ข่าวเลขที่ 243/2568 “พาณิชย์”จับมือซีพี แอ็กซ์ตร้า รับซื้อลำไย 1,000 ตัน นำขายผ่านแม็คโคร-โลตัส 2,600 สาขา (6 สิงหาคม 2568)
พาณิชย์ จับมือซีพี แอ็กซ์ตร้า รับซื้อลำไย 1,000 ตัน นำขายผ่านแม็คโคร-โลตัส 2,600 สาขา กรมการค้าภายในติดตามการจำหน่ายลำไย ภายใต้โครงการ Thai Fruits Festival 2025 หลังประสานหอการค้าไทยและซีพี แอ็กซ์ตร้า เข้ารับซื้อลำไยจากเกษตรกร 1,000 ตัน นำจำหน่ายผ่านเครือข่ายแม็คโครและโลตัสกว่า 2,600 สาขาทั่วประเทศ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และช่วยผู้บริโภคหาซื้อลำไยได้ง่ายใกล้บ้าน ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนช่วยกันซื้อ ช่วยกันบริโภค ด้านซีพี แอ็กซ์ตร้า ประกาศนำเงินจากยอดขายกิโลกรัมละ 1 บาท สนับสนุนอาหารกลางวันโรงเรียนในแหล่งปลูกลำไย นายกรนิจ โนนจุ้ย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ให้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการกระจายผลไม้ ณ ห้างแม็คโคร สาขาแจ้งวัฒนะ ภายใต้โครงการ Thai Fruits Festival 2025 ตามนโยบายนายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้เร่งมาตรการดูแลผลไม้ โดยเฉพาะลำไยที่กำลังออกสู่ตลาด โดยกรมได้ร่วมมือกับหอการค้าไทย และบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) จัดทำโครงการลำไย-ปันสุข รับซื้อลำไยจากเกษตรกรมาจำหน่ายผ่านเครือข่ายแม็คโครและโลตัสจำนวน 1,000 ตัน มาจำหน่ายผ่านสาขาที่มีอยู่กว่า 2,600 สาขาทั่วประเทศ สำหรับการจำหน่ายลำไยในครั้งนี้ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย โดยจำหน่ายลำไย มัดปุกราคากิโลกรัม (กก.) 59 บาท จากปกติ 69 บาท และแบบกล่องกิโลกรัมละ 55 บาท จากปกติ 69 บาท เพื่อช่วยระบายผลผลิตให้กับเกษตรกรในช่วงที่ผลผลิตกำลังออกสู่ตลาด และช่วยให้ผู้บริโภคมีช่องทางในการซื้อลำไยไปบริโภค จึงขอเชิญชวนให้ช่วยการซื้อ ช่วยกันบริโภค เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร นายกรนิจกล่าวว่า กรมยังมีมาตรการดูแลผลผลิตลำไยรูดร่วง โดยได้ประสานผู้ประกอบการโรงอบลำไย ในการเข้ารับซื้อจากเกษตรกรต่อเนื่อง พร้อมเปิดจุดรับซื้อเพิ่มในพื้นที่ ๆ มีจุดร่อนลำไยไม่เพียงพอ โดยที่ผ่านมา ได้ประสานผู้ประกอบการทั้งโรงอบและจุดร่อนเข้ารับซื้อโดยตรงจากเกษตรกร ในพื้นที่อำเภอสันป่าตอง อำเภอจอมทอง อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอลี้ อำเภอป่าซาง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน อำเภอพาน อำเภอเทิง อำเภอป่าแดด อำเภอพญาเม็งราย อำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย และอำเภอจุน อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา นอกจากนี้ กรมยังได้มีการจัดตั้งวอร์รูมติดตามสถานการณ์ลำไยในช่วงที่ผลผลิตกำลังออกสู่ตลาด ตามข้อสั่งการของนายสุชาติ หากพื้นที่ใด มีปัญหาด้านผลผลิตล้นตลาด หรือมีปัญหาด้านราคา ก็จะเข้าไปช่วยเหลือดูแลทันที และยังอยู่ระหว่างการขับเคลื่อน 8 มาตรการเชิงรุก เพื่อช่วยระบายผลผลิตลำไยออกจากแหล่งผลิต ทั้งการเชื่อมโยงลำไยสดเพื่อส่งออก การกระจายผ่านเครือข่ายพันธมิตร การสนับสนุนกล่องบรรจุภัณฑ์ไปรษณีย์ให้กับเกษตรกรใช้บรรจุลำไย การจัดกิจกรรมรณรงค์บริโภคผลไม้ Thai Fruits Festival 2025 การจัดกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) โดยดึงผู้ประกอบการรายใหญ่เข้ามาช่วยซื้อ การเชื่อมโยงขายในปั๊มน้ำมัน และช่องทางใหม่ ขายผ่านตู้เต่าบิน และแอร์เอเชีย สำหรับปี 2568 ผลผลิตลำไยภาคเหนือ คาดว่า จะมีปริมาณ 1.06 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 21.36% โดยผลผลิตส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน และเชียงราย โดยขณะนี้ผลผลิตได้ออกสู่ตลาดแล้วประมาณ 40% และเริ่มออกสู่ตลาดมากในช่วงต้นเดือน ส.ค.2568 คาดว่าผลผลิตจะเริ่มลดลงหลังวันที่ 15 ส.