ข่าวเลขที่ 124/2569 “พาณิชย์” ดันอินฟลูเอนเซอร์ลุยไลฟ์หน้าสวน ขายทุเรียนไทยตัดสด ส่งตรงถึงผู้บริโภค เพิ่มช่องทางกระจายสินค้าให้เกษตรกร (26 เมษายน 2569)
วันที่ 26 เมษายน 2569 กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าขยายช่องทางการจำหน่ายผลไม้ไทยอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง อาทิ พิมรี่พาย เพื่อส่งเสริมการจำหน่าย “ทุเรียนไทย” ผ่านรูปแบบ Live Commerce จากแหล่งผลิตโดยตรง มุ่งเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้เกษตรกร และส่งมอบทุเรียนคุณภาพสู่ผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์เล็งเห็นถึงศักยภาพของช่องทางดิจิทัล โดยเฉพาะ Live Commerce ซึ่งช่วยให้การกระจายสินค้าเป็นไปอย่างรวดเร็ว และเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขึ้น ตอบสนองต่อสถานการณ์ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นในปีนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแนวทางดังกล่าวไม่ใช่เพียงการระบายผลผลิต แต่เป็นการยกระดับการค้าผลไม้ไทยให้สอดรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว และสามารถเข้าถึงแหล่งที่มาของสินค้าได้อย่างชัดเจน นางศุภจี กล่าวเพิ่มว่า โดยเราจะร่วมมือกันในการนำผลผลิตของพี่น้องเกษตรกรมาจำหน่ายในราคาที่เหมาะสม ขณะเดียวกันประชาชนก็ได้บริโภคทุเรียนคุณภาพ เนื้อดี ในราคาที่เป็นธรรม โดยเปิดโอกาสให้อินฟลูเอนเซอร์ลงพื้นที่จำหน่ายสินค้าถึงหน้าสวน คัดเลือกทุเรียนคุณภาพ ตัดสด และจัดส่งตรงถึงมือผู้บริโภค เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าไทย ควบคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการขายออนไลน์ การสร้างคอนเทนต์ และการเข้าถึงตลาดดิจิทัลให้แก่เกษตรกร เพื่อให้สามารถนำไปต่อยอดพัฒนาช่องทางจำหน่ายของตนเองได้ในระยะยาว ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนสินค้าเกษตรไทย ร่วมกันสร้างระบบตลาดที่เข้มแข็งและเป็นธรรม นางศุภจี กล่าวต่อว่า การผลักดัน Live Commerce ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยง “ซัพพลาย” จากเกษตรกรสู่ “ดีมานด์” ของตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในปี 2569 ที่ผลผลิตทุเรียนเพิ่มขึ้นจากปี 2568 ถึง 33% จึงจำเป็นต้องเร่งขยายทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศควบคู่กันไป ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ TikTok Technologies Ltd. เพื่อขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรผ่าน TikTok Shop และ Live Commerce รวมถึงการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการตลาดออนไลน์ การส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตร และการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ” “ขอเชิญชวนเหล่าครีเอเตอร์และผู้ค้าออนไลน์ที่สนใจ เข้ามามีส่วนร่วมในการจำหน่ายผลไม้ไทย ร่วมกันประชาสัมพันธ์ทุเรียนไทยให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ทั้งในกลุ่มผู้บริโภคชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ภายใต้แนวคิด ‘Thailand: The Land of Tropical Fruits’ เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นการบริโภคอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรไทยในระยะยาว” นางศุภจี กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 123/2569 “พาณิชย์” รับหนังสือสมาคมชาวนาฯ จับมือบูรณาการดูแล “ข้าวไทยทั้งระบบ” ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ สร้างเสถียรภาพรายได้เกษตรกร (26 เมษายน 2569)
วันที่ 26 เมษายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นประธานเปิดการประชุมสามัญประจำปี 2569 ของสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย โดยมี ร้อยตรีจักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย นายศรายุทธ ยิ้มยวน สมาชิกวุฒิสภา พร้อมผู้บริหารจากกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และตัวแทนเกษตรกรจาก 57 จังหวัดกว่า 200 ราย เข้าร่วม ณ The Cavalli Casa Resort เพื่อสะท้อนปัญหาและข้อเสนอแนะของภาคเกษตรกร และเชื่อมโยงสู่การกำหนดนโยบายภาครัฐให้ตอบโจทย์สถานการณ์จริง นางศุภจี กล่าวว่า ปัจจุบันภาคเกษตร โดยเฉพาะข้าว ต้องเผชิญกับ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลก ความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น รวมถึงความไม่แน่นอนของสภาพภูมิอากาศ ทั้งภัยแล้งและฝนตกหนักในบางช่วง ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อผลผลิตและรายได้ของเกษตรกรไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยที่เผชิญปัญหา แต่เป็นวิกฤตร่วมของโลก สิ่งที่เราต้องทำคือการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ ทั้งภาครัฐ ภาคเกษตร และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงพาณิชย์ในฐานะปลายน้ำ จำเป็นต้องทำงานเชื่อมโยงกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งดูแลต้นน้ำ และภาคอุตสาหกรรมในกลางน้ำเพื่อให้ทั้งระบบเดินหน้าไปพร้อมกันอย่างมีประสิทธิภาพ รองนายกรัฐมนตรีฯ เปิดเผยว่า ได้รับข้อเสนอหนังสือข้อเสนอจากสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ทั้งในส่วนของมาตรการเร่งด่วน 6 ข้อ และมาตรการระยะยาว 5 ข้อ ซึ่งสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคเกษตรไทย “บางเรื่องสามารถดำเนินการได้ทันที แต่ทุกข้อเสนอจะถูกนำไปประสานกับคณะรัฐบาล เพื่อเร่งดำเนินการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและทันท่วงที”นางศุภจี กล่าว เดินหน้าดูแล “ต้นน้ำ” ลดต้นทุน–เพิ่มผลผลิต ในส่วนของต้นน้ำ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีคุณภาพและให้ผลผลิตสูงขึ้น โดยชี้ว่า ปัจจุบันผลผลิตข้าวไทยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 400–700 กิโลกรัมต่อไร่ ขณะที่บางประเทศคู่แข่งสามารถผลิตได้ถึง 1,500 กิโลกรัมต่อไร่ ดังนั้น จึงต้องเร่งพัฒนาเมล็ดพันธุ์ให้แข็งแรง ควบคู่กับการบริหารจัดการดินและปุ๋ยอย่างเหมาะสม โดยทำงานร่วมกับกรมวิชาการเกษตรและกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อให้เกษตรกรใช้ปัจจัยการผลิตอย่างแม่นยำ ลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตในระยะยาว นอกจากนี้ ยังเตรียมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณามาตรการช่วยเหลือต้นทุนด้านพลังงานและค่าขนส่ง ซึ่งเป็นภาระสำคัญของเกษตรกร หนุน “กลางน้ำ” แปรรูป–สร้างมูลค่าเพิ่มครบวงจร สำหรับกลางน้ำ รัฐบาลมุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าข้าว ผ่านการแปรรูปและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ได้อนุมัติโครงการสนับสนุนชุมชนกว่า 200 แห่ง ให้เข้าถึงเครื่องมือสำคัญ เช่น เครื่องสีข้าว เครื่องอบ เครื่องบรรจุสุญญากาศ รวมถึงการพัฒนาแบรนด์และการตลาด การแปรรูปไม่ใช่แค่เปลี่ยนข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร แต่ต้องต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง ทั้งอาหาร เวชภัณฑ์ หรือผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้ ทั้งนี้ การแปรรูปยังช่วยยืดระยะเวลาการจำหน่าย ทำให้เกษตรกรไม่จำเป็นต้องขายผลผลิตทันทีในช่วงราคาตกต่ำ และสามารถบริหารจัดการรายได้ได้ดีขึ้น เร่ง “ปลายน้ำ” ทำตลาด–พยุงราคา–ขยายส่งออก ในส่วนของปลายน้ำ กระทรวงพาณิชย์เดินหน้ามาตรการ “ซื้อนำตลาด” ได้พัฒนาระบบฐานข้อมูล เช่น dashboard ข้าว เพื่อใช้ติดตามสถานการณ์อุปสงค์-อุปทานในแต่ละพื้นที่แบบเรียลไทม์ ช่วยให้สามารถวางแผนการผลิต การตลาด และการดูดซับผลผลิตได้อย่างแม่นยำ เพื่อเร่งดูดซับผลผลิตส่วนเกิน ควบคู่กับการจัด “ตลาดนัดข้าวเปลือก” เพื่อเพิ่มการแข่งขัน และเปิดโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงผู้ซื้อโดยตรง นอกจากนี้ ยังเร่งขยายตลาดส่งออก โดยตั้งเป้าปริมาณส่งออกปี 2569 ที่กว่า 7 ล้านตัน แม้เผชิญข้อจำกัดจากสถานการณ์โลก พร้อมใช้กลไกการค้าระหว่างประเทศ เช่น การขายแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) ให้มีสินค้าเกษตรโดยเฉพาะข้าวอยู่ในข้อตกลงการซื้อขาย พร้อมผลักดัน “ข้าวประณีต” สร้างมูลค่าเพิ่ม รองนายกรัฐมนตรีฯ ยังผลักดันแนวคิด “ข้าวประณีต” ซึ่งเป็นข้าวที่มีการพัฒนาเรื่องคุณภาพ เรื่องราว และบรรจุภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้สามารถจำหน่ายได้ในราคาสูง เพราัข้าวไทยมีศักยภาพมาก หากเราสร้างเรื่องราว ใส่นวัตกรรม และทำตลาดอย่างเหมาะสม จะสามารถยกระดับราคาขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวถึงการดูแลเรื่องต้นทุนปัจจัยการเกษตรของเกษตรกรว่า กรมการค้าภายในได้เตรียมกิจกรรม ช่วยลดปัจจัยการผลิตของพี่น้องเกษตรกรโดยเฉพาะสินค้าข้าว ในโครงการ “ปุ๋ยธงเขียวพลัส” ลดราคาปุ๋ยสูงสุดกระสอบละ 300 บาท ช่วยบรรเทาภาระต้นทุนเกษตรกร ทั้งนี้ โครงการเตรียมเริ่มตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน โดยในระยะแรก (เฟสแรก) จะจัดจำหน่ายรวม 30 แห่ง โดยในเดือนพฤษภาคมกำหนดจัดแล้ว 10 จังหวัด ก่อนขยายผลไปยังพื้นที่อื่นเพิ่มเติมในระยะถัดไป เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงเกษตรกรได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว ด้านนายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ได้ยื่นหนังสือจากที่ประชุมถึงแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรให้กับนางศุภจี พร้อมขอบคุณที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับภาคเกษตร และลงพื้นที่รับฟังปัญหาโดยตรง และสมาคมพร้อมกับทำงานร่วมกันกับภาครัฐ เพื่อให้มาตรการต่างๆ เกิดผลอย่างแท้จริง และสร้างความมั่นคงยั่งยืนให้กับอาชีพชาวนาไทย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 122/2569 พาณิชย์ลุยจันทบุรี ชวนชาวสวนทำ “ทุเรียนคุณภาพ” เพิ่มรายได้เกษตรกร–ยกระดับทั้งระบบ พร้อมจับมือ TikTok เปิดเกม e-Commerce สร้างมูลค่าเพิ่ม ดันส่งออกรักษาเสถียรภาพราคา (25 เมษายน 2569)
