ข่าวเลขที่ 235/2568 “DIT” เดินหน้าพยุงราคาลำไย ดึงโรงอบรับซื้อ 100,000 ตัน – วอนชาวสวนทยอยเก็บ เพื่อรักษาคุณภาพ-ขายได้ราคา (2 สิงหาคม 2568)
DIT กรมการค้าภายใน ผนึกสมาคมโรงอบลำไยอบแห้งภาคเหนือ เริ่มมาตรการรับซื้อลำไยรูดร่วงเกรด AA และ A รวม 100,000 ตัน เกรด AA รับซื้อไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 13 บาท เกรด A ไม่ต่ำกว่า 6 บาท หวังช่วยพยุงราคาในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก พร้อมวอนชาวสวนทยอยเก็บผลผลิตอย่างเหมาะสม เพื่อรักษาคุณภาพและเพิ่มโอกาสขายได้ราคาดี วันที่ 1 สิงหาคม 2568 นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า วันนี้กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน (DIT) ได้ลงพื้นที่จังหวัดลำพูน เพื่อตรวจติดตามการดำเนินโครงการช่วยเหลือด้านการตลาดลำไยในฤดูกาลผลิตปีนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มลำไยรูดร่วงเกรด AA และ A ซึ่งปีนี้มีปริมาณผลผลิตค่อนข้างมาก ซี่งขณะนี้มีผลผลิตออกสู่ตลาดแล้วประมาณ 30% โดยคาดว่าผลผลิตรวมทั้งฤดูกาลจะอยู่ที่ประมาณ 740,000 ตัน และจะมีผลผลิตในฤดูออกสู่ตลาดมากที่สุดในช่วงสิงหาคม ปริมาณ 400,000 ตันโดยประมาณ นายวิทยากร กล่าวเพิ่มว่า วันนี้ DIT จึงเร่งดำเนินมาตรการร่วมกับสมาคมโรงอบลำไยอบแห้งภาคเหนือ เพื่อดึงผลผลิตออกจากตลาดสด และกำหนดราคาขั้นต่ำเพื่อพยุงราคาลำไยไม่ให้ตกต่ำ โดยเริ่มดำเนินการรับซื้อตั้งแต่วันนี้ (1 สิงหาคม) ถึงวันที่ 20 สิงหาคม 2568 โดยลำไยรูดร่วงเกรด AA รับซื้อไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 13 บาท โดย DIT สนับสนุนค่าบริหารจัดการ 3 บาท/กก. เกรด A รับซื้อไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 6 บาท สนับสนุนค่าบริหารจัดการ 2 บาท/กก. และเพื่อจะให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ ต้องขอความร่วมมือจากทุกหน่วยงาน ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทางจังหวัด และอำเภอ ช่วยกันประชาสัมพันธ์ว่าตอนนี้ ณ โรงร่อนราคารับซื้อลำไยรูดร่วง AA น่าจะอยู่ที่ 12 กับเกรด A ราคา 5 บาท ส่วนที่โรงงานอบแปรรูป ราคารับซื้ออยู่ที่ 13 บาท กับ 6 บาทและจะยืนอยู่ที่ราคานี้ต่อเนื่องไปอีกไม่น้อยกว่า 20 วัน พี่น้องชาวสวนจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเร่งเก็บ เพื่อคุณภาพสินค้าที่ตรงกับความต้องการของตลาด สำหรับลำไยรูดร่วงเกรด B กรมมีมาตรการช่วยเหลือเช่นกัน โดยเริ่มดูดซับผลผลิตมาตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม และยังคงดำเนินการต่อเนื่องอย่างเป็นระบบผ่านกลไกตลาดภายในประเทศ การเชื่อมโยงตลาด ห้างค้าปลีก-ค้าส่ง รวมถึงกิจกรรมพรีออเดอร์กับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนสำหรับลำไยสดช่อ มาตรการช่วยเหลือลำไย เป็นมาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2568 ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของนายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการเชื่อมโยงตลาด โดยเน้น ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย และได้มอบหมายให้ DIT ดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อพยุงราคาและสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรว่าสามารถนำผลผลิตคุณภาพดีมาจำหน่ายได้อย่างมีเสถียรภาพ นายวิทยากรกล่าว ด้านนายธนกฤต ตันวัฒนากุล นายกสมาคมผู้ผลิตลำไยอบแห้งภาคเหนือ เปิดเผยว่า ทางสมาคมฯ เป็นเครือข่ายของกรมการค้าภายใน และพร้อมสนับสนุนนโยบายกรมอย่างเต็มที่ในการช่วยเหลือเกษตรกรยกระดับราคาลำไย โดยสมาคมฯ จะเริ่มดำเนินการรับซื้อลำไยจากเกษตรกรตั้งแต่วันนี้ (1สิงหาคม68) โดยพบว่าราคาลำไยเกรด AA ที่เคยอยู่กิโลกรัมละ 7 บาท ได้ขยับขึ้นเป็นกิโลกรัม 13 บาท สะท้อนว่าโครงการสามารถยกระดับราคาผลผลิตได้จริง DIT ยืนยันจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมใช้ทุกมาตรการเท่าที่จำเป็นในการดูแลราคาผลผลิตลำไยให้เป็นธรรมกับเกษตรกร และไม่กระทบต่อกลไกตลาด
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 234/2568 “DIT” ลุยจับโกดังเครื่องชั่งเถื่อน ยึดล็อตใหญ่กว่า 1,600 เครื่อง มูลค่า 1,015,500 บาท ย้ำ ประชาชนสังเกตุเครื่องหมายรับรองบนเครื่องชั่ง ป้องกันถูกโกงน้ำหนัก (1 สิงหาคม 2568)
DIT ลุยจับโกดังเครื่องชั่งเถื่อน ยึดล็อตใหญ่กว่า 1,600 เครื่อง มูลค่า 1,015,500 บาท ย้ำ ประชาชนสังเกตุเครื่องหมายรับรองบนเครื่องชั่ง ป้องกันถูกโกงน้ำหนัก วันที่ 1 สิงหาคม 2568 นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า DIT ได้รับแจ้งข้อมูลการจำหน่ายเครื่องชั่งดิจิทัลคำนวณราคาผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่จำหน่ายเพียงเครื่องละ 1,150 บาท โดยเครื่องชั่งดังกล่าวไม่มีเครื่องหมายรับรองจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายของกรมการค้าภายใน ถือเป็นเครื่องชั่งผิดกฎหมายที่อาจสร้างความเสียหายให้แก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการได้ DIT จึงร่วมกับ CIB ดำเนินการล่อซื้อเครื่องชั่งดิจิทัลดังกล่าวผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 DIT โดยนายอุดม ศรีสมทรง รองอธิบดีกรมฯ พร้อมเจ้าหน้าที่สำนักชั่งตวงวัด ร่วมกับเจ้าหน้าที่ชั่งตวงวัดสำนักงานสาขานครปฐม และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการที่ 2 กองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ชป.2 กก.1 บก.ปคบ.) หรือ CIB เข้าดำเนินการจับกุมเครื่องชั่งที่ไม่ได้มาตรฐานตามกฎหมายว่าด้วยชั่งตวงวัด นายวิทยากร กล่าวต่ออีกว่า เจ้าหน้าที่ชั่งตวงวัดได้ตรวจสอบขยายผล พบว่าต้นทางการจำหน่ายเครื่องชั่งดังกล่าวเชื่อมโยงกับโกดังสินค้าในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร โดยมีบริษัทแห่งหนึ่ง ต.บ้านเกาะ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร เป็นผู้นำเข้า เมื่อเข้าตรวจสอบโกดังดังกล่าว พบเครื่องชั่งที่ไม่ผ่านการตรวจสอบให้คำรับรองซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. มาตราชั่งตวงวัด พ.ศ. 2542 จำนวน 4 รายการ รวมจำนวน 1,651 เครื่อง คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,015,500 บาท แบ่งเป็น เครื่องชั่งไม่อัตโนมัติ แสดงค่าได้เอง พิกัดกำลัง 150-300 กก. 187 เครื่อง, เครื่องชั่งไม่อัตโนมัติ แสดงค่าได้เอง พิกัดกำลัง 40 กก. 1,300 เครื่อง, เครื่องชั่งไม่อัตโนมัติ แสดงค่าได้เอง พิกัดกำลัง 10 กก. 30 เครื่อง และเครื่องชั่งสปริงหน้าปัดเดียว พิกัดกำลัง 10 กก. 134 เครื่อง จึงได้ตรวจยึดของกลาง และขยายผลหาผู้กระทำผิดเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป โดยผู้กระทำความผิดจะถูกดำเนินคดีในข้อหา จำหน่ายเครื่องชั่งตวงวัดโดยไม่มีหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และจำหน่ายเครื่องชั่งที่ไม่มีคำรับรองจากพนักงานเจ้าหน้าที่ มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นายวิทยากร กล่าวย้ำว่า DIT ขอย้ำเตือนให้ผู้จำหน่ายเครื่องชั่งตวงวัดผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.มาตราชั่งตวงวัด พ.ศ. 2542 โดยต้องมีหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจจากกรมการค้าภายใน และเครื่องชั่งทุกเครื่องต้องมีเครื่องหมายคำรับรองจากพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะเครื่องมือวัดที่ใช้เพื่อการพาณิชย์ เช่น เครื่องชั่งทอง เครื่องชั่งสปริง เครื่องชั่งดิจิทัล เครื่องตวงของเหลว เครื่องตวงของแห้ง เครื่องวัดความชื้น หรือเครื่องวัดความยาว หากพบผู้จำหน่ายฝ่าฝืน จะดำเนินการตามกฎหมายโดยเด็ดขาด ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 233/2568 DIT X The Mall หนุนสินค้าเกษตรชุมชน ช้อปของดี ส่งตรงจากฟาร์มถึงห้าง (30 กรกฎาคม 2568)