ค.2568 เป็นต้นไป นายสมนึก ยอดดำเนิน ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารสินค้าอาหารสด ซีพี แอ็กซ์ตร้า กล่าวว่า โครงการลำไย-ปันสุข ปีที่ 6 คืนสุข สู่ชุมชน เป็นความร่วมมือระหว่างกรมการค้าภายใน และซีพี แอ็กซ์ตร้า ในเชื่อมโยงรับซื้อผลไม้โดยตรงจากเกษตรกร ตามโครงการ Thai Fruits Festival 2025 เพื่อนำมาจำหน่ายให้กับผู้บริโภคผ่านเครือข่ายห้างแม็คโครและโลตัสที่มีอยู่กว่า 2,600 สาขาทั่วประเทศ โดยบริษัทตั้งเป้ารับซื้อลำไยประมาณ 1,000 ตัน และรายได้จากการขายลำไย 1 กิโลกรัม จะถูกจัดสรร 1 บาท เพื่อสนับสนุนอาหารกลางวันให้กับโรงเรียนในพื้นที่เพาะปลูกลำไย ซึ่งโครงการนี้ ไม่เพียงช่วยระบายผลผลิตลำไยออกสู่ตลาด แต่ยังส่งความสุขกลับไปยังเกษตรกรในพื้นที่ด้วย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 242/2568 DIT ประสานสมาคมลำไยอบแห้งภาคเหนือ เพิ่มโควตารับซื้อ ช่วยเกษตรกรแปลงใหญ่ลำพูน เดินหน้าร่วมเอกชนดูดซับผลผลิต (6 สิงหาคม 2568)
DIT ประสานสมาคมลำไยอบแห้งภาคเหนือ เพิ่มโควตารับซื้อ ช่วยเกษตรกรแปลงใหญ่ลำพูน เดินหน้าร่วมเอกชนดูดซับผลผลิต กรมการค้าภายใน เร่งเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรลำไยแปลงใหญ่ จ.ลำพูน ประสานสมาคมผู้ผลิตลำไยอบแห้งภาคเหนือ เพิ่มโควตารับซื้อผลผลิต พร้อมจับมือภาคเอกชนและห้างค้าปลีก ขยายช่องทางจำหน่าย ดูดซับผลผลิตลำไยช่วงฤดูกาลออกสู่ตลาด ลดผลกระทบด้านราคา และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ตามนโยบายกระทรวงพาณิชย์โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสุชาติ ชมกลิ่น ให้กรมการค้าภายในเร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกลำไยในพื้นที่ภาคเหนืออย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในระบบแปลงใหญ่ซึ่งมีการจัดการผลผลิตเป็นกลุ่ม มีความพร้อมด้านคุณภาพและการตลาดนั้น กรมฯ ได้ประสานกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดลำพูนให้ขอความร่วมมือไปยังสมาคมผู้ผลิตลำไยอบแห้งภาคเหนือ เพื่อเพิ่มโควตาการรับซื้อลำไยสดจากเกษตรกรแปลงใหญ่ โดยเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 68 สำนักงานพาณิชย์จังหวัดลำพูน ได้เข้าพบและหารือกับนายกสมาคมผู้ผลิตลำไยอบแห้งภาคเหนือ โดยมีข้อสรุปร่วมกันว่า สมาคมฯ จะประสานไปยังโรงอบที่เป็นสมาชิกและได้ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) กับแปลงใหญ่ทั้ง 12 กลุ่ม ให้เพิ่มปริมาณรับซื้อลำไยจากเดิมวันละ 1 คันรถสี่ล้อ เป็น 2 คันรถสี่ล้อ ตามข้อเสนอของเกษตรกร ทั้งนี้ ได้มีการกำชับให้กลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ลำไย ควบคุมคุณภาพของผลผลิตลำไยก่อนส่งมอบแก่โรงอบอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษามาตรฐานสินค้า โดยสามารถเริ่มส่งได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป นางสาวญาณี กล่าวต่อว่า การเพิ่มโควตารับซื้อลำไยของโรงอบจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรได้โดยอีกทางหนึ่ง กรมฯ ได้เร่งเพิ่มช่องทางการจำหน่ายลำไย โดยร่วมกับห้างค้าปลีก เช่น แมคโคร โลตัส (เครือซีพีเอ็กซ์ตร้า) ท็อปส์ และบิ๊กซี ในการรับซื้อลำไยเพิ่มจากเกษตรกรแปลงใหญ่จากเดิมที่ตกลงไว้ นอกจากนี้การเพิ่มช่องทางตลาดแล้ว กรมฯ ยังได้ประสานความร่วมมือกับพันธมิตรภาคเอกชนและหน่วยงานต่าง ๆ และกลุ่มใน SET อาทิ บริษัทเงินติดล้อ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ในการร่วมดำเนินกิจกรรม CSR ผ่านการรับซื้อลำไยจากเกษตรกร รวมถึงการเปิดพื้นที่จำหน่ายภายในองค์กร ของธนาคารไทยพาณิชย์ SCB ถือเป็นอีกกลไกหนึ่งที่เป็นส่วนสำคัญในการดูดซับผลผลิตลำไยช่วงฤดูกาลออกสู่ตลาด และช่วยเพิ่มช่องทางรายได้ให้เกษตรกรโดยตรง
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 241/2568 DIT ผนึกหอการค้าไทย และซีพีแอ็กซ์ตร้า รับซื้อมะนาวบ้านแพ้ว ให้เกษตรกรมีตลาดรองรับ (6 สิงหาคม 2568)