วันที่ 25 เมษายน 2569นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี เพื่อติดตามสถานการณ์ผลผลิตทุเรียนปี 2569 พร้อมตรวจเยี่ยมแหล่งผลิตจริง ณ สวนสมพงษ์ (ทุเรียน 100 ล้าน) ตำบลจันทเขลม อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี เพื่อดูระบบบริหารจัดการคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยมีนายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี นายคัมภีร์ ชื่นบาน และนายชรัตน์ เนรัญชร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี รวมถึงนางชนิดา คล้ายพันธ์ Director of Public Policy บริษัท TikTok Thailand เข้าร่วม ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะได้เยี่ยมชมการผลิตทุเรียนคุณภาพเพื่อการส่งออกของ นายสมพงษ์ กลีบมาลี เกษตรกรต้นแบบ พร้อมสาธิตการตัดทุเรียนตามมาตรฐาน และเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์แปรรูป รวมถึงทุเรียนคุณภาพภายใต้แบรนด์ “Q-Chan” ซึ่งเป็นระบบควบคุมคุณภาพตลอดห่วงโซ่การผลิต นางศุภจี เปิดเผยว่า ปี 2569 คาดว่าผลผลิตทุเรียนทั้งประเทศจะอยู่ที่ประมาณ 2.071 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 33 โดยภาคตะวันออกมีผลผลิตประมาณ 0.998 ล้านตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 48 ของทั้งประเทศ และจะออกสู่ตลาดสูงสุดในช่วงเดือนพฤษภาคม “ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้การบริหารจัดการต้องทำทั้งระบบ ปัจจุบันทุเรียนไทยส่งออกประมาณร้อยละ 70 และบริโภคในประเทศร้อยละ 30 ซึ่งกระทรวงพาณิชย์มีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการบริโภคในประเทศ เพื่อรองรับผลผลิตที่เพิ่มขึ้นและรักษาเสถียรภาพราคา” นางศุภจี กล่าว กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในร่วมมือกับทุกภาคส่วน ตั้งเป้าระบายผลผลิตในประเทศ ไม่ต่ำกว่า 450,000 ตัน ผ่านการเชื่อมโยงตลาดกลาง ห้าง Modern Trade กว่า 350,000 ตัน ควบคู่กับการขายผ่านไปรษณีย์ไทยและช่องทางออนไลน์ ผนึก TikTok ดัน Live Commerce ขยายตลาด–เข้าถึงคนรุ่นใหม่ ในโอกาสนี้ นางศุภจี เป็นประธานสักขีพยานการลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกรมการค้าภายในกับบริษัท TikTok Technologies Ltd. เพื่อส่งเสริมการจำหน่ายผลไม้ไทยผ่าน TikTok Shop และ Live Commerce นางศุภจี กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และขยายฐานผู้บริโภค โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติในประเทศไทย ผ่านการใช้คอนเทนต์ดิจิทัลและอินฟลูเอนเซอร์ ด้านนางชนิดา คล้ายพันธ์ Director of Public Policy บริษัท TikTok Thailand ระบุว่าในปีนี้ TikTok ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนคอนเทนต์เป็นยอดขายจริง โดยสินค้าเกษตรบน TikTok Shop เติบโต 15–20% และมีครีเอเตอร์ติดตะกร้ากว่า 1.8 ล้านราย ช่วยขยายการเข้าถึงสินค้า ในความร่วมมือในวันนี้ TikTok ยินดีที่จะจัดแคมเปญส่งเสริมการขายร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ โดยพร้อมคูปองและค่าจัดส่งรวมกว่า 6.5 ล้านบาท เพื่อเร่งระบายผลผลิต ควบคู่กลยุทธ์ 3S (Start–Skill–Scale) สนับสนุนเกษตรกรตั้งแต่เริ่มขายจนขยายยอด และร่วมผลักดันภาพลักษณ์ “Thailand: The Land of Tropical Fruits” ผ่านคอนเทนต์ดิจิทัล เพื่อสร้างการรับรู้ทุเรียนไทยในวงกว้าง” เร่งส่งออก–ขยายตลาดโลก ดันรายได้ทะลุเป้า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า กระทรวงได้ส่ง “ทีมด่านหน้า” โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศไปที่ประเทศจีน เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการส่งออก และตั้งเป้าปีนี้ส่งออกทุเรียน ไม่น้อยกว่า 1 ล้านตัน “ปีที่ผ่านมา ทุเรียนไทยสร้างรายได้จากการส่งออกกว่า 140,000 ล้านบาท ปีนี้ผลผลิตเพิ่มขึ้น เรามีความตั้งใจจะเพิ่มยอดให้มากขึ้น เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรทั้งในจันทบุรี ภาคตะวันออก และภาคใต้” นางศุภจี กล่าว ดันแปรรูป–เพิ่มมูลค่า แก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด นางศุภจี กล่าวว่า การแปรรูปเป็นกุญแจสำคัญในการบริหารจัดการผลผลิตส่วนเกิน โดยเฉพาะการพัฒนาทุเรียนแช่แข็ง ห้องเย็น และผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง “หากผลผลิตออกมากและส่งออกไม่ทัน อาจกระทบราคา ดังนั้นต้องเพิ่มการแปรรูป ทั้งเพื่อเพิ่มมูลค่า ยืดอายุสินค้า และกระจายรายได้ทั้งปี ในหลากหลายวิธี” “คุณภาพต้องมาก่อน” รักษาตลาดระยะยาว นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาการตัดทุเรียนอ่อนในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ทุเรียนไทยในตลาดโลก จึงต้องควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด “ทุเรียนต้องได้มาตรฐาน เช่น ค่าความสุกหรือเปอร์เซ็นต์แป้งต้องไม่ต่ำกว่า 32% หากเรารักษาคุณภาพได้ ราคาจะไม่ตก และตลาดจะเชื่อมั่นในระยะยาว” ปัจจุบันราคาทุเรียนเกรด AB อยู่ที่ประมาณ 135–140 บาทต่อกิโลกรัม แต่มีแนวโน้มถูกกดดันในช่วงผลผลิตออกมาก โดยเฉพาะเมื่อผลผลิตภาคใต้เข้าสู่ตลาด นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้าสร้างแบรนด์ประเทศ ผ่านแนวคิด“Thailand: The Land of Tropical Fruits” โดยใช้ช่องทางออนไลน์และคอนเทนต์ดิจิทัล เพื่อสื่อสารภาพลักษณ์ทุเรียนไทยคุณภาพสู่ผู้บริโภคทั่วโลก นางศุภจี กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อรับฟังปัญหาและเติมเต็มสิ่งที่เกษตรกรยังขาด “เรามีความตั้งใจมาช่วยให้ผลไม้ของจันทบุรีมีมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้ที่มั่นคงให้พี่น้องเกษตรกร ทั้งด้านตลาด การแปรรูป และโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ห้องเย็นและโลจิสติกส์ กระทรวงพาณิชย์จะบูรณาการทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อผลักดันทุเรียนไทยให้เป็นสินค้ามูลค่าสูง และสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้ประเทศ“ นางศุภจี กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 121/2569 กรมการค้าภายในเดินหน้าคุมสมดุล ‘หมู-ไก่-ไข่’ หนุนราคายุติธรรม ไม่เป็นภาระทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค (24 เมษายน 2569)
