ข่าวเลขที่ 212/2568 “DIT X หอการค้าไทย” จับมือพันธมิตร “สมาคมตลาด-รีเทลยักษ์ใหญ่” ขับเคลื่อน “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย” ภาคการเกษตรทั่วประเทศ (8 กรกฎาคม 2568)
DIT X หอการค้าไทย จับมือพันธมิตร สมาคมตลาด-รีเทลยักษ์ใหญ่ ขับเคลื่อน ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย ภาคการเกษตรทั่วประเทศ วันที่ 7 กรกฎาคม 2568 นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงความร่วมมือระหว่างกรมการค้าภายใน หอการค้าไทย และกลุ่มบริษัทค้าปลีก (Retail Business) ชั้นนำ อาทิ CP Extra Makro Lotuss, Big C, GO Wholesale, Tops, The Mall เพื่อขับเคลื่อนนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ โดยมุ่งบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร และเสริมช่องทางการตลาดให้กับสินค้าเกษตร โดยเฉพาะผลไม้ไทย ภายใต้โครงการ Thai Fruits Festival 2025 นายวิทยากร กล่าวว่า กรมการค้าภายในเดินหน้านำนโยบายสู่การปฏิบัติจริง ด้วยการเชื่อมโยงเครือข่ายตลาดสด ตลาดกลาง ค้าปลีก-ค้าส่ง และซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำทั่วประเทศ เพื่อเร่งระบายผลผลิตออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยกรมการค้าภายในตั้งเป้าเชื่อมโยงตลาดล่วงหน้าร่วมกับพันธมิตรภาคเอกชน จำนวน 150,000 ตันผลไม้ ได้แก่ ทุเรียน มังคุด ลำไย สับปะรด ลองกอง มะม่วง เงาะ ส้ม ลิ้นจี่ มะพร้าว ส้มโอ เป็นต้น ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากภาคเอกชนและหอการค้าไทย ในการจัดกิจกรรมการตลาดหลากหลายภายใต้โครงการ Thai Fruits Festival 2025 อาทิ การจัดเทศกาลผลไม้ กิจกรรมส่งเสริมการขาย และการรณรงค์บริโภคผลไม้ไทยตามฤดูกาล นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงตั้งแต่เมษายนถึงกรกฎาคมที่ผ่านมา ผลไม้ภาคตะวันออก ทั้งทุเรียน เงาะ และมังคุดได้ออกสู่ตลาดในภาวะค้าขายปกติ รวมถึงในช่วงการปิดด่านชายแดนไทย กัมพูชา กรมการค้าภายในติดตามใกล้ชิด และยืนยันไม่มีผลไม้ตกค้างหน้าด่าน เนื่องจากกรมร่วมกับหอการค้าจังหวัดติดตามสถานการณ์และเร่งดูดซับผลผลิตเข้าสู่ตลาดหลักในประเทศ และกระจายต่อไปยังพื้นที่ต่างๆ กว่า 95,000 ตัน เพื่อให้เกษตรกรได้มีตลาดรับสินค้าเกษตรได้อย่างต่อเนื่อง และขณะนี้เป็นช่วงผลไม้ภาคใต้ ทั้งทุเรียนชุมพร มังคุดนครศรีธรรมราช เงาะสุราษฎร์ธานี และลองกองจากจังหวัดชายแดนใต้ รวมถึงมะม่วงที่มีผลผลิตต่อเนื่องตลอดปี และจะตามมาด้วยลำไยจากลำพูนและเชียงใหม่ สิ่งสำคัญที่สุดคือการวางแผนบริหารจัดการผลผลิตไม่ให้เกิดภาวะล้นตลาด ซึ่งวันนี้ด้วยความร่วมมือระหว่างกรมการค้าภายใน หอการค้าไทย และศูนย์ AFC ที่จะเชื่อมโยงทุกเครือข่าย ทั้งค้าปลีก ตลาดสด โรงแรม ภัตตาคาร สมาคมเชฟ รวมถึงสายการบินและบริการขนส่งต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายสินค้าและการแปรรูป ยกระดับมูลค่าผลไม้ไทยให้แข่งขันได้ ด้านนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาคเกษตรและอาหารเป็นภาคสำคัญที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยไทยมีศักยภาพในการผลิตและส่งออกสินค้าเกษตร แต่ต้องเผชิญกับอุปสรรคจากสถานการณ์โลก เช่น มาตรการภาษีของสหรัฐฯ และข้อกำหนดของจีนเกี่ยวกับการตรวจสอบสารในทุเรียน ซึ่งหอการค้าไทยได้ร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหา ยกระดับมาตรฐานการส่งออก และสร้างความเชื่อมั่นในตลาดต่างประเทศ ปัจจุบันหอการค้าไทยได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานและประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตร (AFC) เพื่อแก้ปัญหาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยศูนย์ AFC จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูลผลผลิตในแต่ละฤดูกาล จากกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรฯ และเครือข่ายภาคเอกชน ประสานงานกับผู้ประกอบการค้าส่ง ค้าปลีก ผู้แปรรูป โรงแรม ภัตตาคาร รวมถึงเครือข่ายขนส่ง เพื่อวางแผนการตลาดและกระจายผลผลิตได้ทันสถานการณ์ ลดความเสี่ยงผลไม้ตกค้าง และพยุงราคาสินค้าให้เป็นธรรมต่อเกษตรกร โดย ในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา ศูนย์ AFC ดำเนินงานร่วมกับ 28 หน่วยงาน ช่วยระบายผลผลิตจากเกษตรกรได้กว่า 218,356 ตัน คิดเป็นมูลค่า 14,172 ล้านบาท นี่คืออีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ศูนย์ AFC และประชาชน ที่จะช่วยกันรักษาเสถียรภาพราคาผลไม้ไทย เสริมรายได้ให้เกษตรกร และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจท้องถิ่น ตลอดจนขยายตลาดผลไม้ไทยไปได้ไกลทั้งในและต่างประเทศ นายวิทยากร กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 211/2568 “จตุพร” ควง “สุชาติ” ลุยนครศรี แก้ปัญหาราคามังคุด ปล่อยคาราวานรถมังคุด กว่า 40 ตัน กระจายออกนอกแหล่งผลิต ตามนโยบาย “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย” (4 กรกฎาคม 2568)
จตุพร ควง สุชาติ ลุยนครศรี แก้ปัญหาราคามังคุด ปล่อยคาราวานรถมังคุด กว่า 40 ตัน กระจายออกนอกแหล่งผลิต ตามนโยบาย ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย วันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม 2568 เวลา 8.30 น.นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะกระทรวงพาณิชย์ลงพื้นที่ ตำบลสระแก้ว อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช จัดกิจกรรมเชื่อมโยงผลไม้ออกนอกแหล่งผลิต โดยเปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า วันนี้ผมดีใจที่ได้มาเยี่ยมพื้นที่พี่น้องชาวสวนในจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งได้มีโอกาสพบปะ พี่น้องเกษตรกรชาวสวนมังคุด เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และร่วมกันเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมไปด้วยกัน นายจตุพร กล่าวต่อว่า การลงพื้นที่ในวันนี้ เพื่อแก้ปัญหาความเดือนร้อนให้กับเกษตกร ซึ่งถือเป็นเรื่องเร่งด่วน โดยเป็นภารกิจแรกหลังการเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งวันนี้เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าระยะสั้น กรมการค้าภายใน ได้นำผู้ประกอบการทั้งห้างค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ สถานีบริการน้ำมัน รวมทั้งไปรษณีย์ไทย เข้ามาช่วยรับซื้อผลผลิตมังคุดในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวนกว่า 2,200 ตัน เพื่อนำไปจำหน่ายยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ส่วนการแก้ปัญหาระยะยาว จะมีการหารือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อแก้ปัญหาทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ พร้อมยืนยันสถานการณ์มังคุดจะคลี่คลายลงใน 2 สัปดาห์ ผ่านกลไกความร่วมมือของทุกภาคส่วน ด้วยนโยบาย ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย สำหรับคาดการณ์ผลผลิตมังคุดในภาคใต้ มีปริมาณ 109,697 ตัน โดยเป็นผลผลิตของจังหวัดนครศรีธรรมราช ปริมาณ 40,063 ตัน โดยขณะนี้ของจ.นครศรีธรรมราช ได้เริ่มออกสู่ตลาดแล้วกว่า 40% เพื่อเป็นการรองรับผลผลิตดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้มีแผนและมาตรการรองรับผลผลิตในส่วนของภาคใต้รวมกว่า 64,000 ตัน ผ่านมาตรการสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงเข้าสู่ตลาดของผู้บริโภคโดยการรับซื้อจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (SET) ที่ตั้งเป้าการรับซื้อกว่า 6,000 ตัน กิจกรรมรณรงค์บริโภคผลไม้ Thai fruit festival 2025 และห้างซุปเปอร์ชีปทั่วภาคใต้ กว่า 2,000 ตัน เชื่อมโยงมังคุดภาคใต้ผ่านห้างค้าปลีก-ส่ง ปริมาณ 6,000 ตัน ประสานผู้ส่งออกเร่งเข้ารับซื้อผลไม้ภาคใต้ในพื้นที่ ตั้งเป้ามังคุดนครศรีธรรมราช วันละ 300 ตัน รวมกว่า 15,000 ตัน เพิ่มศักยภาพและส่งเสริมสภาพคล่องให้ผู้รวบรวมรับซื้อผลไม้เพื่อส่งออก ทั้งทุเรียนและมังคุดปริมาณรวม 35,000 ตัน ด้านนายกรนิจ โนนจุ้ย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน ได้กล่าวถึงการเชื่อมโยง ว่า ในวันนี้กรมการค้าภายใน ได้ดำเนินตามข้อสั่งการของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยได้นำผู้แทนของภาคเอกชนมาลงพื้นที่เพิ่อพบกับพี่น้องเกษตรกรด้วย ประกอบด้วยห้างค้าปลีก-ค้าส่ง มารับซื้อผลผลิตมังคุดในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยแบ่งเป็น แม็คโครโลตัสในเครือซีพีเอ็กซ์ตร้า จำนวน 1,300 ตัน บิ๊กซี จำนวน 650 ตัน ท็อปซุปเปอร์มาร์เก็ต จำนวน 130 ตัน โกโฮเซลล์ จำนวน 40 ตัน และห้างเดอะมอลล์ จำนวน 80 ตัน รวมปริมาณผลผลิตมังคุดนครศรีธรรมราช ที่เข้าสู่กลไกของห้างค้าปลีกค้าส่ง จำนวน 2,200 ตัน นายจตุพร กล่าวว่า กิจกรรมในวันนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการของกระทรวงพาณิชย์ที่จะช่วยพี่น้องเกษตรกรนครศรีธรรมราช ในการกระจายผลผลิตมังคุดนครศรีธรรมราชไปสู่ผู้บริโภค โดยจะปล่อยคาราวานมังคุด ของพี่น้องเกษตรกรจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนของพี่น้องเกษตรกรในจังหวัดนครศรีธรรมราช ทั้งหมด 4 กลุ่ม ใน 3 อำเภอ ได้แก่ พรหมคีรี ฉวาง และท่าศาลา จำนวนรถ 13 คัน มังคุดรวมกว่า 40 ตัน มูลค่ากว่า 1,050,000 บาท กระจายไปยังแหล่งจำหน่ายทั่วประเทศ สิ่งสำคัญที่สุดขณะนี้ คือความร่วมมือในการช่วยเหลือกัน ผมในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะขับเคลื่อนนโยบาย ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย อย่างจริงจัง และขอให้พี่น้องชาวไทยสนับสนุนช่วยเหลือกัน เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคง และสร้างรอยยิ้มให้พี่น้องทุกครอบครัว ผมเชื่อมั่นว่า หากเราร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และพี่น้องเกษตรกร จะก้าวข้ามทุกอุปสรรคไปด้วยกันได้ นายจตุพร กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 210/2568 พาณิชย์ร่วมกับตำรวจ บก.ปคบ. จับกุมลานปาล์มลักลอบทำปาล์มร่วง (30 มิถุนายน 2568)
