ข่าวเลขที่ 47/2569 DIT เดินหน้าเสถียรภาพมะพร้าวน้ำหอม ดูดซับแล้ว 830,000 ลูก ลุยต่ออีก 500,000 ลูก พร้อมจับมือ 4 ปั๊มใหญ่กระจายผลผลิต ดันราคาดีขึ้นต่อเนื่อง (4 ธันวาคม 2568)
กรมการค้าภายใน (DIT) รายงานผลการดำเนินมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม โดยได้มาตรการดูดซับผลผลิตแล้วกว่า 830,000 ลูก ในช่วงเดือนกรกฎาคม–กันยายน ส่งผลให้ราคาปรับจากระดับ 2–3 บาท เป็น 4–5 บาทต่อลูก พร้อมเดินหน้ามาตรการระลอกใหม่ ตั้งเป้าดูดซับเพิ่มเติม 460,000–500,000 ลูก โดยการเชื่อมโยงกระจายผลผลิตผ่านสถานีบริการน้ำมัน 4 รายใหญ่ เครือข่ายพาณิชย์จังหวัด และ CSR ภาคเอกชน เพื่อเร่งระบายผลผลิตและรักษาเสถียรภาพราคาช่วงปลายปี วันที่ 4 ธันวาคม 2568 ห้องแถลงข่าวกรมการค้าภายใน นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ”วันนี้กรมการค้าภายในได้ร่วมกับพันธมิตรภาคเอกชนที่มีความเข้มแข็งในการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรมาโดยตลอด โดยวันนี้กรมฯ ได้ร่วมกับ สถานีบริการน้ำมัน 4 ราย ได้แก่ พีที, โออาร์, บางจาก และซัสโก้ ในการรับซื้อมะพร้าวน้ำหอมจากจังหวัดราชบุรีจำนวน 80,000 ลูก เพื่อแจกเป็นของสมนาคุณแก่ผู้เติมน้ำมันระหว่างวันที่ 4–6 ธันวาคม 2568 หรือจนกว่าของจะหมด ครอบคลุมสถานีบริการน้ำมัน 547 สาขาในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณการกระจายผลผลิตออกจากสวนสู่ผู้บริโภคโดยตรงในช่วงหยุดยาวนี้“ นายวิทยากร กล่าวต่อว่า “ในช่วงที่ผ่านมา กรมฯ ได้ดำเนินมาตรการดูดซับผลผลิตอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเปิดจุดรับซื้อราคานำตลาด โดยการช่วยนำผู้ประกอบการโรงงานไปรับซื้อในพื้นที่อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี ในราคานำตลาด รวมถึงการเปิดจุดจำหน่าย กิจกรรม Pre-Order และกิจกรรม CSR ร่วมกับบริษัทเอกชน หน่วยงานรัฐ และตลาดหลักทรัพย์ จำนวนรวม 830,000 ลูก ส่งผลให้ราคามะพร้าวน้ำหอมที่เกษตรกรได้รับ ฟื้นกลับมาอยู่ในระดับที่เป็นธรรม และมีแนวโน้มดีขึ้นตามลำดับ นายวิทยากร กล่าวต่อว่า “เพื่อรองรับผลผลิตที่ยังออกสู่ตลาดต่อเนื่องในช่วงปลายปี กรมการค้าภายในได้เดินหน้ามาตรการเร่งด่วนโดยตั้งเป้าดูดซับผลผลิตเพิ่มเติมอีก 460,000–500,000 ลูก โดยการเชื่อมโยงมะพร้าวจากแหล่งผลิตเข้าสู่จังหวัดปลายทางผ่าน เครือข่ายพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ โดยกรมสนับสนุนค่าขนส่งตามระยะทางจริง เพื่อให้การเคลื่อนย้ายผลผลิตทำได้อย่างรวดเร็วและตรงตามความต้องการของพื้นที่ปลายทาง ควบคู่กันนี้ กรมฯ เดินหน้าขยายช่องทางระบายผลผลิตผ่านการเปิดจุดจำหน่ายแบบ CSR และ Pre-Order ในอาคารสำนักงานและทำเลศักยภาพอีก 20 จุดในช่วงกลางเดือนธันวาคม เพื่อให้ผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมไปยังผู้บริโภคโดยตรงในช่วงที่ผลผลิตออกมาก และกิจกรรมในวันนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการดูดซับผลผลิต โดยสถานีบริการน้ำมัน 4 รายใหญ่ รับซื้อมะพร้าวน้ำหอมจากจังหวัดราชบุรี จำนวน 80,000 ลูก เพื่อกระจายเป็นของสมนาคุณแก่ผู้ใช้บริการระหว่างวันที่ 4–6 ธันวาคม 2568 ครอบคลุมสถานีบริการ 547 สาขาทั่วกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่จะช่วยเร่งระบายผลผลิตควบคู่ไปกับแผนดูดซับระลอกใหม่ดังกล่าว นอกจากนี้ แนวโน้มคำสั่งซื้อใหม่จากตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนที่เริ่มสต็อกรองรับเทศกาลปีใหม่และตรุษจีน โดยมาตรการทั้งหมดนี้ จะสนับสนุนให้ราคามะพร้าวน้ำหอมมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 10–15 บาทต่อลูก ภายในปลายเดือนมกราคมนี้ นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้านแผนระยะยาว กรมฯ มุ่งผลักดันการบริโภคมะพร้าวน้ำหอมผ่านรายการทำอาหารยอดนิยม เช่น MasterChef Thailand และการขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศใหม่ ๆ โดยชูข้อได้เปรียบที่มะพร้าวน้ำหอมของไทยสามารถเก็บในห้องเย็นได้นานถึง 2 เดือน รองรับการขนส่งทางเรือได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมส่งเสริมให้เกษตรกรขึ้นทะเบียนผู้ปลูก