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯ ได้หารือร่วมกับองค์กรเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู ไก่เนื้อ และไก่ไข่ ได้แก่ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ สมาคมผู้ผลิตไก่เนื้อเพื่อการส่งออก สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ สมาคมการค้าผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยภาคกลาง สมาคมผู้ผลิตผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ และเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว ชลบุรี ลุ่มแม่น้ำน้อย และเชียงใหม่ – ลำพูน รวมถึงผู้ประกอบการรายใหญ่ ซีพีเอฟ เบทาโกร ไทยฟู้ดส์ สหฟาร์ม คาร์กิลล์มีทส์ อัครากรุ๊ป วี.ซี.เอฟ.กรุ๊ป และเอส พี เอ็ม เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตและการค้าสินค้าเนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ พร้อมหารือแนวทางบริหารจัดการด้านราคาให้เกิดความสมดุล ไม่เป็นภาระต่อผู้ผลิตและไม่กระทบต่อผู้บริโภคในสถานการณ์ปัจจุบัน จากการติดตามพบว่า สภาพอากาศที่ร้อนในปัจจุบัน ยังคงส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของสัตว์ แม้ผลผลิตจะออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจากสัตว์กินอาหารลดลง ทำให้มีการเติบโตช้ากว่าปกติ และมีผลผลิตที่ไม่ตรงตามมาตรฐานเดิม แต่จากปัจจุบันที่สภาวะการค้าที่เริ่มชะลอตัวหลังสงกรานต์จากความต้องการบริโภคที่ลดลง ส่งผลให้ราคาสินค้าทั้งไข่ไก่และสุกรยังคงทรงตัวอย่างต่อเนื่อง ส่วนไก่เนื้อมีแนวโน้มที่จะมีการปรับลดลงจากผลผลิตที่เข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นกว่าช่วงก่อนหน้า ด้านนายเกียรติภูมิ พฤกษะวัน ผู้แทนสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวว่า ราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มปัจจุบันราคาทรงตัวอยู่ในช่วง 68 - 70 บาท/กก. ซึ่งทรงตัวมาตั้งแต่ช่วงก่อนสงกรานต์ โดยราคายังคงใกล้เคียงกับต้นทุนการผลิตในปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ประมาณ 70 บาท/กก. ขณะเดียวกัน แม้ความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ แต่จากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้การค้าและการบริโภคชะลอตัว จึงคาดว่าแนวโน้มราคายังจะทรงตัวต่อเนื่อง จึงขอให้ภาครัฐช่วยกำกับดูแลการรับซื้อสุกรให้เป็นธรรมไม่ให้เกษตรกรถูกเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง ในส่วนของไก่เนื้อ นายสมบูรณ์ วัชรพงษ์พันธ์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ ได้กล่าว ในที่ประชุมหารือว่า ปัจจุบันปริมาณผลผลิตเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติและออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง หลังเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อชดเชยความสูญเสียจากผลกระทบของสภาพอากาศร้อนในช่วงก่อนหน้า แม้มีความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้นในช่วงสงกรานต์ แต่ขณะนี้เริ่มชะลอตัวลง ส่งผลให้ราคาปัจจุบันใกล้เคียงต้นทุน และราคามีแนวโน้มทรงตัวหรือปรับลดลงเล็กน้อยในระยะต่อไป ขณะที่ นางพเยาว์ อริกุล นายกสมาคมการค้าผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยภาคกลาง ได้กล่าวเสริมว่า สภาพอากาศที่ร้อนจัดทำให้ปัจจุบันไข่ไก่ขนาดเล็กออกสู่ตลาดมาก ประกอบกับต้นทุนช่วงหน้าร้อนที่เพิ่มขึ้นกว่าช่วงปกติ ทำให้เกษตรกรต้องรับภาระเพิ่มขึ้น แม้ราคาไข่ไก่จะมีการประกาศราคาแนะนำอยู่ที่ 3.60 บาท/ฟอง แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ภาวะการค้าชะลอตัวทำให้ราคาเริ่มปรับลดลงในบางพื้นที่ ทั้งนี้ ในส่วนของผู้แทนผู้ประกอบการรายใหญ่ ได้แก่ นายเกียรติโชติ เหมือนสิงห์ ผู้แทนเบทาโกร นายสมรักษ์ จองสุวรรณ ผู้แทน CPF และนายธนาวุฑ เอื้อละพันธ์ ผู้แทนอัครากรุ๊ป ยังได้มีข้อกังวลเพิ่มเติมในประเด็นเรื่องวัตถุดิบอาหารสัตว์ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของสินค้าภาคปศุสัตว์ ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง กดดันให้วัตถุดิบบางตัวได้รับผลกระทบทำให้มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นได้ในช่วงระยะถัดไป ซึ่งทำให้ต้นทุนภาพรวมของสินค้าหมวดปศุสัตว์ปรับตัวสูงขึ้นได้ในอนาคต รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการค้าภายใน ได้มีการหารือมาตรการช่วยเหลือผู้บริโภค โดยกรมฯ ได้มีการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคในราคาประหยัดผ่านงานธงฟ้าราคาประหยัด ทั้งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงภูมิภาค เพื่อเป็นช่องทางในการบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนผู้บริโภค และกรมฯ จะติดตามสถานการณ์สินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด โดยจะมีการหารือองค์กรเกษตรกร และผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อกำกับดูแลให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกภาคส่วน และประเมินแนวทางในการบริหารจัดการด้านราคาให้เกิดความเหมาะสม ไม่ให้เป็นภาระแก่เกษตรกร และกระทบต่อประชาชนผู้บริโภค ทั้งนี้ กรมการค้าภายใน ได้มีการกำกับดูแลและติดตามสถานการณ์ราคาเนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด เพื่อไม่ให้มีการเอาเปรียบผู้บริโภค หากพบผู้ค้ารายใดมีพฤติกรรมจำหน่ายเนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ในราคาสูงเกินสมควร สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หากพบการกระทำผิด จะมีความผิดตามมาตรา 29 พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 มีโทษปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 120/2569 ค้าภายในผนึก 4 สมาคมปุ๋ย เคาะ “ราคาแนะนำรายจังหวัด” อิงต้นทุนจริงถึงอำเภอเมือง สกัดโก่งราคา – เตรียม ไทยช่วยไทยลดปัจจัยเกษตร ขายปุ๋ยถูกตั้งแต่ พ.