ข่าวเลขที่ 220/2568 กรมการค้าภายใน จัดชุด ‘สายตรวจ DIT’ 8 จังหวัดภาคเหนือ รับรองมาตรฐาน “เครื่องคัดขนาดลำไย” สร้างความเป็นธรรมในการซื้อขายให้เกษตรกร พร้อมยกระดับมาตรฐานลำไยไทยสู่ตลาดโลก (16 กรกฎาคม 2568)
กรมการค้าภายใน จัดชุด สายตรวจ DIT 8 จังหวัดภาคเหนือ รับรองมาตรฐาน เครื่องคัดขนาดลำไย สร้างความเป็นธรรมในการซื้อขายให้เกษตรกร พร้อมยกระดับมาตรฐานลำไยไทยสู่ตลาดโลก กรมการค้าภายใน จัดชุดสายตรวจเฉพาะกิจ DIT โดยบูรณาการตรวจสอบเครื่องวัดสำหรับคัดขนาดลำไยแบบตะแกรงร่อน โดยลงพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตลำไยสำคัญของประเทศ สานต่อภารกิจคุ้มครองเกษตรกรผู้ปลูกลำไย พร้อมยกระดับมาตรฐานการซื้อขายลำไยให้เป็นธรรมและน่าเชื่อถือสำหรับฤดูกาลลำไย 2568 วันที่ 15 กรกฎาคม 2568 นายอุดม ศรีสมทรง รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ตามนโยบายของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสุชาติ ชมกลิ่น ที่มุ่งเน้นบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร และเสริมช่องทางการตลาดให้กับสินค้าเกษตร โดยเฉพาะผลไม้ไทย เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2568 จึงได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ นำเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบเครื่องคัดขนาดลำไย เพื่อดูแลความเป็นธรรมระหว่างเกษตรกร ผู้ประกอบการ โรงอบลำไย และผู้ส่งออก โดยเฉพาะในช่วงที่ผลผลิตลำไยออกสู่ตลาดจำนวนมาก ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาในการซื้อขายหากไม่มีการควบคุมมาตรฐานที่ชัดเจน ทั้งนี้ กรมฯ ได้จัดชุดสายตรวจเฉพาะกิจลงพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย พะเยา ลำปาง ตาก แพร่ และน่าน เพื่อดำเนินการตรวจสอบเครื่องร่อนคัดขนาดลำไยสดรูดร่วงอย่างครอบคลุม โดยเครื่องที่ผ่านการตรวจรับรองจากกรมฯ จะได้รับ เครื่องหมายคำรับรอง ซึ่งเป็นซีลตราครุฑ ติดไว้ 3 จุด ได้แก่ ฝาประกับเครื่อง 2 จุด และระดับน้ำ 1 จุด เพื่อป้องกันการดัดแปลงอุปกรณ์ภายหลัง พร้อมทั้งติดสติกเกอร์ตรวจสอบประจำปี โดยเครื่องที่ได้รับการรับรองจะมีอายุการใช้งานนาน 2 ปี รองอธิบดีฯ ย้ำว่า หากผู้ประกอบการยังคงใช้เครื่องที่ไม่ได้ผ่านการตรวจรับรอง จะถือว่ามีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตราชั่งตวงวัด พ.ศ. 2542 มาตรา 70 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงขอให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรให้ความร่วมมือในการนำเครื่องมารับการตรวจสอบตามระเบียบ การดูแลความเป็นธรรมในกระบวนการซื้อขายลำไยตั้งแต่ต้นทาง นับเป็นภารกิจสำคัญของกรมการค้าภายใน เพื่อคุ้มครองเกษตรกรและส่งเสริมความเชื่อมั่นของตลาดทั้งในและต่างประเทศ นายอุดม กล่าวเพิ่มเติม พร้อมเชิญชวนผู้เกี่ยวข้องร่วมยกระดับมาตรฐานลำไยไทย ให้มีคุณภาพน่าเชื่อถือ สามารถแข่งขันและส่งออกได้อย่างมั่นใจในตลาดโลก
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 219/2568 “DITxPTT” ขน ‘มังคุด-มะพร้าวน้ำหอม’ จำหน่ายหน้าสำนักงานใหญ่ ปตท. 15-16 ก.ค. เชิญชวนประชาชนช่วยเกษตรกรซื้อผลไม้ไทย (15 กรกฎาคม 2568)
DITxPTT ขน มังคุด-มะพร้าวน้ำหอม จำหน่ายหน้าสำนักงานใหญ่ ปตท. 15-16 ก.ค. เชิญชวนประชาชนช่วยเกษตรกรซื้อผลไม้ไทย กรมการค้าภายใน (DIT) ผนึกกำลัง ปตท. (PTT) เดินหน้าช่วยเกษตรกรไทย นำ มังคุด จากชุมพร และ มะพร้าวน้ำหอม จากราชบุรี วางจำหน่ายหน้าสำนักงานใหญ่ ปตท. วันที่ 15 16 ก.