ข่าวเลขที่ 251/2568 จตุพร ประกาศ “พาณิชย์พึ่งได้” หนุนทุเรียนเบตง ราคาขยับสูง เสริมเครือข่ายผู้ซื้อ–ผู้ขายเข้มแข็ง (17 สิงหาคม 2568)
จตุพร ประกาศ พาณิชย์พึ่งได้ หนุนทุเรียนเบตง ราคาขยับสูง เสริมเครือข่ายผู้ซื้อ ผู้ขายเข้มแข็ง วันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม 2568 นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ โดยมีนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน พร้อมกรมที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่จังหวัดสงขลาและจังหวัดยะลา เพื่อติดตามสถานการณ์การซื้อขายทุเรียนในพื้นที่อำเภอเบตง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตทุเรียนสำคัญของภาคใต้ตอนล่าง โดยย้ำว่า กระทรวงพาณิชย์จะเป็นที่พึ่งของเกษตรกรในทุกมิติ ทั้งด้านราคา การตลาด และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย นายจตุพร เปิดเผยว่า ปัจจุบันราคาทุเรียนในพื้นที่ขยับตัวสูงขึ้น ถือเป็นข่าวดีสำหรับเกษตรกร โดยวันนี้ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมล้งรับซื้อ ซึ่งพบว่ามีการจัดการที่มีคุณภาพและเป็นระบบ เกษตรกรสามารถนำทุเรียนรุ่นแรกออกจำหน่ายได้ในราคาที่น่าพอใจ พร้อมทั้งขอบคุณผู้ประกอบการที่ให้ความจริงใจ ดูแลเกษตรกร และรับฟังข้อเสนอแนะอย่างใกล้ชิด ดีใจแทนพี่น้องเกษตรกรที่มีล้งคุณภาพ และเป็นที่ปรึกษาได้ พาณิชย์ต้องพึ่งได้ ต้องเป็นที่พึ่งของทั้งผู้ผลิตและผู้ซื้อ เกษตรกรกับล้งต้องช่วยกัน ไทยต้องช่วยไทย นายจตุพร กล่าว ทั้งนี้ จังหวัดยะลาเป็นพื้นที่ปลูกผลไม้ใหญ่แห่งหนึ่งของภาคใต้ตอนล่าง และการมีระบบรับซื้อที่เป็นธรรม ทำให้เกษตรกรในพื้นที่มีความมั่นใจและไม่ต้องเดินทางไกลไปขายที่อื่น โดยวันนี้ได้มาเยี่ยมล้งโกซาน ที่ดำเนินการโดย คุณประเสริฐ คณานุรักษ์ ผู้ประกอบการไทยที่รับซื้อผลผลิตทุเรียนเพื่อการส่งออกทั้งในรูปแบบผลสดและการแกะเนื้อ โดยมีฐานดำเนินการหลักในอำเภอธารโตและอำเภอเบตง จังหวัดยะลา คาดการณ์ว่าในปีนี้จะสามารถรับซื้อทุเรียนได้ไม่น้อยกว่า 7,000 ตัน มีกำลังการรับซื้อในแต่ละวันสูงถึง 120 ตัน ถือเป็นแรงหนุนสำคัญที่สร้างเสถียรภาพด้านการตลาดและความมั่นใจให้แก่เกษตรกร นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ยังได้กล่าวถึงการดำเนินโครงการ ธงเขียว ว่า ได้พบกับพี่น้องเกษตรกรที่มาขายทุเรียนก็ได้ชี้แจงไปว่ากระทรวงพาณิชย์พร้อมช่วยเหลือพี่น้องโดยจัดโครงการสินค้าธงเขียวลดราคาปัจจัยการผลิตต่าง ๆ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์ หน่วยงานท้องถิ่น และกลุ่มเกษตรกร โดยย้ำว่ากระทรวงพาณิชย์จะทำทุกวิถีทางเพื่อลดภาระให้กับพี่น้องเกษตรกร และสร้างความมั่นใจว่าการค้าขายในพื้นที่จะเป็นธรรมและยั่งยืน สำหรับจุดแข็งของกลุ่มเกษตรกรในอำเภอเบตง คือการสร้างเครือข่ายกับเกษตรกรในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยได้เริ่มนำร่องควบคุมคุณภาพการผลิตใน 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลแม่หวาด อัยเยอร์เวง และเบตง ซึ่งมีเครือข่ายเกษตรกรมากกว่า 300 ราย มีการจัดระบบเก็บเกี่ยวที่ช่วยทุ่นแรงและลดความเสียหายของผลผลิต รวมถึงการใช้เครื่องมือเฉพาะรูปแบบใหม่เพื่อรักษาคุณภาพของทุเรียน อีกทั้งยังมีแผงทุเรียนในพื้นที่ที่อำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศสามารถเข้ามาตรวจสอบกระบวนการผลิตและคุณภาพได้โดยตรง ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความเข้มแข็งของเครือข่ายผู้ซื้อ ผู้ขาย ที่จะช่วยผลักดันทุเรียนเบตงสู่ตลาดในและต่างประเทศอย่างมั่นคง
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 250/2568 DIT ชูจุดเด่น เนื้อโคไทย นุ่ม อร่อย คุณภาพมาตรฐาน สู้เนื้อนำเข้าได้ ชวนชิม – ช้อป ในงาน “รักแรก รสเนื้อไทย” จากเกษตรกรทั่วประเทศ (16 สิงหาคม 2568)
DIT ชูจุดเด่น เนื้อโคไทย นุ่ม อร่อย คุณภาพมาตรฐาน สู้เนื้อนำเข้าได้ ชวนชิม ช้อป ในงาน รักแรก รสเนื้อไทย จากเกษตรกรทั่วประเทศ นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายใน (DIT) เดินหน้าจัดโครงการพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันสินค้าปศุสัตว์ ปี 2568 ตามนโยบายนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ พร้อมยกระดับการรับรู้คุณภาพ เนื้อโคไทย ให้เป็นที่นิยมและเชื่อมั่นของผู้บริโภคมากขึ้น กรมการค้าภายใน จึงจัดกิจกรรม รณรงค์บริโภคเนื้อโคไทย ในคอนเซปต์ รักแรก รสเนื้อไทย โดยเชื่อมโยงเนื้อโคคุณภาพจากเกษตรกร 8 กลุ่ม มาจำหน่ายในบูธกิจกรรมได้แก่ สหกรณ์โคเนื้อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (KU Beef) จ.