ค.เป็นต้นไป (23 เมษายน 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจเกษตรไทย สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย สมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร และสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย ว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้กำหนด “ราคาแนะนำจำหน่ายปุ๋ยเคมีรายจังหวัด” โดยคำนวณราคาจากหน้าโรงงาน บวกค่าขนส่งและค่ายก จนถึงระดับอำเภอเมืองของแต่ละจังหวัด เพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในแต่ละพื้นที่ และให้เกษตรกรใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการตัดสินใจซื้อ โดยจะเริ่มประกาศราคาแนะนำได้ตั้งแต่สัปดาห์หน้า ผ่านเว็บไซต์กรมการค้าภายใน และแจ้งไปยังคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.) เพื่อใช้กำกับดูแลราคาในพื้นที่อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ จะครอบคลุมปุ๋ยสูตรหลักที่ใช้แพร่หลาย เช่น 16-0-0, 21-0-0, 0-0-60, 15-15-15, 16-20-0 และ 16-8-8 นายวิทยากร ระบุว่า ปัญหาที่พบในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้อยู่ที่ราคาหน้าโรงงาน แต่เป็นช่วงรอยต่อไปถึงร้านค้าปลีก ซึ่งมีการปรับราคาสูงขึ้นโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร บางพื้นที่พบการบวกเพิ่มถึง 300–500 บาทต่อกระสอบ ทั้งที่ผู้ผลิตยืนยันว่าไม่ได้ปรับขึ้นราคา ในด้านการกำกับดูแล กรมได้ลงพื้นที่ตรวจสอบร้านค้าปุ๋ยแล้ว 1,135 แห่ง พบกระทำความผิด 51 แห่ง และดำเนินคดีแล้ว 6 แห่ง ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม ขณะเดียวกัน กรมยังได้หารือกับผู้ผลิตปุ๋ยในการขับเคลื่อนโครงการ “ธงเขียวพลัส” ควบคู่กับการส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมตามชนิดพืชและพื้นที่ โดยร่วมกับ กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมทั้งผลักดันให้ลดการใช้ปุ๋ยยูเรีย ซึ่งขณะนี้ราคาปรับตัวสูงขึ้น จากเดิมประมาณตันละ 500 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มเป็นกว่า 900 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้มีความเสี่ยงด้านต้นทุน โดยสามารถใช้ปุ๋ยสูตรอื่นทดแทนได้ในหลายกรณี นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมฯ ยังได้หารือร่วมกับสมาคมปุ๋ยและเคมีเกษตรในการเตรียมจัดงาน “ไทยช่วยไทย ลดภาระปัจจัยการผลิต : ธงเขียวราคาประหยัดพลัส” โดยภาคเอกชนมีความพร้อมเข้าร่วมเพื่อบรรเทาภาระต้นทุนให้เกษตรกร โดยเฉพาะผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา และไม้ผล ซึ่งโครงการจะดำเนินการในช่วงเดือนเพาะปลูก ตั้งแต่เมษายนเป็นต้นไป โดยได้รับการยืนยันแล้วครอบคลุม 10 จังหวัด จังหวัดนำร่อง ได้แก่ กำแพงเพชร กาญจนบุรี อุทัยธานี และราชบุรี จากนั้นจัดต่อเนื่องอีก 20 จังหวัด และมีแผนจัดต่อให้ครอบคลุมพื้นที่ปลูกที่สำคัญทั่วประเทศ โดยจะสนับสนุนชดเชยราคาปุ๋ยเพิ่มเป็น 300 บาทต่อกระสอบ (5 กระสอบ) จากเดิม 200 บาท และหากซื้อสารเคมีทางการเกษตรเพิ่มเติม จะได้รับส่วนลดอีก 50 บาท รวมช่วยเหลือเฉลี่ยครัวเรือนละประมาณ 1,550 บาท ทั้งนี้ เกษตรกรต้องมีสมุดทะเบียนเกษตรกร หรือ “เล่มเขียว” และหากมีบัตรดินดี ได้รับรองมาตรฐาน GAP หรือเป็นสมาชิกศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) จะสามารถซื้อปุ๋ยเพิ่มได้อีก 1 กระสอบ รวมเป็น 6 กระสอบ พร้อมรับคูปองส่วนลดปุ๋ยอินทรีย์ 250 บาท ส่งผลให้ผู้ที่เข้าเงื่อนไขครบจะได้รับการสนับสนุนรวมสูงสุดประมาณ 2,100 บาท ในส่วนของการนำเข้าปุ๋ยจากแหล่งใหม่ ผู้นำเข้าประสานเจรจานำเข้าจากประเทมาเลเซีย บรูไน และอินโดนีเซียอย่างต่อเนื่อง ในด้านราคาจำหน่ายผู้ผลิตยังไม่ได้ยื่นขอปรับขึ้นราคาจำหน่าย แม้ว่าต้นทุนจะเริ่มใกล้เพดานที่เคยได้รับอนุมัติ โดยยังคงต้องติดตามสถานการณ์ราคาตลาดโลกอย่างใกล้ชิดต่อไป
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 119/2569 พาณิชย์รับข้อเสนอชาวสวนปาล์ม สั่งเข้มตรวจราคารับซื้อทั่วประเทศ ดันใช้ไบโอดีเซลเพิ่ม พยุงราคา-รักษาสมดุลระบบ ด้านน้ำมันปาล์มขวดยังอยู่ในกรอบอนุญาตเดิม (23 เมษายน 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้รับหนังสือจากนางอรุณี ชีสังวรณ์ ตัวแทนเกษตรกรกลุ่มชาวสวนปาล์มน้ำมันรพีพัฒน์ จังหวัดปทุมธานี พร้อมเครือข่ายชาวสวนปาล์มน้ำมันจากภาคกลางและภาคใต้ ที่เข้ายื่นต่อรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขอให้เร่งแก้ไขปัญหาราคาผลปาล์มน้ำมันที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้รับทราบข้อกังวลของเกษตรกร โดยเฉพาะราคาผลปาล์มที่ลดลงเร็ว ล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 6.60–7.20 บาทต่อกิโลกรัม รวมถึงข้อเสนอให้ภาครัฐเพิ่มการใช้น้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ในประเทศ โดยเฉพาะในภาคพลังงาน