ค. นี้ ราคาย่อมเยา พร้อมเตรียมลำไยจากเชียงใหม่ ลำพูนลุยตลาดต่อเนื่อง ตอกย้ำพลังความร่วมมือรัฐ-เอกชน สร้างโอกาสใหม่ให้ผลไม้ไทย วันนี้ (15 กรกฎาคม 2568) ณ สำนักงานใหญ่ ปตท. เขตจตุจักร กรุงเทพฯ นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้ดำเนินการตามนโยบายของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านจตุพร บุรุษพัฒน์ ที่เป็นผู้ริเริ่มและผลักดันให้นำสินค้าเกษตรจากเกษตรกรมาจำหน่ายร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ตามนโยบาย ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย ประกอบกับที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และท่านรัฐมนตรีช่วยว่ากากระทรวงพาณิชย์ ท่านสุชาติ ชมกลิ่น ได้ลงพื้นที่เพื่อเชื่อมโยงสินค้าเกษตรเอง ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ในพื้นที่ผลผลิตมังคุด และจังหวัดราชบุรีในพื้นที่ผลผลิตมะพร้าวน้ำหอม โดยได้สั่งการให้กรมการค้าภายในเร่งกระจายผลผลิตในพื้นที่ผ่านกลไกความร่วมมือของภาคเอกชน นายวิทยากร กล่าวต่อว่า วันนี้กรมการค้าภายใน จึงได้ประสานความร่วมมือกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และเครือข่ายภาคเอกชน เพื่อสนับสนุนการระบายผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะมังคุดและมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งเป็นผลไม้ฤดูกาลสำคัญของประเทศ โดย ปตท.ถือว่าเป็นพันธมิตรหลักที่ช่วยเหลือสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ของกรมมาโดยตลอด ตั้งแต่มะม่วงแฟนซีที่ทาง ปตท .เป็นเจ้าหลักในการเข้ามาช่วยรับซื้อและรับมาจำหน่าย ซึ่งในวันนี้ถือเป็นอีกครั้งหนึ่งที่เราได้นำมะพร้าวน้ำหอมจากจังหวัดราชบุรี จำนวน 2,500 ลูก จำหน่ายเพียง ลูกละ 15 บาท น้ำมะพร้าวขวด 600 ขวด และมังคุดจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชน จังหวัดชุมพร อีก 3,000 กิโลกรัม จำหน่ายตระกร้าละ 4.5 กิโลกรัม ราคา 130 บาท ซึ่งได้การตอบรับที่ดีมากจากพนักงานทั้งของ ปตท.และประชาชนพื้นที่ใกล้เคียง กว่า 5,000 คน โดยกิจกรรมการจำหน่ายผลไม้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 16 กรกฎาคม 2568 ณ สำนักงานใหญ่ ปตท. เขตจตุจักร กรุงเทพฯ นอกจากการให้พื้นที่จำหน่ายแล้ว บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นหนึ่งใน SET50 ที่ได้ร่วมร่วมสนับสนุนการรับซื้อผลไม้จากเกษตรกรในรูปแบบกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ตามนโยบายของท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านพิชัย ชุณหวชิร โดยซื้อผลไม้รวมปริมาณกว่า 404,500 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ากว่า 3.3 ล้านบาท ได้แก่ มะม่วงแฟนซีจากเกษตรกรลำพูน มังคุดจากสหกรณ์ในระยอง และนครศรีธรรมราชอีกด้วย ด้านนายเวโรจน์ วงศ์ประดู่ เลขาสมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย กล่าวต่อว่า สมาคมขอขอบคุณกรมการค้าภายในที่ได้เชื่อมโยงมะพร้าวน้ำหอมในพื้นที่และกระจายไปในแหล่งต่าง ๆ และขอขอบคุณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่ให้ช่วยเหลือเกษตรกร โดยการให้พื้นที่ในการจำหน่ายในชุมชนกรุงเทพฯ โดยมะพร้าวน้ำหอมที่นำมาจำหน่ายในวันนี้ เป็นมะพร้าวเกรดส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา อยากขอให้ประชาชนช่วยสนับสนุนผลไม้ของเกษตรกรไทย นายวิทยากร กล่าวตอนท้าย ว่า วันนี้ต้องขอขอบคุณพันธมิตรภาคเอกชน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นอย่างสูง ที่ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในการนำผลไม้ไทยได้มาวางจำหน่ายในกรุงเทพ โดยไม่มีค่าใชจ่าย ซึ่งที่ผ่านมาได้มีทุเรียนและมังคุด วางจำหน่ายที่ธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งได้เสียงตอบรับดีมากจากประชาชน วันนี้ก็มีการจัดต่อเนื่องที่ ปตท. สำนักงานใหญ่ จึงขอเชิญชวนประชาชนมาเลือกซื้อผลไม้ โดยมะพร้าวน้ำหอมที่นำมาจำหน่ายเป็นเกรดส่งออก และวันนี้กรมได้นำมะพร้าวล็อตเดียวกันนี้ จัดเป็นอาหารว่างในที่ประชุม ครม. ตามข้อสั่งการของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านจตุพร บุรุษพัฒน์ ที่ให้นำผลไม้ไทยเป็นอาหารว่างในการประชุม ตามนโยบาย ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย โดยทางกรมการค้าภายในจะพยายามนำผลไม้ที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้ามาจำหน่ายโดยจะทำต่อเนื่อง โดยต่อไปจะนำ ลำไย จากเกษตรกรจังหวัดเชียงใหม่และลำพูนมาจำหน่ายต่อไป รวมทั้ง เราได้เตรียมตลาดต่างประเทศรองรับไว้ไม่ว่าจะเป็นอินเดียตะวันออกกลางหรืออินโดนีเซีย ความร่วมมือครั้งนี้เป็นรูปธรรมสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงพลังของภาครัฐและเอกชนในการช่วยเหลือเกษตรกรไทย ไม่เพียงแต่ช่วยระบายผลผลิตเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างระบบเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 218/2568 “จตุพร” รมว.พาณิชย์ หารือหน่วยงานเชียงใหม่ เร่งมาตรการช่วยชาวสวนลำไย เพิ่มเป้าส่งออกและขยายตลาดอินเดีย ยูเออี เชื่อมั่นศักยภาพตลาดในประเทศ ตามนโยบาย “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย” (14 กรกฎาคม 2568 )
