ข่าวเลขที่ 68/2569 DIT ลุยพื้นที่จ.ตาก ติดตามสต๊อกข้าวโพด–เดินหน้ารณรงค์ปลอดเผา เตรียมยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อประโยชน์เกษตรกร (2 กุมภาพันธ์ 2569)
นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่จังหวัดตาก เพื่อติดตามสถานการณ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในเขตอำเภอแม่สอดและอำเภอพบพระ ในช่วงวันที่ 30 มกราคม 2569 ว่า “กรมการค้าภายในเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายดูแลตลาดข้าวโพดทั้งระบบ โดยเน้นการบริหารสต๊อก การกำกับการรับซื้อช่วงฤดูกาล และการยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและเสริมความเชื่อมั่นให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด การลงพื้นที่ครั้งนี้ได้ติดตามการดำเนินมาตรการชดเชยดอกเบี้ยเพื่อการเก็บสต๊อก ซึ่งช่วยเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการสามารถรับซื้อผลผลิตและชะลอการจำหน่ายในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก เป็นกลไกช่วยดูดซับปริมาณผลผลิต ลดแรงกดดันด้านราคา และช่วยพยุงรายได้เกษตรกรในช่วงฤดูกาล พร้อมเน้นย้ำให้การรับซื้อเชื่อมโยงกับแหล่งผลิตในประเทศและพื้นที่ปลอดการเผา สนับสนุนนโยบายลดปัญหาฝุ่น PM2.5 พร้อมกันนี้ กรมฯ ได้ประสานหน่วยงานในพื้นที่ถ่ายทอดแนวทางเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้จากการเพาะปลูกข้าวโพด เช่น ซัง เปลือก และลำต้น ผ่านองค์ความรู้ด้านการแปรรูปและการรวมกลุ่มเชื่อมโยงตลาด เพื่อสร้างรายได้เสริม ลดการเผา และพัฒนาโมเดลเกษตรปลอดการเผาอย่างยั่งยืน“ นางสาวญาณี กล่าวเพิ่มว่า ”ในส่วนการรับซื้อผลผลิต กรมฯได้จัดชุดเจ้าหน้าที่สุ่มตรวจเครื่องชั่งและเครื่องวัดความชื้นตามจุดรับซื้อ เพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบเกษตรกร หากพบอุปกรณ์สิ้นอายุการรับรองหรือไม่เที่ยงตรง จะดำเนินการตามกฎหมายทันที และกำชับผู้ประกอบการให้ตรวจสอบเครื่องมือวัดให้ถูกต้องอยู่เสมอ รองอธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวเพิ่มเติมว่า “นอกจากนี้ กรมฯ ได้หารือร่วมกับ สมาคมการค้าพืชไร่ เพื่อเตรียมยกระดับการใช้ระบบออนไลน์ตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ในการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อยืนยันแหล่งที่มาจากเกษตรกรในประเทศและพื้นที่ปลอดการเผา โดยเชื่อมโยงฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกรและข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมจาก GISTDA ช่วยเพิ่มความโปร่งใส แยกแยะผลผลิตในประเทศออกจากสินค้านำเข้า และสร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ” “กรมการค้าภายในมุ่งดูแลข้าวโพดทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องราคา แต่รวมถึงสต๊อก การรับซื้อที่เป็นธรรม และระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อวางรากฐานตลาดที่โปร่งใสและยั่งยืน ให้เกษตรกรได้รับประโยชน์ของเกษตรกร” นางสาวญาณี กล่าว พร้อมแนะนำว่า หากเกษตรกรพบพฤติกรรมไม่เป็นธรรมหรือสงสัยความเที่ยงตรงของเครื่องมือวัด สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 67/2569 DIT ลุยตรวจเข้มร้านทองทั่วไทย รับมือราคาทองผันผวน ย้ำเครื่องชั่งต้องมาตรฐาน ป้ายราคาต้องชัดเจน ป้องสิทธิผู้บริโภค (1 กุมภาพันธ์ 2569)
กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ สั่งการเจ้าหน้าที่ชั่งตวงวัดปูพรมตรวจร้านจำหน่ายทองคำทั่วประเทศ กำกับดูแลความเที่ยงตรงเครื่องชั่งและการแสดงราคาสินค้า หลังพบราคาทองคำผันผวนรุนแรงและประชาชนซื้อ-ขายอย่างต่อเนื่อง ย้ำพบกระทำผิดดำเนินการตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด โทษสูงสุดจำคุก 7 ปี ปรับ 2.8 แสนบาท นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ราคาทองคำในตลาดโลกที่มีความผันผวนสูงและปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากหันมาซื้อทองคำเพื่อการเก็บและเก็งกำไร นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน จึงได้สั่งการให้กองชั่งตวงวัด ประสานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการร้านจำหน่ายทองคำ ทั้งทองคำแท่งและทองคำรูปพรรณ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของเครื่องชั่งดิจิทัล และกำชับการปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายให้ชัดเจน เพื่อคุ้มครองความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภค ผลการตรวจสอบเบื้องต้น จากการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ศูนย์และสำนักงานสาขาชั่งตวงวัด 15 แห่ง เข้าตรวจสถานประกอบการรวม 105 แห่ง พบว่าร้านทองส่วนใหญ่ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย มีการแสดงฉลากสินค้าและป้ายราคาชัดเจน อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบเครื่องชั่งดิจิทัลรวม 132 เครื่อง พบเครื่องชั่งที่มีค่าความเที่ยงคลาดเคลื่อนเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดจำนวน 1 เครื่อง ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามกฎหมายโดยผูกบัตรห้ามใช้ทันที นางสาวญาณี กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมฯ ขอเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการตรวจสอบเครื่องชั่งให้มีสภาพสมบูรณ์และผ่านการรับรองจากกรมการค้าภายในอยู่เสมอ หากตรวจสอบพบการใช้เครื่องชั่งที่คลาดเคลื่อนหรือมีการดัดแปลง จะมีโทษสูงสุด จำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 280,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนกรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคา มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท ทั้งนี้ กรมการค้าภายในขอแนะนำให้ประชาชนสังเกตเครื่องชั่งทุกครั้งก่อนทำธุรกรรม โดยเครื่องชั่งต้องมีสติกเกอร์เครื่องหมายรับรองจากกรมการค้าภายใน หากผู้บริโภคพบเห็นร้านทองที่ไม่ปิดป้ายแสดงราคา หรือสงสัยว่าเครื่องชั่งน้ำหนักไม่เที่ยงตรง สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและรักษาความเป็นธรรมให้แก่ประชาชนอย่างทันท่วงที
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 66/2569 พาณิชย์ วางแผนบริหารจัดการการค้าภายในประเทศ เน้นเชิงรุก ดูแลสินค้าเกษตร–ค่าครองชีพ–ผู้ประกอบการ รับมือเศรษฐกิจผันผวน ปี 2569 (30 มกราคม 2569)
กรมการค้าภายในเดินหน้าบริหารจัดการการค้าภายในประเทศเชิงรุก ปี 2569 วางแผนดูแลสินค้าเกษตรทุกชนิด เตรียมแคมเปญส่งเสริมภาพลักษณ์ “ข้าว” และ “ทุเรียน” ควบคู่มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาและยกระดับมูลค่าสินค้า พร้อมดูแลค่าครองชีพประชาชนผ่านโครงการธงฟ้า และ “สุขกาย สบายกระเป๋า” เฟซ 2 เสริมโอกาสผู้ประกอบการและกระจายรายได้สู่ฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม วิทยากร มณีเนตร เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานของกรมการค้าภายใน ปี 2569 ว่า กรมฯ วางกรอบการทำงานเชิงรุกในการบริหารจัดการการค้าภายในประเทศ โดยมุ่งดูแลครบทั้ง เกษตรกร ประชาชนผู้บริโภค และผู้ประกอบการ เพื่อสร้างสมดุลให้ระบบเศรษฐกิจภายในประเทศเดินหน้าได้อย่างมีเสถียรภาพ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ความไม่แน่นอนทางการค้า และสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวว่า “ปี 2569 เป็นปีที่มีความท้าทายหลายด้าน อย่างไรก็ตาม กรมการค้าภายในได้เตรียมแผนบริหารจัดการสินค้าเกษตรทุกตัว โดยเริ่มจากสินค้าเกษตรสำคัญ 10 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน มังคุด ลำไย หอมแดง หอมหัวใหญ่ และกระเทียม โดยกำหนดมาตรการบริหารจัดการสินค้าเกษตรแบ่งออกเป็น 3 ช่วงหลัก ได้แก่ ช่วงก่อนฤดูเก็บเกี่ยว เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการตลาดและการบริหารจัดการผลผลิตล่วงหน้า ช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดหรือออกในปริมาณมาก เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา ลดแรงกดดันด้านอุปทาน และเร่งการระบายผลผลิตอย่างเหมาะสมและ มาตรการสนับสนุนด้านอื่น ๆ อาทิ การลดต้นทุนการผลิต การจัดหาและสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตร