ข่าวเลขที่ 228/2568 ‘DIT จับมือ 4 ปั๊มดัง’ แจก “นมไทย UHT” ผ่านโครงการ “น้ำมันเติมรถ นมสดเติมใจ คนไทยไม่ทิ้งกัน” ช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ช่วยประหยัดเงินผู้ปกครอง (25 กรกฎาคม 2568)
DIT จับมือ 4 ปั๊มดัง แจก นมไทย UHT ผ่านโครงการ น้ำมันเติมรถ นมสดเติมใจ คนไทยไม่ทิ้งกัน ช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ช่วยประหยัดเงินผู้ปกครอง DIT กรมการค้าภายใน เดินหน้าโครงการ น้ำมันเติมรถ นมสดเติมใจ คนไทยไม่ทิ้งกัน แจกนม UHT ผ่านสถานีบริการน้ำมัน 4 แบรนด์ดัง PT PTT Bangchak Succo ช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ผู้ประกอบการนมพาณิชย์ พร้อมเชิญชวนคนไทยร่วมบริโภคนม เพื่อสุขภาพดีและสนับสนุนเกษตรกร วันนี้ (25 กรกฎาคม 2568) นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มอบหมายให้กรมการค้าภายในเร่งหามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม และสนับสนุนผู้ประกอบการนมพาณิชย์ในการระบายสต็อกสินค้า กรมฯ จึงได้ดำเนิน โครงการ น้ำมันเติมรถ นมสดเติมใจ คนไทยไม่ทิ้งกัน เพื่อเพิ่มช่องทางกระจายผลิตภัณฑ์นมกล่อง สู่ผู้บริโภคภายในประเทศ สอดคล้องกับนโยบาย ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย โดยพร้อมช่วยให้เกษตรกรสามารถขายน้ำนมดิบได้ต่อเนื่อง ลดปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด และช่วยรักษาเสถียรภาพราคาน้ำนมอย่างยั่งยืน โครงการนี้เป็นความร่วมมือกับสถานีบริการน้ำมันรายใหญ่ 4 ราย ได้แก่ PTT Station, PT, บางจาก และ Susco รวม 878 สาขา ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อร่วมแจกนมกล่อง UHT รสจืด ยี่ห้อ ไทย-เดนมาร์ค และหนองโพ เป้าหมาย 1,000,000 กล่อง ให้กับผู้ใช้บริการที่เติมน้ำมันครบ 400 บาทขึ้นไปต่อใบเสร็จ รับนมฟรี 1 กล่อง ระหว่างวันที่ 25 28 กรกฎาคม 2568 รวม 4 วัน หรือจนกว่าของจะหมด โดยในวันนี้กรมฯ ได้มอบหมายให้นายกรนิจ โนนจุ้ย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน ติดตามการดำเนินงานโครงการ ณ สถานีบริการน้ำมัน PTT Station สาขาประชาอุทิศ ลาดพร้าว, PT สาขาประดิษฐ์มนูธรรม, บางจาก สาขาเกษตร นวมินทร์ และ Susco สาขาวิภาวดี 1 ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทั้งผู้ประกอบการและประชาชนที่ร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก กรมฯ ขอขอบคุณสถานีบริการน้ำมันทั้ง 4 แห่ง ที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างยิ่งในการสนับสนุนการกระจายผลิตภัณฑ์นมให้ถึงมือผู้บริโภค ซึ่งไม่เพียงส่งเสริมการบริโภคนมในประเทศ แต่ยังมีส่วนสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม และรักษาเสถียรภาพด้านราคาน้ำนมดิบให้คงอยู่ได้อย่างยั่งยืน อธิบดีกล่าว นอกจากช่องทางผ่านสถานีบริการน้ำมัน กรมฯ ยังขยายการกระจายผลิตภัณฑ์นมผ่านห้างค้าปลีก ค้าส่ง ร้านธงฟ้า รถโมบายธงฟ้าเคลื่อนที่ และประสานกับหน่วยงานอื่น อาทิ กรมการขนส่งทางบก เพื่อแจกนมในรถโดยสาร และกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ เช่น งานวิ่งมาราธอน เป็นต้น โครงการนี้ไม่เพียงช่วยให้เกษตรกรสามารถระบายน้ำนมดิบและผลิตภัณฑ์นมได้ แต่ยังเป็นการกระตุ้นให้คนไทยหันมาบริโภคนมเพื่อสุขภาพที่ดี และเป็นแบบอย่างของการขับเคลื่อนแนวคิด ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย ให้เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน นายวิทยากรกล่าวเพิ่มเติม กรมการค้าภายใน ขอเชิญชวนประชาชนร่วมสนับสนุนโครงการฯ ด้วยการเติมน้ำมันครบตามเงื่อนไข รับนมฟรี ส่งต่อกำลังใจให้เกษตรกรไทย และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการบริโภคนมคุณภาพ ผลิตโดยเกษตรกรไทย เพื่อสุขภาพที่ดีและความยั่งยืนของเศรษฐกิจไทยในอนาคต
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 227/2568 พาณิชย์ลุยโปรโมทกุ้งไทย! จัดเทศกาลกินกุ้งทั่วประเทศ หนุนตลาด-ช่วยเกษตรกร (25 กรกฎาคม 2568)
