ข่าวเลขที่ 36/2569 “พาณิชย์” เผย ตลาดข้าวกลับมาคึกคัก ราคาข้าวหอมดีดแตะ 16,000 บาท/ตัน พุ่งขึ้นทันที 1,000 บาท จากมาตรการดูดซับตรงจุดของ นบข.  (21 พฤศจิกายน 2568)
พาณิชย์รายงานราคาข้าวเปลือกหอมมะลิดีดตัวแรงแตะ 16,000 บาทต่อตัน เพิ่มขึ้นตันละ 1,000 บาท ด้านข้าวเปลือกเจ้า ปรับเพิ่มขึ้นสูงสุด 400 บาท เป็นตันละ 7,200 บาทต่อตัน หลังรัฐบาลเร่งเดินหน้ามาตรการดูแลข้าวทั้งระบบตามมติ นบข. ส่งผลให้ตลาดเกิดการปรับตัวเชิงบวกอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านการรับซื้อ การดูดซับผลผลิต และความเชื่อมั่นของเกษตรกร วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์ราคาข้าวนาปี ปีการผลิต 2568/69 ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญต่อสินค้าเกษตรหลัก โดยเฉพาะ “ข้าว” ซึ่งเป็นรายได้สำคัญของเกษตรกรทั่วประเทศ นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กำชับทุกหน่วยงานให้เดินหน้ามาตรการเชิงรุกและลงปฏิบัติการในพื้นที่ทันที เพื่อป้องกันภาวะราคาตกต่ำในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมากช่วงปลายปีนี้ อธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุว่า ภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ล่าสุด เมื่อ 18 พฤศจิกายน 2568 ได้ออกมาตรการเร่งด่วนในการช่วยดูดซับปริมาณข้าวเปลือกออกจากระบบ รวมทั้งมาตรการก่อนหน้านี้ ทั้งชะลอการขายข้าว มาตรการรับฝากเก็บ รวมถึงการเร่งจัดตลาดนัดข้าวเปลือกทั่วประเทศ เพื่อพยุงราคา สร้างตลาด และเสริมรายได้ให้เกษตรกรในช่วงผลผลิตออกกระจุกตัว โดยสถานการณ์ราคาล่าสุด ณ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ยืนยันว่ามาตรการทั้งหมดเริ่มเห็นผลชัดเจน ราคาข้าวเปลือกความชื้น 15% ปรับเพิ่มในแทบทุกชนิด โดยข้าวเปลือกหอมมะลิอยู่ที่ 14,700–16,100 บาทต่อตัน ข้าวเปลือกปทุมธานี 8,000–8,300 บาทต่อตัน ข้าวเปลือกเจ้า 6,300–7,200 บาทต่อตัน และข้าวเหนียว 7,000–10,000 บาทต่อตัน โดยราคาข้าวเปลือกหอมมะลิได้มีการปรับตัวขึ้นสูงสุด 1,000 บาทต่อตัน ข้าวเปลือกเจ้าปรับเพิ่มขึ้นสูงสุด 400 บาทต่อตัน เมื่อเทียบกับช่วงก่อนสัปดาห์ก่อน (14 พ.ย. 68) ถือเป็นหนึ่งฤดูกาลที่ราคาปรับตัวดีขึ้นเร็วที่สุดในรอบหลายปี นายวิทยากร กล่าวต่อว่า “ในส่วนของการดำเนินโครงการตลาดนัดข้าวเปลือก กรมการค้าภายในร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัด โดยเริ่มจัดมาตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 และจะจัดต่อเนื่องรวมกว่า 50 ครั้งใน 32 จังหวัด ครอบคลุมภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง จนถึงเดือนเมษายน 2569 โดยตลาดนัดข้าวเปลือกเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการจากนอกพื้นที่เข้าไปรับซื้อถึงแหล่งผลิตของเกษตรกร ลดภาระค่าขนส่ง เพิ่มช่องทางขายโดยตรง และแก้ปัญหาบางพื้นที่ที่ไม่มีผู้รับซื้ออย่างมีประสิทธิภาพ ผลการจัดตลาดนัดในช่วงที่ผ่านมาพบว่า มีผู้ประกอบการหลายรายเข้าไปรับซื้อในราคานำตลาดอย่างคึกคัก โดยราคารับซื้อในพื้นที่ตลาดนัดสูงกว่าตลาดทั่วไปเฉลี่ย 200–400 บาทต่อตัน ทำให้เกิดการแข่งขันทางด้านราคา ส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกในหลายจังหวัดปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่สำนักงานชั่งตวงวัดในพื้นที่โดยเฉพาะจุดที่มีการซื้อขายข้าว ได้ลงพื้นที่เพื่อกำกับดูแลการรับซื้อข้าวเปลือกของพี่น้องเกษตรกรโดยตรวจสอบความถูกต้องของการชั่งน้ำหนัก การวัดความชื้น และการหักสิ่งเจือปน รวมถึงการแสดงราคารับซื้อ เพื่อให้การซื้อขายเป็นธรรม เที่ยงตรง และโปร่งใสให้เกษตรกร นายวิทยากรกล่าวทิ้งท้ายว่า “มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกปีการผลิตนี้ของ นบข. และการจัดตลาดนัดข้าวเปลือกทั่วประเทศ ได้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ทั้งในด้านราคาที่ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว สร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้แก่พี่น้องเกษตรกร โดยกรมจะขับเคลื่อนมาตรการต่อเนื่องเพื่อรักษาราคาและสร้างเสถียรภาพให้ตลาดข้าวตลอดฤดูกาลผลิตปีนี้”