เพื่อให้รัฐสามารถบริหารจัดการด้านการผลิตและการตลาดอย่างเป็นระบบ “กรมการค้าภายในขอขอบคุณพันธมิตรภาคเอกชน โดยเฉพาะสถานีบริการน้ำมันทั้ง 4 แห่ง ที่ร่วมสนับสนุนการกระจายผลผลิตอย่างแข็งขัน การนำมะพร้าวน้ำหอมคุณภาพไปเป็นของสมนาคุณผู้ใช้บริการเป็นประโยชน์ทั้งต่อเกษตรกรและผู้ใช้รถใช้ถนน จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมเลือกบริโภคมะพร้าวน้ำหอมของเกษตรกรไทย ซึ่งเป็นเครื่องดื่มเกลือแร่ธรรมชาติ ดื่มแล้วสดชื่น เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเดินทางช่วงวันหยุดยาวนี้” อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 46/2569 พาณิชย์ เชือด ร้านค้าธงฟ้าฯ ฝ่าฝืนกฎหมาย–บวกภาษีมูลค่าเพิ่มโดยไม่ปิดป้ายราคา ปรับทันที 10,000 บาท ย้ำ “ห้ามเอาเปรียบประชาชนเด็ดขาด” (3 ธันวาคม 2568)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า “สำนักงานพาณิชย์จังหวัดชัยภูมิร่วมกับเจ้าหน้าที่สรรพากรพื้นที่สาขาเทพสถิต ลงพื้นที่ตรวจสอบร้านธงฟ้าพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นภายหลังได้รับข้อร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่อำเภอเทพสถิตว่า บางร้านมีพฤติกรรมจำหน่ายสินค้าแพงกว่าราคาป้ายเมื่อใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดเงื่อนไขสำคัญของร้านธงฟ้าฯ และเป็นการเอาเปรียบประชาชนผู้มีรายได้น้อย จากการตรวจสอบโดยวิธีล่อซื้อ เจ้าหน้าที่พบว่าร้านค้าเป็นผู้จดทะเบียนประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด เป็นร้านค้าในโครงการธงฟ้าพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น มีการจำหน่ายสินค้าทั้งส่งและปลีก พบพฤติการณ์การจำหน่ายปลีกโดยบวกภาษีมูลค่าเพิ่มเอง จากราคาป้ายที่แสดง ทั้งยังไม่มีการติดป้ายแสดงราคาจำหน่ายสินค้าที่ถูกต้อง ครบถ้วน และชัดเจน ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถรับทราบราคาที่แท้จริงก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า ทำให้ซื้อสินค้าในราคาสูงกว่าเงินสด ซึ่งถือเป็นการฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 68 พ.ศ. 2568 และเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 28 มีโทษปรับตามมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 โดยเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 10,000 บาทแล้ว พร้อมทั้งตักเตือน และพิจารณาคุณสมบัติการเป็นร้านธงฟ้าฯ โดยกำชับให้ร้านค้าปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด นายวิทยากร ระบุว่า โครงการร้านธงฟ้าพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น เป็นกลไกสำคัญของรัฐบาลในการช่วยลดภาระค่าครองชีพแก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางทางเศรษฐกิจ กรมการค้าภายในขอขอบคุณและชื่นชมร้านค้าที่มีการปฏิบัติตามกฎระเบียบซึ่งมีจำนวนมาก ที่ทำให้ประชาชนได้ซื้อสินค้าในราคาที่เป็นธรรมและช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้จริง โดยร้านที่ทำผิดกฎหมายโดยการบิดเบือนราคาเพียงเล็กน้อยก็ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง จึงเป็นเรื่องที่กรมการค้าภายในให้ความสำคัญสูงสุดและจะไม่ยอมให้มีการฉวยโอกาสในทุกรูปแบบ “ร้านธงฟ้าต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และจำหน่ายสินค้าในราคาที่เป็นธรรม ผู้ประกอบการต้องติดป้ายแสดงราคาจำหน่ายสินค้าอย่างครบถ้วน ถูกต้อง และต้องขายตรงตามราคาป้าย หากพบการบวกเพิ่มราคาเกินจริง หรือไม่มีป้ายแสดงราคา ถือเป็นความผิด กรมจะดำเนินคดีตามกฎหมายโดยไม่ละเว้น” อธิบดีกล่าว นอกจากนี้ นายวิทยากรได้สั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศเพิ่มความเข้มงวดในการลงพื้นที่ตรวจสอบร้านธงฟ้าฯ อย่างสม่ำเสมอ ทั้งในเชิงป้องกันและเชิงรุก โดยเฉพาะพื้นที่ที่ได้รับข้อร้องเรียนหรือมีการใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พร้อมกำชับให้มีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สรรพากร และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้การกำกับดูแลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อธิบดีย้ำว่า หากประชาชนพบเห็นพฤติกรรมการจำหน่ายสินค้าที่ไม่ปกติตามที่กล่าวมา สามารถร้องเรียนมายังสายด่วน 1569 กรมการค้าภายในเพื่อจะได้เข้าไปตรวจสอบโดยด่วน เพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่ประชาชนทุกคน
