ข่าวเลขที่ 31/2569 พาณิชย์ลดค่าธรรมเนียมส่งออกข้าว หนุนเกษตรกร–รายย่อยโกอินเตอร์ ขยายตลาดข้าวไทยทั่วโลก (12 พฤศจิกายน 2568)
กระทรวงพาณิชย์ประกาศใช้กฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการประกอบการค้าข้าว (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตส่งออกข้าวให้เกษตรกรและสหกรณ์ พร้อมปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมให้ผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการส่งออกข้าวไทยสู่ตลาดต่างประเทศ มาตรการนี้คาดว่าจะช่วยขยายปริมาณการส่งออกโดยรวมของประเทศ และส่งผลเชิงบวกต่อราคาข้าวในประเทศในระยะต่อไป นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า การปรับปรุงค่าธรรมเนียมในครั้งนี้มุ่งสร้างโอกาสใหม่ให้เกษตรกร สหกรณ์ และผู้ประกอบการข้าวรายย่อย สามารถเข้าถึงตลาดส่งออกได้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่มีศักยภาพในการผลิตข้าวคุณภาพสูงแต่ยังมีข้อจำกัดด้านต้นทุนและภาระค่าใช้จ่าย การปรับลดและยกเว้นค่าธรรมเนียมครั้งนี้จึงเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถของผู้ผลิตไทยให้เข้าสู่ระบบการค้าโลกได้อย่างเท่าเทียม นายวิทยากร กล่าวต่อว่า การปรับอัตราใหม่ได้กำหนดให้กลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตส่งออกข้าว ขณะที่ผู้ประกอบการข้าวรายย่อยที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 10 ล้านบาท ชำระเพียง 10,000 บาท จากเดิม 50,000 บาท ส่วนผู้ประกอบการที่มีทุนจดทะเบียนเกิน 10 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 20 ล้านบาท ปรับลดเหลือ 30,000 บาท และสำหรับผู้ส่งออกข้าวสารบรรจุกล่องหรือหีบห่อ ปรับลดค่าธรรมเนียมเหลือ 10,000 บาท จากเดิม 20,000 บาท ขณะที่เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และสหกรณ์ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียม ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการหน้าใหม่สามารถเริ่มต้นธุรกิจส่งออกได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ การออกกฎกระทรวงฉบับใหม่นี้ยังเป็นการต่อยอดจากมาตรการก่อนหน้า ที่ได้ยกเว้นการถือสต๊อกข้าวส่งออกให้เกษตรกรและสหกรณ์ และปรับลดปริมาณสต๊อกขั้นต่ำของผู้ส่งออกข้าวรายย่อยจาก 500 ตัน เหลือเพียง 100 ตัน เพื่อให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กสามารถดำเนินธุรกิจส่งออกได้จริง เป็นการสร้างระบบการค้าที่เปิดกว้างและส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันที่สมดุล นายวิทยากร กล่าวทิ้งท้ายว่า ข้าวไทยถือเป็นสินค้าที่ตลาดโลกให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง การลดค่าธรรมเนียมครั้งนี้จะช่วยให้เกษตรกรและผู้ประกอบการสามารถสร้างแบรนด์ของตนเองได้มากขึ้น เข้าถึงลูกค้าต่างประเทศโดยตรง และเพิ่มรายได้ให้ชุมชนในระยะยาว มาตรการนี้ยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และผลักดันข้าวไทยให้เป็นสินค้าที่มีศักยภาพในการแข่งขันระดับโลกการลดค่าธรรมเนียมครั้งนี้ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนของผู้ประกอบการเท่านั้น แต่ยังเป็นการขยายโอกาสทางการค้าให้ผู้ผลิตไทยทุกกลุ่มมีส่วนร่วมในการส่งออกข้าว เพิ่มปริมาณการค้าระหว่างประเทศของไทย และสร้างแรงหนุนสำคัญให้ราคาข้าวในประเทศมีเสถียรภาพมากขึ้นในระยะต่อไป.
