึงได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลช่วยเหลือและลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน โดยจัดงานจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด ระหว่างวันที่ 6 - 8 พฤษภาคม 2569 ณ บริเวณลานคนเดินสนามกีฬามหาราช อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิต/กลุ่มเกษตรกร/กลุ่มวิสาหกิจชุมชน เครือข่ายธุรกิจ ผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย (SMEs) นำสินค้าอุปโภคบริโภคมาจำหน่ายรวม 10 หมวด กว่า 1,000 รายการ ลดสูงสุด 60% อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ซอสปรุงรส น้ำยาซักผ้า ของใช้ประจำวัน เครื่องครัว เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องแต่งกาย สินค้าชุมชน เป็นต้น ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการจำหน่ายสินค้าไฮไลท์ สินค้าผักและผลไม้ที่เชื่อมโยงจากกลุ่มเกษตรกร ในราคาพิเศษทุกวันอาทิ ไข่ไก่เบอร์ M แผงละ 80 บาท น้ำตาลทราย กิโลกรัมละ 20 บาท น้ำมันพืชปาล์ม ขวดละ 42 บาท ข้าวขาว (5 กก.) ถุงละ 80 บาท นอกจากนั้น ยังเชื่อมโยงจากกลุ่มเกษตรกร ฟักทอง กิโลกรัมละ 18 บาท มาภายในงานได้อีกด้วย “ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวนราธิวาส มาเลือกซื้อสินค้าในโครงการนี้ ซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพและราคาประหยัดที่ทางกระทรวงพาณิชย์ได้เลือกสรรมาให้ท่าน ทั้งสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพครบถ้วน ของกินของใช้ สินค้าชุมชน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนได้ตามเป้าหมาย” นายจิรวุฒิ กล่าว กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและจะเดินหน้าจัดงานมหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคอีก 8 ครั้ง ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งในการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน และยังเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการ ห้าง เกษตรกร SMEs วิสาหกิจชุมชน ทำให้ประชาชนมีทางเลือกในการจับจ่ายใช้สอย ผู้ประกอบการมีช่องทางในการจำหน่ายสินค้า เพื่อกระตุ้นและสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศด้วย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 133/2569 เริ่มแล้ว! พาณิชย์จัดงาน "ธงเขียวราคาประหยัดพลัส" จ.กำแพงเพชร ช่วยลดต้นทุนเกษตรกร สูงสุด 2,100 บาทต่อครัวเรือน (6 พฤษภาคม 2569)
นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังเยี่ยมชมโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระปัจจัยการผลิต : ธงเขียวราคาประหยัดพลัส” โดยมี นายอนุชา พัสถาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร ผู้แทนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ และภาคเอกชนร่วมด้วย ณ สหกรณ์นิคมคลองสวนหมาก จำกัด อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร ว่า กรมการค้าภายในตระหนักถึงความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรจากสถานการณ์ราคาปุ๋ยเคมีที่ปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนพลังงาน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะในช่วงฤดูการเพาะปลูก การจัดงานที่จังหวัดกำแพงเพชรในวันนี้ จึงถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยกระจายปัจจัยการผลิตคุณภาพดีในราคาประหยัด ส่งตรงถึงมือเกษตรกรผู้ปลูก ข้าว มันสำปะหลัง อ้อย และข้าวโพด ในพื้นที่ โดยจะมีขึ้นในวันที่ 6 – 7 พฤษภาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 9.00 – 16.00 น. ณ สหกรณ์นิคมคลองสวนหมาก จำกัด อำเภอคลองลาน ภายในงานมีการจำหน่ายปุ๋ยเคมี 10 สูตรยอดนิยม ได้แก่ สูตร 46-0-0, 23-0-0, 30-0-0, 16-8-8, 21-0-0, 15-15-15, 16-20-0, 16-16-16, 16-16-8 และ 15-7-18 รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการช่วยเหลือในครั้งนี้ ภาครัฐได้เพิ่มวงเงินชดเชยราคาปุ๋ยเคมีให้แก่เกษตรกรจากเดิมกระสอบละ 200 บาท เป็น 300 บาทต่อกระสอบ จำกัดจำนวน 5 กระสอบ และหากมีการซื้อสารเคมีเกษตรเพิ่มเติมจะได้รับส่วนลดเพิ่มอีก 50 บาท รวมแล้วครัวเรือนหนึ่งจะได้รับการช่วยเหลือประมาณ 1,550 บาท โดยเกษตรกรต้องมีสมุดทะเบียนเกษตรกร หรือ “เล่มเขียว” นอกจากนี้ กรมฯ ยังให้สิทธิพิเศษเพิ่มเติมสำหรับเกษตรกรที่มี “บัตรดินดี” หรือ ได้รับการรับรอง GAP หรือเป็นสมาชิก ศดปช. จะสามารถซื้อปุ๋ยเคมีเพิ่มได้อีก 1 กระสอบ รวมเป็น 6 กระสอบ และจะได้รับคูปองส่วนลดสำหรับซื้อปุ๋ยอินทรีย์เพิ่มอีก 250 บาท รวมแล้วเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการครบทุกเงื่อนไขจะได้รับการสนับสนุนรวมประมาณ 2,100 บาท ทั้งนี้ กรมการค้าภายในมีเป้าหมายจัดงานนำร่องใน 10 จังหวัด และมีแผนจัดสรรงบประมาณให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดดำเนินการ 30 จังหวัด เพื่อให้สามารถจัดงานได้ทันกับช่วงฤดูการเพาะปลูก ในพื้นที่ทั่วประเทศ ครอบคลุมกลุ่มพืชเศรษฐกิจสำคัญ ทั้งข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา และผลไม้ โดยหลังจากการจัดงานที่จังหวัดกำแพงเพชร กรมการค้าภายในเตรียมเดินหน้าจัดงานต่อเนื่องที่จังหวัดกาญจนบุรี และจังหวัดราชบุรี เพื่อขยายโอกาสให้เกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ เข้าถึงปัจจัยการผลิตคุณภาพดีในราคาประหยัดได้อย่างทั่วถึง นายฉันทพัทธ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า กรมการค้าภายในจะเดินหน้าติดตามสถานการณ์ราคาปัจจัยการผลิตอย่างใกล้ชิด พร้อมประสานความร่วมมือกับผู้ผลิต ผู้นำเข้า และเครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศ เพื่อดูแลเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรให้เป็นธรรมทั้งต่อเกษตรกรและผู้บริโภค โดยยืนยันว่าภาครัฐจะไม่ปล่อยให้พี่น้องเกษตรกรต้องแบกรับภาระต้นทุนเพียงลำพัง “การจัดงานธงเขียวราคาประหยัดพลัสครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่รัฐบาลตั้งใจช่วยลดภาระต้นทุนการผลิตอย่างเป็นรูปธรรม เราต้องการให้เกษตรกรเข้าถึงปุ๋ยและปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ ในราคาที่เหมาะสม ทันต่อฤดูกาลเพาะปลูก เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางรายได้ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทยในระยะยาว” นายฉันทพัทธ์ กล่าว พร้อมกันนี้ขอเชิญชวนเกษตรกรในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง มาเลือกซื้อปุ๋ยในงานธงเขียวราคาประหยัดพลัส ตามวันและเวลาดังกล่าว โดยเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ และย้ำว่ากรมการค้าภายในพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากเกษตรกร เพื่อนำไปปรับปรุงมาตรการให้ตอบโจทย์ความต้องการในแต่ละพื้นที่ต่อไป
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