DIT ผนึกหอการค้าไทย และซีพีแอ็กซ์ตร้า รับซื้อมะนาวบ้านแพ้ว ให้เกษตรกรมีตลาดรองรับ นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน (DIT) เปิดเผยว่า DIT ได้ร่วมมือกับหอการค้าไทย และบริษัท ซีพีแอ็กซ์ตร้า จำกัด (ห้างแม็คโครและโลตัส) ในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมะนาวในช่วงที่ผลผลิตออกมากกว่าปกติ โดยเริ่มรับซื้อมะนาวจากกลุ่มสหกรณ์ผู้ปลูกมะนาวบ้านแพ้วดำเนินสะดวก จำกัด วันละ 1-2 ตัน และจะดำเนินการตลอดทั้งปี ซึ่งถือเป็นการสร้างตลาดรองรับที่มั่นคงให้กับเกษตรกร จากข้อมูลของกรมส่งเสริมการเกษตร ระบุว่า ผลผลิตมะนาวทั่วประเทศในปี 2568 (ม.ค. ก.ค.) อยู่ที่กว่า 126,000 ตัน โดยจังหวัดสมุทรสาครจัดเป็นแหล่งปลูกใหญ่อันดับ 5 ของประเทศ มีพื้นที่ปลูกกว่า 6,500 ไร่ และมีผลผลิตเฉลี่ยรวมประมาณ 20,000 ตันต่อปี โดยร้อยละ 90 ของเกษตรกรผู้ปลูกอยู่ในอำเภอบ้านแพ้ว อย่างไรก็ตาม ราคาที่เกษตรกรขายได้ในช่วงเดือนมกราคม กรกฎาคม 2568 เฉลี่ยอยู่ที่ลูกละ 0.85 บาท น้อยกว่าปี 2567 ซึ่งเฉลี่ยที่ลูกละ 0.95 บาท และตลอดปี 2567 เฉลี่ยอยู่ที่ลูกละ 1.5 บาท ขณะที่ราคาขายปลีกเฉลี่ยที่กรุงเทพฯ (1 ส.ค. 2568) อยู่ที่ลูกละ 1.75 บาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 ที่อยู่ที่ ลูกละ 4.29 บาท ความร่วมมือในครั้งนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร โดยจะมีการกระจายผลผลิตเข้าสู่ห้างค้าปลีกทั่วประเทศ ช่วยให้เกษตรกรขายมะนาวได้ในราคาที่เหมาะสม ไม่ต้องกังวลเรื่องราคาลดลงในช่วงผลผลิตล้นตลาด นายวิทยากรกล่าว ทั้งนี้ มะนาวบ้านแพ้ว เป็นมะนาวสายพันธุ์พื้นบ้านของอำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ที่มีชื่อเสียงในเรื่องคุณภาพ เป็นพันธุ์ แป้นพวงบ้านแพ้ว ที่มีลักษณะพิเศษคือติดลูกเป็นพวง เปลือกบาง น้ำเยอะ รสเปรี้ยวจัด และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ปลูกง่าย ออกผลได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในฤดูแล้งมะนาวจะมีราคาสูง ส่วนในฤดูฝนช่วงเดือนมิถุนายน กันยายน ผลผลิตจะออกจำนวนมาก ทำให้ราคาที่เกษตรกรขายได้ลดลง อธิบดี DIT กล่าวทิ้งท้ายว่า การนำผู้ประกอบการเข้าร่วมรับซื้อผลผลิตในช่วงผลผลิตล้นตลาดเช่นนี้ ช่วยให้เกษตรกรมั่นใจว่าจะมีช่องทางจำหน่ายที่แน่นอน ส่งผลดีต่อรายได้ของครัวเรือนในพื้นที่เกษตรกรรม และช่วยให้ตลาดมะนาวเกิดการหมุนเวียนที่ดีขึ้นในภาพรวมของประเทศ
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 240/2568 “สุชาติ” Kick Off ธงเขียว by DIT ขายปุ๋ยถูก ยาดี ลดสูงสุด 60% ส่งตรงถึงมือเกษตรกรทั่วไทย (5 สิงหาคม 2568)
สุชาติ Kick Off ธงเขียว by DIT ขายปุ๋ยถูก ยาดี ลดสูงสุด 60% ส่งตรงถึงมือเกษตรกรทั่วไทย รมช.สุชาติ Kick Off ธงเขียวราคาประหยัด ปุ๋ยถูก ยาดี ต้องที่ธงเขียว จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งจัดโดย DIT นำสินค้าปัจจัยเกษตรมาจำหน่าย เช่น ปุ๋ยเคมี เคมีเกษตร และอุปกรณ์การเกษตร ลดสูงสุด 60% โดยเฉพาะปุ๋ยลดราคาพิเศษกระสอบละ 200 บาท เพื่อช่วยลดต้นทุนให้แก่เกษตรกร และเพิ่มช่องทางการซื้อปัจจัยการเกษตร วันนี้ (อังคารที่ 5 ส.ค. 68) ณ สหกรณ์การเกษตรแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานพิธีเปิดงาน ธงเขียวราคาประหยัด ปุ๋ยถูก ยาดี ต้องที่ธงเขียว โดยเปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนในทุกมิติ โดยเฉพาะการลดค่าครองชีพและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก กระทรวงพาณิชย์ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ได้ขับเคลื่อนนโยบาย ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย โดยมุ่งเน้นการกระตุ้นการใช้จ่าย ควบคู่ไปกับการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและเกษตรกร การจัดงานธงเขียวราคาประหยัดในวันนี้ นับเป็นโอกาสใหม่ในการลดต้นทุนให้แก่เกษตรกร และเพิ่มช่องทางในการซื้อสินค้าปัจจัยเกษตรได้โดยตรงในราคาที่เหมาะสม นายสุชาติ กล่าวต่อว่า โครงการ ธงเขียว ได้ริเริ่มขึ้นจากข้อเสนอของพี่น้องเกษตรกร จากที่ DIT ได้ดำเนินโครงการธงฟ้าเพื่อจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัด จึงขอให้มีการจัดโครงการช่วยเหลือสินค้าเกษตรโดยเฉพาะด้วย เพื่อลดต้นทุนสำหรับสินค้าเกษตรที่เป็นพืชและสัตว์มีชีวิต จึงได้จัดทำโครงการนี้จำหน่ายปุ๋ยถูกยาดี โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการโรงงานผลิตปุ๋ยให้การสนับสนุน นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดพัฒนาระบบสิทธิการเข้าถึงปัจจัยการผลิตอย่างเหมาะสม โดยพิจารณาจากขนาดพื้นที่เพาะปลูก เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม เช่น เกษตรกรที่มีพื้นที่ 100 ไร่ ควรได้รับสิทธิมากกว่าผู้ที่มี 10-20 ไร่ ไม่ใช่ได้รับปุ๋ยในปริมาณเท่ากัน พร้อมกันนี้แนะนำให้เกษตรกรเลือกปลูกข้าวสายพันธุ์ที่ตลาดยอมรับ เช่น ข้าวหอมมะลิหรือข้าวหอมปทุม ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดโลก พร้อมผลักดันให้เกิดการจัดโซนนิ่งการผลิตที่ชัดเจน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสินค้าที่นำมาจำหน่ายภายในงานได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน ได้แก่ สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย สมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร สมาคมการค้านวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย ผู้ผลิตปุ๋ยเคมี เคมีเกษตร และห้างสรรพสินค้า อาทิ บิ๊กซี ไทวัสดุ เมกาโฮม โฮมโปร ภายในงานยังมีการจำหน่ายปุ๋ยเคมี ลดราคาพิเศษกระสอบละ 200 บาท ปุ๋ย 6 สูตร ได้แก่ 46-0-0 , 16-20-0 , 15-15-15 , 16-16-16 , 16-8-8 และ 18-8-8 (เกษตรกรซื้อได้ไม่เกินคนละ 5 กระสอบสำหรับเคมีเกษตร เกษตรกรจะได้รับคูปองส่วนลด 50 บาท สำหรับซื้อเคมีเกษตรในงาน นอกจากการจัดงานในวันนี้ DIT กรมการค้าภายใน ได้ตั้งเป้าขยายผลการจัดงานธงเขียวราคาประหยัดไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรสามารถเข้าถึงสินค้าในราคาที่เป็นธรรม และลดต้นทุนได้อย่างยั่งยืน โครงการธงเขียว จะมีทั้งยาฆ่าแมลงและปุ๋ยทุกชนิด โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ทำงานร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งหากเกษตรกรมีต้นทุนผลผลิตลดลง จะทำให้เกษตรกรได้กำไรมากขึ้น โดยหลังจากนี้ DIT จะนำ ธงเขียว ไปจำหน่ายทุกที่ในพื้นที่ที่มีการทำการเกษตร รวมถึงปศุสัตว์ด้วย ทั้งนี้ ขอขอบคุณผู้ประกอบการ โรงงานผลิตปุ๋ยทุกภาคส่วน ที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินโครงการนี้อย่างเต็มที่ นี่คือส่วนหนึ่งที่สะท้อนถึงความร่วมมือกันในการช่วยเหลือภาคการเกษตรของไทย นายสุชาติ กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 239/2568 “DIT” ลุยตรวจล้งทุเรียนยะลา เดินหน้าคุ้มครองเกษตรกรให้ได้รับความเป็นธรรม (5 สิงหาคม 2568)
DIT ลุยตรวจล้งทุเรียนยะลา เดินหน้าคุ้มครองเกษตรกรให้ได้รับความเป็นธรรม นายอุดม ศรีสมทรง รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายใน DIT กระทรวงพาณิชย์ ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่องในการดูแลความเป็นธรรมในการซื้อขายผลผลิตทางการเกษตร ตามนโยบายของนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเน้นการสร้างเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรและการคุ้มครองเกษตรกรให้ได้รับความเป็นธรรม เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ได้ให้ลงพื้นที่จังหวัดยะลา เพื่อติดตามการตรวจสอบเครื่องชั่งที่ใช้ในการับซื้อทุเรียน ณ ล้งรับซื้อทุเรียน พร้อมพบปะผู้ประกอบการล้งรับซื้อทุเรียนในพื้นที่ เพื่อเน้นย้ำความสำคัญของการใช้เครื่องชั่งที่ได้มาตรฐานและการแสดงราคารับซื้ออย่างโปร่งใส อีกทั้ง กรมการค้าภายในได้สั่งการให้สำนักงานชั่งตวงวัดสาขาเขต 3-5 ยะลา บูรณาการร่วมกับสำนักงานชั่งตวงวัดสาขาสงขลา และศูนย์ชั่งตวงวัดภาคใต้ (สุราษฎร์ธานี) ลงพื้นที่ตรวจสอบเครื่องชั่งที่ใช้ในการรับซื้อทุเรียนในพื้นที่จังหวัดยะลา ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่เพาะปลูกและกระจายผลผลิตทุเรียนที่สำคัญของภาคใต้ ระหว่างวันที่ 29 กรกฎาคม - 