DIT X The Mall หนุนสินค้าเกษตรชุมชน ช้อปของดี ส่งตรงจากฟาร์มถึงห้าง DIT กรมการค้าภายใน เดินหน้าส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากผ่านการผลักดันสินค้าชุมชนเข้าสู่ห้างค้าปลีกชั้นนำ จับมือภาคเอกชน เดอะมอลล์ กรุ๊ป จัดกิจกรรม Gourmet Market X DIT Farm Outlet ระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคม 15 สิงหาคม 2568 ณ กูร์เมต์ มาร์เก็ต สาขาพารากอน เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการในเครือข่ายศูนย์ Farm Outlet ทั่วประเทศ พร้อมขานรับนโยบาย ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ตามนโยบาย ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย ของนายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งส่งเสริมให้คนไทยหันมาสนับสนุนสินค้าไทย และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจจากฐานราก กรมการค้าภายในจึงได้จัดกิจกรรม Gourmet Market x DIT Farm Outlet โดยได้รับความร่วมมือจาก เดอะมอลล์ กรุ๊ป ซึ่งเป็นพันธมิตรภาคเอกชนที่เข้มแข็ง และได้สนับสนุนโครงการนี้มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558 ในการส่งเสริมและสนับสนุนการกระจายสินค้าชุมชนอย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการเชื่อมโยงช่องทางการจำหน่ายและสร้างการรับรู้ต่อผลิตภัณฑ์ของศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตรชุมชน (Farm Outlet) สำหรับกิจกรรม Gourmet Market X DIT Farm Outlet ได้คัดสรรสินค้าเกษตรคุณภาพดี สินค้าเกษตรแปรรูป และผลิตภัณฑ์อินทรีย์จากศูนย์ Farm Outlet ทั่วประเทศ มาจำหน่ายให้ผู้บริโภคมาเลือกซื้อ เลือกช้อป ณ ห้างใจกลางเมืองในรูปแบบ Pop-up Store สินค้าที่นำมาจัดจำหน่าย อาทิ อาหารทะเลแปรรูป น้ำพริกปลาคั่วโบราณ ข้าวเกรียบกั้ง มะม่วงอบแห้ง ผ้าบาติกมัดย้อม กระเป๋าสานจากผักตบชวา และสินค้าอื่น ๆ รวมกว่า 100 รายการ โดยเน้นให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าที่มีคุณภาพ สดใหม่ ปลอดภัย และราคาย่อมเยา นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างหลากหลาย เช่น การลดราคาสินค้า และโปรโมชั่นพิเศษ ซื้อ 1 แถม 1 เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย และขยายฐานผู้บริโภคให้กว้างขึ้น กิจกรรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ และสถาบันเกษตรกรในเครือข่ายศูนย์ Farm Outlet โดยกรมฯ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพิ่มมูลค่า และผลักดันให้สินค้าเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ ๆ นักท่องเที่ยว ได้อย่างทั่วถึง เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนในระดับชุมชน รองอธิบดีกล่าว ทั้งนี้ กรมการค้าภายในยังมีแผนจัดกิจกรรมจำหน่ายสินค้าเกษตรชุมชนเพิ่มเติมในช่วงเดือนสิงหาคม กันยายน 2568 ณ ศูนย์การค้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งจะเป็นการจัดงานแสดงสินค้าชุมชนที่รวบรวมผลิตภัณฑ์จากศูนย์ Farm Outlet ทั่วประเทศ เพื่อขยายโอกาสการตลาดและส่งเสริมการรับรู้สินค้าชุมชนในวงกว้างยิ่งขึ้น ปัจจุบัน กรมการค้าภายในได้สนับสนุนการจัดตั้งศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตรชุมชน (Farm Outlet) แล้วกว่า 57 แห่ง ใน 35 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเป็นกลไกการตลาดในระดับพื้นที่ รองรับผลผลิตจากเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน โดยมุ่งเน้นการนำเสนอสินค้าเกษตรอินทรีย์ ผลิตภัณฑ์แปรรูป และสินค้าชุมชนที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และปลอดภัยต่อผู้บริโภค การจัดกิจกรรม Gourmet Market X DIT Farm Outlet ณ กูร์เมต์ มาร์เก็ต สาขาพารากอน ในครั้งนี้ จึงนับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ที่ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการผลิตในระดับชุมชน และสนับสนุนให้สินค้าไทยเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง ภายใต้แนวคิด ช้อปของดี ส่งตรงจากฟาร์มคุณภาพ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในการพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศ
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 232/2568 “สุชาติ” ยกทัพสินค้าราคาประหยัดจำหน่ายในงาน “มหกรรมธงฟ้า จังหวัดชลบุรี” พร้อมกระจายพืชผลการเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากเหตุชายแดน และอุทกภัยภาคเหนือ (28 กรกฎาคม 2568)
สุชาติ ยกทัพสินค้าราคาประหยัดจำหน่ายในงาน มหกรรมธงฟ้า จังหวัดชลบุรี พร้อมกระจายพืชผลการเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากเหตุชายแดน และอุทกภัยภาคเหนือ รมช.สุชาติ เปิดงาน มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค จังหวัดชลบุรี ซึ่งจัดโดย DIT กรมการค้าภายใน นำสินค้าอุปโภคบริโภค 10 หมวด กว่า 800 รายการ ลดสูงสุด 60% และยังมีสินค้าไฮไลท์ ทั้งไข่ไก่ น้ำตาลทราย น้ำมันปาล์ม ข้าวหอมมะลิ มังคุด และลำไย มาจำหน่ายให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ และเพิ่มทางเลือกในการซื้อสินค้า และเชื่อมโยงสินค้าจากผู้ประกอบการจังหวัดสระแก้ว เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมการผ่านแดนไทย-กัมพูชา และเหตุอุทกภัยในภาคเหนือ วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม 2568 ศาลากลางจังหวัดชลบุรี นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานพิธีเปิดงาน มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคจังหวัดชลบุรี โดยเปิดเผยว่า วันนี้เป็นวันสำคัญของปวงชนชาวไทย กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จึงได้จัดกิจกรรมมหกรรมลดค่าครองชีพเพื่อให้พี่น้องประชาชน ได้จับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าที่จำเป็นได้ในราคาประหยัด โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการตามนโยบาย ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ในการเชื่อมโยงสินค้าจากผู้ผลิต มาจำหน่ายให้พี่น้องในราคาที่เป็นธรรม นายสุชาติ กล่าวเพิ่มอีกว่า นอกจากลดค่าครองชีพพี่น้องประชาชนแล้ว กรมการค้าภายในยังได้เพิ่มโอกาสทางการค้า ให้กับพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่ประสบภัยความเดือดร้อนไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากการปิดด่านชายแดนไทยกัมพูชา และอุทกภัยน้ำท่วมภาคเหนือ พี่น้องเกษตรกรไม่สามารถจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรได้ วันนี้กรมการค้าภายในก็เชื่อมโยงนำมาจำหน่ายภายในงานธงฟ้า อาทิ กระท้อนหวานจากจังหวัดสระแก้ว ลำไยจากจังหวัดลำพูนและเชียงใหม่ นอกจากนี้ยังมี กิจกรรมเชื่อมโยงและรณรงค์บริโภคกุ้ง ซึ่งเป็นโครงการของกรมการค้าภายในที่จัดโดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อกระตุ้นการบริโภคกุ้ง ซึ่งนำมาให้พี่น้องชาวจังหวัดชลบุรีและใกล้เคียงได้มาเลือกซื้อในราคาที่ประหยัดอีกด้วย ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนในจังหวัดชลบุรี และจังหวัดมาเลือกซื้อสินค้าในโครงการนี้ ซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพและราคาประหยัดที่ทางกระทรวงพาณิชย์ได้เลือกสรรมาให้ท่าน ทั้งสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ ของกินของใช้และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนได้ตามเป้าหมาย นายสุชาติกล่าว โดยกิจกรรมในงานมหกรรมธงฟ้า ขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคและ งาน กิน กุ้ง ชล จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 29 กรกฎาคม 2568 ณ บริเวณลานกิจกรรมหน้าศาลากลางจังหวัดชลบุรี สินค้าที่นำมาจำหน่ายภายในงานได้รับความร่วมมือจาก ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ กลุ่มเกษตรกร ผู้ผลิตรายกลางและรายย่อย (SMEs) และวิสาหชุมชน ที่กรมนำมาจำหน่ายรวม 10 หมวด กว่า 800 รายการ ลดสูงสุด 60% อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ซอสปรุงรส น้ำยาซักผ้า ของใช้ประจำวัน เครื่องครัว อุปกรณ์ช่าง เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องแต่งกาย สินค้าชุมชน เป็นต้น ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการจำหน่ายสินค้าไฮไลท์ ในราคาพิเศษทุกวัน อาทิ ไข่ไก่เบอร์ M แผงละ 90 บาท น้ำตาลทราย กิโลกรัมละ 23 บาท น้ำมันพืชปาล์ม ขวดละ 42 บาท ข้าวหอมมะลิ (5 กก.) ถุงละ 135 บาท นอกจากนั้นยังเชื่อมโยงจากกลุ่มเกษตรกร มังคุด กิโลกรัมละ 35 บาท และลำไย กิโลกรัมละ 15 บาท และยังเชื่อมโยงสินค้าจากเกษตรกรและผู้ประกอบการจังหวัดสระแก้ว มาจำหน่ายในงานอีกด้วย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 231/2568 “สุชาติ” สั่งค้าภายในประสานห้างฯกระจายสินค้าเข้าพื้นที่ชายแดน – ห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคาโดยเด็ดขาด (28 กรกฎาคม 2568)
สุชาติ สั่งค้าภายในประสานห้างฯกระจายสินค้าเข้าพื้นที่ชายแดน ห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคาโดยเด็ดขาด นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้กรมการค้าภายใน (DIT) ติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย กัมพูชาอย่างใกล้ชิด พร้อมสั่งการให้เร่งกระจายสินค้าและดูแลราคาสินค้าอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน และห้ามไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาหรือกักตุนสินค้าโดยเด็ดขาด ขณะนี้มีประชาชนจำนวนมากที่อพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวในหลายพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ป่วยติดเตียง จำเป็นต้องได้รับการดูแลเรื่องการเข้าถึงสินค้าจำเป็นอย่างเร่งด่วน ผมจึงกำชับให้กรมการค้าภายในร่วมมือกับภาคเอกชนและสำนักงานพาณิชย์จังหวัด เร่งเติมสต๊อกสินค้าและกระจายเข้าสู่พื้นที่ให้เพียงพอโดยไม่ชักช้า นายสุชาติกล่าว โดยกรมการค้าภายในได้ประชุมร่วมกับผู้ประกอบการห้างค้าปลีกค้าส่งรายใหญ่ ได้แก่ ซีพี แอ็กซ์ตร้า (แม็คโคร โลตัส โกเฟรช) บิ๊กซี เซเว่นอีเลฟเว่น ซีเจ ซูเปอร์มาร์เก็ต และท็อปส์ เพื่อประเมินสถานการณ์และวางแผนการจัดส่งสินค้าอย่างเร่งด่วน โดยขณะนี้ผู้ประกอบการยืนยันว่ายังสามารถกระจายสินค้าไปยังสาขาใกล้เคียงและศูนย์พักพิงได้ต่อเนื่อง โดยยังจำหน่ายในราคาปกติ ไม่มีการปรับขึ้นแต่อย่างใด สำหรับสินค้าที่จำเป็นและมีความต้องการสูงในขณะนี้ ได้แก่ น้ำดื่ม อาหารพร้อมรับประทาน ยากันยุง ยาทาแก้คัน ผ้าอนามัย ผ้าอ้อมเด็ก ยาสามัญประจำบ้าน หน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์ล้างมือ ไฟฉาย ถ่านไฟฉาย เครื่องนอนชั่วคราว เสื้อผ้า ผ้าห่ม และของใช้จำเป็นต่าง ๆ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้ขอให้ผู้ประกอบการเตรียมสต๊อกสินค้าสำหรับหน่วยงานและประชาชนที่ต้องการจัดซื้อเพื่อบริจาคได้อย่างไม่ติดขัด ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายใน ติดตามสถานการณ์การจำหน่ายสินค้าโดยร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ลงพื้นที่ตรวจสอบราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด หากพบการกระทำผิด เช่น กักตุน หรือปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุสมควร จะดำเนินการตามกฎหมายโดยเด็ดขาด ผมขอขอบคุณผู้ประกอบการทุกรายที่ร่วมมืออย่างดีในการดูแลพี่น้องประชาชนช่วงสถานการณ์วิกฤติ ขอให้ทุกภาคส่วนช่วยกันทำให้สินค้ามีเพียงพอ จำหน่ายในราคาที่เหมาะสม และเข้าถึงได้ทุกพื้นที่ นายสุชาติกล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 231/2568 “จตุพร” ลุยตลาดดอนหวาย ดันตลาดต้องชมทั่วไทย – กำชับดูแลราคาสินค้า หลังอุทกภัย พร้อมมอบ “สุชาติ” ลงพื้นที่เยี่ยมศูนย์พักพิงชายแดนไทย–กัมพูชา (26 กรกฎาคม 2568)