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 45/2569 ไทยชู “ข้าวประณีต” นำร่องเศรษฐกิจข้าวยุคใหม่ เปลี่ยนเกมจากปริมาณสู่คุณค่า เปิดตัว Thailand Rice Fest 2025 วันที่ 4–7 ธันวาคมนี้ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี (3 ธันวาคม 2568)
พาณิชย์-TDeD-Rice Hub เดินหน้าปั้น “ข้าวประณีต” เป็นสัญลักษณ์ใหม่ของเศรษฐกิจข้าวไทย หรือ New Rice Economy ชูรสชาติ–อัตลักษณ์–ข้อมูลเชิงลึก เป็นตัวขับเคลื่อนเพิ่มมูลค่าแทนการแข่งขันด้านปริมาณ เตรียมนำเสนอครั้งแรกในงาน “Thailand Rice Fest 2025” วันที่ 4–7 ธันวาคมนี้ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ตลาดข้าวโลกเปลี่ยนไป ผู้บริโภคไม่ได้เลือกข้าวจากความเคยชิน แต่ให้ความสำคัญกับรสชาติ แหล่งที่มา เรื่องราวผู้ผลิต และข้อมูลประกอบการบริโภค “ข้าวไทยต้องมีสิ่งที่จับต้องได้ ไม่ใช่ขายด้วยชื่อพันธุ์เพียงอย่างเดียว ถ้าบอกได้ว่ารสชาติเป็นอย่างไร เหมาะกับเมนูแบบไหน หรือผลิตจากพื้นที่ใด จะทำให้ผู้ซื้อทั่วโลกเห็นคุณค่าที่แท้จริง และพร้อมจ่ายในราคาที่สูงขึ้น” ด้านนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุว่ากระทรวงกำลังสร้างระบบตลาดใหม่ที่สะท้อนคุณภาพจริงของข้าวไทย โดยรวบรวมกลุ่มผู้ผลิตกว่า 700–800 กลุ่มทั่วประเทศขึ้นฐานข้อมูล และคัด 200 กลุ่มแรกเข้าสู่กระบวนการยกระดับคุณภาพเพื่อเชื่อมโยงตลาดทั้งในและต่างประเทศ “เมื่อข้อมูลโปร่งใส ผู้ผลิตจะไม่ถูกเหมารวมราคาอีกต่อไป ข้าวแต่ละชนิดจะถูกซื้อขายตามคุณภาพจริง เป็นรายได้ที่ยั่งยืนกว่าเดิม” นาย นพธรรม วาณิช ผู้ร่วมก่อตั้ง Rice Hub ระบุว่า ไทยมีความหลากหลายของข้าวมากที่สุดประเทศหนึ่ง แต่ในระบบการค้าใช้จริงเพียงไม่กี่พันธุ์ ทำให้ไม่ตอบโจทย์ตลาดยุคใหม่ที่ต้องการข้าวเฉพาะทาง “เราเริ่มจากการชิมและบันทึก Flavor Notes เพื่อสร้างภาษากลางของรสชาติข้าว เหมือนวงการไวน์หรือกาแฟพิเศษ จากนั้นพบว่าข้าวอย่างข้าวลืมผัว ข้าวหอมใบเตย หรือข้าวไร่ดอกข่า ล้วนมีคาแรกเตอร์เฉพาะแบบที่ตลาดพรีเมียมต้องการ เราจึงใช้คำว่า ‘ข้าวประณีต’ เพื่ออธิบายคุณลักษณะนี้” ขณะเดียวกัน นายอัฐพล ไชยอนันต์ นายกสมาคมดิจิทัลเพื่อการศึกษาไทย (TDeD) ย้ำว่าข้อมูลคือหัวใจของ New Rice Economy เพราะทำให้ผู้ซื้อสามารถตรวจสอบได้จริง “ถ้าข้าวดีแต่ไม่มีข้อมูลรองรับ ก็ขายไม่ได้ในราคาที่ควรจะเป็น วันนี้เชฟ โรงแรม ผู้ประกอบการอาหาร หรือผู้ซื้อจากต่างประเทศสามารถเลือกข้าวจากฐานข้อมูลจริง ไม่ใช่จากความรู้สึกหรือการเหมารวม” นายช้างน้อย กุญชร ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการบริษัท คลาวด์แอนด์กราวนด์ ผู้จัดงาน Thailand Rice Fest 2025 กล่าวว่า งานปีนี้เป็นปีที่ 3 และจะนำเสนอเศรษฐกิจข้าวยุคใหม่แบบครบวงจร “ที่นี่ไม่ใช่แค่งานชิมข้าว แต่คือพื้นที่ให้ผู้ผลิต–ผู้ประกอบการ–ผู้บริโภค มาพบกันจริง ทั้งการชิม การจับคู่เมนูอาหารกับข้าวแต่ละสายพันธุ์ และ Rice Matching ที่ผู้ประกอบการสามารถซื้อข้าวประณีตโดยตรงจากผู้ผลิตแบบไม่มีตัวกลาง” ภายในในงานจะมีข้าวประณีตกว่า 40 สายพันธุ์ ข้าวท้องถิ่นจับคู่กับอาหารพื้นบ้าน การซื้อขายจริง (Rice Matching) พร้อมนิทรรศการข้าวยั่งยืนและโซนเรียนรู้เชิงโภชนปัญญา รมว.พาณิชย์ ระบุว่า ไทยผลิตข้าวปีละ 20 กว่าล้านตัน และพึ่งพาการส่งออกมากกว่าครึ่ง ในขณะที่ผลผลิตต่อไร่ยังตามหลังประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนามที่ได้เฉลี่ย 1,200 กก./ไร่ ขณะที่ไทยเฉลี่ย 600–700 กก./ไร่ กระทรวงพาณิชย์จึงเร่งขับเคลื่อนให้ข้าวไทยเปลี่ยนสู่ “ตลาดเฉพาะทาง” มากขึ้น โดยใช้จุดแข็งด้านความหลากหลายกว่า 5,000 สายพันธุ์เป็นตัวนำ และเริ่มต้นส่งเสริม 200 กลุ่มเกษตรกรต้นแบบในเฟสแรก หากไทยสามารถสร้างระบบข้อมูล รสชาติ อัตลักษณ์ และเรื่องราวของข้าวแต่ละชนิดได้อย่างชัดเจน “ผู้ซื้อทั่วโลกจะเลือกข้าวไทยเหมือนเลือกกาแฟหรือไวน์” ทั้งนี้งาน Thailand Rice Fest 2025 จะจัดขึ้นวันที่ 4–7 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00–20.00 น. ณ IMPACT Exhibition Center Hall 11–12 เปิดให้เข้าชมฟรี
