ข่าวเลขที่ 19/2568 DIT รับลูกนายกฯ ลงพื้นที่คุมเข้มราคาชุดดำ–ป้องกันการฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชน พร้อมเดินหน้ามาตรการลดค่าครองชีพ รองรับโครงการ “คนละครึ่ง” เริ่มพรุ่งนี้ (28 ตุลาคม)
วันที่ 28 ตุลาคม 2568 นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน (DIT) เปิดเผยหลังจากลงพื้นที่ตรวจติดตามร้านค้าปลีกจำหน่ายชุดและเสื้อผ้าดำย่านท่าน้ำนนท์ ว่า “จากสถานการณ์ที่ประชาชนทั่วประเทศพร้อมใจร่วมถวายความอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ส่งผลให้ความต้องการจัดหาชุดดำและเสื้อผ้าโทนไว้ทุกข์เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในออกติดตามสถานการณ์ด้านราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาหรือกักตุนสินค้า พร้อมกำชับให้ดูแลให้มีสินค้าเพียงพอและจำหน่ายในราคาที่เป็นธรรม นายวิทยากร กล่าวว่า “ตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา กรมการค้าภายในได้มีการวางแผนจัดการ โดยได้มีการพูดคุยกับโรงงานผู้ผลิตรายใหญ่และเช็คสต๊อกกับห้างค้าส่งค้าปลีก ซึ่งผู้ผลิตรายใหญ่ช่วงแรกอาจจะมีความขลุกขลักเล็กน้อย เนื่องจากไม่ได้มีการเตรียมตัว แต่ตอนนี้สถานการณ์ของโรงงานผู้ผลิตมีความพร้อมแล้ว ในส่วนห้างโมเดิร์นเทรดใหญ่ซึ่งมีสต๊อกของสินค้าอยู่แล้วก็พร้อมจำหน่ายให้แก่พี่น้องประชาชนได้ทันที“ นายวิทยากร กล่าวเพิ่มว่า “DIT ยังได้ส่งเจ้าหน้าที่ระดมสายตรวจลงพื้นที่อย่างเข้มข้นต่อเนื่อง ได้ลงพื้นที่แหล่งค้าส่งขนาดใหญ่ ได้แก่ ประตูน้ำ โบ๊เบ๊ สำเพ็ง พาหุรัด มีการจำหน่ายในราคาปกติ และวันนี้ได้ลงพื้นที่ย่านท่าน้ำนนท์ จังหวัดนนทบุรี ร่วมกับพาณิชย์จังหวัดนนทบุรี นายสงกรานต์ เพ็ชรน้ำเขียว และเจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) เพื่อติดตามสถานการณ์การจำหน่ายชุดดำและผ้าสีดำ พบว่ามีการแข่งขันด้านราคาสูง สินค้ามีเพียงพอ ราคาโดยรวมยังอยู่ในระดับปกติ และผู้ประกอบการให้ความร่วมมือดีในการปิดป้ายแสดงราคาอย่างชัดเจน“ “ขณะนี้มีเรื่องร้องเรียนจากประชาชนบางส่วน โดยกรณีแรกเกี่ยวกับราคาส่ง–ราคาปลีกที่แตกต่างตามจำนวนที่ซื้อ ซึ่งได้ตรวจสอบแล้วว่าเป็นไปตามปกติของระบบการค้า อีกกรณีเป็นเรื่องราคาของผ้าที่ซื้อจำนวนมากกับซื้อจำนวนน้อย ซึ่งราคาจะต่างกันตามคุณภาพและต้นทุน ทั้งนี้ ได้กำชับให้ผู้ประกอบการต้องแสดงราคาจำหน่ายทุกประเภทให้โปร่งใสเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจได้อย่างเป็นธรรม” นายวิทยากรกล่าว นอกจากนี้ ในช่องทางออนไลน์ กรมฯ ได้จัดชุดติดตามพิเศษ เนื่องจากมีการจำหน่ายสินค้าทั้งจากในประเทศและนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งราคามีความหลากหลายขึ้นอยู่กับคุณภาพสินค้า โดยกรมฯ จะกำกับดูแลไม่ให้มีการใช้คำโฆษณาหรือบอกราคาที่หลอกลวงผู้บริโภค “ขอบคุณทุกฝ่ายที่ให้ความร่วมมือในช่วงเวลาที่ประชาชนมีความต้องการสินค้าเพื่อถวายความอาลัย โดยกรมการค้าภายในใช้หลักกฎหมายอย่างเคร่งครัดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 หากผู้ประกอบการไม่ปิดป้ายแสดงราคาตามมาตรา 28 มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และหากฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสูงเกินสมควรเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 29 มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ“ “หากประชาชนซื้อสินค้าแล้วไม่ได้คุณภาพ ไม่ตรงปก หรือพบเห็นการเอาเปรียบด้านราคา สามารถแจ้งสายด่วน 1569 ของกรมการค้าภายในได้ทันที กรมฯ พร้อมส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด เพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชน” อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าว ในส่วนของมาตรการลดค่าครองชีพ นายวิทยากรเปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้เตรียมความพร้อมรองรับโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ซึ่งจะเริ่มวันพรุ่งนี้ (29 ต.