ข่าวเลขที่ 79/2569 มหกรรมธงฟ้าเยียวยาฯ สระแก้ว ลดสูงสุด 60% พาณิชย์ดึงหอมหัวใหญ่แม่วาง–หอมแดงศรีสะเกษ จำหน่ายตรงถึงผู้บริโภค (20 กุมภาพันธ์ 2569)
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “มหกรรมธงฟ้าเยียวยาลดค่าครองชีพ” ณ บริเวณตลาดรถไฟ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว โดยมี นางพัชรี ศาลาศิลป์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดสระแก้ว และผู้แทนภาคเอกชนในพื้นที่เข้าร่วมในพิธีเปิดว่า กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้ขับเคลื่อนมาตรการลดค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง ด้วยการนำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพมาจำหน่ายในราคาประหยัด รวมกว่า 1,000 รายการ จาก 10 หมวดสินค้า ลดสูงสุดถึงร้อยละ 60 เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดสระแก้วและจังหวัดใกล้เคียง การจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ (1) กระตุ้นเศรษฐกิจตามแนวชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้กระแสเงินหมุนเวียนลดลง โดยการนำสินค้าราคาประหยัดมาจำหน่ายเพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในพื้นที่ชายแดน (2) สนับสนุนผู้ประกอบการในพื้นที่ชายแดนให้มีพื้นที่จำหน่ายสินค้าและมีรายได้หมุนเวียนในครัวเรือน โดยภายในงานได้จัดโซนพิเศษสำหรับผู้ประกอบการจาก 7 จังหวัดชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากการค้าชายแดนที่ชะลอตัว นำสินค้าเกษตร สินค้าแปรรูป และสินค้าชุมชนมาจำหน่ายรวมกว่า 200 รายการ พร้อมจัดทำ “เซตสินค้า” เพื่อเพิ่มมูลค่า ขยายตลาด และเสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการในพื้นที่ และ (3) เชื่อมโยงผลผลิตจากเกษตรกรที่ประสบปัญหาราคาสินค้าตกต่ำให้สามารถจำหน่ายโดยตรงถึงผู้บริโภค รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันเป็นช่วงที่ผลผลิตหอมหัวใหญ่และหอมแดงออกสู่ตลาดในปริมาณมาก กรมฯ จึงเร่งดำเนินมาตรการกระจายผลผลิตไปยังพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อรองรับผลผลิตที่ออกกระจุกตัว ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพราคา และการเพิ่มช่องทางการตลาดให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีการนำสินค้าจากเกษตรกร อาทิ หอมหัวใหญ่จากจังหวัดเชียงใหม่ หอมแดงและกระเทียมจากจังหวัดศรีสะเกษ และจากพื้นที่ภาคเหนือ มาจำหน่ายภายในงาน สำหรับสินค้าไฮไลท์ภายในงาน ได้แก่ ไข่ไก่เบอร์ M แผงละ 80 บาท น้ำมันปาล์มขวดละ 35 บาท น้ำตาลทรายกิโลกรัมละ 20 บาท และข้าวหอมมะลิถุง 5 กิโลกรัม ราคา 120 บาท รวมถึงหอมแดงจากเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษ จำหน่ายกิโลกรัมละ 40 บาท จากราคาตลาดทั่วไปกิโลกรัมละ 60 บาท และหอมหัวใหญ่เบอร์ 2–3 จากสหกรณ์ผู้ปลูกหอมหัวใหญ่แม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ จำหน่ายกิโลกรัมละ 20 บาท จากราคาตลาดทั่วไปกิโลกรัมละ 30–50 บาท ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงผลผลิตจากแหล่งผลิตโดยตรงสู่มือผู้บริโภค นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังได้มอบถุงยังชีพให้แก่ประชาชนในพื้นที่อำเภออรัญประเทศ อำเภอตาพระยา อำเภอคลองหาด