ข่าวเลขที่ 87/2569 ‘ค้าภายใน’ ถกห้างใหญ่-ตลาดสด ยันสินค้าอุปโภคบริโภคไม่ขึ้นราคา สั่งเข้มสต็อกเต็มชั้น ย้ำชัด ประชาชนไม่ต้องตุนสินค้า (9 มีนาคม 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังการเป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับผู้ผลิตวัตถุดิบ ห้างค้าส่งค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อ ห้างท้องถิ่น ห้างวัสดุก่อสร้าง และสมาคมตลาด เพื่อติดตามสถานการณ์ราคาและปริมาณสินค้าจากผลกระทบความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยระบุว่า “จากการตรวจสอบสถานการณ์ร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งกลุ่มวัตถุดิบ ห้างค้าส่งค้าปลีก โมเดิร์นเทรด และตลาดสด พบว่าประเทศไทยมีวัตถุดิบเพียงพอในการผลิตอาหารสำเร็จรูปทุกประเภท และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและอาหารสำเร็จรูปในปัจจุบันยังคงอยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยยังไม่มีสัญญาณการปรับขึ้นราคา” กรมฯ ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีเหตุปัจจัยที่ทำให้ราคาสินค้าอาหารสำเร็จรูปและสินค้าอุปโภคบริโภคต้องปรับขึ้น เนื่องจากต้นทุนสำคัญทั้งราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้มยังคงมีการตรึงราคาไว้จากมาตรการของภาครัฐ จึงไม่มีเหตุผลที่ผู้ประกอบการจะปรับขึ้นราคาสินค้าอีกทั้งบางสินค้ายังมีการจัดโปรโมชั่นปรับลดราคาเพื่อจูงใจผู้บริโภคด้วย ทั้งนี้ ในการประชุมครั้งนี้มีผู้ประกอบการและสมาคมเข้าร่วมประกอบด้วยกลุ่มห้างค้าส่งค้าปลีกและร้านสะดวกซื้ออย่าง ซีพี แอ็กซ์ตร้า (แม็คโคร/โลตัส) บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ท็อปส์ โก โฮลเซลล์ เดอะมอลล์ ฟู้ดแลนด์ แม็กแวลู เซเว่นอีเลฟเว่น ซีเจ สหลอว์สัน และวิลล่ามาร์เก็ต รวมถึงกลุ่มห้างวัสดุก่อสร้างชั้นนำ อาทิ ไทวัสดุ x บีเอ็นบี โฮม โกลบอลเฮ้าส์ ดูโฮม บุญถาวร โฮมโปร เมกาโฮม Mr.DIY และ Index Living Mall นอกจากนี้ยังมีภาคส่วนของสมาคมการค้าตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรไทย เช่น ตลาดไท ตลาดล้านเมือง ตลาดสี่มุมเมือง และสมาคมตลาดสดไทย อาทิ ตลาดบางใหญ่ และตลาดเยสบางพลี เข้าร่วมยืนยันความพร้อมด้านการกระจายสินค้า อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ประกอบการทุกรายยืนยันว่าการจับจ่ายใช้สอยและการขนส่งสินค้ายังคงเป็นปกติ ปริมาณสินค้ามีเพียงพอต่อความต้องการและไม่มีการกักตุน โดยกรมฯ ได้ขอความร่วมมือให้ห้างร้านจัดเตรียมสินค้าและเติมให้เต็มชั้นวางอย่างสม่ำเสมอโดยไม่จำกัดการซื้อ เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก พร้อมทั้งกำชับไม่ให้มีการปรับขึ้นราคาจำหน่ายโดยไม่มีเหตุอันสมควร และให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากมีผู้ผลิตรายใดแจ้งปรับราคาขอให้รีบแจ้งกรมฯ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที นอกจากนี้ยังได้เชิญชวนผู้ประกอบการร่วมกิจกรรมเชื่อมโยงสินค้าเกษตร เช่น นม ผลไม้ และพืชหัวต่างๆ เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดให้แก่เกษตรกรไทย ทั้งนี้หากประชาชนพบเห็นการฉวยโอกาสขึ้นราคาหรือการค้าที่ไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมาย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 86/2569 DIT รุกมาตรการพืช 3 หัว จับมือห้างค้าปลีกเชื่อมโยงส่งตรงจากสวน รับซื้อกว่า 6,500 ตัน ช่วยพยุงราคาเกษตรกร (7 มีนาคม 2569)
กรมการค้าภายในเดินหน้ามาตรการบริหารจัดการพืช 3 หัว ได้แก่ หอมหัวใหญ่ หอมแดง และกระเทียม ปีการผลิต 2568/69 เพื่อช่วยดูดซับผลผลิตและพยุงราคาสินค้าเกษตรในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก โดยกลไกในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการห้างค้าปลีกค้าส่ง เข้ารับปริมาณกว่า 6,500 ตัน ล่าสุดกรมการค้าภายใน จึงได้ลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์การจำหน่ายหอมหัวใหญ่ หอมแดง กระเทียม รวมถึงสินค้าเกษตร อาทิ กะหล่ำปลี ข้าวโพดหวาน กล้วยหอม สับปะรด ที่ส่งตรงจากสวน เข้าสู่ห้างค้าปลีกค้าส่งชั้นนำกระจายถึงมือผู้บริโภค นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้เร่งขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกหอมหัวใหญ่ หอมแดง และกระเทียม โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลที่ผลผลิตทยอยออกสู่ตลาด ซึ่งพื้นที่แหล่งผลิตสำคัญของไทย ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่และศรีสะเกษ ผ่านการทำข้อตกลงร่วมกับผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ (Modern Trade) เพื่อรับซื้อผลผลิตโดยตรงจากเกษตรกรและกระจายสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ รวมปริมาณกว่า 6,500 ตัน ประกอบด้วย CP Axtra (แม็คโคร/โลตัส) Big C Central Food Retail (ท็อปส์) Go Wholesale และ The Mall Group และกูร์เมต์ มาร์เก็ต นายวิทยากร กล่าวต่อว่า จากการเชื่อมโยงผลผลิตของเกษตรกรดังกล่าว กรมฯ จึงได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการจำหน่ายและประชาสัมพันธ์ที่ห้าง Makro สาขาลาดพร้าว และ Go Wholesale สาขารังสิต ให้ประชาชนได้เข้ามาอุดหนุนผ่านห้างใกล้บ้าน โดย โดยทั้งสองห้างได้จัดพื้นที่จำหน่ายพืช 3 หัว ที่เป็นผลผลิตของเกษตรกรไทยโดยเฉพาะ ทั้งหอมหัวใหญ่ หอมแดง และกระเทียม ซึ่งเป็นวัตถุดิบคุณภาพดี สะดวกต่อการเลือกซื้อของผู้บริโภค โดยหอมหัวใหญ่ไทยมีลักษณะผลสด สีสวย กลิ่นดี ขณะที่หอมแดงและกระเทียมมีการแขวนแห้งเพื่อช่วยยืดอายุการเก็บรักษาและคงกลิ่นหอม เหมาะสำหรับใช้ประกอบอาหารไทย และจำหน่ายในราคาที่เหมาะสม อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับภาพรวมผลผลิตพืช 3 หัวในปีนี้ คาดว่าจะมีผลผลิตหอมแดงประมาณ 158,824 ตัน กระเทียม 53,390 ตัน และหอมหัวใหญ่ 31,663 ตัน โดยในช่วงต้นฤดูกาลที่ผลผลิตกระจุกตัว กรมฯ ได้เร่งดำเนินมาตรการรับซื้อและกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตทั้งในและต่างประเทศ รวมเป้าหมายกว่า 9,000 ตัน สำหรับหอมแดงได้ดำเนินมาตรการรับซื้อและกระจายผลผลิตหอมแดงสดหัวกลางเล็กทั้งในและต่างประเทศ รวมเป้าหมายกว่า 2,000 ตัน โดยกำหนดราคารับซื้อหอมแดงสดหัวกลางเล็กไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 8 บาท และหัวกลางใหญ่ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 11 บาท พร้อมประสานสำนักงานพาณิชย์จังหวัดที่ไม่ใช่แหล่งผลิตอีก 60 จังหวัด ช่วยกระจายสินค้าไปสู่ผู้บริโภคโดยตรง ส่วนหอมหัวใหญ่ กรมฯ ได้ดำเนินมาตรการเร่งด่วนรับซื้อในจังหวัดเชียงใหม่ในราคานำตลาดไม่น้อยกว่ากิโลกรัมละ 1 บาท ปริมาณ 1,000 ตัน และมีแผนรับซื้อเพิ่มเติมอีก 5,000 ตัน เพื่อช่วยดูดซับผลผลิตในช่วงที่ออกสู่ตลาดจำนวนมาก ขณะที่กระเทียมในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ดำเนินมาตรการรับซื้อและกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตจำนวน 1,000 ตัน รวมทั้งสนับสนุนการเก็บสต๊อกกระเทียมเพื่อชะลอการจำหน่ายในช่วงผลผลิตออกมาก และนำออกจำหน่ายในช่วงนอกฤดูอีก 2,000 ตัน เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพราคาในตลาด นายวิทยากร ยังกล่าวต่ออีกว่า "นอกจากนี้ ยังมีสินค้าเกษตรอีกหลายชนิดที่กรมการค้าภายในได้ใช้กลไกการเชื่อมโยงตลาดจากสวนสู่ห้างอย่างต่อเนื่อง อาทิ สับปะรดสีทองจังหวัดตราด ข้าวโพดหวานอำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา กะหล่ำปลี และผลไม้อื่น ๆ เพื่อช่วยขยายช่องทางการตลาดให้เกษตรกรในพื้นที่แหล่งผลิต โดยในเดือนมีนาคมนี้ กรมฯ มีแผนนำผู้ประกอบการไปเชื่อมโยงรับซื้อสินค้าเกษตรเพิ่มเติมในพื้นที่ นครพนม ได้แก่ สับปะรด แตงโม และลิ้นจี่ รวมทั้งเตรียมเชื่อมโยงการรับซื้อผลไม้สำคัญของภาคตะวันออก เช่น ทุเรียนและมังคุด เพื่อรองรับผลผลิตที่จะทยอยออกสู่ตลาดในระยะต่อไป ขณะเดียวกัน เพื่อป้องกันตลาดของสินค้าเกษตรไทย กรมการค้าภายในได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการนำเข้าพืช 3 หัว โดยประสานงานกับ กรมศุลกากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบการนำเข้าและการขนย้ายสินค้าอย่างใกล้ชิด ป้องกันการลักลอบนำเข้าหรือการสวมสิทธิ์สินค้าไทย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อราคาผลผลิตของเกษตรกรในประเทศ “กรมการค้าภายในยืนยันว่ามีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และดำเนินมาตรการดูดซับผลผลิตควบคู่กับการเปิดตลาดและควบคุมการนำเข้าอย่างต่อเนื่อง คาดว่าหลังจากมาตรการต่าง ๆ ที่ได้ดำเนินการเต็มที่ ราคาพืช 3 หัวจะมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ และจะช่วยให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่เหมาะสมมากขึ้น” นายวิทยากรกล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 85/2569 พาณิชย์ย้ำปุ๋ยยูเรียมีเพียงพอ ราคาจำหน่ายในประเทศไม่ปรับขึ้น สั่งตรวจเข้มร้านค้าทั่วประเทศ ห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคา (5 มีนาคม 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง กรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์ปุ๋ยเคมีอย่างใกล้ชิด เนื่องจากไทยต้องนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศเป็นหลัก กรมจึงได้ประสานกับสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทยเพื่อติดตามสถานการณ์การค้าปุ๋ยเคมีในไทย ซึ่งได้รับการยืนยันว่า ปริมาณปุ๋ยเคมีของไทยขณะนี้มีเพียงพอสำหรับการใช้ในประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับสต๊อกสินค้าปุ๋ยเคมี ซึ่งผู้ผลิต ผู้นำเข้าปุ๋ยเคมีรายงานมายังกรมการค้าภายใน ตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เนื่องจาก ปุ๋ยเคมีเป็นสินค้าควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวต่อว่า จากการติดตามสถานการณ์ล่าสุด พบว่า ปริมาณปุ๋ยเคมีในประเทศยังอยู่ในระดับเพียงพอ โดยมีสต็อกคงเหลือ ณ เดือนมกราคม 2569 ประมาณ 1.52 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้เฉลี่ยเดือนละประมาณ 0.8 ล้านตัน สำหรับปุ๋ยยูเรียซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 36% ของการใช้ปุ๋ยทั้งหมด มีปริมาณสต๊อก 0.32 ล้านตัน หรือคิดเป็น 6.5 ล้านกระสอบ โดยปัจจุบันมีปริมาณเพียงพอรองรับการใช้มากกว่า 2 เดือน นอกจากนี้ยังมีปุ๋ยยูเรียที่ไทยอยู่ระหว่างการนำเข้าจากซาอุดีอาระเบีย ปริมาณรวมประมาณ 100,000 ตัน หรือคิดเป็นปริมาณ 2 ล้านกระสอบ ทำให้ไทยจะมีปุ๋ยยูเรียใช้ในปริมาณ 8.5 ล้านกระสอบ ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้ได้ถึงเดือนสิงหาคม 2569 นอกจากนี้ ไทยยังได้มีช่องทางการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม เช่น มาเลเซีย และบรูไน ซึ่งสามารถนำเข้าได้ปกติ และขณะนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตสินค้าเกษตรของไทย เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญหลายรายการ เช่น ข้าวนาปรัง ผลไม้ เป็นต้น ในส่วนของข้าวนาปีขณะนี้ยังไม่เข้าสู่ฤดูกาลเพาะปลูก นายวิทยากร กล่าวต่ออีกว่า “ในส่วนของราคาปุ๋ยที่จำหน่ายในตลาด ที่เป็นปุ๋ยสูตรมีส่วนผสมของยูเรียยังเป็นสต็อกเดิมที่จัดหามาก่อนสถานการณ์ดังกล่าว ดังนั้นราคาจำหน่ายในประเทศยังคงอยู่ในระดับเดิม แต่อย่างไรก็ดี หากสถานกาณ์ยังคงยืดเยื้อ ต้นทุนปุ๋ยเคมีในตลาดโลกมีการปรับเปลี่ยน กรมจะติดตามสถานกาณ์และโครงสร้างราคาอย่างใกล้ชิดและให้เป็นไปตามโครงสร้างต้นทุนจริง โดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อเกษตรกรน้อยที่สุด นายวิทยากร กล่าวย้ำว่า “ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกและไม่จำเป็นต้องเร่งซื้อหรือกักตุนปุ๋ยเคมีไว้ในปริมาณมาก ทั้งนี้ กรมได้ประสานสั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์การจำหน่ายปุ๋ยอย่างเป็นธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้มีการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุอันสมควร โดยกรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์ราคาและปริมาณปุ๋ยอย่างใกล้ชิด และหากพบการจำหน่ายสินค้าในราคาสูงเกินสมควร หรือการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผล จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อเกษตรกร โดยผู้กระทำความผิดมีโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 จำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ หากพี่น้องเกษตรกรหรือประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถแจ้งเบาะแสหรือร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 84/2569 กรมการค้าภายใน ลงพื้นที่ตรวจเข้ม หลังเกิดกระแสโซเซียลถึงราคาสินค้า ย้ำ ตลาด-ห้าง-ปั๊มน้ำมัน จำหน่ายปกติทั่วประเทศ เตือนห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคา พบดำเนินคดีทันที (4 มีนาคม 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ภายหลังเกิดกระแสข่าวที่อาจสร้างความกังวลต่อประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์ราคาสินค้า กรมการค้าภายในได้สั่งการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ทันที โดยแบ่งชุดตรวจสอบออกเป็น 4 สาย นำโดยอธิบดีและรองอธิบดีกรมการค้าภายใน ลงตรวจสอบจุดจำหน่ายสินค้าจริงทั้งสถานีบริการน้ำมัน ห้างค้าส่งค้าปลีก โมเดิร์นเทรด ร้านค้า รวมถึงตลาดกลางค้าส่งสำคัญ เพื่อประเมินสถานการณ์ข้อเท็จจริงโดยตรง สำหรับการลงพื้นที่ในวันนี้ อธิบดีกรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์ ณ ตลาดสี่มุมเมือง ซึ่งเป็นตลาดค้าส่งขนาดใหญ่ โดยจากการตรวจสอบพบว่า การจำหน่ายสินค้าเป็นไปตามปกติ ปริมาณสินค้าเพียงพอ และราคาสินค้าส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับปกติ อาจมีการปรับขึ้นลงบ้างตามกลไกอุปสงค์–อุปทาน แต่ยังไม่พบผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศแต่อย่างใด ด้านตลาดสี่มุมเมืองให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันมีสินค้านำเข้าสู่ตลาดเฉลี่ยวันละประมาณ 8,000 ตัน โดยปริมาณสินค้าและระดับราคายังคงทรงตัว ไม่พบการปรับขึ้นราคาอย่างมีนัยสำคัญ และหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงจะรายงานให้กรมการค้าภายในทราบทันทีเพื่อพิจารณามาตรการดูแล ขณะเดียวกันด้านรองอธิบดีกรมบังคับภายในที่มีการลงพื้นที่ตรวจสถานี บริการน้ำมัน 3 แห่งในเขตพื้นที่กรุงเทพและนนทบุรี ผลตรวจมีการเข้าใช้บริการอย่างคึกคัก และทางสถานีบริการน้ำมันก็ยืนยันว่าปริมาณน้ำมันยังคงมีเพียงพอและจะตรึงราคาตามนโยบายของรัฐบาลโดยจะไม่มีการปรับขึ้นราคาแต่อย่างใด ในส่วนของการจำหน่ายเป็นแกลลอนจะมีการพิจารณาตามความเหมาะสมสำหรับผู้ที่มีความจำเป็นใช้ในภาคการเกษตรหรืออุปกรณ์เครื่องจักรต่างๆ ด้านห้างโมเดิร์นเทรดซึ่งเป็นห้างค้าส่งค้าปลีก อาทิ แม็คโคร ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต โลตัส และบิ๊กซี โดยทีมท่านรองอธิบดีได้รายงานผลการตรวจสอบพบว่าสถานการณ์ราคายังเป็นปกติ ปริมาณการจำหน่ายสินค้ายังมีสินค้าครบถ้วนและยังมีสต๊อกสินค้าในปริมาณที่สมควร โดยยืนยันว่าปัจจุบันสินค้ายังมีเพียงพอ เนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้ผลิตหลักในสินค้า ที่จำเป็นต่อการอุปโภคบริโภค ในส่วนของร้านค้ารายย่อย กรมการค้าภายในได้ส่งเจ้าหน้าที่สายตรวจลงพื้นที่ตรวจสอบร้านค้าปลีกและร้านค้าขนาดเล็กเพิ่มเติม ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเฝ้าระวังการจำหน่ายสินค้าอย่างใกล้ชิด และป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาในช่วงที่ประชาชนมีความกังวล นายวิทยากร ยังกล่าวต่ออีกว่า “กรมการค้าภายในยังได้ติดตามสถานการณ์เชิงโครงสร้าง โดยจัดตั้งคณะทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบด้านต้นทุนสินค้าอย่างรอบด้าน อาทิ ผลกระทบจากราคาน้ำมันต่อราคาสินค้าแต่ละประเภท รวมถึงต้นทุนวัตถุดิบปิโตรเคมีและปุ๋ย เพื่อให้การกำกับดูแลราคาเป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับต้นทุนจริง โดยในระยะต่อไป กรมการค้าภายในจะหารือร่วมกับผู้ประกอบการค้าปลีก เพื่อวางแผนบริหารจัดการทั้งด้านปริมาณและระดับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ส่วนสินค้าที่ต้องนำเข้า จะมีการตรวจสอบต้นทุนและสต็อกคงเหลืออย่างใกล้ชิด พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการตรึงราคาสินค้าที่นำเข้าก่อนต้นทุนเปลี่ยนแปลง อธิบดีกรมการค้าภายในย้ำว่า ปัจจุบันยังไม่มีปัจจัยด้านต้นทุนที่ทำให้ต้องปรับขึ้นราคาสินค้า จึงขอเตือนผู้ประกอบการห้ามปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุอันสมควร หากตรวจพบการฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้บริโภค จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าสินค้ายังมีเพียงพอและการจำหน่ายเป็นไปตามปกติ พร้อมขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐหรือสื่อหลัก เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากข้อมูลที่ไม่เป็นทางการ และหากพบการจำหน่ายสินค้าไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งสายด่วนกรมการค้าภายใน โทร 1569 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 83/2569 กรมการค้าภายใน สั่งคุมราคาทั่วประเทศ รับมือสถานการณ์โลก ย้ำห้ามฉวยโอกาสขึ้นสินค้าเด็ดขาด ชี้ 4 พันธมิตรผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ยังไม่ปรับ ไม่มีเหตุให้ขึ้นราคา (3 มีนาคม 2569)