ค. 68) โดยที่กรมการค้าภายในได้เก็บข้อมูลราคาจำหน่ายสินค้า และขอความร่วมมือร้านจำหน่ายชุดดำทุกราย ให้งดปรับขึ้นราคาหลังเริ่มโครงการคนละครึ่ง และให้จำหน่ายในราคาที่เหมาะสมต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังได้มีแผนประสานร้านอาหารธงฟ้ากว่า 1,500 แห่งในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ให้มีเมนูอาหารราคาประหยัดจำหน่ายแก่ประชาชน โดยกรมฯ จะจัดหาวัตถุดิบสำคัญ เช่น ข้าวสาร น้ำมันพืช เนื้อสัตว์ ไข่ไก่ และผักสด ไปสนับสนุนเพื่อช่วยลดต้นทุนผู้ประกอบการและให้สามารถจำหน่ายอาหารคุณภาพดีในราคาพิเศษ ทั้งนี้ กรมการค้าภายในจะรายงานผลการติดตามสถานการณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้ามาตรการเชิงรุกทุกด้าน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่ารัฐบาลดูแลทุกมิติของค่าครองชีพอย่างแท้จริง และจะไม่ยอมให้มีการฉวยโอกาสทางการค้าในช่วงเวลาที่คนไทยกำลังร่วมแสดงความอาลัยของแผ่นดิน นายวิทยากร กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 18/2568 “DIT” เร่งเครื่องมาตรการชดเชยดอกเบี้ยโรงสีรับซื้อข้าว ดึงผลผลิต 4 ล้านตัน ออกจากตลาดตั้งแต่ต้นฤดูกาลปี 2568/69 เตรียมชง นบข.เพิ่มมาตรการช่วยชาวนา (28 ตุลาคม)
DIT กรมการค้าภายใน เดินหน้ามาตรการพยุงราคาข้าวนาปีเต็มกำลัง เร่งชดเชยดอกเบี้ยจูงใจโรงสีรับซื้อข้าวตั้งแต่ต้นฤดูกาล ดึงผลผลิตออกจากตลาด 4 ล้านตัน พร้อมใช้มาตรการชะลอการขายคู่ขนานเพื่อรักษาเสถียรภาพ ,เตรียมชง นบข. ดึง 3 หน่วยงานรับซื้อข้าวเปลือกอีก 3 ล้านตัน แผนเร่งรัดระบายข้าว และส่งเสริมการสร้างมูลค่าข้าวคุณภาพสูง นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินมาตรการดูแลราคาข้าวนาปี ปีการผลิต 2568/69 ว่า “กรมการค้าภายในได้มีการประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าว ในการเก็บสต๊อก ปีการผลิต 2568/69 ซึ่งในปีนี้ได้รับการตอบรับจากผู้ประกอบการ โรงสี สถาบันเกษตรกรอย่างคึกคักตั้งแต่ต้นฤดูกาลและมีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการมากกว่าปีที่ผ่านมา โดยมีผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 217 ราย จาก 44 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งจะดึงผลผลิตข้าวเปลือกนาปีเข้ามาเก็บสต๊อกโดยมีเป้าหมาย 4 ล้านตัน ภายใต้วงเงิน 642 ล้านบาท“ นางสาวญาณีฯ กล่าวต่อว่า “ในปีนี้มีผู้ประกอบการสมัครเข้าร่วมโครงการชดเชยดอกเบี้ยฯ มากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของภาคเอกชนต่อมาตรการของรัฐ โดยผู้ประกอบการจะเริ่มรับซื้อและเก็บสต็อกตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ถึง 31 มีนาคม 2569 และจะสิ้นสุดระยะเวลาโครงการ วันที่ 31 ตุลาคม 2570 โดยจะรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร และเก็บสต็อกไว้ 2 – 6 เดือน โดยรัฐจะชดเชยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี เพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงินให้ผู้ประกอบการสามารถนำเงินไปซื้อข้าวเปลือกจากพี่น้องเกษตรกร มาเก็บไว้ในสต๊อกก่อนนำออกขายภายหลังฤดูกาล โดยเชื่อว่าการดำเนินโครงการจะช่วยดึงผลผลิตออกจากตลาดได้และจะส่งผลดีต่อราคาข้าวในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดกระจุกตัว และจะสามารถรักษาเสถียรภาพราคาข้าวภายในประเทศได้ โดยขณะนี้มีผลผลิตออกสู่ตลาดแล้ว 6.76 ล้านตันข้าวเปลือก คิดเป็น 25% ของผลผลิตทั้งหมด และจะเข้าสู่ช่วงผลผลิตออกมากในเดือนพฤศจิกายนนี้” “นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังได้ดำเนินมาตรการคู่ขนานเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าว อาทิ โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี โดยให้เกษตรกรเก็บข้าวในยุ้งฉางและรับค่าฝากเก็บ 1,500 บาทต่อตัน เป้าหมาย 3 ล้านตัน รวมถึงโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2568/69 รองรับข้าวเปลือกกว่า 1.5 ล้านตัน และนอกจากมาตรการดังกล่าว กรมการค้าภายในในฐานะผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) เตรียมเสนอให้ นบข. พิจารณามาตรการดูแลราคาข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69 เพิ่มเติม โดยให้ 3 หน่วยงาน คือ องค์การคลังสินค้า (อคส.) องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เข้ามารับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร เป้าหมาย 3 ล้านตัน เพื่อช่วยดึงราคาข้าวเปลือกในช่วงที่ผลผลิตกำลังจะออกสู่ตลาดมาก ในส่วนของการเร่งรัดการระบายข้าว พร้อมทั้งผลักดันสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น สนับสนุนเครื่องสีข้าว ช่วยพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าจำหน่าย” นางสาวญาณี กล่าว สำหรับสถานการณ์ราคาข้าวล่าสุด ณ วันที่ 27 ตุลาคม 2568 ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิอยู่ในช่วง 15,200–16,500 บาทต่อตัน ข้าวเปลือกปทุมธานี 8,200–8,700 บาทต่อตัน ข้าวเปลือกเจ้า 6,100–6,800 บาทต่อตัน และข้าวเปลือกเหนียว 8,000–8,700 บาทต่อตัน ถือเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนว่าตลาดมีความเชื่อมั่นในทิศทางนโยบายข้าวของรัฐบาล ซึ่งเมื่อมาตรการต่าง ๆ เริ่มขับเคลื่อนอย่างเต็มรูปแบบ จะยิ่งสร้างแรงหนุนให้ราคาข้าวปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 17/2568 DIT ขอความร่วมมือผู้ประกอบการจำหน่ายชุดดำในราคาที่เหมาะสม ไม่ฉวยโอกาสขึ้นราคา ย้ำต้องปิดป้ายชัดเจน – สถานการณ์จำหน่ายทั่วประเทศราคาทรงตัว สินค้ามีเพียงพอรองรับความต้องการประชาชนช่วงถวายความอาลัย (26 ตุลาคม 2568)
วันที่ 26 ตุลาคม 2568 นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน (DIT) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันที่ประชาชนทั่วประเทศร่วมถวายความอาลัย ทำให้ความต้องการจัดหาชุดดำและเสื้อผ้าโทนไว้ทุกข์เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กรมการค้าภายในจึงได้เร่งติดตามสถานการณ์ด้านราคาและต้นทุนสินค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาหรือจำหน่ายสินค้าเอาเปรียบผู้บริโภค พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการ ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า และแพลตฟอร์มออนไลน์ ให้จำหน่ายสินค้าดังกล่าวในราคาที่เหมาะสม สอดคล้องกับต้นทุนจริง และต้องแสดงป้ายราคาชัดเจนทุกชิ้น ทุกช่องทาง เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและเปรียบเทียบราคาก่อนตัดสินใจซื้อได้อย่างโปร่งใส นายวิทยากร ระบุว่า จากการติดตามสถานการณ์ล่าสุด พบว่าต้นทุนวัตถุดิบสำหรับการผลิตเสื้อสีดำไม่มีการปรับเพิ่ม โดยผ้า TC ซึ่งใช้ในการผลิตเสื้อโปโลและผ้ายืด ยังคงมีราคาทรงตัวที่ประมาณ 40 บาทต่อหลา ขณะที่ผ้ายืดสำเร็จรูปอยู่ที่ 180–400 บาทต่อกิโลกรัม (หนึ่งกิโลกรัมผลิตเสื้อได้ประมาณ 3 ตัว) และมีปริมาณสต๊อกเพียงพอต่อความต้องการของโรงงานผู้ผลิต ด้านการจำหน่ายสินค้าในตลาด พบว่าสินค้ามีเพียงพอต่อการรองรับความต้องการ โดยผู้ผลิตรายใหญ่และร้านค้าส่ง ยังคงราคาจำหน่ายส่ง อยู่ในช่วง 100–400 บาทต่อชิ้น ตามแบบ และคุณภาพของผ้า ส่วนห้างค้าปลีก รายงานว่ายังไม่มีการปรับขึ้นราคา เสื้อคอกลมจำหน่ายที่ 199–299 บาท เสื้อโปโล 299–359 บาท และเสื้อเชิ้ตแขนยาว 399–499 บาท และพร้อมเตรียมจำหน่ายในโครงการคนละครึ่งในราคาสนับสนุนตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในช่วงเวลาสำคัญ อย่างไรก็ตาม กรมฯ ได้รับแจ้งเบาะแสจากประชาชนผ่านสายด่วน 1569 เกี่ยวกับร้านค้าจำหน่ายชุดดำในราคาสูงขึ้น 1 ราย ในพื้นที่ตลาดโบ๊เบ๊ จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างเร่งด่วน พร้อมเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบตลาด ร้านค้าจำหน่ายเสื้อผ้า และช่องทางออนไลน์ทั่วประเทศ หากพบการกระทำผิดจะดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 โดยกรณีไม่ปิดป้ายราคา มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท หากจำหน่ายในราคาที่สูงเกินสมควรหรือเอาเปรียบผู้บริโภค มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกรณีกักตุนสินค้าเพื่อหวังผลกำไร มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นายวิทยากร ย้ำว่า “DIT จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ประชาชนสามารถจัดหาชุดดำและเสื้อผ้าโทนไว้ทุกข์ได้ในราคาที่เป็นธรรม มีทางเลือกหลากหลายทั้งจากหน้าร้านและช่องทางออนไลน์ พร้อมสร้างความมั่นใจว่าประชาชนจะไม่ถูกเอาเปรียบจากสถานการณ์ปัจจุบัน.
