ข่าวเลขที่ 76/2569 “พาณิชย์” ลุยปากคลอง สำรวจตลาดดอกไม้วาเลนไทน์คึกคัก อากาศเย็นส่งผลให้ดอกไม้สวยและราคาถูกกว่าปีก่อน (14 กุมภาพันธ์ 2569)
กรมการค้าภายในเปิดเผยภาพรวมสถานการณ์ตลาดดอกไม้ช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ปีนี้ พบว่าบรรยากาศการซื้อขายเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนทยอยเลือกซื้อดอกไม้และของขวัญอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ปริมาณดอกไม้ในตลาดมีเพียงพอต่อความต้องการ ทั้งดอกไม้ที่ผลิตในประเทศและดอกไม้สายพันธุ์ต่างประเทศที่สามารถเพาะปลูกในไทยได้ รวมถึงดอกกุหลาบนำเข้า ส่งผลให้ระดับราคาปีนี้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม และหลายรายการปรับลดลงจากปีก่อนเล็กน้อย ทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อได้ในราคาย่อมเยา นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ตลาดดอกไม้ในกรุงเทพมหานครว่า ปัจจุบันประเทศไทยสามารถเพาะปลูกดอกไม้ได้หลากหลายสายพันธุ์ แม้เป็นพันธุ์จากต่างประเทศ เช่น กุหลาบ ลิลลี่ และคาร์เนชั่น เนื่องจากมีการพัฒนาเทคนิคการเพาะปลูกและควบคุมสภาพแวดล้อม ทำให้ผลผลิตในประเทศเพิ่มขึ้นและมีคุณภาพดีอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ดอกกุหลาบนำเข้าจากประเทศจีนสามารถนำเข้าได้ในปริมาณค่อนข้างมาก โดยสภาพอากาศหนาวเย็นในแหล่งผลิตเอื้อต่อการเพาะปลูก ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมากและต้นทุนไม่สูงนัก ส่งผลให้ราคาจำหน่ายในตลาดไทยปีนี้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและเอื้อต่อผู้บริโภคมากกว่าปีก่อน จากการสำรวจราคาพบว่า กุหลาบนำเข้า 10 ดอก ราคาอยู่ที่ 200–300 บาท จากปีก่อนที่อยู่ในช่วง 200–400 บาท กุหลาบไทยก้านยาวสีแดง 20 ดอก ราคา 350–380 บาท คาร์เนชั่นสีขาว 20 ดอก ราคา 120–150 บาท ลิลลี่สีขาว 10 ดอก ราคา 200–300 บาท และทานตะวัน 5 ดอก ราคา 180–300 บาท ขณะที่ช่อกุหลาบสีแดงหรือสีขาวมีราคาอยู่ที่ 400–1,500 บาท โดยรวมถือว่าเป็นระดับราคาที่สอดคล้องกับต้นทุนและปริมาณสินค้าในตลาด และไม่ปรับสูงขึ้นผิดปกติ รองอธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวเพิ่มเติมว่า ปีนี้ไม่มีสัญญาณภาวะขาดแคลนสินค้า จึงไม่เกิดแรงกดดันด้านราคาเหมือนบางช่วงในอดีต ประกอบกับมีทั้งผลผลิตในประเทศและสินค้านำเข้าเข้ามาเสริมตลาด ทำให้การแข่งขันเป็นไปตามกลไกปกติ บรรยากาศตลาดจึงมีความคึกคัก ผู้บริโภคมีทางเลือกหลากหลายตามงบประมาณ ตั้งแต่ดอกเดี่ยวราคาประหยัดไปจนถึงช่อขนาดใหญ่สำหรับโอกาสพิเศษ อย่างไรก็ตาม กรมการค้าภายในยังคงกำกับดูแลการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายสินค้าให้ชัดเจนและตรงกับราคาที่ขายจริง จากการตรวจสอบพบว่าผู้ค้าส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี มีการติดป้ายแสดงราคาครบถ้วน ทำให้ประชาชนสามารถเปรียบเทียบราคาในตลาดก่อนตัดสินใจซื้อได้อย่างโปร่งใส กรมการค้าภายในขอความร่วมมือผู้บริโภคให้ตรวจสอบและเปรียบเทียบราคาก่อนเลือกซื้อสินค้า เพื่อให้ได้รับความคุ้มค่าและเป็นธรรม หากพบเห็นการจำหน่ายสินค้าโดยไม่ปิดป้ายแสดงราคา หรือมีข้อสงสัยว่าจำหน่ายในราคาสูงเกินสมควร สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน โทร. 1569 เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายโดยทันที กรมการค้าภายในยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเทศกาล เพื่อให้ตลาดมีความโปร่งใส เป็นธรรม และสร้างความมั่นใจให้กับทั้งผู้บริโภค ผู้ค้า และเกษตรกรผู้ผลิตดอกไม้ไทยในระยะยาว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 75/2569 พาณิชย์ตรวจเข้ม คุมราคาตรุษจีน–เครื่องชั่งทอง พบสินค้าส่วนใหญ่ราคาลดลง (13 กุมภาพันธ์ 2569)