และอำเภอโคกสูง เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบและประสบปัญหาความเดือดร้อน นายจิรวุฒิฯ กล่าวเชิญชวนประชาชนในจังหวัดสระแก้วและพื้นที่ใกล้เคียง เข้าร่วมเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าเกษตรคุณภาพดีในราคาประหยัด โดยเฉพาะสินค้าไฮไลท์ลดราคาพิเศษ รวมถึงหอมหัวใหญ่จากเกษตรกรอำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ และหอมแดงจากจังหวัดศรีสะเกษ ที่นำมาจำหน่ายโดยตรงจากแหล่งผลิต เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน พร้อมร่วมสนับสนุนสินค้าไทยและผู้ประกอบการในประเทศ ทั้งนี้ งาน “มหกรรมธงฟ้าเยียวยาลดค่าครองชีพ” จังหวัดสระแก้ว จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 21 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.00 – 20.00 น. ณ บริเวณตลาดรถไฟ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 78/2569 ’พาณิชย์‘ ลุยพยุงราคาหอมหัวใหญ่เชียงใหม่ อัดมาตรการกระจาย คุมเข้มนำเข้า ดูแลตลาดช่วงพีค (19 กุมภาพันธ์ 2569)
กรมการค้าภายในลงพื้นที่อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เร่งติดตามสถานการณ์หอมหัวใหญ่ที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมากในช่วงปลายกุมภาพันธ์–มีนาคม ส่งผลให้ราคาปรับตัวลดลง ประกอบกับแรงกดดันจากการนำเข้า จึงร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่วางโครงสร้างบริหารจัดการแบบบูรณาการ 7 แนวทาง ครอบคลุมตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาและดูแลรายได้เกษตรกร นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่และศูนย์ชั่งตวงวัดภาคเหนือ (เชียงใหม่) เมื่อวันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตและการตลาดหอมหัวใหญ่ พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากเกษตรกรและผู้ประกอบการรับซื้อว่า ขณะนี้เกษตรกรได้รับผลกระทบจากปริมาณผลผลิตที่ทยอยออกสู่ตลาดจำนวนมากในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ต่อเนื่องถึงเดือนมีนาคม ส่งผลให้ราคามีแนวโน้มปรับตัวลดลง ขณะเดียวกัน เกษตรกรได้สะท้อนข้อกังวลเกี่ยวกับการนำเข้าหอมหัวใหญ่จากต่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีการสำแดงราคานำเข้าที่ต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งแม้จะมีการชำระภาษี แต่ยังสามารถแข่งขันด้านราคากับผลผลิตภายในประเทศได้ ส่งผลกระทบต่อกลไกราคาและทำให้ราคาหอมหัวใหญ่ในประเทศปรับตัวลดลงในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว กรมการค้าภายในได้ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่และผู้ประกอบการในพื้นที่ เร่งดำเนินโครงการรับซื้อและกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตในราคานำตลาด เป้าหมาย 1,000 ตัน โดยผู้ประกอบการจะรับซื้อในราคานำตลาดในช่วงวันที่ 21–28 กุมภาพันธ์ 2569 นอกจากนี้ ยังเตรียมดำเนินมาตรการอื่นๆ ที่เหมาะสมเพิ่มเติมอีกในช่วงต้นเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากที่สุด โดยยึดหลักราคานำตลาดและผลประโยชน์ของเกษตรกรเช่นเดียวกัน นอกจากมาตรการกระจายหอมหัวใหญ่ในราคานำตลาดแล้ว กรมการค้าภายในยังได้เดินหน้ามาตรการบริหารจัดการหอมหัวใหญ่อีก 5 แนวทางควบคู่กัน