ข่าวเลขที่ 208/2569 “กรมการค้าภายใน” ปูพรม 22 จังหวัด ตรวจเข้มรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ย้ำ “ชื้นต้องชัวร์ น้ำหนักต้องตรง” ดูแลเกษตรกรเป็นธรรม (24 สิงหาคม 2569)
นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ตามข้อสั่งการของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ให้เร่งติดตามสถานการณ์การรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และดูแลความเป็นธรรมแก่เกษตรกร กรมการค้าภายในจึงปูพรมลงพื้นที่ตรวจสอบจุดรับซื้อทั่วประเทศ โดยเน้นตรวจ เครื่องวัดความชื้น เครื่องชั่งน้ำหนัก ราคารับซื้อ และหลักเกณฑ์การรับซื้อ เพื่อป้องกันไม่ให้เกษตรกรเสียประโยชน์จากการคำนวณราคาตามความชื้นและน้ำหนัก นางสาวญาณี กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 ตนได้นำคณะเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ ตรวจจุดรับซื้อ 2 แห่ง ได้แก่ บริษัท ลี้บ้วนเซ้งพืชผล จำกัด อำเภอพยุหะคีรี และห้างหุ้นส่วนจำกัด กันเอง พืชผล อำเภอตากฟ้า ผลตรวจพบว่า เครื่องวัดความชื้นและเครื่องชั่งน้ำหนักถูกต้อง มีการแสดงราคารับซื้อและหลักเกณฑ์ชัดเจน โดยราคารับซื้อความชื้นไม่เกิน 14.5% อยู่ที่ 9.13 บาท/กิโลกรัม และความชื้น 30% อยู่ที่ 7.14 บาท/กิโลกรัม ขณะที่วันที่ 22 สิงหาคม 2569 ชุดสายตรวจเฉพาะกิจ กองตรวจสอบและปฏิบัติการ ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเพชรบูรณ์ ตรวจผู้ประกอบการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในอำเภอวังโป่งและอำเภอชนแดน 4 ราย พบว่ามีการแสดงราคารับซื้อชัดเจน เครื่องวัดความชื้นและเครื่องชั่งน้ำหนัก ยังไม่สิ้นอายุการรับรอง และตรวจใบชั่งน้ำหนักพบว่ารับซื้อไม่ต่ำกว่าราคาที่แสดงไว้ โดยราคารับซื้อความชื้น 14.5% อยู่ที่ 8.60–9.05 บาท/กิโลกรัม และความชื้น 30% อยู่ที่ 6.40–7.16 บาท/กิโลกรัม พร้อมเงื่อนไขหักน้ำหนัก 7 กิโลกรัม/ตัน ทุกความชื้นที่เพิ่มขึ้น 0.5% นอกจากนี้ กรมการค้าภายใน สำนักงานสาขาชั่งตวงวัดได้จัดทำแผนตรวจสอบเครื่องวัดความชื้นข้าวโพดในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวม 22 จังหวัด ซึ่งมีการซื้อขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม–ธันวาคม 2569 โดยตั้งเป้าตรวจสอบ สถานรับซื้อ 1,475 แห่ง เครื่องวัดความชื้นข้าวโพด 1,051 เครื่อง และเครื่องชั่งในลานรับซื้อ 1,497 เครื่อง พร้อมประสานสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ร่วมตรวจสอบและติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง “ความชื้นและน้ำหนักมีผลโดยตรงต่อรายได้ของเกษตรกร กรมฯ จึงต้องลงพื้นที่ตรวจให้เห็นกับตา ทั้งเครื่องมือ ราคารับซื้อ และใบชั่งน้ำหนัก เพื่อให้มั่นใจว่าเกษตรกรได้รับราคาตามคุณภาพจริง เราต้องทำให้ ‘ชื้นต้องชัวร์ น้ำหนักต้องตรง โดยการตรวจจะเน้นความถูกต้องของเครื่องวัดความชื้นและเครื่องชั่ง อายุการรับรอง การแสดงผล ใบชั่งน้ำหนัก ราคารับซื้อ และหลักเกณฑ์การรับซื้อ หากพบการใช้เครื่องมือไม่ถูกต้องหรือการรับซื้อไม่เป็นธรรม จะดำเนินการตามกฎหมายทันที“ นางสาวญาณี กล่าว เกษตรกรที่พบการรับซื้อไม่เป็นธรรม แจ้งมายังสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ หากพบการกระทำความผิดจะมีการดำเนินกฎหมายโดยเร็วที่สุด
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 207/2569“ศุภจี” ห่วงผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคเหนือ ผนึกกำลังเอกชนระดมสิ่งของจำเป็น เร่งจัดถุงยังชีพส่งตรงถึงชาวน่าน (21 สิงหาคม 2569)
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดน่าน ตนมีความห่วงใยประชาชนที่กำลังได้รับความเดือดร้อน และได้กำชับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์เร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยให้ประสานความร่วมมือกับผู้ประกอบการภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระดมสิ่งของอุปโภคบริโภคและของใช้จำเป็น เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือไปยังประชาชนในพื้นที่ประสบภัยให้เร็วที่สุด “กระทรวงพาณิชย์ต้องการให้ความช่วยเหลือไปถึงประชาชนโดยเร็ว โดยเฉพาะในช่วงแรกของการประสบภัย สิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวันจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้เป็นอย่างมาก จึงได้เร่งประสานภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ร่วมกันสนับสนุนสิ่งของ เพื่อจัดส่งลงพื้นที่จังหวัดน่านโดยเร็ว” นางศุภจีกล่าว นางศุภจี กล่าวว่า ในการระดมสิ่งของช่วยเหลือครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายผู้ประกอบการภาคเอกชนของกรมการค้าภายใน รวมถึงองค์การเภสัชกรรม ซึ่งร่วมกันสนับสนุนสิ่งของที่จำเป็นสำหรับผู้ประสบภัยเป็นจำนวนมาก ประกอบด้วย นมพร้อมดื่ม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋องและผลิตภัณฑ์ปลา น้ำดื่ม ผ้าอนามัย สบู่ แชมพู ผลิตภัณฑ์ซักผ้าและน้ำยาทำความสะอาด กระดาษทิชชู รวมถึงยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้นำสิ่งของที่ได้รับการสนับสนุนมาคัดแยกและจัดเตรียมเป็นถุงยังชีพประมาณ 500–1,000 ชุด เพื่อให้เหมาะสมต่อการขนส่งและการแจกจ่ายแก่ประชาชนในพื้นที่ประสบภัย โดยเจ้าหน้าที่ได้เร่งบรรจุและจัดเตรียมถุงยังชีพ เพื่อจัดส่งไปยังจังหวัดน่านภายในวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2569 และเร่งประสานการนำไปแจกจ่ายให้ถึงมือประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยเร็วที่สุด สำหรับผู้ประกอบการและหน่วยงานที่ร่วมสนับสนุนสิ่งของช่วยเหลือในครั้งนี้ ประกอบด้วย บริษัท วันไทยอุตสาหกรรมการอาหาร จำกัด บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท รอแยลฟู้ดส์ จำกัด บริษัท พัทยาฟู้ดอินดัสตรี จำกัด บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท เอฟแอนด์เอ็น แดรี่ส์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ดัชมิลล์ จำกัด บริษัท กรีนสปอต จำกัด บริษัท แลคตาซอย จำกัด บริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด และองค์การเภสัชกรรม “ในนามกระทรวงพาณิชย์ ขอขอบคุณผู้ประกอบการภาคเอกชน องค์การเภสัชกรรม และทุกภาคส่วนที่ร่วมกันสนับสนุนสิ่งของจำเป็นเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในครั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนถึงพลังของภาครัฐและภาคเอกชนที่พร้อมยืนเคียงข้างประชาชนในยามเกิดภัยพิบัติ กระทรวงพาณิชย์จะเร่งส่งต่อสิ่งของทั้งหมดไปยังพื้นที่ประสบภัย เพื่อให้ความช่วยเหลือถึงมือพี่น้องประชาชนจังหวัดน่านโดยเร็วที่สุด และขอส่งกำลังใจให้ผู้ประสบภัยทุกคนผ่านพ้นสถานการณ์ครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัย” นางศุภจีกล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 206/2569 กรมการค้าภายใน หารือผู้เลี้ยงและผู้ค้า “หมู-ไก่-ไข่” ขอความร่วมมือตรึงราคา ก่อนเทศกาลสารทจีน (21 สิงหาคม 2569)
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 กรมฯ ได้หารือร่วมกับองค์กรเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู ไก่เนื้อและไก่ไข่ ได้แก่ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ สมาคมผู้ผลิตไก่เนื้อเพื่อการส่งออก สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ สมาคมการค้าผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยภาคกลาง และเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว ชลบุรี ลุ่มแม่น้ำน้อย และเชียงใหม่ – ลำพูน รวมถึงผู้ประกอบการรายใหญ่ ซีพีเอฟ เบทาโกร ไทยฟู้ดส์ สหฟาร์ม คาร์กิลล์มีทส์ วี.ซี.เอฟ.กรุ๊ป และเอส พี เอ็ม เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตและการค้าสินค้าเนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ พร้อมหารือแนวทางบริหารจัดการด้านราคาให้เกิดความสมดุล ไม่เป็นภาระต่อผู้ผลิตและไม่กระทบต่อผู้บริโภคในสถานการณ์ปัจจุบัน จากการติดตามพบว่า ปัจจุบันภาวะการค้าและความต้องการบริโภคเนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ส่งผลให้ระดับราคาสินค้าหน้าฟาร์มมีการปรับตัวตามกลไกตลาด อย่างไรก็ตาม กรมฯ ได้ขอความร่วมมือทุกฝ่ายในการบริหารจัดการซัพพลายให้เข้าสู่ภาวะสมดุล เพื่อป้องกันไม่ให้ราคาชิ้นส่วนค้าปลีกปลายทางปรับตัวสูงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อภาระค่าครองชีพของประชาชน ด้านนายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มปรับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 72 – 74 บาท/กก. ซึ่งเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนเนื่องจากปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดลดลงเล็กน้อย โดยสูงกว่าต้นทุนการผลิตสุกรมีชีวิต 1-2 บาท/กก. ทำให้เกษตรกรมีรายได้เหนือระดับต้นทุนและสามารถประคองการผลิตต่อไปได้ ในขณะที่ภาวะการค้าและความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ คาดว่าแนวโน้มราคาสุกรในช่วง 1-2 สัปดาห์นี้อาจจะขยับขึ้นเล็กน้อย และจะสามารถทรงตัวรักษาระดับนี้ไปได้จนถึงช่วงกลางเดือนกันยายน อย่างไรก็ตาม ในระยะถัดไปราคาอาจมีแนวโน้มอ่อนตัวลงเล็กน้อย เนื่องจากราคาชิ้นส่วนค้าปลีกปลายทางยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างทรงตัว ประกอบกับในเดือนตุลาคมจะเข้าสู่เทศกาลกินเจซึ่งเป็นช่วงที่ความต้องการบริโภคเนื้อหมูมักจะลดลงเป็นปกติทุกปี ในส่วนของไก่เนื้อ นายสมบูรณ์ วัชรพงษ์พันธ์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ ได้กล่าวในที่ประชุมว่า ปัจจุบันปริมาณผลผลิตยังคงออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง แต่ลดลงจากช่วงก่อน จากสภาพอากาศที่แปรปรวนส่งผลให้เกิดความเสียหายบางส่วนในสัตว์ปีกทั้งไก่เนื้อและไก่ไข่ ประกอบกับผู้เลี้ยงลดกำลังการผลิตในช่วงก่อนหน้าจากต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่ความต้องการบริโภคยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ปัจจุบันความเสียหายเริ่มลดลง และผู้เลี้ยงเริ่มกลับเข้าเลี้ยงมากขึ้น จึงคาดว่าราคาไก่เนื้อจะไม่ปรับตัวสูงขึ้นไปกว่านี้แล้ว และช่วงกลางเดือนกันยายน 2569 สถานการณ์ด้านปริมาณผลผลิตจะเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ ขณะที่ นายมาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ ได้กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันปริมาณผลผลิตไข่ไก่มีเพียงพอและออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการขอความร่วมมือเกษตรกรและผู้ประกอบการรายใหญ่ให้ขยายระยะเวลาการเลี้ยงแม่ไก่ยืนกรงจาก 80 สัปดาห์ เป็น 83 สัปดาห์ และชะลอการส่งออก คาดว่าจะทำให้มีปริมาณไข่ไก่เข้าระบบเพิ่มขึ้นอีก สอดคล้องกับข้อมูลจาก ผู้แทนกรมปศุสัตว์ ที่ระบุว่า ปริมาณไข่ไก่มีแนวโน้มทยอยเพิ่มเข้าสู่ระบบ ทั้งนี้ ในส่วนของผู้แทนผู้ประกอบการรายใหญ่ ได้แก่ เบทาโกร CPF ยืนยันที่จะบูรณาการความร่วมมือกับภาครัฐอย่างเต็มที่ โดยจะบริหารจัดการผลผลิตเข้าสู่ตลาดอย่างสม่ำเสมอเพื่อรักษาสมดุลของระบบ และราคาอยู่ในระดับที่เหมาะสม รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการค้าภายใน ได้จัดกิจกรรมเชื่อมโยงการจำหน่ายไข่ไก่ ปี 2569 ผ่านสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ทั้งนี้ กรมฯ จะหารือร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อบริหารจัดการทั้งด้านปริมาณให้มีเพียงพอและราคาปลายทางให้เกิดความเหมาะสมเป็นธรรม ทั้งนี้ กรมการค้าภายใน ได้มีการกำกับดูแลและติดตามสถานการณ์ราคาเนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด เพื่อไม่ให้มีการเอาเปรียบผู้บริโภค หากพบผู้ค้ารายใดมีพฤติกรรมจำหน่ายเนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ในราคาสูงเกินสมควร สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หากพบการกระทำผิด จะมีความผิดตามมาตรา 29 พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 มีโทษปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 205/2569 กรมการค้าภายใน เดินหน้าบริหารปาล์ม หนุนรายได้เกษตรกร ราคาดีต่อเนื่องกว่า 25 สัปดาห์ ดันใช้น้ำมันปาล์มภาคพลังงาน พร้อมบริหารสต๊อกให้สมดุล (20 สิงหาคม 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์ม ครั้งที่ 7/2569 ว่า การบริหารจัดการปาล์มน้ำมันทั้งระบบของกรมการค้าภายในในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้สถานการณ์ราคาผลปาล์มน้ำมันที่เกษตรกรขายได้อยู่ในระดับที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 เป็นต้นมา ราคาผลปาล์มน้ำมันที่เกษตรกรขายได้ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 7 บาท และแตะระดับสูงสุดถึง 8.45 บาทต่อกิโลกรัม ต่อเนื่องรวมประมาณ 25 สัปดาห์ ส่งผลให้พี่น้องเกษตรกรมีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตที่ดีขึ้น ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้ดำเนินการบริหารจัดการภายใต้นโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการผลักดันการใช้น้ำมันปาล์มภายในประเทศ โดยเฉพาะการนำเข้าสู่ภาคพลังงาน เพื่อเพิ่มความต้องการใช้น้ำมันปาล์มในประเทศ สร้างตลาดรองรับผลผลิตของเกษตรกร และเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศควบคู่กัน นายวิทยากร กล่าวว่า การผลักดันการใช้น้ำมันปาล์มในภาคพลังงานอย่างต่อเนื่องถือเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างความต้องการใช้ภายในประเทศ และส่งผลดีตั้งแต่ต้นทางมายังเกษตรกร โดยเฉพาะในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งประเทศไทยเผชิญสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและมีความกังวลเรื่องการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง การนำน้ำมันปาล์มมาใช้ในภาคพลังงานจึงเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ “ขอขอบคุณภาคพลังงานที่มีส่วนสำคัญในการนำน้ำมันปาล์มไปใช้ในภาคพลังงานอย่างต่อเนื่อง เพราะทุกครั้งที่มีการใช้น้ำมันปาล์มเพิ่มขึ้น ย่อมหมายถึงการสร้างความต้องการใช้ผลผลิตภายในประเทศ และส่งผลกลับไปยังพี่น้องเกษตรกรที่อยู่ต้นทาง ทำให้มีตลาดรองรับและมีรายได้ที่ดีขึ้น ถือเป็นการเดินหน้าไปด้วยกันทั้งภาคเกษตรและภาคพลังงาน” นายวิทยากรกล่าว สำหรับสถานการณ์การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ ผู้แทนกองพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพได้รายงานต่อที่ประชุมว่า การใช้ B7 และ B20 ในขณะนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ขณะที่ผู้ผลิตไบโอดีเซลมีการดูแลสต๊อกและบริหารจัดการได้เป็นอย่างดี ทำให้สามารถรองรับความต้องการใช้ในภาคพลังงานได้อย่างเหมาะสม นายวิทยากรกล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการค้าภายในมีหน้าที่สำคัญในการกำกับดูแลและบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์มทั้งระบบ โดยต้องบริหารให้มีน้ำมันปาล์มเพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศก่อน ทั้งการบริโภคและการใช้ในภาคพลังงาน จากนั้นจึงพิจารณาการส่งออกตามความเหมาะสมของสถานการณ์ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างผลผลิต ความต้องการใช้ สต๊อก และตลาดส่งออก โดยที่ผ่านมา การบริหารจัดการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ภายในประเทศไม่มีปัญหาขาดแคลนน้ำมันปาล์ม และยังสามารถสนับสนุนการใช้ในภาคพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับมติที่ประชุมคณะอนุกรรมการบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์ม ครั้งที่ 7/2569 เห็นชอบตามแนวทางที่ 2 สำหรับการบริหารสมดุลน้ำมันปาล์มในเดือนกันยายน 2569 โดยใช้ข้อมูลการรับซื้อผลปาล์มน้ำมันตามประกาศของคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา ซึ่งจะทำให้มีสต๊อกคงเหลือประมาณ 313,000 ตัน และกำหนดกรอบการส่งออกประมาณ 70,000 ตัน ซึ่งไม่ต่ำกว่าปริมาณตามแผนที่ผู้ส่งออกเสนอไว้ประมาณ 65,000 ตัน “การบริหารสมดุลปาล์มน้ำมันต้องมองทั้งระบบ เราต้องทำให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ในราคาที่ดี ประเทศมีน้ำมันปาล์มเพียงพอสำหรับการใช้ภายในประเทศ และสามารถนำไปใช้ในภาคพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันเมื่อมีปริมาณเพียงพอ จึงบริหารการส่งออกอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขาดแคลนภายในประเทศ ซึ่งจะทำให้ภาคเกษตรและภาคพลังงานเดินหน้าไปด้วยกันได้อย่างมั่นคง” นายวิทยากรกล่าว ทั้งนี้ กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์ปาล์มน้ำมันอย่างใกล้ชิด ทั้งสถานการณ์ของประเทศไทยและมาเลเซีย รวมถึงผลผลิต ราคา สต๊อก และความต้องการใช้ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการได้ทันต่อสถานการณ์ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการดูแลรายได้ของเกษตรกร รักษาสมดุลน้ำมันปาล์มภายในประเทศ และสนับสนุนการใช้น้ำมันปาล์มในภาคพลังงานอย่างต่อเนื่อง อันจะนำไปสู่ทั้งความมั่นคงด้านรายได้ของเกษตรกรและความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 204/2569 กรมการค้าภายในจับมืออินฟลูเอนเซอร์ ชวนคนไทยกินมังคุดใต้ ผลผลิตปีนี้เพิ่ม 75% เร่งเปิดตลาดกระจายผลผลิต พร้อมเปิดลานประมูล (20 สิงหาคม 2569)
กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ บริหารจัดการมังคุดภาคใต้ ปี 2569 ซึ่งมีผลผลิต 139,000 ตัน เพิ่มขึ้น 75% จับมือ “พี่เอ ศุภชัย” ร่วมรณรงค์กระตุ้นการบริโภค พร้อมเชื่อมโยงตลาดกระจายมังคุดกว่า 500 ตัน และเปิดลานประมูล 3 จุดในนครศรีธรรมราชและชุมพร ตั้งเป้ารวบรวม 10,000 ตัน เพิ่มทางเลือกและสร้างการแข่งขันด้านราคาให้เกษตรกร ชวนคนไทย “กินมังคุดใต้ ช่วยเกษตรกรไทย” นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ขณะนี้เป็นช่วงที่ผลผลิตมังคุดจากภาคใต้ทยอยออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก โดยปี 2569 คาดว่าจะมีผลผลิตประมาณ 139,000 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ประมาณร้อยละ 75 ซึ่งเป็นปริมาณที่กรมการค้าภายในต้องเร่งบริหารจัดการและเพิ่มช่องทางการตลาด เพื่อให้ผลผลิตสามารถกระจายออกจากแหล่งผลิตเข้าสู่ผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชและชุมพร ซึ่งเป็นแหล่งผลิตมังคุดสำคัญของภาคใต้ “ปีนี้มังคุดภาคใต้มีผลผลิตเพิ่มขึ้นถึง 75% กรมการค้าภายในจึงไม่ได้รอให้ผลผลิตออกสู่ตลาดแล้วค่อยแก้ปัญหา แต่ได้เตรียมช่องทางการตลาดและเร่งกระจายผลผลิตล่วงหน้า ทั้งการเปิดจุดจำหน่ายในงานแสดงสินค้า ห้างสรรพสินค้า รวมถึงประสานหน่วยงานราชการต่าง ๆ เพื่อเพิ่มพื้นที่จำหน่ายและกระจายมังคุดให้เข้าถึงผู้บริโภคมากที่สุด” นายจิรวุฒิ กล่าว รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวต่อว่า อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในการบริหารจัดการมังคุดภาคใต้ปีนี้ คือการนำพลังของ “อินฟลูเอนเซอร์” เข้ามาช่วยสร้างการรับรู้ กระตุ้นการบริโภค และเพิ่มช่องทางจำหน่าย และเชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนมังคุดไทย พร้อมนำมังคุดคุณภาพจากภาคใต้เข้าจำหน่ายภายใน “งาน A FAIR” ซึ่งจัดโดยพี่เอ ศุภชัย ระหว่างวันที่ 13–19 สิงหาคม 2569 ณ ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว กรุงเทพฯ ภายในงานได้นำมังคุดภาคใต้บรรจุตะกร้าขนาด 4.5 กิโลกรัม มาจำหน่ายในราคาพิเศษเพียง 180 บาท เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อผลไม้คุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ ขณะเดียวกันยังเป็นการเพิ่มช่องทางกระจายผลผลิตจากแหล่งผลิตสู่ผู้บริโภคโดยตรง และช่วยสร้างรายได้กลับคืนสู่เกษตรกรในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก “การช่วยเกษตรกรในวันนี้ ไม่ได้มีเพียงการรับซื้อ แต่ต้องช่วยกันสร้างตลาดและสร้างความต้องการบริโภคด้วย พี่เอ ศุภชัย ถือเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญที่จะช่วยสื่อสารไปยังประชาชนในวงกว้าง ทำให้คนรู้ว่าเวลานี้มังคุดใต้กำลังออกสู่ตลาด และการเลือกซื้อมังคุดไทยของผู้บริโภค คือการช่วยเกษตรกรได้โดยตรง” นายจิรวุฒิ กล่าว สำหรับมาตรการด้านการตลาด กรมฯ ได้เร่งเปิดพื้นที่จำหน่ายมังคุดในงานแสดงสินค้าและกิจกรรมส่งเสริมการบริโภคในพื้นที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตั้งเป้านำมังคุดภาคใต้ออกกระจายผ่านช่องทางดังกล่าวประมาณ 500 ตัน อาทิ งานแสดงสินค้าชุมชน ระหว่างวันที่ 13–19 สิงหาคม 2569 และวันที่ 27 สิงหาคม–3 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า งาน Premium Durian Fest 2026 ระหว่างวันที่ 14–20 สิงหาคม 2569 ณ เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ และวันที่ 3–7 กันยายน 2569 ณ ลานพาร์ค พารากอน รวมถึงจัดหาช่องทางจำหน่ายให้แก่กลุ่มเกษตรกรที่มีความพร้อม ผ่านห้างโมเดิร์นเทรด หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรขนาดใหญ่ อาทิ คุรุสภา โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กรมศุลกากร บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด กองทัพบก และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงผลผลิตคุณภาพได้สะดวกมากขึ้น โดยมีทั้งการจำหน่ายตามน้ำหนักและรูปแบบบรรจุภัณฑ์ในราคาพิเศษตามกิจกรรมและช่องทางจำหน่ายแต่ละแห่ง นอกจากนี้ กรมฯ ได้ดำเนิน “โครงการส่งเสริมตลาดรวบรวมรับซื้อผลไม้ในรูปแบบประมูล” เพื่อเพิ่มทางเลือกในการจำหน่ายมังคุดให้แก่เกษตรกรในพื้นที่แหล่งผลิตสำคัญ ตั้งเป้ารวบรวมผลผลิตรวมประมาณ 10,000 ตัน ผ่านลานประมูลจำนวน 3 จุด ประกอบด้วย จังหวัดนครศรีธรรมราช 2 จุด ดำเนินการระหว่างวันที่ 17 สิงหาคม–20 กันยายน 2569 และจังหวัดชุมพร 1 จุด ดำเนินการระหว่างวันที่ 20 สิงหาคม–20 กันยายน 2569 สำหรับรูปแบบการซื้อขาย เกษตรกรสามารถนำผลผลิตเข้าสู่ลานประมูล โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและผู้รับซื้อหลายรายเข้ามาแข่งขันเสนอราคา และพิจารณาราคาตามคุณภาพของผลผลิต ทำให้เกษตรกรมีโอกาสได้รับราคาที่สะท้อนคุณภาพมังคุดมากขึ้น