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 44/2569 นายกฯ เร่งฟื้นฟูภาคใต้ทันที เปิดความร่วมมือรัฐ–เอกชน กว่า 30 ราย ในกิจกรรม  ‘รวมใจไทย ฟื้นแดนใต้’ ลดราคาสินค้า–ซ่อมบ้าน–ซ่อมรถ สูงสุด 88% (2 ธันวาคม 2568)
นายกรัฐมนตรีเปิดความร่วมมือ “รวมใจไทย ฟื้นแดนใต้” ผนึกกำลังเอกชน กว่า 30 ราย ช่วยผู้ประสบอุทกภัย ลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภค สูงสุด 50% วัสดุซ่อมแซมบ้าน 88% และการให้บริการซ่อมแซมรถยนต์ 18% ช่วยประชาชนภาคใต้ฟื้นฟูทันที วันนี้ (2 ธันวาคม 2568) ที่ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับคณะรัฐมนตรี ได้ร่วมกิจกรรม “รวมใจไทย ฟื้นแดนใต้” โดยความร่วมมือครั้งใหญ่ระหว่างกระทรวงพาณิชย์และผู้ประกอบการเอกชนมากกว่า 30 ราย เพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ โดยมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เป็น แกนกลางในการประสานงานทุกภาคส่วน เพื่อให้ความช่วยเหลือเกิดผลอย่างเร่งด่วนและเป็นรูปธรรม นายอนุทิน กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้คลี่คลายลง หน่วยงานรัฐ เอกชน และอาสาสมัครเข้าพื้นที่ได้มากขึ้น รัฐบาลจึงเร่งเข้าสู่ “ระยะฟื้นฟู Recovery Mode” อย่างสมบูรณ์ เพื่อช่วยให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตและประกอบอาชีพได้โดยเร็วที่สุด โดยย้ำว่าภาคใต้เป็นภูมิภาคสำคัญของประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว และบริการ รัฐบาลจึงให้ความสำคัญสูงสุดในการฟื้นฟูครั้งนี้ รัฐบาลได้เดินหน้ามาตรการฟื้นฟูและเยียวยาเร่งด่วนในทุกด้าน โดยเริ่มจากการทำ Big Cleaning ซึ่งตนเองได้ลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน และระบายน้ำออกจากพื้นที่ ก่อนเข้าสู่การซ่อมแซมบ้านเรือนที่เสียหายให้ประชาชนกลับเข้าที่พักได้เร็วที่สุด พร้อมมาตรการด้านการเงิน ทั้งพักชำระหนี้ไม่เกิน 1 ล้านบาท เป็นเวลา 1 ปี และสินเชื่อปลอดดอกเบี้ยสำหรับยังชีพและซ่อมแซมทรัพย์สิน ครัวเรือนละไม่เกิน 100,000 บาท นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า “ทุกภาคส่วนทั้งรัฐและเอกชนมีความมุ่งมั่นร่วมกันในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของพี่น้องชาวใต้ให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว กระทรวงพาณิชย์ได้ประสานงานร่วมกับภาคเอกชน ผ่านกิจกรรม ‘รวมใจไทย ฟื้นแดนใต้’ ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการเร่งฟื้นเมือง ฟื้นธุรกิจ และฟื้นเศรษฐกิจภาคใต้ ผ่าน 3 กิจกรรมหลักที่เริ่มดำเนินการทันที ได้แก่1. ลดค่าครองชีพประชาชน — สินค้าจำเป็นลดสูงสุดกว่า 50% ร่วมกับผู้ผลิตสินค้า 16 ราย แบ่งเป็น หมวดของใช้ประจำวัน ได้แก่ บริษัท ดีเอสจี อินเตอร์เนชั่นแนล ยูนิลีเวอร์ไทย โอสถสภา ยูนิชาร์ม เอิร์ธ (ประเทศไทย) นีโอ คอร์ปอเรท หมวดอาหาร ได้แก่ ผู้ผลิตปลากระป๋อง โดยบริษัท ไทยยูเนี่ยนฯ ยูนิคอร์ด รอแยลฟูดส์ ไฮคิว, ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โดย บริษัท สหพัฒน์ฯ วันไทยอุตสาหกรรมการอาหาร โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย และผู้ผลิตนมพร้อมดื่ม โดยมี บริษัท ดัชมิลล์ ฟรีสแลนด์คัมพิน่า และเนสท์เล่ (ไทย) ในส่วนของห้างค้าปลีก–ค้าส่ง รายใหญ่ 8 ราย ได้แก่ ซีพีแอ็กซ์ตร้า (แมคโคร โลตัส) บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ เซ็นทรัล โฮลเซลล์ และเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล(ท็อป โก โฮลเซลล์) เดอะมอลล์ กรุ๊ป ซี.