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 16/2569 DIT ร่วม CIB บุกจับโรงบรรจุก๊าซหุงต้ม บรรจุน้ำหนักขาด สร้างความเสียหายให้แก่ประชาชน ลุยตรวจต่อเนื่อง สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน (23 ตุลาคม 2568)
DIT ร่วม CIB บุกจับโรงบรรจุก๊าซหุงต้ม บรรจุน้ำหนักขาด สร้างความเสียหายให้แก่ประชาชน ลุยตรวจต่อเนื่อง สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน กรมการค้าภายใน (DIT) ลงพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก ตรวจเข้มโรงบรรจุก๊าซหุงต้ม พบถังก๊าซบรรจุน้ำหนักขาด ดำเนินคดีตามกฎหมายเอาผิดสถานประกอบการ เพื่อคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคและสร้างความเป็นธรรมทางการค้า นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่สายตรวจเฉพาะกิจชั่งตวงวัด กรมการค้าภายใน ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) หรือ CIB ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการบรรจุก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) สำหรับหุงต้ม และโรงบรรจุก๊าซปิโตรเลียมเหลวในพื้นที่ตำบลพลายชุมพล ตำบลท่าทอง และตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 โดยจากการตรวจสอบพบว่า สถานประกอบการแห่งหนึ่งในตำบลท่าโพธิ์ มีถังก๊าซบรรจุขนาด 15 กิโลกรัม จำนวน 52 ถัง มีน้ำหนักก๊าซที่บรรจุไม่ครบตามปริมาณที่ระบุไว้เฉลี่ยขาด 1.3 กิโลกรัมต่อถัง เจ้าหน้าที่จึงได้อายัดของกลางไว้ในที่เกิดเหตุ พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาในความผิดฐาน “เป็นผู้บรรจุสินค้าหีบห่อโดยรู้ว่าปริมาณของสินค้าที่บรรจุไม่ถูกต้องตามที่แสดงไว้ ซึ่งน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน” และ “เป็นผู้จำหน่ายสินค้าหีบห่อที่แสดงปริมาณไว้โดยรู้ว่าปริมาณของสินค้าที่บรรจุไม่ถูกต้องตามที่แสดงไว้” อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติมาตราชั่งตวงวัด พ.ศ.2542 โดยพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพิษณุโลก จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป“ นางสาวญาณี กล่าวต่อว่า “ภายหลัง (วันที่ 17 ตุลาคม 2568) สำนักงานสาขาชั่งตวงวัดเขตพิษณุโลก ได้เข้าตรวจสอบเพิ่มเติมที่โรงบรรจุก๊าซแห่งเดียวกัน พบว่ามีก๊าซหุงต้มที่บรรจุไว้แล้วแต่ยังไม่ผนึกซีลอีก 193 ถัง โดยทั้งหมดมีน้ำหนักขาดจากที่ระบุ เจ้าหน้าที่จึงสั่งให้ผู้จัดการโรงบรรจุดำเนินการบรรจุก๊าซให้ครบตามปริมาณที่ระบุข้างถัง และให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบยืนยันความถูกต้องก่อนนำออกจำหน่ายให้ประชาชน“ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า “การกระทำดังกล่าวถือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคอย่างร้ายแรง เพราะผู้บริโภคต้องจ่ายเงินเต็มจำนวนแต่ได้รับสินค้าที่มีปริมาณน้อยกว่าที่แสดงไว้ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเป็นธรรมทางการค้าและความเชื่อมั่นของประชาชน กรมการค้าภายในจึงดำเนินการอย่างเข้มงวดในการตรวจสอบเครื่องชั่ง เครื่องวัด และสถานประกอบการบรรจุก๊าซทั่วประเทศ เพื่อให้การซื้อขายสินค้าเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม และขอให้ประชาชนสังเกตการใช้งานว่าหมดก๊าซหุงต้มเร็วกว่าปกติที่เคยใช้หรือไม่ โดยหากพบการจำหน่ายก๊าซหุงต้มที่มีน้ำหนักไม่ครบตามที่ระบุไว้ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน โทร.1569 สำนักงานสาขาชั่งตวงวัด หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภคและสร้างความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจของประเทศ”
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 15/2569 DIT เดินหน้าลดค่าครองชีพช่วงกินเจ ‘อิ่มบุญ แบบสบายกระเป๋า’ พร้อมขานรับคนละครึ่งพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก (22 ตุลาคม 2568)