เพื่อดูแลเสถียรภาพตลาดอย่างเป็นระบบ ได้แก่ 1) ทำตลาดล่วงหน้าผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) กับผู้ประกอบการ รับซื้อหอมหัวใหญ่รวม 6,700 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 80 ล้านบาท เพื่อสร้างความมั่นใจด้านตลาดรองรับผลผลิตให้แก่เกษตรกร 2) สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดที่ไม่ได้เป็นแหล่งผลิต รับออเดอร์และช่วยกระจายสินค้าสู่พื้นที่ต่าง ๆ โดยเน้นการบรรจุถุงขนาด 1, 2 และ 5 กิโลกรัม เพื่อเพิ่มความสะดวกในการจำหน่าย 3) ขอความร่วมมือส่วนราชการและ 20 อำเภอที่ไม่ได้เป็นแหล่งผลิต ร่วมรณรงค์อุดหนุนผลผลิตจากพื้นที่เพาะปลูกในจังหวัด 4) จัดพื้นที่จำหน่ายโดยตรงให้กลุ่มเกษตรกรนำผลผลิตมาจำหน่ายที่ศาลากลางจังหวัด สถานที่ราชการต่าง ๆ และงานธงฟ้า ซึ่งในวันที่ 19 – 21 กุมภาพันธ์นี้ กรมฯ จะนำหอมหัวใหญ่จากจังหวัดเชียงใหม่ไปจำหน่ายในงานมหกรรมธงฟ้าเยียวยาลดค่าครองชีพ จังหวัดสระแก้ว บริเวณตลาดรถไฟ อำเภออรัญประเทศ และ 5) ประสานงานผ่านทูตพาณิชย์ ณ กรุงโตเกียว เพื่อผลักดันการส่งออกไปยังตลาดญี่ปุ่น ขยายช่องทางการระบายผลผลิตในภาพรวมอีกทางหนึ่ง พร้อมกันนี้ กรมการค้าภายในได้เพิ่มความเข้มงวดกำกับดูแลการนำเข้าและการขนย้ายหอมหัวใหญ่ โดยประสานกรมศุลกากรและหน่วยงานความมั่นคง สกัดการลักลอบนำเข้าและการสวมสิทธิ์ โดยผู้นำเข้าหอมหัวใหญ่ต้องขออนุญาตและแจ้งรายละเอียดให้ครบถ้วน เพื่อให้ตรวจสอบเส้นทางสินค้าได้ ปัจจุบันราคาหอมหัวใหญ่คละ (เบอร์ 0–3) ที่เกษตรกรจังหวัดเชียงใหม่จำหน่ายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 5–6 บาทต่อกิโลกรัม ลดลงจากช่วงต้นฤดูกาลเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่เคยอยู่ที่ประมาณ 13 บาทต่อกิโลกรัม ในส่วนของราคาซื้อขายในตลาดกรุงเทพฯ สำหรับหอมหัวใหญ่ (เบอร์ 0–1) ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 22.50 บาทต่อกิโลกรัม และราคาขายปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ 37.50 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งอยู่ในระดับเท่ากันกับช่วงเดียวกันของปีก่อนทั้งในระดับขายส่งและขายปลีก ทั้งนี้ จังหวัดเชียงใหม่เป็นแหล่งปลูกหอมหัวใหญ่รายใหญ่ คิดเป็นเกือบ 70% ของประเทศ มีพื้นที่เพาะปลูก 5,130 ไร่ ผลผลิตภาพรวมจังหวัดเชียงใหม่มีทั้งหมดประมาณ 25,000 ตัน ขณะนี้อยู่ในช่วงต้นฤดู อำเภอแม่วาง และสันป่าตองออกก่อนเป็นพื้นที่แรก โดยออกไปแล้ว 30% และคาดว่าจะสิ้นสุดฤดูกาลในสิ้นดือนมีนาคม
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 77/2569 DIT ลงพื้นที่สุราษฎร์ฯ ติดตามสถานการณ์ปาล์มน้ำมัน หารือสภาเกษตรกรฯ วางแผนบริหารรับซื้อช่วงผลผลิตกระจุกตัว (16 กุมภาพันธ์ 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ปาล์มน้ำมันในจังหวัด สุราษฎร์ธานี และได้พบปะพูดคุยร่วมกับสภาเกษตรกรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ว่า ปัจจุบันราคารับซื้อผลปาล์มน้ำมัน อยู่ที่ 6.50-7.70 บาท ตามคุณภาพเปอร์เซ็นต์น้ำมัน ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ดี อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามสถานการณ์ผลผลิตที่จะทยอยออกสู่ตลาดในระยะต่อไปอย่างใกล้ชิด อธิบดีกรมการค้าภายในระบุว่า