นครปฐม, เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนโคเนื้อล้านนาเชียงราย (Lanna Beef)จ.เชียงราย, วิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคเนื้อลำตะคอง (NVK Beef) จ.นครราชสีมา, เครือข่ายผู้เลี้ยงโคเนื้อจังหวัดบุรีรัมย์ (Smile Beef), สหกรณ์โคขุนดอกคำใต้ จ.พะเยา, วิสาหกิจชุมชนโคขุนสุรินทร์โกเบครบวงจร จ.สุรินทร์, สหกรณ์เครือข่ายโคเนื้อ จำกัด (Max Beef) จ.นครปฐม และแอนดา ฟาร์ม โดยกิจกรรมดังกล่าวจะจัดขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ 14 สิงหาคม 14 กันยายน 2568 ณ เซ็นทรัล พระราม 3 ชั้น 1 (14 - 27 สิงหาคม 68) เซ็นทรัล พระราม 9 ชั้น 6(15 - 24 สิงหาคม 68) เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ชั้น G(28 สิงหาคม - 7 กันยายน 68) และหน้าตึกแดงบางซื่อ (29 สิงหาคม - 14 กันยายน 68 ช่วงศุกร์ - อาทิตย์) ภายในกิจกรรมจะพบกับสินค้าเนื้อโคไทยที่หลากหลาย เช่น ไทยวากิว ลูกผสมแองกัส บีฟมาสเตอร์ หรือชาโรเลส์ รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากเนื้อโคไทย เช่น เนื้อแดดเดียว ไส้กรอกเนื้อ ไส้อั่วเนื้อ และอีกมากมาย พร้อมกิจกรรมพิเศษ ชิมเนื้อฟรี และโปรโมชั่นส่วนลด 10% ช่วง นาทีทอง ตลอดงาน นอกจากนี้ ในระยะต่อไปยังได้วางแผนที่จะดำเนินการจัดกิจกรรมรณรงค์บริโภคเนื้อโคไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคว่ารสชาติของเนื้อไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก สำหรับสถานการณ์โคเนื้อไทย ปี 2568 คาดว่าผลผลิตอยู่ที่ 1.16 ล้านตัว ลดลง 2% จากปีก่อน คิดเป็นเนื้อโค 0.195 ล้านตัน แต่การบริโภคในประเทศและการส่งออกยังชะลอตัวจากเศรษฐกิจถดถอย และผลกระทบจากอุปทานส่วนเกินที่สะสมตั้งแต่ปี 2565 หลังเวียดนามระงับนำเข้าเพราะพบสารเร่งเนื้อแดง โดยแม้ปัจจุบันไทยส่งออกโคเนื้อได้แล้ว แต่ยังเผชิญปัญหาลักลอบนำเข้า ขณะเดียวกันการเปิดเสรีการค้า ส่งผลให้ไทยมีการนำเข้าเนื้อโคมากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคมีความนิยมบริโภคเนื้อโคนำเข้ามากกว่า จากความเข้าใจว่าภาพลักษณ์ของเนื้อไทยมีความเหนียว ไม่นุ่ม ไม่มีกลิ่นหอม รสชาติธรรมดา อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันไทยมีการพัฒนาสายพันธุ์โคและอาหารโค ทำให้ได้เนื้อโคไทยที่นุ่ม มีไขมันแทรกสูง มีกลิ่นหอม รสชาติอร่อย และมีมาตรฐานการจัดการฟาร์มที่ดีแล้วแต่ยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างส่งผลให้การบริโภคเนื้อโคไทยยังไม่เพิ่มขึ้นจากเดิม จึงต้องสร้างแนวทางในการตระหนักรู้ให้แก่ประชาชนได้หันมาบริโภคเนื้อในประเทศให้มากขึ้น เพื่อช่วยเกษตรกรไทยของเราให้มีแรงในการแข่งขันกับตลาดการค้าของโลกในปัจจุบัน นางสาวญาณี กล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรมนี้ไม่เพียงช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ แต่ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ใหม่เนื้อโคไทย ว่ามีคุณภาพ หลากหลาย มีมาตรฐานรองรับ และผลิตโดยเกษตรกรไทยที่ใส่ใจในทุกขั้นตอนการเลี้ยงจนถึงกระบวนการแปรรูป ช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้า ตลอดจนเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร กรมการค้าภายใน ขอเชิญชวนผู้บริโภคทุกท่านมาสัมผัสรสชาติ รักแรก ของเนื้อโคไทย พบกันได้ที่บูธกิจกรรมของเรา นอกจากนี้ ฝากถึงผู้บริโภค ลองเปิดใจชิมเนื้อโคไทย แล้วจะรู้ว่าเนื้อไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก รองอธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 249/2568 "DIT เปิดพื้นที่ให้เกษตรกรขายลำไย 10,000 กก. จากสวนถึงมือผู้ซื้อ ,เดินหน้าเชื่อมโยงตลาด ดันราคาช่วงโค้งสุดท้ายฤดูกาลลำไยปี 2568" (15 สิงหาคม 2568
DIT เปิดพื้นที่ให้เกษตรกรขายลำไย 10,000 กก. จากสวนถึงมือผู้ซื้อ ,เดินหน้าเชื่อมโยงตลาด ดันราคาช่วงโค้งสุดท้ายฤดูกาลลำไยปี 2568 วันที่ 14 สิงหาคม 2568 นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน (DIT) เปิดเผยว่า DIT ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวสวนลำไย โดยร่วมกับพันธมิตรเปิดพื้นที่จำหน่ายลำไยสดจากเกษตรกรภาคเหนือที่ตลาดนัดกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข ศูนย์ราชการจังหวัดนนทบุรี ตึกสำนักงานใหญ่ ปตท. ธนาคารไทยพาณิชย์ รวมปริมาณกว่า 10,000 กิโลกรัม ตลอดเดือนสิงหาคม 2568 โดยได้เชิญพี่น้องเกษตรกรเจ้าของสวนมาจำหน่ายเอง เพื่อสร้างรายได้ให้ชาวสวนโดยตรง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ให้ประชาชนได้ลิ้มรสลำไยสดคุณภาพดีพร้อมสตอรี่ลักษณะเฉพาะของลำไยแต่ละสายพันธุ์ นางสาวญาณี กล่าวเพิ่มว่า พี่น้องเกษตรกรจากจังหวัดลำพูน เครือข่ายกลุ่มผู้ปลูกลำไยอินทรีย์อำเภอลี้ จะนำลำไยมาจำหน่ายทุกวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ ที่ตลาดนัดกระทรวงพาณิชย์ สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี ปริมาณครั้งละ 600 700 กิโลกรัม ตลอดครึ่งเดือนหลังของเดือนสิงหาคม รวมประมาณ 1,800 - 2,100 กิโลกรัม ส่วนเกษตรกรจากจังหวัดเชียงราย กลุ่มผู้ปลูกลำไยอำเภอพญาเม็งราย จะจำหน่ายวันศุกร์ที่ 15 และ 22 สิงหาคม 2568 ณ กระทรวงสาธารณสุข และศูนย์ราชการจังหวัดนนทบุรี ปริมาณรวมกว่า 3,000 กิโลกรัม ลำไยที่จำหน่ายมีหลายสายพันธุ์ พร้อมลักษณะเด่นและราคาย่อมเยา ได้แก่ พันธุ์อีดอ กิโลกรัมละ 35-40 บาท เนื้อหวานกรอบ มีรสชาติหวานกำลังดี พิเศษ เฉพาะจุดจำหน่ายที่กระทรวงพาณิชย์ จะมีลำไยพันธุ์พื้นเมือง ได้แก่ พันธุ์ชมพู กิโลกรัมละ 50 บาท เนื้อนุ่ม สีชมพูสดใส รสชาติหวานฉ่ำ พันธุ์กะโหลก กิโลกรัมละ 80 บาท รสหวานจัด เมล็ดเล็ก เนื้อแน่น กรุบกรอบ พันธุ์เบี้ยวเขียว กิโลกรัมละ 90 บาท เนื้อหนา กรอบ รสหวานเข้ม เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบเนื้อแน่น ปัจจุบันหารับประทานได้ยาก นางสาวญาณี ระบุว่า DIT สนับสนุนค่าใช้จ่ายให้เกษตรกรเป็นค่าขนส่งจากแหล่งผลิตถึงพื้นที่ขาย เพื่อช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกร ในการนำผลผลิตคุณภาพมาจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคโดยตรง นอกจากนี้ ยังมีหลายพื้นที่เพิ่มเติมที่เกษตรกรสามารถนำลำไยสดมาจำหน่ายโดยตรง เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงผลผลิตได้อย่างทั่วถึง โดยการจำหน่ายลำไยครั้งนี้ ผู้บริโภคนี้ไม่เพียงช่วยให้ประชาชนได้ลำไยสดคุณภาพดีในราคายุติธรรม แต่ยังสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง โดย DIT ยังคงเดินหน้าสนับสนุนการเชื่อมโยงตลาดผลไม้ไทยกับผู้บริโภคโดยตรง พร้อมขยายจุดจำหน่ายเพิ่มเติมในหลายพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงผลผลิตสดจากเกษตรกร และสร้างรายได้ให้กับชาวสวนได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ขอเชิญชวนประชาชนมาร่วมอุดหนุนลำไยสดจากสวนจากเกษตรกรภาคเหนือ ซึ่งใกล้เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล ช่วยสร้างรายได้ และเป็นกำลังใจให้พี่น้องเกษตรกรไทย ในการผลิตผลไม้คุณภาพ เพื่อให้ทุกครอบครัวได้บริโภคผลไม้ไทย สด สะอาด และปลอดภัย ในราคาที่เป็นธรรม นางสาวญาณี กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 248/2568 เรื่อง “DIT” นำผู้ประกอบการซื้อลำไย อ.ขุนตาล อ.เชียงของ แก้ปัญหาล้งซื้อไม่ทัน เหตุเจอหยุดยาว ผลผลิตทะลัก ,ปูพรมตรวจเข้มจุดรับซื้อ-โรงอบ ต้องปิดป้ายราคาและใช้เครื่องชั่งที่ได้รับการรับรอง (14 สิงหาคม 2568)
DIT นำผู้ประกอบการซื้อลำไย อ.ขุนตาล อ.เชียงของ แก้ปัญหาล้งซื้อไม่ทัน เหตุเจอหยุดยาว ผลผลิตทะลัก ,ปูพรมตรวจเข้มจุดรับซื้อ-โรงอบ ต้องปิดป้ายราคาและใช้เครื่องชั่งที่ได้รับการรับรอง DIT กรมการค้าภายใน ลุยแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรผู้ปลูกลำไย ในพื้นที่ อ.ขุนตาล และ อ.เชียงของ หลังหยุดยาว เกษตรกรเก็บผลผลิตเพิ่ม และล้งรับซื้อไม่ทัน ดึงโรงอบ จุดร่อน เข้าไปช่วยดูแลทันที ยืนยันไม่มีผลผลิตตกค้าง ยันเดินหน้าดูแลต่อเนื่องจนจบฤดูกาล ส่วนราคาล่าสุดเกรด AA ขยับขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 8-12 บาทแล้ว ลุยตรวจจุดรับซื้อ เครื่องชั่ง เครื่องร่อน สร้างความเป็นธรรมให้เกษตรกร นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์ราคาสินค้าลำไยภาคเหนือมีผลผลิตปริมาณเยอะ และราคารับซื้อปรับตัวสูงขึ้นแล้ว แต่ในบางพื้นที่ผลผลิตอยู่ในช่วงปลายการเก็บเกี่ยว ผู้รับซื้อจึงย้ายไปรับซื้อในพื้นที่อื่น ทำให้เกิดการเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐเข้าไปช่วยเหลือผลผลิตที่ยังคงค้างอยู่ กรมการค้าภายใน (DIT) ได้มอบหมายให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงรายร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การรับซื้อลำไย ณ จุดรับซื้อลำไยรูดร่วงในพื้นที่ตำบลป่าตาล อำเภอขุนตาล หลังจากมีกระแสข่าวเกษตรกรผู้ปลูกลำไยในพื้นที่อำเภอขุนตาล เรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐเข้าช่วยเหลือผลผลิตลำไย เนื่องจากผู้ประกอบการมีการปรับลดการรับซื้อลง เพื่อดูแลเกษตรกรให้ได้รับความเป็นธรรมในการขายผลผลิต นายวิทยากร กล่าวเพิ่มว่า จากการตรวจสอบ พบว่า ผู้ประกอบการยังมีการรับซื้อปกติ แต่มีปัญหาช่วงวันหยุดยาว เกษตรกรเก็บผลผลิตพร้อม ๆ กัน ประกอบกับลำไยเข้าสู่ช่วงปลายฤดู ผลผลิตมีคุณภาพลดลง ตลาดปลายทาง (โรงอบ) มีข้อจำกัด จึงทำให้ลดปริมาณการรับซื้อลง และผู้ประกอบการบางส่วนเริ่มเข้าไปรับซื้อในพื้นที่อื่นที่ผลผลิตมีคุณภาพสูงกว่า ส่งผลให้เกษตรกรมีความกังวล โดย DIT ได้ประสานผู้ประกอบการเข้าไปรับซื้อลำไยเพิ่มเติมในพื้นที่อำเภอขุนตาลโดยทันที เพื่อให้เกษตรกรมีความมั่นใจว่าผลผลิตจะมีตลาดรองรับแน่นอน และจะยังคงการรับซื้ออย่างต่อเนื่องต่อไปจนสิ้นสุดฤดูกาลเก็บเกี่ยว นอกจากนี้ ได้มีการตรวจสอบสถานการณ์การรับซื้อลำไยในอำเภออื่นของจังหวัดเชียงรายด้วย ได้แก่ อำเภอเชียงของ พบว่ายังคงมีเกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตและติดคิวรอจำหน่ายที่จุดรับซื้อเป็นจำนวนมาก DIT จึงได้ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย ประสานผู้ประกอบการโรงอบ เพิ่มปริมาณโควตาให้จุดรับซื้อในพื้นที่อำเภอเชียงของ เพื่อช่วยเร่งระบายผลผลิต ส่งผลให้ผลผลิตของเกษตรกรไม่มีตกค้างแล้ว นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของจุดรับซื้อ ขณะนี้สถานการณ์ราคาสินค้าลำไยภาคเหนือมีผลผลิตปริมาณเยอะ และราคารับซื้อปรับขึ้นแล้ว ทำให้การรับซื้อในจุดรับซื้อต่างๆ มีความครึกครื้นเป็นอย่างมาก โดยในหลายจุดมีการใช้เครื่องชั่ง เครื่องร่อนเกรดลำไยหลายสิบตัวเพื่อให้รับซื้อได้ในปริมาณที่เยอะที่สุด จึงได้มอบหมายให้รองอธิบดีกรม นายอุดม ศรีสมทรง นำชุดสายตรวจ DIT ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ชั่งตวงวัด และเจ้าหน้าที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย (สพจ.เชียงราย) ลงไปกำกับ ดูแลการรับซื้อลำไย โดยครอบคลุมทั้งจุดร่อน จุดรับซื้อลำไย โรงอบ และโกดังต่าง ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าการรับซื้อลำไยจากเกษตรกรเป็นไปอย่างเป็นธรรมต่อเกษตรกร ให้ได้รับความโปร่งใสในการขายลำไย จากการตรวจสอบการติดป้ายแสดงราคารับซื้อของแต่ละจุด รวมทั้งตรวจสอบเครื่องคัดลำไย ระบบการรับซื้อ และสภาพการบริหารจัดการของโรงอบและโกดังที่เกี่ยวข้อง พบว่าทุกแห่งมีการดำเนินงานเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ราคาที่ใช้รับซื้อมีความสอดคล้องกันระหว่างจุดร่อนและโรงอบ ไม่พบการเอาเปรียบเกษตรกรหรือบิดเบือนราคาแต่อย่างใด อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าว ทั้งนี้ กรมยังได้มอบหมายให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย กำกับดูแลการรับซื้อ ทั้งการรับซื้อของผู้ประกอบการ ที่จะต้องรับซื้อด้วยความเป็นธรรม เพื่อให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ราคาเหมาะสมตามคุณภาพ และประสานเกษตรจังหวัดให้มาช่วยตรวจสอบคุณภาพลำไยที่รับซื้อให้อยู่ในเกณฑ์คุณภาพที่เหมาะสมเป็นที่ต้องการของตลาด ปัจจุบันผลผลิตลำไยของจังหวัดเชียงราย ออกสู่ตลาดมากกว่า 60% และเข้าสู่ช่วงปลายฤดูกาลแล้ว โดยราคาลำไยรูดร่วงในภาพรวมของพื้นที่ภาคเหนือ มีการปรับตัวดีขึ้นจากสัปดาห์ที่ผ่านมา จากเกรด AA ราคากิโลกรัม (กก.) ละ 5-6 บาท ปรับเพิ่มขึ้นเป็น กก.ละ 8-12 บาท และมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้ประกอบการมีความต้องการผลผลิตไปสต๊อกไว้ก่อนที่จะหมดฤดูกาล อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการรองรับผลผลิตช่วงปลายฤดูที่อาจจะมีตกค้างในบางพื้นที่ กรมได้มีการประสานผู้ประกอบการลำไยอบแห้งและผู้ประกอบการจุดร่อน เปิดจุดรับซื้อให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ทั้งในพื้นที่อำเภอสันป่าตอง อำเภอจอมทอง อำเภอดอยหล่อ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอลี้ อำเภอป่าซาง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน อำเภอพาน อำเภอเทิง อำเภอป่าแดด อำเภอพญาเม็งราย อำเภอขุนตาล อำเภอเวียงชัย อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย อำเภอจุน อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา และอำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง สำหรับการดำเนินการอย่างเร่งด่วน เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น เป็นไปตามข้อสั่งการของนายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในและสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ติดตามสถานการณ์การรับซื้อลำไยอย่างต่อเนื่อง และกรณีเกิดปัญหาเกษตรกรไม่มีที่จำหน่ายผลผลิต หรือมีปัญหาด้านราคา ให้ประสานนำผู้ประกอบการเข้าไปรับซื้อทันที
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 247/2568 “สุชาติ” เผย นบข.เคาะช่วยชาวนาไร่ละ 1,000 บ. ทั้งนาปรัง นาปี เพิ่มโควตาส่งออกข้าวอินทรีย์ไปยุโรป พร้อมตั้งทีมแก้ปัญหาพันธุ์ข้าวระยะยาว (14 สิงหาคม 2568)