พาณิชย์ร่วมกับตำรวจ บก.ปคบ. จับกุมลานปาล์มลักลอบทำปาล์มร่วง นายอุดม ศรีสมทรง รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายพิชัย นริพทะพันธุ์) มีนโยบายให้กรมการค้าภายในกำกับดูแลสินค้าเกษตรให้มีเสถียรภาพ เพื่อยกระดับรายได้ให้แก่เกษตรกรไทย และการซื้อขายสินค้าเกษตรภายในประเทศให้เกิดความเป็นธรรม อธิบดีกรมการค้าภายในจึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สายตรวจเฉพาะกิจ กรมการค้าภายในบูรณาการร่วมกับตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 เจ้าหน้าที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัด นายตรวจชั่งตวงวัด และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทุกภาคส่วน ลงพื้นที่ตรวจสอบกำกับดูแลผู้ประกอบการรับซื้อสินค้าเกษตรโดยเฉพาะผู้ประกอบการรับซื้อปาล์มน้ำมันในแหล่งพื้นที่เพาะปลูกที่สำคัญ โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดชุมพรสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สตูล สงขลา ตรัง กระบี่ พังงา และจังหวัดระนอง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทางการค้า ขณะนี้ได้รับรายงานว่า เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สายตรวจเฉพาะกิจ กรมการค้าภายใน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ได้ร่วมกันจับกุมผู้ประกอบการรับซื้อปาล์ม(ลานเท) ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ลักลอบทำปาล์มร่วงอย่างไม่เป็นธรรมชาติ โดยการใช้รถแทรกเตอร์ตักผลปาล์มทะลายบนลานและเทลงผ่านตะแกรงรางเทเพื่อทำให้ ลูกปาล์มร่วงหลุดจากทะลายปาล์มหล่นมาทางร่องตะแกรงและแยกผลปาล์มร่วงลำเลียงใส่รถบรรทุกเพื่อนำไปจำหน่าย ในความผิดฐานกระทำด้วยประการใดๆ เพื่อให้ผลปาล์มน้ำมันร่วงอย่างไม่เป็นธรรมชาติ และได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสุราษฎร์ธานีดำเนินคดีในข้อหาฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 25 พ.ศ. 2567 เรื่องการกำหนดมาตรการเกี่ยวกับการรับซื้อผลปาล์มน้ำมัน ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2567 นอกจากนี้ยังได้ตรวจพบผู้รับซื้อปาล์มน้ำมันไม่ปิดป้ายแสดงราคารับซื้อ ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 69 พ.ศ. 2567เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขการรับซื้อ และการแสดงราคารับซื้อสินค้าผลปาล์มน้ำมันตามอัตราน้ำมัน จึงได้ส่งให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ซึ่งที่ผ่านมากรมการค้าภายในจับกุมดำเนินคดีผู้รับซื้อปาล์มที่ฝ่าฝืนกฎหมายไปแล้วรวม 21 ราย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันปริมาณผลปาล์มน้ำมันที่ส่งเข้าโรงงานสกัดมีปริมาณลดลงทำให้เกิดความสมดุลสอดคล้องกับปริมาณกำลังการผลิต สถานการณ์น้ำมันปาล์มโดยรวมจึงคลี่คลายเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว โดยราคารับซื้อผลปาล์มน้ำมัน 18% ของลานเทในพื้นที่ ราคา 4.40 - 4.60 บาท/กก. ส่วนโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มรับซื้อผลปาล์มน้ำมัน 18% ในราคา 5.20 บาท/กก. ขึ้นไป จึงขอย้ำเตือนให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลปาล์มสุกเต็มที่เพื่อให้ได้ปาล์มคุณภาพ ราคารับซื้อจะขยับสูงขึ้นสอดคล้องตามอัตราสกัดปาล์มน้ำมัน ส่วนผู้ประกอบการขอให้ซื้อผลปาล์มทะลายใหเป็นไปตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไขการรับซื้อ ตลอดจนการแจ้งปริมาณ สถานที่เก็บ และจัดทำบัญชีคุมสินค้าน้ำมันปาล์มและผลปาล์มน้ำมัน รวมทั้งห้ามกระทำพฤติกรรมใดๆ ที่จะเป็นการทำให้ผลปาล์มร่วงอย่างไม่เป็นธรรมชาติ หากพบการกระทำความผิดจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด กรณีไม่แสดงราคารับซื้อปรับสูงสุด 10,000 บาท รับซื้อไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดหรือทำให้ผลปาล์มร่วงอย่างไม่เป็นธรรมชาติต้องระวางโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีกดราคารับซื้อต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากไม่แจ้งปริมาณ สถานที่เก็บ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 209/2568 “พาณิชย์” เปิดเกมรุกผลไม้ใต้ จัดใหญ่ Thai Fruits Festival 2025 กลางงาน Phuket City PRIDE ภูเก็ต ดันมังคุดนครฯ บุกตลาดนักท่องเที่ยว พร้อมเร่งเปิดช่องทางขายออนไลน์ทั่วประเทศ (28 มิถุนายน 2568)