ภาพรวมผลผลิตปีนี้คาดว่าจะทยอยออก ไม่กระจุกตัวรุนแรงเท่าปีที่ผ่านมา แต่ในช่วงเดือนเมษายน–พฤษภาคมยังคงเป็นช่วงที่ผลผลิตออกมาก จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับกำลังการผลิตของโรงสกัด ปีนี้โรงสกัดหลายแห่งได้ขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับผลผลิตในช่วงกระจุกตัว สะท้อนถึงการเตรียมความพร้อมของภาคอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม ได้ขอให้โรงสกัดวางแผนซ่อมบำรุงเครื่องจักรล่วงหน้าก่อนเข้าสู่ช่วงผลผลิตออกมาก เพื่อลดความเสี่ยงปัญหาการติดคิวและการชะลอรับซื้อ นอกจากนี้ ยังได้หารือถึงกรณีการเปิดให้เกษตรกรนำผลปาล์มไปลงลานเทล่วงหน้า แม้มาตรการดังกล่าวจะเป็นผลดีต่อเกษตรกรที่ตัดปาล์มเอง แต่ส่งผลให้รถของลานเทบางแห่งต้องรอติดคิวนานหลายวัน โดยได้หารือกับภาคส่วนต่างๆ เพื่อวางแผนบริหารจัดการการรับซื้อจากเกษตรกรไปยังร้านเทและลงสกัดไม่ให้เกิดการติดขัด โดยจะมีการติดตามและวางแผนให้มีการบริหารจัดการคิวและปริมาณรับซื้ออย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อทั้งระบบ นายวิทยากรกล่าวเพิ่มเติมว่า จากการพูดคุยกับพี่น้องเกษตรกร เห็นพ้องว่าการกำกับดูแลโดยกำหนดราคาการรับซื้อผลปาล์มทั้งโรงสกัดและลานเทให้สอดคล้องกับราคาน้ำมันปาล์มดิบ ซึ่งปีที่ผ่านมากำหนดให้รับซื้อในราคาไม่ต่ำกว่า 5 บาท เป็นมาตรการที่ช่วยสร้างหลักประกันในช่วงผลผลิตออกมาก ควบคู่กับการดูแลต้นทุนและปัจจัยการผลิต ซึ่งเป็นอีกประเด็นสำคัญที่เกษตรกรสะท้อนให้ภาครัฐช่วยติดตามอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกัน สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดอยู่ระหว่างพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อแสดงข้อมูลกำลังการผลิตของโรงงานสกัด การปิดซ่อมบำรุง สถานที่ตั้งโรงงานและลานเท รวมถึงข้อมูลการรับซื้อ เพื่อให้เกษตรกรใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกสถานที่จำหน่าย ลดความแออัด และกระจายผลผลิตให้เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละโรงงาน อธิบดีกรมการค้าภายในย้ำว่า กรมฯ จะกำกับดูแลและบริหารจัดการการรับซื้อผลปาล์มน้ำมันในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมากให้สอดคล้องกับกำลังการผลิตของโรงสกัดอย่างใกล้ชิด พร้อมเข้มงวดตรวจสอบให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา และสร้างความเป็นธรรมให้กับเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 76/2569 “พาณิชย์” ลุยปากคลอง สำรวจตลาดดอกไม้วาเลนไทน์คึกคัก อากาศเย็นส่งผลให้ดอกไม้สวยและราคาถูกกว่าปีก่อน (14 กุมภาพันธ์ 2569)
กรมการค้าภายในเปิดเผยภาพรวมสถานการณ์ตลาดดอกไม้ช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ปีนี้ พบว่าบรรยากาศการซื้อขายเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนทยอยเลือกซื้อดอกไม้และของขวัญอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ปริมาณดอกไม้ในตลาดมีเพียงพอต่อความต้องการ ทั้งดอกไม้ที่ผลิตในประเทศและดอกไม้สายพันธุ์ต่างประเทศที่สามารถเพาะปลูกในไทยได้ รวมถึงดอกกุหลาบนำเข้า ส่งผลให้ระดับราคาปีนี้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม และหลายรายการปรับลดลงจากปีก่อนเล็กน้อย ทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อได้ในราคาย่อมเยา นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ตลาดดอกไม้ในกรุงเทพมหานครว่า ปัจจุบันประเทศไทยสามารถเพาะปลูกดอกไม้ได้หลากหลายสายพันธุ์ แม้เป็นพันธุ์จากต่างประเทศ เช่น กุหลาบ ลิลลี่ และคาร์เนชั่น เนื่องจากมีการพัฒนาเทคนิคการเพาะปลูกและควบคุมสภาพแวดล้อม ทำให้ผลผลิตในประเทศเพิ่มขึ้นและมีคุณภาพดีอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ดอกกุหลาบนำเข้าจากประเทศจีนสามารถนำเข้าได้ในปริมาณค่อนข้างมาก โดยสภาพอากาศหนาวเย็นในแหล่งผลิตเอื้อต่อการเพาะปลูก ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมากและต้นทุนไม่สูงนัก ส่งผลให้ราคาจำหน่ายในตลาดไทยปีนี้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและเอื้อต่อผู้บริโภคมากกว่าปีก่อน จากการสำรวจราคาพบว่า กุหลาบนำเข้า 10 ดอก ราคาอยู่ที่ 200–300 บาท จากปีก่อนที่อยู่ในช่วง 200–400 บาท กุหลาบไทยก้านยาวสีแดง 20 ดอก ราคา 350–380 บาท คาร์เนชั่นสีขาว 20 ดอก ราคา 120–150 บาท ลิลลี่สีขาว 10 ดอก ราคา 200–300 บาท และทานตะวัน 5 ดอก ราคา 180–300 บาท ขณะที่ช่อกุหลาบสีแดงหรือสีขาวมีราคาอยู่ที่ 400–1,500 บาท โดยรวมถือว่าเป็นระดับราคาที่สอดคล้องกับต้นทุนและปริมาณสินค้าในตลาด และไม่ปรับสูงขึ้นผิดปกติ รองอธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวเพิ่มเติมว่า ปีนี้ไม่มีสัญญาณภาวะขาดแคลนสินค้า จึงไม่เกิดแรงกดดันด้านราคาเหมือนบางช่วงในอดีต ประกอบกับมีทั้งผลผลิตในประเทศและสินค้านำเข้าเข้ามาเสริมตลาด ทำให้การแข่งขันเป็นไปตามกลไกปกติ บรรยากาศตลาดจึงมีความคึกคัก ผู้บริโภคมีทางเลือกหลากหลายตามงบประมาณ ตั้งแต่ดอกเดี่ยวราคาประหยัดไปจนถึงช่อขนาดใหญ่สำหรับโอกาสพิเศษ อย่างไรก็ตาม กรมการค้าภายในยังคงกำกับดูแลการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายสินค้าให้ชัดเจนและตรงกับราคาที่ขายจริง จากการตรวจสอบพบว่าผู้ค้าส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี มีการติดป้ายแสดงราคาครบถ้วน ทำให้ประชาชนสามารถเปรียบเทียบราคาในตลาดก่อนตัดสินใจซื้อได้อย่างโปร่งใส กรมการค้าภายในขอความร่วมมือผู้บริโภคให้ตรวจสอบและเปรียบเทียบราคาก่อนเลือกซื้อสินค้า เพื่อให้ได้รับความคุ้มค่าและเป็นธรรม หากพบเห็นการจำหน่ายสินค้าโดยไม่ปิดป้ายแสดงราคา หรือมีข้อสงสัยว่าจำหน่ายในราคาสูงเกินสมควร สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน โทร. 1569 เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายโดยทันที กรมการค้าภายในยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเทศกาล เพื่อให้ตลาดมีความโปร่งใส เป็นธรรม และสร้างความมั่นใจให้กับทั้งผู้บริโภค ผู้ค้า และเกษตรกรผู้ผลิตดอกไม้ไทยในระยะยาว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 75/2569 พาณิชย์ตรวจเข้ม คุมราคาตรุษจีน–เครื่องชั่งทอง พบสินค้าส่วนใหญ่ราคาลดลง (13 กุมภาพันธ์ 2569)