เจ. เอ็กซ์เพรส ซีพี ออลล์ (7-11) และสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ร่วมกันลดราคาสินค้าจำเป็น เช่น อาหาร นม ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ผงซักฟอก สบู่ โลชั่น รวมถึงอุปกรณ์ทำความสะอาดพื้นฐานและเครื่องใช้ไฟฟ้าครัวเรือน 2. ลดภาระซ่อมแซมบ้านเรือน — วัสดุก่อสร้างลดสูงสุด 88% ได้รับความร่วมมือจากห้างวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ 6 ราย ได้แก่ เอสซีจี ไทวัสดุ โฮมโปร ดูโฮม โกลบอลเฮ้าส์ และเมกาโฮม ลดราคาวัสดุที่จำเป็นต่อการซ่อมแซมบ้านเรือน เช่น สายไฟ หลอดไฟ สีทาบ้าน ประตูหน้าต่าง วัสดุกันซึม อุปกรณ์ทำความสะอาด ไม้กวาด ไม้ถูพื้น ถุงมือ และรองเท้ากันน้ำ พร้อมบริการช่างซ่อมแซมบ้านเรือน สำหรับครัวเรือนที่ได้รับความเสียหายหนัก 3. ลดภาระซ่อมแซมยานพาหนะ — บริการศูนย์รถยนต์ลดสูงสุด 18% ได้รับความร่วมมือจากศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจร ได้แก่ B-Quik TyrePlus COCKPIT และผู้ประกอบการยานยนต์จังหวัดสงขลาและใกล้เคียง ให้บริการตรวจเช็กสภาพรถหลังน้ำท่วม และฟื้นฟูทำความสะอาด เช่น ล้าง ซักเบาะ-พรม เปลี่ยนถ่ายน้ำมัน-ของเหลว พร้อมจัดหาช่างซ่อมโดยลดค่าแรงและอะไหล่ นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำว่า ทุกภาคส่วนมีความมุ่งมั่นในการฟื้นฟูเมือง ฟื้นฟูธุรกิจ และฟื้นฟูเศรษฐกิจภาคใต้ให้กลับมาเข้มแข็งโดยเร็วที่สุด โดยรัฐบาลจะติดตามผลอย่างใกล้ชิด และพร้อมขยายความช่วยเหลือเพิ่มเติมในพื้นที่ที่จำเป็น รัฐบาลจะเดินเคียงข้างพี่น้องประชาชนอย่างไม่หยุดยั้ง ใช้ทุกทรัพยากรเพื่อให้การฟื้นฟูเกิดผลจริง และทำให้ภาคใต้กลับมามั่นคง ปลอดภัย และเดินหน้าทางเศรษฐกิจได้โดยเร็วที่สุด”
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 43/2569 พาณิชย์ เตรียมผนึกผู้ผลิต–ห้างวัสดุก่อสร้าง ลุยลดราคาและบริการซ่อมแซมบ้านเรือนภาคใต้ สูงสุด 80% (29 พฤศจิกายน 2568)
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “ภายหลังวิกฤตน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของภาคใต้ ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อบ้านเรือน ร้านค้า และกิจการ โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่เผชิญน้ำท่วมฉับพลันและท่วมขังหลายวัน ขณะนี้พื้นที่ต่าง ๆ ได้เข้าสู่ช่วงฟื้นฟู ซ่อมแซม และทำความสะอาดบ้านเรือนอย่างเร่งด่วน กระทรวงพาณิชย์จึงเร่งดำเนินมาตรการเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติได้โดยเร็วที่สุด รมว.พาณิชย์ กล่าวต่อว่า “เพื่อเป็นการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในช่วงฟื้นฟูจึงมอบหมายให้ กรมการค้าภายใน เร่งประสานความร่วมมือกับผู้ผลิตสินค้าและห้างวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ ได้แก่ ไทวัสดุ โฮมโปร ดูโฮม โกลบอลเฮ้าส์ และเมกาโฮม ร่วมจัดแคมเปญลดราคาสินค้าที่จำเป็นต่อการฟื้นฟูบ้านเรือน โดยลดราคาสูงสุดถึง 80% ระยะเวลา 1 เดือน พร้อมเสริมสต๊อกสินค้าและขยายกำลังการกระจายลงสู่ 40 สาขาในพื้นที่ภาคใต้ ครอบคลุม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา, นครศรีธรรมราช, สุราษฎร์ธานี, ชุมพร, พัทลุง, ตรัง, สตูล, ยะลา และนราธิวาส เพื่อให้ประชาชนในทุกจังหวัดที่ประสบภัยเข้าถึงสินค้าซ่อมแซมบ้านเรือนอย่างทั่วถึง นางศุภจีฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ”นอกจากการลดราคาสินค้าจำเป็นแล้ว ผู้ประกอบการหลายรายยังได้ขยายบริการเสริมด้านการซ่อมแซมบ้านเรือนและงานโครงสร้างที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ทั้งการรีโนเวทพื้นที่ภายใน–ภายนอก การทาสี การซ่อมพื้น ผนัง และฝ้าเพดาน รวมถึงการตรวจสภาพและแก้ไขโครงสร้างบ้านที่ชำรุด ตลอดจนบริการทีมช่างสำหรับงานต่อเติมที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะ โดยมีการจัดทีมช่างและช่างผู้เชี่ยวชาญเข้าพื้นที่หาดใหญ่และจังหวัดที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในช่วงฟื้นฟูหลังน้ำลด รมว.ศุภจีย้ำว่า ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดติดตามสถานการณ์ด้านราคา ปริมาณสินค้า และคุณภาพบริการซ่อมแซมอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดการฉวยโอกาสหรือเอาเปรียบประชาชนในช่วงเวลาที่ได้รับผลกระทบ พร้อมยืนยันว่ากระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้ามาตรการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ทั้งการสนับสนุนศูนย์พักพิง การส่งมอบของจำเป็น และการจัดโครงการธงฟ้าราคาประหยัดลงสู่พื้นที่ฟื้นฟู เพื่อให้พี่น้องประชาชนภาคใต้ โดยเฉพาะหาดใหญ่ ฟื้นตัวได้โดยเร็วที่สุด“