สุชาติ เผย นบข.เคาะช่วยชาวนาไร่ละ 1,000 บ. ทั้งนาปรัง นาปี เพิ่มโควตาส่งออกข้าวอินทรีย์ไปยุโรป พร้อมตั้งทีมแก้ปัญหาพันธุ์ข้าวระยะยาว วันที่ 13 สิงหาคม 2568 ห้องประชุมใหญ่ อาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ได้มอบหมายให้ตนเข้าประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) โดยมีนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม โดยที่ประชุมได้รับทราบสถานการณ์ข้าวโลกและข้าวไทย ปี 2568/69 โดยคาดว่าราคาข้าวโลก ปีการผลิต 68/69 จะถูกกดดันจากสต็อกข้าวอินเดียที่เพิ่มขึ้น มากกว่าที่คาดการณ์ การระงับการนำเข้าข้าว 2 เดือนของฟิลิปปินส์ การชะลอนำเข้าข้าวไปจนถึงปี 2569 ของอินโดนีเซีย แต่ยังมีปัจจัยบวกช่วยหนุนราคาข้าว เช่น ผลผลิตข้าวในเวียดนาม และฟิลิปปินส์ที่ได้ผลกระทบจากพายุวิภา เวียดนามประกาศเริ่มเก็บ VAT 5% กับสินค้าข้าวเพื่อการส่งออกตั้งแต่ 1 ก.ค. 68 เป็นต้นไป ซึ่งนโยบายเหล่านี้จะมีผลต่อราคาข้าวตลาดโลกในระยะข้างหน้า เราจึงต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงภายนอกอย่างใกล้ชิด นายสุชาติ กล่าวต่อว่า ที่ประชุม นบข. พิจารณาและมีมติเห็นชอบกรอบมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรัง ปีการผลิต 2568 เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบจากราคาข้าวตกต่ำจากภาวะตลาดโลก ช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรัง วงเงินสูงสุดไม่เกิน 10 ไร่ต่อครัวเรือน จ่ายตรงเข้าบัญชีเกษตรกร โดยจะช่วยเหลือเป็นการเฉพาะนาปรังปี 68 เท่านั้น สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2568/69 นบข.เคาะช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท วงเงินสูงสุดไม่เกิน 10 ไร่ต่อครัวเรือน จ่ายตรงเข้าบัญชีเกษตรกร ซึ่งนบข.ได้มอบให้กรมการข้าวและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เร่งดำเนินการเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไปโดยเร็วที่สุด ด้านนายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ในฐานะตัวแทนเกษตรกรชาวนา กล่าวว่า ขอขอบคุณคณะกรรมการ นบข. ท่านประธานและกรรมการทุกท่านในวันนี้ ที่ได้ลงมติช่วยเหลือพี่น้องชาวนาทั้งนาปรัง และนาปี ไร่ละ 1000 บาท ที่ผ่านมาชาวนาเดือดร้อนจากราคาข้าว 5,500 -6,000 บาท/ตัน แต่ต้นทุนการผลิต 6,500 - 7,000 บาท/ตัน การอนุมัติของ นบข.จะช่วยพี่น้องชาวนาที่รอโครงการ กว่า 850,000 ราย ผมขอบคุณแทนพี่น้องชาวนาทั่วประเทศ ด้านการส่งออกข้าว นายสุชาติ กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบการจัดสรรโควตาการส่งออกข้าวอินทรีย์ไปยังสหภาพยุโรปของโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าว GAP ครบวงจร สำหรับปี 2569 2571 ของกรมการข้าว เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจและสนับสนุนผู้ประกอบการส่งออกข้าวอินทรีย์ไปยังสหภาพยุโรป ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ จะจัดสรรโควตาการส่งข้าวไปสหภาพยุโรป สำหรับปี 2569 2571 ปริมาณ 1,700 ตันต่อปี นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือเกี่ยวกับการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าว ให้ได้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้นเหมาะสมกับพื้นที่เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิต และตรงกับความต้องการของตลาดต่างประเทศ และพันธุ์ข้าวต้องมีจำนวนเพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร จึงได้ให้ตั้งคณะทำงานประกอบด้วยหน่วยงานที่รับผิดชอบทั้งด้านการผลิต และการตลาด พิจารณาพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมและเพียงพอ เพื่อแก้ไขปัญหาด้านคุณภาพข้าวไม่ได้มาตรฐานซึ่งส่งผลต่อราคาขาย และให้รายงาน นบข.ให้ทราบในครั้งต่อไป รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการรับฟังข้อเสนอและเสียงสะท้อนจากเกษตรกร รวมถึงผู้เกี่ยวข้องในสินค้าข้าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาปรับปรุงมาตรการให้ตรงกับความต้องการจริงในพื้นที่ ทั้งเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในระยะสั้น และวางรากฐานการแก้ไขปัญหาการผลิตและการตลาดข้าวอย่างยั่งยืนในระยะยาว นายสุชาติ กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 246/2568 “จตุพร” ย้ำเดินหน้าช่วยเกษตรกร ลดต้นทุนผ่านโครงการ “ธงเขียว” เพิ่มช่องทางตลาดลำไย พร้อมเสนอมาตรการช่วยเหลือชาวนา 13 ส.ค. นี้ (11 สิงหาคม 2568)