แตกต่างจากจุดรับซื้อทั่วไปที่เกษตรกรนำผลผลิตไปจำหน่ายให้ผู้รับซื้อแต่ละรายโดยตรง ทั้งนี้ ลานประมูลจะทำหน้าที่เป็นจุดกลางในการรวบรวมผลผลิต ซื้อขาย ชั่งน้ำหนัก และตรวจสอบคุณภาพ เพื่อให้กระบวนการซื้อขายมีความชัดเจนและโปร่งใส ซึ่งเป็นรูปแบบที่กรมการค้าภายในเคยนำร่องกับมังคุดในจังหวัดจันทบุรีมาแล้ว การดำเนินโครงการดังกล่าวจะช่วยให้เกษตรกรได้รับความเป็นธรรมในการจำหน่ายมังคุดและมีโอกาสได้รับราคาสูงสุดตามคุณภาพของผลผลิต สามารถเลือกช่องทางการจำหน่ายได้ด้วยตนเอง รวมทั้งได้เรียนรู้รูปแบบการคัดคุณภาพและการซื้อขาย เพื่อนำไปพัฒนาคุณภาพผลผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาดมากขึ้น ขณะเดียวกันยังเป็นการเพิ่มกลไกการซื้อขายอีกช่องทางหนึ่ง นอกเหนือจากระบบการรับซื้อที่ดำเนินการอยู่ตามปกติในพื้นที่ นายจิรวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า การบริหารจัดการมังคุดในปีนี้ กรมการค้าภายในจะดำเนินการควบคู่กันทั้งด้านการเพิ่มช่องทางตลาด การเชื่อมโยงผู้ซื้อ การเปิดพื้นที่จำหน่าย การเพิ่มทางเลือกการซื้อขายผ่านระบบประมูล และการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ เพื่อให้ผลผลิตสามารถกระจายเข้าสู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ซึ่งมังคุดใต้ปีนี้มีมากขึ้นถึง 75% เพราะฉะนั้นความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและการบริโภคของประชาชนจะมีส่วนสำคัญในการช่วยรักษาสมดุลของตลาด จึงขอเชิญชวนทุกคนมาร่วมกัน ‘กินมังคุดใต้ ช่วยเกษตรกรไทย’ อร่อยด้วย ได้อุดหนุนเกษตรกรด้วย เพราะการเลือกซื้อมังคุดไทยถือเป็นอีกหนึ่งแรงสำคัญในการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 203/2569 “พาณิชย์” เร่งระดมสินค้าจำเป็น ช่วยผู้ประสบภัยภาคเหนือ เปิดรับการสนับสนุนจากผู้ผลิต–ผู้ประกอบการ ส่งถึงพื้นที่โดยเร็ว (19 สิงหาคม 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่ภาคเหนือ ส่งผลให้หลายพื้นที่เกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และประชาชนได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะจังหวัดน่าน ซึ่งอำเภอปัวได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ และกรมการค้าภายในเร่งจัดเตรียมสิ่งของอุปโภคบริโภคและสินค้าจำเป็น เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อย่างทันท่วงที นายวิทยากร กล่าวต่อว่า กรมฯ ประสานผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และภาคเอกชน ขอรับการสนับสนุนสินค้าและสิ่งของที่จำเป็น อาทิ อาหาร น้ำดื่ม และของใช้ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เพื่อนำไปรวบรวมและจัดส่งไปยังพื้นที่ประสบภัยโดยเร็วที่สุด พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบริหารจัดการและกระจายสิ่งของให้ถึงมือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างทั่วถึง นอกจากนี้ กรมฯ ได้ประสานการทำงานร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ภาคเหนืออย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามสถานการณ์ด้านสินค้า รวมถึงสำรวจและรวบรวมความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่อย่างต่อเนื่อง พร้อมเชื่อมโยงผู้ผลิตและผู้ประกอบการให้เร่งจัดส่งสินค้าและสิ่งของจำเป็นเข้าสู่พื้นที่ทันทีเมื่อได้รับการร้องขอ เพื่อให้ความช่วยเหลือสอดคล้องกับความต้องการและสามารถส่งถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง ทั้งนี้ ผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการที่สนใจร่วมบริจาคสิ่งของ เครื่องใช้ สินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าจำเป็น สามารถติดต่อประสานงานได้ที่ กรมการค้าภายใน กองจัดระบบราคาและปริมาณสินค้า โทร. 02-507-5689 เพื่อร่วมส่งต่อความช่วยเหลือไปยังพี่น้องประชาชนในพื้นที่ประสบภัย “กรมการค้าภายในขอส่งกำลังใจไปยังพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยทุกท่าน ขอให้ทุกคนปลอดภัยและผ่านพ้นสถานการณ์ภัยพิบัติในครั้งนี้ไปได้โดยเร็วที่สุด โดยกระทรวงพาณิชย์และกรมการค้าภายในจะเร่งให้ความช่วยเหลือและดูแลประชาชนอย่างเต็มกำลัง” นายวิทยากรกล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 202/2569 พาณิชย์ผนึก ตลาดกลาง เร่งกระจายผลไม้ใต้ รับผลผลิตทยอยออกสู่ตลาด จับมือ Modern Trade เพิ่มช่องทางจำหน่าย ตั้งเป้าดูดซับผลผลิตไม่น้อยกว่า 10,000 ตัน (19 สิงหาคม 2569)
กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าบริหารจัดการผลไม้ปี 2569 ผนึกกำลังตลาดกลางสินค้าเกษตร เร่งเชื่อมโยงและกระจายผลผลิตผลไม้ภาคใต้ โดยเฉพาะทุเรียน มังคุด และลองกอง ที่ทยอยออกสู่ตลาดในช่วงเดือนสิงหาคม พร้อมจับมือห้างค้าปลีก–ค้าส่งสมัยใหม่ (Modern Trade) เพิ่มช่องทางจำหน่ายและกระตุ้นการบริโภค ตั้งเป้าดูดซับผลผลิตไม่น้อยกว่า 10,000 ตัน ลดความเสี่ยงผลผลิตกระจุกตัวและราคาตกต่ำ สร้างโอกาสทางการตลาดให้แก่เกษตรกร นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ช่วงเดือนสิงหาคมผลไม้ภาคใต้ทยอยออกสู่ตลาดในปริมาณมาก โดยเฉพาะทุเรียน มังคุด และลองกอง ซึ่งหากออกสู่ตลาดพร้อมกันอาจส่งผลให้เกิดผลผลิตกระจุกตัวและกดดันราคา กรมฯ จึงเร่งใช้ตลาดกลางสินค้าเกษตรเป็นกลไกสำคัญในการรวบรวม เชื่อมโยง และกระจายผลผลิต จากแหล่งผลิตเข้าสู่ตลาด ควบคู่กับการเชื่อมโยง Modern Trade เพื่อเพิ่มทางเลือกและช่องทางจำหน่ายให้แก่เกษตรกร การผนึกกำลังกับตลาดกลาง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายผลผลิตจากแหล่งผลิตเข้าสู่ผู้ค้าและผู้บริโภคได้รวดเร็วขึ้น พร้อมเชื่อมโยงไปยังห้างค้าปลีก–ค้าส่งสมัยใหม่และช่องทางจำหน่ายอื่น ๆ ช่วยเพิ่มการดูดซับผลผลิตและลดแรงกดดันด้านราคา นายฉันทพัทธ์กล่าว สำหรับการดำเนินงาน กรมฯ ร่วมกับตลาดกลางสินค้าเกษตร 3 แห่ง ได้แก่ ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง และตลาดมรกต และเครือข่าย Modern Trade 6 ราย ได้แก่ แม็คโคร โลตัส บิ๊กซี GO Wholesale ท็อปส์ และเดอะมอลล์ รวม 9 แห่ง พร้อมประชาสัมพันธ์ ณ จุดจำหน่ายครอบคลุมกว่า 200 สาขาทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด “Thailand : The Land of Tropical Fruits” และกิจกรรม “ไทยช่วยไทยพลัส : อร่อยมั่นใจ ผลไม้ไทยคุณภาพ” เพื่อกระตุ้นการบริโภคและสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพผลไม้ไทย นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้จัดกิจกรรมสื่อสารผ่านอินฟลูเอนเซอร์และศิลปินนักแสดง รวมถึงไลฟ์สดผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และจัดขบวนรถคาราวาน “อร่อยมั่นใจ ผลไม้ไทยคุณภาพ สู่ประชาชน” เพื่อกระจายผลไม้จากภาคใต้ไปยังจุดจำหน่ายในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด โดยกรมฯ ตั้งเป้าหมายการดำเนินงานครั้งนี้ให้สามารถรองรับและระบายผลผลิตผลไม้ภาคใต้ได้ไม่น้อยกว่า 10,000 ตัน ผ่านการขยายช่องทางตลาดและการกระตุ้นการบริโภค โดยมีตลาดกลางเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผลผลิตจากเกษตรกรสู่ตลาด ควบคู่กับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและโปรโมชั่นต่าง ๆ ซึ่งคาดว่าจะช่วยระบายผลผลิตได้ประมาณ 5,000 ตัน ขณะที่อีกประมาณ 5,000 ตัน จะมาจากการสร้างกระแสและกระตุ้นให้เกิดการบริโภคอย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายความต้องการซื้อผลไม้ไทยในวงกว้าง ผู้บริโภคสามารถร่วมสนับสนุนเกษตรกรไทย ด้วยการเลือกซื้อผลไม้ไทยคุณภาพได้ตั้งแต่วันนี้ – กันยายน 2569 ณ ตลาดกลางสินค้าเกษตรทั้ง 3 แห่ง และห้างค้าปลีก–ค้าส่งพันธมิตรกว่า 200 สาขาทั่วประเทศ ร่วมอุดหนุนผลไม้ไทย สด อร่อย มีคุณภาพ พร้อมส่งต่อกำลังใจและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทยไปด้วยกัน
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 201/2569 “พาณิชย์” เร่งดูดซับมะพร้าวผลแก่ เป้าหมาย 10 ล้านลูก เร่ง คจก. เดินหน้ารับซื้อทันที (19 สิงหาคม 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมการค้าภายในได้เดินหน้า “โครงการดูดซับมะพร้าวผลแก่ ปี 2569” โดยจัดสรรงบประมาณ เพื่อให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเร่งดำเนินการร่วมกับคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกร (คจก.) ในพื้นที่ พิจารณาจุดรับซื้อและเร่งเข้ารับซื้อมะพร้าวผลแก่โดยเร็ว เพื่อระบายผลผลิตออกจากแหล่งผลิตและช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากราคาที่ปรับตัวลดลง “ขณะนี้ได้แจ้งการจัดสรรงบประมาณให้จังหวัดทราบแล้ว จึงขอให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดและ คจก. เร่งดำเนินการตามขั้นตอน เพื่อให้การรับซื้อเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด กระจายจุดรับซื้อให้ครอบคลุมพื้นที่ที่มีปัญหา