การพัฒนาและส่งเสริมเมล็ดพันธุ์ให้ตรงกับความต้องการของตลาด การเพิ่มประสิทธิภาพด้านการแปรรูป และการขยายช่องทางการตลาด สำหรับสินค้าที่มีการพูดถึงและได้รับความสนใจจากทุกภาคส่วนมากเป็นพิเศษในปีนี้ คือ ”ข้าว“ และ “ทุเรียน“ เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีปริมาณผลผลิตสูง และมีผลต่อภาพรวมตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ กรมฯ จึงได้เตรียมมาตรการบริหารจัดการเชิงรุกทั้ง ข้าว ที่เน้นบริหารเชิงโครงสร้าง สร้างสมดุลตลาด ยกระดับรายได้ชาวนาโดยปีนี้ ประเทศไทยมีผลผลิตข้าวอยู่ที่ประมาณ 23.04 ล้านตันข้าวสาร ขณะที่ความต้องการใช้ข้าวทั้งในประเทศและต่างประเทศอยู่ที่ประมาณ 23.50 ล้านตันข้าวสาร โดยกรมเตรียมมาตรการด้านตลาดข้าวที่เหมาะสมตรงกับตลาดที่มีศักยภาพรองรับผลผลิต โดยข้าวหอมมะลิ จะมุ่งเพิ่มมูลค่าให้เกษตรกร จากราคาข้าวเปลือกปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับราคา 13,000–14,000 บาทต่อตัน ให้สามารถขยับขึ้นเป็น 17,000–18,000 บาทต่อตัน ผ่านการบริหารจัดการตลาดเพื่อดึงรายได้ส่วนต่างให้กลับมาอยู่ในมือชาวนามากขึ้นขณะที่ ข้าวขาว ซึ่งมีปริมาณอยู่ในระบบจำนวนมาก กรมฯ จะใช้มาตรการตั้งแต่ช่วงเริ่มเก็บเกี่ยว อาทิ การชะลอการนำผลผลิตออกสู่ตลาด การส่งเสริมการแปรรูป และการลดต้นทุนการผลิตผ่านการสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตร เพื่อช่วยพยุงราคาและลดภาระต้นทุนให้เกษตรกร พร้อมกับมาตรการด้านการตลาดโดยการดึงปริมาณข้าวในระบบ นำมาทำข้าวถุง รวมถึงการนำข้าวมาจัดทำเป็นข้าวกล่องพร้อมกับข้าว จำหน่ายให้แก่ประชาชนในราคาประหยัด เพื่อบรรเทาค่าครองชีพด้วย นอกจากนี้ กรมฯ ยังให้ความสำคัญกับ ข้าวกลุ่มประณีต ซึ่งครอบคลุมข้าวกล้อง ข้าวอินทรีย์ และข้าวคาร์บอนต่ำ โดยได้รวบรวมสายพันธุ์ข้าวมากกว่า 300 สายพันธุ์ และ คัดเลือกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่สามารถพัฒนาและทำข้าวประณีตได้ จำนวน 200 กลุ่ม แบ่งตามระดับความพร้อมทางการตลาด เพื่อสนับสนุนทั้งกลุ่มที่พร้อมทำตลาดต่างประเทศ กลุ่มที่มีสินค้าแล้วแต่ยังต้องเสริมศักยภาพด้านบรรจุภัณฑ์และการตลาด และกลุ่มที่ยังต้องพัฒนาการแปรรูปที่ผ่านมา กรมการค้าภายในได้พาผู้แทนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวประณีตเข้าร่วมงาน Gulfood 2026 ณ ดูไบ เพื่อเปิดตลาดและสร้างการรับรู้ข้าวมูลค่าสูงของไทยในตลาดตะวันออกกลาง ซึ่งได้รับความสนในเป็นอย่างมาก นายวิทยากร กล่าวเพิ่มว่า “สำหรับ ทุเรียน ในปี 2569 ประเทศไทยมีผลผลิตทุเรียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเดิมประมาณ 1.5 ล้านตัน โดยในช่วง 5–10 ปีที่ผ่านมา มีการขยายพื้นที่ปลูกของเกษตรกร ทำให้ปีนี้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 1.78 ล้านตันโดยกรมฯ เตรียมแผนบริหารจัดการอย่างรอบด้าน ได้บูรณาการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อรับมือกับความท้าทายสำคัญ ทั้งด้านแรงงาน การขนส่งและตู้คอนเทนเนอร์ ความรวดเร็วในการส่งออก มาตรฐานคุณภาพและการตรวจสอบสารตกค้างตามข้อกำหนดของประเทศคู่ค้า การแข่งขันจากประเทศคู่แข่ง รวมถึงความทับซ้อนของฤดูกาลผลิตระหว่างภาคตะวันออกและภาคใต้โดยปีนี้ กรมการค้าภายใน เตรียมแผนขยายตลาดทุเรียนผ่านภาคการท่องเที่ยว โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว สมาคมโรงแรมและภัตตาคาร ตลาดค้าปลีกค้าส่ง และจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อสร้างการรับรู้ภาพลักษณ์ทุเรียนไทยให้เป็นผลไม้คุณภาพที่นักท่องเที่ยวต้องมาสัมผัส ซึ่งจะช่วยต่อยอดการบริโภคในประเทศและขยายโอกาสทางการค้าในระยะต่อไป นายวิทยากร กล่าวว่า ”ในด้านการดูแลค่าครองชีพของประชาชน กรมการค้าภายในได้เริ่มตั้งแต่กลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา ยังได้เดินหน้ามาตรการดูแลค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าและอาหารที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม โดยกรมฯ จะดำเนินโครงการบรรเทาค่าครองชีพ “สุขกาย สบายกระเป๋า” เฟซ 2 ซึ่งจะขยายการลดราคาประกันสุขภาพและดูแลราคาเวชภัณฑ์ ควบคู่กับการปรับบทบาทกิจกรรม ธงฟ้า ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคมากขึ้น โดยปรับแนวคิดจากการเน้น “ราคาถูก” ไปสู่ “ฉลาดซื้อ ฉลาดใช้” เน้นสินค้าราคาประหยัดที่มาพร้อมคุณภาพและความคุ้มค่าพร้อมกันนี้ กิจกรรมธงฟ้ายังทำหน้าที่เป็น เวทีช่วยเหลือผู้ประกอบการ ที่ประสบปัญหาขาดพื้นที่จำหน่ายสินค้า อาทิ ผู้ประกอบการในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบบริเวณชายแดน หรือจากสถานการณ์อุทกภัย รวมถึงการเชื่อมโยง สินค้าเกษตรจากนอกแหล่งผลิต มาจำหน่ายควบคู่กัน เพื่อช่วยกระจายผลผลิต ลดปัญหาสินค้ากระจุกตัวในพื้นที่ผลิต และเพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่เกษตรกร พร้อมทั้งร่วมกับเครือข่ายรถพุ่มพวง เพื่อกระจายสินค้าจำเป็นให้เข้าถึงชุมชนมากยิ่งขึ้น “ปี 2569 กรมการค้าภายในจะเดินหน้าทำงานเชิงรุก ทั้งการรักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตร การยกระดับมูลค่า และการดูแลค่าครองชีพ เพื่อให้ประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการได้รับประโยชน์และความเป็นธรรมทางการค้า” อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 65/2569 DIT ขนทัพเกษตรกร–ผู้รวบรวมไทย นำข้าวประณีต ผลไม้ และพืชผลเกษตร ร่วมเวที Gulfood 2026 เปิดประตูตลาดตะวันออกกลาง (27 มกราคม 2568)
DIT ชูแนวคิด “Local Ingredients, World-Class Experiences” ในงาน Gulfood 2026 ณ ดูไบ นำข้าวไทยที่อยู่ในความส่งเสริมของกลุ่ม “ข้าวประณีต“ พืชผลทางการเกษตร และผลไม้สำคัญของไทยทั้งสดและแปรรูปจากแหล่งผลิต มาจัดแสดงพร้อมเชื่อมโยงเกษตรกรสู่คู่ค้าตรง เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรไทย นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยระหว่างการเข้าร่วมงาน Gulfood 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26–30 มกราคม 2569 (2026) ณ ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ว่า “กรมการค้าภายใน (DIT) ได้นำกลุ่มเกษตรกรวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ และผู้ประกอบการในโครงการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรโดยการรับซื้อสินค้าเกษตรในช่วงผลผลิตออกเยอะ เข้าร่วมจัดแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจในเวทีการค้าอาหารระดับโลก ภายใต้แนวคิด “Local Ingredients, World-Class Experiences” เพื่อขยายโอกาสทางการค้าให้สินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะพืชผลทางการเกษตรและผลไม้สำคัญของประเทศ เข้าสู่ตลาดตะวันออกกลาง นายจิรวุฒิ กล่าวว่า งาน Gulfood เป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่มีบทบาทสำคัญในระดับนานาชาติ เป็นเวทีที่รวบรวมผู้นำเข้า ผู้ค้าส่ง และผู้ประกอบการธุรกิจอาหารจากหลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ซึ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน และความสม่ำเสมอของสินค้าเกษตรและวัตถุดิบอาหาร ในการเข้าร่วมงานครั้งนี้ กรมการค้าภายในได้นำสินค้าเกษตรของไทยเข้าจัดแสดงใน โซน Gulfood Green ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มุ่งเน้นพืชผลและวัตถุดิบสด สะอาด และมีคุณภาพ โดยภายในบูธ DIT มีการนำสินค้าเกษตรของไทยจากแหล่งผลิตมาจัดแสดง อาทิ ข้าวไทย ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์พื้นถิ่นของไทยที่มีอัตลักษณ์พิเศษ ในกลุ่ม “ข้าวประณีต” ผลไม้ พืชผักและสมุนไพรที่ตลาดตะวันออกกลางมีความต้องการ เช่น หอมแดง กระเทียมไทย พริก หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโพดอ่อน ตะไคร้ ข่า และใบมะกรูด ขณะเดียวกัน ยังได้นำเสนอผลไม้ไทยทั้งรูปแบบผลสดและแปรรูป ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้นำเข้าในประเทศตะวันออกกลาง โดยเฉพาะ เงาะ มังคุด ทุเรียน ลำไย มะม่วง และชมพู่ ที่ตัดสดจากแหล่งผลิตและนำมาจัดแสดง พร้อมเปิดโอกาสให้คู่ค้าได้เห็นคุณภาพและทดลองชิมรสชาติภายในงาน รองอธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุว่า “สำหรับงานในวันแรกได้รับกระแสตอบรับดีมาก จากผู้นำเข้าในตะวันออกกลางและยุโรป