DIT เดินหน้าลดค่าครองชีพช่วงกินเจ ‘อิ่มบุญ แบบสบายกระเป๋า’ พร้อมขานรับคนละครึ่งพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก วันนี้ (22 ตุลาคม 2568) นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ได้มอบหมายให้นายกรนิจ โนนจุ้ย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน ติดตามสถานการณ์การจับจ่ายใช้สอยของประชาชน ณ ตลาดยิ่งเจริญ โดยนายกรนิจ เปิดเผยว่า ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กำชับให้กระทรวงพาณิชย์ดูแลค่าครองชีพช่วงเทศกาลกินเจ ประกอบกับนโยบาย Quick Big Win ในการลดค่าครองชีพประชาชน ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ กรมการค้าภายในเดินหน้าจัดกิจกรรมในช่วงเทศกาลกินเจปี 2568 ระหว่างวันที่ 21–29 ตุลาคม 2568 เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงอาหารเจ คุณภาพดีในราคาย่อมเยา พร้อมทั้งเพิ่มกำลังซื้อและกระตุ้นการหมุนเวียนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ นายกรนิจ กล่าวต่อว่า สถานการณ์การจำหน่ายสินค้าเทศกาลกินเจ ณ ตลาดยิ่งเจริญ เป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนมาจับจ่ายจำนวนมาก โดยพบว่าผู้ประกอบการให้ความร่วมมืออย่างดี ในการติดป้ายแสดงราคาสินค้าอย่างชัดเจนครบถ้วน และมีการจัดโปรโมชั่น “3 อย่าง 100 บาท” เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน พร้อมทั้งเพิ่มจำนวนแผงจำหน่ายวัตถุดิบอาหารเจ เช่น ผักสด เต้าหู้ หมี่ซั่ว และสินค้าโปรตีนทางเลือก เพื่อรองรับความต้องการบริโภคที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงเทศกาล จากการสอบถามแม่ค้าและผู้บริโภค พบว่า ราคาวัตถุดิบอาหารเจปีนี้ลดลงจากปีก่อน โดยเฉพาะกะหล่ำปลี หัวไชเท้า ผักกาด และแครอท ขณะที่ซอสปรุงรสและอาหารแห้ง เช่น ฟองเต้าหู้ เห็ดหอม และหมี่ซั่ว มีราคาทรงตัว ไม่ปรับขึ้น ขณะที่ผักบางชนิด เช่น คะน้าและกวางตุ้ง มีการขยับราคาเล็กน้อยตามสภาพผลผลิตจากสภาพอากาศ ทั้งนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับว่าตลาดยิ่งเจริญเป็นแหล่งซื้อสินค้าเทศกาลกินเจ้าที่มีราคาย่อมเยาและมีสินค้าหลากหลายตอบโจทย์การบริโภคเจได้ครบในที่เดียว สำหรับเทศกาล เจ ในปีนี้ DIT ได้จัดกิจกรรม “มหกรรมสินค้าลดราคาสินค้าเทศกาลกินเจ อิ่มบุญ ราคาประหยัด” ลดราคาครอบคลุมทั้งวัตถุดิบอาหารเจ ซอสปรุงรส อาหารสำเร็จรูป เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ อาหารแห่งอนาคต (Plant-based) และอาหารสด–ปรุงสำเร็จ พร้อมเชื่อมโยงผักปลอดภัยจากเกษตรกรโดยตรงเข้าสู่ตลาด จำหน่ายในราคาประหยัดอย่างต่อเนื่องตลอดเทศกาล โดยมีพันธมิตรกว่า 97 ราย ทั้งจากห้างค้าส่ง–ค้าปลีก ตลาดสด ตลาดกลาง และผู้ประกอบการรายย่อยเข้าร่วม สามารถลดราคาสินค้าได้สูงสุดถึง 56% นอกจากนี้ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การจำหน่ายสินค้าอย่างใกล้ชิด ตรวจสอบการแสดงป้ายราคาสินค้าอย่างชัดเจน เพื่อให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมและสามารถเปรียบเทียบราคาได้อย่างโปร่งใส โดยจากการลงพื้นที่ตรวจสอบตลาดยิ่งเจริญในกรุงเทพมหานคร พบว่าประชาชนให้การตอบรับกิจกรรมลดราคาคึกคัก นายกรนิจ กล่าวต่อว่า ”กระทรวงพาณิชย์โดยกรมการค้าภายใน ได้ขานรับกับนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อนโครงการ “คนละครึ่ง–รัฐช่วยลดภาระค่าครองชีพ” โดยได้เร่งขยายเครือข่ายร้านค้าประชารัฐและร้านค้าธงฟ้ากว่า 80,000 แห่งทั่วประเทศ เข้าร่วมจำหน่ายสินค้าเพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิคนละครึ่งซื้อสินค้าได้จริง ลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกันยังเป็นการเพิ่มช่องทางรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อยอย่างทั่วถึง“ ”กรมการค้าภายในยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิดตลอดช่วงเทศกาล หากพบการจำหน่ายสินค้าเกินราคาที่สมควร ไม่ปิดป้ายแสดงราคา หรือบิดเบือนปริมาณ จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชน และหากพบเห็นการไม่ปฏิบัติตามกฏหมายสามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน DIT 1569“ นายกรนิจ กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 14/2569 พาณิชย์ เร่งประสานสหกรณ์รับซื้อข้าวเหนียวเชียงรายต่อเนื่อง คุมเข้มรับซื้อห้ามกดราคา ระดมตรวจเครื่องชั่ง–วัดความชื้น พบเอาเปรียบเกษตรกรดำเนินคดีเด็ดขาด (21 ตุลาคม 2568)
พาณิชย์ เร่งประสานสหกรณ์รับซื้อข้าวเหนียวเชียงรายต่อเนื่อง คุมเข้มรับซื้อห้ามกดราคา ระดมตรวจเครื่องชั่ง–วัดความชื้น พบเอาเปรียบเกษตรกรดำเนินคดีเด็ดขาด DIT เร่งประสานสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย คลี่คลายสถานการณ์รับซื้อข้าวเหนียวอำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย นำสหกรณ์การเกษตรและโรงสีในพื้นที่เข้ารับซื้ออย่างต่อเนื่อง พร้อมกำกับดูแลมาตรฐานการชั่ง–วัดความชื้น และการแสดงราคา เพื่อให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรม ตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่ย้ำ “ข้าวของเกษตรกรต้องขายได้ ไม่ถูกทอดทิ้ง” นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า “กรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์ ภายหลังจากเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียวในพื้นที่อำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย สะท้อนข้อกังวลเกี่ยวกับการจำหน่ายผลผลิต โดยได้ประสานกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงรายเพื่อเร่งประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น ตัวแทนเกษตรกร และสหกรณ์การเกษตรพญาเม็งราย ซึ่งเป็นกลไกหลักในการรับซื้อข้าวเหนียวในพื้นที่ โดยขณะนี้สหกรณ์ได้ดำเนินการรับซื้อข้าวเหนียวจากเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ไม่มีการหยุดหรือปฏิเสธการรับซื้อแต่อย่างใด ช่วยให้เกษตรกรสามารถนำผลผลิตมาจำหน่ายได้อย่างมั่นใจ ไม่เกิดความกังวลเรื่องขาดช่องทางระบายผลผลิต นอกจากนี้ ในช่วงที่ข้าวออกสู่ตลาดมาก DIT และจังหวัดมีแผนจัดนัดข้าวเปลือก เพื่อเป็นช่องทางเลือกสำหรับเกษตรกรในการนำข้าวมาจำหน่าย ที่ช่วยให้เกษตรกรมีอำนาจต่อรองในการจำหน่ายข้าวมากขึ้น โดยกำหนดจัดตลาดนัด จำนวน 2 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 วันที่ 11 – 13 พฤศจิกายน 2568 ณ สหกรณ์การเกษตรป่าแดด จำกัด อำเภอป่าแดด และครั้งที่ 2 วันที่ 18 - 20 พฤศจิกายน 2568 ณ สหกรณ์การเกษตรแม่สาย จำกัด อำเภอแม่สาย ในส่วนข้อเรียกร้องของเกษตรกรเรื่อง พันธุ์ข้าว กข 22 ที่ไม่ได้คุณภาพ เนื่องจากการกลายพันธุ์ ทำให้ราคาไม่ดีเท่าที่ควร หน่วยงานในพื้นที่เตรียมลงพื้นที่ติดตามพิสูจน์พันธุ์เพื่อแก้ไขปัญหา ซึ่งทางกรมการค้าภายในจะเร่งประสานกรมการข้าวเพื่อพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป” นางสาวญาณี กล่าวต่ออีกว่า “สำหรับสถานการณ์ข้าวเหนียวจังหวัดเชียงรายในขณะนี้ (วันที่ 19 ตุลาคม 2568) ผลผลิตออกสู่ตลาดคิดเป็น 24% หรือ 202,854 ตัน ของผลผลิตทั้งหมดที่ปริมาณ 845,225 ตัน แบ่งเป็น ข้าวเหนียว 539,977 ตัน ร้อยละ 62 ข้าวเจ้า 192,543 ตัน ร้อยละ 22 ข้าวหอมมะลิ 117,540 ตัน ร้อยละ 14 และข้าวหอมปทุม 13,893 ตัน ร้อยละ 2 ในส่วนของราคารับซื้อ ข้าวเหนียวความชื้น 25 – 30% อยู่ที่กิโลกรัมละ 6.70 – 7.30 บาท โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย ได้ประสานกับประธานชมรมโรงสีข้าวจังหวัด และเครือข่ายโรงสีในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อเตรียมเข้าร่วมรับซื้อเพิ่มในช่วงที่ผลผลิตเริ่มออกมากขึ้น เพื่อเพิ่มการแข่งขันด้านราคา ไม่ให้เกษตรกรถูกกดราคา และสร้างเสถียรภาพด้านการตลาด” “DIT ยืนยันว่าได้ติดตามสถานการณ์การรับซื้อข้าวเหนียวอย่างใกล้ชิด โดยขอให้พี่น้องเกษตรกรเชื่อมั่นว่าการรับซื้อเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม โดยกรมฯ ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ชั่งตวงวัดลงพื้นที่ตรวจสอบเครื่องชั่ง เครื่องวัดความชื้น และตรวจสอบการปิดป้ายแสดงราคารับซื้ออย่างชัดเจน ตามประกาศ กกร. เพื่อให้เกษตรกรได้รับประโยชน์สูงสุด หากเกษตรกรพบการกดราคา ใช้เครื่องมือที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือสงสัยว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถร้องเรียนได้ทันทีที่ สายด่วน DIT 1569 ซึ่งกรมฯ จะเร่งส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ และหากพบการกระทำผิดจริง จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยการฝ่าฝืนไม่ปิดป้ายแสดงราคา หรือแสดงราคาไม่ถูกต้อง มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และกรณีจงใจกดราคา เอาเปรียบเกษตรกร หรือกระทำการฝ่าฝืนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 อาจมีโทษ จำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ“ นางสาวญาณี กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 13/2569 “พาณิชย์” จับมือ ”กลาโหม“ ยกขบวนสินค้าราคาประหยัด ปล่อยคาราวานโมบายธงฟ้าเข้าถึงชายแดน หนุนผู้ประกอบการ-ฟื้นเศรษฐกิจ–ลดค่าครองชีพ-ดูแลความมั่นคง (19 ตุลาคม 2568)