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 35/2569 นายกฯ อนุทินประชุม นบข. ปรับโครงสร้างข้าวไทยครั้งใหญ่ รับดีมานด์จีน–สิงคโปร์ หนุนราคา–เร่งดูดซับส่วนเกิน 3 ล้านตัน พร้อมดันข้าวประณีตสู่ตลาดพรีเมียม (18 พฤศจิกายน 2568)
วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน 2568 เวลา 15.00 น. ณ ทำเนียบรัฐบาล มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ 1/2568 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นรองประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชน นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าว สมาคมโรงสีข้าว และผู้แทนภาคเกษตรกร อาทิ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า “ปีนี้สถานการณ์ตลาดข้าวโลกมีความผันผวนสูง แต่ก็เปิดโอกาสสำคัญให้ประเทศไทย ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ท่านประธานาธิบดี สี จิ้นผิงได้กราบบังคมทูลต่อหน้าพระพักตร์ว่า จีนจะซื้อข้าวไทย 500,000 ตัน นับเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อราคาข้าวไทย และเป็น “คำสั่งซื้อประวัติศาสตร์” ในวาระการฉลองครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตจีน-ไทย นอกจากนั้น ไทยยังตกลงขายข้าวและอาหารล่วงหน้าให้แก่สิงคโปร์ 100,000 ตัน ซึ่งยิ่งตอกย้ำความเชื่อมั่นในข้าวไทย และตอกย้ำความจำเป็นที่เราต้องวางนโยบายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนา ควบคู่กับ การรักษามาตรฐานของสินค้าข้าวไทย อย่างจริงจัง“ นายอนุทินฯ กล่าวต่อว่า สำหรับที่ประชุม นบข. วันนี้ยึดหลักสำคัญ 3 ประการ คือ1 ) บริหารจัดการราคาข้าวให้อยู่ในระดับเหมาะสม 2) เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของข้าวไทย ทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐาน และโลจิสติกส์ และ3) สร้างเสถียรภาพตลาด ทั้ง ตลาดภายในประเทศ และ ตลาดต่างประเทศ ควบคู่กันไป“ ด้านนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ”ที่ประชุมมีมติทบทวนแนวทางดำเนิน “โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69” ให้เกษตรกรนำข้าวเปลือกเข้าฝากเก็บในยุ้งฉางเป็นระยะเวลา 1–5 เดือน ตั้งเป้าปริมาณ 3 ล้านตันข้าวเปลือก โดยทบทวนราคาสินเชื่อข้าวเจ้า ข้าวปทุมธานี และข้าวเหนียว ให้สอดคล้องกับราคาตลาดปัจจุบัน โดยเกษตรกรที่มียุ้งฉางของตัวเองจะได้ค่าฝากเก็บ 1,500 บาทต่อตัน“ นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการจัดทำมาตรการ ภายใต้กรอบแนวคิด “ข้าวไทยสู่เศรษฐกิจอนาคต” (New Rice Economy) โดยมาตรการระยะสั้น เน้นการบริหารจัดการข้าวขาวที่มีส่วนเกิน ได้แก่ โครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69 เป้าหมาย 3 ล้านตันข้าวเปลือก วงเงินจ่ายขาด 1,680 ล้านบาท เพื่อดูดซับซัพพลายในตลาด และระบายออกอย่างเหมาะสมตามสถานการณ์ตลาด และมีแผนนำข้าวเปลือกไปแปรรูปเป็นข้าวสารบรรจุถุง จำหน่าย เพื่อเชื่อมโยงไปยังหน่วยงานที่มีความต้องการใช้จริง อาทิ กระทรวงยุติธรรม (กรมราชทัณฑ์) หน่วยงานกองทัพ และหน่วยงานรัฐอื่น ๆ ควบคู่กันที่ประชุมยังได้เห็นชอบเดินหน้า มาตรการระยะยาวเพื่อปรับปรุงโครงสร้างการผลิต โดยเฉพาะการ ศึกษาการปรับเปลี่ยนพื้นที่การเพาะปลูกข้าวนาปรังบางส่วน เพื่อให้มีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่และความต้องการของตลาด กำหนดกรอบไว้ที่ 1,000,000 ไร่ โดยที่ประชุมมอบหมายให้มีการพิจารณากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบก่อนดำเนินการ รวมถึงการส่งเสริมให้เกษตรกรปรับปรุงคุณภาพ โดยปรับเปลี่ยนไปสู่การผลิตข้าวคุณภาพสูงหรือข้าวประณีต เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิต ช่วยให้มีตลาดรองรับ และสร้างการรับรู้แก่ผู้บริโภคเกี่ยวกับความโดดเด่นของข้าวไทยมากยิ่งขึ้น