จตุพร ลุยตลาดดอนหวาย ดันตลาดต้องชมทั่วไทย กำชับดูแลราคาสินค้า หลังอุทกภัย พร้อมมอบ สุชาติ ลงพื้นที่เยี่ยมศูนย์พักพิงชายแดนไทย กัมพูชา วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม 2568 จังหวัดนครปฐม นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามสถานการณ์การจำหน่ายสินค้า ณ ตลาดดอนหวาย จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นหนึ่งใน ตลาดต้องชม ที่ได้รับการส่งเสริมจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนในระดับชุมชน และสอดคล้องกับนโยบาย ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย ที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง ตลาดดอนหวายถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ ตลาดต้องชม ที่มีศักยภาพสูง ทั้งด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว โดยมีการจัดวางพื้นที่การค้าอย่างเป็นระบบ อยู่ใกล้วัดดอนหวาย ซึ่งเป็นศูนย์กลางกิจกรรมทางศาสนา ทำให้ตลาดแห่งนี้มีความเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของชุมชนในทุกมิติ ทั้งการค้าขาย การทำบุญ และการท่องเที่ยว ส่งผลให้มีผู้คนหลั่งไหลมาจับจ่ายใช้สอยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาว ซึ่งสะท้อนพลังของเศรษฐกิจฐานรากที่มีความแข็งแรงและยั่งยืน ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายจตุพร ได้พบปะกับพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนในพื้นที่ พร้อมทั้งรับฟังข้อเสนอแนะและปัญหาในการดำเนินกิจการ พร้อมย้ำว่า กระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าขยายแนวคิด ตลาดต้องชม ไปยังพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความพร้อม และมีศักยภาพในเชิงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดตลาดต้นแบบที่สามารถเป็นทั้งแหล่งสร้างรายได้และเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวในอนาคต ภายในตลาด ยังมีกิจกรรมกระตุ้นการบริโภค เช่น การแจกคูปองส่งเสริมการขาย โปรโมชั่นร่วมกับร้านค้า รวมถึงการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากชุมชนและเกษตรกรในราคายุติธรรม ซึ่งถือเป็นการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนทั้งในด้านรายได้ของผู้ค้า และด้านค่าใช้จ่ายของผู้บริโภค นายจตุพร กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลาดต้องชมไม่ได้เป็นเพียงแค่พื้นที่ค้าขาย แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการดูแลพี่น้องประชาชน และสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนในระยะยาว ในขณะเดียวกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ยังได้แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์อุทกภัยในภาคเหนือ และความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย กัมพูชา ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ โดยสั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุกแห่งดูแลไม่ให้เกิดปัญหาสินค้าขาดแคลนหรือราคาแพง พร้อมกำชับให้ควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างเข้มงวดเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน นอกจากนี้ ตนได้มอบหมายให้นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อเยี่ยมศูนย์พักพิงผู้ประสบภัยในพื้นที่ชายแดน ติดตามสถานการณ์ให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด และร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลด้านสินค้า การกระจายสินค้าเกษตร และอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้ โครงการ ตลาดต้องชม เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของกระทรวงพาณิชย์ที่มุ่งยกระดับตลาดชุมชนให้ได้มาตรฐาน สะอาด ปลอดภัย เชื่อมโยงกับมิติทางวัฒนธรรม ศาสนา และการท่องเที่ยว โดยปัจจุบันมีตลาดที่ได้รับการรับรองแล้วกว่า 251 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งไม่เพียงช่วยเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าให้กับผู้ผลิตรายย่อย แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นในทุกภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 230/2568 DIT “สุชาติ” รมช.พาณิชย์ ลงพื้นที่ศรีสะเกษ เยี่ยมศูนย์พักพิงชายแดน มอบเครื่องอุปโภคบริโภคช่วยเหลือพี่น้องคนไทย (26 กรกฎาคม 2568)