รองอธิบดีกรมการค้าภายในลงพื้นที่ชุมชนเล่งบ๊วยเอี๊ยะ เยาวราช ตรวจสอบการปิดป้ายแสดงราคาและความเที่ยงตรงเครื่องชั่งร้านทองช่วงเทศกาลตรุษจีน พร้อมเปิดเผยสถานการณ์ราคาสินค้าพบว่าส่วนใหญ่ปรับลดลงจากปีก่อน ปริมาณสินค้ามีเพียงพอ ย้ำผู้ฝ่าฝืนกฎหมายมีโทษหนักทั้งจำทั้งปรับ นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า วันนี้ (13 กุมภาพันธ์ 2569) ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบการรักษาความเป็นธรรมทางการค้าในช่วงเทศกาลตรุษจีน ณ ชุมชนเล่งบ๊วยเอี๊ยะ (ตรงข้ามตลาดเก่าเยาวราช) เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ โดยเน้นกำกับดูแลให้ผู้ประกอบการปิดป้ายแสดงราคาสินค้าอย่างถูกต้อง ชัดเจน และเปิดเผย พร้อมตรวจสอบความเที่ยงตรงของเครื่องชั่งร้านทองให้ผ่านการรับรองจากกรมการค้าภายใน เพื่อคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคและป้องกันการเอารัดเอาเปรียบ นางสาวญาณีฯ กล่าวว่า เทศกาลตรุษจีนปี 2569 ตรงกับวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งประชาชนเชื้อสายจีนนิยมจับจ่ายซื้อวัตถุดิบประกอบพิธีไหว้บรรพบุรุษ กรมการค้าภายในจึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบสินค้าอุปโภคบริโภคในย่านการค้าสำคัญ เช่น ตลาดบริเวณเยาวราช ตลาดยิ่งเจริญ ตลาดเวิลด์มาร์เก็ต ตลาดบางขุนศรี ตลาดมีนบุรี ตลาดยอดพิมาน เป็นต้น เพื่อติดตามสถานการณ์ราคา ตรวจสอบการปิดป้ายแสดงราคา เครื่องชั่ง การกักตุนสินค้า และการค้ากำไรเกินควรอย่างใกล้ชิด จากติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าในช่วงเทศกาลตรุษจีน ปี 2569 พบว่า ภาพรวมวัตถุดิบที่ใช้ในเทศกาลส่วนใหญ่มีราคาเฉลี่ยปรับลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉพาะอาหารสดหลายรายการ เช่น หมูเนื้อแดงอยู่ที่ 120–180 บาทต่อกิโลกรัม จากปีก่อน 115–220 บาทต่อกิโลกรัม ไข่ไก่เบอร์ 3 อยู่ที่ 37–45 บาท/10 ฟอง จากปีก่อน 40–54 บาท/10 ฟอง ขณะที่เป็ดสดทั้งตัว (รวมเครื่องใน) มีบางช่วงราคาปรับสูงขึ้น อยู่ที่ 110–370 บาทต่อกิโลกรัม จากปีก่อน 110–290 บาทต่อกิโลกรัม ในส่วนของอาหารแห้ง พบว่าราคาเฉลี่ยหลายรายการปรับลดลง 4–33% อาทิ หมี่ซั่วอยู่ที่ 28–35 บาทต่อถุง จากปีก่อน 30–40 บาทต่อถุง เห็ดหอมจีนขนาดใหญ่ 320–600 บาทต่อกิโลกรัม จากปีก่อน 400–700 บาทต่อกิโลกรัม ด้านผักสดและผลไม้ ราคาปรับขึ้นลงตามฤดูกาลและคุณภาพสินค้า โดยหลายรายการเฉลี่ยลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน เช่น ผักคะน้า 15–40 บาทต่อกิโลกรัม จากปีก่อน 10–60 บาทต่อกิโลกรัม ผักกวางตุ้ง 15–35 บาทต่อกิโลกรัม จากปีก่อน 10–50 บาทต่อกิโลกรัม กะหล่ำปลี 13–50 บาทต่อกิโลกรัม จากปีก่อน 10–60 บาทต่อกิโลกรัม กล้วยหอมขนาดใหญ่ 120–150 บาทต่อหวี จากปีก่อน 100–200 บาทต่อหวี ขณะที่บางรายการ เช่น ผักกาดขาวปลี และส้มสายน้ำผึ้งบางขนาด มีการปรับเพิ่มขึ้นตามคุณภาพและขนาดสินค้า สำหรับอาหารสำเร็จรูปและเครื่องไหว้ พบว่าบางรายการปรับลดลง เช่น ไก่ต้มทั้งตัวอยู่ที่ 200–650 บาทต่อตัว จากปีก่อน 350–650 บาทต่อตัว ขนมเข่งอยู่ที่ 12–38 บาทต่อคู่ จากปีก่อน 20–38 บาทต่อคู่ และชุดไหว้เจ้าที่ขนาดใหญ่อยู่ที่ 170–190 บาทต่อชุด ลดลงจากปีก่อน 199 บาทต่อชุด แม้ว่ากระดาษเงิน–ทองบางประเภทจะปรับสูงขึ้นตามต้นทุน นางสาวญาณีฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของทองคำ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดีในวัฒนธรรมจีน และได้รับความนิยมซื้อขายในช่วงตรุษจีน กรมการค้าภายในได้กำชับร้านทองให้ใช้เครื่องชั่งที่ได้มาตรฐานและแสดงราคาซื้อ–ขายอย่างชัดเจน ผลการตรวจสอบในพื้นที่เยาวราชพบว่าร้านทองให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เครื่องชั่งมีสภาพสมบูรณ์และน้ำหนักได้มาตรฐาน นอกจากนี้ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชั่งตวงวัดทั่วประเทศปูพรมตรวจสอบร้านทอง ระหว่างวันที่ 30 มกราคม – 12 กุมภาพันธ์ 2569 โดยผลการเข้าตรวจสถานประกอบการ 1,231 แห่ง และตรวจเครื่องชั่งดิจิทัล 1,403 เครื่อง พบว่าส่วนใหญ่ถูกต้อง 1,365 เครื่อง และพบค่าความคลาดเคลื่อนเกินกฎหมายกำหนด 38 เครื่อง ในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง สระบุรี อุดรธานี บุรีรัมย์ และตรัง ซึ่งทางกรมได้มีการดำเนินการตามกฎหมายโดยผูกบัตรห้ามใช้ทันที รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เน้นย้ำว่า ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยหากไม่ปิดป้ายแสดงราคาสินค้า มีโทษปรับสูงสุด 10,000 บาท หากฉวยโอกาสขึ้นราคา มีโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี หรือปรับสูงสุด 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากใช้เครื่องชั่งที่คลาดเคลื่อนหรือดัดแปลง มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 280,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นการไม่ปิดป้ายแสดงราคา หรือสงสัยว่าเครื่องชั่งไม่เที่ยงตรง สามารถแจ้งสายด่วนกรมการค้าภายใน โทร 1569 เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการได้ทันที