เช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ข้าวที่มีอัตลักษณ์อื่น ๆ โดยกำหนดเป้าหมายเป็นกลุ่มเกษตรกร 200 กลุ่ม วงเงินจ่ายขาด 120 ล้านบาท และการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวตามความต้องการของตลาด ซึ่งในพื้นที่ภาคกลางยังขาดข้าวคุณภาพสูงที่มีความหลากหลาย เพื่อนำมาปลูกทดแทนข้าวพื้นแข็ง โดยมอบหมายให้กรมการข้าว ไปศึกษาเพิ่มเติมให้เกิดความเหมาะสมต่อไป กรมการค้าภายในยังเดินหน้า “ตลาดนัดข้าวเปลือก” ทั่วประเทศจำนวนไม่น้อยกว่า 30 จุด ครอบคลุมกว่า 40 จังหวัด เพื่อเปิดพื้นที่ให้โรงสี–ผู้ประกอบการเข้าไปรับซื้อข้าวจากเกษตรกรใน ราคานำตลาด ช่วยเพิ่มช่องทางจำหน่ายและดึงราคาในพื้นที่ให้ขยับขึ้นตามกลไกความต้องการจริง นายวิทยากรระบุว่า ทิศทางราคาข้าวในปีนี้มีสัญญาณเชิงบวกจากทั้งมาตรการบริหารจัดการภายในประเทศ และการเร่งรัดการส่งออก โดยนายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย รายงานว่า จากเป้าหมายส่งออกเดิมที่ 7.5 ล้านตัน คาดว่าประเทศไทยจะสามารถส่งออกได้สูงถึง 8–9 ล้านตัน ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ราคาข้าวในประเทศมีโอกาสขยับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง สำหรับสถานการณ์ข้าวโลกและข้าวไทย ปี 2568/69 โดยคาดว่าราคาข้าวโลก ปีการผลิต 68/69 จะถูกกดดันจากสต็อกข้าวอินเดียที่เพิ่มขึ้น มากกว่าที่คาดการณ์ การระงับการนำเข้าข้าวของฟิลิปปินส์ การชะลอนำเข้าข้าวไปจนถึงปี 2569 ของอินโดนีเซีย แต่ยังมีปัจจัยบวกช่วยหนุนราคาข้าว เช่น ผลผลิตข้าวในเวียดนามได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ขณะที่ความต้องการซื้อข้าวหอมมะลิจากตลาดต่างประเทศยังมีต่อเนื่อง สำหรับปัจจุบันในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2558 ราคาข้าวหลายพื้นที่ขยับตัวเพิ่มขึ้นเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับเกษตรกร โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ อยู่ที่ 14,300 - 15,800 บาทต่อตัน ข้าวขาว อยู่ที่ 6,100 - 6,800 บาทต่อตัน ขณะที่ข้าวชนิดอื่นๆ ก็เริ่มปรับราคาสูงขึ้นเช่นเดียวกัน
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 34/2569 พาณิชย์ประชุม นบขพ. เดินหน้าดูแลข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั้งระบบ คงมาตรการรับซื้อ–ปูพรมตรวจเข้มฤดูกาล 68/69 (15 พฤศจิกายน 2568)
วันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 เวลา 17.00 น. ณ ห้องกิติยากรวรลักษณ์ ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) ครั้งที่ 1/2568 ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญต่อการดูแลสินค้าเกษตรทุกชนิด โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ จำเป็นต้องมีมาตรการบริหารจัดการแบบรอบด้าน เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาควบคู่กับต้นทุนของเกษตรกร ไม่ให้เกิดภาระเกินจำเป็นต่อผู้เลี้ยงสัตว์และผู้บริโภคในระยะยาว โดยกระทรวงพาณิชย์ได้รับฟังข้อมูลและข้อเสนอจากทุกภาคส่วน ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการอาหารสัตว์ โรงงานแปรรูป และสมาคมการค้าพืชไร่ เพื่อหาแนวทางร่วมกันในการที่จะช่วยรักษาเสถียรภาพราคาและตลาดของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในภาพรวม” นางศุภจี กล่าวต่อว่า “จากรายงานสถานการณ์ผลผลิตในช่วงนี้เป็นช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดในปริมาณมาก เพื่อให้เกษตรกรได้รับความเป็นธรรมในการนำผลผลิตไปขาย กรมการค้าภายในและ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดได้มีการเข้าไปตรวจการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาตั้งแต่ต้นฤดู เพื่อป้องกันการเอาเปรียบเกษตรกร โดยจะมีการตรวจสอบราคาที่รับซื้อข้าวโพด การหักความชื้น–สิ่งเจือปน และความเที่ยงตรงของเครื่องชั่งทุกจุดรับซื้อ และในช่วงนี้ที่ผลผลิตออกกระจุกตัว