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 30/2569 “ศุภจี” เผย นบมส.ทุ่มงบ 1.28 พันล้านบาท ดูแลเสถียรภาพมันสำปะหลัง หนุนผลผลิตคุณภาพดี–คุมโรคใบด่าง–ขยายตลาดเพิ่มรายได้เกษตรกร
วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) ครั้งที่ 1/2568 ที่กระทรวงการคลัง ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลเสถียรภาพสินค้าเกษตร โดยเฉพาะ “มันสำปะหลัง” ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศ และเป็นหนึ่งใน 7 ประเด็นภายใต้นโยบาย “Quick Big Win” ของกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งแก้ปัญหาสินค้าเกษตรผ่านการบริหารสมดุลอุปสงค์–อุปทาน และลดภาระต้นทุนของเกษตรกร โดยที่ประชุมเห็นชอบแนวทางขับเคลื่อน 4 มาตรการสำคัญ รวม 8 โครงการ ใช้งบประมาณรวมกว่า 1,279.22 ล้านบาท เพื่อรักษาเสถียรภาพราคามันสำปะหลังปี 2568/69 ครอบคลุมทั้งด้านการผลิต การตลาด และการควบคุมศัตรูพืช มาตรการที่ 1 คือการรักษาเสถียรภาพราคามันสำปะหลัง ใช้งบประมาณ 453.15 ล้านบาท เพื่อชะลอการเก็บเกี่ยวและชดเชยดอกเบี้ยให้ลานมัน โรงแป้ง โรงงานเอทานอล และสถาบันเกษตรกร เพิ่มสภาพคล่องและลดแรงกดดันราคาช่วงผลผลิตออกมาก โดยมีโครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการเก็บสต็อกมันสำปะหลัง เป้าหมาย 6 ล้านตัน โครงการชะลอการเก็บเกี่ยวผลผลิต เป้าหมาย 50,000 ครัวเรือน และโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมผลผลิตมันสำปะหลังของสถาบันเกษตรกร เป้าหมาย 200,000 ตัน มาตรการที่ 2 ส่งเสริมการผลิตและการแปรรูป โดยสนับสนุนให้เกษตรกรเข้าถึงพันธุ์มันสำปะหลังคุณภาพดี ทนโรค และให้ผลผลิตสูง พร้อมเพิ่มมูลค่าผลผลิต ผ่านโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก (เป้าหมาย 3,000 ราย) และโครงการยกระดับศักยภาพการแปรรูปหรือเครื่องสับมัน (เป้าหมาย 380 เครื่อง) มาตรการที่ 3 เป็นการเพิ่มช่องทางการตลาด โดยสนับสนุนค่าขนส่ง 500 บาทต่อตันให้ผู้รับซื้อนอกพื้นที่ เป้าหมาย 200,000 ตัน เพื่อกระจายผลผลิตและเชื่อมโยงตลาดระหว่างภูมิภาค ส่วนมาตรการที่ 4 มุ่งแก้ไขปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลัง โดยอนุมัติโครงการสนับสนุนท่อนพันธุ์มันสำปะหลังคุณภาพดี วงเงิน 25.75 ล้านบาท จากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร เพื่อจัดหาและกระจายพันธุ์มันสำปะหลังคุณภาพดี เป้าหมาย 5 ล้านลำ แบบเร่งด่วน และโครงการบริหารจัดการพันธุ์มันสำปะหลังเพื่อควบคุมโรคใบด่างและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในระยะยาว วงเงิน 800.322 ล้านบาท จากงบกลาง เพื่อขยายพันธุ์ต้านทานโรคในช่วงปี 2569–2571 รวมกว่า 262 ล้านลำ โดยมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณารายละเอียดก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการภายใต้ นบมส. จำนวน 5 คณะ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งด้านการบริหารจัดการระดับจังหวัด การชดเชยดอกเบี้ย การควบคุมศัตรูพืช และการจัดทำยุทธศาสตร์มันสำปะหลังระยะ 5 ปี (2569–2573) สำหรับสถานการณ์มันสำปะหลัง จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) คาดว่า ปีการผลิต 2568/69 จะมีพื้นที่เก็บเกี่ยว 8.12 ล้านไร่ ลดลงร้อยละ 6 ผลผลิตรวมประมาณ 25.56 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 5 ขณะที่ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 3,148 กิโลกรัมต่อไร่ ความต้องการใช้ทั้งในประเทศและต่างประเทศอยู่ที่ 38–40 ล้านตันต่อปี โดยผลผลิตส่วนใหญ่จะออกสู่ตลาดระหว่างเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2569 ราคามันสำปะหลังเฉลี่ย (1–7 พฤศจิกายน 2568) อยู่ที่ 2.18 บาทต่อกิโลกรัม แนวโน้มอ่อนตัวจากคุณภาพผลผลิตลดลง เนื่องจากโรคใบด่างและการเก็บเกี่ยวก่อนอายุครบกำหนด “ที่ประชุมคณะกรรมการฯ ได้พิจารณามาตรการช่วยเหลือในทุกประเด็นที่เป็นความกังวลของทุกภาคส่วน โดยมุ่งให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างยั่งยืน ผ่านการกำหนดกรอบแนวทางระยะยาว เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับภาคเกษตร และลดผลกระทบต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้น้อยที่สุด ทั้งนี้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการได้รับประโยชน์สูงสุด” นางศุภจี กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 29/2568 DIT เกาะติดไข่ไก่ ยันสถานการณ์ราคาดีขึ้น พร้อมเปิดจุดขายไข่ไก่ทั่วประเทศ เชื่อมโยงไข่จากเกษตรกรไปยังผู้บริโภค (7 พฤศจิกายน 2568)