จตุพร รมว.พาณิชย์ หารือหน่วยงานเชียงใหม่ เร่งมาตรการช่วยชาวสวนลำไย เพิ่มเป้าส่งออกและขยายตลาดอินเดีย ยูเออี เชื่อมั่นศักยภาพตลาดในประเทศ ตามนโยบาย ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม 2568 นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามสถานการณ์การจำหน่ายสินค้าในตลาดใหญ่ของจังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ ตลาดต้นพยอม และตลาดวโรรส และได้ใช้โอกาสนี้หารือสถานการณ์ผลผลิตลำไยซึ่งอยู่ในช่วงต้นฤดู โดยเปิดเผยว่า วันนี้ผมได้ถือโอกาสเยี่ยมเยียนพ่อค้า แม่ค้าในตลาดใหญ่ของเมืองเชียงใหม่ เพื่อดูสถานการณ์การค้าพบว่าปัจจุบันทั้ง 2 ตลาดยังมีนักท่องเที่ยวและผู้ซื้อคึกคัก พ่อค้าแม่ค้าก็มีการนำสินค้าสดใหม่ที่เป็นเอกลักษณ์ของตลาดมาจำหน่ายอย่างคับคั่ง อาทิ แคปหมูน้ำพริกหนุ่ม ไส้อั่ว กาละแม ซึ่งเป็นที่นิยมที่นักท่องเที่ยวซื้อเป็นของฝาก นายจตุพร กล่าวต่อว่า ผมใช้โอกาสนี้พบปะหน่วยงานราชการจังหวัดเชียงใหม่ สหกรณ์การเกษตรจอมทอง สภาเกษตรกรจังหวัดเชียงใหม่ สหกรณ์พืชผักผลไม้เพื่อการตลาดจังหวัดเชียงใหม่ จำกัด ร่วมหารือแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกลำไย โดยทางเกษตรกรได้สะท้อนปัญหาและข้อเรียกร้องที่สำคัญหลายประเด็น อาทิ การขาดแคลนแรงงานเก็บเกี่ยวลำไย และต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนงบประมาณพัฒนา มาตรฐานโรงคัดบรรจุและโกดัง (GMP, HACCP) เพื่อเพิ่มศักยภาพการส่งออก ขณะเดียวกัน เสนอให้รัฐสนับสนุนผู้ประกอบการโรงอบและผู้ส่งออกลำไยสดรายใหม่ ๆ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากโครงการ ธ.ก.ส. และขอให้ภาครัฐเร่งผลักดันโควตาส่งออกไปอินโดนีเซีย รวมถึงการสนับสนุนบรรจุภัณฑ์ เช่น ตะกร้า 5 กิโลกรัม และกล่อง 10 กิโลกรัม สำหรับขายตรงออนไลน์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดแนวทางเร่งด่วนหลายมาตรการสำหรับสินค้าลำไย อาทิ เปิดจุดจำหน่ายลำไยที่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ และหน่วยงานอื่น ๆ ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2568 กระจายผลผลิตผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ รวมถึง สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ภายใต้กิจกรรม Thai Fruits Festival เชื่อมโยงกับห้างค้าส่งค้าปลีก ห้างโมเดิร์นเทรด ตลาดกลาง ตลาดสด รวมถึงการจัดกิจกรรม Pre-Order และ CSR จากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ สนับสนุนกล่องไปรษณีย์และตะกร้าให้สถาบันเกษตรกรผ่าน สำนักงานพาณิชย์จังหวัด ซึ่งเชื่อว่าผลผลิตที่จะออกมา เรามีตลาดรองรับ และจะทำให้พี่น้องเกษตรกรมีรายได้อย่างแน่นอน ในส่วนข้อเสนอเรื่องการส่งออก กระทรวงพาณิชย์มีกิจกรรมในการเร่งผลักดันการส่งออกในช่วงผลผลิตออกมาก โดยตั้งเป้าหมายส่งออกลำไยทั้งสดและแปรรูป รวม 65,000 ตัน โดยเชื่อมโยงตลาดต่างประเทศผ่านสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (สค.) ซึ่งมีการจัดกิจกรรม Business Matching สินค้าลำไยแล้วมูลค่า 200 ล้านบาท และยังมีการติดตามโควตาการส่งออกไปอินโดนีเซีย โดยการเชื่อมโยงเจรจาการค้าไปอินโดนีเซีย ระหว่างฑูตพาณิชย์กับพาณิชย์จังหวัด ช่วง มีนาคมถึงเมษายน 2568 และ ระหว่าง 8-9 กรกฎาคม 2568 ทำให้ผู้ส่งออกในจังหวัดลำพูน ได้โควตาไม่อั้นจากอินโดนีเซีย และนอกจากอินโดนีเซีย จะมีการขยายตลาดไปยังอินเดีย และประเทศในตะวันออกกลาง อาทิ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ด้วย นายจตุพร กล่าวย้ำถึง นโยบายหลัก ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย จะทำให้ผลผลิตลำไยของพี่น้องเกษตรกรปีนี้ได้มีตลาดรองรับทั่วประเทศ และประชาชนได้ช่วยสนับสนุนเกษตรกรได้โดยตรงผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ในส่วนของภาคการผลิต มอบหมายให้กรมการค้าภายในดำเนินการ ลดราคาปุ๋ยและปัจจัยการผลิตทางการเกษตร โดยจัดเป็นสินค้าธงเขียว เพื่อลดต้นทุนให้เกษตรกรให้ได้มากที่สุดเป็นอันดับแรก พร้อมทั้งเตรียมหารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในวันอังคารที่ 15 กรกฎาคมนี้ เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาแรงงานภาคการเกษตร โดยเฉพาะแรงงานเก็บลำไย และกำหนดมาตรการช่วยเหลือลำไยทั้งระบบ สำหรับปี 2568 ปริมาณผลผลิตลำไยของจังหวัดเชียงใหม่อยู่ที่ 443,622 ตัน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 4.32 จากปี 2567 โดยผลผลิตจะออกมากที่สุดในเดือนสิงหาคม จำนวน 164,577 ตัน คิดเป็นร้อยละ 37 ของผลผลิตทั้งหมด ขณะนี้มีผลผลิตออกสู่ตลาดแล้วประมาณร้อยละ 8 หรือ 22,409 ตัน กระจายในพื้นที่ อำเภอจอมทอง ดอยหล่อ แม่วาง สันป่าตอง ฮอด และดอยเต่า โดยปัจจุบันราคาลำไยจังหวัดเชียงใหม่ล่าสุด (12 กรกฎาคม 2568) ลำไยสดรูดร่วง เกรด AA ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 19 ถึง 20 บาท เกรด A ราคา 10 ถึง 11 บาท เกรด B ราคา 5 ถึง 6 บาท และเกรด C ขนาดไม่เกิน 20 มิลลิเมตร ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 1 บาท ลำไยสดช่อ (ตะกร้าขาว อินโดนีเซีย) เกรดทองราคา 25 บาทต่อกิโลกรัม เกรดแดง 22 บาทต่อกิโลกรัม เกรดน้ำเงิน 17 บาทต่อกิโลกรัม และเกรดเขียว 8 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนลำไยสดมัดปุ๊ก เกรด AA บวก A ราคา 18 ถึง 20 บาทต่อกิโลกรัม และเกรด A บวก B ราคา 12 ถึง 15 บาทต่อกิโลกรัม
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 217/2568 “สุชาติ พร้อมเดินหน้ามาตรการคู่ขนาน ดันราคาลำไย ดูดซับผลผลิต ช่วยเกษตรกร” (12 กรกฎาคม 2568)
สุชาติ พร้อมเดินหน้ามาตรการคู่ขนาน ดันราคาลำไย ดูดซับผลผลิต ช่วยเกษตรกร นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยวันนี้ (12 กรกฎาคม 2568) ว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวทางออนไลน์ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดว่าลำไยจังหวัดเชียงใหม่มีราคาตกต่ำเหลือเพียงกิโลกรัมละ 1 บาทนั้น ข้อเท็จจริงราคาดังกล่าวเป็นเพียงราคาลำไยเกรด C ซึ่งเป็นลำไยรูดร่วง ผลขนาดเล็กประมาณ 20 มิลลิเมตร ไม่ใช่ราคาลำไยทั้งหมด สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ยืนยันว่าลำไยเกรดดีที่นิยมบริโภค เช่น เกรด AA ปัจจุบันมีราคารับซื้อกิโลกรัมละ 19 ถึง 20 บาท ส่วนราคากิโลกรัมละ 1 บาท เป็นราคาลำไยเกรดต่ำซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับช่วงปีที่ผ่านมา นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ขณะนี้ผลผลิตลำไยของจังหวัดเชียงใหม่ได้ออกสู่ตลาดแล้วประมาณร้อยละ 8 หรือราว 22,409 ตัน ส่วนใหญ่กระจายอยู่ในพื้นที่อำเภอจอมทอง ดอยหล่อ แม่วาง สันป่าตอง ฮอด และดอยเต่า เกษตรกรยังคงส่งผลผลิตให้ล้งรับซื้อเป็นปกติในช่วงต้นฤดูกาล ซึ่งเมื่อมีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศเข้ามา ราคาลำไยจะปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด สำหรับลำไยเกรด C ส่วนใหญ่จะส่งออกไปยังเวียดนาม โดยปีที่ผ่านมาเวียดนามมีความต้องการสูง แต่ปีนี้เวียดนามมีผลผลิตเองมากขึ้น จึงชะลอคำสั่งซื้อออกไป สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่จึงเตรียมเร่งเชื่อมโยงผู้ประกอบการแปรรูปเข้ามาดูดซับผลผลิตส่วนนี้ นายสุชาติ กล่าวว่า ตนได้สั่งการให้เดินหน้ามาตรการคู่ขนานเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาลำไยและช่วยเหลือเกษตรกรให้ได้ประโยชน์สูงสุด โดยมอบหมายให้กรมการค้าภายในและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการ รวบรวมลำไยเพื่อส่งออก 15,000 ตัน และเชื่อมโยงการแปรรูปลำไยอบแห้งอีก 50,000 ตัน โดยเฉพาะในช่วงที่ผลผลิตออกกระจุกตัวสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนกรกฎาคม เชื่อมโยงการจำหน่ายในประเทศผ่านระบบพรีออเดอร์ ห้างโมเดิร์นเทรด ตลาดกลาง ตลาดสด หน่วยงานภาครัฐ และบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เชื่อมโยงผลผลิตจากภาคเหนือสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศผ่านกลไกสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัด และส่งเสริมการขายออนไลน์ พร้อมสนับสนุนกล่องไปรษณีย์ส่งฟรี เพื่อกระจายผลผลิตสู่ตลาดภายในประเทศทุกภูมิภาค ด้านตลาดต่างประเทศ มอบกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศยังได้เร่งประสานนำเข้าผู้นำเข้าจากตลาดเป้าหมาย ทั้งจีนและประเทศอื่น ๆ เข้ามาสั่งซื้อลำไยสดและแปรรูป โดยระหว่างวันที่ 7 ถึง 16 กรกฎาคมนี้ สค. ได้จัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ผลักดันการค้าลำไยสด ลำไยอบแห้ง แช่เย็น แช่แข็ง และผลิตภัณฑ์จากลำไยในตลาดจีน ฮ่องกง มาเลเซีย อินเดีย และ UAE คาดว่าจะสร้างมูลค่าการค้าได้กว่า 200 ล้านบาท ราคาลำไยจังหวัดเชียงใหม่ล่าสุด (12 กรกฎาคม 2568) ลำไยสดรูดร่วง เกรด AA ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 19 ถึง 20 บาท เกรด A ราคา 10 ถึง 11 บาท เกรด B ราคา 5 ถึง 6 บาท และเกรด C ขนาดไม่เกิน 20 มิลลิเมตร ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 1 บาท ลำไยสดช่อ (ตะกร้าขาว อินโดนีเซีย) เกรดทองราคา 25 บาทต่อกิโลกรัม เกรดแดง 22 บาทต่อกิโลกรัม เกรดน้ำเงิน 17 บาทต่อกิโลกรัม และเกรดเขียว 8 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนลำไยสดมัดปุ๊ก เกรด AA บวก A ราคา 18 ถึง 20 บาทต่อกิโลกรัม และเกรด A บวก B ราคา 12 ถึง 15 บาทต่อกิโลกรัม รมช.พาณิชย์ย้ำว่า กระทรวงจะติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด พร้อมเดินหน้าทุกมาตรการเพื่อดูแลราคาลำไยให้เป็นธรรมและช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้ที่เหมาะสม
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 216/2568 “สุชาติ” ชี้มาตรการเชื่อมโยงมังคุดใต้ต่อเนื่อง ช่วยยันราคาได้ ขอบคุณทุกภาคส่วนช่วยเกษตรกรไทย ย้ำ “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย” ช่วยได้จริง (12 กรกฎาคม 2568)
สุชาติ ชี้มาตรการเชื่อมโยงมังคุดใต้ต่อเนื่อง ช่วยยันราคาได้ ขอบคุณทุกภาคส่วนช่วยเกษตรกรไทย ย้ำ ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย ช่วยได้จริง นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเขื่อมโยงมังคุดใต้ในช่วงนี้ ที่ออกสู่ตลาดแล้วกว่า 40% ว่า ขณะนี้มาตรการเชื่อมโยงตลาดภายในประเทศที่กรมการค้าภายในดำเนินการ ร่วมกับพันธมิตรทั้งรัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า สถานีบริการน้ำมัน ธนาคาร และบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้ผลเป็นอย่างดี สามารถช่วยระบายผลผลิตได้ต่อเนื่อง ช่วยให้เกษตรกรมีช่องทางขายเพิ่มขึ้น และรักษาระดับราคาในช่วงต้นฤดูกาลได้ นายสุชาติ กล่าวว่า จากเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา ตนได้ลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชร่วมกับนายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อติดตามสถานการณ์ผลผลิตมังคุดและแนวทางเชื่อมโยงตลาด ซึ่งพบว่าความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะห้างค้าปลีกและบริษัทใหญ่ที่รับซื้อมังคุดล็อตใหญ่ ช่วยให้การกระจายผลผลิตเกิดขึ้นได้จริงและเห็นผลเป็นรูปธรรมในด้านราคาที่ดีขึ้น ที่ผ่านมา ราคามังคุดอยู่ในระดับไม่ดีเท่าที่ควร เพราะผลผลิตออกมามากในระยะเวลาเดียวกันกับภาคตะวันออก ทำให้ผู้รวบรวมรับซื้อจากภาคตะวันออกลงมาภาคใต้ล่าช้ากว่าผลผลิตออกเล็กน้อย ซึ่งปัจจุบันผู้รวบรวมเข้ามาเปิดจุดรับซื้อในนครศรีธรรมราชเพิ่มขึ้นแล้ว ประกอบกับกระทรวงพาณิชย์เข้าไปเชื่อมโยงตลาด กระจายผลผลิตไปยังห้างใหญ่ๆ - ร้านค้าปลีกทั่วประเทศ และหน่วยงานใหญ่ๆ เช่น บริษัทจดทะเบียนใน SET ที่สั่ง pre order รับซื้อเพื่อทำ CSR ในปริมาณเยอะ เป็นต้น เป็นปัจจัยในการดูดซับผลผลิตออกจากแหล่ง ทำให้เกษตรกรขายได้ในราคาที่เหมาะสมมากขึ้น