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 74/2569 พาณิชย์หารือสหกรณ์โคนม เร่งแก้ปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด เดินหน้าระบายสต็อก–ขยายตลาดส่งออก–เชื่อมโยงจำหน่ายผ่านธงฟ้า ห้าง ปั๊มน้ำมัน (13 กุมภาพันธ์ 2569)
อธิบดีกรมการค้าภายในเผยกระทรวงพาณิชย์รับฟังข้อเสนอชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย ขอชะลอนำเข้านมผงปี 2569 แก้ปัญหาน้ำนมดิบส่วนเกิน ปลัดพาณิชย์สั่งเร่งเชื่อมโยงระบายผลิตภัณฑ์นม UHT ผ่านเครือข่ายธงฟ้า โมเดิร์นเทรด ห้างท้องถิ่น และขยายจุดจำหน่ายเข้าปั๊มน้ำมันทั้ง 4 แบรนด์ พร้อมผลักดันเปิดตลาดใหม่ในมาเลเซีย นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องประชุมกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้มีการประชุมรับฟังปัญหาจากผู้แทนชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด โดยมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน พร้อมด้วยอธิบดีกรมการค้าภายใน ผู้แทนจากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กรมการค้าต่างประเทศ และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเข้าร่วมประชุมด้วย ผู้แทนชุมนุมสหกรณ์โคนมฯ ได้ยื่นข้อเสนอ 3 ประเด็นสำคัญ เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำนมดิบส่วนเกินและผลิตภัณฑ์นมพาณิชย์ที่ค้างสต็อก ได้แก่ ขอให้ชะลอการนำเข้านมผงในปี 2569 และขอความร่วมมือผู้ประกอบการรับซื้อน้ำนมดิบส่วนที่เกินจาก MOU จำนวน 211 ตันต่อวัน ให้หมดก่อนการนำเข้านมผงจากต่างประเทศ เร่งกระจายผลิตภัณฑ์นมที่ค้างสต็อกเพื่อเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการสามารถรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรได้อย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนการเปิดตลาดใหม่ โดยเฉพาะตลาดมาเลเซีย เพื่อทดแทนตลาดกัมพูชา ปลัดกระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการดูแลเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม โดยได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในเร่งเชื่อมโยงระบายผลิตภัณฑ์นม UHT ผ่านกลไกของกรมฯ อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งเครือข่ายร้านธงฟ้าทั่วประเทศ การเชื่อมโยงจำหน่ายร่วมกับห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ (โมเดิร์นเทรด) ห้างท้องถิ่น รวมถึงการบูรณาการในทุกกิจกรรมส่งเสริมการค้าของกรมการค้าภายใน เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายและเร่งดูดซับสต็อกนมสด นอกจากนี้ ยังได้ประสานความร่วมมือกับผู้ให้บริการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงชั้นนำ 4 แบรนด์ เปิดพื้นที่จำหน่ายและจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์นมไทย เพื่อเพิ่มจุดเข้าถึงผู้บริโภคในทำเลที่มีศักยภาพสูง พร้อมจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง และการมอบผลิตภัณฑ์นมเป็นของสมนาคุณ เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ในด้านตลาดต่างประเทศ ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมการค้าต่างประเทศ และกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ร่วมกันสนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการในการขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศมาเลเซีย ทั้งด้านกฎระเบียบ มาตรฐานสินค้า และการจับคู่ธุรกิจ เพื่อเปิดช่องทางตลาดใหม่และเพิ่มโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการไทย อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวเพิ่มเติมว่า การแก้ไขปัญหาในระยะเร่งด่วนต้องควบคู่กับการปรับโครงสร้างในระยะยาว โดยกระทรวงพาณิชย์ขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมบริหารจัดการต้นทุนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการบริหารจัดการแม่โคในฟาร์ม การพิจารณาคัดเลือกหรือหมุนเวียนแม่โคที่มีอายุมากและให้ผลผลิตลดลงแต่มีต้นทุนค่าอาหารสูงออกจากระบบ เพื่อลดภาระต้นทุนที่ไม่จำเป็น และสร้างความสมดุลระหว่างปริมาณผลผลิตกับความต้องการของตลาดอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์น้ำนมดิบและผลิตภัณฑ์นมอย่างใกล้ชิด พร้อมประเมินผลมาตรการเป็นระยะ เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรเกิดผลเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 73/2569 “พาณิชย์ส่งสุข รับตรุษจีน ปีม้าทอง 2026” ผนึกตลาด ห้างค้าส่งค้าปลีก จัดโปรตรุษจีน ลดสูงสุด 50% (13 กุมภาพันธ์ 2569)