กรมการค้าภายในเกาะติดสถานการณ์ไข่ไก่ ยันราคาเริ่มปรับตัวดีขึ้น หลังจากพ้นช่วงกินเจ และมีการใช้โครงการคนละครึ่งพลัส ประกอบกับในช่วงเปิดเทอม และในช่วงปีใหม่ จะทำให้ความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้น เตรียมช่วยเกษตรกรระบายผลผลิต เชื่อมโยงไข่ไก่จากแหล่งผลิต กระจายผ่านเครือข่ายสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เป้าหมาย 3.5 ล้านฟอง ช่วยทั้งประชาชนเข้าถึงไข่ไก่ได้ง่ายในราคาเหมาะสม และช่วยเกษตรกรมีช่องทางจำหน่ายเพิ่มขึ้น นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน (DIT) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มปรับลดลงมาอยู่ที่ฟองละ 3.00 บาท ว่า กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มีการติดตามสถานการณ์ราคาอย่างใกล้ชิด และได้มีการหารือเบื้องต้นกับเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว ทราบว่า ปัจจุบันปริมาณไข่ไก่สะสมในระบบค่อนข้างมาก เป็นผลมาจากช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ปริมาณผลผลิตไข่ไก่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง จากสภาพอากาศที่เย็นลง เอื้ออำนวยต่อการให้ไข่ของไก่ไข่ ในขณะที่ภาวะการค้าและการบริโภคชะลอตัว จากกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ประกอบกับโรงเรียนปิดเทอม และเทศกาลกินเจ ส่งผลให้มีไข่ไก่สะสมอยู่ในระบบเพิ่มขึ้น แต่ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มดีขึ้น จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่ง พลัส ทำให้ภาวะการค้าคล่องตัวเพิ่มขึ้น นายวิทยากร กล่าวว่า “จากการติดตามสถานการณ์ล่าสุด ทั้งการสอบถามผู้ค้าไข่ไก่ และเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ ได้ข้อมูลว่า ตั้งแต่มีการเปิดเทอม และมีการเริ่มโครงการคนละครึ่ง พลัส ทำให้ระบายไข่ไก่ได้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ไข่ไก่เริ่มทยอยออกจากระบบ ทำให้สต๊อกส่วนเกินลดลง และราคาเริ่มปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง แนวโน้มราคาไข่ไก่อาจทรงตัวหรือปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในระยะต่อไป จากภาวะการค้าและการบริโภคที่มีแนวโน้มฟื้นตัวตามโครงการคนละครึ่ง พลัส ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน อย่างไรก็ตาม เพื่อช่วยเกษตรกรเพิ่มช่องทางกระจายจำหน่ายไข่ไก่ และสร้างแรงจูงใจในการบริโภคไข่ให้แก่ประชาชนเพิ่มขึ้น กรมจะดำเนินการเชื่อมโยงไข่ไก่จากเกษตรกรในแต่ละพื้นที่เพื่อจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภค ในราคาที่เหมาะสม โดยดำเนินการผ่านสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เป้าหมายระบายไข่ไก่ 3.5 ล้านฟอง ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่วันที่ 17-23 พ.ย. 2568 และกรมพร้อมที่จะพิจารณาใช้มาตรการอื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อดูแลเกษตรกรให้ได้รับความเป็นธรรมในการขายผลผลิตไข่ไก่” อย่างไรก็ดี ในด้านของผู้บริโภค นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า ไข่ไก่นับเป็นอาหารโปรตีนคุณภาพดี ราคาย่อมเยา และเป็นวัตถุดิบสำคัญในครัวเรือนที่สามารถปรุงอาหารได้หลากหลายเมนู ทั้งยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ช่วยเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรงได้ในราคาที่เข้าถึงได้ทุกครัวเรือน จึงขอเชิญชวนประชาชนบริโภคไข่ไก่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว ยังเป็นการช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ให้สามารถระบายผลผลิตได้มากขึ้น เป็นการช่วยเหลือกันในระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 28/2568 “สุขกาย สบายกระเป๋า” ได้ผลจริง! พาณิชย์–สาธารณสุขยืนยัน เข้าถึงง่าย ประหยัดจริง (6 พฤศจิกายน 2568)
วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 — นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามการดำเนินโครงการ “สุขกาย สบายกระเป๋า” หลังนายกรัฐมนตรีได้คิกออฟเปิดตัวตั้งแต่วันที่ 4 พ.ย.68 โดยได้ร่วมกับ ภก.เลิศชาย เลิศวุฒ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ณ โรงพยาบาลพระราม 9 และร้านขายยา Top Care , Boots และ Watsons ที่ห้างเซ็นทรัล พระราม 9 การลงพื้นที่ครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการให้บริการจริงของโรงพยาบาลเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่การลงทะเบียน พบแพทย์ รับใบสั่งยา ไปจนถึงการนำใบสั่งยาไปซื้อยาภายนอก เพื่อยืนยันว่าประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้สะดวก และลดค่าใช้จ่ายได้จริง นายวิทยากร กล่าวว่า “วันนี้เพื่อให้เห็นภาพจริงในการรับบริการใน ”โครงการ สุขกาย สบายกระเป๋า“ ทั้งที่โรงพยาบาลเอกชนและร้านขายยา จึงได้แสดงเป็น “ผู้ป่วยจำลอง” ที่มีอาการไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และนอนไม่หลับเป็นภาวะแทรกซ้อน โดยหากเข้ารับการรักษาและซื้อยาทั้งหมดจากโรงพยาบาลเอกชน จะมีค่าใช้จ่ายรวมทั้งสิ้น 10,370 บาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่ายา จากการทดลองใช้สิทธิ์ตามโครงการ “สุขกาย สบายกระเป๋า” นายวิทยากรได้นำใบสั่งยาจำนวน 4 รายการ ไปซื้อที่ร้านขายยาภายนอก และรับเฉพาะยาควบคุมพิเศษ 1 รายการ ค่าใช้จ่ายที่โรงพยาบาลจึงเหลือเพียง 1,670 บาท (รวมค่าตรวจ ค่าบริการทางการแพทย์ และค่ายาควบคุมพิเศษ) หลังจากนั้น ได้มีการนำใบสั่งยาจากโรงพยาบาลพระราม 9 ดังกล่าว มาทดลองซื้อจริงที่ ร้านยา Tops Care ภายในห้างเซ็นทรัลพระราม 9 ซึ่งเป็นร้านขายยาที่เข้าร่วมโครงการ “สุขกาย สบายกระเป๋า” ภายใต้ระบบ “ร้านยาใกล้ฉัน” ของกระทรวงสาธารณสุข พบว่าสามารถนำใบสั่งยามาซื้อยาได้โดยตรง โดยมีเภสัชกรประจำร้านให้คำแนะนำอย่างครบถ้วน ทั้งชื่อสามัญของยา วิธีใช้ ขนาดการรับประทาน และข้อควรระวังของแต่ละโรค เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับยาที่ถูกต้อง ปลอดภัย และมีคุณภาพเทียบเท่ากับยาที่จ่ายจากโรงพยาบาล โดย ค่ายา 4 รายการที่นำมาซื้อตามใบสั่งยา มีราคาทั้งหมดเพียง 3,863 บาท เมื่อเทียบกับราคาค่ายาเดิมของโรงพยาบาลที่อยู่ที่ 8,700 บาท จะเห็นว่ามีส่วนต่างที่ประหยัดได้ถึง 4,837 บาท “พูดง่าย ๆ คือ จากเดิมที่ต้องจ่ายกว่า 10,000 บาท วันนี้เหลือจ่ายจริงเพียงประมาณ 5,500 บาท ประหยัดเงินไปเกินครึ่ง หรือกว่า 4,500 บาท ซึ่งเป็นเงินที่กลับไปอยู่ในกระเป๋าของประชาชนโดยตรง” นายวิทยากรกล่าว นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า “ทั้งโรงพยาบาลพระราม 9 ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงพยาบาลเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ และร้านขายยาทั้งสามแห่งที่เรามาติดตามในวันนี้ ได้ติดตั้งโลโก้และสติกเกอร์ “สุขกาย สบายกระเป๋า” อย่างชัดเจนในจุดให้บริการต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนสังเกตได้ง่าย พร้อมยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยเข้าใจหลักเกณฑ์ของโครงการและพร้อมให้บริการแก่ผู้ป่วยที่ประสงค์จะเลือกซื้อยาเอง“ ด้านสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รายงานว่า ปัจจุบันมีร้านขายยาที่ผ่านการรับรองและเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 3,400 ร้านทั่วประเทศ และจำนวนยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยร้านที่เข้าร่วมจะต้องมีเภสัชกรประจำร้านและจำหน่ายยาที่มีมาตรฐานเดียวกับโรงพยาบาล เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าจะได้รับยาที่มีคุณภาพและปลอดภัย “โครงการสุขกาย สบายกระเป๋า เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนโดยสมัครใจ เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกใหม่ในการเข้ารับบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ในการลดภาระค่าครองชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน” นายวิทยากร กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 27/2568 พาณิชย์เอาจริง! กำชับร้านค้าคนละครึ่งพลัสแสดงราคาสุทธิให้ชัด ต้องขายราคาเดียวกับเงินสด–ห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคา (6 พฤศจิกายน 2568)