กรมการค้าภายในจับมือห้างซุปเปอร์ชีป จัดงาน “Thai Fruits Festival 2025” กลางเมืองภูเก็ต ช่วงเทศกาล Phuket City PRIDE ดึงนักท่องเที่ยวไทย-เทศร่วมชิมผลไม้ไทยสดจากสวน ไฮไลต์ “มังคุดนครศรีฯ” เชื่อมโยงผลไม้ทุกภาคตามเป้ากว่า 2,100 ตัน จากเกษตรกรทั่วประเทศ กระจายผ่านห้างค้าปลีกซุปเปอร์ชีป 93 สาขาภาคใต้ พร้อมเตรียมขยายช่องทางขายออนไลน์ทั่วประเทศ เพื่อช่วยระบายผลผลิตและสร้างรายได้ให้เกษตรกรในช่วงผลไม้ออกสู่ตลาดจำนวนมาก วันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน 2568 ณ ห้างซุปเปอร์ชีป สาขาถนนเทพกระษัตรี อำเภอเมืองจังหวัดภูเก็ต นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน พร้อมด้วยนางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน โดยอธิบดีฯ เปิดเผยว่า “กรมการค้าภายในได้ร่วมกับห้างซุปเปอร์ชีป จัดกิจกรรมรณรงค์บริโภคผลไม้ Thai Fruits Festival 2025 ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2568 รวม 5 วัน เพื่อกระตุ้นการบริโภคผลไม้ไทยและช่วยเหลือเกษตรกร ภายใต้แนวคิด “ผลไม้ไทย สดจากสวน สู่มือคุณ” นายวิทยากร กล่าวต่อว่า “กิจกรรมในวันนี้กรมได้รับความร่วมมือจากผู้บริหารซุปเปอร์ชีป คุณบุญสม อนันตจรูญวงศ์ (โกชาย) กรรมการผู้จัดการ และคุณวรลักษณ์ จิ่วภัทรพงษ์ ในการช่วยรับซื้อผลไม้มาจำหน่ายภายในห้าง ภายใต้แผนบริหารจัดการผลไม้ฤดูกาลผลิตปี 2568 โดยจะเชื่อมโยงผลไม้ไทยคุณภาพทั่วทุกภาค อาทิ มังคุด จากนครศรีธรรมราชและพังงา ทุเรียน จากพังงาและจันทบุรี เงาะโรงเรียน จากพังงา สับปะรดภูแล จากเชียงใหม่และเชียงราย ส้มสายน้ำผึ้งจากเชียงใหม่ มะม่วงมันขุนศรีและมะม่วงเขียวสามรสจากเชียงราย และสละสุมาลีจากพัทลุง และลองกอง จากจังหวัดจันทบุรีและปัตตานี รวมปริมาณกว่า 2,160 ตัน มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท กระจายผ่านห้างซุปเปอร์ชีปทั้ง 93 สาขาใน 5 จังหวัดภาคใต้ ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา ผลไม้ภาคตะวันออก โดยเฉพาะทุเรียนและมังคุดบางส่วน ประสบปัญหาการส่งออกติดขัดจากสถานการณ์การปิดด่านชายแดน ทำให้ผลผลิตตกค้างในช่วงปลายฤดู กรมการค้าภายในได้เร่งประสานความร่วมมือกับหน่วยงานและภาคเอกชน จนสามารถแก้ไขและระบายผลผลิตได้อย่างต่อเนื่อง และในครั้งนี้ ได้ร่วมมือกับห้างซุปเปอร์ชีปนำผลไม้ส่วนที่เหลือจากภาคตะวันออก รวมถึงมังคุดภาคใต้ ที่กรมได้ประสานให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครศรีธรรมราชนำมังคุดจากกลุ่มเกษตรกรชาวสวนมังคุด ตำบลละอาย อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช รวมปริมาณ 3 ตัน มาจำหน่ายในกิจกรรมในครั้งนี้เนื่องจากเป็นเทศกาล Pride Parade ที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศจะมาร่วมเฉลิมฉลอง โดยใช้โอกาสนี้ประชาสัมพันธ์ผลไม้ใต้ และนำมาจำหน่ายให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ นอกจากนี้ ยังจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายพิเศษ เฉพาะที่สาขาถนนเทพกระษัตรี จังหวัดภูเก็ต เช่น การแจกคูปองส่วนลดมูลค่า 50 บาท จำนวน 2,000 ใบ (วันละ 400 ใบ) เมื่อซื้อสินค้าครบ 100 บาทขึ้นไป ใช้คูปองเป็นส่วนลดซื้อสินค้าผักและผลไม้ นอกจากนี้ ยังมีนาทีทอง “ผลไม้ดีราคาพิเศษ” จำหน่ายมังคุดเพียงกิโลกรัมละ 20 บาท จำกัดวันละ 100 คน “กิจกรรมในครั้งนี้ไม่เพียงช่วยระบายผลผลิตให้กับเกษตรกรในช่วงผลไม้ล้นตลาดเท่านั้น แต่ยังช่วยกระตุ้นการบริโภคผลไม้ไทยทั้งในประเทศและในกลุ่มนักท่องเที่ยวด้วย ผู้ผลิตสามารถนำผลไม้จากสวนมาจำหน่ายโดยตรงถึงมือผู้บริโภค ลดต้นทุนและสร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม หากเกษตรกรท่านใดสนใจเข้าร่วมกิจกรรม สามารถติดต่อผ่านสำนักงานพาณิชย์จังหวัดของท่านได้โดยตรง” กรมการค้าภายในยืนยันจะเดินหน้า ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก อย่างต่อเนื่อง โดยใช้กลไกตลาดควบคู่มาตรการเชิงรุก เพื่อให้ “ผลไม้ไทย” เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้นทั้งในและนอกฤดูกาล” นายวิทยากร กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 208/2568 พาณิชย์ตรวจติดตามสถานการณ์ การค้าชายแดนด้านราคาสินค้า และปริมาณ คุมเข้มการขนย้ายสินค้าเกษตร เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับเกษตรกร (27 มิถุนายน 2568)
พาณิชย์ตรวจติดตามสถานการณ์ การค้าชายแดนด้านราคาสินค้า และปริมาณ คุมเข้มการขนย้ายสินค้าเกษตร เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับเกษตรกร นายอุดม ศรีสมทรง รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ตามที่ท่านอธิบดีสั่งการให้ตรวจเข้ม กำกับดูแลการรับซื้อสินค้าเกษตร และการลักลอบการขนย้าย ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายพิชัย นริพทะพันธุ์) เพื่อดูแลราคาสินค้าเกษตรให้มีเสถียรภาพเกิดความเป็นธรรมต่อเกษตรกร จากการลงพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ เพื่อติดตามสถานการณ์ค้าบริเวณชายแดนและประชุมซักซ้อมข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรควบคุม โดยเฉพาะสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่จะมีมาตรการทางกฎหมายเพิ่มเติม ให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เข้ามาหรือออกจากท้องที่อำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ ต้องมีการขออนุญาตขนย้าย โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่กรมการค้าภายใน เจ้าหน้าที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัด นายตรวจชั่งตวงวัด เจ้าหน้าที่ศุลกากร และผู้ประกอบการนำเข้าสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ โดยในที่ประชุมได้มีการชี้แจงวัตถุประสงค์ของกฎหมาย หลักเกณฑ์ และวิธีการปฏิบัติเกี่ยวกับการขออนุญาตขนย้าย ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ประกอบการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รับทราบและปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมทั้งรับฟังปัญหาและแนะนำแนวทางแก้ไขให้กับผู้ประกอบการรับทราบ พร้อมนำไปปฏิบัติต่อไป รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการค้าภายใน ได้เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ด้านราคาและปริมาณ และการขนย้ายสินค้าเกษตรที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็น ข้าวเปลือก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง น้ำมันปาล์ม กระเทียม หอมหัวใหญ่ และได้จัดส่งสายตรวจพิเศษลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ขอเตือนเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามกฎหมายให้ถูกต้อง เพื่อรักษาความเป็นธรรมให้กับเกษตรกรภายในประเทศ โดยกรมการค้าภายในกำหนดมาตรการควบคุมการขนย้ายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ห้ามมิให้ขนย้ายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตั้งแต่ 10,000 กิโลกรัมขึ้นไป เข้ามาหรือออกจากพื้นที่ควบคุม จำนวน 1 เขต 57 อำเภอ 17 จังหวัด เว้นแต่ได้รับการอนุญาต ซึ่งจะมีการเพิ่มเติมพื้นที่ควบคุม คือ อ.จะนะ จ.สงขลา ,อ.เกาะสีชัง จ.ชลบุรี ,อ.เมือง จ.บึงกาฬ ,อ.เมืองหนองคาย จ.หนองคาย เมื่อพบการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติ ระวางโทษสูงสุดจำคุก ไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากเจ้าหน้าที่ตรวจพบจะดำเนินคดีอย่างเข้มงวด ทั้งนี้ หากเกษตรกรรายใดไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือพบเห็น ทราบเบาะแสการกระทำความผิด สามารถแจ้งข้อมูลที่ สายด่วน 1569 กรมการค้าภายใน หรือ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 207/2568 นบข. ไฟเขียว 4 มาตรการช่วยข้าวนาปี 68/69 วงเงินกว่า 5 หมื่นล้าน เสริมเสถียรภาพราคา-เพิ่มรายได้เกษตรกรระยะยาว (27 มิถุนายน 2568)
นบข. ไฟเขียว 4 มาตรการช่วยข้าวนาปี 68/69 วงเงินกว่า 5 หมื่นล้าน เสริมเสถียรภาพราคา-เพิ่มรายได้เกษตรกรระยะยาว วันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน 2568 เวลา 15.00 น. ณ ทำเนียบรัฐบาล มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ 2/2568 โดยมีนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายธนสาร ธรรมสอน ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายพงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชน นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าว สมาคมโรงสีข้าว และผู้แทนภาคเกษตรกร อาทิ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ได้รับมอบหมายจากปลัดกระทรวงพาณิชย์ทำหน้าที่เลขานุการคณะกรรมการ เปิดเผยว่า ที่ประชุม นบข. มีมติรับทราบสถานการณ์ข้าวโลกและข้าวไทย ปี 2567/68 โดยสถานการณ์ข้าวโลก ปีการผลิต 2568/69 คาดว่าการผลิตข้าวจะอยู่ที่ 541.58 ล้านตัน เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะที่การบริโภคข้าวทั่วโลกอยู่ที่ 541.07 ล้านตัน เพิ่มขึ้นมากกว่าการผลิต ส่งผลให้อุปสงค์เพิ่มเร็วกว่าอุปทาน ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาข้าวในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย โดยมีปริมาณการค้าอยู่ที่ 61.66 ล้านตัน และสต็อกปลายปีอยู่ที่ 187.83 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3 แต่ยังคงต้องจับตาปัจจัยเสี่ยงด้านภัยธรรมชาติและนโยบายแทรกแซงจากประเทศผู้ส่งออกและผู้นำเข้ารายใหญ่ ด้านสถานการณ์ข้าวไทย ข้าวนาปรัง ปี 2568 เก็บเกี่ยวแล้วร้อยละ 96 หรือประมาณ 8.20 ล้านตัน คาดว่าจะทยอยออกสู่ตลาดครบในเดือนมิถุนายน ขณะที่ข้าวนาปี ปี 2568/69 คาดว่ามีพื้นที่เพาะปลูก 61.95 ล้านไร่ ลดลงเล็กน้อย แต่ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 27.22 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1 เนื่องจากฝนไม่ทิ้งช่วงในช่วงต้นฤดูเพาะปลูก ทำให้มีน้ำเพียงพอ โดยผลผลิตส่วนใหญ่จะออกสู่ตลาดในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2568 ประมาณร้อยละ 72 ด้านความต้องการใช้ข้าว ปี 2568/69 คาดว่าลดลงเหลือ 28.66 ล้านตันข้าวเปลือก หรือลดลงร้อยละ 2 จากปีก่อน อินเดียกลับมาส่งออกข้าวอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม การบริโภคภายในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากจำนวนนักท่องเที่ยวและแรงงานต่างด้าว ขณะที่การบริโภคข้าวของประชากรไทยยังคงลดลง โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 73.41 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ราคาข้าวในประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 24 มิถุนายน 2568) พบว่าราคาข้าวเปลือกส่วนใหญ่ลดลงจากปีก่อน โดยเฉพาะข้าวเจ้าและข้าวเหนียว ยกเว้นข้าวหอมมะลิที่ยังคงมีราคาสูงอยู่ที่ 15,500 17,000 บาทต่อตัน เนื่องจากมีคำสั่งซื้อต่อเนื่องจากต่างประเทศ ด้านการส่งออกข้าวไทยในช่วงเดือนมกราคม พฤษภาคม 2568 มีปริมาณ 3.05 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 41 ของเป้าหมายทั้งปีที่ 7.5 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 26 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการแข่งขันด้านราคากับประเทศคู่แข่ง และความต้องการนำเข้าที่ชะลอตัวในอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ โดยที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางเพื่อรักษาเสถียรภาพทางราคาและให้เกษตรกรได้มีรายได้ที่มั่นคง โดยเห็นควรปรับแผนการผลิตให้สอดคล้องกับทิศทางตลาด หลีกเลี่ยงการปลูกข้าวนาปรังที่มีแนวโน้มล้นตลาด พร้อมส่งเสริมการบริโภคข้าวในประเทศ และสนับสนุนการผลิตข้าวเฉพาะกลุ่ม เช่น ข้าวอินทรีย์ ข้าวสุขภาพ และข้าวคาร์บอนต่ำ เพื่อเพิ่มมูลค่าและกระจายความเสี่ยง นายวิทยากร กล่าวต่อว่า วันนี้ที่ประชุม นบข. ได้พิจารณาวาระสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2568/69 เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกและสร้างความมั่นคงให้เกษตรกรในระยะยาว จึงมีมติเห็นชอบในหลักการ ตามที่ฝ่ายเลขานุการฯ เสนอ โดยกรมการค้าภายในร่วมกับ ธ.ก.ส. จัดทำมาตรการ 4 โครงการ วงเงินงบประมาณรวม 50,038.67 ล้านบาท ดังต่อไปนี้ 1. โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69 ให้เกษตรกรเก็บข้าวไว้ในยุ้งฉางตนเอง 1 5 เดือน ได้รับค่าฝากเก็บ 1,500 บาท/ตัน เป้าหมาย 3 ล้านตัน โดยราคาสินเชื่อข้าวหอมมะลิ 13,000 บาทต่อตัน ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ 11,500 บาทต่อตัน ข้าวเจ้า 8,000 บาทต่อตัน ข้าวปทุมฯ 9,000 บาทต่อตัน ข้าวเหนียว 10,000 บาทต่อตัน วงเงินงบประมาณจ่ายขาดไม่เกิน 9,305.06 ล้านบาท 2. โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2568/69 ธ.ก.ส. สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้สถาบันเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ เป้าหมาย 1.5 ล้านตันวงเงินจ่ายขาด 656.25 ล้านบาท 3. โครงการชดเชยดอกเบี้ยผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก ปีการผลิต 2568/69 โรงสีเก็บสต็อก 2 6 เดือน รัฐชดเชยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี เป้าหมาย 4 ล้านตัน วงเงินงบประมาณจ่ายขาด 642.00 ล้านบาท 4. โครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีและส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ โดยให้ความช่วยเหลือเกษตรกร โดย (1) สนับสนุนเงินให้แก่เกษตรกร อัตรา 500 บาทต่อไร่ ไม่เกิน 10 ไร่ วงเงินงบประมาณ 18,967.68 ล้านบาท (2) สนับสนุนเงินค่าปัจจัยการผลิตผ่านแอป BAAC Mobile ของ ธ.ก.ส. ซึ่งสามารถใช้ซื้อปัจจัยการผลิตจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ อัตรา 500 บาทต่อไร่ ไม่เกิน 10 ไร่ วงเงินงบประมาณ 18,967.68 ล้านบาท และ (3) ช่วยเหลือเงินให้เกษตรกรในการปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมในอัตรา 1,500 บาทต่อไร่ ประมาณ 1 ล้านไร่ (10% ของพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม หรือ 9.85 ล้านไร่) วงเงินงบประมาณ 1,500.00 ล้านบาท วงเงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น 39,435.36 ล้านบาท โดยให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และการดำเนินโครงการในกิจกรรมปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสมในการปลูกข้าว ประกอบด้วย กษ. พณ. ธ.ก.ส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำเสนอ นบข. ก่อนเสนอ ครม. พิจารณาต่อไป ทั้งนี้ มอบหมายกรมการค้าภายใน ร่วมกับ ธ.ก.ส. จัดทำโครงการฯ และรายละเอียดข้อมูลที่หน่วยงานของรัฐต้องเสนอพร้อมกับการขออนุมัติต่อ ครม. ตามมาตรา 27 และ 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 เพื่อให้กระทรวงพาณิชย์นำเสนอ ครม. ต่อไป นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับโครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรัง ปี 2568 ไร่ละ 1,000 บาท มีมติมอบหมายให้กรมการข้าว และ ธ.ก.