กรมการค้าภายใน จับมือสมาคมตลาดสดไทย และตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรไทย พร้อมห้างค้าส่ง–ค้าปลีกชั้นนำทั่วประเทศ จัดกิจกรรม “พาณิชย์ส่งสุข รับตรุษจีน ปีม้าทอง 2026” ระหว่างวันที่ 13–17 กุมภาพันธ์ 2569 จำหน่ายสินค้าเทศกาลตรุษจีนในราคาประหยัด ควบคู่การจัดโปรโมชั่นในห้าง ลดสูงสุด 50% เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการจับจ่ายช่วงเทศกาลสำคัญ ในวันนี้ (13 กุมภาพันธ์ 2569) นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ได้มอบหมายให้ลงพื้นที่เปิดกิจกรรม ณ ตลาดดวงแก้ว พลาซ่า จังหวัดนนทบุรี ภายใต้ชื่องาน “พาณิชย์ส่งสุข รับตรุษจีน ปีม้าทอง 2026” ซึ่งกรมฯ ได้ประสานความร่วมมือกับผู้บริหารตลาดดวงแก้ว สมาคมตลาดสดไทย และสมาคมการค้าตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรไทย เพื่อเชื่อมโยงการจำหน่ายสินค้าเทศกาลตรุษจีนในราคาประหยัด เพิ่มทางเลือกให้ประชาชน โดยสินค้าราคาพิเศษ ได้แก่ ไก่ต้มสุกกิโลกรัมละ 133 บาท ชุดไหว้เจ้า (ชุดเล็ก) ราคาไม่เกิน 99 บาท/ชุด รวมถึงชุดไหว้ซาแซ ชุดไหว้ซาเปี้ย และชุดไหว้ซาก้วย กิจกรรมดังกล่าวมีตลาดสดและตลาดกลางในความส่งเสริมของกรมฯ เข้าร่วมรวม 20 ตลาด ใน 5 จังหวัด ประกอบด้วย ในพื้นที่กรุงเทพ ได้แก่ 1) เวิลด์มาร์เก็ต 2) ยิ่งเจริญ 3) บางขุนศรี 4) มีนบุรี 5) ถนอมมิตร 6) นครหลวง 7) บวรร่มเกล้า 8) กรีนเวล 9) เสนีย์ฟู้ดบาร์ซ่า 10) ยอดพิมาน 11) ใหม่ทุ่งครุ 12) โอโซนวัน 13) คุณยิ้ม (อุดมสุข) และในพื้นที่ต่างจังหวัด ได้แก่ 14) ตลาดดวงแก้วพลาซ่า 15) ตลาดบางใหญ่ จ.นนทบุรี 16) ตลาดธันยา 17) ตลาดกิเลน จังหวัดนครปฐม 18) ตลาดเยสบางพลี 19) ตลาดใหม่สำโรง จ.สมุทรปราการ และ 20) ตลาดอิ่มเอม จ.สระบุรี ในส่วนของห้างค้าส่ง–ค้าปลีก พร้อมขานรับกิจกรรมเทศกาลตรุษจีนอย่างคึกคัก ลดสูงสุด 50% โดย กรมฯ ได้มีความร่วมมือกับห้างซุปเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำและร้านสะดวกซื้อ ได้แก่ แม็คโคร, โลตัส, บิ๊กซี, ท็อปส์, โก โฮลเซลล์, เดอะมอลล์, เซเว่นอีเลฟเว่น, ฟู้ดแลนด์ และ แม็กแวลู รวมถึงห้างท้องถิ่นในเครือชมรมทายาทห้างค้าปลีก–ค้าส่งแห่งประเทศไทย ในการจัดสินค้าลดราคา ทั้งชุดไหว้ ขนมไหว้ ผลไม้มงคล รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นสำหรับเทศกาลตรุษจีน ในทุกสาขาทั่วประเทศ และเตรียมความพร้อมรองรับความต้องการของประชาชนที่จับจ่ายใช้สอยสินค้าในช่วงวันจ่ายอีกด้วย ด้านนายวิศรุต ไทยเจริญพร ผู้บริหารตลาดดวงแก้ว กล่าวว่า ในส่วนของตลาดมีการตรวจเครื่องชั่งเป็นประจำ โดยเจ้าหน้าที่ชั่งตวงวัดจากกรมการค้าภายในก็ได้มาตรวจสอบอีกทีอยู่แล้ว เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าจะได้รับความเป็นธรรมทางการค้าและเครื่องชั่งตรงตามตามน้ำหนัก นายฉันทพัทธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงบ่ายวันนี้ จะลงพื้นที่ติดตามการจัดโปรโมชั่นของห้างโลตัส สาขาแจ้งวัฒนะ และห้างบิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า สาขาลาดพร้าว 2 ซึ่งให้ความร่วมมือจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกับกรมฯ เป็นอย่างดี พร้อมกรมฯ ได้จัดเจ้าหน้าที่สายตรวจติดตามสถานการณ์ราคาและปริมาณสินค้าอย่างใกล้ชิดตลอดช่วงเทศกาล ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้บริหารจัดการสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านปริมาณและราคา ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าสินค้าในช่วงตรุษจีนปีนี้มีเพียงพอ ไม่ขาดแคลน และจำหน่ายในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม ซึ่งได้กำชับผู้ประกอบการต้องปิดป้ายแสดงราคาสินค้าให้ชัดเจน หากฝ่าฝืนไม่ปิดป้ายแสดงราคา มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 และหากตรวจพบการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าเกินสมควร มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากประชาชนพบเห็นการจำหน่ายสินค้าเอาเปรียบผู้บริโภค สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 72/2569 พาณิชย์เข้มคุมขนย้ายหอมหัวใหญ่ทั่วประเทศ สกัดลักลอบ–รักษาเสถียรภาพราคา คุ้มครองรายได้เกษตรกรไทย  (12 กุมภาพันธ์ 2569)
กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน คุมเข้มติดตามสถานการณ์หอมหัวใหญ่ภายในประเทศอย่างใกล้ชิด ภายหลังพบว่าระดับราคาในตลาดมีแนวโน้มอ่อนตัว แม้ปริมาณผลผลิตของเกษตรกรไทยในช่วงต้นฤดูกาล โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลการค้าและการขนย้ายสินค้าเกษตร โดยสนธิกำลังกรมศุลกากรและหน่วยงานฝ่ายความมั่นคงตรวจสอบเข้มการขนย้าย พร้อมกระจายกำลังตรวจเข้มทุกด่านเพื่อสกัดการลักลอบนำเข้าหรือสวมสิทธิ์หอมหัวใหญ่ของไทย นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากการติดตามข้อมูลพบว่า ปริมาณหอมหัวใหญ่ที่หมุนเวียนในตลาดช่วงนี้มีจำนวนมากจากหลายแหล่งที่มา ขณะที่สินค้าบางส่วนมีต้นทุนอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้เกิดแรงกดดันด้านราคา กรมฯ จึงใช้มาตรการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 (กกร.) กำกับดูแลการขนย้ายอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะหอมหัวใหญ่ที่นำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อให้สามารถติดตามเส้นทางการกระจายสินค้าได้อย่างชัดเจนว่าสินค้าถูกส่งไปจัดเก็บหรือจำหน่าย ณ สถานที่ใด ปริมาณเท่าใด และเป็นไปตามที่ได้รับอนุญาตหรือไม่โดยผู้ประกอบการที่ทำการขนย้ายหอมหัวใหญ่ระหว่างจังหวัดต้องห้าม 52 จังหวัดตามประกาศ กกร. จะต้องขออนุญาตการขนย้ายตามที่กฎหมายกำหนด พร้อมแจ้งรายละเอียดปริมาณ แหล่งที่มา และสถานที่ปลายทางอย่างครบถ้วน เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ หากพบการขนย้ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ขนย้ายไม่ตรงตามปริมาณหรือสถานที่ปลายทางที่แจ้งไว้ หรือมีพฤติการณ์ต้องสงสัยว่าเป็นสินค้าลักลอบนำเข้า หรือสวมสิทธิ์แหล่งที่มา กรมการค้าภายในจะดำเนินคดีตามกฎหมายทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการบิดเบือนกลไกราคาและสร้างผลกระทบต่อผลผลิตของเกษตรกรไทย นายวิทยากร ยังกล่าวต่ออีกว่า “กรมฯ ได้บูรณาการความร่วมมือกับกรมศุลกากร หน่วยงานฝ่ายความมั่นคง และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพิ่มความถี่ในการตรวจสอบตามด่านชายแดน ท่าเรือ และเส้นทางลำเลียงสินค้าเกษตรสำคัญ รวมถึงลงพื้นที่ตรวจสอบห้องเย็นและแหล่งกระจายสินค้าขนาดใหญ่ เพื่อติดตามปริมาณสต๊อกและพฤติกรรมทางการค้าอย่างใกล้ชิด ป้องกันการกักตุนหรือการนำสินค้าที่ไม่มีเอกสารแสดงแหล่งที่มาชัดเจนเข้ามาจำหน่ายปะปนในตลาด ควบคู่กับการเร่งเชื่อมโยงการซื้อขายระหว่างเกษตรกรกับผู้ประกอบการโดยตรง เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดและเสริมอำนาจการต่อรองให้เกษตรกรในช่วงที่ตลาดมีการแข่งขันสูง” อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวย้ำว่า การกำกับดูแลครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางการค้า รักษาเสถียรภาพราคาภายในประเทศ และคุ้มครองรายได้ของเกษตรกรไทยอย่างเป็นรูปธรรม จึงขอให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากพบว่ามีการลักลอบขนย้ายสินค้าเกษตร ต้องระวางโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีไม่แจ้งข้อมูลตามข้อกำหนดของกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับไม่เกินวันละ 2,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืน ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ทั้งนี้ หากเกษตรกรรายใดไม่ได้รับความเป็นธรรมในการจำหน่ายสินค้าเกษตร หรือพบเห็นการกระทำที่อาจเข้าข่ายเอาเปรียบ สวมสิทธิ์ หรือบิดเบือนกลไกตลาด สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ โดยกระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเต็มที่ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรไทยและรักษาสมดุลตลาดภายในประเทศอย่างจริงจัง
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 71/2569 DIT ยกระดับงานธงฟ้า จับคู่ ”ร้านค้าธงฟ้า-ผู้ผลิต“ “เชื่อมธุรกิจไทย–ลาว” สำเร็จ วันแรกปิดดีลกว่า 1,000 ล้านบาท ตอกย้ำศักยภาพสินค้าไทย  (10 กุมภาพันธ์ 2569)