กรมการค้าภายใน (DIT) กระทรวงพาณิชย์ ภายใต้นโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้ากำกับดูแลร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” อย่างเข้มงวด กำชับให้ราคาจำหน่ายจริงตรงกับราคาที่แสดง ห้ามบวกค่าใช้จ่ายอย่างอื่นภายหลัง และต้องจำหน่ายสินค้าในราคาเดียวกันทั้งกรณีชำระเงินสดและใช้สิทธิ์ผ่านโครงการ หากฝ่าฝืน จะถูกดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542มีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท และหากพบกรณีมีพฤติกรรมฉวยโอกาสขึ้นราคาหรือจำหน่ายสินค้าในราคาสูงเกินสมควร จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ประชุมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อกำหนดแนวทางให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์และให้คำแนะนำร้านค้าทุกราย โดยเน้นย้ำว่าร้านค้าต้องติดป้ายแสดงราคาจำหน่ายสุดท้ายที่รวมภาษีไว้แล้ว ซึ่งหากร้านอยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ราคาสินค้าทุกรายการต้องแสดงราคาจำหน่ายที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% ไว้แล้ว โดยหากร้านค้าที่เป็นร้านอาหาร จะต้องมีการแสดงราคาอาหารและหากมีรายการค่าใช้จ่ายอื่นต้องแสดงไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้ประชาชนได้เปรียบเทียบก่อนซื้อสินค้าหรือเข้ารับบริการ และกรณีร้านค้าที่เข้าโครงการคนละครึ่งพลัส ร้านค้าต้องจำหน่ายสินค้าในราคาที่เท่ากันทั้งผู้ใช้สิทธิ์คนละครึ่งและผู้ชำระเงินสด เพื่อสร้างความเป็นธรรมต่อผู้บริโภคทุกกลุ่ม โดยระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 4 พฤศจิกายน 2568 กรมการค้าภายในได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนทั่วประเทศจำนวน 112 เรื่อง ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายสินค้าในราคาสูงเกินสมควร การไม่ติดป้ายราคา การคิดราคาสินค้าเพิ่มเมื่อใช้สิทธิ์คนละครึ่ง และการแสดงราคาจำหน่ายปลีกไม่ตรงกับราคาที่จำหน่าย ขณะที่กรณีร้องเรียนเรียกเก็บ VAT เพิ่มเติมจากราคาที่ติดป้ายแสดง แต่ถือเป็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายเอาเปรียบประชาชนและต้องถูกดำเนินคดีอย่างเข้มงวด นายวิทยากร ยังกล่าวต่ออีกว่า “กรมการค้าภายในได้ลงพื้นที่ตรวจสอบร้านค้าที่ถูกร้องเรียนในพื้นที่ เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร โดยเจ้าหน้าที่สายตรวจได้มีการล่อซื้อสินค้าจากร้านค้า และพบพฤติกรรมการจำหน่ายสินค้าในราคาที่สูงขึ้นเมื่อจะใช้สิทธิ์ในโครงการคนละครึ่งพลัส และยังมีการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคโดยไม่ปิดป้ายแสดงราคาจำหน่าย เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ฉบับที่ 68 พ.ศ. 2568 ข้อ 3 และข้อ 11 เข้าข่ายผิดตามมาตรา 28 และมีโทษตามมาตรา 40 ของพระราชบัญญัติฯ พร้อมปรับเป็นจำนวนเงิน 2,000 บาท ส่วนในจังหวัดบุรีรัมย์ ตรวจสอบขยายผลจากการร้องเรียน พบว่าร้านค้ายอมรับว่ามีการคิดราคาจำหน่ายสินค้าโดยบวกภาษีมูลค่าเพิ่มจากประชาชนอีก 7% เพิ่มจากราคาป้ายแสดงราคา โดยเจ้าหน้าที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดแจ้งข้อหาจำหน่ายสินค้าไม่ตรงกับป้ายราคาที่แสดง และปรับเป็นเงินจำนวน 1,000 บาท พร้อมชี้แจงแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง ซึ่งร้านค้าได้รับว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง นอกจากนี้ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดขอนแก่นได้ตรวจสอบร้านค้าธงฟ้าพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นแห่งหนึ่งในตำบลแดงใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น พบว่ามีการรับแลกสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐเป็นเงินสด ทั้งที่ร้านปิดกิจการมานานกว่า 3 เดือน ซึ่งเข้าข่ายผิดเงื่อนไขโครงการ เจ้าหน้าที่ได้เพิกถอนสิทธิ์เข้าร่วมโครงการร้านธงฟ้า และแจ้งกรมบัญชีกลางระงับการใช้งานแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ทันที เพื่อป้องกันการนำสิทธิ์ของประชาชนไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง“ นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า ”นอกจากนี้ ในส่วนของร้านค้าที่เป็น ร้านค้าธงฟ้าทุกแห่ง ต้องปฏิบัติตาม กฎหมายของกรมการค้าภายในและ “กฎเหล็กร้านธงฟ้า” อย่างเคร่งครัดด้วย ได้แก่ ห้ามแลกสิทธิสวัสดิการเป็นเงินสด ห้ามบังคับซื้อสินค้า ห้ามขายเกินราคา หรือฉวยโอกาสขึ้นราคา ห้ามจำหน่ายสุรา บุหรี่ เบียร์ และห้ามปฏิเสธการใช้สิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ หากฝ่าฝืนจะถูกเพิกถอนสิทธิ์เข้าร่วมโครงการทันที“ ”กรมการค้าภายในยังคงติดตาม ตรวจสอบ และให้ความรู้แก่ร้านค้าทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ปฏิบัติได้ถูกต้องและป้องกันปัญหาความเข้าใจกฎหมายคลาดเคลื่อน และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นร้านค้าฝ่าฝืน ไม่ติดป้ายแสดงราคาจำหน่าย หรือคิดราคาไม่ตรงป้าย หรือฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า สามารถแจ้งเบาะแสหรือร้องเรียนได้ที่ สายด่วนกรมการค้าภายใน โทร. 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันรักษาความเป็นธรรมทางการค้าและคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนอย่างทั่วถึง“ นายวิทยากร กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 26/2568 DIT ลงพื้นที่ตรวจสอบราคาสินค้าช่วงเทศกาลลอยกระทง ย้ำดูแลราคายุติธรรม พร้อมแนะประชาชนเปรียบเทียบราคาก่อนซื้อ (5 พฤศจิกายน 2568)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสวันลอยกระทง วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 กรมการค้าภายในได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สายตรวจลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าที่ใช้ในช่วงเทศกาลลอยกระทงระหว่างวันที่ 3 – 5 พฤศจิกายน 2568 เพื่อป้องกันการจำหน่ายสินค้าที่เอาเปรียบผู้บริโภค โดยลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณย่านปากคลองตลาดและตลาดยอดพิมาน ซึ่งเป็นแหล่งค้าดอกไม้และวัสดุประดิษฐ์กระทงที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร จากการตรวจสอบพบว่า ราคาจำหน่ายสินค้าโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ปกติ ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา เช่น ใบตองมัดละ 1 กก. ประมาณ 25 บาท หยวกกล้วยชิ้นละ 5–20 บาท (ขึ้นอยู่กับขนาด) กลีบกระดาษกระทง มัดละ 5 บาท ดอกบัว (10 ดอก) มัดละ 40-80 บาท ดอกบานไม่รู้โรย 1 กก. ถุงละ 150-200 บาท ดอกกล้วยไม้ 1 กก. ถุงละ 40-60 บาท ดอกรัก ขีดละ 30-40 บาท ดอกพุด ขีดละ 7-10 บาท และธูปเทียนคู่ละ 5–20 บาท โดยในส่วนของ กระทงสำเร็จรูป มีหลากหลายรูปแบบให้ประชาชนเลือกซื้อ ทั้งกระทงใบตอง กระทงขนมปัง กระทงอาหารปลาข้าวโพด และกระทงจากวัสดุธรรมชาติ ซึ่งมีราคาจำหน่ายแตกต่างกันไปตามขนาด รูปแบบ และความประณีตในการประดิษฐ์ เช่น กระทงใบตองสำเร็จรูปขนาด 6-8 นิ้ว มีราคาตั้งแต่ 70-100 บาท กระทงอาหารปลาข้าวโพด ขนาด6-8 นิ้ว มีราคา 25-60 บาท กรมการค้าภายในขอเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการจำหน่ายสินค้าช่วงเทศกาลปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะการปิดป้ายแสดงราคาสินค้าให้ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนสามารถเปรียบเทียบราคาได้ก่อนตัดสินใจซื้อ และเพื่อป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภค หากพบผู้ประกอบการไม่ปิดป้ายแสดงราคา จะมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท ส่วนผู้ที่จำหน่ายสินค้าราคาสูงเกินสมควร กักตุนสินค้า หรือปฏิเสธการจำหน่าย มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีนี้ บรรยากาศการจัดงานลอยกระทงทั่วประเทศยังคงมีขึ้นตามประเพณี แต่ปรับให้เหมาะสมกับช่วงแสดงความอาลัยต่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเน้นความเรียบง่าย สงบ งดงาม และสมพระเกียรติ ขณะเดียวกัน