กรมการค้าภายใน สั่งคุมราคาทั่วประเทศ รับมือสถานการณ์โลก ย้ำห้ามฉวยโอกาสขึ้นสินค้าเด็ดขาด ชี้ 4 พันธมิตรผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ยังไม่ปรับ ไม่มีเหตุให้ขึ้นราคา วันที่ 3 มีนาคม 2569 นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ภายหลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ติดตามและกำกับดูแลสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด พร้อมเดินหน้ามาตรการดูแลราคาสินค้าและค่าครองชีพประชาชน เพื่อป้องกันความผันผวนจากปัจจัยภายนอกที่อาจส่งผ่านมายังเศรษฐกิจภายในประเทศ กรมการค้าภายในจึงเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าและบริการ อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวว่า กรมการค้าภายในได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงพลังงาน เพื่อติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งได้ประสานไปยังผู้ค้าน้ำมันที่เป็นพันธมิตรกับกรม ได้แก่ปั้มน้ำมัน พีทีที พีที บางจาก และซัสโก้ ซึ่งทุกรายแจ้งว่ายังไม่มีการปรับขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงแต่อย่างใด ประกอบกับกระทรวงพลังงานยังคงมีมาตรการตรึงราคาน้ำมันในช่วงปัจจุบัน จึงยังไม่มีเหตุปัจจัยด้านต้นทุนพลังงานที่จะทำให้ผู้ผลิตหรือผู้ค้าปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการ และได้ย้ำชัดเจนห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคาโดยเด็ดขาด นายวิทยากร กล่าวอีกว่า “นอกจากนี้ กรมการค้าภายในได้เร่งประสานไปยังผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคหลายราย ขณะนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบในด้านต้นทุนแต่อย่างได และเพื่อป้องกันการฉวยโอกาส ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทั้งในส่วนกลาง และประสานไปยังสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ให้เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าและบริการ โดยเฉพาะสินค้าที่มีความเชื่อมโยงกับต้นทุนพลังงานและการขนส่ง เพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์ราคาอย่างใกล้ชิด พร้อมป้องกันการอ้างสถานการณ์ต่างประเทศเป็นเหตุปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุอันสมควร และกำชับผู้ประกอบการให้ปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและบริการอย่างชัดเจน ถูกต้อง และครบถ้วนตามกฎหมาย ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้เน้นย้ำให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 อย่างเคร่งครัด โดยห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าและบริการ ห้ามกักตุนสินค้า หรือกระทำการใดที่ส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค หากตรวจพบการกระทำความผิดจะดำเนินการตามกฎหมายทันที ซึ่งความผิดในการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าโดยไม่เหตุอันควร มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก เนื่องจากสินค้าอุปโภคบริโภคยังมีเพียงพอ และยังไม่พบปัจจัยที่จำเป็นต้องปรับขึ้นราคา โดยกรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่ฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชน เพื่อดูแลค่าครองชีพและรักษาความเป็นธรรมด้านราคาให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม หากประชาชนพบเห็นการขึ้นราคาสินค้าและบริการโดยไม่มีเหตุอันสมควร ไม่ปิดป้ายแสดงราคา หรือมีพฤติการณ์กักตุนสินค้า สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือแจ้งผ่านสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายโดยทันที.
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 82/2569 พาณิชย์ ลุยแผนบริหารผลไม้ปี 69 ครบวงจรต้นน้ำ–ปลายน้ำ ดันตลาดในประเทศ–ส่งออก พร้อมวางยุทธศาสตร์สินค้าเกษตรยั่งยืน 5 ปี ยกระดับไทยสู่ผู้นำตลาดโลก พร้อมเตรียม kickoff “Thailand : The Land of Tropical Fruits” (2 มีนาคม 2569)
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มอบให้นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงข่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนมาตรการบริหารสินค้าผลไม้ ปี 2569 ว่า “วันนี้ได้มีการประชุมเพื่อรับทราบความพร้อมของตัวแทนจากทุกภาคส่วนตั้งแต่เกษตรกร ผู้ประกอบการ ผู้ส่งออก ภาครัฐ เอกชน และภาคการตลาดที่เกี่ยวข้องกับมาตรการบริหารสินค้าผลไม้ ปี 2569 ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ทั้งการผลิต การแปรรูป การขนส่ง และการตลาด ซึ่งต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมประชุมหารือในการแก้ไขปัญหา ควบคุมคุณภาพ และการเตรียมการขยายตลาดกันมาหลายครั้ง เพราะปีนี้เราคาดว่าจะมีผลผลิตสินค้าผลไม้เพิ่มขึ้น และประเทศคู่แข่งก็มีผลผลิตเพิ่มขึ้นเช่นกัน ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวต่อว่า “สิ่งที่คาดหวังควบคู่กับมาตรการบริหารสินค้าผลไม้ ปี 2569 