พาณิชย์ลุยโปรโมทกุ้งไทย! จัดเทศกาลกินกุ้งทั่วประเทศ หนุนตลาด-ช่วยเกษตรกร รองอธิบดีกรมการค้าภายในเผย จัดเทศกาลกินกุ้ง 22 จังหวัดทั่วไทย เพิ่มช่องทางจำหน่ายให้เกษตรกร หนุนบริโภคในประเทศ ตามนโยบาย ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย ของกระทรวงพาณิชย์ นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยวันนี้ (25 ก.ค.68) ว่า กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าจัด กิจกรรมรณรงค์การบริโภคกุ้งภายในประเทศ ภายใต้โครงการพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันสินค้าประมงปี 2568 เพื่อสนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งให้มีช่องทางจำหน่ายที่มากขึ้น และสร้างการรับรู้ให้ผู้บริโภคเข้าถึงกุ้งคุณภาพในราคาที่เป็นธรรม ทั้งนี้ เป็นไปตาม นโยบาย ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย ของนายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในเร่งดำเนินการดูแลสถานการณ์ราคาให้เกษตรกรสามารถขายกุ้งได้ในราคาที่อยู่ได้ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า เพื่อขับเคลื่อนตลาดภายในประเทศ กรมการค้าภายในจึงได้จัดกิจกรรมใน 22 จังหวัด ทั้งในและนอกแหล่งผลิต โดยมีสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเป็นผู้ดำเนินการจัดงาน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2568 คาดว่าจะเชื่อมโยงและกระจายผลผลิตจากเกษตรกรได้ไม่น้อยกว่า 154,000 กิโลกรัม โดยในแต่ละจังหวัดที่จัดกิจกรรมจะมีการจำหน่ายกุ้งสดจากเกษตรกรโดยตรง อาหารปรุงสำเร็จเมนูกุ้งราคาพิเศษ โปรโมชั่นพิเศษ อาทิ คูปองส่วนลด นาทีทอง ตักละ 99 บาท อยากเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกคน มาร่วมอุดหนุนกุ้งไทยจากเกษตรกรไทยในกิจกรรมเทศกาลกินกุ้งทั่วประเทศ โดยในช่วงนี้มีการจัดงาน เทศกาลกินกุ้ง - กรุงเก่า ณ ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค จ.พระนครศรีอยุธยา ระหว่างวันที่ 23 - 27 กรกฎาคม 2568 ซึ่งนอกจากจะได้ทานกุ้งที่สด สะอาด ได้มาตรฐาน และราคายุติธรรมแล้ว ยังได้ช่วยเกษตรกร แถมยังได้อร่อยกับเมนูกุ้งมากมาย นอกจากนี้ ได้จัดกิจกรรมในจังหวัดอื่น ได้แก่ จ.เชียงใหม่ (22-28 ก.ค.) ในงาน Lanna Expo 2025 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเชียงใหม่, จ.ภูเก็ต (27-31 ก.ค.) ที่ปลายแหลมสะพานหิน, จ.พิษณุโลก (1,15,29 ส.ค.) ที่บริเวณศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก, จ.นครสวรรค์ (6-8 ส.ค.) ที่หน้าสวนสาธารณะหนองสมบูรณ์, จ.หนองคาย (6-8 ส.ค.) ที่ศูนย์จำหน่ายและแสดงสินค้า OTOP จังหวัดหนองคาย, จ.อุดรธานี (8-10 ส.ค.) ที่บริเวณสนามทุ่งศรีเมืองอุดรธานี, จ.ขอนแก่น (26-28 ส.ค.) ที่ห้างแฟรี่พลาซ่า ขอนแก่น, จ.ปทุมธานี (28-31 ส.ค.) ที่ห้างโลตัส สาขารังสิตคลองเจ็ด และอีกหลายจังหวัด เพื่อส่งเสริมการบริโภคกุ้งภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง สำหรับสถานการณ์ราคากุ้ง ในช่วงเดือนมกราคม พฤษภาคม 2568 ประเทศไทยมีผลผลิตกุ้งทะเลรวม 95,446 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกุ้งขาวแวนนาไมมีสัดส่วนถึง 93% ของทั้งหมด ขณะที่การส่งออกลดลงร้อยละ 11 เหลือ 49,209 ตัน คิดเป็นมูลค่า 15,336 ล้านบาท ส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากภาวะการค้าโลกที่ชะลอตัว และความกังวลในมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ทำให้คำสั่งซื้อลดลง โดยปัจจุบันอยู่ในช่วงที่ผลผลิตกุ้งออกสู่ตลาดค่อนข้างมาก (พ.ค. - ส.ค.) ซึ่งอาจส่งผลให้เกษตรกรได้รับผลกระทบด้านราคาได้ กรมการค้าภายในและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือ ทั้งโครงการส่งเสริมการรณรงค์บริโภคสินค้ากุ้ง เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการให้แก่เกษตรกร และกิจกรรมรณรงค์บริโภคกุ้งในประเทศผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายและบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง นางสาวญาณี กล่าวทิ้งท้าย ขอเชิญชวนประชาชนมาร่วมกิจกรรมเทศกาลกินกุ้งทั่วประเทศ มาช่วยกันบริโภคของดีจากเกษตรกรไทย ไม่เพียงอร่อย สด สะอาด แต่ยังส่งเสริมให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือเกษตรกรไทย ผ่านการเลือกบริโภคกุ้งคุณภาพในราคาที่จับต้องได้
