ข่าวเลขที่ 180/2568 “พาณิชย์ เคาะเพิ่มราคารับซื้อปาล์ม 5.20 บาท/กก. ตรวจเข้มพร้อมใช้ยาแรงหากราคายังไม่ขยับ (31 พฤษภาคม 2568)
พาณิชย์ เคาะเพิ่มราคารับซื้อปาล์ม 5.20 บาท/กก. ตรวจเข้มพร้อมใช้ยาแรงหากราคายังไม่ขยับ วันนี้( 30 พฤษภาคม 2568) นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์ม ณ ห้องประชุมกรมการค้าภายใน ว่า ตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ ให้กรมติดตามราคารับซื้อผลปาล์มน้ำมันของเกษตรกรไม่ให้ตกต่ำ โดยประชุมร่วมกับผู้แทนเกษตรกร ประธานสภาเกษตรกร จ.ตรัง (นายณัฏฐพร สินไชย) ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย (นายมนัส พุทธรัตน์) ผู้แทนเกษตรกรสุราษฎร์ธานี (ดร.วันสาด ศรีสุวรรณ) ผู้แทนเกษตรกรกระบี่ (นายพันศักดิ์ จิตรรัตน์) ผู้แทนโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม ผู้แทนสมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม นายกสมาคมผู้ผลิตไบโอดีเซลไทย ผู้แทนคลังรับฝากน้ำมันปาล์ม ผู้แทนภาครัฐ กระทรวงเกษตรฯ พลังงาน อุตสาหกรรม ศุลกากร เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดรอบด้าน นายวิทยากร กล่าวเพิ่มว่า ที่ประชุมได้พิจารณาสถานการณ์ผลผลิตและราคาน้ำมันปาล์ม และเห็นชอบร่วมกันให้โรงงานสกัดปรับราคารับซื้อปาล์มน้ำมัน ณ หน้าโรงงานสกัดทั่วประเทศ (อัตรา 18%) จาก 5 บาท/กก. เป็น 5.20 บาท/กก. โดยมีผลทันทีตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2568 ซึ่งจะช่วยยกระดับราคาให้ลานเทปรับราคารับซื้อสูงขึ้นด้วย โดยเมื่อพิจารณาจากปัจจัยบวกหลายด้าน เช่น ราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ปรับตัวสูงขึ้นจากช่วงต้นเดือน พฤษภาคม 2568 อัตราการสกัดน้ำมันโดยเฉลี่ยปรับสูงขึ้น รวมทั้งการส่งออกที่เพิ่มขึ้นในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จึงเห็นว่าสามารถที่จะเพิ่มราคารับซื้อมากกว่า 5 บาท/กก. ได้ ประกอบกับผลผลิตในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอันดามันเลยช่วงเวลาที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก (peak) มาแล้ว คงเหลือฝั่งอ่าวไทยที่ยังคงออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องแต่คาดว่าจะลดลงในช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2568 นี้ นายวิทยากร กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ กรมการค้าภายในจะร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ สำนักงานพาณิชย์จังหวัด สำนักงานตำรวจภูธรภาค 8 ลงพื้นที่กำกับดูแลตรวจสอบการรับซื้อผลปาล์มตามที่ขอความร่วมมือดังกล่าวทั้งโรงงานสกัด ลานเท ให้เป็นไปตามคุณภาพผลผลิตและสอดคล้องกับข้อเท็จจริง รวมทั้งการปิดป้ายแสดงราคารับซื้อให้ชัดเจน เพื่อให้เกษตรกรได้รับราคาที่เป็นธรรม หากตรวจสอบแล้วพบว่าการรับซื้อยังไม่สอดคล้องกับสถานการณ์และข้อเท็จจริงที่ขอความร่วมมือไว้ จะพิจารณาดำเนินการว่าอาจจะเข้าข่ายเป็นการจงใจทำให้เกิดความปั่นป่วนซึ่งราคาสินค้าตามมาตรา 29 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 โดยจะนำเรียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการเพื่อบริหารจัดการปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มด้านการตลาดพิจารณาต่อไป กรมการค้าภายในเน้นย้ำให้โรงงานสกัด รับซื้อปาล์มน้ำมันของเกษตรกรตามที่คณะกรรมการได้แจ้งราคาเพื่อให้ราคาทั้งระบบได้มีการปรับตัวขึ้น ซึ่งหากโรงงานสกัดใดไม่ดำเนินการ กระทรวงพาณิชย์จะมีการเข้าไปตรวจสอบอย่างละเอียดหากพบการจงใจกดราคารับซื้อเกษตรกร พร้อมใช้ยาแรงในการเอาผิดตามกฏหมายทันที ในส่วนของลานเท จุดรับซื้อทุกแห่ง ต้องติดป้ายแสดงราคารับซื้ออย่างชัดเจน โปร่งใส และเปิดเผย เพื่อให้เกษตรกรสามารถเปรียบเทียบราคาและตัดสินใจขายผลผลิตได้อย่างเป็นธรรม ทั้งนี้เพื่อป้องกันการเอาเปรียบและส่งเสริมความโปร่งใส ในระบบการซื้อขายปาล์มน้ำมัน นายวิทยากรกล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 179/2568 ข่าวดี ผู้เลี้ยงปลากะพง - กุ้งขาว “พาณิชย์” เชื่อมโยง ห้างแม็คโคร-โลตัส “รับซื้อปลากะพง” กว่า 3,200 ตัน ทั่วประเทศ ช่วยเกษตรกรมีรายได้ทันทีกว่า 430 ล้านบาท พร้อมต่อยอดโมเดลเชื่อมโยง “กุ้งขาว 30 จังหวัด สู่ภาคเหนือ-อีสาน” เป้าหมาย 5,450 ตัน (29 พฤษภาคม 2568)