ซึ่งนี่คือสิ่งสำคัญที่ยืนยันได้ว่า ตลาดในประเทศ ยังช่วยดูดซับผลผลิตมังคุดได้ หากมีการบริหารจัดการกระจายผลผลิตอย่างต่อเนื่อง นายสุชาติกล่าว ทั้งนี้ ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในขยายโมเดลนี้ไปยังผลไม้อื่น เช่น ลำไยภาคเหนือ เพื่อกระจายตลาดข้ามภูมิภาค ลดการกระจุกตัวในช่วงผลผลิตออกมาก และเพิ่มโอกาสทางการตลาด สร้างรายได้ให้เกษตรกรทุกพื้นที่ ผมต้องขอบคุณพันธมิตรต่างๆ ที่ช่วยกันซื้อมังคุดล็อตใหญ่ ท่านเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเกษตรไทย และขอบคุณพี่น้องคนไทยทุกคนที่ช่วยกันอุดหนุนผลไม้ไทย ช่วยเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มขึ้นตามนโยบาย ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย ซึ่งเรายืนยันว่าช่วยได้จริง นายสุชาติ กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 215/2568 ‘จตุพร’ เดินหน้า “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย” จัดธงฟ้าราชบุรีลดสูงสุด 60% เตรียมต่อยอดลดราคาปุ๋ย-ยา ช่วยเกษตรกร (11 กรกฎาคม 2568)
จตุพร เดินหน้า ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย จัดธงฟ้าราชบุรีลดสูงสุด 60% เตรียมต่อยอดลดราคาปุ๋ย-ยา ช่วยเกษตรกร รมว.จตุพร ยกทัพของถูกจัดงาน ธงฟ้าราคาประหยัด จังหวัดราชบุรี นำสินค้าอุปโภคบริโภค 10 หมวด กว่า 500 รายการ ลดสูงสุด 60% และยังมีสินค้าไฮไลท์ ทั้งไข่ไก่ น้ำตาลทราย น้ำมันปาล์ม ข้าวหอมมะลิ และมังคุด มาจำหน่ายให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ พร้อมเตรียมขยายผลนำสินค้าปัจจัยทางการเกษตร อาทิ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง คุณภาพดี จำหน่ายราคาเหมาะสมเพื่อลดต้นทุนช่วยเหลือเกษตรกร วันที่ 10 กรกฎาคม 2568 ณ จังหวัดราชบุรี นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินการจัดงานเพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ ทำให้ประชาชนมีความสุข โดยการดูแลราคาสินค้าให้เป็นธรรม คุ้มครองผู้บริโภคอย่างเท่าเทียม เพิ่มโอกาสทางการค้า และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากเพื่อให้ทุกครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อันจะก่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ จึงได้จัดงานจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด ระหว่างวันที่ 10 12 กรกฎาคม 2568 ณ บริเวณถ้ำฤๅษีเขางู อ.เมือง จ.ราชบุรี โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิต ผู้ประกอบการ กลุ่มเกษตรกร ผู้ผลิตรายกลางและรายย่อย (SMEs) และวิสาหกิจชุมชน นำสินค้าอุปโภคบริโภคมาจำหน่ายรวม 10 หมวด กว่า 500 รายการ ลดสูงสุด 60% อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ซอสปรุงรส น้ำยาซักผ้า ของใช้ประจำวัน เครื่องครัว อุปกรณ์ช่าง เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องแต่งกาย สินค้าชุมชน ผลไม้ เป็นต้น ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการจำหน่ายสินค้าไฮไลท์ และสินค้าผลไม้ที่เชื่อมโยงจากกลุ่มเกษตรกร ในราคาพิเศษ ทุกวัน อาทิ ไข่ไก่เบอร์ M แผงละ 90 บาท น้ำตาลทราย กิโลกรัมละ 23 บาท น้ำมันปาล์ม ขวดละ 42 บาท ข้าวหอมมะลิ (5 กก.) ถุงละ 135 บาท นอกจากนั้นยังเชื่อมโยง มังคุด จากเกษตรกรจังหวัดนครศรีธรรมราช มาจำหน่ายในงานกิโลกรัมละ 35 บาท อีกด้วย ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนในจังหวัดราชบุรี และจังหวัดใกล้เคียง มาเลือกซื้อสินค้าในโครงการนี้ ซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพดีและราคาประหยัดที่ทางกระทรวงพาณิชย์ได้เลือกสรรมาให้ท่าน ทั้งสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ ของกินของใช้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนได้ตามเป้าหมาย นอกจากนี้ นายจตุพร ยังกล่าวว่า สำหรับงานธงฟ้าในวันนี้เป็นการจำหน่ายสินค้าเพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชน ซึ่งตนมีนโยบายที่ต่อยอดนำสินค้าจำเป็นที่ใช้ในภาคการเกษตร อาทิ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง เป็นต้น ที่มีคุณภาพดีมาจำหน่ายในราคาที่เหมาะสม เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหากลไกราคาในระยะยาวต่อไป โดยได้มอบหมายให้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านสุชาติ ชมกลิ่น พิจารณาโครงการเพื่อเป็นการลดต้นทุนในภาคการเกษตรอันจะทำให้พี่น้องเกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 214/2568 พาณิชย์ ผนึก เอกชน ระดมกำลังช่วยเหลือเกษตรกรมังคุด นครศรีธรรมราช ราคาขยับต่อเนื่อง ย้ำ เปิดจุดรับซื้อต่อเนื่องจนกว่ามังคุดหมด (10 กรกฎาคม 2568)