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 42/2569 DIT เดินหน้าปฏิบัติการช่วยน้ำท่วมใต้ต่อเนื่อง หลังศุภจีตั้ง War Room เร่งด่วน – ส่งของถึงพื้นที่ทันที แก้จุดขาดแคลน และเตรียมธงฟ้าเยียวยาหลังน้ำลด (28 พฤศจิกายน 2568)
วันนี้ (28 พฤศจิกายน 2568) นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ตามที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้กำชับให้กรมการค้าภายในเร่งประชุม War Room เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้อย่างใกล้ชิดและให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่องทันที ในช่วง 4 วันที่ผ่านมา (24–28 พฤศจิกายน 2568) กระทรวงพาณิชย์และกรมการค้าภายในได้ระดมกำลังช่วยเหลือพื้นที่อุทกภัยอย่างเป็นระบบ ตามมาตรการหลัก 4 มาตรการ ทั้งการส่งของจำเป็นเข้าศูนย์พักพิง การจัดการปัญหาสินค้าขาดแคลนเฉพาะหน้า การจัดถุงยังชีพไปยังพื้นที่น้ำลด และการเดินหน้ามาตรการฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนในทุกพื้นที่อุทกภัยได้รับการดูแลทันเวลา นายวิทยากร กล่าวว่า กรมการค้าภายในได้ดำเนินการตามความต้องการเร่งด่วนของศูนย์พักพิงในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยจัดส่งอุปกรณ์ ภาชนะ และซอสปรุงรส รวม 15,000 ชุด ไปยังศูนย์พักพิงเพื่อใช้สำหรับใส่อาหารแจกจ่ายผู้ประสบภัย พร้อมกันนี้ ยังได้เชื่อมโยงไข่ไก่เข้าสู่จังหวัดยะลา ซึ่งประสบปัญหาขาดแคลน โดยประสานสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ ส่งไข่ไก่รวม 7,000 แผง เข้าพื้นที่ และให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดกระจายเข้าสู่ชุมชนทันที เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนอย่างเร่งด่วน ขณะนี้ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ ซึ่งระดับน้ำเริ่มลดลง พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดแคลนของใช้จำเป็น กรมจึงประสานผู้ผลิตสินค้าจำเป็น อาทิ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ทิชชู่แห้ง ทิชชู่เปียก โลชั่น ยากันยุง ผ้าอนามัย ถุงมือยาง ถุงพลาสติก และน้ำยาซักล้าง เพื่อส่งมอบให้ประชาชนโดยเร็วที่สุด นอกจากนี้ยังมีผู้ประกอบการร่วมบริจาคถุงยังชีพเพิ่มเติมอีก 2,000 ชุด และกรมฯ เตรียมจัดส่งล็อตใหญ่ในวันที่ 1 ธันวาคม เพื่อกระจายสู่ทุกพื้นที่ที่ยังประสบภัยอย่างรวดเร็วและทั่วถึง ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ยังเปิดรับบริจาคเงินจากข้าราชการและผู้มีจิตศรัทธา เพื่อนำไปสมทบสภากาชาดไทยในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในส่วนที่ยังขาดแคลน ด้านการฟื้นฟูหลังน้ำลด นายวิทยากรระบุว่า กรมฯ ได้เริ่มดำเนินโครงการธงฟ้าราคาประหยัดในจังหวัดยะลาแล้วเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายนที่ผ่านมา และเตรียมจัดโครงการธงฟ้าเยียวยาในพื้นที่ที่น้ำลดแล้ว โดยเน้นสินค้าที่จำเป็นต่อการฟื้นฟูบ้านเรือน เช่น น้ำยาและอุปกรณ์ทำความสะอาด เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าในราคาย่อมเยา ขณะเดียวกัน ห้างโมเดิร์นเทรดในพื้นที่ยืนยันว่าสินค้ายังเพียงพอ เนื่องจากคลังสินค้ายังมีสต็อกเต็ม และกรมได้ประสานให้ห้างเปิดบริการทันทีเมื่อสภาพพื้นที่เอื้ออำนวย สำหรับผลกระทบต่อร้านค้าธงฟ้าในพื้นที่น้ำท่วม พบว่าในอำเภอหาดใหญ่มีร้านค้าธงฟ้า 535 ร้าน และร้านอาหารธงฟ้า 43 ร้าน ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหาย เพื่อจัดทำแผนสนับสนุนและฟื้นฟูให้สามารถกลับมาเปิดบริการได้โดยเร็วที่สุด นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้หารือกับผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้างเพื่อเตรียมสินค้าและอุปกรณ์สำหรับการซ่อมแซมบ้านเรือนและร้านค้า รวมถึงการประสานศูนย์บริการดูแลรถยนต์เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่รถได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ส่วนสถานการณ์สินค้าเกษตร