DIT โชว์ผลงาน จัด “มหกรรมธงฟ้าเชื่อมโยงธุรกิจทั่วไทย” (Thongfah Connect Fair 2026) ณ จังหวัดอุบลราชธานี 9-11 ก.พ.69 นอกจากขนสินค้าราคาประหยัดมาจำหน่ายแล้ว ยังขยายบทบาทช่วย “ร้านค้าธงฟ้า” ในพื้นที่และใกล้เคียง ได้ซื้อสินค้ากับผู้ผลิตโดยตรงในงานเพื่อนำกลับไปจำหน่ายที่ร้าน พร้อมนำคณะนักธุรกิจจาก สปป.ลาว มา Business Matching ผลวันแรก ทำสัญญา 14 คู่ มูลค่ารวม 1,067,372,000 บาท ส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตร ปัจจัยทางการเกษตร และสินค้าอุปโภคบริโภคไทย โดยผู้ค้าลาวพร้อมซื้อสินค้าไทยเพิ่มต่อเนื่อง วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “มหกรรมธงฟ้าเชื่อมโยงธุรกิจทั่วไทย (Thongfah Connect Fair 2026)” ณ บริเวณลานสุนีย์ทาวเวอร์ จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดใกล้เคียง ผู้แทนหัวหน้าแผนกอุตสาหกรรมและการค้าจากแขวงจำปาสัก แขวงสาละวัน แขวงอัตตะปือ และแขวงเซกอง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว รวมถึงผู้แทนหอการค้าจังหวัดอุบลราชธานี เข้าร่วมงาน นายจิรวุฒิฯ เปิดเผยว่า “กรมการค้าภายใน (DIT) กระทรวงพาณิชย์ ได้ยกระดับบทบาทงานธงฟ้า จากการจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดสู่การเป็นเวทีเชื่อมโยงธุรกิจและสร้างพันธมิตรทางการค้า เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะร้านค้าธงฟ้าที่อยู่ในความส่งเสริมของกรมการค้าภายใน ได้ขยายตลาดและเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันในระดับภูมิภาค โดยไฮไลท์ในการจัดธงฟ้าครั้งนี้ DIT ได้จัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้ประกอบการจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อผลักดันสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยเข้าสู่ตลาดลาวและตลาดใกล้เคียง ซึ่งในวันแรกของการจัดงาน มีการเจรจาจับคู่ธุรกิจรวม 14 คู่ สามารถทำสัญญาซื้อขายได้คิดเป็นมูลค่ารวม 1,067,372,000 บาท โดยมีทั้งสินค้าเกษตร อาทิ หอมแดง มะขามเปียก มันเทศ ถั่วลิสง พริกสด กาแฟ รวมถึง กากน้ำปลา ปลาร้าบด ที่ได้รับความสนใจจากผู้ซื้อชาวลาวอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีสินค้าอุปโภคบริโภคอาทิแชมพูสมุนไพร ยานวด ยาดม และอื่นๆ ซึ่งผู้ซื้อทางสปป.ลาว ขอทำสัญญาซื้อขายกับผู้ผลิตไทยเป็นรายปีต่อเนื่องด้วย ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของสินค้าไทยและความสำเร็จของการยกระดับงานธงฟ้าในมิติเศรษฐกิจ นายจิรวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานในครั้งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือผู้ประกอบการในพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ โดยเปิดพื้นที่ให้พ่อค้าแม่ค้าใน 7 จังหวัดชายแดนนำสินค้ามาจำหน่ายและเชื่อมโยงตลาดใหม่ผ่านกิจกรรมภายในงาน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดอุบลราชธานีและพื้นที่ใกล้เคียงให้กลับมาคึกคัก ขณะเดียวกัน DIT ยังคงดำเนินภารกิจด้านการลดค่าครองชีพประชาชน โดยนำสินค้าจากผู้ผลิตและผู้ประกอบการทั่วประเทศกว่า 2,000 รายการ มาจำหน่ายในราคาพิเศษ ลดสูงสุดกว่า 60% ภายในงานกว่า 200 บูธ อาทิ น้ำมันปาล์มขวดละ 35 บาท น้ำตาลทรายขาวกิโลกรัมละ 20 บาท ไข่ไก่เบอร์ 2 แผงละ 80 บาท และข้าวสารหอมมะลิถุงขนาด 5 กิโลกรัม ราคา 95 บาท ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ยังได้จัดกิจกรรมถ่ายทอดสดจำหน่ายสินค้าออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์ม TikTok เพื่อให้ประชาชนทั่วประเทศสามารถเลือกซื้อสินค้าธงฟ้าราคาประหยัดจากงานดังกล่าวได้อีกช่องทางหนึ่ง ช่วยขยายการเข้าถึงสินค้าและเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการมากยิ่งขึ้น “การจัดงานในครั้งนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ซึ่งไม่เพียงช่วยลดค่าครองชีพประชาชน แต่ยังช่วยเปิดตลาดใหม่ให้ผู้ประกอบการ และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดอุบลราชธานีและพื้นที่ใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน” นายจิรวุฒิกล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 70/2569 DIT เร่งดูดซับมะพร้าวน้ำหอม กลาง-ใต้ 2 ล้านลูก กระจายทั่วประเทศ ดึงห้าง-ตลาดกลางเข้าซื้อ พร้อมเปิดจุดขายทั่วกรุงเทพ พยุงราคาให้เกษตรกร (9 กุมภาพันธ์ 2569)