สุชาติ รมช.พาณิชย์ ลงพื้นที่ศรีสะเกษ เยี่ยมศูนย์พักพิงชายแดน มอบเครื่องอุปโภคบริโภคช่วยเหลือพี่น้องคนไทย วันนี้ (26 กรกฎาคม 2568) นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยระหว่างลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษว่า ที่จริงมีความตั้งใจจะลงพื้นที่ตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุการณ์ แต่เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับฝ่ายทหารและฝ่ายความมั่นคง จึงได้รอจนกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดเตรียมความพร้อมในพื้นที่อย่างเป็นระบบแล้ว จึงตัดสินใจลงพื้นที่ในวันนี้ พร้อมขอให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันแก้ไขวิกฤตด้วยความสามัคคี รมช.พาณิชย์ ยังกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายปกครอง ท้องถิ่น และอาสาสมัคร ที่ร่วมกันอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงอย่างทันท่วงที พร้อมเน้นย้ำว่า แม้สถานที่พักจะไม่สะดวกสบาย แต่สิ่งสำคัญคือ ขวัญและกำลังใจ ที่ประชาชนได้รับจากการดูแลของเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด อีกเรื่องสำคัญคือ สถานการณ์สินค้าอุปโภคบริโภคในพื้นที่ จากการสืบข้อมูลพบว่า ร้านค้าหลายแห่งเริ่มทยอยปิดทำการ เบื้องต้นทางกระทรวงพาณิชย์ โดยท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดชายแดน ติดตามและจับตาสถานการณ์การค้าขายอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดภาวะสินค้าขาดแคลน หรือมีการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา ผมเองลงพื้นที่พร้อมกับท่านผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อติดตามสถานการณ์และกำชับว่า ห้ามปล่อยให้สินค้าขาดตลาด ห้ามร้านค้าฉวยโอกาสขึ้นราคา เพราะคนที่เดือดร้อนคือพี่น้องคนไทยของเรา ทั้งนี้ นายสุชาติได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจประชาชนในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดน พร้อมมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคที่จำเป็นให้แก่ประชาชนที่อยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราว ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อรองรับผู้ได้รับผลกระทบโดยเฉพาะ สำหรับการช่วยเหลือในครั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้จัดเตรียมเครื่องอุปโภคบริโภค มอบให้แก่ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน โดยแต่ละชุดประกอบด้วยสิ่งของจำเป็น เช่น น้ำดื่ม ปลากระป๋อง น้ำมันพืช บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นมยูเอชที ยาสีฟัน แปรงสีฟัน สบู่ ผ้าขนหนู และกระดาษชำระ นายสุชาติเปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลสินค้าอุปโภคบริโภคและพืชผลทางการเกษตรของประชาชนในพื้นที่ชายแดน พร้อมเร่งดำเนินการระบายสินค้าเกษตรคงค้างบริเวณชายแดน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ สำหรับประชาชนที่พบปัญหาสินค้าขาดแคลนหรือราคาสินค้าไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งผ่านสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ภาครัฐสามารถเร่งเข้าไปดูแลและป้องกันการเอาเปรียบได้อย่างทันท่วงที รมช.พาณิชย์ ย้ำว่า รัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งประชาชน และจะเร่งบูรณาการความช่วยเหลือในทุกมิติ เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติโดยเร็วที่สุด