ส. จัดทำโครงการฯ พร้อมหลักเกณฑ์และเงื่อนไข สำหรับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร เสนอผ่านคณะอนุกรรมการ ด้านการผลิต ก่อนเสนอ นบข. และ ครม. พิจารณาต่อไป ทั้งนี้ ปัจจุบันมีการขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าวนาปรัง จำนวน 851,696 ครัวเรือน พื้นที่ปลูก 11.85 ล้านไร่ โดยใช้งบประมาณรวม 7,274.41 ล้านบาท นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติมอบหมายให้กรมการค้าภายใน และ กรมการค้าต่างประเทศ ในฐานะฝ่ายเลขานุการ นบข. หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเสนอโครงการเพื่อเพิ่มช่องทางในการระบายผลผลิตสู่ต่างประเทศ ต่อไปอีกด้วย นายวิทยากร กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 206/2568 “พาณิชย์” ร่วม เซเว่น ช่วยชาวสวนมังคุดภาคตะวันออก เตรียมจำหน่ายผ่าน 7-Eleven พร้อมต่อยอดมังคุดใต้ หอการค้าแก้ปัญหาระยะกลาง-ยาว (25 มิถุนายน 2568)
พาณิชย์ ร่วม เซเว่น ช่วยชาวสวนมังคุดภาคตะวันออก เตรียมจำหน่ายผ่าน 7-Eleven พร้อมต่อยอดมังคุดใต้ หอการค้าแก้ปัญหาระยะกลาง-ยาว วันที่ 25 มิถุนายน 2568 นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ร่วมกับบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เปิดกิจกรรมจำหน่ายมังคุดผ่านร้าน 7-Eleven ณ สาขานนทบุรี 41 โดยเปิดเผยว่า ขณะนี้เป็นช่วงปลายฤดูของผลผลิตมังคุดจากภาคตะวันออก ซึ่งคาดว่าจะทยอยหมดภายในสิ้นเดือนมิถุนายน 2568 กรมการค้าภายในยังคงเดินหน้าประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในการกระจายผลผลิตออกสู่ตลาดปลายทางในทุกช่องทางอย่างเร่งด่วน โดยในวันนี้ กรมฯ ได้ร่วมกับบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมมังคุดไทย ภายใต้กิจกรรม Thai Fruits Festival 2025 รับซื้อมังคุดจากเกษตรกรในภาคตะวันออก โดยเฉพาะจากจังหวัดจันทบุรี เพื่อวางจำหน่ายผ่านร้าน 7-Eleven 8,220 สาขา ใน 20 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงจังหวัดต่าง ๆ เช่น อยุธยา กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ราชบุรี ลพบุรี สุพรรณบุรี และอีกหลายจังหวัด โดยจำหน่ายในราคาถุงละ 40 บาท (ถุงละ 1 กิโลกรัม) เริ่มระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน 4 กรกฎาคม 2568 หรือจนกว่าของจะหมด นายวิทยากร กล่าวเพิ่มว่า ผลการจัดกิจกรรมภายใต้มาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2568 ในกิจกรรมกระจายผลไม้ภายใต้โครงการ Thai Fruits Festival 2025 ปริมาณรวมโดยประมาณ 10,000 ตัน ผลไม้คละชนิด อาทิ มะม่วง ลำไย มังคุด เงาะ ทุเรียน จากภาคต่างๆทั้งประเทศ โดยแบ่งเป็นกิจกรรมหลักๆ ได้แก่ 1. กิจกรรมรณรงค์บริโภคผลไม้ Thai Fruits Festival 2025 ตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาลต่อเนื่องจนถึงช่วงปัจจุบันที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากร่วมกับพันธมิตรต่างๆ ร่วมกับห้างค้าปลีก-ค้าส่ง ได้แก่ บิ๊กซี แม็คโคร โลตัส โก-โฮลเซลล์ จำนวน 2,500 ตัน ห้างซูเปอร์ชีป โดยการสนับสนุนชมรมทายาทห้างค้าปลีก-ค้าส่งแห่งประเทศไทย รวมถึงกิจกรรมรณรงค์การบริโภคผลไม้ที่ร่วมกับสมาคมการค้าตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรไทย จำนวน 3 ตลาด (ตลาดไท ตลาดศรีเมือง ตลาดสี่มุมเมือง) และสมาคมตลาดสดไทย จำนวน 12 ตลาด (ตลาดกิเลน ตลาดเยสบางพลี ตลาดมีนบุรี ตลาดรังสิต ตลาดธันยา ตลาดบางใหญ่ ตลาดคุณยิ้ม ตลาดยอดพิมาน ตลาดถนอมมิตร ตลาดใหม่สำโรง ตลาดโอโซนวัน และตลาดบวรร่มเกล้า) 2. แจกมะม่วงแฟนซีเป็นของสมนาคุณลูกค้าร่วมกับสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง 4 สถานี (พีที พีทีที บางจาก ซัสโก้) 1,097 สาขา ในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล จำนวน 2,000 ตัน 3. เชื่อมโยงผลไม้จำหน่ายงานธงฟ้าในส่วนภูมิภาค และผ่านรถโมบายพาณิชย์ ในพื้นที่กรุงเทพฯ 30 จุด 4. การซื้อผลไม้ของหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ ธนาคาร บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และบริษัทขนาดใหญ่ ช่วยรับซื้อผ่าน Pre-Order และกิจกรรมเพื่อสังคม CSR ในการดูดซับผลผลิตเกรดรอง โดยมีการสั่งซื้อแล้วจำนวน 500 ตัน 5. ขยายช่องทางการจำหน่ายน้ำผลไม้สมูทตี้ผ่าน ตู้เต่าบิน กับ บจ.ฟอร์ท เวนดิ้ง รับซื้อมะม่วง ลำไย สับปะรด ลิ้นจี่ ลองกอง กล้วยหอมทอง ฝรั่ง และชมพู่ ปริมาณรวม 1,000 ตัน 6. จับมือกับ บจ.