พาณิชย์ ผนึก เอกชน ระดมกำลังช่วยเหลือเกษตรกรมังคุด นครศรีธรรมราช ราคาขยับต่อเนื่อง ย้ำ เปิดจุดรับซื้อต่อเนื่องจนกว่ามังคุดหมด วันที่ 10 กรกฎาคม 2568 นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมังคุดในจังหวัดนครศรีธรรมราชว่า ภายหลังจากนายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา และให้ใช้นโยบาย ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้เร่งดำเนินการเชื่อมโยงผู้ประกอบการ ห้างค้าปลีก และภาคเอกชน เข้ารับซื้อมังคุดจากเกษตรกรในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันได้เปิดจุดรับซื้อ 12 จุด ในพื้นที่เป้าหมาย และมีปริมาณรับซื้อวันละเฉลี่ย 200 250 ตัน ซึ่งช่วยพยุงราคามังคุดให้ขยับขึ้นอย่างชัดเจน นายวิทยากร ยังกล่าวอีกว่า จากข้อมูลในพื้นที่ ระบุว่า ราคามังคุดเกรดรวมหรือ เบอร์รวม ที่เคยอยู่เพียง 10 11 บาทต่อกิโลกรัมในช่วงต้นเดือน ปัจจุบันปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 17 20 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่มังคุดคัดเกรดดีในกลุ่มประมูลบางแห่ง ราคาทะลุ 33 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว ซึ่งเป็นผลจากการใช้มาตรการเชื่อมโยงมังคุดออกจากแหล่งผลิตไปกระจายสู่ตลาดในภาคอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดได้มอบหมายให้นายอุดม ศรีสมทรง รองอธิบดีกรมการค้าภายใน ลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 7-9 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยได้รับรายงานว่าจากการสอบถามผู้รับซื้อในพื้นที่พรหมคีรี ที่รับซื้อ ณ โรงคัดแยก พบว่าราคามังคุดเกรดกาก/ลาย ขยับขึ้นเป็น 18 20 บาทต่อกิโลกรัม โดยมีล้งจากภาคตะวันออก จ.จันทบุรี ระยอง ตราด ทยอยเข้ามารับซื้อมากขึ้น ทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคาที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างชัดเจน โดยผู้ประกอบการจุดรับซื้อในอำเภอพรหมคีรีรายหนึ่ง เปิดเผยว่า ขณะนี้ตนได้เปิดรับซื้อมังคุดตลอดทั้งวัน พร้อมเร่งบรรจุผลผลิตเพื่อส่งออกไปยังประเทศจีน การเปิดรับซื้ออย่างต่อเนื่องนี้ช่วยสร้างความมั่นใจแก่เกษตรกรให้สามารถนำผลผลิตมาจำหน่ายได้โดยไม่ชะงัก ขณะเดียวกัน กรมการค้าภายในยังได้ระดมความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ ในการช่วยระบายผลผลิต จากกิจกรรมที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ปล่อย คาราวานมังคุด กระจายผลผลิตกว่า 40 ตัน สู่ภาคต่างๆ โดยความร่วมมือที่สำคัญของเอกชนที่มีส่วนช่วยอย่างมาก ได้แก่ ห้างค้าปลีกหลัก เช่น บิ๊กซี แม็คโคร โลตัส ท็อปส์ เดอะมอลล์ สมาคมตลาดสดในการเพิ่มการรับซื้อมังคุดเพื่อนำไปจำหน่ายในสาขาของทุกห้างและตลาด รวมถึงสถานีบริการน้ำมันและไปรษณีย์ไทย ในการช่วยเหลือการขนส่งเพื่อขยายช่องทางการจำหน่ายทางให้กว้างขวางยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือจากเอกชน ที่ช่วยรับซื้อมังคุดผ่านกิจกรรม CSR อาทิ หน่วยงานราชการ กระทรวงต่าง ๆ กลุ่มบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ธนาคารกรุงไทย บริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มกระทิงแดง เป็นต้น ที่ช่วยรับซื้อมังคุดนครศรีฯ เพื่อทำ CSR แจกจ่ายภายในองค์กร และยังมีธนาคารไทยพาณิชย์ และตลาดเจ้าสัว 69 ที่ให้พื้นที่วางจำหน่ายมังคุดในเขตชุมชนในกรุงเทพฯ สำหรับผู้บริโภคที่ต้องการซื้อมังคุดสดจากสวนเกษตรกรโดยตรง สามารถเลือกซื้อได้จากพันธมิตรใกล้บ้านท่าน เช่น เซ็นทรัล บิ๊กซี แม็คโคร โลตัส ท็อปส์ โกโฮเซล เซเว่นอีเลฟเว่น รวมถึงจุดจำหน่ายเฉพาะกิจในเขตเมือง ได้แก่ บริเวณหน้าธนาคารไทยพาณิชย์ และตลาดเจ้าสัว 69 ถนนบรมราชชนนี กรมฯ ขอยืนยันว่า เราไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาของเกษตรกร และพร้อมปรับแผนให้ทันสถานการณ์ เพื่อให้ผลผลิตของท่านขายได้ในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม ความร่วมมือจากทุกฝ่ายสะท้อนพลังของคนไทยที่ไม่ทอดทิ้งกัน และขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมแรงร่วมใจ ช่วยเหลือเกษตรกรไทยอย่างแท้จริง นายวิทยากร กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 213/2568 “กรมการค้าภายใน” จับมือ "โก โฮลเซลล์" ช่วยเกษตรกรไทย รับซื้อผลไม้กระจายสู่ผู้บริโภค (9 กรกฎาคม 2568)
กรมการค้าภายใน จับมือ โก โฮลเซลล์ ช่วยเกษตรกรไทย รับซื้อผลไม้กระจายสู่ผู้บริโภค นายกรนิจ โนนจุ้ย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ภายใต้นโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับรายได้เกษตรกรและส่งเสริมการบริโภคผลไม้ไทยในประเทศ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จึงได้มอบหมายให้กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ประสานห้างค้าส่งค้าปลีกรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรโดยตรง เพื่อดันราคาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม กรมการค้าภายใน จึงได้ร่วมมือกับ โก โฮลเซลล์ (GO WHOLESALE) ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหารในเครือเซ็นทรัล รีเทล โดยโก โฮลเซลล์ได้ให้ความร่วมมือกับกรมการค้าภายในมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้เข้าร่วมกิจกรรมการเชื่อมโยงผ่านตลาดข้อตกลง โดยใช้สัญญาข้อตกลงมาตรฐานของกรมการค้าภายใน รวมแล้วกว่า 125 ตัน มูลค่า 5 ล้านบาท (ต.ค.-67 - พ.ค.68) ซึ่งมีผลไม้หลายชนิด ทั้งมังคุด สับปะรด ลองกอง เงาะ สละ ลำไย ลิ้นจี่ และกระท้อน นอกจากนี้ โก โฮลเซลล์ยังได้จัดทำโครงการ GO Food ส่งสุขให้ทุกรอยยิ้ม โดยมีเป้าหมายในการกระจายผลไม้คุณภาพจากสวนเกษตรกรไทยสู่ผู้บริโภค พร้อมร่วมทำบุญมอบทุนอาหารกลางวันให้โรงเรียนในพื้นที่ที่มีสาขาของโก โฮลเซลล์ตั้งอยู่ทั่วประเทศ ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงพาณิชย์ในการบริหารจัดการผลไม้ ภายใต้ Thai Fruits Festival 2025 เพื่อกระตุ้นการบริโภค โดยมีผลไม้ราคาพิเศษ อาทิ มังคุด ซื้อ 4 กก.ขึ้นไป กก.ละ 25 บาท หรือ 4 กก. 100 บาท วางจำหน่ายทั้ง 13 สาขา ปริมาณกว่า 100 ตัน เงาะโรงเรียน ซื้อ 3 กก.ขึ้นไป กก.ละ 45 บาท หรือ 3 กก. 135 บาท แก้วมังกร ซื้อ 4 กก.ขึ้นไป กก.ละ 25 บาท หรือ 4 กก. 100 บาท และลำไย กก.ละ 69 บาท พร้อมทั้งโก โฮลเซลล์ได้จัดกิจกรรม GO Food ส่งสุขให้ทุกรอยยิ้ม เพิ่มเติม ซึ่งไม่เพียงช่วยเพิ่มช่องทางจำหน่ายผลไม้ให้เกษตรกร แต่ยังสร้างแรงจูงใจในการบริโภคผลไม้ และปลูกฝังการแบ่งปันให้กับสังคม โดยทุก 1 กก. หรือ 1 หน่วยผลไม้ที่จำหน่ายได้ เท่ากับการบริจาค 1 บาทเข้าสู่ทุนอาหารกลางวันสำหรับเด็กนักเรียน นายกรนิจกล่าว โครงการ GO Food ส่งสุขให้ทุกรอยยิ้ม เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือทั้งเกษตรกรและเยาวชนไทย ผ่านการเลือกซื้อผลไม้ 6 ชนิดที่เข้าร่วม ได้แก่ แตงโม (พันธุ์กินรี ตอปิโด ซอนญ่า), เมลอนเนื้อเขียว, เมลอนเนื้อส้ม, แคนตาลูปซันเลดี้, มะละกอฮอลแลนด์, สับปะรดศรีราชา และกล้วยหลากหลายสายพันธุ์ ทั้งกล้วยหอม กล้วยคาเวนดิช กล้วยไข่ และกล้วยน้ำว้า โดยเริ่มตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ตุลาคม 2568 และจะมีการรวบรวมยอดบริจาคส่งมอบให้โรงเรียนในพื้นที่ในช่วงสิ้นสุดโครงการ กรมการค้าภายในจึงขอเชิญชวนประชาชนทุกท่าน ร่วมอุดหนุนผลไม้จากเกษตรกรไทย นอกจากจะได้บริโภคของดีจากสวนไทยแล้ว ยังได้ร่วมสร้างรอยยิ้มให้กับเด็กๆ และแบ่งเบาภาระของเกษตรกรในช่วงที่ผลผลิตล้นตลาด เป็นอีกหนึ่งรูปธรรมของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐบาล นายกรนิจ กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