2 สิงหาคม 2568 จากการตรวจสอบผู้ประกอบการรับซื้อทุเรียนทั้งหมด 161 ราย มีเครื่องชั่งแบบสปริงจำนวน 558 เครื่อง พบว่าไม่ผ่านมาตรฐาน 1 เครื่อง ซึ่งได้ดำเนินการยึดและส่งให้สำนักงานชั่งตวงวัดสาขายะลาและดำเนินการตามกฎหมายแล้ว และเครื่องชั่งระบบดิจิตอล จำนวน 5 เครื่อง ตรวจสอบไม่พบการดัดแปลงหรือโกงเครื่องชั่ง นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังได้สั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ ดำเนินการตรวจสอบการแสดงราคารับซื้อทุเรียนอย่างเคร่งครัดตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 66 พ.ศ. 2566 โดยผู้รวบรวมผลผลิตหรือล้งต้องติดป้ายแสดงราคารับซื้อประจำวัน ภายในเวลา 08.00 น. หรือก่อนเปิดทำการ เพื่อให้เกษตรกรสามารถเปรียบเทียบราคาและตัดสินใจขายได้อย่างเป็นธรรม รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เพิ่มความเข้มงวดในช่วงเวลาที่เกษตรกรนำผลผลิตมาขาย โดยเฉพาะช่วงเย็นซึ่งมีปริมาณการซื้อขายสูง พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากตรวจพบว่าไม่แสดงราคารับซื้อ จะมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และหากพบการดัดแปลงหรือโกงเครื่องชั่ง มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 280,000 บาท หากเกษตรกรพบปัญหาเกี่ยวกับการซื้อขายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถแจ้งเบาะแสหรือร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน โทร. 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 238/2568 DIT ดันสินค้าชุมชนผ่าน “Farm Outlet” จับมือเดอะมอลล์ จัดกิจกรรม “Gourmet Market x DIT Farm Outlet” รับวันแม่ (4 สิงหาคม 2568)
DIT ดันสินค้าชุมชนผ่าน Farm Outlet จับมือเดอะมอลล์ จัดกิจกรรม Gourmet Market x DIT Farm Outlet รับวันแม่ กรมการค้าภายใน DIT ส่งเสริมจัดตั้งศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตรชุมชน Farm Outlet เพื่อเป็นช่องทางการตลาดให้เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน นำสินค้าคุณภาพดี ทั้งผลผลิตสดและผลิตภัณฑ์แปรรูปมาจำหน่ายโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง โดยดำเนินการต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบัน รวม 57 แห่ง ใน 35 จังหวัด ควบคู่ไปกับการสนับสนุนการเรียนรู้เพิ่มศักยภาพให้ยกระดับสู่การเป็นผู้ประกอบการทั้งทักษะด้านการผลิตและการตลาด ชี้ให้เห็นความสำคัญของ ตลาดนำการผลิต สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าเกษตรชุมชนด้วยสตอรี่ที่ถ่ายทอดเรื่องราว เกิดเป็นความโดดเด่นและแตกต่างแต่ละชุมชน ทั้งหมดนี้เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ที่ไม่เพียงเกิดขึ้นกับเกษตรกรเท่านั้น แต่ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้ผลักดันสินค้าชุมชนของศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตรชุมชน Farm Outlet ให้เข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ๆ ทั้งคนเมืองและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ด้วยการเข้าสู่ห้างค้าปลีกชั้นนำ เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการ พร้อมขานรับนโยบาย ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย ในวันนี้จึงได้จับมือ เดอะมอลล์ กรุ๊ป จัดกิจกรรม Gourmet Market x DIT Farm Outlet ระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคม 15 สิงหาคม 2568 ณ กูร์เมต์ มาร์เก็ต สาขาพารากอน ขนทัพสินค้าเกษตรแปรรูปคุณภาพดี สดใหม่ ปลอดภัย ราคาย่อมเยาจากศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตรชุมชน Farm Outlet ทั่วประเทศ กว่า 100 รายการ มาจำหน่ายให้ผู้บริโภคได้เลือกอุดหนุนสินค้าของชุมชน โดยไม่ต้องเดินทางไปถึงแหล่งจำหน่าย สินค้าเด่นต้องโดน อาทิ กระยาสารทแม่สวิง เผือกหอม จมูกข้าวชงพร้อมดื่ม ข้าวหอมมะลิแดงอินทรีย์ ข้าวฮางงอก GI ปลาเสียดเค็มหยอง ปลาเค็มคั่วโบราณ ผงโรยข้าว