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 226/2568 “สุชาติ” รับลูก ‘จตุพร’ เตรียมพร้อมรับมือ พายุ “วิภา” ดูแลสินค้าจำเป็นในภาวะวิกฤต (24 กรกฎาคม 2568)
สุชาติ รับลูก จตุพร เตรียมพร้อมรับมือ พายุ วิภา ดูแลสินค้าจำเป็นในภาวะวิกฤต นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้สั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือเร่งติดตามสถานการณ์อุทกภัยจากพายุโซนร้อน วิภา อย่างใกล้ชิดและรายงานมายังส่วนกลางทราบสถานการณ์เพื่อเตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ ตนจึงให้กรมการค้าภายในติดตามร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัด และเตรียมความพร้อมเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วม ไม่ว่าจะเป็นของใช้อุปโภคบริโภคที่จำเป็น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยให้ประชาชนมีสิ่งจำเป็นใช้ในชีวิตประจำวัน นายสุชาติ กล่าวต่อว่า ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ติดตามดูแลกำกับการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคในพื้นที่ ให้มีปริมาณเพียงพอและราคายุติธรรม โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตที่อาจจะมีการซื้อสินค้าเกินความจำเป็น จึงอยากขอเรียนกับพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะในพื้นที่ว่า หากท่านยังสามารถหาสิ่งของจำเป็นได้ ขอให้ท่านอย่าตื่นตระหนกในการซื้อสินค้าเกินความจำเป็น โดยขอให้มีการกระจายสินค้าไปในพื้นที่ผู้ประสบภัยก่อน เพื่อไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลนสินค้าจำเป็น ทั้งนี้ กรมการค้าภายในจะเร่งประสานภาคเอกชนเพื่อให้การจัดส่งสินค้าและกระจายไปในพื้นที่ผู้ประสบภัยโดยเร็วที่สุด หากพี่น้องประชาชนพบปัญหาสินค้าขาดแคลนหรือมีเบาะแสการกักตุนสินค้า หรือมีเบาะแสเกี่ยวกับราคาสินค้าหรือการจำหน่ายที่ไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน กรมการค้าภายใน โทร. 1569 ตลอด 24 ชั่วโมง กระทรวงพาณิชย์ภายใต้การนำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ จะดูแลพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ เราจะประสานงานทุกหน่วยงานเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเพื่อให้พี่น้องประชาชนกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด นายสุชาติกล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 225/2568 ‘สุชาติ’ ลุยเต็มสูบ 8 มาตรการ ดูดซับลำไย พร้อมแปรรูปกว่า 252,000 ตัน เดินหน้าเชิงรุก ทั้งใน-นอกประเทศ ดันตลาดส่งออก ดึงราคาทั้งระบบ (21 กรกฎาคม 2568)
สุชาติ ลุยเต็มสูบ 8 มาตรการ ดูดซับลำไย พร้อมแปรรูปกว่า 252,000 ตัน เดินหน้าเชิงรุก ทั้งใน-นอกประเทศ ดันตลาดส่งออก ดึงราคาทั้งระบบ วันที่ 21 กรกฎาคม 2568 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามสถานการณ์ผลผลิตลำไยภาคเหนือที่กำลังทยอยออกสู่ตลาดในช่วงฤดูกาลปี 2568 โดยได้ตรวจเยี่ยม สหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด อ.