ข่าวดี ผู้เลี้ยงปลากะพง - กุ้งขาว พาณิชย์ เชื่อมโยง ห้างแม็คโคร-โลตัส รับซื้อปลากะพง กว่า 3,200 ตัน ทั่วประเทศ ช่วยเกษตรกรมีรายได้ทันทีกว่า 430 ล้านบาท พร้อมต่อยอดโมเดลเชื่อมโยง กุ้งขาว 30 จังหวัด สู่ภาคเหนือ-อีสาน เป้าหมาย 5,450 ตัน กรมการค้าภายใน ดำเนินโครงการช่วยเหลือเกษตรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำ โดยการแก้ไขปัญหาราคาและตลาดรองรับ หนึ่งในมาตรการคือเชื่อมโยงผู้ประกอบการค้าปลีก ค้าส่ง เป็นตลาดรองรับเพิ่มเติมจากตลาดทั่วไป โดยกรมร่วมกับ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ดำเนินโครงการ แม็คโคร - โลตัส เคียงข้างเกษตรกรไทย ปล่อยคาราวานรถรับซื้อปลากะพงจากเกษตรกรผู้เลี้ยงแล้วใน 5 จังหวัด (ตั้งแต่เดือนมกราคม 2567 จนถึงปัจจุบัน) ปริมาณ 3,200 ตัน ทำให้เกษตรกรมีรายได้แล้วกว่า 430 ล้านบาท เร่งเดินหน้าโครงการเชื่อมโยงการจำหน่าย ยกระดับราคาปลากะพงให้สอดคล้องต้นทุน พร้อมขยายกิจกรรมรณรงค์บริโภคกุ้ง ดูแลราคากุ้งขาวแวนนาไมในช่วงผลผลิตออกตลาดมาก ครอบคลุม 30 จังหวัด เป้าหมายกว่า 5,450 ตัน วันนี้ (29 พฤษภาคม 2568) นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน ได้ลงพื้นที่ อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อติดตามโครงการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง และปล่อยคาราวานรับซื้อปลากะพง ณ บ่อเกษตรกรในอำเภอบางปะกง โดยเปิดเผยว่า กรมการค้าภายในเดินหน้าส่งเสริมการประกอบอาชีพเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำ ตามนโยบาย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส ของรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ ได้มีนโยบายให้แก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรในพื้นที่อย่างทันท่วงที และเน้นทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด กรมการค้าภายในจึงได้ดำเนินโครงการร่วมกับบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ดำเนินโครงการรับซื้อปลากะพงจากเกษตรกรภายใต้โครงการ แม็คโคร - โลตัส เคียงข้างเกษตรกรไทย นางสาวญาณี กล่าวต่อว่า โดยในวันนี้ กรมฯ และผู้บริหาร ซีพีฯ ได้ร่วมกันปล่อยคาราวานรับซื้อปลากะพง ณ บ่อเกษตรกร ในอำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อนำไปจำหน่ายในห้างแมคโครและโลตัส ร่วม 170 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการเพิ่มช่องทางจำหน่าย และยกระดับราคาปลากะพงให้กับเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม โดยกิจกรรมดังกล่าวดำเนินการมาแล้วตั้งแต่ต้นปี 2567 จนถึงปัจจุบันมีการรับซื้อปลากะพงจากเกษตรกรในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ ปัตตานี สงขลา และนครสวรรค์ รวมปริมาณกว่า 3,200 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 430 ล้านบาท ทำให้ปัจจุบันราคาปลากะพงยังได้ราคาดีต่อเนื่อง โดยกิจกรรมดังกล่าวกรมการค้าภายในได้ดำเนินมาตรการเชื่อมโยงการระบายสินค้าปลากะพงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน และจะดำเนินการต่อไป เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตในราคาที่เหมาะสม ไม่ต่ำกว่าต้นทุน ซึ่งเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงในพื้นที่ต่าง ๆ รู้สึกดีใจที่ภาครัฐและเอกชนเข้ามาดูแลช่วยเหลือ ทำให้มีรายได้ที่เพียงพอ และมีกำลังใจในการประกอบอาชีพต่อไป นางสาวญาณี กล่าวต่ออีกว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในขอขอบคุณ บริษัท ซีพี แอ๊กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ที่เป็นหนึ่งในพันธมิตรที่สำคัญของกรมในการช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งกรมฯ ได้มีการประสานความร่วมมือกันมาโดยตลอด เพื่อเชื่อมโยงสินค้าจากเกษตรกรมาจำหน่าย ทั้งเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการขยายตลาดด้วยการเพิ่มช่องทางการจำหน่าย การรณรงค์บริโภค หรือแม้กระทั่งเป็นช่องทางในการจำหน่ายในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก เช่น ผลไม้ กุ้งขาวแวนนาไม และปลากะพง เป็นต้น ซึ่งกรมฯ ได้รับความร่วมมือที่ดีมาโดยตลอด นอกจากนี้ รองอธิบดียังได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์กุ้งขาวแวนนาไม ในพื้นที่ ตำบลบางเกลือ อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งขณะนี้กุ้งขาวแวนนาไมอยู่ในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ซึ่งกรมฯ ได้มีมาตรการรองรับ โดยได้ขยายระยะเวลาโครงการส่งเสริมการรณรงค์บริโภคสินค้ากุ้ง ปี 2567 จากเดิมสิ้นสุด 31 มีนาคม 2568 เป็น 31 ตุลาคม 2568 เพื่อสนับสนุนค่าบริหารจัดการด้านผลผลิตและค่าบริหารจัดการด้านการตลาดให้แก่เกษตรกร ไม่เกิน กก.ละ 22 บาท ปริมาณเป้าหมายกว่า 5,450 ตัน ครอบคลุมแหล่งผลิตกุ้งทั้งประเทศ จำนวน 30 จังหวัด ซึ่งคาดว่าจะสามารถบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรได้ โดยที่ผ่านมากรมฯ ยังได้มีการจัดกิจกรรมรณรงค์บริโภคทั้งในและนอกแหล่งผลิตรวมถึงเชื่อมโยงกุ้งออกนอกแหล่งผลิตอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2567 จนถึงปัจจุบัน เช่น เทศกาลกินกุ้งแปดริ้ว เทศกาลกินกุ้งจันท์ และเทศกาลงานกินกุ้งไทย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นต้น และในปีนี้กรมฯ จะได้มีการจัดการเชื่อมโยงกุ้งนำร่องไปยัง 10 จังหวัดในภาคอีสาน และภาคเหนือ ในช่วงเดือน มิถุนายน กันยายน 2568 ซึ่งคาดว่าจะสามารถช่วยกระตุ้นการบริโภคกุ้งเพิ่มขึ้น กรมการค้าภายในจะเดินหน้าเชื่อมโยงสินค้าเกษตรจากแหล่งผลิตสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแลเสถียรภาพราคา และสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับเกษตรกรไทย โดยเน้นความร่วมมือกับภาคเอกชนในการขยายช่องทางการจำหน่าย พร้อมรณรงค์การบริโภคภายในประเทศ เพื่อให้เกษตรกรไทยมีรายได้เพิ่มมากขึ้น นางสาวญาณีกล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 178/2568 “กรมการค้าภายใน” เปิด DIT Fresh From Farm ในงาน THAIFEX–ANUGA ASIA 2025 อย่างคึกคัก ผู้ประกอบการต่างชาติสนใจสินค้าเกษตรไทย คาดยอดสั่งซื้อทะลุ 250 ล้านบาท (28 พฤษภาคม 2568)
กรมการค้าภายใน เปิด DIT Fresh From Farm ในงาน THAIFEX ANUGA ASIA 2025 อย่างคึกคัก ผู้ประกอบการต่างชาติสนใจสินค้าเกษตรไทย คาดยอดสั่งซื้อทะลุ 250 ล้านบาท วันที่ 27 พฤษภาคม 2568 นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลตามข้อสั่งการของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลเกษตรกรไทย โดยการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าผลไม้และผลิตภัณฑ์แปรรูปสู่ตลาดโลก กิจกรรมภายใต้ DIT Pavilion ปีนี้ ภายใต้แนวคิด FRESH FROM FARM ถือเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2568 ที่กรมฯ ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อเปิดตลาดใหม่ ขยายตลาดเดิม สร้างเสถียรภาพด้านราคา และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน ภายในงาน กรมฯ ได้นำเสนอศักยภาพของสินค้าเกษตรไทยที่มีความโดดเด่นทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐาน และความคิดสร้างสรรค์ โดยรวบรวมผลไม้เกรดพรีเมียมและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเกษตรกรทั่วประเทศ ทั้งผลไม้สดส่งออก เช่น ทุเรียน มังคุด มะม่วง และกล้วย ผลไม้แปรรูป เช่น ลำไยอบแห้ง มะม่วงอบ สับปะรดอบ และแก้วมังกรแปรรูป รวมถึงผลิตภัณฑ์อบแห้งจากพืชผัก เช่น กระเทียมและหอมแดง น้ำผลไม้และเครื่องดื่มจากผลไม้ สมุนไพรแปรรูป เช่น ขิงและขมิ้นชัน ของขบเคี้ยวจากเมล็ดพืช เช่น เม็ดมะม่วงหิมพานต์ปรุงรส และผลิตภัณฑ์จากกล้วยและเกษตรแปรรูปอื่น