“พาณิชย์” จับมือ ”กลาโหม“ ยกขบวนสินค้าราคาประหยัด ปล่อยคาราวานโมบายธงฟ้าเข้าถึงชายแดน หนุนผู้ประกอบการ-ฟื้นเศรษฐกิจ–ลดค่าครองชีพ-ดูแลความมั่นคง วันที่ 18 ตุลาคม 2568 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน “มหกรรมธงฟ้าเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดน จังหวัดศรีสะเกษ” ณ ศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ ร่วมกับพลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อช่วยเหลือประชาชนลดภาระค่าครองชีพ และส่งเสริมผู้ประกอบการในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชาให้มีช่องทางจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้น พร้อมเปิดตัว คาราวานโมบายธงฟ้า เพื่อจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดให้ประชาชนในพื้นที่อำเภอชายแดนที่ห่างไกล ซึ่งภายในงานมีการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัดกว่า 1,000 รายการ ครอบคลุม 10 หมวดสินค้า ลดราคาสูงสุดถึง 60% อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ซอสปรุงรส น้ำยาซักผ้า เครื่องครัว เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องแต่งกาย รวมถึงสินค้าชุมชนจากจังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดชายแดนอีก 6 จังหวัด โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17–19 ตุลาคม 2568 นอกจากนี้ ยังมีสินค้าไฮไลท์ในราคาพิเศษทุกวัน เช่น ไข่ไก่เบอร์ M แผงละ 80 บาท น้ำตาลทรายกิโลกรัมละ 20 บาท น้ำมันพืชปาล์มขวดละ 40 บาท และข้าวหอมมะลิ (5 กก.) ถุงละ 120 บาท รวมถึงสินค้าผลไม้จากกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ นำมาจำหน่ายในราคาช่วยเหลือพี่น้องประชาชน นางศุภจี กล่าวว่า โครงการธงฟ้าเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อช่วยเยียวยาค่าครองชีพของประชาชน โดยนำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นเข้าถึงได้ในราคาประหยัด เพื่อแบ่งเบาภาระของพี่น้องชาวศรีสะเกษ รวมทั้งยังเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการในจังหวัดได้นำสินค้ามาจำหน่าย และขยายช่องทางตลาดมากขึ้น กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมมือกับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เพื่อช่วยนำสินค้าของผู้ประกอบการในจังหวัดศรีสะเกษไปจำหน่ายทั่วประเทศ โดยกระทรวงพาณิชย์และไปรษณีย์ไทยจะร่วมสนับสนุนค่าขนส่งสินค้าให้ผู้ประกอบการรายละ 1,000 บาท เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสทางการตลาด “วันนี้ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี ไม่เฉพาะกับชาวศรีสะเกษเท่านั้น แต่ยังเป็นการเชื่อมโยงเศรษฐกิจของจังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชาในภาพรวม เพราะเศรษฐกิจจะเดินได้ ความมั่นคงต้องมี ซึ่งดิฉันยินดีอย่างยิ่งที่ได้รับความร่วมมือจากท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมในการดูแลด้านความมั่นคงและความปลอดภัยให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนควบคู่กันไป” นางศุภจี กล่าว นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังมีแนวนโยบาย “Quick Big Win” เพื่อขับเคลื่อนภารกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว มุ่งให้เกิดผลทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงให้ความสำคัญกับการดูแลค่าครองชีพและการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน เสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการ SMEs และเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย “เราจะไม่หยุดแค่การจำหน่ายสินค้าเท่านั้น แต่จะช่วยยกระดับมาตรฐานสินค้าท้องถิ่น โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ร่วมส่งเสริมให้สินค้าของศรีสะเกษให้มีการขึ้นทะเบียน GI (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์)เพิ่มเติม เพื่อสร้างมูลค่าและรายได้ให้กับเกษตรกร ซึ่งปัจจุบันสินค้า GI ของจังหวัดสร้างรายได้กว่า 4,500 ล้านบาท แล้ว ถือเป็นรายได้ที่กลับไปสู่พี่น้องชาวศรีสะเกษอย่างแท้จริง ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนในจังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดใกล้เคียง มาร่วมเลือกซื้อสินค้าคุณภาพในราคาประหยัดจากโครงการมหกรรมธงฟ้า ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้คัดสรรมาอย่างดี” นางศุภจี กล่าว นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการนำเสนอสินค้า(GI) และผลิตภัณฑ์ชุมชนที่โดดเด่นมีศักยภาพ จาก 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา ที่ได้รับการพัฒนาและยกระดับภาพลักษณ์ ภายใต้ความร่วมมือของกรมการค้าภายใน กรมทรัพย์สินทางปัญญา และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยจับคู่ผู้ประกอบการกับนักออกแบบ พัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และเรื่องราวของสินค้าให้มีความน่าสนใจ พร้อมผลักดันเป็นของขวัญของฝากช่วงเทศกาลปลายปี สินค้าที่ร่วมพัฒนา เช่น ผ้าไหมเก็บบ้านเมืองหลวง และไก่ย่างไม้มะดัน (จ.ศรีสะเกษ) ข้าวหอมมะลิดินภูเขาไฟ และผ้าไหมมัดหมี่ซิ่นตีนแดง (จ.บุรีรัมย์) เนื้อโคขุนและข้าวหอมมะลิ (จ.สุรินทร์) น้ำปลาตราสามกระต่าย (จ.ตราด) ผ้าขาวม้ามาลัยกรและงานจักสานไม้ไผ่หุ้มเซรามิก (จ.สระแก้ว) รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปลา หมูยอ ข้าวหอมมะลิจากกลุ่มนาแปลงใหญ่ (จ.อุบลราชธานี) และเสื่อสุริยา (จ.จันทบุรี) ซึ่งล้วนเป็นสินค้าที่สะท้อนเอกลักษณ์ท้องถิ่นและมีศักยภาพในการพัฒนาเชิงพาณิชย์ต่อไป