ประชาชนยังคงให้ความสนใจร่วมงานและเลือกซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการประดิษฐ์กระทงด้วยตนเอง เพื่อร่วมสืบสานประเพณีไทยอย่างงดงาม “กรมการค้าภายในขอเชิญชวนประชาชนตรวจสอบราคา เปรียบเทียบคุณภาพก่อนซื้อสินค้า และหากไม่ได้รับความเป็นธรรมด้านราคา ปริมาณ หรือพบเห็นการจำหน่ายสินค้าที่เอาเปรียบผู้บริโภค สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่ สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เร่งดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาโดยเร็ว” นายวิทยากร กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 25/2569 นายกฯ “อนุทิน” เปิดตัวโครงการ “สุขกาย สบายกระเป๋า” ขับเคลื่อน Big Quick Win ยกระดับระบบสุขภาพไทย ลดค่าครองชีพประชาชนกว่า 3 หมื่นล้านบาท (4 พฤศจิกายน 2568)
นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล Kick Off โครงการ “สุขกาย สบายกระเป๋า” ผนึกพาณิชย์ สาธารณสุข โรงพยาบาลเอกชน ร่วมกันลดค่าครองชีพประชาชน วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 กระทรวงพาณิชย์ (กรมการค้าภายใน) กระทรวงสาธารณสุข (กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) และสมาคมโรงพยาบาลเอกชน จับมือร่วมลงนามข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการ “สุขกาย สบายกระเป๋า” โดยมีนายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) เป็นประธานแถลงข่าว พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายพัฒนา พร้อมพัฒน์) ร่วมเป็นสักขีพยาน โดย มีเป้าหมายให้โรงพยาบาลเอกชนเปิดเผยค่ายา และเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนสามารถเลือกซื้อยา ภายนอกโรงพยาบาลได้ ซึ่งจะทำให้ประชาชนมีทางเลือกในการใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนเพิ่มมากขึ้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสอันดี ที่จะทำให้ประชาชนมีทางเลือกด้านการรักษาพยาบาล รวมทั้งเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของ ประชาชนให้มีสุขภาพที่แข็งแรงและมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น ตามที่ได้มอบนโยบายให้กระทรวง พาณิชย์และกระทรวงสาธารณสุข ในการหาแนวทางแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด่านการรักษาพยาบาล ร่วมกัน ซึ่งเป็นการดำเนินนโยบาย Quick Big Win “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” ด้านการลด ค่าครองชีพของรัฐบาลตามที่ได้แถลงต่อรัฐสภา ในการขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว ถือเป็นการยกระดับความร่วมมือระหว่างภาครัฐและ เอกชนในการเปิดเผยรายการยาและค่ายา เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้รับบริการในโรงพยาบาล เอกชนสามารถตัดสินใจเลือกซื้อยาภายนอกโรงพยาบาลได้ อันเป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย ด้านการรักษาพยาบาล ซึ่งขณะนี้มีโรงพยาบาลเอกชนเข้าร่วมแล้วมากกว่า 300 แห่งทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในการคัดเลือกร้านขายยาเข้าร่วมโครงการฯ โดยประชาชนสามารถนำใบสั่งยาจาก โรงพยาบาลเอกชนไปซื้อยาที่ร้านขายยาที่ลงทะเบียนกับทาง อย. และมีตราสัญลักษณ์โครงการ “สุขกาย สบายกระเป๋า” ซึ่งขณะนี้มีจำนวนมากกว่า 3,400 ร้าน หรือผ่านช่องทาง Telepharmacy ที่ได้ขึ้นทะเบียนกับสภาเภสัชกรรม โดยสามารถปรึกษาหรือสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับยาและราคายา ได้ และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าได้ซื้อยาจากร้านขายยาที่มีคุณภาพมาตรฐาน ซึ่งคาดว่า จะช่วยลดค่าครองชีพได้ ไม่น้อยกว่า 32,000 ล้านบาทต่อปี นายอนุทิน กล่าวทิ้งท้ายว่า “รัฐบาลเชื่อมั่นว่าการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและ ภาคเอกชนในครั้งนี้ จะทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แบ่งเบาภาระค่าครองชีพ อันเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิต และเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน”