ๆ นายวิทยากร กล่าวต่อว่า ในวันแรกของการเปิดงาน (27 พฤษภาคม 2568) DIT Pavilion ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากผู้ประกอบการต่างชาติที่เข้าชมบูธและให้ความสนใจกับผลิตภัณฑ์ของไทย โดยเฉพาะนวัตกรรมสมูทตี้จากผลไม้ไทยที่ผสมรสชาติหลากหลาย ซึ่งเป็นจุดที่ได้รับความสนใจมากที่สุด เนื่องจากแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการนำผลไม้ไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหารในรูปแบบที่ทันสมัย ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดต่างประเทศ ไฮไลต์สำคัญของงานในปีนี้ยังรวมถึงกิจกรรมสาธิตการทำอาหารโดยเชฟระดับมืออาชีพของประเทศ ที่ได้นำผลไม้และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเกษตรกรมารังสรรค์เป็นเมนูอาหารคาวและหวาน ถ่ายทอดแนวทางการใช้วัตถุดิบไทยในรูปแบบใหม่ สร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ และเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตรไทย สำหรับการเข้าร่วมงานในครั้งนี้ กรมฯ คาดการณ์ว่าจะสามารถสร้างมูลค่าการเจรจาธุรกิจและยอดขายภายในงานรวมกว่า 250 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยบนเวทีการค้าโลก ผู้สนใจสามารถเข้าชมงานและร่วมเจรจาธุรกิจได้ตั้งแต่วันที่ 27 30 พฤษภาคม 2568 เวลา 10.00 18.00 น. และในวันที่ 31 พฤษภาคม 2568 จะเปิดจำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไป เวลา 10.00 20.00 น. ณ อาคาร Challenger 1 3 และ IEC Hall 5 12 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี กรมการค้าภายในขอเชิญชวนผู้ประกอบการและผู้บริโภคมาร่วมสัมผัสความสดใหม่จากสวนไทย ได้ที่ DIT Pavilion ในงานแสดงสินค้าอาหารระดับโลก THAIFEX ANUGA ASIA 2025 ระหว่างวันที่ 27 31 พฤษภาคม 2568 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี Hall 9 บูธ DD27 และร่วมขับเคลื่อนสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลกไปด้วยกัน นายวิทยากร กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 177/2568 กรมการค้าภายใน จับมือ กยท. เดินหน้าดูแลเกษตรกรยางพารา ตรวจเข้มเครื่องชั่ง – ขยายตลาดส่งออก (27 พฤษภาคม 2568)
กรมการค้าภายใน จับมือ กยท. เดินหน้าดูแลเกษตรกรยางพารา ตรวจเข้มเครื่องชั่ง ขยายตลาดส่งออก นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ว่า จากกรณีที่กรมฯ ได้รับข้อเรียกร้องจากเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราในหลายจังหวัด ขอให้คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ออกมาตรการกำกับดูแลสินค้ายางพาราเพิ่มเติม จากมาตรการที่มีอยู่เดิม เช่น การกำหนดราคาซื้อขั้นต่ำ การแจ้งต้นทุน การควบคุมแผนการผลิต การนำเข้า-ส่งออก การควบคุมการขนย้าย และการป้องกันการปั่นป่วนราคายางในตลาด เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2568 กรมการค้าภายในจึงได้หารือกับนายสุขทัศน์ ต่างวิริยกุล รักษาการผู้ว่าการ กยท. เพื่อพิจารณารายละเอียดต่าง ๆ อย่างรอบคอบก่อนใช้มาตรการตามกฎหมาย ทั้งนี้ ปัจจุบัน กกร. ได้กำหนดให้ยางพารา รวมถึงน้ำยางสด ยางก้อน เศษยาง น้ำยางข้น ยางแผ่น ยางแท่ง และยางเครพ เป็นสินค้าควบคุม ตามประกาศ กกร. ฉบับที่ 9 พ.ศ. 2567 พร้อมออกมาตรการกำกับดูแล อาทิ การกำหนดให้ผู้รับซื้อตั้งแต่ 5,000 กิโลกรัมขึ้นไป ต้องแจ้งข้อมูลปริมาณยางพาราเป็นรายเดือน และการแสดงราคารับซื้ออย่างชัดเจน โปร่งใส ตรงกับราคาจริง สำหรับข้อเสนอของเกษตรกรในการกำหนดราคารับซื้อ ตามมาตรา 25 ของพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 นั้น กรมฯ ได้ขอให้ กยท. จัดทำข้อมูลต้นทุนการผลิตและโครงสร้างราคายางอย่างละเอียด เพื่อประกอบการพิจารณาก่อนเสนอคณะกรรมการ กกร. พิจารณาอย่างรอบคอบ ในการกำหนดราคายางพาราที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย นายวิทยากร กล่าวเพิ่มว่า ในด้านการกำกับดูแลการซื้อขาย กรมการค้าภายในร่วมกับ กยท. และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ดำเนินการตรวจสอบการติดป้ายราคารับซื้อ และตรวจสอบเครื่องชั่งน้ำหนักที่ใช้ในการซื้อขายยางพาราอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความโปร่งใสและป้องกันการเอาเปรียบเกษตรกร โดยที่ผ่านมาได้มีการจับกุมผู้กระทำผิดที่ดัดแปลงเครื่องชั่งให้แสดงน้ำหนักต่ำกว่าความเป็นจริงในหลายพื้นที่ อาทิ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตรวจพบเครื่องชั่งสปริงดัดแปลงในรถเร่รับซื้อเศษยาง จังหวัดเลย พบเครื่องชั่งแสดงน้ำหนักต่ำกว่าความจริงประมาณ 10 กิโลกรัม และจังหวัดบึงกาฬ พบเครื่องชั่งแสดงน้ำหนักต่ำกว่าจริงราว 8 กิโลกรัม ซึ่งผู้กระทำผิดทั้งหมดถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ในส่วนของตลาดต่างประเทศ กรมฯ และ กยท. ได้เห็นชอบร่วมกันในการขยายโอกาสทางการตลาด โดยเน้นการเจาะตลาดใหม่ เช่น อินเดีย ที่มีความต้องการใช้ยางพาราในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น รวมถึงการขยายตลาดเดิม เช่น สหภาพยุโรป ด้วยการยกระดับคุณภาพสินค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เพื่อลดผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าภายใต้นโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งส่งผลต่อการส่งออกและราคายางของไทย โดยกรมฯ จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ร่วมกับ กยท. วางแผนจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ รวมถึงสนับสนุนผู้ประกอบการในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้แก่อุตสาหกรรมยางพาราไทยในตลาดโลก นายวิทยากร กล่าวทิ้งท้ายว่า การดำเนินงานในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของเกษตรกรเท่านั้น แต่ยังมุ่งสร้างกลไกตลาดที่โปร่งใส และยกระดับอุตสาหกรรมยางพาราไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 176/2568 “กรมการค้าภายใน” ขนผลไม้ไทย เปิด “DIT Pavilion” FRESH FROM FARM Hall 9 ในงาน THAIFEX–ANUGA ASIA 2025 ดันเกษตรไทยสู่ตลาดโลก (26 พฤษภาคม 2568)
กรมการค้าภายใน ขนผลไม้ไทย เปิด DIT Pavilion FRESH FROM FARM Hall 9 ในงาน THAIFEX ANUGA ASIA 2025 ดันเกษตรไทยสู่ตลาดโลก กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จัด DIT Pavilion ในงานแสดงสินค้าอาหารระดับโลก THAIFEX ANUGA ASIA 2025 ระหว่างวันที่ 27 31 พฤษภาคม 2568 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี FRESH FROM FARM Pavilion Hall 9 บูธ DD27 ขนผลไม้ไทยและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผลไม้ไทยสู่ตลาดโลก แสดงศักยภาพสินค้าเกษตรไทยที่พร้อมแข่งขันทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐาน และความคิดสร้างสรรค์ ไฮไลท์ในงานมีการนำผลไม้ไทยมาเมนูทั้งคาวและหวาน โดยกิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในมาตรการบริหารจัดการผลไม้ปี 2568 ของกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเน้นการเปิดตลาดใหม่และขยายตลาดเดิม เพื่อสร้างเสถียรภาพราคาและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรไทย วันที่ 26 พฤษภาคม 2568 นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายใน นำผลไม้ไทยเกรดพรีเมียม เข้าร่วมงาน THAIFEX ANUGA ASIA 2025 ในครั้งนี้ เพื่อโอกาสสำคัญในการผลักดันผลไม้ไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล โดยเฉพาะผลไม้สด ผลไม้แปรรูป และสินค้านวัตกรรม ซึ่งภายใต้ DIT Pavilion ปีนี้ เราได้คัดเลือกผู้ประกอบการที่มีศักยภาพหลากหลาย ทั้งในระดับอุตสาหกรรมและชุมชน โดยเน้นการนำเสนอสินค้าที่มีรสชาติเอกลักษณ์ คุณภาพดี และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก นายวิทยากร กล่าวต่อว่า ภายในงานผู้เข้าร่วมจะได้พบกับผลไม้ไทยคุณภาพส่งออก (เกรดพรีเมียม) รวมถึงสินค้าแปรรูปที่ผ่านการพัฒนาและยกระดับมาตรฐาน จากผู้ประกอบการทั้ง 8 ราย ประกอบด้วยบริษัท 5 ราย ได้แก่ สมาคมผู้ค้าและส่งออกผลไม้ไทย และบริษัท มาตา เทรดดิ้ง จำกัด ที่นำเสนอผลไม้สดคุณภาพส่งออก อาทิ ทุเรียน มังคุด และมะม่วง บริษัท ตะวันพืชผล จำกัด นำผลิตภัณฑ์กระเทียมและหอมแดงอบแห้ง บริษัท นานาฟรุ๊ต จำกัด นำเสนอผลไม้แปรรูป เช่น ลำไยอบแห้ง แก้วมังกร มะม่วง สับปะรด และกล้วย รวมถึงบริษัท ฟอร์ทเวนดิ้ง จำกัด ที่นำน้ำผลไม้ปั่นจากตู้เต่าบินมานำเสนอในรูปแบบนวัตกรรมใหม่ พร้อมทั้งมีผู้ประกอบการชุมชนภายใต้การส่งเสริมของกรมฯ อีก 3 ราย ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนบ้านหาดไก่ต้อย จังหวัดอุตรดิตถ์ นำเสนอเม็ดมะม่วงหิมพานต์ปรุงรส วิสาหกิจชุมชนแปรรูปสมุนไพรปลูกรัก จังหวัดตาก นำเสนอสมุนไพรแปรรูป เช่น ขิงและขมิ้นชัน และวิสาหกิจชุมชนกลุ่มอาชีพผลไม้สดและผลผลิตทางการเกษตรแปรรูปบ้านดอนทอง จังหวัดนครปฐม ที่นำผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกล้วยมาร่วมแสดง สำหรับไฮไลท์ในงานจะมีการสาธิตการทำอาหารโดยใช้ผลไม้ไทยเป็นวัตถุดิบ โดยทำทั้งอาหารคาว และอาหารหวาน ให้นักธุรกิจทั้งชาวไทยและต่างชาติได้เปิดรสสัมผัสใหม่ ๆ โดยได้ชิมรสชาติของผลไม้ที่แตกต่างจากผลไม้สด แต่ยังคงความอร่อยและความเป็นไทย สำหรับปี 2567 ที่ผ่านมา การเข้าร่วมงาน THAIFEX ของผู้ประกอบการที่ได้รับการสนับสนุนจากกรมฯ สามารถสร้างมูลค่าการเจรจาธุรกิจรวมกว่า 132 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดการเจรจาซื้อขายล่วงหน้า 132 ล้านบาท และยอดซื้อขายภายในงาน 390,000 บาท สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของสินค้าไทยในเวทีการค้าโลก กรมการค้าภายในขอเชิญชวนผู้สนใจสามารถเข้าชมและเจรจาธุรกิจได้ในวันที่ 27 30 พฤษภาคม 2568 เวลา 10.00 18.00 น. และในวันที่ 31 พฤษภาคม 2568 จะเปิดจำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไป เวลา 10.00 20.00 น. ณ อาคาร Challenger 1 3 และ IEC Hall 5 12 อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อเป็นการสนับสนุนสินค้าไทย โดยเฉพาะผลไม้ไทย จึงขอเชิญผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติ ร่วมสัมผัสรสชาติความสดใหม่จากสวนไทย และเปิดโอกาสขยายตลาดสินค้าเกษตรไทย นายวิทยากร กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 175/2568 กรมการค้าภายในเพิ่มมาตรการดูแลเครื่องวัดความยาวเลเซอร์ สร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้งาน (26 พฤษภาคม 2568)
กรมการค้าภายในเพิ่มมาตรการดูแลเครื่องวัดความยาวเลเซอร์ สร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้งาน กรมการค้าภายใน ขยายการดูแลเครื่องชั่งตวงวัดให้ครอบคลุมถึงเครื่องวัดความยาวชนิดเลเซอร์แบบกล้องประมวลผลรวม (Total Station) ให้ความสำคัญกับความถูกต้องแม่นยำของเครื่องชั่งตวงวัดที่ใช้ในภาคการค้า ภายใต้พระราชบัญญัติมาตราชั่งตวงวัด นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2568 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้ลงนามออกประกาศกระทรวงพาณิชย์กำกับดูแลความถูกต้องเที่ยงตรงเครื่องวัดความยาวชนิดเลเซอร์แบบกล้องประมวลผลรวม (Total Station) โดยกำหนดอัตราเผื่อเหลือเผื่อขาดอ้างอิงตามมาตรฐานสากล (International Organization of Legal Metrology : OIML) และกำหนดอายุคำรับรองทุก 1 ปี เครื่องวัดชนิดนี้ถูกนำมาใช้ในหลายภาคส่วน เช่น งานก่อสร้าง การสำรวจที่ดิน การวัดระยะถนน และการศึกษา จึงมีความจำเป็นต้องกำกับดูแลให้เครื่องมือที่ใช้งานมีความแม่นยำและเป็นธรรม เพื่อป้องกันการเอาเปรียบจากข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง รวมถึงสร้างความมั่นใจให้แก่หน่วยงานและประชาชน ปัจจุบันมีหน่วยงานที่ใช้เครื่องวัดเลเซอร์นี้ประมาณ 7,500 เครื่อง เช่น กรมที่ดิน กระทรวงคมนาคม กรมแผนที่ทหาร สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน โดยมีการนำเข้าเครื่องใหม่ประมาณปีละ 1,200 1,500 เครื่อง ผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ขาย ผู้ซ่อม หรือผู้ที่ถือครองเครื่องวัดความยาวชนิดเลเซอร์ฯ จะต้องนำเครื่องเข้ารับการตรวจสอบภายใน 1 ปี นับจากวันที่ประกาศกระทรวงฯ มีผลบังคับ ซึ่งสามารถยื่นคำขอได้ผ่านระบบงานชั่งตวงวัดแบบออนไลน์ของกรมการค้าภายใน และในช่วงแรกยังไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมในการตรวจสอบนี้ กรมการค้าภายในยังขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการที่ใช้เครื่องชั่งตวงวัดในการซื้อขายสินค้า ให้ใช้เฉพาะเครื่องที่ผ่านการตรวจสอบและได้รับคำรับรองจากเจ้าหน้าที่ พร้อมทั้งดูแลตรวจสอบสภาพการใช้งานอย่างสม่ำเสมอ หากฝ่าฝืนใช้เครื่องที่ไม่ได้รับการตรวจสอบ จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากมีการดัดแปลงหรือโกงเครื่องชั่ง จะมีโทษหนักถึงจำคุก 7 ปี และปรับไม่เกิน 280,000 บาท สำหรับประชาชนทั่วไป หากพบเห็นความผิดปกติของเครื่องชั่งตวงวัด หรือสงสัยว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในการซื้อขาย สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วน 1569 แอปพลิเคชัน LINE @MR.DIT หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดและสาขาชั่งตวงวัดใกล้บ้าน
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 174/2568 “พาณิชย์” ลงพื้นที่เชียงราย ติดตามสถานการณ์ข้าวและโครงการชดเชยดอกเบี้ยผู้ค้าข้าว เสริมกลไกตลาด-เพิ่มสภาพคล่องรับฤดูกาลผลิตใหม่ (25 พฤษภาคม 2568)
พาณิชย์ ลงพื้นที่เชียงราย ติดตามสถานการณ์ข้าวและโครงการชดเชยดอกเบี้ยผู้ค้าข้าว เสริมกลไกตลาด-เพิ่มสภาพคล่องรับฤดูกาลผลิตใหม่ นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายเพื่อติดตามสถานการณ์ข้าวและความคืบหน้าการดำเนินโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้แก่ผู้ประกอบการค้าข้าวที่เข้าร่วมเก็บสต็อกข้าวเปลือก ปีการผลิต 2567/68 โดยได้ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย ตรวจเยี่ยมบริษัท โรงสีกำพล จำกัด อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ซึ่งถือเป็นการติดตามสถานการณ์ในพื้นที่จริงและรวบรวมข้อมูลการดำเนินโครงการ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาเสนอแนวทางต่อคณะรัฐมนตรี สำหรับโครงการในปีการผลิตถัดไป ซึ่งคาดว่าจะเริ่มในเดือนหน้า โครงการชดเชยดอกเบี้ยดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญภายใต้นโยบายของ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเสริมกลไกตลาด เพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ และรักษาเสถียรภาพราคาข้าวในตลาด เพื่อให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายข้าวได้ในราคาที่เป็นธรรม โดยกรมฯ ได้สนับสนุนดอกเบี้ยให้กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วม ผ่านธนาคารพาณิชย์หรือธนาคารของรัฐ ด้วยอัตราชดเชยร้อยละ 3 ต่อปี ตามระยะเวลาการเก็บสต็อก 60 180 วัน ภายใต้วงเงินรวม 585 ล้านบาท ระยะเวลารับซื้อข้าวตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ 29 พ.ย. 67 - 31 มี.ค. 68 (ภาคใต้ 1 ม.ค. - 30 มิ.ย. 68) ปีนี้มีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการรวม 205 ราย จาก 45 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมีปริมาณข้าวเปลือกสะสมสูงสุดในเดือนธันวาคม 2567 ที่ 2.285 ล้านตัน ในจังหวัดเชียงรายมีผู้ประกอบการเข้าร่วม 4 ราย โดยโรงสีกำพลฯ ยังคงมีข้าวหอมมะลิทั้งในรูปแบบข้าวเปลือกและข้าวสารในคลัง ด้านผู้ประกอบการโรงสีกำพลฯ กล่าวว่า ช่วงต้นฤดูกาลเป็นช่วงที่ผลผลิตข้าวออกสู่ตลาดพร้อมกัน ทำให้ราคามีแนวโน้มลดลง การมีโครงการชดเชยดอกเบี้ยจึงช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเก็บสต็อกข้าวไว้ได้โดยไม่ต้องรีบขายออก ส่งผลให้เกษตรกรสามารถขายข้าวได้ในราคาที่เหมาะสมมากขึ้น ทั้งยังช่วยลดแรงกดดันในตลาดและรักษาเสถียรภาพโดยรวม ขณะเดียวกัน มีคณะทำงานระดับจังหวัดที่รับผิดชอบตรวจสอบสต็อกข้าวของผู้ประกอบการทุกเดือน เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และครอบคลุมมูลค่าตั๋วสัญญาใช้เงินตามโครงการ รองอธิบดีฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงปลายฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง ซึ่งมีการเก็บเกี่ยวไปแล้วมากกว่าร้อยละ 89 ของผลผลิตทั้งหมด แม้ราคาข้าวในตลาดโลกจะมีความผันผวน โดยเฉพาะหลังจากที่อินเดียกลับมาส่งออกข้าว ส่งผลให้ราคาข้าวขาวในตลาดโลกลดลง แต่สถานการณ์ราคาข้าวในประเทศยังคงอยู่ในระดับทรงตัวและมีแนวโน้มดีขึ้น โดยจากข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 พบว่า ราคาข้าวเปลือกยังใกล้เคียงกับเดือนก่อนหน้า ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้านาปรังเกี่ยวสด (ความชื้น 25%) ราคา 6,500 6,800 บาทต่อตัน ข้าวเจ้าแห้ง (ความชื้น 15%) 7,600 8,000 บาทต่อตัน ข้าวเหนียวนาปรังสด (ความชื้น 25%) 9,400 10,200 บาทต่อตัน และข้าวเหนียวแห้ง (ความชื้น 15%) 11,000 12,000 บาทต่อตัน กรมฯ จะยังคงติดตามสถานการณ์ข้าวอย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งดำเนินมาตรการที่เหมาะสม เพื่อรักษาเสถียรภาพตลาดข้าวไทย และส่งเสริมรายได้ที่เป็นธรรมแก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน นางสาวญาณี กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 173/2568 “พาณิชย์” ประสานผู้ประกอบการ เข้ารับซื้อมะม่วงแฟนซี จ.เชียงใหม่-ลำพูน (25 พฤษภาคม 2568)
พาณิชย์ ประสานผู้ประกอบการ เข้ารับซื้อมะม่วงแฟนซี จ.เชียงใหม่-ลำพูน กรมการค้าภายในรับลูก พิชัย ประสานผู้ประกอบการ ผู้รวบรวม ผู้ส่งออก เข้ารับซื้อมะม่วงแฟนซี จ.เชียงใหม่ ลำพูน นำร่องซื้อทันที 100 ตัน ส่งกระบายผ่านโมบายธงฟ้า พร้อมนำขายผ่านงานธงฟ้า เปิดจุดจำหน่ายแหล่งชุมชน การเคหะ นิคมอุตสาหกรรม หมู่บ้านจัดสรร ปั๊มน้ำมัน มั่นใจดูแลเกษตรกรมีที่ขาย และขายผลผลิตได้คุ้มต้นทุน นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมเร่งประสานผู้ประกอบการ ผู้รวบรวม และผู้ส่งออก เข้าไปในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน เพื่อเร่งดึงผลผลิตมะม่วงแฟนซี ซึ่งเป็นมะม่วงที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือ เป็นมะม่วงที่มีสีสัน และเป็นมะม่วงขนาดใหญ่ เป็นที่สนใจของผู้ซื้อและตลาด และกำลังเริ่มออกสู่ตลาดในขณะนี้ กระจายออกนอกแหล่งผลิตโดยเร็ว เพื่อแก้ไขปัญหาผลผลิตกระจุกตัว และกระทบต่อราคาขายของเกษตรกร ทั้งนี้ กรมได้นำร่องนำผู้ประกอบการลงพื้นที่ โดยได้ร่วมกับจังหวัดเชียงใหม่ โดยนายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ นำผู้ประกอบการเข้าไปรับซื้อ และรวมปล่อยขบวนรถคาราวานผลไม้รับซื้อผลผลิตมะม่วงภาคเหนือออกจากแหล่งผลิต ณ ที่ทำการกลุ่มแปลงใหญ่มะม่วง หมู่ที่ 19 ตำบลดอยหล่อ อำเภอดอยหล่อ ไปสู่ตลาดปลายทางที่กรุงเทพมหานคร เพื่อเข้าสู่โมบายธงฟ้าปริมาณ 100 ตัน โดยมีนายสุรพล เกียรติไชยากร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เข้ามาร่วมกิจกรรมด้วย ขณะเดียวกัน กรมได้เตรียมช่องทางการตลาดปลายทาง เพื่อรองรับผลผลิตมะม่วงเพิ่มเติม โดยนอกจากระบายผ่านโมบายธงฟ้า จะนำไปขายในงานธงฟ้าที่จะจัดในจังหวัดต่าง ๆ และเปิดจุดจำหน่ายผลไม้ในแหล่งชุมชนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งชุมชนการเคหะ นิคมอุตสาหกรรม หรือหมู่บ้านจัดสรร เป็นต้น ซึ่งเป็นไปตามมาตรการบริหารจัดการผลไม้ที่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า และยังได้ประสานสถานีบริการน้ำมัน รวมมากกว่า 10,000 สาขา และผู้แปรรูปรายใหญ่ เตรียมช่วยดูดซับผลผลิตด้วย ปัจจุบันมะม่วงแฟนซี ทั้งสายพันธุ์ อาร์ทูอีทู จินหวง แดงจักรพรรดิ และงาช้างแดง ได้เริ่มออกสู่ตลาดแล้วประมาณ 30% ของผลผลิตทั้งหมด และคาดว่าในช่วง 2 สัปดาห์ข้างหน้า ผลผลิตจะเริ่มออกมามาก แต่กรมจะใช้ทุกวิถีทาง เพื่อดูแลเกษตรกรในการระบายผลผลิต และกระจายผลผลิตออกจากแหล่งผลิตให้เร็วที่สุด ทำให้เกษตรกรมีรายได้คุ้มกับต้นทุน และมีรายได้เพิ่มขึ้น
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