จตุพร ย้ำเดินหน้าช่วยเกษตรกร ลดต้นทุนผ่านโครงการ ธงเขียว เพิ่มช่องทางตลาดลำไย พร้อมเสนอมาตรการช่วยเหลือชาวนา 13 ส.ค. นี้ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างต่อเนื่องในปีนี้ โดยเฉพาะสินค้าผลไม้ ลำไยภาคเหนือ ที่มีปัญหาราคาสินค้าตกต่ำ เนื่องจากผลผลิตออกเยอะ โดยเฉพาะ ลำไยพันธุ์อีดอ ซึ่งส่วนใหญ่นำไปแปรรูปโดยการอบแห้งเพื่อส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ แต่สำหรับลำไยสดที่นำมาขายในประเทศจะเป็นลำไยพันธุ์เบี้ยวเขียวซึ่งมีปริมาณไม่มากนัก ทำให้ราคาขายปลีกในประเทศอยู่ที่กิโลกรัมละ 50 60 บาท ในขณะที่ลำไยพันธุ์อีดอ ผลผลิตออกพร้อมในช่วงเดียวกัน จึงเกิดการกระจุกตัวเนื่องจากโรงงานแปรรูปมีจำกัดประกอบกับกระบวนการอบแห้งที่ต้องใช้เวลา กรมการค้าภายในจึงได้ประสานโรงอบผ่านสมาคมผู้ผลิตลำไยอบแห้งภาคเหนือ 7 จังหวัด ให้เพิ่มปริมาณการรับซื้อลำไยสด จึงทำให้ขณะนี้ราคารับซื้อลำไยสดขยับขึ้นเป็น 11.50 บาทแล้ว กรมการค้าภายในได้เร่งมาตรการกระจายลำไยออกนอกแหล่งผลิต ผ่านกลไกต่างๆ อาทิ จัดกิจกรรม ลำไย-ปันสุข ร่วมกับพันธมิตร ซีพีแอ็กตร้าโดยรับซื้อลำไยจากเกษตรกรกว่า 1,000 ตัน จำหน่ายผ่านแม็คโครและโลตัสกว่า 2,600 สาขาทั่วประเทศ และยังมีการเชื่อมโยงกระจายลำไยไปยังตลาดภายในประเทศ ผ่านกิจกรรม Thai Fruits Festival เพื่อส่งเสริมการบริโภคลำไยในประเทศ โดยการนำลำไยภาคเหนือลงสู่ภาคอื่นๆ ทั่วประเทศ ซึ่งสามารถระบายผลผลิตออกจากภาคเหนือได้ปริมาณเยอะ โดยกิจกรรมทั้งหมดนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นช่วงต้นฤดูกาลลำไย นอกจากนี้ กรมการค้าภายในได้มีแผนบริหารจัดการใหม่ๆ เพื่อเพิ่มช่องทางกระจายลำไย อาทิ มอบเป็นของสมนาคุณโดยร่วมกับสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ กิจกรรมธงฟ้าที่จัดในชุมชนต่าง ๆ รวมถึงช่องทางจำหน่ายผ่านตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ ตู้เต่าบิน และสายการบินแอร์เอเชีย ที่เป็นช่องทางนวัตกรรมใหม่สำหรับลำไย ด้านการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ได้เร่งผลักดันการส่งออกลำไยไปตลาดใหม่ ๆ เช่น อินเดียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพิ่มด้วย นายจตุพร กล่าวเพิ่มว่า ในส่วนของสินค้าข้าว โดยจากการลงพื้นที่อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้รับฟังปัญหาและพูดคุยกับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ได้แจ้งกับพี่น้องเกษตรกรไปว่ากระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในได้เตรียมเสนอมาตรการช่วยเหลือผู้ปลูกข้าว เพื่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) พิจารณาโดยด่วน ในวันที่ 13 สิงหาคมนี้ โดยมีโครงการสำคัญ อาทิ การสนับสนุนและส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2568/69 โครงการประกันภัยข้าวนาปี รวมถึงมาตรการชดเชยไร่ละ 1,000 บาท สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรัง ซึ่งคาดว่าจะสรุปผลในการประชุมครั้งนี้ นอกจากนี้ กระทรวงยังเร่งเจรจาขยายตลาดส่งออกข้าวกับจีน ซาอุดีอาระเบีย และญี่ปุ่น เพื่อช่วยดันราคาข้าวให้สูงขึ้น นายจตุพร กล่าวเพิ่มว่า อีกหนึ่งมาตรการสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกร คือ โครงการ ธงเขียวราคาประหยัด ของกรมการค้าภายใน (DIT) ที่เน้นช่วยลดต้นทุนการผลิตผ่านการจัดจำหน่ายปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงคุณภาพสูงในราคาประหยัดกว่าท้องตลาด โดยมีปุ๋ยเคมี 6 สูตรจำหน่ายในราคากระสอบละ 200 บาท ลดลงจากราคาปกติอย่างน้อย 200 บาทต่อกระสอบ พร้อมยาฆ่าแมลง (ยาดี) ที่จำหน่ายในราคาลดสูงสุดถึง 60% เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้เกษตรกร โดยมีแผนขยายโครงการครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ตามนโยบาย ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย กระทรวงฯ จะใช้โครงการ ธงเขียว เป็นกลไกสำคัญในการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และดูแลให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าเกษตรราคายุติธรรมอย่างทั่วถึง กระทรวงพาณิชย์ขอย้ำว่า จะเดินหน้าทุกมาตรการ ทั้งการดูแลราคาสินค้าเกษตรในประเทศ การเชื่อมโยงตลาด และการเพิ่มช่องทางจำหน่าย เพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่เกษตรกรและเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ ตามนโยบาย พาณิชย์พึ่งได้ นายจตุพร กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 245/2568 ‘จตุพร’ ลงพื้นที่ 3 จังหวัด ดูแลราคาสินค้า-ลดต้นทุนเกษตรกร-แก้ปัญหาราคาข้าว (10 สิงหาคม 2568)