DIT กรมการค้าภายใน เดินหน้าเร่งดูดซับผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมนอกจากกลไกปกติ ออกจากแหล่งผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยล็อตแรกมีการกระจายผ่านสำนักงานพาณิชย์ทั่วประเทศกว่า 1 ล้านลูก และดำเนินการต่อ เป้าหมายไม่ต่ำกว่า 1 ล้านลูก โดยเปิดจุดรับซื้อในพื้นที่แหล่งผลิตสำคัญ ภาคกลาง และภาคใต้ โดยใช้ราคานำตลาด พร้อมเชื่อมโยงเข้าห้าง Modern trade ห้างท้องถิ่น และตลาดกลาง เปิดจุดจำหน่ายใน กทม. 20 จุด และเชื่อมโยงจำหน่ายให้แก่บริษัทยักษ์ใหญ่ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาและบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา กรมการค้าภายใน ได้ดำเนินการเชื่อมโยงการรับซื้อและกระจายผลผลิต ผ่านกลไกสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ควบคู่กับการประสานผู้ประกอบการ ห้าง Modern trade ห้างท้องถิ่น ตลาดกลาง และภาคีเครือข่ายต่าง ๆ เพื่อเร่งนำผลผลิตส่วนเกินจากกลไกปกติ ออกจากแหล่งผลิตอย่างเป็นระบบ โดยดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 ถึงเดือนธันวาคม 2568 สามารถดูดซับผลผลิตไปแล้วกว่า 1 ล้านลูก ล่าสุด กรมการค้าภายในได้เปิดจุดรับซื้อมะพร้าวน้ำหอมจากเกษตรกรในราคานำตลาด ลูกละ 5 บาท ในจังหวัดแหล่งผลิตสำคัญ ได้แก่ จังหวัดราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และสงขลา โดยกลุ่มเครือข่ายภาคประชาสังคมสงขลามหานครมะพร้าวน้ำหอม และกลุ่มแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอมบ้านชุมพล อ.สทิงพระ จ.สงขลา รวมเป้าหมาย 220,000 ลูก พร้อมกันนี้ ยังเร่งนำผู้ประกอบการห้าง Modern trade ตลาดกลางและตลาดสด เข้ารับซื้อมะพร้าว เพื่อนำไปกระจายจำหน่ายผ่านห้างและตลาดทั่วประเทศ รวมเป้าหมายกว่า 350,000 ลูก นายจิรวุฒิ กล่าวต่อว่า “นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังได้เปิดจุดจำหน่ายมะพร้าวน้ำหอมในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำมะพร้าวมาจำหน่ายให้ผู้บริโภคโดยตรงในราคาพิเศษ โดยจัดจำหน่ายในหลายจุดสำคัญ อาทิ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), ปตท. สำนักงานใหญ่, ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่, กรมศุลกากร, JJ Mall, ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ, ตลาดนัดกระทรวงพาณิชย์, ตลาดน้ำคลองลัดมะยม, โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ, อาคารซันทาวเวอร์ ถนนวิภาวดีรังสิต, ตลาดน้ำไทรน้อย @ วัดไทรใหญ่, หมู่บ้านพฤกษา 3, เซฟวันโก ศรีสมาน, ตลาด SCG บางซื่อ และตลาดนัดมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร รวมถึงการนำไปจำหน่ายภายในงานธงฟ้า จังหวัดอุบลราชธานี โดยตั้งเป้าหมายการจำหน่ายรวม 330,000 ลูก ขณะเดียวกัน กรมฯ ยังได้ประสานความร่วมมือกับบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ เข้ามาร่วมรับซื้อมะพร้าวน้ำหอมจากเกษตรกรผ่านกิจกรรม CSR เพื่อนำไปบริโภคและแจกจ่ายเพิ่มเติม โดยตั้งเป้าหมายไม่น้อยกว่า 100,000 ลูก นายจิรวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า “การดำเนินการของกรมการค้าภายในในครั้งนี้ จะช่วยให้ผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมส่วนเกินมีตลาดรองรับอย่างชัดเจน โดยปลายทางเป็นผู้บริโภคที่ยังมีความต้องการบริโภคอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กรมฯ ทำหน้าที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นทาง คือ กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม ไปจนถึงปลายทาง ได้แก่ ห้างค้าปลีก ตลาดกลาง ตลาดสด และภาคเอกชนที่มีความพร้อมในการรับซื้อ เพื่อนำผลผลิตของเกษตรกรออกจำหน่ายสู่ตลาดอย่างเป็นระบบ และช่วยให้ระบบการค้าผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมเกิดความสมดุลในระยะต่อไป”
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 69/2569 พาณิชย์พาเอกชนรับซื้อตรงจากสวน “หอม–กระเทียม–หอมหัวใหญ่” ล็อตแรกกว่า 7,000 ตัน ผ่านตลาดข้อตกลง (5 กุมภาพันธ์ 2569)
กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าเชื่อมโยงการซื้อขายพืชเศรษฐกิจสำคัญ 3 หัว ได้แก่ หอมแดง กระเทียม และหอมหัวใหญ่ ผ่านกลไก “ตลาดข้อตกลง” พาเอกชนรับซื้อตรงจากสวน ดูดซับผลผลิตรวมกว่า 7,075 ตัน มูลค่ากว่า 108 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงซื้อขายล็อตแรกของฤดูการผลิตปี 2568/69 เพื่อกระจายผลผลิตจากแหล่งผลิตสู่ตลาดในประเทศและการแปรรูป ช่วยรักษาเสถียรภาพราคาและสร้างรายได้ที่เหมาะสมให้เกษตรกร นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ช่วงเดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นช่วงที่พืชเศรษฐกิจ 3 หัวออกสู่ตลาดพร้อมกันในปริมาณมาก ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาสินค้า กรมการค้าภายในจึงเร่งดำเนินมาตรการบริหารจัดการผลผลิตเชิงรุก โดยใช้ตลาดข้อตกลงเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงซื้อขายล่วงหน้าระหว่างเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการโดยตรง เพื่อลดปัญหาผลผลิตกระจุกตัวในพื้นที่ และบรรเทาผลกระทบด้านราคา ในเดือนมกราคม 2569 กรมการค้าภายในได้ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน และแม่ฮ่องสอน รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดกิจกรรมเชื่อมโยงซื้อขายกระเทียมและหอมแดง ผ่านตลาดข้อตกลง โดยมีเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรจากทั้งสามจังหวัดเข้าร่วม 17 กลุ่ม และมีผู้ประกอบการรับซื้อ 3 ราย ได้แก่ บริษัท อโกรไทย ยูเนี่ยน จำกัด บริษัท ตะวันพืชผล จำกัด และบริษัท ยิ่งไพศาลการเกษตร จำกัด เพื่อนำผลผลิตกระจายสู่ตลาดภายในประเทศ ห้างค้าส่ง–ค้าปลีกสมัยใหม่ โรงงานแปรรูป และการส่งออก รวมปริมาณการซื้อขายกว่า 375 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 28.17 ล้านบาท นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้เชื่อมโยงซื้อขายหอมหัวใหญ่จากเกษตรกรจังหวัดเชียงใหม่ ผ่านตลาดข้อตกลง โดยมีเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรเข้าร่วม 7 กลุ่ม และมีผู้รับซื้อ 13 ราย ทั้งห้างค้าส่ง–ค้าปลีกสมัยใหม่ โรงงานแปรรูป และผู้ประกอบการตลาดทั่วไปภายในประเทศ สามารถดูดซับผลผลิตได้รวมกว่า 6,700 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 80 ล้านบาท อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการดูแลพืช 3 หัวของกรมฯ ประกอบด้วย 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การเร่งผลักดันการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน การรับซื้อและกระจายผลผลิตสู่ตลาดภายในประเทศ และการใช้ตลาดข้อตกลงเพื่อเชื่อมโยงซื้อขายล่วงหน้าระหว่างเกษตรกรกับผู้ประกอบการ สำหรับปีการผลิต 2568/69 มีปริมาณผลผลิตพืช 3 หัวรวม 243,877 ตัน โดยหอมแดงมีผลผลิตรวม 158,824 ตัน มีการส่งออกในปี 2568 จำนวน 31,550 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 20 ของผลผลิตทั้งหมด ราคาหอมแดงศรีสะเกษมัดจุกใหญ่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ช่วงเดือนมกราคม 2569 ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 61.88 บาทต่อกิโลกรัม และราคาขายปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ 80.25 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่กระเทียมมีปริมาณผลผลิตประมาณ 53,390 ตัน มีการส่งออกในปี 2568 จำนวน 610 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 1 ของผลผลิตทั้งหมด โดยราคากระเทียมแห้งมัดจุกหัวใหญ่ ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 80 บาทต่อกิโลกรัม และราคาขายปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ 102.50 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนหอมหัวใหญ่มีปริมาณผลผลิตประมาณ 31,663 ตัน มีการส่งออกในปี 2568 จำนวน 2,153 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 7 ของผลผลิตทั้งหมด โดยราคาขายส่งหอมหัวใหญ่ห้องเย็น เบอร์ 0–1 เฉลี่ยอยู่ที่ 30 บาทต่อกิโลกรัม และราคาขายปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ 40 บาทต่อกิโลกรัม “กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์ผลผลิตและราคาพืช 3 หัวอย่างใกล้ชิด พร้อมเดินหน้ามาตรการเชื่อมโยงตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาและสร้างรายได้ที่เป็นธรรมให้กับเกษตรกร” นายวิทยากรกล่าว
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