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 24/2569 “ธงเขียว–ธงฟ้า บุกอุบลฯ!” DIT ลุยลดต้นทุน–ค่าครองชีพ ช่วยพี่น้องชายแดนสู้เศรษฐกิจ (4 พฤศจิกายน 2568)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน มอบหมายให้ นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อติดตามการจัดงาน “ธงเขียวราคาประหยัด” และร่วมเปิดงาน “ธงฟ้าเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดน” ซึ่งเป็นโครงการภายใต้นโยบาย Quick Big Win ของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งลดภาระค่าครองชีพ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้เกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย และช่วยเหลือพี่น้องประชาชนบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน นางสาวญาณีฯ กล่าวว่า “ในช่วงฤดูกาลผลิตสินค้าเกษตร พี่น้องเกษตรกรมีความต้องการใช้ปุ๋ย และเคมีการเกษตรในการบำรุงต้นพันธุ์ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีทั้งคุณภาพและปริมาณ กรมการค้าภายใน จึงได้จัดกิจกรรมลดราคาต้นทุนให้พี่น้องเกษตรกร วันนี้จึงได้จัด “ธงเขียว ราคาประหยัด” ณ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. จังหวัดอุบลราชธานี จำกัด เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร โดยเฉพาะผู้ปลูกข้าวโพด ถั่ว พริก และพืชหลังนา ภายในงานมีการจำหน่ายปุ๋ยเคมี 6 สูตรยอดนิยม ได้แก่ 46-0-0, 15-15-15, 16-16-8, 16-20-0, 16-8-8 และ 15-5-20 ในราคาพิเศษ ลดสูงสุดถึง 200 บาทต่อกระสอบ พร้อมมอบคูปองส่วนลด 50 บาท สำหรับซื้อสารเคมีเกษตร เช่น ยาฆ่าแมลงและยาปราบศัตรูพืช เพื่อให้เกษตรกรสามารถบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โครงการดังกล่าวจัดมาแล้วใน 9 จังหวัดทั่วประเทศและได้รับเสียงตอบรับอย่างดีจากเกษตรกร โดยสามารถลดต้นทุนได้จริงโดยไม่กระทบคุณภาพสินค้า สำหรับจังหวัดอุบลราชธานีถือเป็นพื้นที่จัดงานลำดับที่ 10 ซึ่งคาดว่าจะได้รับความสนใจอย่างมากและเตรียมขยายผลต่อเนื่องไปยังจังหวัดชายแดนอื่น ๆ ภายใต้แนวคิด “ปุ๋ยถูก ยาดี ต้องที่ธงเขียว” นางสาวญาณีฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะเดียวกันนี้ กรมฯ ยังได้จัดกิจกรรมงาน “ธงฟ้าเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดน จังหวัดอุบลราชธานี” ระหว่างวันที่ 3 – 5 พฤศจิกายน 2568 ณ ตลาดเจริญศรี อำเภอวารินชำราบพร้อมกันด้วย โดยในงานธงฟ้า ได้รับเกียรติจาก ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี นายชำนาญ ชื่นตา เป็นประธานในพิธีเปิด โดยธงฟ้าราคาประหยัด จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา รวมถึงส่งเสริมการเชื่อมโยงสินค้าระหว่างจังหวัดและสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการรายกลาง รายย่อย และวิสาหกิจชุมชน ภายในงานมีการนำสินค้าอุปโภคบริโภค 10 หมวดหมู่ กว่า 500 รายการ มาจำหน่ายในราคาลดสูงสุดถึง 60% อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ซอสปรุงรส น้ำยาซักผ้า เครื่องใช้ในครัว เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องแต่งกาย และสินค้าชุมชนจากจังหวัดระยองและอีก 6 จังหวัดชายแดน พร้อมจำหน่ายสินค้าไฮไลต์ราคาพิเศษ เช่น ไข่ไก่เบอร์ M แผงละ 80 บาท น้ำตาลทรายกิโลกรัมละ 20 บาท น้ำมันพืชปาล์มขวดละ 40 บาท และข้าวหอมมะลิ (5 กก.) ถุงละ 120 บาท รวมทั้งสินค้าผลไม้และสินค้าจากกลุ่มเกษตรกรชายแดนที่รวมเป็น “เซตสินค้า” จำหน่ายในราคาพิเศษทุกวัน “กรมการค้าภายใน ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนในจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดใกล้เคียง มาร่วมเลือกซื้อสินค้าคุณภาพในราคาประหยัดภายในงาน ซึ่งนอกจากจะช่วยลดภาระค่าครองชีพแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นและเกษตรกรได้จำหน่ายสินค้าถึงมือผู้บริโภคโดยตรง ถือเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับฐานรากในพื้นที่ชายแดนอย่างเป็นรูปธรรม และสอดคล้องกับแนวทาง Quick Big Win ที่กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญในการสร้างความเป็นธรรมทางการค้า และส่งเสริมเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน” นางสาวญาณีฯ กล่าว
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