ได้ระดมตรวจเข้มการรับซื้อในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ ที่การรับซื้อติดขัด โดยสามารถแจ้งมายังกรมการค้าภายในและสำนักงานพาณิชย์จังหวัด เพื่อจะได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ลงตรวจสอบได้ทันที จึงขอให้พี่น้องเกษตรกรเชื่อมั่นว่าจะมีการซื้อขายที่เป็นธรรม” ด้าน นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า “ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ยังคงราคารับซื้อจากเกษตรกรสำหรับข้าวโพดสดความชื้น 30% ในราคา 7.05 บาทต่อกิโลกรัม และราคารับซื้อหน้าโรงงานอาหารสัตว์สำหรับข้าวโพดแห้งความชื้น 14.5% ราคา 9.80 บาทต่อกิโลกรัม โดยราคารับซื้อจะขึ้นอยู่กับแหล่งผลิตและระยะทาง ซึ่งเป็นราคาที่สะท้อนต้นทุนจริงของเกษตรกร โดยรัฐมนตรีพาณิชย์ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดกำกับดูแลการรับซื้อในพื้นที่อย่างเข้มงวด หากพบการกดราคา หักความชื้นเกินจริง หรือมีพฤติกรรมไม่เป็นธรรม จะต้องดำเนินการตามกฎหมายทันที นอกจากนี้ การประชุมวันนี้ได้มีการพิจารณายกเว้นมาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลีสำหรับผู้ผลิตอาหารกุ้งในปี 2569 จำนวน 6 ราย ปริมาณรวม 134,356 ตัน หลังกรมประมงตรวจสอบข้อมูลการใช้จริงแล้ว โดยการยกเว้นดังกล่าวเป็นรายปี และต้องไม่กระทบต่อเสถียรภาพราคาข้าวโพดและวัตถุดิบอื่นในประเทศ อีกทั้งได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการภายใต้ นบขพ. จำนวน 5 คณะ ได้แก่ คณะอนุกรรมการพิจารณาชดเชยดอกเบี้ยในการเก็บสต็อก คณะอนุกรรมการบริหารจัดการระดับจังหวัด คณะอนุกรรมการติดตามสถานการณ์ตลาดและวัตถุดิบทดแทน คณะอนุกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2568–2572 และคณะอนุกรรมการกำกับดูแลการนำเข้าในกรอบ WTO เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและความรัดกุมในการบริหารจัดการทั้งระบบ เพื่อรักษาเสถียรภาพของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั้งระบบ ” สำหรับผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทย ปีการผลิต 2568/69 คาดว่ามีประมาณ 5.36 ล้านตัน เพิ่มขึ้นราว 8% จากปีก่อน เนื่องจากน้ำดี อากาศดี เกษตรกรปรับเปลี่ยนจากพืชอื่นมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มากขึ้น โดยในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดราว 34% ของผลผลิตทั้งปี ขณะที่ความต้องการใช้ ในอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ปี 2568 ปริมาณ 9.2 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 2% จากปี 2567 จากความต้องการใช้ข้าวโพดในภาคปศุสัตว์ที่ขยายตัว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 33/2568 พาณิชย์ หารือ 4 สมาคมข้าวและพืชไร่ รับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะ เตรียมมาตรการดูแลราคาข้าวและพืชผลทางการเกษตร ก่อนเข้า นบข. 18 พ.ย.นี้ (14 พฤศจิกายน 2568)
วันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ณ ห้องกิติยากรวรลักษณ์ ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้หารือร่วมกับ 4 สมาคมภาคการเกษตร ได้แก่ สมาคมโรงสีข้าวไทย สมาคมโรงสีข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย และสมาคมการค้าพืชไร่ โดยมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วม เปิดโอกาสรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะอย่างเต็มที่ โดยมีการขอให้รัฐบาลเร่งช่วยเหลือด้านแหล่งน้ำ เมล็ดพันธุ์ ต้นทุนการผลิต ( ปุ๋ย ยาปราบฯ น้ำมัน) และหาตลาดรองรับผลผลิต และมาตรการอื่นๆ นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ขอขอบคุณตัวแทนทั้ง 4 สมาคมที่ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและข้อเสนอแนะในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับข้าวและพืชไร่ ซึ่งจะนำไปประกอบการพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (นบข.) วันที่ 18 พฤศจิกายนนี้ เพื่อจัดทำมาตรการเพิ่มเติมที่เหมาะสม สมดุลและตอบโจทย์ทุกภาคส่วน นางศุภจี ระบุว่า กระทรวงพาณิชย์ได้รับฟังข้อมูลและข้อเสนอจากทุกภาคส่วนอย่างรอบด้าน เพื่อนำไปกำหนดแนวทางดูแลชาวนา ชาวไร่ และผู้ประกอบการในห่วงโซ่การผลิตให้ครอบคลุม รวมถึงได้หารือแนวทางให้เกษตรกรบางส่วนทดลองปลูกพืชทดแทนในพื้นที่ที่เหมาะสม พร้อมหาแนวทางสนับสนุนด้านเงินทุน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น ทั้งนี้ ปีนี้มีปริมาณข้าวเปลือกส่วนเกินในตลาดราว 3–4 ล้านตันข้าวเปลือก กระทรวงพาณิชย์เตรียมมาตรการดูดซับผลผลิตออกจากระบบ เช่น การผลิตข้าวถุงเพื่อจำหน่ายผ่านหน่วยงานรัฐต่างๆภายในประเทศ รวมทั้งเร่งผลักดันการเจรจาส่งออกข้าวแบบรัฐต่อรัฐ เพื่อระบายผลผลิตออกสู่ตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ จากการหารือกับสมาคมการค้าพืชไร่ ได้มีข้อเสนอให้คงมาตรการในการกำหนด ราคารับซื้อ ข้าวโพดสด (ความชื้น 30%) ราคา 7.05 บาท/กก. และข้าวโพดแห้ง (ความชื้น 14.5%) ณ หน้าโรงงานอาหารสัตว์ ในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล ราคา 9.80 บาท/กก. รวมถึงกำกับการรับซื้อโรงงานอาหารสัตว์ ให้มีความคล่องตัว ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมการค้าภายใน และสำนักงานพาณิชย์จังหวัด กำกับดูแลการรับซื้ออย่างเข้มข้น ตรวจสอบการรับซื้อหากพบการรับซื้อที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไข และไม่เป็นธรรม จะดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อไป
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 32/2569 DIT ลุยตรึงราคาผักชีปลายฝน! เร่งกระจายผลผลิตจากแหล่งอื่นเข้าทดแทน คาดราคาลดลงสัปดาห์หน้า (12 พฤศจิกายน 2568)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า “กรมการค้าภายใน (DIT) ได้ติดตามสถานการณ์การจำหน่ายผักในตลาดช่วงปลายฤดูฝน พบว่า “ผักชี” เป็นผักที่มีราคาจำหน่ายปรับสูงขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยราคาผักชีเกรดดีที่มีความสมบูรณ์เฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละประมาณ 250 บาท (เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่เฉลี่ยอยู่ราวกิโลกรัมละ 130 บาท) ขณะที่ผักชีเกรดรอง ซึ่งได้รับความเสียหายบางส่วนจากฝนตก ยังคงมีจำหน่ายในตลาดในราคาประมาณ 130 บาทต่อกิโลกรัม โดยกรมการค้าภายใน ได้เร่งดำเนินการประสานความร่วมมือกับสมาคมตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรไทยและภาคเอกชน เพื่อกระจายผลผลิตจากแหล่งปลูกอื่นเข้าทดแทนในตลาด และลดความตึงตัวของราคา คาดว่าภายในสัปดาห์หน้า เมื่อผลผลิตจากแหล่งใหม่ทยอยออกสู่ตลาด ราคาผักชีจะเริ่มปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง นายวิทยากร กล่าวเพิ่มว่า “ในส่วนของสาเหตุของการปรับขึ้นราคาผักในช่วงนี้ มาจากหลายปัจจัย ทั้งภาวะน้ำท่วมในพื้นที่เพาะปลูกที่ทำให้ผักบางส่วนได้รับความเสียหาย และสภาพอากาศที่มีฝนตกต่อเนื่อง ทำให้เกษตรกรไม่สามารถเตรียมแปลงเพาะปลูกใหม่ได้ทัน อีกทั้งผักชีที่อยู่ในช่วงเก็บเกี่ยวถูกฝนชุก ทำให้ใบช้ำหรือเน่า ต้องคัดแยกมากขึ้น ส่งผลให้ผักชีที่มีคุณภาพดีมีปริมาณลดลง ราคาจึงปรับสูงขึ้นตามคุณภาพสินค้า สำหรับพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งไม่ใช่แหล่งปลูกหลัก ต้องขนส่งผักชีจากภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปจำหน่าย ทำให้ใช้เวลาขนส่งนานขึ้น ประกอบกับผักชีเป็นผักที่เน่าเสียง่าย จึงเกิดการสูญเสียระหว่างทางบางส่วน ส่งผลให้ผักชีเกรดสมบูรณ์มีราคาสูงกว่าปกติ “กรมการค้าภายใน ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อสถานการณ์ดังกล่าว ได้เร่งประสานความร่วมมือกับสมาคมตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรไทย รวมถึงผู้ประกอบการค้าส่ง–ค้าปลีก และเครือข่ายสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อบริหารจัดการผลผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด โดยเฉพาะการนำผักชีจากแหล่งเพาะปลูกอื่นที่ไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เช่น จังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ ลพบุรี และสระบุรี เข้ามาทดแทนในตลาด เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน กรมฯ ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในทุกภูมิภาค และพร้อมเชื่อมโยงแหล่งผลิตอื่น กระจายไปในทุกพื้นที่อย่างทันท่วงที เพื่อดูแลราคาผักให้ปกติในตลอดช่วงปลายฤดูฝนนี้” นายวิทยากร กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 31/2569 พาณิชย์ลดค่าธรรมเนียมส่งออกข้าว หนุนเกษตรกร–รายย่อยโกอินเตอร์ ขยายตลาดข้าวไทยทั่วโลก (12 พฤศจิกายน 2568)
กระทรวงพาณิชย์ประกาศใช้กฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการประกอบการค้าข้าว (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตส่งออกข้าวให้เกษตรกรและสหกรณ์ พร้อมปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมให้ผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการส่งออกข้าวไทยสู่ตลาดต่างประเทศ มาตรการนี้คาดว่าจะช่วยขยายปริมาณการส่งออกโดยรวมของประเทศ และส่งผลเชิงบวกต่อราคาข้าวในประเทศในระยะต่อไป นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า การปรับปรุงค่าธรรมเนียมในครั้งนี้มุ่งสร้างโอกาสใหม่ให้เกษตรกร สหกรณ์ และผู้ประกอบการข้าวรายย่อย สามารถเข้าถึงตลาดส่งออกได้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่มีศักยภาพในการผลิตข้าวคุณภาพสูงแต่ยังมีข้อจำกัดด้านต้นทุนและภาระค่าใช้จ่าย การปรับลดและยกเว้นค่าธรรมเนียมครั้งนี้จึงเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถของผู้ผลิตไทยให้เข้าสู่ระบบการค้าโลกได้อย่างเท่าเทียม นายวิทยากร กล่าวต่อว่า การปรับอัตราใหม่ได้กำหนดให้กลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตส่งออกข้าว ขณะที่ผู้ประกอบการข้าวรายย่อยที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 10 ล้านบาท ชำระเพียง 10,000 บาท จากเดิม 50,000 บาท ส่วนผู้ประกอบการที่มีทุนจดทะเบียนเกิน 10 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 20 ล้านบาท ปรับลดเหลือ 30,000 บาท และสำหรับผู้ส่งออกข้าวสารบรรจุกล่องหรือหีบห่อ ปรับลดค่าธรรมเนียมเหลือ 10,000 บาท จากเดิม 20,000 บาท ขณะที่เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และสหกรณ์ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียม ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการหน้าใหม่สามารถเริ่มต้นธุรกิจส่งออกได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ การออกกฎกระทรวงฉบับใหม่นี้ยังเป็นการต่อยอดจากมาตรการก่อนหน้า ที่ได้ยกเว้นการถือสต๊อกข้าวส่งออกให้เกษตรกรและสหกรณ์ และปรับลดปริมาณสต๊อกขั้นต่ำของผู้ส่งออกข้าวรายย่อยจาก 500 ตัน เหลือเพียง 100 ตัน เพื่อให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กสามารถดำเนินธุรกิจส่งออกได้จริง เป็นการสร้างระบบการค้าที่เปิดกว้างและส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันที่สมดุล นายวิทยากร กล่าวทิ้งท้ายว่า ข้าวไทยถือเป็นสินค้าที่ตลาดโลกให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง การลดค่าธรรมเนียมครั้งนี้จะช่วยให้เกษตรกรและผู้ประกอบการสามารถสร้างแบรนด์ของตนเองได้มากขึ้น เข้าถึงลูกค้าต่างประเทศโดยตรง และเพิ่มรายได้ให้ชุมชนในระยะยาว มาตรการนี้ยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และผลักดันข้าวไทยให้เป็นสินค้าที่มีศักยภาพในการแข่งขันระดับโลกการลดค่าธรรมเนียมครั้งนี้ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนของผู้ประกอบการเท่านั้น แต่ยังเป็นการขยายโอกาสทางการค้าให้ผู้ผลิตไทยทุกกลุ่มมีส่วนร่วมในการส่งออกข้าว เพิ่มปริมาณการค้าระหว่างประเทศของไทย และสร้างแรงหนุนสำคัญให้ราคาข้าวในประเทศมีเสถียรภาพมากขึ้นในระยะต่อไป.