สันป่าตอง แปลงสวนลำไย และบริษัท แปรรูปลำไย ณ บริษัท อาร์ เค ฟู๊ด จำกัด อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน โดยได้หารือกับกลุ่มเกษตรกรของสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางบรรเทาปัญหาราคาตกต่ำและการกระจุกตัวของผลผลิต รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการพาณิชย์ ให้ความสำคัญกับสินค้าเกษตรทุกชนิด แต่ปีนี้ลำไยมีผลผลิตมากขึ้นจาก 9 แสนตัน เป็นกว่า 1 ล้านตัน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าและวางแผนในการแก้ปัญหาไว้แล้ว โดยจะใช้มาตรการเดิมยังไม่พอ ต้องมีการบริหารจัดการครอบคลุม วันนี้ตนจึงได้ลงพื้นที่เพื่อดำเนินมาตรการเชิงนโยบายเพื่อดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเร่งขับเคลื่อนมาตรการตั้งแต่ต้นฤดู โดยเน้นเชื่อมโยงตลาด และกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิต และรักษามาตรฐานการส่งออกโดยขยายตลาดใหม่ๆ ตั้งเป้าในการบริหารจัดการลำไยภาคเหนือ 151,000 ตัน โดยใช้ 8 มาตรการหลัก ได้แก่ 1. รวบรวมลำไย (สดช่อ) เพื่อส่งออก ปริมาณ 15,000 ตัน 2. จัดกิจกรรมรณรงค์บริโภคผลไม้ Thai Fruits Festival 2025 ทั่วประเทศ 3. เชื่อมโยงลำไยผ่านเครือข่ายพันธมิตร ปริมาณรวม 65,555 ตัน โดยใช้กลไกผู้ประกอบการ และห้างค้าปลีก-ค้าส่งในการร่วมมือระบายผลผลิต โดยให้ผู้ประกอบการรับซื้อลำไย (รูดร่วง) เกรด B ปริมาณ 60,000 ตัน ในราคานำตลาดไม่ต่ำกว่า กิโลกรัมละ 4-5 บาท และเชื่อมโยงนำมาจำหน่ายในห้าง แมคโคร โลตัส บิ๊กซี ท็อปส์ โก-โฮลเซลล์ และเดอะมอลล์ รับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรโดยตรง เพิ่มอีกปริมาณ 5,555 ตัน 4.สับสนุนการรับซื้อผ่าน หน่วยงานรัฐ เอกชนผ่านบริษัทตลาดหลักทรัพย์ หน่วยงานราชการ บริษัทมหาชน เพื่อทำ CSR ตลอดทั้งฤดูกาล ปริมาณ 1,380 ตัน 5. สนับสนุนกล่องใส่ลำไย ฟรีค่าขนส่งโดยบริษัทไปรษณีย์ไทย 6. เชื่อมโยงผู้ประกอบการและสถาบันเกษตรกร รับซื้อผลผลิตโดยตรง ปริมาณ 18,000 ตัน 7. เชื่อมโยงสินค้าเข้าสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง 1,000 ตัน 8. ขยายช่องทางใหม่ๆให้กับลำไย อาทิ ทำเป็นอาหาร เครื่องดื่มผ่าน ตู้เต่าบิน แอร์เอเชีย นอกจากนี้ รมช.พาณิชย์ ยังเพิ่มปริมาณเป้าหมายการรวบรวมรับซื้อลำไย (รูดร่วง) เกรด A เพื่ออบแห้งส่งออกต่างประเทศ จากเดิม 50,000 ตัน (สด) เพิ่มเป็น 101,000 ตัน โดยผ่านโรงอบลำไยที่เป็นเครือข่ายของกรม กว่า 50 แห่ง ทั้งนี้ ยังได้กำชับให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดในกลุ่ม 8 จังหวัดภาคเหนือ กำกับดูแลโรงอบลำไยในพื้นที่ให้เปิดรับผลผลิตจากเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง พร้อมจัดทำแผนเชื่อมโยงระหว่างจังหวัดให้มีโรงอบรองรับเพียงพอกับปริมาณลำไยสดทั้งฤดูกาล ในด้านการส่งออกลำไยไปต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เดินหน้าแผนตลาดการส่งออกอย่างจริงจัง ผ่านกลไกทูตพาณิชย์ ทั้ง 58 แห่งทั่วโลก ในการเร่งหาตลาดส่งออกลำไย และยังได้มีกิจกรรมส่งเสริมการส่งออกผลไม้ ทั้งในรูปแบบการจับคู่เจรจาธุรกิจ การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ และการส่งเสริมการขายผลไม้ผ่านห้างสรรพสินค้าและแพลตฟอร์มออนไลน์ในต่างประเทศ ซึ่งก่อให้เกิดมูลค่าเจรจาการค้ากว่า 5,500 ล้านบาท อีกทั้ง การประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ผลไม้ไทยผ่านคาแรคเตอร์ น้องฉ่ำฉ่ำ ที่ได้เปิดตัวในช่วงงานแสดงสินค้าอาหาร Thaifex-Anuga 2025 อีกด้วย นายสุชาติ ยังกล่าวต่ออีกว่า ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ ทำงานร่วมกับกระทรวงเกษตร วางแผนจัดการเรื่องโซนนิ่ง และเพิ่มผลผลิตต่อไร่ กระทรวงพาณิชย์จะต้องดูแลต้นทุนการผลิตให้พี่น้องเกษตรกร เพราะแม้ผลผลิตดี ราคาดี ถ้าต้นทุนสูง ก็ไม่ได้กำไร เราจึงต้องแก้ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ตนจะมีนโยบายธงเขียว ในการช่วยเหลือเกษตรกรให้ปุ๋ย ยาฆ่าแมลงราคาถูก ต้นทุนเกษตรกรต้องควบคุมให้ได้ นี่คือสิ่งที่กระทรวงพาณิชย?์จะทำตั้งแต่ต้นน้ำ ขอให้พี่น้องเกษตรกรมั่นใจว่า กระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าสู้ดันเรื่องลำไยอย่างเต็มที่จนจบฤดูกาลแน่นอน และสำหรับสินค้าเกษตรชนิดอื่น เราจะเร่งเข้าไปดูแลตลาดอย่างต่อเนื่องไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำเดิม รมช.พาณิชย์ กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 224/2568 “สุชาติ” เผยความสำเร็จการขับเคลื่อนมาตรการเชื่อมโยง ดันราคามังคุดใต้ทะลุกิโลกรัมละ 100 บาท (21 กรกฎาคม 2568)