ผ่านน้ำมันดีเซล B7 และ B20 เพื่อช่วยดูดซับผลผลิตและลดความผันผวนของราคา นอกจากนี้ เกษตรกรยังเสนอให้กำกับดูแลกลไกรับซื้ออย่างเข้มงวด ทั้งโครงสร้างต้นทุนและค่าขนส่ง เนื่องจากต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะค่าปุ๋ยและค่าขนส่ง พร้อมขอความชัดเจนด้านนโยบายทั้งระบบ ทั้งการใช้ในประเทศ การส่งออก และการใช้ในภาคพลังงาน นายวิทยากร กล่าวว่า “กระทรวงพาณิชย์ยืนยันมีการบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์มอย่างเหมาะสม โดยการบริโภคในประเทศยังคงเดิม แต่เพิ่มการใช้ในภาคพลังงาน จากเดิมประมาณ 70,000 ตัน เป็น 100,000–110,000 ตัน โดยรับทราบจากกรมธุรกิจพลังงานว่ามีแผนเพิ่มปริมาณการใช้ขึ้นอีก โดยปัจจุบันมีจุดจำหน่าย ประมาณ 100 แห่ง และในสิ้นเดือนเมษายนนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 200 แห่ง และมีแผนเพิ่มจุดจำหน่ายขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับปริมาณการใช้ในภาคขนส่ง ในส่วนของการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่าไม่ได้ห้ามส่งออกแต่อย่างใด ซึ่งปัจจุบันยังมีการส่งออกได้ตามปกติ โดยใช้การกำกับดูแลผ่านระบบขออนุญาตล่วงหน้า เพื่อใช้เป็นข้อมูลบริหารจัดการให้เกิดความสมดุล ทัังนี้ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้สะดวกขึ้น และผู้ประกอบการยังสามารถส่งออกได้ตามปกติ สำหรับสถานการณ์ผลผลิตปีนี้ พบว่ายังไม่ได้ออกสู่ตลาดมากตามที่คาดการณ์ในช่วงเดือนเมษายน–พฤษภาคม สะท้อนจากหลายพื้นที่ไม่มีการรอคิวจำหน่าย อย่างไรก็ตาม ราคาผลปาล์มยังปรับลดลง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกที่ลดลง จากระดับประมาณ 40 บาทต่อกิโลกรัม เหลือราว 36 บาทต่อกิโลกรัม กรมการค้าภายในจึงสั่งการไปยังคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.) ในพื้นที่แหล่งผลิต ให้ตรวจสอบตั้งแต่ลานเท โรงงานสกัด จนถึงปลายทาง เพื่อป้องกันการบิดเบือนกลไกราคา หลังพบข้อร้องเรียนว่าราคารับซื้อปรับลดลงเร็ววันละ 40–50 สตางค์ แต่ปรับขึ้นช้า โดยกรมการค้าภายในจะเข้าไปเร่งตรวจสอบให้กับพี่น้องเกษตรกรโดยเร็วที่สุด พร้อมกันนี้ จะลงพื้นที่ตรวจสอบการรับซื้อและการวัดเปอร์เซ็นต์น้ำมันอย่างต่อเนื่อง หากพบการกดราคารับซื้อหรือเอาเปรียบเกษตรกร จะดำเนินการตามกฎหมายทันที เพื่อให้เกษตรกรได้รับราคาที่เป็นธรรม ด้านสถานการณ์ราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวด นายวิทยากรกล่าวว่า ปัจจุบันราคาจำหน่ายยังอ้างอิงต้นทุนน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ย้อนหลังประมาณ 1–2 เดือน เนื่องจากยังมีสต็อกเดิมผสมกับผลผลิตใหม่ในระบบ แม้ผู้ผลิต 6 รายจะยื่นขอปรับราคา แต่ยังไม่มีการอนุมัติกรอบราคาใหม่แต่อย่างใด โดยราคาที่ปรับขึ้นในท้องตลาด เป็นการแจ้งราคาจำหน่ายที่ปรับภายในกรอบเดิม จากเดิมที่มีการแข่งขันด้านราคาสูง ผู้ประกอบการจึงจัดโปรโมชั่นลดราคา ปัจจุบันเมื่อต้นทุนเพิ่ม กลไกการซื้อขายกลับมาอยู่ในราคาที่เคยขอไว้ในกรอบเดิม โดยกรมยืนยันว่า ในส่วนขอที่มีการยื่นขอปรับเพิ่มราคาในกรอบใหม่ กรมจะพิจารณาตามโครงสร้างต้นทุนและสถานการณ์ราคาอย่างใกล้ชิดก่อน พร้อมบริหารจัดการสต็อกให้เพียงพอ เพื่อไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ”อย่างไรก็ตาม ในส่วนของพี่น้องเกษตรกร กรมการค้าภายในยืนยันว่าให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก กรมจึงจะติดตามสถานการณ์การซื้อขายปาล์มทัังระบบ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา โดยจะดูแลเกษตรกรและผู้บริโภคควบคู่กันอย่างเป็นธรรม“ นายวิทยากร กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 118/2569 ค้าภายในประชุมอนุกรรมการบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์ม ติดตามผลใช้ B7-B20 ดูแลสมดุลสต็อก ส่งออก และราคาผลปาล์มให้เป็นธรรม (21 เมษายน 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์ม ครั้งที่ 2/2569 ณ กรมการค้าภายใน ว่า ในวันนี้ (21 เมษายน 2569) ที่ประชุมได้ติดตามสถานการณ์น้ำมันปาล์มอย่างใกล้ชิด ภายใต้บริบทของสถานการณ์พลังงานโลกที่ผันผวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น และทำให้ภาครัฐมีนโยบายเพิ่มการใช้น้ำมันปาล์มเพื่อเป็นส่วนผสมน้ำมันดีเซล B5 เป็น B7 และ B20 ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มในภาคพลังงานเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งปกติการบริหารจัดการน้ำมันปาล์มของประเทศจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ การอุปโภคบริโภคและใช้ในอุตสาหกรรมภายในประเทศ การใช้ด้านพลังงาน และการส่งออก เมื่อความต้องการใช้ในภาคพลังงานเพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องบริหารจัดการสมดุลในภาพรวมอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในมิติของการส่งออก เพื่อไม่ให้กระทบต่อปริมาณใช้ภายในประเทศ ทั้งนี้ คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ได้กำหนดให้การส่งออกน้ำมันปาล์มต้องขออนุญาตล่วงหน้า โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 เพื่อให้ภาครัฐสามารถติดตามตัวเลขการส่งออกและนำมาวางแผนบริหารจัดการได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งที่ที่ผ่านมาได้อนุญาตให้ส่งออกทุกรายที่ขออนุญาต นายวิทยากร กล่าวว่า ปัจจุบันภาวะการใช้น้ำมันปาล์มเพื่อการอุปโภคบริโภคภายในประเทศยังคงทรงตัว