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 30/2569 “ศุภจี” เผย นบมส.ทุ่มงบ 1.28 พันล้านบาท ดูแลเสถียรภาพมันสำปะหลัง หนุนผลผลิตคุณภาพดี–คุมโรคใบด่าง–ขยายตลาดเพิ่มรายได้เกษตรกร
วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) ครั้งที่ 1/2568 ที่กระทรวงการคลัง ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลเสถียรภาพสินค้าเกษตร โดยเฉพาะ “มันสำปะหลัง” ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศ และเป็นหนึ่งใน 7 ประเด็นภายใต้นโยบาย “Quick Big Win” ของกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งแก้ปัญหาสินค้าเกษตรผ่านการบริหารสมดุลอุปสงค์–อุปทาน และลดภาระต้นทุนของเกษตรกร โดยที่ประชุมเห็นชอบแนวทางขับเคลื่อน 4 มาตรการสำคัญ รวม 8 โครงการ ใช้งบประมาณรวมกว่า 1,279.22 ล้านบาท เพื่อรักษาเสถียรภาพราคามันสำปะหลังปี 2568/69 ครอบคลุมทั้งด้านการผลิต การตลาด และการควบคุมศัตรูพืช มาตรการที่ 1 คือการรักษาเสถียรภาพราคามันสำปะหลัง ใช้งบประมาณ 453.15 ล้านบาท เพื่อชะลอการเก็บเกี่ยวและชดเชยดอกเบี้ยให้ลานมัน โรงแป้ง โรงงานเอทานอล และสถาบันเกษตรกร เพิ่มสภาพคล่องและลดแรงกดดันราคาช่วงผลผลิตออกมาก โดยมีโครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการเก็บสต็อกมันสำปะหลัง เป้าหมาย 6 ล้านตัน โครงการชะลอการเก็บเกี่ยวผลผลิต เป้าหมาย 50,000 ครัวเรือน และโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมผลผลิตมันสำปะหลังของสถาบันเกษตรกร เป้าหมาย 200,000 ตัน มาตรการที่ 2 ส่งเสริมการผลิตและการแปรรูป โดยสนับสนุนให้เกษตรกรเข้าถึงพันธุ์มันสำปะหลังคุณภาพดี ทนโรค และให้ผลผลิตสูง พร้อมเพิ่มมูลค่าผลผลิต ผ่านโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก (เป้าหมาย 3,000 ราย) และโครงการยกระดับศักยภาพการแปรรูปหรือเครื่องสับมัน (เป้าหมาย 380 เครื่อง) มาตรการที่ 3 เป็นการเพิ่มช่องทางการตลาด โดยสนับสนุนค่าขนส่ง 500 บาทต่อตันให้ผู้รับซื้อนอกพื้นที่ เป้าหมาย 200,000 ตัน เพื่อกระจายผลผลิตและเชื่อมโยงตลาดระหว่างภูมิภาค ส่วนมาตรการที่ 4 มุ่งแก้ไขปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลัง โดยอนุมัติโครงการสนับสนุนท่อนพันธุ์มันสำปะหลังคุณภาพดี วงเงิน 25.75 ล้านบาท จากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร เพื่อจัดหาและกระจายพันธุ์มันสำปะหลังคุณภาพดี เป้าหมาย 5 ล้านลำ แบบเร่งด่วน และโครงการบริหารจัดการพันธุ์มันสำปะหลังเพื่อควบคุมโรคใบด่างและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในระยะยาว วงเงิน 800.322 ล้านบาท จากงบกลาง เพื่อขยายพันธุ์ต้านทานโรคในช่วงปี 2569–2571 รวมกว่า 262 ล้านลำ โดยมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณารายละเอียดก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการภายใต้ นบมส. จำนวน 5 คณะ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งด้านการบริหารจัดการระดับจังหวัด การชดเชยดอกเบี้ย การควบคุมศัตรูพืช และการจัดทำยุทธศาสตร์มันสำปะหลังระยะ 5 ปี (2569–2573) สำหรับสถานการณ์มันสำปะหลัง จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) คาดว่า ปีการผลิต 2568/69 จะมีพื้นที่เก็บเกี่ยว 8.12 ล้านไร่ ลดลงร้อยละ 6 ผลผลิตรวมประมาณ 25.56 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 5 ขณะที่ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 3,148 กิโลกรัมต่อไร่ ความต้องการใช้ทั้งในประเทศและต่างประเทศอยู่ที่ 38–40 ล้านตันต่อปี โดยผลผลิตส่วนใหญ่จะออกสู่ตลาดระหว่างเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2569 ราคามันสำปะหลังเฉลี่ย (1–7 พฤศจิกายน 2568) อยู่ที่ 2.18 บาทต่อกิโลกรัม แนวโน้มอ่อนตัวจากคุณภาพผลผลิตลดลง เนื่องจากโรคใบด่างและการเก็บเกี่ยวก่อนอายุครบกำหนด “ที่ประชุมคณะกรรมการฯ ได้พิจารณามาตรการช่วยเหลือในทุกประเด็นที่เป็นความกังวลของทุกภาคส่วน โดยมุ่งให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างยั่งยืน ผ่านการกำหนดกรอบแนวทางระยะยาว เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับภาคเกษตร และลดผลกระทบต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้น้อยที่สุด ทั้งนี้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการได้รับประโยชน์สูงสุด” นางศุภจี กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 29/2568 DIT เกาะติดไข่ไก่ ยันสถานการณ์ราคาดีขึ้น พร้อมเปิดจุดขายไข่ไก่ทั่วประเทศ เชื่อมโยงไข่จากเกษตรกรไปยังผู้บริโภค (7 พฤศจิกายน 2568)