สุชาติ เผยความสำเร็จการขับเคลื่อนมาตรการเชื่อมโยง ดันราคามังคุดใต้ทะลุกิโลกรัมละ 100 บาท สุชาติ โชว์ผลงานอัดมาตรการเต็มสูบ ดันราคามังคุดใต้เกรดมัน ทะลุกิโลกรัมละ 100 บาท บางพื้นที่แตะ 103 บาท หลังพาณิชย์พาผู้ประกอบการเข้าซื้ออย่างต่อเนื่อง สั่งคงมาตรการจนจบฤดูกาล ด้านเกษตรกรพอใจ ราคาดีขึ้นทุกวัน นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าผลการดำเนินมาตรการดูแลราคามังคุดให้กับเกษตรกรในภาคใต้ ว่า หลังจากที่ผมและท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านจตุพร บุรุษพัฒน์ ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์มังคุดที่ จ.นครศรีธรรมราช และได้เชื่อมโยงผลไม้ออกนอกแหล่งผลิตเป็นจำนวนมาก เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยมาตรการของ กรมการค้าภายใน ในการเร่งระดมผู้ประกอบการ ทั้งห้างค้าส่ง-ค้าปลีก เข้าไปรับซื้อมังคุดโดยตรงจากกลุ่มเกษตรกร รวมถึงดึงบริษัทรายใหญ่ให้เข้าไปช่วยซื้อ และการจัดกิจกรรม Thailand Fruit Festival 2025 เพื่อกระตุ้นการบริโภค สามารถผลักดันให้ราคามังคุดปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นได้ต่อเนื่อง และเป็นที่พอใจของเกษตรกร นายสุชาติ กล่าวเพิ่มว่า นับแต่วันที่ลงพื้นที่ไปดูแลปัญหาถึงขณะนี้ ตามที่ได้รับรายงานข้อมูลเข้ามา ณ วันที่ 20 กรกฎาคม 2568 ปรากฏว่าเราใช้มาตรการดังกล่าวเพียงแค่ 16 วัน ราคามังคุดดีดตัวขึ้นอย่างมาก โดยราคานอกกลุ่มประมูล เบอร์คละ อยู่ที่ 30-40 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) และเกรดมันรวม อยู่ที่ 70-100 บาทต่อ กก. สำหรับในกลุ่มประมูล เบอร์คละ อยู่ที่ 41-48 บาทต่อกก. และเกรดมันรวม อยู่ที่ 113-120 บาทต่อกก. ซึ่งเป็นระดับราคาที่สูงขึ้นจากต้นฤดูกาลอย่างชัดเจน ทำให้พี่น้องเกษตรได้จำหน่ายผลผลิตในราคาดีแม้จะเป็นช่วงปลายฤดู สร้างความพึงพอใจเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ ผลผลิตมังคุดภาคใต้ปีนี้มีประมาณ 109,697 ตัน โดยจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นแหล่งผลิตหลัก คิดเป็น 40,063 ตัน และในขณะนี้ผลผลิตได้ออกสู่ตลาดแล้วกว่า 80% แต่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยังได้สั่งการให้กรมการค้าภายในคงมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ราคาผลผลิตอยู่ในระดับที่เป็นธรรมจนจบฤดูกาล สำหรับมาตรการต่อเนื่อง กระทรวงพาณิชย์ยังได้ดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างหลากหลาย เช่น บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อร่วมรับซื้อผ่านกิจกรรม CSR รวมถึงการรณรงค์บริโภคผลไม้ไทยผ่านงาน Thai Fruit Festival 2025 และการเชื่อมโยงผลผลิตกับห้างค้าส่ง-ค้าปลีกรายใหญ่ อาทิ บิ๊กซี แม็คโคร โลตัส โก โฮลเซลล์ ท็อปส์ เดอะมอลล์ เซเว่นอีเลฟเว่น ซูเปอร์ชีป ตลอดจนได้รับความร่วมมือจากชมรมทายาทห้างค้าปลีก-ค้าส่ง สมาคมการค้า ตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรไทย และสมาคมตลาดสดไทย เพื่อกระจายผลผลิตมังคุดสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศอย่างทั่วถึง
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 223/2568 “พาณิชย์” ลุยตรวจล้งทุเรียนภาคใต้ เดินหน้าคุ้มครองเกษตรกรให้ได้รับความเป็นธรรม (19 กรกฎาคม 2568)
พาณิชย์ ลุยตรวจล้งทุเรียนภาคใต้ เดินหน้าคุ้มครองเกษตรกรให้ได้รับความเป็นธรรม นายอุดม ศรีสมทรง รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน เดินหน้าช่วยเหลือเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ตามนโยบายของนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งสร้างเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรและดูแลความเป็นธรรมในการซื้อขายผลผลิต เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา จึงได้ให้ลงพื้นที่จังหวัดชุมพร เพื่อติดตามการตรวจสอบเครื่องชั่งที่ใช้ในการับซื้อทุเรียน