ซึ่งเป็นแผนระยะเร่งด่วน คือแผนการบริหารสินค้าเกษตรระยะ 1-5 ปี จากนี้ไป เพื่อสร้างความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยเราต้องให้ความสำคัญเรื่องปริมาณผลผลิตที่แม่นยำ (AI) พื้นที่และเมล็ดพันธุ์พืชที่เหมาะสม (Zoning) การสร้างชุมชนเกษตรเข้มแข็งในการแปรรูป การลดต้นทุน การทำตลาดล่วงหน้า (Contract Farming) และควบคุมคุณภาพ ทั้งการตรวจสอบย้อนกลับ การควบคุมล้งต่างชาติให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม รวมถึงการเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วยอัตลักษณ์ การสร้างแบรนด์ และการแปรรูปผลไม้เพื่อเพิ่มมูลค่าซึ่งช่วยชะลอผลผลิตให้ทยอยเข้าสู่ตลาด ซึ่งต้องสอดคล้องกับลักษณะตลาดทั้งในและต่างประเทศ ทั้งตลาดเดิมและตลาดใหม่ มุ่งสู่เกษตรคาร์บอนต่ำ และมีการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงการใช้กลไกของ Trading Firm / Distributor ในการเจาะตลาดใหม่ด้วย” ในการประชุมหารือการเตรียมความพร้อมมาตรการบริหารสินค้าผลไม้ ปี 2569 นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาการเตรียมความพร้อมในระยะเร่งด่วน 1 ปี โดยการแก้คอขวด – สร้างเสถียรภาพราคา – ป้องกันสินค้าล้นตลาด โดยกระทรวงพาณิชย์เดินหน้ามาตรการบริหารจัดการสินค้าผลไม้ ปี 2569 ระยะเร่งด่วน 3 ด้าน 8 มาตรการ ภายใต้แนวคิด “Thailand : The Land of Tropical Fruits” ครอบคลุมการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสร้างเสถียรภาพราคา ลดความเสี่ยงผลผลิตล้นตลาด และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของผลไม้ไทย โดยแบ่งเป็น ด้านการผลิต มาตรการที่ 1. บริหารจัดการอุปทานเชิงรุก มุ่งบริหารจัดการอุปทานเชิงรุกผ่านการจัดทำ Fruit Dashboard กลาง เพื่อรวบรวมข้อมูลผลผลิตและสถานการณ์ตลาดแบบเรียลไทม์ วางแผนโซนนิ่งการเก็บเกี่ยวแบบเหลื่อมเวลา ลดการกระจุกตัวของผลผลิต ส่งเสริมการผลิตให้สอดคล้องความต้องการตลาด มาตรการที่ 2. สร้างมาตรฐานและความเชื่อมมั่นด้านคุณภาพ โดยเร่งขยายระบบ GAP และ GMP การตรวจสอบย้อนกลับ เพิ่มศักยภาพห้องปฏิบัติการตรวจคุณภาพสินค้า ควบคุมมาตรฐาน “4 ไม่” และกำกับดูแลการนำเข้าสินค้าประเภทเดียวกันจากต่างประเทศอย่างเข้มงวด มาตรการที่ 3.เตรียมความพร้อมด้านแรงงาน ผ่านการอบรมแรงงานคัด–ตัดผลไม้ การต่ออายุใบอนุญาตแรงงานต่างด้าว และอำนวยความสะดวกการเคลื่อนย้ายแรงงานในช่วงฤดูผลผลิต เพื่อให้การเก็บเกี่ยวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ด้านการแปรรูปและการขนส่ง มาตรการที่ 4 ลดการสูญเสียหลังเก็บเกี่ยวและเพิ่มมูลค่าสินค้า โดยดูดซับผลผลิตส่วนเกินเข้าสู่ภาคการแปรรูป ส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ตามแนวคิด Zero Waste พัฒนามาตรฐานโรงคัดบรรจุ (Packing House) ของกลุ่มเกษตรกรให้ได้มาตรฐานสากล มาตรการที่ 5 เตรียมความพร้อมด้านโลจิสติกส์ ทั้งการบริหารจัดการตู้คอนเทนเนอร์ การอำนวยความสะดวกด่านส่งออก–นำเข้า การเจรจาขยายเวลาเปิด–ปิดด่านสำคัญ และผลักดันการขนส่งทางรางเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายสินค้า ขณะที่ ด้านการตลาด มาตรการที่ 6 ส่งเสริมตลาดในประเทศ มุ่งกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตผ่านการทำ MOU ล่วงหน้าระหว่างห้างค้าปลีก ผู้ส่งออก และโรงแปรรูป เชื่อมโยงผลไม้กับภาคการท่องเที่ยวและบริการ จัดกิจกรรม Kick-off ฤดูกาลผลไม้ไทย สนับสนุนการจำหน่ายผ่านช่องทาง Online และ Offline ขยายตลาดผ่านนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทย และส่งเสริมการบริโภคผลไม้คุณภาพสูงรวมถึงสินค้า GI เพื่อเพิ่มมูลค่าและการรับรู้ของผู้บริโภค มาตรการที่ 7 ส่งเสริมตลาดต่างประเทศ เน้นขยายโอกาสการค้าเชิงรุกผ่านการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ทั้งรูปแบบออนไลน์และออนไซต์ ใช้ Trading Company เป็นกลไกเจาะตลาดใหม่ จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในต่างประเทศ และเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติ เพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่ายและกระจายความเสี่ยงตลาดส่งออกของผลไม้ไทย และมาตรการที่ 8 สื่อสารภาพลักษณ์ผลไม้ไทยให้เป็นเอกภาพ ผ่านการสื่อสารภายใต้แบรนด์ “Thailand : The Land of Tropical Fruits” จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์และแคมเปญสร้างการรับรู้ทั้งในและต่างประเทศ ส่งเสริมการสร้างแบรนด์ผลไม้ไทย ใช้ Influencer และ KOL