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 12/2569 DIT ระดมตรวจความถูกต้องเครื่องวัดความชื้นข้าวโพดทั่วประเทศ รักษาความเป็นธรรมให้เกษตรกร (18 ตุลาคม 2568)
DIT ระดมตรวจความถูกต้องเครื่องวัดความชื้นข้าวโพดทั่วประเทศ รักษาความเป็นธรรมให้เกษตรกร กรมการค้าภายใน (DIT) เดินหน้าระดมตรวจสอบเครื่องวัดความชื้นข้าวโพดทั่วประเทศอย่างเข้มงวด เพื่อคุ้มครองเกษตรกรไม่ให้ถูกเอาเปรียบในการรับซื้อขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาด โดยเริ่มดำเนินการตรวจสอบตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม 2568 เป็นต้นมา ครอบคลุมกว่า 37 จังหวัดที่เป็นแหล่งปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ได้สั่งการเจ้าหน้าที่ชั่งตวงวัดระดมลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการรับซื้อข้าวโพดทั่วประเทศตั้งแต่ช่วงที่ผ่านมา เพื่อคุ้มครองเกษตรกรในการรับซื้อขายข้าวโพดในช่วงผลผลิตข้าวโพดออก โดยได้ตรวจสถานประกอบการที่รับซื้อข้าวโพดจำนวน 500 แห่ง ซึ่งมีการตรวจเครื่องวัดความชื้นข้าวโพดแล้วจำนวน 396 เครื่อง และเครื่องชั่งรถยนต์ 503 เครื่อง พบเครื่องวัดความชื้นที่หมดอายุคำรับรอง 2 เครื่อง ในจังหวัดลำพูนและกำแพงเพชร เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายรายละ 5,000 บาท และ 10,000 บาท ตามลำดับ พร้อมกำชับผู้ประกอบการให้ความสำคัญในการตรวจสอบอายุคำรับรองของเครื่องวัดความชื้นข้าวโพด เพื่อสร้างความมั่นใจในการวัดความชื้นของข้าวโพดให้กับเกษตรกรในการซื้อขาย ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้วางแผนตรวจสอบเครื่องวัดความชื้นข้าวโพดทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม – 28 พฤศจิกายน 2568 ในพื้นที่ 37 จังหวัด เป้าหมายตรวจเครื่องวัดความชื้นข้าวโพด 676 เครื่อง ครอบคลุมจังหวัดสำคัญที่เป็นแหล่งผลิตและรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เช่น ราชบุรี ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี ลำพูน เชียงใหม่ ลำปาง พะเยา แพร่ พิษณุโลก น่าน นครสวรรค์ กำแพงเพชร ตาก พิจิตร เพชรบูรณ์ อุดรธานี หนองคาย ขอนแก่น อุบลราชธานี นครราชสีมา ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ เลย หนองบัวลำภู รวมถึงจังหวัดในภาคตะวันออก เช่น ชลบุรี ฉะเชิงเทรา จันทบุรี ตราด ปราจีนบุรี และสระแก้ว เป็นต้น อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า การตรวจสอบเครื่องวัดความชื้นข้าวโพดเป็นมาตรการสำคัญในการคุ้มครองเกษตรกร เพราะค่าความชื้นมีผลโดยตรงต่อราคารับซื้อ หากเครื่องวัดความชื้นไม่ได้มาตรฐาน อาจทำให้เกษตรกรได้รับราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริง กรมฯ จึงขอให้ผู้ประกอบการให้ความร่วมมือใช้เครื่องวัดความชื้นที่ผ่านการรับรองจากกรมการค้าภายใน และให้เกษตรกรสังเกตเครื่องวัดความชื้นที่มีเครื่องหมายคำรับรองของกรมฯ เพื่อสร้างความมั่นใจในการซื้อขาย โดยหากพบว่า มีการกดราคารับซื้อต่ำกว่าราคาตลาด การติดป้ายแสดงราคารับซื้อไม่ชัดเจน หรือสงสัยผู้ประกอบการใช้เครื่องชั่งน้ำหนักและเครื่องวัดความชื้นไม่ได้มาตรฐาน แจ้งได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 ศูนย์หรือสำนักงานสาขาชั่งตวงวัด และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ทั้งนี้ สถานการณ์การผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปี 2568/69 มีปริมาณประมาณ 4.739 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.98 จากปีก่อน โดยขณะนี้ผลผลิตเริ่มทยอยออกสู่ตลาดแล้วกว่า 1.39 ล้านตัน หรือร้อยละ 29.31 ของผลผลิตทั้งหมด และจะออกมากที่สุดในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงที่เกษตรกรจำนวนมากนำผลผลิตมาขายให้ผู้ประกอบการ “กรมการค้าภายในจะดำเนินการตรวจสอบเครื่องวัดความชื้นข้าวโพดอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เกษตรกรมั่นใจว่าการซื้อขายเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และช่วยให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ในราคาที่สะท้อนคุณภาพที่แท้จริง” นายวิทยากร กล่าวทิ้งท้าย -------------------------------------
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