ณ ล้งรับซื้อทุเรียน ตามที่อธิบดีกรมการค้าภายในได้สั่งการให้สำนักงานสาขาชั่งตวงวัดในเขตพื้นที่ภาคใต้ ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ร่วมกับสายตรวจเฉพาะกิจและเจ้าหน้าที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัด ตรวจสอบเครื่องชั่งรถยนต์ เครื่องชั่งสปริง และเครื่องชั่งดิจิทัล ด้วยภาคใต้ได้เริ่มเก็บเกี่ยวทุเรียนตามฤดู ในช่วงมิถุนายน - กันยายน โดยกำหนดเป้าหมายการตรวจสอบผู้ประกอบการรับซื้อทุเรียนจังหวัดชุมพรที่มีกว่า 600 ราย และเครื่องชั่งในการซื้อขายกว่า 2,500 เครื่อง ซึ่งกรมฯ จะดำเนินการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกรและตลาดผลไม้ไทย นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังสั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ ตรวจสอบการแสดงราคารับซื้อทุเรียนให้ชัดเจนตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 66 พ.ศ. 2566 ซึ่งกำหนดให้ล้งและผู้รวบรวมผลผลิตต้องติดป้ายแสดงราคารับซื้อทุกวัน ภายในเวลา 08.00 น. หรือก่อนเปิดทำการรับซื้อ เพื่อให้เกษตรกรสามารถเปรียบเทียบราคาและตัดสินใจขายได้อย่างเป็นธรรม รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเน้นย้ำว่า ได้ให้เจ้าหน้าที่เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจช่วงเย็น ซึ่งเป็นเวลาที่เกษตรกรนำผลผลิตมาจำหน่ายมากที่สุด และขอความร่วมมือผู้รวบรวมปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยหากไม่แสดงราคารับซื้อ มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และหากพบการโกงเครื่องชั่ง มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 280,000 บาท หากเกษตรกรพบปัญหาหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 222/2568 “สุชาติ” ใช้ ตลาดนำการผลิต หนุน “กล้วยหอมเขียว” สู่ตลาดส่งออกญี่ปุ่น เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ชี้โอกาสทองในกรอบ JTEPA (18 กรกฎาคม 2568)
สุชาติ ใช้ ตลาดนำการผลิต หนุน กล้วยหอมเขียว สู่ตลาดส่งออกญี่ปุ่น เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ชี้โอกาสทองในกรอบ JTEPA รมช.สุชาติ เดินหน้า ตลาดนำการผลิต นำร่องปลูกกล้วยหอมเขียว (คาเวนดิช) ส่งออกญี่ปุ่น โดยกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่เสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา ช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกรต่อไร่สูงขึ้น 4 14% พร้อมได้รับความเชื่อมั่นจากผู้นำเข้าญี่ปุ่นที่ต้องการกล้วยหอมไทยคุณภาพสูงอย่างต่อเนื่อง ภายใต้โควตากรอบความตกลง JTEPA เตรียมต่อยอดขยายพื้นที่ปลูกกล้วยหอมเขียวสู่แปลงใหญ่ในจังหวัดอื่นๆ เพื่อสร้างรายได้และความมั่นคงให้เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน วันที่ 18 กรกฎาคม 2568 จังหวัดนนทบุรี นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ในการสนับสนุนเกษตรกรให้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชตามความต้องการของตลาด โดยใช้หลักการตลาดนำการผลิต เพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มขึ้น กระทรวงพาณิชย์โดยกรมการค้าภายในจึงได้มีการจัดทำลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง บริษัท พีแอนด์เอฟ เทคโน จำกัด จากประเทศญี่ปุ่น กับ บริษัท แปลงใหญ่กล้วยหอมทองสุขไพบูลย์ จำกัด เพื่อส่งออกกล้วยหอมทองจากไทยไปยังตลาดญี่ปุ่น โดยใช้โควตาส่งกล้วยหอมภายใต้กรอบความตกลง JTEPA ปริมาณ 8,000 ตัน/ปี ปัจจุบันมีการส่งออก กล้วยหอมทอง เพียงปริมาณ 2,000 ตัน ซึ่งการทำความตกลงในครั้งนี้จะเป็นการเพิ่มปริมาณ ผลผลิตกล้วยหอมเขียว (คาเวนดิช) เพื่อส่งออกไปประเทศญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นเป็น 5,000 ตันมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการรวมกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ ผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพกล้วยหอมเพื่อการส่งออกตามมาตรฐาน GAP และ GMP ซึ่งมีสมาชิกกว่า 100 ราย นายสุชาติ กล่าวต่อว่า จากโควตาภายใต้ความตกลงดังกล่าว ไทยสามารถใช้สิทธิประโยชน์ส่งออกกล้วยโดยไม่เสียภาษีนำเข้า ได้อีกจำนวนมาก กรมการค้าภายในจึงเข้ามาต่อยอดโดยการสนับสนุนให้เกษตรกรหันมาปลูกกล้วยหอมเขียว (คาเวนดิช) ที่มีความได้เปรียบด้านความทนทานต่อโรคและการขนส่ง ผลผลิตต่อไร่สูง และเก็บรักษาได้นาน โดยกรมการค้าภายในได้สนับสนุนกล้วยหอมเขียวครบวงจร ตั้งแต่ให้คำปรึกษาเชิงลึกโดยผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ ช่วยเกษตรกรดูแลหลังเก็บเกี่ยว คัดคุณภาพ และเลือกบรรจุภัณฑ์เหมาะสมเพื่อการส่งออก พร้อมสนับสนุนพันธุ์กล้วยหอมเขียวต้นแบบกว่า 128,000 ต้น ครอบคลุมพื้นที่ 400 ไร่ ตอบโจทย์ตลาดญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงตลาดญี่ปุ่นผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เสริมสร้างโอกาสส่งออกกล้วยหอมเขียวไทยสู่ตลาดญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้น นายสุชาติ กล่าวย้ำว่า กิจกรรมในวันนี้โดยการสนับสนุนของกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน จะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นสูงสุดถึงไร่ละ 18,000 บาท หรือเพิ่มขึ้นรวมทั้งแปลง 2 7.2 ล้านบาท คิดเป็น 4% 14% โดยการปลูกกล้วยหอมเขียวเพื่อส่งออกประเทศญี่ปุ่น กล้วยหอมเขียว (คาเวนดิช) มีผลผลิตต่อไร่สูง ส่งออกได้จริงในกรอบ JTEPA และมีตลาดญี่ปุ่นรองรับต่อเนื่อง กระทรวงพาณิชย์พร้อมผลักดันให้เป็นหนึ่งในสินค้าดาวรุ่งด้านส่งออกของไทย ร่วมกับกล้วยหอมทองที่มีศักยภาพสูง และเรามีแผนขยายผลสำเร็จจากแปลงใหญ่กล้วยหอมทองสุขไพบูลย์ในเสิงสางสู่กลุ่มแปลงใหญ่ในจังหวัดอื่น ๆ เพื่อเพิ่มพื้นที่ปลูกกล้วยหอมเขียวและกล้วยหอมทอง ด้วยโมเดลการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและการเชื่อมโยงตลาดที่แข็งแรง สร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรไทย ซึ่งหากปริมาณการส่งออกกล้วยหอมของเกษตรกรใกล้โควตา ผมจะดำเนินการเจรจาเพื่อขยายโควตาในการส่งออกกล้วยหอมไปยังญี่ปุ่น ซึ่งเชื่อว่าศักยภาพของเกษตรกรไทยสามารถปลูกผลผลิตเพื่อการส่งออกแบบนี้ได้อีกเยอะ นายสุชาติกล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 221/2568 “DITxAirasia” เดินสายโปรโมต เมนูอาหาร-เครื่องดื่มจากลำไย “สั่งลำไยบนไทยแอร์เอเชีย” เพียงสั่งเท่ากับช่วยเกษตรกรไทย (18 กรกฎาคม 2568)
DITxAirasia เดินสายโปรโมต เมนูอาหาร-เครื่องดื่มจากลำไย สั่งลำไยบนไทยแอร์เอเชีย เพียงสั่งเท่ากับช่วยเกษตรกรไทย กรมการค้าภายในจับมือไทยแอร์เอเชีย ดันเมนูอาหารจากลำไย มังคุด และสับปะรดภูแล เสิร์ฟบนเที่ยวบินทั้งในและต่างประเทศ อาทิ ไก่ทอดซอสลำไย โอ้เอวน้ำลำไย ยำมังคุดกุ้งสด และพิซซ่าฮาวายเอี้ยนสับปะรดภูแล เพียงท่านสั่ง ก็เท่ากับช่วยเกษตรกรไทย พร้อมเตรียมต่อยอดสู่กุ้งและปลากะพง เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรสู่ตลาดใหม่ วันนี้ 18 ก.ค. 2568 ณ ท่าอากาศยานดอนเมือง นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ประชาสัมพันธ์การจำหน่ายเมนูอาหาร-เครื่องดื่มบนเครื่องบินสายการบินไทยแอร์เอเชีย โดยเปิดเผยว่า ตามนโยบายท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านจตุพร บุรุษพัฒน์ ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย โดยเฉพาะการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ด้วยการเพิ่มช่องทางจำหน่ายใหม่ให้เข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง และตามที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ท่านสุชาติ ชมกลิ่น ให้ความสำคัญกับสินค้าเกษตรของไทยในการเพิ่มช่องทางตลาดใหม่ๆ ให้กับเกตรกร กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน จึงได้ร่วมกับสายการบินไทยแอร์เอเชีย ผลักดันผลไม้ไทยสร้างมูลค่าเพิ่มในรูปแบบเมนูอาหารบนเที่ยวบิน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไทยผ่านการซื้อผลผลิตโดยตรง โดยสืบเนื่องจากที่กรมการค้าภายในเซ็น MOU กับ ไทยแอร์เอเชีย ในการรับซื้อผลไม้สดจากเกษตรกร เป้าหมาย 1,000 ตัน ในระยะเวลา 1 ปี โดยไทยแอร์เอเชียจะนำผลไม้มาเป็นวัตถุดิบในเมนูอาหารทั้งคาวและหวาน จำหน่ายบนเครื่องบินทั้งในและต่างประเทศ โดยเริ่มจำหน่ายตั้งแต่ 1 ก.