ส่วนที่เปลี่ยนแปลงชัดเจนคือภาคพลังงาน จากเดิมช่วงที่ใช้ B5 มีการใช้น้ำมันปาล์มประมาณ 70,000 ตันต่อเดือน ปัจจุบันเมื่อมีการใช้ B7 และ B20 เพิ่มขึ้น ทำให้การใช้ขยับมาอยู่ที่ประมาณ 110,000 ตันต่อเดือน ขณะที่การส่งออกในเดือนเมษายนปีนี้ กายอนุญาตส่งออกทุกรายแล้ว กว่า 90,000 กว่าตัน สำหรับด้านผลผลิต นางอภิญญา นะมาตร์ ผู้แทนเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ระบุว่า ผลผลิตปาล์มน้ำมันในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2569 มีแนวโน้มต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวนและภาวะแห้งแล้ง ส่งผลให้ผลปาล์มออกสู่ตลาดน้อยกว่าปีก่อน โดยมีการปรับประมาณการล่าสุดของเดือนมีนาคมจากเดิมคาดไว้ 2 ล้านตัน เหลือ 1.88 ล้านตัน เดือนเมษายนเหลือ 2.24 ล้านตัน และเดือนพฤษภาคมซึ่งเป็นช่วงผลผลิตสูงสุดของปี คาดว่าจะมีผลผลิตอยู่ที่ 2.506 ล้านตัน ลดลงจากที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่าผลผลิตเดือนพฤษภาคมจะอยู่ที่ 2.76 ล้านตัน ในส่วนของราคาผลปาล์ม อธิบดีกรมการค้าภายในเปิดเผยว่า ณ วันที่ 20 เมษายน 2569 ราคารับซื้อผลปาล์มเฉลี่ยอยู่ที่ 6.60-7.20 บาทต่อกิโลกรัม ที่เปอร์เซ็นต์น้ำมัน 18% โดยการปรับตัวลดลงของราคาในระยะที่ผ่านมา เป็นผลจากหลายปัจจัย ทั้งความผันผวนของราคาพลังงานโลก ราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ในตลาดโลก รวมถึงภาวะตลาดในประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วง 3-4 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะราคาซีพีโอของมาเลเซียที่เคยปรับขึ้นไปถึงกว่า 39 บาทต่อกิโลกรัม ก่อนจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 36.4 บาทต่อกิโลกรัมในปัจจุบัน นายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย ได้ระบุว่า เกษตรกรต้องการให้ภาครัฐดูแลให้การบริหารจัดการเป็นไปตามกลไกตลาดอย่างเป็นธรรม ทั้งในเรื่องการส่งออกและการนำน้ำมันปาล์มไปใช้ด้านพลังงาน โดยไม่ให้เกษตรกรต้องเป็นฝ่ายรับภาระเพียงด้านเดียว พร้อมขอให้กรมการค้าภายในติดตามตรวจสอบโครงสร้างราคารับซื้อผลปาล์มของโรงงานอย่างใกล้ชิด หลังพบว่าราคารับซื้อมีการปรับลดลงต่อเนื่องในบางช่วง จนสร้างข้อสงสัยให้เกษตรกรในหลายพื้นที่ ส่วนต้นทุนการผลิตของเกษตรกรปัจจุบันปรับสูงขึ้นมาก ทั้งค่าแรงงาน ค่าปุ๋ย ค่าน้ำมัน และค่าขนส่ง จึงอยากให้ภาครัฐเข้าไปดูแลราคาปัจจัยการผลิตควบคู่กันด้วย ทั้งนี้ อธิบดีกรมการค้าภายใน จะนำเรื่องดังกล่าวไปพิจารณาในวงประชุมที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำกับดูแลไม่ให้ราคาปัจจัยการผลิตปลายทางผิดไปจากกลไกตลาดมากเกินควร และหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรเพิ่มเติมผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น ธงเขียวพลัส ด้านผู้ประกอบการโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม นายพีรณัฐ สวัสดิจันทร์ ผู้แทนบริษัท กลุ่มภัทร จำกัด (มหาชน) ระบุว่า การกำหนดราคารับซื้อและการตัดสินใจทำธุรกิจในช่วงนี้ได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัยร่วมกัน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาซีพีโอในตลาดต่างประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการเจรจากับคู่ค้า ต้นทุนการผลิต และความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะเมื่อการซื้อขายส่งออกอ้างอิงเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ หากเงินบาทแข็งค่า ก็อาจทำให้ราคาที่คำนวณกลับมาแล้วไม่เอื้อต่อการทำธุรกิจ ส่งผลให้บางช่วงผู้ประกอบการอาจหันมาพิจารณาจำหน่ายในประเทศมากขึ้น ขณะที่ นายไพโรจน์ สวัสดิ์ตยวงศ์ ผู้แทนบริษัท สยาม ออยล์โปรดักส์ จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม ระบุว่า การยื่นเอกสารและหลักฐานเพื่อขออนุญาตส่งออกน้ำมันปาล์มในขณะนี้ยังดำเนินการได้ตามปกติ ไม่ได้มีอุปสรรคหรือติดขัดในทางปฏิบัติแต่อย่างใด สะท้อนว่ามาตรการให้แจ้งข้อมูลล่วงหน้าเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการภาพรวม มากกว่าจะเป็นการปิดกั้นการค้า ในภาคพลังงาน นางสาวสุทัศษา สังข์สำราญ ผู้แทนกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า การขยายจุดจำหน่าย B20 มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยภายในวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา มีสถานีบริการที่พร้อมจำหน่ายประมาณ 100 แห่ง และคาดว่าภายในสิ้นเดือนเมษายนจะเพิ่มเป็นประมาณ 200 แห่ง ขณะเดียวกัน สมาคมผู้ผลิตไบโอดีเซลยืนยันว่า กำลังการผลิตในปัจจุบันยังสามารถรองรับความต้องการใช้ในประเทศได้ โดยสามารถผลิตได้เกือบ 170,000-180,000 ตันต่อเดือน ซึ่งสูงกว่าระดับการใช้งานปัจจุบันที่อยู่ราว 100,000 ตันต่อเดือน นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า ความผันผวนของราคาในช่วงนี้ ยังเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการซื้อขายในตลาด ทั้งฝั่งผู้ประกอบการที่รับซื้อไปใช้ด้านพลังงาน ผู้ส่งออก และผู้ซื้อที่มีคำสั่งซื้อล่วงหน้า ซึ่งแต่ละรายมีต้นทุนและภาระความเสี่ยงแตกต่างกัน รวมถึงปัจจัยด้านอัตราแลกเปลี่ยนที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อขาย โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาพลังงานโลกยังไม่นิ่ง สำหรับคุณภาพผลปาล์ม เกษตรกรจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการตัดผลผลิตที่สุกเหมาะสม เพื่อให้ได้เปอร์เซ็นต์น้ำมันสูงกว่า 18% ซึ่งหากได้คุณภาพในระดับ 19-20% ก็จะส่งผลให้ขายได้ราคาดีขึ้น และยังช่วยให้การบริหารจัดการผลผลิตในภาพรวมมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย “การบริหารจัดการในช่วงนี้ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะปริมาณการใช้ไบโอดีเซลขึ้นอยู่ทั้งกับการใช้ดีเซลในประเทศ และการตอบรับการใช้ B20 ของประชาชน หากการใช้ B20 มีความชัดเจนและขยายตัวต่อเนื่อง ก็มีแนวโน้มจะช่วยพยุงความต้องการใช้น้ำมันปาล์มในประเทศได้ในระยะยาว แต่ทั้งหมดต้องอยู่บนพื้นฐานของการบริหารสมดุลให้เหมาะสม ทั้งด้านผลผลิต การใช้ และการส่งออก” นายวิทยากร กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 117/2569 พาณิชย์ประชุมติดตามสถานการณ์เม็ดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์พลาสติก วางแนวทางดูแลปริมาณ–ราคา–การใช้พลาสติกอย่างเหมาะสม (21 เมษายน 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังการประชุมติดตามสถานการณ์เม็ดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์พลาสติก เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ว่า กรมการค้าภายในได้ดำเนินการตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันกำหนดแนวทางบริหารจัดการเม็ดพลาสติกให้มีปริมาณเพียงพอและราคาเหมาะสม เพื่อป้องกันผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจที่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกในชีวิตประจำวัน แนวทางการดำเนินงานในเรื่องนี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ การกำหนดกลุ่มสินค้าเป้าหมายเพื่อใช้ในการกำกับดูแล การลดการใช้พลาสติกที่ไม่จำเป็นในบรรจุภัณฑ์ และการผลักดันการใช้พลาสติกอย่างยั่งยืนผ่านการคัดแยกและรีไซเคิล โดยมีแนวคิดให้จัดตั้งคณะกรรมการบูรณาการร่วมระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันกำหนดมาตรการให้ครอบคลุมทั้งมิติด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และสิ่งแวดล้อม สำหรับการกำกับดูแลในระยะแรก ที่ประชุมได้กำหนดสินค้าเป้าหมาย 5 กลุ่ม ประกอบด้วย 1) กล่องพลาสติก 2) ถุงแกงและถุงร้อน–เย็น 3) ถุงหูหิ้วและถุงพลาสติกทั่วไป 4) ถุงขยะ และ 5) ถุงบรรจุสินค้าเกษตร เช่น ถุงปุ๋ยและถุงกระสอบ ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนและภาคการผลิต โดยที่ประชุมเห็นพ้องว่าสินค้าทั้ง 5 กลุ่มดังกล่าวครอบคลุมสินค้าพลาสติกจำเป็นเบื้องต้นมากกว่า 40% ของการใช้งานในปัจจุบัน อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ในการประชุมครั้งนี้ กรมฯ ได้เชิญผู้ผลิตและจำหน่ายเม็ดพลาสติก รวมถึงผู้ประกอบการที่นำเม็ดพลาสติกไปผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์ เข้าร่วมหารืออย่างพร้อมเพรียง โดยได้ร่วมกันพิจารณา 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ ความเหมาะสมของกลุ่มสินค้าเป้าหมาย สถานการณ์ด้านปริมาณสินค้า ระดับราคา และรูปแบบการรายงานข้อมูลให้กรมการค้าภายในใช้ประกอบการติดตามกำกับดูแล เพื่อป้องกันการบิดเบือนกลไกตลาดหรือการกักตุนสินค้า ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ในด้านสถานการณ์สินค้า ภาคเอกชนให้ข้อมูลตรงกันว่า ปัจจุบันปริมาณเม็ดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์พลาสติกโดยรวมยังอยู่ในระดับเพียงพอ และคาดว่าจะมีใช้ได้ต่อเนื่องอย่างน้อยจนถึงช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม 2569 อย่างไรก็ตาม ในส่วนของราคา ยังจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีความผันผวนตามสถานการณ์โลกและปัจจัยด้านการขนส่งระหว่างประเทศ ซึ่งอาจส่งผลให้ต้นทุนเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว เพื่อให้การติดตามสถานการณ์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ที่ประชุมมีข้อสรุปร่วมกันให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องรายงานข้อมูลเม็ดพลาสติกในกลุ่มสินค้าเป้าหมายทุกสัปดาห์ โดยจะรายงานทุกวันพุธ ขณะที่ข้อมูลการนำเม็ดพลาสติกไปผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์จะรายงานทุก 15 วัน เพื่อให้กรมการค้าภายในสามารถเห็นภาพต้นทุนและสถานการณ์สินค้าได้ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง จนถึงปลายทาง และนำไปใช้กำหนดมาตรการที่เหมาะสมต่อไป นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการค้าภายในคาดว่าจะกำหนดผู้ประกอบการที่ต้องรายงานข้อมูลให้ครอบคลุมประมาณ 70% ของแต่ละกลุ่มสินค้า เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เพียงพอสำหรับการวิเคราะห์แนวโน้มด้านปริมาณและราคา โดยเฉพาะในส่วนของผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกซึ่งมีจำนวนมาก ขณะที่ผู้ผลิตเม็ดพลาสติกมีจำนวนไม่มากนัก จึงสามารถติดตามข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น ทั้งนี้ หลังจากการประชุมกรมการค้าภายในจะรวบรวมผลการหารือและรายงานข้อมูลชุดแรกเพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) รวมทั้งใช้เป็นฐานข้อมูลในการติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแลให้สินค้าเพียงพอ ราคาเหมาะสม และไม่เกิดผลกระทบต่อประชาชน พร้อมทั้งเชื่อมโยงไปสู่แนวทางการใช้พลาสติกอย่างคุ้มค่าและยั่งยืนในระยะต่อไป
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