จตุพร ลงพื้นที่ 3 จังหวัด ดูแลราคาสินค้า-ลดต้นทุนเกษตรกร-แก้ปัญหาราคาข้าว (9 ส.ค. 68) นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดพิจิตร และจังหวัดนครสวรรค์ เพื่อ ติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค รับฟังปัญหาเกษตรกร และหารือกับผู้ประกอบการ เกี่ยวกับการผลิตและการจำหน่ายข้าว อีกทั้งยังได้ประชาสัมพันธ์โครงการ ธงเขียว ซึ่งถือเป็นมาตรการสำคัญในการลดต้นทุนภาคการเกษตร ภารกิจแรก นายจตุพรได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมตลาดเทศบาล 1 (ตลาดใต้) อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก โดยพบว่าราคาสินค้าอยู่ในเกณฑ์ปกติ เช่น หมูเนื้อแดงกิโลกรัมละ 160 180 บาท สามชั้นกิโลกรัมละ 180 200 บาท อกไก่และสะโพกไก่กิโลกรัมละ 90 100 บาท ไข่ไก่เบอร์ 0 แผงละ 150 บาท และเบอร์ 4 แผงละ 110 บาท เป็นต้น พบว่าบรรยากาศการค้าคึกคัก ผู้ประกอบการให้ความร่วมมือรักษาระดับราคาและคุณภาพสินค้าอย่างดี นายจตุพรกล่าว พร้อมย้ำว่าการควบคุมราคาสินค้าอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ประชาชนสามารถจับจ่ายได้ตามปกติ นายจตุพรกล่าว นอกจากนี้ รมว.พาณิชย์ยังได้ร่วมมอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในอำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก โดยระบุว่า กระทรวงพาณิชย์และกรมการค้าภายใน (DIT) ได้นำโครงการ ธงฟ้าราคาประหยัด ลงพื้นที่เพื่อช่วยลดค่าครองชีพ พร้อมทั้งบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากอุทกภัย ผ่านการจำหน่ายสินค้าจำเป็น เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำตาล ไข่ไก่ และข้าวสาร ในราคาพิเศษ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคแล้ว ยังได้ประชาสัมพันธ์โครงการใหม่ ธงเขียว ที่มุ่งลดต้นทุนให้เกษตรกรด้วยการจำหน่ายปุ๋ยและยาฆ่าแมลงในราคาถูกกว่าท้องตลาด เช่น ปุ๋ยลดราคากว่า 200 บาทต่อกระสอบ ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของเกษตรกรไทยในระยะยาว จากนั้น นายจตุพรและคณะได้เดินทางต่อไปยังจังหวัดพิจิตร เพื่อตรวจเยี่ยมสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ส้มโอ พร้อมพบปะเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะ โดยได้เผยแพร่มาตรการสนับสนุนด้านการผลิตและการตลาด เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงแก่ชุมชน ในระหว่างการพูดคุย นายจตุพรได้เน้นย้ำให้เกษตรกรติดตามโครงการ ธงเขียว ที่จะเดินหน้าลดต้นทุนการผลิต พร้อมทั้งยินดีช่วยเหลือพัฒนาคุณภาพสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทย ภารกิจสุดท้ายของการลงพื้นที่ครั้งนี้ คือการเดินทางไปยังอำเภอเก้าเลี้ยว จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อหารือกับผู้ประกอบการค้าข้าวและโรงสี เกี่ยวกับสถานการณ์ราคาข้าวที่ตกต่ำเหลือเพียง 5,000 6,000 บาทต่อเกวียน ขณะที่ต้นทุนการผลิตยังสูง เกษตรกรจึงเรียกร้องให้ราคาข้าวปรับขึ้นเป็น 8,000 บาทต่อเกวียน เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและความมั่นคงในอาชีพ นายจตุพรเปิดเผยว่า การประชุมกับโรงสีนครสวรรค์มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการรับซื้อ เช่น การพิจารณาความชื้น ปริมาณ และคุณภาพข้าว ซึ่งต้องดำเนินควบคู่ไปกับการทำความเข้าใจปัญหาของเกษตรกร ทั้งนี้ การแก้ปัญหาราคาข้าวต้องเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ โดยในส่วนแรก กระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้า ลดต้นทุนการผลิตภาคเกษตรผ่านโครงการ ธงเขียว พร้อมประสานงานกับกระทรวงเกษตรฯ เพื่อพัฒนา ศักยภาพการผลิต ให้แข่งขันได้กับข้าวต่างประเทศ นอกจากมาตรการลดต้นทุนแล้ว ส่วนที่สอง กระทรวงพาณิชย์ยังได้สั่งการให้กรมการค้าต่างประเทศเร่งเจรจาหาตลาดส่งออกเพิ่ม ทั้งในจีน ซาอุดีอาระเบีย และญี่ปุ่น เพื่อเพิ่มปริมาณการขายและสร้างเสถียรภาพด้านราคาในระยะยาว สำหรับประเด็นมาตรการชดเชยให้ชาวนา นายจตุพรได้ตอบคำถามสื่อมวลชนว่า รัฐบาลมีแนวทางจ่ายชดเชยให้ชาวนาผู้ปลูกข้าวนาปรังในอัตราไร่ละ 1,000 บาท โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปในการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) วันที่ 13 ส.ค.นี้
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 244/2568 DIT X พาณิชย์จังหวัดชลบุรี จัดงาน “เทศกาลกินกุ้งชล” พร้อมเดินหน้ากระจายไข่ไก่สดทั่วประเทศ สนับสนุนเกษตรกร-ลดค่าครองชีพประชาชน (8 สิงหาคม 2568)