เช่น ปาล์มน้ำมัน แม้ได้รับผลกระทบบ้างแต่ไม่รุนแรง และสต็อกน้ำมันปาล์มในระบบยังเพียงพอ ยืนยันว่าจะไม่ส่งผลต่อราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวด นายวิทยากรย้ำว่า กรมการค้าภายในยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งด้านการเชื่อมโยงสินค้า การส่งสิ่งของจำเป็น และการสนับสนุนประชาชนในพื้นที่ พร้อมขอให้ประชาชนไม่ต้องกักตุนสินค้า และหากพบเห็นร้านค้าที่ไม่ปิดป้ายแสดงราคา ขายสินค้าแพงเกินสมควร หรือปฏิเสธการจำหน่ายสินค้า สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบทันที
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 41/2569 War Room พาณิชย์ เร่งช่วยผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ เชื่อม ศป.กฉ. – สั่งการพาณิชย์จังหวัดลงพื้นที่เต็มกำลัง เร่งเติมสินค้าบรรเทาความเดือดร้อน และเตรียมฟื้นฟูเศรษฐกิจทันที (27 พฤศจิกายน 2568)
กระทรวงพาณิชย์จัดตั้ง War Room ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดภาคใต้อย่างใกล้ชิด เชื่อมโยงการทำงานกับ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) ของรัฐบาล และทุกหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีเอกภาพ และตรงตามความต้องการของประชาชนมากที่สุด ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี เฟส 1 เร่งประสานจัดส่งสินค้าจำเป็นเข้าพื้นที่ ขอผู้ผลิต ห้างจัดส่ง เติมสินค้าอย่าให้ขาด และเตรียมจัดถุงยังชีพ ส่วนเฟส 2 หลังน้ำลด จัดมหกรรมธงฟ้า นำสินค้าจำเป็น สินค้าซ่อมแซมบ้านเรือน ขายราคาถูก จัดมหกรรมเพิ่มรายได้ เพิ่มช่องทางขายให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ จัดตั้ง War Room เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดภาคใต้อย่างใกล้ชิด โดยมีทุกหน่วยงานในสังกัด และมีสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่เข้าร่วม ล่าสุดได้มีการกำหนดมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมแล้ว แบ่งออกเป็น 2 เฟส คือ เฟส 1 ดำเนินการอย่างเร่งด่วนและทันที และเฟส 2 เป็นการเตรียมดำเนินการหลังจากที่น้ำลด เพื่อช่วยดูแลภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน และช่วยฟื้นฟูรายได้ โดยในเฟสที่ 1 กระทรวงพาณิชย์จะร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและฝ่ายปกครอง ทั้งจากส่วนกลางและในแต่ละจังหวัด เข้าช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน โดยมี 3 มาตรการที่จะดำเนินการ ได้แก่ มาตรการที่ 1 ช่วยเหลือในพื้นที่ ที่มีน้ำท่วมสูง โดยเร่งจัดสิ่งของจำเป็นสนับสนุนหน่วยงานในพื้นที่ตามความต้องการของแต่ละศูนย์พักพิง มาตรการที่ 2 ช่วยเหลือในพื้นที่น้ำท่วมที่ประสบปัญหาขาดแคลนสินค้า โดยเร่งประสานผู้ผลิต ห้าง เติมสินค้าอย่าให้มีปัญหาขาดแคลน เช่น ไข่ไก่ นม อาหารพร้อมทาน และมาตรการที่ 3 ช่วยเหลือในพื้นที่ ที่น้ำลด โดยจัดถุงยังชีพแจกจ่ายในพื้นที่ โดยประสานผู้ผลิต เตรียมสินค้าที่จำเป็นต่อพี่น้องประชาชน อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำมันขวด น้ำดื่ม เป็นต้น สำหรับเฟสที่ 2 เป็นเรื่องของการฟื้นฟู หลังจากที่น้ำลด โดยมี 2 มาตรการ คือ มาตรการที่ 1 จัดกิจกรรมธงฟ้าเยียวยาค่าครองชีพ เน้นสินค้าอุปโภคที่จำเป็นต่อการครองชีพ และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำความสะอาดและซ่อมแซมบ้านเรือน หลังน้ำลด มาตรการที่ 2 จัดกิจกรรมเพิ่มรายได้และสร้างโอกาสทางการค้าให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วม ในรูปแบบการเปิดจุดจำหน่ายสินค้า การจัดงานแสดงและจำหน่ายสินค้า มหกรรมการค้าชายแดน รวมทั้งส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนร่วมกับพันธมิตร เช่น Exim Bank เพื่อฟื้นฟูกิจการ เป็นต้น นางศุภจี ระบุว่า ทุกหน่วยงานในกระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ จะเดินหน้าทำงานเชิงรุกอย่างต่อเนื่องควบคู่กับ ศูนย์ ศป.กฉ. ของรัฐบาล บูรณาการช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม พร้อมปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง เพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงประชาชนอย่างรวดเร็ว และทั่วถึงที่สุด