กรมการค้าภายในเกาะติดสถานการณ์ไข่ไก่ ยันราคาเริ่มปรับตัวดีขึ้น หลังจากพ้นช่วงกินเจ และมีการใช้โครงการคนละครึ่งพลัส ประกอบกับในช่วงเปิดเทอม และในช่วงปีใหม่ จะทำให้ความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้น เตรียมช่วยเกษตรกรระบายผลผลิต เชื่อมโยงไข่ไก่จากแหล่งผลิต กระจายผ่านเครือข่ายสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เป้าหมาย 3.5 ล้านฟอง ช่วยทั้งประชาชนเข้าถึงไข่ไก่ได้ง่ายในราคาเหมาะสม และช่วยเกษตรกรมีช่องทางจำหน่ายเพิ่มขึ้น นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน (DIT) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มปรับลดลงมาอยู่ที่ฟองละ 3.00 บาท ว่า กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มีการติดตามสถานการณ์ราคาอย่างใกล้ชิด และได้มีการหารือเบื้องต้นกับเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว ทราบว่า ปัจจุบันปริมาณไข่ไก่สะสมในระบบค่อนข้างมาก เป็นผลมาจากช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ปริมาณผลผลิตไข่ไก่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง จากสภาพอากาศที่เย็นลง เอื้ออำนวยต่อการให้ไข่ของไก่ไข่ ในขณะที่ภาวะการค้าและการบริโภคชะลอตัว จากกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ประกอบกับโรงเรียนปิดเทอม และเทศกาลกินเจ ส่งผลให้มีไข่ไก่สะสมอยู่ในระบบเพิ่มขึ้น แต่ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มดีขึ้น จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่ง พลัส ทำให้ภาวะการค้าคล่องตัวเพิ่มขึ้น นายวิทยากร กล่าวว่า “จากการติดตามสถานการณ์ล่าสุด ทั้งการสอบถามผู้ค้าไข่ไก่ และเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ ได้ข้อมูลว่า ตั้งแต่มีการเปิดเทอม และมีการเริ่มโครงการคนละครึ่ง พลัส ทำให้ระบายไข่ไก่ได้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ไข่ไก่เริ่มทยอยออกจากระบบ ทำให้สต๊อกส่วนเกินลดลง และราคาเริ่มปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง แนวโน้มราคาไข่ไก่อาจทรงตัวหรือปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในระยะต่อไป จากภาวะการค้าและการบริโภคที่มีแนวโน้มฟื้นตัวตามโครงการคนละครึ่ง พลัส ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน อย่างไรก็ตาม เพื่อช่วยเกษตรกรเพิ่มช่องทางกระจายจำหน่ายไข่ไก่ และสร้างแรงจูงใจในการบริโภคไข่ให้แก่ประชาชนเพิ่มขึ้น กรมจะดำเนินการเชื่อมโยงไข่ไก่จากเกษตรกรในแต่ละพื้นที่เพื่อจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภค ในราคาที่เหมาะสม โดยดำเนินการผ่านสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เป้าหมายระบายไข่ไก่ 3.5 ล้านฟอง ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่วันที่ 17-23 พ.ย. 2568 และกรมพร้อมที่จะพิจารณาใช้มาตรการอื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อดูแลเกษตรกรให้ได้รับความเป็นธรรมในการขายผลผลิตไข่ไก่” อย่างไรก็ดี ในด้านของผู้บริโภค นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า ไข่ไก่นับเป็นอาหารโปรตีนคุณภาพดี ราคาย่อมเยา และเป็นวัตถุดิบสำคัญในครัวเรือนที่สามารถปรุงอาหารได้หลากหลายเมนู ทั้งยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ช่วยเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรงได้ในราคาที่เข้าถึงได้ทุกครัวเรือน จึงขอเชิญชวนประชาชนบริโภคไข่ไก่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว ยังเป็นการช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ให้สามารถระบายผลผลิตได้มากขึ้น เป็นการช่วยเหลือกันในระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