DIT X พาณิชย์จังหวัดชลบุรี จัดงาน เทศกาลกินกุ้งชล พร้อมเดินหน้ากระจายไข่ไก่สดทั่วประเทศ สนับสนุนเกษตรกร-ลดค่าครองชีพประชาชน กรมการค้าภายใน DIT เดินหน้าสร้างสมดุลในระบบการตลาดสินค้าเกษตร จัดกิจกรรม เทศกาลกินกุ้งชล รณรงค์บริโภคกุ้งภายในประเทศ สนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง พร้อมผนึกกำลังสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เชื่อมโยงตลาดไข่ไก่จากเกษตรกรสู่ผู้บริโภคโดยตรง ในราคาย่อมเยา เพื่อบรรเทาค่าครองชีพประชาชน นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการบริโภคและเพิ่มศักยภาพการตลาดสินค้าเกษตรอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้จัด กิจกรรมรณรงค์การบริโภคกุ้งภายในประเทศ ภายใต้ โครงการพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันสินค้าประมง ปี 2568 เพื่อสนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งให้มีช่องทางจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น และสร้างการรับรู้ให้ผู้บริโภคเข้าถึงกุ้งคุณภาพในราคาที่เป็นธรรม ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวสอดรับกับนโยบายของ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่เน้นการดูแลค่าครองชีพประชาชน ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะกุ้งซึ่งเป็นสินค้าหลักที่มีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อขับเคลื่อนตลาดภายในประเทศให้มีประสิทธิภาพ กรมการค้าภายในได้กำหนดจัดกิจกรรมรณรงค์การบริโภคกุ้งใน 22 จังหวัด ทั้งในและนอกแหล่งผลิต โดยมอบหมายให้ สำนักงานพาณิชย์จังหวัด เป็นผู้รับผิดชอบการจัดงาน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม กันยายน 2568 คาดว่าจะสามารถเชื่อมโยงและกระจายผลผลิตจากเกษตรกรได้ไม่น้อยกว่า 154,000 กิโลกรัม ล่าสุด เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 ณ ลานกิจกรรมศูนย์การค้าเซ็นทรัลชลบุรี จังหวัดชลบุรี สำนักงานพาณิชย์จังหวัดชลบุรี ได้จัดงาน เทศกาลกินกุ้งชล ครั้งที่ 2 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 10 สิงหาคม 2568 ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และส่งเสริมความเข้มแข็งของตลาดสินค้าเกษตรภายในประเทศเพื่อส่งเสริมการบริโภคกุ้งในประเทศ และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้กับผู้ประกอบการสินค้าประมงและชุมชนในพื้นที่ ภายในงานมีกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ การจัดแสดงและจำหน่ายสินค้ากุ้งสด กุ้งแปรรูป สินค้าประมงคุณภาพ รวมถึงสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์จากชุมชน พร้อมกิจกรรมส่งเสริมการขาย เช่น กิจกรรมตักกุ้ง และ การแข่งขันแกะ-กิน-กุ้ง ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างคึกคัก สร้างบรรยากาศการบริโภคภายในประเทศให้มีชีวิตชีวา และช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่โดยตรง นอกจากนี้ กรมการค้าภายใน ยังได้ร่วมมือกับ สำนักงานพาณิชย์จังหวัด (สพจ.) ทั้ง 76 จังหวัด ในการดำเนินโครงการเชื่อมโยงตลาดไข่ไก่ โดยนำไข่ไก่สดคุณภาพดีในราคาย่อมเยา จากเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่มาจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคโดยตรง เพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่ายให้เกษตรกร และลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน โดยกรมการค้าภายในได้ประสานงานกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเชื่อมโยงผู้เลี้ยงไก่ไข่ หรือกลุ่มองค์กรผู้เลี้ยงไก่ไข่ในพื้นที่ ให้นำไข่ไก่ขนาดเบอร์ 2-4 มาจำหน่ายในจุดกระจายสินค้าต่างๆ ทั่วประเทศ โดยตรงถึงมือผู้บริโภค โครงการนี้มีเป้าหมายดำเนินการให้ครอบคลุมทุกจังหวัด โดยกำหนดให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดดำเนินการเชื่อมโยงการจำหน่ายไม่น้อยกว่า 1,200 แผง หรือ 36,000 ฟองต่อจังหวัด รวมทั้งสิ้นไม่ต่ำกว่า 2,736,000 ฟองทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 21 กรกฎาคม 8 สิงหาคม 2568 จากการติดตามสถานการณ์การผลิตและภาวะการค้าไข่ไก่อย่างใกล้ชิด รวมถึงหารือร่วมกับ กรมปศุสัตว์ และองค์กรผู้เลี้ยงไก่ไข่ พบว่า ปัจจุบันมีไข่ไก่ออกสู่ตลาดประมาณ 45.46 ล้านฟอง/วัน ขณะที่ความต้องการบริโภคอยู่ที่ 43.14 ล้านฟอง/วัน จึงยังมีปริมาณส่วนเกินที่ต้องได้รับการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ นางสาวญาณี กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการค้าภายในขอเชิญชวนประชาชนร่วมสนับสนุนสินค้าเกษตรจากเกษตรกรไทย ทั้งกุ้งและไข่ไก่ ผ่านจุดจำหน่ายต่าง ๆ ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดกำหนดทั่วประเทศ ซึ่งสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง เว็บไซต์กรมการค้าภายใน www.dit.go.th หรือ Facebook กรมการค้าภายใน DIT
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