ถ่ายทอดเรื่องราวสินค้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมติดตามและบริหารจัดการการสื่อสารเชิงลบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคและยกระดับผลไม้ไทยสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน. สถานการณ์ภาพรวมผลผลิตผลไม้ของไทยปี 2569 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์คาดว่าผลผลิตรวมของผลไม้เศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ ทุเรียน ลำไย สับปะรด มะม่วง มังคุด ส้มเขียวหวาน เงาะ ลองกอง ลิ้นจี่ และอื่นๆ จะมีปริมาณรวมประมาณ 6.91 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 5.8 หรือเพิ่มขึ้นราว 0.379 ล้านตัน สะท้อนแนวโน้มการขยายตัวของพื้นที่เพาะปลูกและสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการออกผล โดยเฉพาะทุเรียนซึ่งยังคงเป็นผลไม้หลักของประเทศ คาดว่าปีนี้จะมีผลผลิตรวม 1.89 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 21 หรือประมาณ 330,000 ตัน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งเตรียมมาตรการบริหารจัดการด้านการผลิต การตลาด และการกระจายผลผลิตอย่างใกล้ชิด เพื่อรองรับปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้นและรักษาเสถียรภาพราคาในช่วงฤดูกาลผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมากตาม 8 มาตรการดังกล่าว นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า นอกจากมาตรการบริหารผลไม้ปี 2569 ซึ่งเป็นแผนระยะเร่งด่วนแล้ว กระทรวงฯ ยังเชื่อมโยงกับแผนบริหารสินค้าเกษตรระยะ 1–5 ปี เพื่อสร้างความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ภายใต้กรอบ “เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืน” ในมิติ เกษตรแม่นยำ จะให้ความสำคัญกับข้อมูลปริมาณผลผลิตที่แม่นยำ โดยใช้ AI และระบบข้อมูลกลางในการคาดการณ์ผลผลิตล่วงหน้า จัดทำ Zoning พื้นที่ปลูกและเมล็ดพันธุ์ให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่และความต้องการตลาด ส่งเสริม Contract Farming และการทำตลาดล่วงหน้า ควบคู่ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ด้าน เกษตรมั่นคง จะมุ่งสร้างชุมชนเกษตรเข้มแข็ง สนับสนุนการรวมกลุ่มและการแปรรูปเพื่อลดความเสี่ยงรายได้ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ ตลอดจนกำกับดูแลล้งและผู้ประกอบการต่างชาติให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมและเสถียรภาพด้านราคา ส่วน เกษตรยั่งยืน จะเดินหน้าสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยอัตลักษณ์และการสร้างแบรนด์ แปรรูปผลไม้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง สอดคล้องความต้องการตลาดทั้งในและต่างประเทศ มุ่งสู่เกษตรคาร์บอนต่ำ การผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และใช้กลไก Trading Firm/Distributor เจาะตลาดใหม่” “ปีนี้เราไม่ได้มุ่งเพียงการระบายผลผลิตตามฤดูกาล แต่กำลังวางระบบบริหารจัดการทั้งโครงสร้าง เพื่อให้ปริมาณสอดคล้องกับตลาด ยกระดับคุณภาพ เพิ่มมูลค่า และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน” ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 81/2569 DIT x MasterChef ชวนรับชมวัตถุดิบปริศนาจากสินค้าเกษตรไทย ผ่านการรังสรรค์ของผู้เข้าแข่งขันในรายการ MasterChef Thailand 1 มีนาคมนี้ (26 กุมภาพันธ์ 2569)
กรมการค้าภายใน (DIT) เชิญชวนประชาชนร่วมติดตามความพิเศษของโจทย์ วัตถุดิบปริศนาจาก “สินค้าเกษตรไทย” ในรายการ MasterChef Thailand Season 7 (EP3) ซึ่งเกิดจากความร่วมมือกันระหว่างกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์บริษัท Heliconia H Group ผู้ผลิตรายการ MasterChef Thailand โดยได้ถ่ายทำ ณ กระทรวงพาณิชย์ และได้รับเกียรติจากท่านศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้มอบโจทย์ด้วยตนเอง เพื่อรังสรรค์เมนูภายใต้แนวคิด “Local Ingredients World Class Experiences” นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า “จากการแถลงข่าวความร่วมมือระหว่างกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ และบริษัท Heliconia H Group ผู้ผลิตรายการ MasterChef Thailand เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การตลาดเชิงรุก ที่มุ่งสร้างการรับรู้และขยาย Demand ให้กับสินค้าเกษตรไทย ผ่านการเชื่อมโยงของกิจกรรมที่สร้างสรรค์ของรายการที่มีศักยภาพ โดยสามารถบอกเล่าเรื่องราว สร้างคุณค่าอย่างเป็นระบบ ซึ่งไม่เพียงแข่งขันด้านรสชาติ แต่ต้องสะท้อนถึงศักยภาพของสินค้าเกษตรไทย ในการพัฒนาสู่ตลาดระดับสากล ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มยกระดับสินค้าเกษตรไทยให้มีภาพลักษณ์ระดับพรีเมียม อันสอดคล้องกับเป้าหมายการยกระดับรายได้เกษตรกรและสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก นายวิทยากร กล่าวเพิ่มว่า ตามแนวคิด “Local Ingredients World Class Experiences” เป็นการนำวัตถุดิบเกษตรไทยคุณภาพ มาท้าทายฝีมือผู้เข้าแข่งขันให้ถ่ายทอดศักยภาพของวัตถุดิบไทยในมิติที่ลึกกว่ารสชาติ แต่ต้องสะท้อนเรื่องราว แหล่งที่มา คุณค่าทางเศรษฐกิจ และศักยภาพของเกษตรกรไทยอย่างครบถ้วน เพื่อสร้างประสบการณ์และโอกาสให้กับสินค้าเกษตรของไทยในเวทีสากล ร่วมลุ้นและติดตามว่า วัตถุดิบปริศนาจากสินค้าเกษตรไทยจะถูกตีความออกมาในรูปแบบใด ในวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2569 เวลา 18.00–20.00 น. ทาง Channel 7HD และรับชมย้อนหลังผ่าน Netflix เวลา 22.00 น. ของวันเดียวกัน รวมทั้งออกอากาศซ้ำทาง Channel 7HD วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม เวลา 23.10–00.40 น. “ผลลัพธ์ของโจทย์ครั้งนี้ จะไม่ใช่เพียงคำว่า “อร่อย” แต่คือบทพิสูจน์ว่าศักยภาพของวัตถุดิบเกษตรไทย พร้อมก้าวสู่มาตรฐานระดับโลกเพียงใด อย่าพลาดรับชม” นายวิทยากร กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 80/2569 DIT ลงพื้นที่จันทบุรี ติดตามสถานการณ์ผลไม้ภาคตะวันออก สำรวจความพร้อม สร้างความเชื่อมั่นคุณภาพผลไม้ (24 กุมภาพันธ์ 2569)
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน นำคณะลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรีเพื่อติดตามสถานการณ์ทุเรียนช่วงฤดูกาลผลิต พร้อมประชุมหารือกับเกษตรกร ผู้ประกอบการล้ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นทุเรียนไทย และต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ นายจิรวุฒิ กล่าวว่า “กรมการค้าภายในมาลงพื้นที่เพื่อเตรียมความพร้อมรับผลผลิตทุเรียนในปี 2569 และได้ประชุมร่วมกับหลายหน่วยงาน โดยที่ประชุมได้หารือแนวทางการสร้างมาตรฐานทุเรียนคุณภาพ เน้นความปลอดภัยและปราศจากสารปนเปื้อน ครอบคลุมตั้งแต่การดูแลสวน การตัดในระยะสุกแก่ที่เหมาะสม การคัดบรรจุที่ได้มาตรฐาน ไปจนถึงระบบขนส่งที่ตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างชัดเจน ช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ภายหลังการประชุม คณะได้ลงพื้นที่สวนทุเรียนและล้ง พบว่าผู้ประกอบการมีความพร้อมอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านสถานที่ เครื่องมือคัดแยก การควบคุมคุณภาพก่อนกระจายสู่ตลาด และการบริหารจัดการผลผลิตให้สอดคล้องกับปริมาณที่ออกสู่ตลาดในแต่ละช่วง ขณะที่เกษตรกรย้ำจุดยืนในการรักษาคุณภาพ ไม่ตัดทุเรียนอ่อน และปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาชื่อเสียงทุเรียนจันทบุรีในระยะยาว รองอธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวว่า นอกจากการบริหารจัดการด้านการตลาดและคุณภาพแล้ว กรมเตรียมผลักดันภาพลักษณ์ทุเรียนไทยให้เป็น “กิจกรรมท่องเที่ยวที่ต้องมาเยือน” โดยเชื่อมโยงกับภาคการท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะจากภูมิภาคเอเชีย ซึ่งให้ความสนใจผลไม้เมืองร้อนและอาหารไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การต่อยอดทุเรียนให้เป็นกิจกรรมท่องเที่ยว เช่น โปรแกรมทัวร์ลงสวน ชมกระบวนการผลิต เรียนรู้การเลือกทุเรียนคุณภาพ และชิมทุเรียนสดจากต้น จะช่วยสร้างประสบการณ์ใหม่ที่แตกต่างจากการบริโภคทั่วไป แนวทางดังกล่าวจะทำให้การกินทุเรียนไม่ใช่เพียงการซื้อสินค้า แต่เป็นการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่สร้างความเข้าใจในที่มาของผลผลิต สร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐาน และเพิ่มมูลค่าให้กับทุเรียนไทยในภาพรวม ทั้งยังช่วยกระจายรายได้สู่เกษตรกร ชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นโดยรอบ ”กรมการค้าภายในจึงตั้งเป้ายกระดับทุเรียนจันทบุรีให้เป็นต้นแบบของการผสาน “คุณภาพ–ความปลอดภัย–ประสบการณ์” เพื่อผลักดันให้การเยี่ยมชมสวนทุเรียน กลายเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญของการเดินทางท่องเที่ยวประเทศไทย สร้างภาพจำใหม่ให้ทุเรียนไทยในฐานะผลไม้พรีเมียมที่นักท่องเที่ยวต้องมาสัมผัสด้วยตนเองถึงแหล่งผลิต“ นายจิรวุฒิ กล่าว
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