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 40/2569 พาณิชย์สั่งด่วน! ตั้ง War Room เกาะติดน้ำท่วมใต้ เดินหน้าประสานสินค้าอุปโภค–บริโภคจำเป็น สนับสนุนทุกหน่วยในพื้นที่ตามข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี (25 พฤศจิกายน 2568)
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดภาคใต้ซึ่งยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อตัวประชาชน ชุมชนท้องถิ่น รวมถึงผู้ประกอบการและนิติบุคคลจำนวนมาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการชัดเจนให้ทุกกระทรวงเร่งจัดทำมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนในทุกมิติ ทั้งด้านการเข้าถึงสินค้าอุปโภค–บริโภค การลดผลกระทบต่อธุรกิจ การฟื้นฟูพื้นที่เศรษฐกิจ และการสนับสนุนหน่วยงานปฏิบัติงานในพื้นที่ให้ทำงานได้อย่างต่อเนื่อง กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในจัดตั้ง War Room เป็นศูนย์ประสานกลางเพื่อติดตามสถานการณ์แบบรายชั่วโมง เชื่อมโยงข้อมูลจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดและทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง รวมถึงรวบรวมข้อมูลผลกระทบที่เกิดขึ้น เพื่อให้มาตรการช่วยเหลือถูกส่งต่อได้อย่างแม่นยำและเร็วที่สุด โดย War Room ได้ประชุมประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งเส้นทางการขนส่ง การเข้าถึงพื้นที่เสี่ยง การสำรองสินค้า และระดับความต้องการเฉพาะในแต่ละอำเภอ พร้อมเร่งให้ความช่วยเหลือให้ตรงจุด โดยเร็วที่สุด นางศุภจี ระบุว่า สิ่งสำคัญคือการให้ความช่วยเหลือประชาชน และให้การสนับสนุนหน่วยปฏิบัติงานในพื้นที่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนให้ดำเนินงานช่วยเหลือประชาชนได้อย่างเต็มศักยภาพ กรมการค้าภายในจึงได้ดำเนินมาตรการเร่งด่วน 4 แนวทาง ได้แก่ 1) ประสานศูนย์พักพิงเพื่อจัดส่งวัตถุดิบอาหารและของใช้จำเป็นสำหรับการประกอบอาหารให้เพียงพอต่อจำนวนผู้พักพิง 2) ประสานผู้ประกอบการ ห้างโมเดิร์นเทรด และสมาคมไข่ไก่ เพื่อเติมสินค้าอุปโภค–บริโภคจำเป็นเข้าสู่พื้นที่ที่มีความต้องการและพื้นที่ที่การขนส่งเข้าถึงยาก 3) เตรียมจัดถุงยังชีพในพื้นที่ที่ระดับน้ำเริ่มลดลง เพื่อสนับสนุนทั้งประชาชน ครัวเรือนรายย่อย และผู้ประกอบการขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบให้สามารถกลับมาดำเนินชีวิตและทำธุรกิจได้เร็วที่สุด และ 4) เตรียมจัดงานธงฟ้าหลังน้ำลด โดยเน้นสินค้าจำเป็นในการทำความสะอาดบ้านเรือนและสถานประกอบการ รวมถึงสินค้าอุปโภค–บริโภคราคาประหยัด เพื่อลดภาระค่าครองชีพในช่วงเริ่มต้นของการฟื้นฟู และยังได้ให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ให้บริการจดทะเบียน และให้หนังสือรับรองออนไลน์ และให้เจ้าหน้าที่รับจดส่วนกลางให้บริการกับผู้ขอรับบริการจากพื้นที่ประสบอุทกภัยเป็นการเร่งด่วน ทันที โดยไม่ต้องรอคิว “ขอส่งกำลังใจให้กับผู้ประสบภัยทุกท่าน ครั้งนี้เป็นครั้งที่รุนแรงมากในรอบหลายปี ไม่เคยเห็นปริมาณน้ำฝนที่หนักมากขนาดนี้ เห็นใจมากและส่งกำลังใจไปให้ ทางกระทรวงพาณิชย์และข้าราชการทุกคนเราจะทำหน้าที่เต็มที่ในการส่งความช่วยเหลือในส่วนที่เราสามารถทำได้ ขอส่งกำลังใจ เราคนไทยด้วยกันขอจับมือช่วยกันไปในช่วงที่มีความยากลำบากแบบนี้” นางศุภจี กล่าว รมว.พาณิชย์ย้ำว่า กระทรวงพาณิชย์จะสนับสนุนการทำงานของทุกหน่วยในพื้นที่อย่างเต็มกำลัง และพร้อมนำข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีไปสู่การปฏิบัติอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ความช่วยเหลือถูกส่งไปถึงประชาชนและผู้ประกอบการโดยเร็วที่สุด พร้อมยืนยันว่ากรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์วันต่อวัน และพร้อมปรับมาตรการให้เหมาะสมตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเพื่อให้การฟื้นฟูเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพสูงสุด
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