พริกหอม น้ำมันงาดำ กระดูกปลาฉลามแห้ง หรืองานหัตถกรรม อาทิ ผ้าคลุมไหล่บาติกมัดย้อม หมวก ตะกร้าสานผักตบชวา นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นพิเศษ อาทิ ซื้อ 1 แถม 1 เพื่อให้ชาวกรุงได้ลองชิม และอุดหนุนสินค้าจากชุมชน ขอเชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนสินค้าคุณภาพจาก ศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตรชุมชน (Farm Outlet) เพื่อร่วมส่งต่อรอยยิ้มและเป็นกำลังใจให้เกษตรกรและชุมชนร่วมกันพัฒนาสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นออกมาจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในโอกาส วันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม นี้ สินค้า Farm Outlet ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการเลือกซื้อของขวัญแทนใจให้คุณแม่ อาทิ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ผลิตภัณฑ์แปรรูป สมุนไพร เครื่องหอม งานหัตถกรรม และของใช้คุณภาพดีจากชุมชน หากผู้บริโภคที่กำลังเดินทางท่องเที่ยวก็สามารถแวะเลือกซื้อสินค้าได้ตามจุดจำหน่ายที่ตั้งอยู่ทั่วประเทศ ปัจจุบันกรมการค้าภายในได้สนับสนุนการจัดตั้งศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตรชุมชน (Farm Outlet) แล้ว 57 แห่ง ใน 35 จังหวัดทั่วประเทศ รองอธิบดีกล่าว การจัดกิจกรรม Gourmet Market x DIT Farm Outlet ครั้งนี้ เกิดเป็นความร่วมมือต่อเนื่องในการเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าของศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตร Farm Outlet ถาวร กับ เดอะมอลล์ กรุ๊ป ต่อไปในอนาคต นอกจากนี้ ยังมีแผนเชื่อมโยงผลผลิตกุ้งจากเกษตรกรมาจำหน่ายด้วย ภายใต้แนวคิด You Hunt We Cook เลือกเอง ให้เชฟทำ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคในเมือง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จในการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้สินค้าเกษตรและสินค้าชุมชนที่ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ ครอบครัวมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และชุมชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เดินไปอย่างมั่นคงและแข็งแรง
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 237/2568 “พาณิชย์ พึ่งได้” DIT กรมการค้าภายใน เร่งเปิดจุดร่อนรับซื้อลำไยรูดร่วงเชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย และพะเยา ช่วยเกษตรกรช่วงผลผลิตออกกระจุกตัว (3 สิงหาคม 2568)
พาณิชย์ พึ่งได้ DIT กรมการค้าภายใน เร่งเปิดจุดร่อนรับซื้อลำไยรูดร่วงเชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย และพะเยา ช่วยเกษตรกรช่วงผลผลิตออกกระจุกตัว กรมการค้าภายในร่วมมือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย และพะเยา ลงพื้นที่ติดตามการเปิดจุดรับซื้อลำไยของโรงอบและจุดร่อน ให้มีการเปิดจุดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพื่อช่วยดูแลเกษตรกร ในช่วงที่ผลผลิตกำลังออกมากและกระจุกตัวพร้อมกันทุกจังหวัด นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันผลผลิตออกสู่ตลาดมากในทุกจังหวัดแหล่งผลิตลำใยประกอบกับสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยทำให้ผลผลิต ออกมาแบบกระจุกตัว อีกทั้งปัญหาแรงงานขาดแคนทำให้เกษตรกรต้องเก็บแบบรูดร่วง มากกว่าที่มัดเป็นช่อ DIT ได้ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย และพะเยา ลงพื้นที่ติดตามการรับซื้อลำไย ตามนโยบายนายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้เร่งมาตรการดูแลผลผลิตลำไย ในช่วงที่ผลผลิตกำลังออกสู่ตลาด โดยผลการลงพื้นที่ พบว่า ผู้ประกอบการลำไยอบแห้งและผู้ประกอบการจุดร่อน ได้มีการเปิดจุดรับซื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พื้นที่อำเภอสันป่าตอง อำเภอจอมทอง อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอลี้ อำเภอป่าซาง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน อำเภอพาน อำเภอเทิง อำเภอป่าแดด อำเภอพญาเม็งราย อำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย และ อำเภอจุน อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา ทั้งนี้ ตามเป้าหมาย กรมจะประสานผู้ประกอบการ เข้าไปเปิดจุดรับซื้อลำไยจากเกษตรกร โดยจะเข้าไปรับซื้อผลผลิตลำไยจากเกษตรกรโดยตรง เพื่อดูแลเกษตรกร โดยเฉพาะในพื้นที่ ๆ ผลผลิตออกมากกระจุกตัว และมีโรงอบในพื้นที่น้อย ให้มีที่จำหน่ายผลผลิตได้อย่างต่อเนื่อง โดยปี 2568 ผลผลิตลำไยภาคเหนือ คาดว่า จะมีปริมาณ 1.06 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 21.36% โดยผลผลิตส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน และเชียงราย ขณะนี้ผลผลิตได้ออกสู่ตลาดแล้วประมาณ 40% และเริ่มออกสู่ตลาดมากในช่วงต้นเดือน ส.ค.2568 คาดว่าผลผลิตจะเริ่มลดลงหลังวันที่ 15 ส.ค เป็นต้นไป นายวิทยากรกล่าวว่า กรมจะนำผู้ประกอบการ เข้ารับซื้อผลผลิตลำไยของพี่น้องเกษตรกรอย่างต่อเนื่องขั้นต่ำจนถึงวันที่ 15 สิงหาคม ซึ่งผลผลิตจะมีปริมาณลดลงอย่างชัดเจน โดยในช่วงนี้จึงขอให้พี่น้องเกษตรกรเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะคอยติดตามให้มีการรับซื้ออย่างต่อเนื่องและขอให้พี่น้องเกษตรกรไม่ต้องเร่งเก็บลำไยโดยขอเก็บลำไยช่วงเวลาที่สุก ทั้งนี้ กรมยังได้ปฏิบัติตามข้อสั่งการของนายสุชาติ โดยได้มีการจัดตั้งวอร์รูมเพื่อติดตามสถานการณ์และแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกร หากพื้นที่ใด มีปัญหาด้านผลผลิตล้นตลาด หรือมีปัญหาด้านราคา ก็จะเข้าไปช่วยเหลือดูแลทันที และยังอยู่ระหว่างการขับเคลื่อน 8 มาตรการเชิงรุก เพื่อช่วยระบายผลผลิตลำไยออกจากแหล่งผลิต ทั้งการเชื่อมโยงลำไยสดเพื่อส่งออก การกระจายผ่านเครือข่ายพันธมิตร การสนับสนุนกล่องบรรจุภัณฑ์ไปรษณีย์ให้กับเกษตรกรใช้บรรจุลำไย การจัดกิจกรรมรณรงค์บริโภคผลไม้ Thai Fruits Festival 2025 การจัดกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) โดยดึงผู้ประกอบการรายใหญ่เข้ามาช่วยซื้อ เชื่อมโยงการผู้ประกอบการเข้าไปรับซื้อ เชื่อมโยงขายในปั๊มน้ำมัน และช่องทางใหม่ ขายผ่านตู้เต่าบิน และแอร์เอเชีย นอกจากนี้ กรมและสำนักงานพาณิชย์จังหวัด จะดำเนินการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป เพื่อดูแลเกษตรกรชาวสวนลำไย หากเกษตรกร หรือสถาบันเกษตรกร ไม่สามารถกระจายผลผลิตออกสู่ตลาดได้ ให้แจ้งมายังกรมหรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัด จะเร่งประสานผู้ประกอบการเข้าไปรับซื้อผลผลิตโดยตรง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร โดยจะดูแลไปจนจบฤดูกาล
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 236/2568 “จตุพร” ลงพื้นที่ตลาดนัดจตุจักร ให้กำลังใจพ่อค้าแม่ค้า ชวนไทยช่วยไทยกระตุ้นเศรษฐกิจ เดินหน้าปรับโฉมตลาดสู่แลนด์มาร์กของไทย (2 สิงหาคม 2568)
จตุพร ลงพื้นที่ตลาดนัดจตุจักร ให้กำลังใจพ่อค้าแม่ค้า ชวนไทยช่วยไทยกระตุ้นเศรษฐกิจ เดินหน้าปรับโฉมตลาดสู่แลนด์มาร์กของไทย เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2568 นายจตุพร บุรษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ตลาดนัดจตุจักร (JATUJAK WEEKEND MARKET) พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ และผู้บริหารกรุงเทพมหานคร นำโดยนายต่อศักดิ์ โชติมงคล ประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายสุขสันต์ กิตติศุภกร ประธานกรรมการบริหารสำนักงานตลาดกรุงเทพมหานคร นายมีชัย ภัทรเปรมเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานตลาดกรุงเทพมหานคร และนางสาวปาณิศา ทองมา ผู้อำนวยการตลาดนัดจตุจักร เพื่อให้กำลังใจผู้ค้า และหารือแนวทางฟื้นฟูตลาดนัดชื่อดังระดับโลกแห่งนี้ให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง นายจตุพร กล่าวว่า ปัจจุบันบรรยากาศการค้าขายในตลาดอาจซบเซาเนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง แต่ตลาดนัดจตุจักรยังคงเป็นแลนด์มาร์กสำคัญที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกให้ความสนใจ สิ่งที่ต้องทำคือยกระดับตลาดให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ทั้งด้านสินค้า บริการ และบรรยากาศ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลับมา และกระตุ้นยอดขายให้กับผู้ค้า ผมอยากเชิญชวนพี่น้องคนไทยมาช่วยกันสนับสนุน เพราะที่นี่มีความงดงาม และสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในเรื่อง ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย ที่ต้องการเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนได้มีพื้นที่ในการค้าขายและสร้างรายได้ร่วมกัน นายจตุพร กล่าว ซึ่งตนได้หารือกับผู้อำนวยการสำนักงานเขตดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในตลาด เช่น ภูมิทัศน์ ห้องน้ำ ความปลอดภัย และการจัดระเบียบพื้นที่ เพื่อสร้างความสะดวกสบายแก่นักท่องเที่ยว นอกจากนี้ จะจัดทำแผนที่บอกโซนสินค้าให้ชัดเจน พร้อมพิจารณาจัดอาสาสมัครสื่อสารได้หลายภาษาเพื่ออำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว ในด้านการเดินทางและที่จอดรถ โดยเฉพาะรถบัสและรถขนาดใหญ่ นายจตุพรยอมรับว่ายังมีข้อจำกัดที่ต้องแก้ไขอย่างรอบด้าน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวและผู้ค้า กระทรวงพาณิชย์ยังเตรียมผลักดันการพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อขยายช่องทางจำหน่ายสินค้า และศึกษาความเป็นไปได้ในการนำสินค้าไปเจาะตลาดต่างประเทศ เพิ่มโอกาสสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการไทยตลาดนัดจตุจักรเป็นความภาคภูมิใจของประเทศไทย และกระทรวงพาณิชย์พร้อมสนับสนุนเต็มที่ เพื่อให้ที่นี่กลับมาคึกคัก เป็นศูนย์กลางการค้าและท่องเที่ยวระดับโลก ทั้งนี้ จากการตรวจเยี่ยมพบว่าสินค้าในตลาดมีความหลากหลาย ราคาสมเหตุสมผล และอาหารมีคุณภาพดี อย่างไรก็ตาม ได้กำชับให้ตลาดนัดจตุจักรเข้มงวดดูแลกรณีราคาสินค้าไม่ตรงป้าย หรือคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน ขณะเดียวกันกรมการค้าภายในได้จัดเจ้าหน้าที่สายตรวจลงพื้นที่ต่อเนื่อง เพื่อตรวจสอบคุณภาพสินค้า ราคาที่เป็นธรรม และความถูกต้องของเครื่องชั่ง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว และสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันต้องไม่มีการขาดแคลน และต้องจำหน่ายในราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและสร้างความเป็นธรรมในตลาด ในการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน นายจตุพรกล่าวถึงความคืบหน้าการเจรจานำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ ว่ายังอยู่ในระหว่างพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อเกษตรกรในประเทศ โดยยืนยันว่าอัตราภาษีนำเข้าร้อยละ 19 สะท้อนการแข่งขันที่เหมาะสม ส่วนการนำเข้าข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการเผาเพื่อเตรียมปลูกพืช ต้องหารือเพิ่มเติม เนื่องจากเกี่ยวข้องกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและ PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน สำหรับการค้าชายแดนไทย กัมพูชา ที่ได้รับผลกระทบต่อการส่งออกเฉลี่ย 400 500 ล้านบาทต่อวัน กระทรวงพาณิชย์ได้เร่งหาทางออก ทั้งการปรับเส้นทางกระจายสินค้า การหาตลาดใหม่ และการช่วยเหลือผู้ประกอบการผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ โดยย้ำว่ารัฐบาลจะคำนึงถึงอธิปไตยของประเทศควบคู่ไปกับการคุ้มครองผลประโยชน์ผู้ประกอบการ และเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับมาตรการทางการค้าสหรัฐฯ กระทรวงพาณิชย์เตรียมเปิด ศูนย์ One Stop Service ที่ศูนย์ส่งออกสินค้า ถนนรัชดาภิเษก ภายในสัปดาห์หน้า เพื่อให้คำปรึกษาและข้อมูลแก่ผู้ประกอบการ ลดผลกระทบและสร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจต่อไป
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