โดยเฉพาะผู้ที่ทำร้านอาหารรวมถึงซุปเปอร์มาร์เก็ตที่มองหาสินค้าวัตถุดิบจากประเทศไทยโดยสามารถติดต่อกับกลุ่มวิสาหกิจฯ ได้โดยตรง“ สินค้าเกษตรที่นำมาจัดแสดงประกอบด้วย ผลไม้เมืองร้อนของไทยที่มีจุดเด่นด้านรสชาติหวาน กลิ่น และเนื้อสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์ สอดคล้องกับความนิยมของผู้บริโภคในประเทศตะวันออกกลาง ส่งผลให้ผลไม้ไทยได้รับความสนใจจากผู้นำเข้าอย่างต่อเนื่อง และนอกจากนี้ยังมีข้าวประณีตที่นำทั้งข้าวสารและข้าวสวยพร้อมทานมาให้ทดลองชิม พร้อมกันนี้ยังได้นำผู้ประกอบการที่รับซื้อหอมแดงจังหวัดศรีสะเกษ มาต่อยอดทั้งห่วงโซ่ โดยการหาตลาดปลายทางให้ผู้ประกอบการด้วย“ นายจิรวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า "การนำเกษตรกรและผู้รวบรวมสินค้าเกษตรมาพบผู้ซื้อด้วยตนเอง ช่วยให้สามารถถ่ายทอดข้อมูลของสินค้าได้ครบถ้วน ตั้งแต่กระบวนการปลูก การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว การคัดคุณภาพ ไปจนถึงการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งเป็นปัจจัยที่ผู้นำเข้าให้ความสำคัญ โดยเฉพาะตลาดตะวันออกกลางที่ต้องการสินค้ามาตรฐานสูง มีคุณภาพสม่ำเสมอ และสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้ ด้าน นายธนภัทร จาวินัจ ผู้จัดการสหกรณ์ส่งเสริมธุรกิจภาคการเกษตรจังหวัดตราด จำกัด และเกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ในจังหวัดตราด กล่าวว่า การได้มาร่วมงานครั้งนี้ทำให้เห็นว่าเกษตรกรไทยมีโอกาสนำผลไม้ของตนเองออกสู่ตลาดตะวันออกกลางได้ หากรักษาคุณภาพและมาตรฐานการผลิตให้สม่ำเสมอ การได้พบคู่ค้าโดยตรงช่วยให้เข้าใจสิ่งที่ตลาดต้องการมากขึ้น และเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรพัฒนาสินค้าของตนให้ตรงกับความต้องการของตลาดต่างประเทศต่อไป ”การเข้าร่วมงาน Gulfood 2026 ครั้งนี้ เป็นการเชื่อมโยงตลาดจากต้นน้ำถึงปลายน้ำการจับคู่ธุรกิจในลักษณะดังกล่าว ยังเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อสามารถเจรจากับต้นทางโดยตรง ทำให้เกิดโอกาสในการเป็นคู่ค้า และสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทยได้ในระยะยาว” นายจิรวุฒิกล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 64/2569 พาณิชย์เร่งช่วยเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม เดินหน้ากระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผ่านกลไกตลาดค้าส่งค้าปลีก เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยว พร้อมเปิด 20 จุด กระจายกว่า 200,000 ลูกทั่ว กทม.–ปริมณฑล (26 มกราคม 2568)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้เร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมในพื้นที่แหล่งผลิต ในจังหวัดราชบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม โดยมุ่งกระจายมะพร้าวออกนอกแหล่งผลิต เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายทั้งตลาดค้าส่งค้าปลีก เพื่อกระจายไปยังจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว และแหล่งอื่นๆ อีกทั้งเข้ากำกับโครงสร้างราคาจากสวนจนถึงมือผู้บริโภคให้มีความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย อธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุว่า มาตรการดังกล่าวจะเพิ่มตลาดให้เกษตรกรนำมะพร้าวน้ำหอมมาจำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดยตรงในจุดจำหน่ายของพื้นที่ชุมชน โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีกำลังซื้อสูง ช่วยขยายตลาดรองรับผลผลิตจากแหล่งปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในระยะเร่งด่วน กรมฯ จะนำมะพร้าวน้ำหอมจากเกษตรกรมาจำหน่าย ณ กระทรวงพาณิชย์ และเตรียมขยายจุดจำหน่ายเพิ่มเติมอีกไม่น้อยกว่า 20 แห่ง ในพื้นที่ชุมชนและจุดสำคัญทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล คาดว่าจะสามารถกระจายผลผลิตได้รวมไม่ต่ำกว่า 200,000 ลูก ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการพยุงและดันราคามะพร้าวน้ำหอมในพื้นที่ให้ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง “การกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งปลูก จะช่วยลดแรงกดดันด้านราคาในพื้นที่ และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกรกับตลาดปลายทางโดยตรง ทำให้เกษตรกรมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมมากขึ้น” นายวิทยากรกล่าว นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังเตรียมแผนเชื่อมโยงมะพร้าวน้ำหอมเข้าสู่ห้างค้าปลีกค้าส่ง เพื่อขยายช่องทางการจำหน่ายในวงกว้าง รองรับปริมาณผลผลิตในระยะต่อไป และเสริมความมั่นคงด้านตลาดให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม สำหรับสถานการณ์ราคามะพร้าวน้ำหอมในช่วงที่ผ่านมา อธิบดีกรมการค้าภายในชี้แจงว่า ปัจจัยหนึ่งมาจากการที่ประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดนำเข้าหลัก ได้ลดปริมาณการนำเข้าในช่วงที่สภาพอากาศหนาวเย็น ส่งผลต่อการบริโภค อย่างไรก็ตาม กรมฯ ได้เร่งขับเคลื่อนมาตรการดูดซับและกระจายผลผลิตในประเทศอย่างเต็มที่ เพื่อให้ราคามะพร้าวน้ำหอมในพื้นที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 63/2569 พาณิชย์ เกาะติดสถานการณ์ทุเรียนไทย เดินหน้าสำรวจความต้องการตลาด เตรียมแคมเปญยกระดับภาพลักษณ์ทุเรียนคุณภาพ สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค (23 มกราคม 2568)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงการติดตามสถานการณ์ทุเรียนไทยว่า กรมการค้าภายในได้เตรียมความพร้อมเชิงรุกตั้งแต่ต้นฤดู โดยติดตามปริมาณผลผลิต สถานการณ์ตลาด และแนวโน้มความต้องการของผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การบริหารจัดการทุเรียนไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และรักษาเสถียรภาพราคาให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า สำหรับฤดูกาลผลิตปีนี้ คาดว่าผลผลิตทุเรียนในพื้นที่ภาคตะวันออกจะเริ่มทยอยออกสู่ตลาดตั้งแต่เดือนเมษายน และออกมากที่สุดในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน ขณะที่ทุเรียนภาคใต้จะทยอยออกสู่ตลาดต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป ซึ่งกรมฯ ได้ติดตามข้อมูลจังหวะการออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้วางแผนการบริหารจัดการตลาดและการกระจายผลผลิตให้เหมาะสมกับปริมาณผลผลิตในแต่ละช่วง ขณะเดียวกัน กรมการค้าภายในได้เร่งประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการ และภาคเอกชน สำรวจความต้องการของตลาดในแต่ละช่วงฤดูกาล ทั้งในด้านสายพันธุ์ ระดับความสุก คุณภาพ และรูปแบบการบริโภค เพื่อนำข้อมูลมาใช้วางแผนการตลาดและการกระจายผลผลิตอย่างตรงจุด ลดความเสี่ยงปัญหาผลผลิตกระจุกตัว และเพิ่มโอกาสทางการค้าให้กับทุเรียนไทย ในด้านการส่งออก นายวิทยากร ระบุว่า ทุเรียนไทยปีนี้ยังมีโอกาสขยายตลาดส่งออก โดยเฉพาะตลาดจีน จากความเชื่อมั่นในคุณภาพทุเรียนไทย ซึ่งสามารถส่งออกได้ทั้งในรูปแบบผลสด เนื้อทุเรียน รวมถึงการนำทุเรียนไปแปรรูปเป็นวัตถุดิบอาหาร เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดที่มีความหลากหลายมากขึ้น และช่วยกระจายผลผลิตออกจากตลาดในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก “ทุเรียนไทยไม่ใช่แค่ผลไม้ตามฤดูกาล แต่เป็นสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าสูงและมีภาพลักษณ์ระดับโลก กรมการค้าภายในจึงให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมทั้งระบบ ตั้งแต่ข้อมูลตลาด การเชื่อมโยงช่องทางจำหน่าย ไปจนถึงการสื่อสารภาพลักษณ์สินค้าให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่” นายวิทยากร กล่าว นอกจากนี้ กรมการค้าภายในอยู่ระหว่างเตรียมแคมเปญยกระดับภาพลักษณ์ทุเรียนไทย โดยเน้นจุดเด่นด้านคุณภาพ มาตรฐาน และความหลากหลายของสายพันธุ์ ซึ่งเป็นจุดแข็งของทุเรียนไทย ควบคู่กับการส่งเสริมการบริโภคอย่างเหมาะสม และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในประเทศและตลาดต่างประเทศ ผ่านการทำตลาดร่วมกับพันธมิตรภาคเอกชน ห้างค้าปลีก และช่องทางออนไลน์ เพื่อขยายการรับรู้และเพิ่มมูลค่าให้กับทุเรียนไทยอย่างยั่งยืน อธิบดีกรมการค้าภายใน ย้ำว่า กรมฯ จะเดินหน้าติดตามสถานการณ์ทุเรียนอย่างต่อเนื่อง พร้อมปรับมาตรการให้สอดรับกับสถานการณ์จริง เพื่อให้ทุเรียนไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาด และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรในระยะยาว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 62/2569 DIT ปั้นเกษตรกรไทย UpSkill-ReSkill สู่คอนเทนต์ครีเอเตอร์ ยกระดับการผลิต "ข้าวประณีต" เจาะตลาดพรีเมียม (19 มกราคม 2568)
นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า “กรมการค้าภายใน DIT ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในทุกมิติ ไม่เพียงดูแลเสถียรภาพด้านปริมาณและราคา แต่ยังมุ่ง ยกระดับตลาดข้าวไทยจากการแข่งขันเชิงปริมาณ สู่การแข่งขันด้านคุณภาพ มูลค่า และอัตลักษณ์สินค้า เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดพรีเมียมทั้งในและต่างประเทศ นางสาวญาณี กล่าวต่อว่า “ กรมฯ ได้จัดโครงการพัฒนาศักยภาพ สร้างรายได้ และเพิ่มมูลค่าทางการตลาดสินค้าเกษตร ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อเสริมสร้างทักษะใหม่ (UpSkill) และพัฒนาต่อยอดทักษะ (ReSkill) ให้แก่กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ และวิสาหกิจชุมชน มีความรู้และทักษะที่จำเป็นในการพัฒนาสินค้าเกษตรโดยเฉพาะสินค้าข้าว ให้ตรงกับความต้องการของตลาด และสามารถเพิ่มมูลค่าและขยายโอกาสทางการค้า โดยการอบรมจะมีการ UpSkill ด้านการผลิตข้าวคุณภาพและการพัฒนาสินค้าเกษตรมูลค่าสูง จากการถ่ายทอดแนวคิดการพัฒนา “ข้าวประณีต” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เกษตรกรปรับกระบวนการผลิตอย่างพิถีพิถัน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ มุ่งผลิตข้าวคุณภาพสูง รองรับตลาดพรีเมียม และยกระดับภาพลักษณ์ข้าวไทยให้มีมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน และ ReSkill ด้านการตลาดดิจิทัล โดยเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่การทำตลาดออนไลน์ กลยุทธ์การขายผ่าน TikTok และ Facebook เทคนิคการสร้างคอนเทนต์และการเล่าเรื่องสินค้าเกษตรผ่านคลิปสั้น รวมถึง Workshop การขายจริง เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้ทันทีทำให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรง และสร้างโอกาสต่อรองทางการตลาดให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ”กรมฯ มุ่งพัฒนาเกษตรกรให้ก้าวทันตลาด ไม่ใช่เพียงผลิตข้าวได้ แต่ต้องรู้จักสร้างคุณค่าให้กับผลผลิตของตนเอง ผ่านการยกระดับทักษะ การพัฒนาคุณภาพข้าวและการถ่ายทอดเรื่องราวจากแหล่งผลิตสู่ผู้บริโภค เพื่อให้ข้าวไทยสามารถเข้าสู่ตลาด มูลค่าสูง และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรในระยะยาว“ นางสาวญาณีฯ กล่าว การอบรมตั้งเป้าจัดจำนวน 20 ครั้งทั่วประเทศ รุ่นละไม่น้อยกว่า 50 คน ใช้ระยะเวลา 2 วัน ปัจจุบัน กรมการค้าภายในได้จัดอบรมแล้ว 4 รุ่น มีเกษตรกรและสหกรณ์เข้าร่วมรวม 313 ราย และมีแผนจัดอบรมครั้งถัดไปที่ จังหวัดนครราชสีมา ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ กองส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตร 2 กรมการค้าภายใน DIT โทร. 02-507-6183
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 61/2569 ธงฟ้าเปิดฉาก! ลดค่าครองชีพคนกรุง 3 วัน ที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ คาดเงินสะพัดกว่า 30 ล้านบาท สนับสนุนผู้ประกอบการ 7 ชายแดนเพิ่มรายได้ (14 มกราคม 2568)
กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน เปิดงาน “มหกรรมธงฟ้าเยียวยาลดค่าครองชีพ” ยกทัพสินค้าราคาประหยัดมาจำหน่ายให้แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 14-16 มกราคม 69 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย (SMEs) รวมถึงผู้ประกอบการจากพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ให้มีช่องทางจำหน่ายสินค้าและฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม โดยคาดว่าจะสามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพและสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 30 ล้านบาท นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นประธานในพิธีเปิดงาน เปิดเผยว่า การจัดงานในครั้งนี้เป็นการขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้หลัก “ร่วมมือ โปร่งใส ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด” โดยมุ่งดูแลค่าครองชีพประชาชน ควบคู่กับการเสริมความเข้มแข็งให้ระบบการค้าภายในประเทศ และการดูแลเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดน สำหรับงานมหกรรมธงฟ้าเยียวยาลดค่าครองชีพ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14–16 มกราคม 2569 ตั้งแต่เวลา 07.30–20.00 น. ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคาร B ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิต กลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน เครือข่ายธุรกิจ และผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงผู้ประกอบการจากจังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา นำสินค้าอุปโภคบริโภคมาจำหน่ายรวม 10 หมวด กว่า 2,000 รายการ ลดราคาสูงสุด 60% อาทิ อาหารแห้ง อาหารกระป๋อง ซอสปรุงรส ของใช้ประจำวัน น้ำยาซักผ้า เครื่องครัว เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องแต่งกาย และสินค้าชุมชน ภายในงานยังมีการจำหน่ายสินค้าไฮไลท์และสินค้าเกษตรในราคาพิเศษทุกวัน เช่น ไข่ไก่เบอร์ M แผงละ 80 บาท น้ำตาลทรายกิโลกรัมละ 20 บาท น้ำมันพืชปาล์มขวดละ 35 บาท ข้าวหอมมะลิขนาด 5 กิโลกรัม ถุงละ 110 บาท รวมถึงหอมแดงจากเกษตรกรโดยตรง กิโลกรัมละ 55 บาท พร้อมทั้งการจัดชุดสินค้าในราคาประหยัดจากผู้ประกอบการชายแดน เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า โดยปกติช่วงต้นปีราคาน้ำมันพืชมักมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากต้นทุนการผลิตและความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งในบางช่วงอาจสูงถึงขวดละประมาณ 60 บาท อย่างไรก็ตาม กรมการค้าภายในได้เข้ามาบริหารจัดการตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์อย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลค่าครองชีพประชาชนและรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าจำเป็น ส่งผลให้ราคาน้ำมันพืชอยู่ในระดับเหมาะสม และสามารถนำมาจำหน่ายในงานธงฟ้าในราคาพิเศษเพียงขวดละ 35 บาท ขณะเดียวกัน กรมยังได้เชื่อมโยงสินค้าเกษตรจากเกษตรกรโดยตรง โดยเฉพาะหอมแดงซึ่งอยู่ในช่วงฤดูผลผลิตออกสู่ตลาด มีคุณภาพดีและเหมาะสำหรับการประกอบอาหาร เพื่อให้ทั้งประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบการร้านอาหาร และผู้ที่ประกอบอาหารเอง สามารถเข้าถึงวัตถุดิบคุณภาพในราคาประหยัด นอกจากนี้ งานมหกรรมธงฟ้าครั้งนี้ยังเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการจาก 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ได้นำสินค้ามาจำหน่ายภายในงาน เพื่อช่วยเพิ่มช่องทางตลาดและสร้างรายได้ โดยกรมการค้าภายในยืนยันว่าจะนำผู้ประกอบการกลุ่มนี้เข้าร่วมจำหน่ายในงานธงฟ้าในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ภาพรวมสถานการณ์ราคาสินค้าตั้งแต่ต้นปีอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ทั้งในส่วนของเกษตรกรที่สามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่เหมาะสม และประชาชนที่เข้าถึงสินค้าปลายทางในราคายุติธรรม โดยกรมการค้าภายในได้บูรณาการมาตรการบริหารจัดการสินค้าหลักอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันปัญหาราคาผันผวนและดูแลค่าครองชีพประชาชนอย่างต่อเนื่อง “ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวกรุงเทพมหานครมาเลือกซื้อสินค้าในงานมหกรรมธงฟ้าเยียวยาลดค่าครองชีพ ซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพ ราคาประหยัด และครบถ้วนต่อการดำรงชีวิต เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเสริมสร้างความมั่นคงด้านเศรษฐกิจในระดับครัวเรือน” นายวิทยากร กล่าว
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