ไทยแอร์เอเชีย แปรรูปทำเป็นเมนูอาหารและเครื่องดื่ม จำหน่ายบนเครื่องบินทั้งเที่ยวบินภายในประเทศและต่างประเทศ โดยรับซื้อลำไย มังคุด สับปะรดภูแล ปริมาณรวม 1,000 ตัน 7. สนับสนุน บรรจุภัณฑ์ผลไม้ DIT ร่วมกับไปรษณีย์ไทย ในรูปแบบกล่องไปรษณีย์ขนาด 10 กก. และตะกร้าพลาสติกขนาด 5 กก. ปริมาณรวม 3,000 ตัน สถานการณ์มังคุดภาคตะวันออกใกล้หมดฤดูแล้ว เราจึงเตรียมลงไปรับซื้อมังคุดภาคใต้ต่อทันที เพื่อดึงราคาผลผลิต กรมฯ ขอขอบคุณบริษัท ซีพี ออลล์ สภาหอการค้า สมาคมมังคุดไทย และพันธมิตรทุกภาคส่วนที่ร่วมกันช่วยเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ราคามีเสถียรภาพมากขึ้น และขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนช่วยกันอุดหนุนมังคุดไทยจากฝีมือเกษตรกรไทย ในราคาย่อมเยาที่หาซื้อได้ใกล้บ้าน พร้อมกันนี้ กรมการค้าภายในยังวางแผนรองรับผลผลิตการเกษตรในภาพรวม ทั้งระยะสั้น กลาง และยาว โดยเน้นการเชื่อมโยงกับภาคแปรรูป เช่น โรงงานแปรรูปผลไม้ เพื่อยกระดับสินค้าเกษตร สร้างมูลค่าเพิ่ม และรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าให้เหมาะสม เพื่อให้เกษตรกรสามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างมั่นคง นายวิทยากร กล่าว นอกจากนี้ ยังมีแผนระยะต่อไปในการเดินหน้าจัดกิจกรรมรณรงค์บริโภคผลไม้ โดยจะเริ่มเชื่อมโยงตลาดมังคุดจากภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งขณะนี้เริ่มมีผลผลิตออกสู่ตลาด โดยกรมฯ ได้รับการประสานจากผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดให้ช่วยเหลือเชื่อมโยงตลาด โดยจะเริ่มจากการกระจายผลผลิตผ่านห้างค้าปลีกในจังหวัดภูเก็ต และจังหวัดยะลา ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการรองรับผลผลิตจากภาคใต้
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 205/2568 “พาณิชย์” เร่งกระจายผลไม้ลอตใหญ่กว่า 95,000 กก. พลังความร่วมมือรัฐ–เอกชน หนุนเกษตรกรไทย พร้อมขยายผลสู่ภาคใต้ (25 มิถุนายน 2568)
พาณิชย์ เร่งกระจายผลไม้ลอตใหญ่กว่า 95,000 กก. พลังความร่วมมือรัฐ เอกชน หนุนเกษตรกรไทย พร้อมขยายผลสู่ภาคใต้ กรมการค้าภายในเร่งกระจายผลไม้กว่า 95,000 กิโลกรัม ผ่านพลังความร่วมมือรัฐ เอกชน โดยหน่วยงานส่วนกลางช่วยดูดซับผลผลิตแล้วกว่า 20,000 กิโลกรัม ขณะสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศเดินหน้ากระจายอีก 75,000 กิโลกรัมจากแหล่งผลิตหลัก ช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกร พร้อมเตรียมเชื่อมโยงผลไม้สู่ตลาดภาคใต้ต่อเนื่อง วันที่ 25 มิถุนายน 2568 นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายใน ได้เร่งดำเนินการสนับสนุนการดูดซับผลผลิตผลไม้ในฤดูกาล โดยเฉพาะผลไม้ภาคตะวันออกที่อยู่ในช่วงปลายฤดูกาลที่ไม่สามารถส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้เนื่องจากสถานการณ์การปิดด่านชายแดนที่ติดกับกัมพูชา โดยกรมฯ ได้เร่งกระจายผลไม้จำนวนดังกล่าวออกนอกแหล่งผลิต โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอย่างกว้างขวางในการช่วยดูดซับผลผลิตผลไม้ โดยล่าสุดได้ความร่วมมือจาก 40 บริษัทจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์ ในกลุ่มธุรกิจโรงพยาบาล ธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ พลังงาน ประกันภัย รวมถึงกลุ่มผู้ค้าปลีกค้าส่งของไทย ที่จะร่วมรับซื้อผลไม้ไทยทั่วทุกภาค เริ่มจากการเร่งระบายผลไม้ติดด่านในภาคตะวันออก นางสาวญาณี กล่าวต่อว่า จากความร่วมมือดังกล่าว มีผู้ให้ความสนใจในการช่วยเหลือเกษตรกรเป็นอย่างมาก โดยมีการประสานสั่งซื้อผลไม้ในพื้นที่รวมกว่า 20,000 กิโลกรัม ได้แก่ บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) ได้รับซื้อเงาะจำนวน 2,000 กิโลกรัม นอกจากนี้มีหน่วยงานและภาคเอกชนอื่นๆ ช่วยกันรับซื้อผลไม้และกระจายผลไม้ กว่า 18,000 กิโลกรัม ได้แก่ กรมชลประทาน กรมฝนหลวง กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) บริษัท เน็กซ์เทค เอเชีย จำกัด บริษัท จุฬาวิศวกรรม จำกัด สมาคมภาคเอกชน อาทิ สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย รวมถึงสถาบันอบรมผู้บริหาร ได้แก่ หลักสูตรนักบริหารการเงินการคลังภาครัฐระดับสูง (บงส.) หลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) ที่ติดต่อมายังกรมการค้าภายใน เพื่อร่วมกันรับซื้อผลไม้จากเกษตรกรโดยตรง รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า อีกหนึ่งกลไกสำคัญ คือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เชื่อมโยงตลาดระหว่างเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ผ่านการจัดงานส่งเสริมบริโภคผลไม้ในพื้นที่ต่าง ๆ โดยมีการจำหน่ายผลไม้หลากหลายชนิด เช่น ทุเรียน มังคุด เงาะ ลิ้นจี่ มะม่วง สับปะรด แตงโม ฝรั่ง ส้ม กระท้อน มะละกอ กล้วยหอม เป็นต้น จากจังหวัดแหล่งผลิตหลัก เช่น จังหวัดจันทบุรี ระยอง ตราด สุโขทัย พิษณุโลก เชียงราย พะเยา ลำพูน นครปฐม ปราจีนบุรี รวมประมาณ 75,000 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 4.6 ล้านบาท ซึ่งสร้างรายได้ให้เกษตรกรทันที กรมการค้าภายในขอขอบคุณทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ที่ร่วมเป็นพลังสำคัญในการสนับสนุนเกษตรกรผ่านการรับซื้อผลไม้และเปิดพื้นที่จำหน่าย ช่วยระบายผลผลิตในฤดูกาล โดยในช่วงปลายเดือนมิถุนายน กรมการค้าภายใน จะเชื่อมโยงผลไม้จากภาคตะวันออก ลงไปสู่ภาคใต้ผ่านห้างค้าปลีกในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต พร้อมแผนเชิงรุกในการเตรียมเชื่อมโยงผลไม้ภาคใต้ที่กำลังจะมาถึงด้วย นางสาวญาณี กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