และให้ความช่วยเหลือถึงมือเกษตรกรอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม โดยคาดว่าจังหวัดประจวบคีรีขันธ์จะสามารถประชุมพิจารณาดำเนินโครงการได้เป็นจังหวัดแรกในวันที่ 20 สิงหาคม 2569 จากนั้นจังหวัดอื่น ๆ จะเร่งดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป โดยกรมการค้าภายในจะกำกับติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การรับซื้อเป็นไปตามปริมาณเป้าหมายและสอดคล้องกับสถานการณ์ผลผลิตในแต่ละพื้นที่” โครงการดังกล่าวได้รับความเห็นชอบให้ใช้เงินจากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) วงเงิน 46.6075 ล้านบาท เพื่อเพิ่มช่องทางตลาด เชื่อมโยงการซื้อขาย ลดปริมาณมะพร้าวผลแก่ส่วนเกินและผลผลิตตกค้างในระบบ รวมทั้งช่วยรักษาเสถียรภาพราคาและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร โดยครอบคลุมทั้งการจำหน่ายมะพร้าวผลแก่เข้าสู่ตลาดปกติ และการนำมะพร้าวที่ตกค้างมาแปรรูปเป็นเนื้อมะพร้าวแห้ง นายวิทยากร กล่าวว่า สำหรับมะพร้าวผลแก่ที่เกษตรกรนำเข้าสู่ตลาด จะได้รับการสนับสนุนค่าบริหารจัดการ ไม่เกินผลละ 4 บาท และเมื่อรวมกับราคาที่เกษตรกรจำหน่ายได้แล้ว ต้องไม่เกินราคาเป้าหมายนำที่กำหนดสำหรับมะพร้าวผลแก่ขนาดใหญ่ ผลละ 10 บาท กำหนดเป้าหมายดูดซับ 10 ล้านผล ใช้งบประมาณ 40 ล้านบาท เพื่อเร่งนำผลผลิตผลิตเข้าสู่ตลาดและเพิ่มรายรับให้แก่เกษตรกร ส่วนมะพร้าวผลแก่ที่ตกค้างเป็นเวลานานจนเริ่มงอกหรือมีคุณภาพไม่เหมาะสมสำหรับจำหน่ายเป็นมะพร้าวผล กรมการค้าภายในจะสนับสนุนให้แปรรูปเป็น เนื้อมะพร้าวแห้ง เพื่อลดการสูญเสียและนำผลผลิตกลับเข้าสู่ระบบการค้า โดยสนับสนุนค่าบริหารจัดการแก่เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวและผู้รวบรวมที่จำหน่ายเนื้อมะพร้าวแห้ง ไม่เกินกิโลกรัมละ 5 บาท ภายใต้ราคาเป้าหมายกิโลกรัมละ 20 บาท กำหนดเป้าหมาย 500 ตัน ใช้งบประมาณ 2.50 ล้านบาท โครงการฯ ครอบคลุม 8 จังหวัดแหล่งผลิตสำคัญ ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สมุทรสงคราม นราธิวาส ปัตตานี และชลบุรี ซึ่งมีผลผลิตรวมกันประมาณร้อยละ 92 ของประเทศ กลุ่มเป้าหมายในส่วนของการจำหน่ายมะพร้าวผลแก่ ได้แก่ เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวผลแก่ที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรและมีผลผลิตอยู่ในพื้นที่โครงการ ส่วนการแปรรูปเป็นเนื้อมะพร้าวแห้ง ครอบคลุมเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวผลแก่หรือผู้รวบรวมที่มีผลผลิตตกค้างอยู่ในการครอบครอง สำหรับระยะเวลาดำเนินการรับซื้อ กำหนดตั้งแต่ได้รับอนุมัติถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569 และระยะเวลาโครงการตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม – 31 ธันวาคม 2569 โดยกรมการค้าภายในจะกำกับติดตามการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การรับซื้อเป็นไปอย่างทั่วถึง เป็นธรรม และไม่เกินกรอบปริมาณเป้าหมายของโครงการ นายวิทยากร กล่าวถึงที่มาของการใช้เงิน คชก. ว่า ในระยะแรกกรมการค้าภายในได้เสนอขอใช้งบประมาณรายจ่ายกลางเพื่อดำเนินมาตรการดังกล่าว แต่มีข้อจำกัดด้านระยะเวลาในการขอรับการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งอาจไม่ทันต่อสถานการณ์ปัญหาของเกษตรกร จึงมีข้อสั่งการให้ปรับมาใช้เงินจากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร หรือ คชก. แทน เพื่อให้สามารถเร่งดำเนินมาตรการรับซื้อและช่วยเหลือเกษตรกรได้เร็วขึ้น “กรมฯ ต้องการให้มาตรการนี้ลงไปถึงพื้นที่โดยเร็วที่สุด เพราะเป้าหมายสำคัญคือการลดผลผลิตที่ตกค้างอยู่ในระบบ ไม่ให้กดดันราคามะพร้าวต่อเนื่อง โดยจะใช้ทั้งการรับซื้อผลแก่เข้าสู่ตลาด และการนำผลผลิตที่ไม่สามารถขายเป็นผลสดมาแปรรูปเป็นเนื้อมะพร้าวแห้ง เพื่อเพิ่มช่องทางระบายผลผลิตและช่วยบรรเทาผลกระทบด้านรายได้ของเกษตรกร” นายวิทยากรกล่าว การดำเนินการที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในได้ประสานโรงงานและล้งให้เข้ารับซื้อมะพร้าวแกงจากเกษตรกรใน 4 จังหวัดแหล่งผลิตสำคัญ ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี สามารถช่วยระบายผลผลิตคงค้างได้แล้วกว่า 11 ล้านผล สูงกว่าเป้าหมายเดิมประมาณ 10 ล้านผล ขณะที่โครงการดูดซับมะพร้าวผลแก่ ปี 2569 จะเข้ามาเสริมการช่วยเหลือให้ครอบคลุมทั้งการรับซื้อผลผลิตเพื่อเข้าสู่ตลาด และการนำผลผลิตตกค้างไปแปรรูป
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