ค. 2568 เป็นต้นไป นายวิทยากร กล่าวต่อว่า วันนี้กรมการค้าภายในและไทยแอร์เอเชีย จึงมาโปรโมตเมนูอาหารใหม่ที่นำขึ้นจำหน่ายบนเที่ยวบินของสายการบินไทยแอร์เอเชีย ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาสู่ท่าอากาศยานดอนเมืองได้รู้จักกับเมนูอาหาร และสร้างการรับรู้ว่าท่านสามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้ง่ายง่ายเพียงสั่งอาหารบนสายการบินไทยแอร์เอเชียด้วยเมนูที่มีผลไม้เป็นวัตถุดิบ ไม่ว่าจะเป็นลำไย มังคุด และสับปะรดภูแล ที่นำมาแปรรูปเป็นเมนูอาหารคาวและหวาน เพื่อยกระดับคุณค่า และสร้างรายได้ให้พี่น้องเกษตรกรไทย โดยโมเดลนี้เป็นการดึงพันธมิตรรายใหญ่ช่วยรับซื้อผลไม้จากเกษตรกรและนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มโดยการผลิตเป็นสินค้าอาหารและเครื่องดื่มออกจำหน่ายในตลาดใหม่ โดยไทยแอร์เอเชีย จะช่วยรับซื้อผลไม้หลัก ๆ 3 ชนิด คือ ลำไย มังคุด และสับปะรดภูแล ผลิตเป็นเมนูจำหน่ายบนเครื่องทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เริ่มตั้งแต่เดือน ก.ค.2568 เป็นต้นไปและจะจำหน่ายไปจนถึงกลางปี 2569 นายธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด กล่าวว่า สายการบินไทยแอร์เอเชีย มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมกับกรมการค้าภายใน ในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ในครั้งนี้ ซึ่งเราได้ผลไม้ที่มีคุณภาพมาสร้างสรรค์เป็นเมนูที่แปลกใหม่และเป็นทางเลือกให้ผู้โดยสารทั้งเส้นทางภายในและระหว่างประเทศ ครอบคลุมทั้งสายการบินไทยแอร์เอเชีย และไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ ซึ่งจากการจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. ที่ผ่านมาได้รับการตอบรับที่ดีมาก ทั้งนี้เมนูกลุ่มเเรก ภายใต้ธีม อาหารใต้ใกล้ฉัน โดยเมนูเด่น ได้แก่ ไก่ทอดซอสลำไย เป็นเมนูอาหารคาวที่ผสมผสานความหอมหวานของลำไยสด กับความจัดจ้านแบบปักษ์ใต้ และในหมวดของหวานยังมีเมนูเครื่องดื่มอย่าง โอ้เอวน้ำลำไย ที่เน้นรสชาติธรรมชาติจากลำไยแท้ๆ โดยหลังจากนี้จะมีเมนูใหม่ๆ เมนูมังคุด ได้เเก่ ยำมังคุดกุ้งสด แกงเผ็ดเป็ดย่างใส่มังคุด ฮอกไกโด โรลมังคุด เมนูสับปะรด ได้เเก่ พิซซ่าฮาวายเอี้ยน น้ำพริกอ่องสับปะรดภูแล เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีจำหน่าย Snack box อาหารว่างเเละเครื่องดื่มที่มาจากผลไม้ พร้อมความพิเศษใน Snack box จะได้รับคูปองส่วนลด 20 บาท เพื่อใช้ซื้อสินค้าเมนูจากผลไม้เพื่อช่วยเกษตรกรได้อีกด้วย นายวิทยากร กล่าวว่า กรมขอขอบคุณไทยแอร์เอเชียอีกครั้ง ภายใต้โครงการนี้ เราสามารถช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรทั้งผู้ปลูกผลไม้และเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งและปลากะพง ขยายช่องทางการจำหน่ายออกสู่ตลาดใหม่ ๆ ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าของสายการบินแอร์เอเชียทั้งในและต่างประเทศ เราตั้งใจให้ผลไม้มาเป็นวัตถุดิบอาหารชั้นเลิศที่มีคุณค่ามากขึ้น ทั้งในแง่ของมูลค่าและการส่งต่อเรื่องราวของเกษตรกรไทยให้ผู้โดยสารทั้งชาวไทยและต่างชาติได้สัมผัสผ่านอาหาร ขอเชิญชวนประชาชนทดลองลิ้มรสเมนูสุดพิเศษเหล่านี้บนเที่ยวบินของแอร์เอเชีย และร่วมอุดหนุนเกษตรกรไทยผ่านอาหารที่สะท้อนวัฒนธรรมและคุณภาพของผลไม้ไทยโดยกรมการค้าภายใน จะยังร่วมกับ ไทยแอร์เอเชีย นำทัพผลไม้ต่างๆภายใต้กิจกรรม Fruit On Board นำผลไม้คุณภาพเสิร์ฟถึงมือผู้บริโภค อิ่มท้องแล้วยังได้ช่วยพี่น้องเกษตรกรอีกด้วย นายวิทยากรกล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