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 229/2568 DIT จับมือ ซีพี แอ็กซ์ตร้า - หอการค้าไทย จัด “AXTRA AGRI-Connext” ขับเคลื่อนตลาดสินค้าเกษตร เชื่อมโยงเกษตรกรสู่โมเดิร์นเทรด (26 กรกฎาคม 2568)
DIT จับมือ ซีพี แอ็กซ์ตร้า - หอการค้าไทย จัด AXTRA AGRI-Connext ขับเคลื่อนตลาดสินค้าเกษตร เชื่อมโยงเกษตรกรสู่โมเดิร์นเทรด วันที่ 25 กรกฎาคม 2568 กรมการค้าภายใน (DIT) กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจ แม็คโคร-โลตัส และหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จัดงาน AXTRA AGRI-Connext มหกรรมจับคู่ธุรกิจสินค้าเกษตร สร้างกลไกการตลาดเชิงรุก เปิดพื้นที่ให้เกษตรกรไทยเข้าถึงช่องทางค้าปลีก-ค้าส่งสมัยใหม่ พร้อมอบรมและให้คำปรึกษาเพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันและรายได้อย่างยั่งยืน นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน (DIT) เปิดเผยว่า DIT ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการสนับสนุนเกษตรกรในการเข้าถึงตลาดโมเดิร์นเทรด ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการกระจายสินค้าเกษตรไปสู่ผู้บริโภคอย่างทั่วถึง งานครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเปิดพื้นที่ให้เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่น ได้พบกับเครือข่ายค้าปลีกชั้นนำ เรียนรู้ความต้องการของตลาด และพัฒนาสินค้าให้มีมาตรฐาน ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค นายวิทยากร กล่าวต่อว่า การจัดงานในวันนี้ เป็นการวางแผนการตลาดในระยะยาว และการใช้กลไกตลาดซื้อขายล่วงหน้า เพื่อให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการความเสี่ยง และปรับตัวได้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของตลาด รวมถึงสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น อย่างเช่นวันนี้ สถานการณ์ชายแดนไทย กัมพูชาที่มีความไม่สงบ ส่งผลกระทบต่อการค้าขายสินค้าเกษตรของพี่น้องเกษตรกร DIT เร่งเข้าไปดูแล โดยเฉพาะผัก ผลไม้ และพืชผลทางการเกษตร พร้อมเชื่อมโยงตลาดภายในประเทศ เพื่อช่วยระบายสินค้าไม่ให้ตกค้าง และรักษาระดับราคาผลผลิตให้เกษตรกรมีรายได้ต่อเนื่อง การแก้ปัญหาต้องมีแผนทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และผู้บริโภค ตัวอย่างเช่นการร่วมมือช่วยเหลือปัญหาผลไม้ในภาคตะวันออกและใต้ ที่ทุกหน่วยงานร่วมแรงกันอย่างเต็มที่ ขอเพียงเปลี่ยนมุมมอง หันมาสนับสนุนผลไม้ไทย คิดถึงพี่น้องเกษตรกร DIT พร้อมเปิดรับพันธมิตรใหม่ ภายใต้นโยบาย ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย นายวิทยากร กล่าวว่า การช่วยเหลือเกษตรกรไม่ใช่แค่การบริโภค แต่ต้องเข้าใจระบบการจำหน่าย แปรรูป และพัฒนาศักยภาพ โดยศูนย์ AFC เป็นพันธมิตรที่ช่วยดูแลผ่านเครือข่ายของกรมอย่างใกล้ชิด เรามุ่งส่งเสริมการแปรรูปเพิ่มมูลค่า ดูแลราคาสินค้าเกษตรอย่างเป็นระบบ เน้นคุณภาพและการสร้าง Story ให้สินค้า ขณะเดียวกันกระทรวงพาณิชย์ยังเร่งขยายตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะอินเดียและตะวันออกกลาง ผ่านทูตพาณิชย์ เพื่อเพิ่มโอกาสให้สินค้าเกษตรไทยเข้าถึงตลาดใหม่ ๆ มากขึ้น ภายในงาน AXTRA AGRI-Connext มีกลุ่มเกษตรกรกว่า 70 ราย จาก 10 จังหวัดทั่วประเทศ อาทิ ฉะเชิงเทรา นครนายก ลพบุรี สมุทรปราการ สุโขทัย และอยุธยา เข้าร่วมจับคู่ธุรกิจกับห้างค้าปลีกและค้าส่งชั้นนำ พร้อมนำเสนอสินค้าหลากหลาย อาทิ ผักสด ผักปลอดสารพิษ ผักสลัด ผลไม้ตามฤดูกาล ข้าวออร์แกนิก ข้าวกข.43 ปลาสลิด ปลากระพงขาว และผลิตภัณฑ์แปรรูปทางการเกษตร การจัดงานในครั้งนี้สะท้อนความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมของภาครัฐและเอกชน ภายใต้เป้าหมายร่วมกันในการยกระดับภาคการเกษตรไทย ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดยุคใหม่ และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรทั่วประเทศ นายวิทยากร กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