รองอธิบดีกรมการค้าภายในลงพื้นที่ชุมชนเล่งบ๊วยเอี๊ยะ เยาวราช ตรวจสอบการปิดป้ายแสดงราคาและความเที่ยงตรงเครื่องชั่งร้านทองช่วงเทศกาลตรุษจีน พร้อมเปิดเผยสถานการณ์ราคาสินค้าพบว่าส่วนใหญ่ปรับลดลงจากปีก่อน ปริมาณสินค้ามีเพียงพอ ย้ำผู้ฝ่าฝืนกฎหมายมีโทษหนักทั้งจำทั้งปรับ นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า วันนี้ (13 กุมภาพันธ์ 2569) ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบการรักษาความเป็นธรรมทางการค้าในช่วงเทศกาลตรุษจีน ณ ชุมชนเล่งบ๊วยเอี๊ยะ (ตรงข้ามตลาดเก่าเยาวราช) เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ โดยเน้นกำกับดูแลให้ผู้ประกอบการปิดป้ายแสดงราคาสินค้าอย่างถูกต้อง ชัดเจน และเปิดเผย พร้อมตรวจสอบความเที่ยงตรงของเครื่องชั่งร้านทองให้ผ่านการรับรองจากกรมการค้าภายใน เพื่อคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคและป้องกันการเอารัดเอาเปรียบ นางสาวญาณีฯ กล่าวว่า เทศกาลตรุษจีนปี 2569 ตรงกับวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งประชาชนเชื้อสายจีนนิยมจับจ่ายซื้อวัตถุดิบประกอบพิธีไหว้บรรพบุรุษ กรมการค้าภายในจึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบสินค้าอุปโภคบริโภคในย่านการค้าสำคัญ เช่น ตลาดบริเวณเยาวราช ตลาดยิ่งเจริญ ตลาดเวิลด์มาร์เก็ต ตลาดบางขุนศรี ตลาดมีนบุรี ตลาดยอดพิมาน เป็นต้น เพื่อติดตามสถานการณ์ราคา ตรวจสอบการปิดป้ายแสดงราคา เครื่องชั่ง การกักตุนสินค้า และการค้ากำไรเกินควรอย่างใกล้ชิด จากติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าในช่วงเทศกาลตรุษจีน ปี 2569 พบว่า ภาพรวมวัตถุดิบที่ใช้ในเทศกาลส่วนใหญ่มีราคาเฉลี่ยปรับลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉพาะอาหารสดหลายรายการ เช่น หมูเนื้อแดงอยู่ที่ 120–180 บาทต่อกิโลกรัม จากปีก่อน 115–220 บาทต่อกิโลกรัม ไข่ไก่เบอร์ 3 อยู่ที่ 37–45 บาท/10 ฟอง จากปีก่อน 40–54 บาท/10 ฟอง ขณะที่เป็ดสดทั้งตัว (รวมเครื่องใน) มีบางช่วงราคาปรับสูงขึ้น อยู่ที่ 110–370 บาทต่อกิโลกรัม จากปีก่อน 110–290 บาทต่อกิโลกรัม ในส่วนของอาหารแห้ง พบว่าราคาเฉลี่ยหลายรายการปรับลดลง 4–33% อาทิ หมี่ซั่วอยู่ที่ 28–35 บาทต่อถุง จากปีก่อน 30–40 บาทต่อถุง เห็ดหอมจีนขนาดใหญ่ 320–600 บาทต่อกิโลกรัม จากปีก่อน 400–700 บาทต่อกิโลกรัม ด้านผักสดและผลไม้ ราคาปรับขึ้นลงตามฤดูกาลและคุณภาพสินค้า โดยหลายรายการเฉลี่ยลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน เช่น ผักคะน้า 15–40 บาทต่อกิโลกรัม จากปีก่อน 10–60 บาทต่อกิโลกรัม ผักกวางตุ้ง 15–35 บาทต่อกิโลกรัม จากปีก่อน 10–50 บาทต่อกิโลกรัม กะหล่ำปลี 13–50 บาทต่อกิโลกรัม จากปีก่อน 10–60 บาทต่อกิโลกรัม กล้วยหอมขนาดใหญ่ 120–150 บาทต่อหวี จากปีก่อน 100–200 บาทต่อหวี ขณะที่บางรายการ เช่น ผักกาดขาวปลี และส้มสายน้ำผึ้งบางขนาด มีการปรับเพิ่มขึ้นตามคุณภาพและขนาดสินค้า สำหรับอาหารสำเร็จรูปและเครื่องไหว้ พบว่าบางรายการปรับลดลง เช่น ไก่ต้มทั้งตัวอยู่ที่ 200–650 บาทต่อตัว จากปีก่อน 350–650 บาทต่อตัว ขนมเข่งอยู่ที่ 12–38 บาทต่อคู่ จากปีก่อน 20–38 บาทต่อคู่ และชุดไหว้เจ้าที่ขนาดใหญ่อยู่ที่ 170–190 บาทต่อชุด ลดลงจากปีก่อน 199 บาทต่อชุด แม้ว่ากระดาษเงิน–ทองบางประเภทจะปรับสูงขึ้นตามต้นทุน นางสาวญาณีฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของทองคำ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดีในวัฒนธรรมจีน และได้รับความนิยมซื้อขายในช่วงตรุษจีน กรมการค้าภายในได้กำชับร้านทองให้ใช้เครื่องชั่งที่ได้มาตรฐานและแสดงราคาซื้อ–ขายอย่างชัดเจน ผลการตรวจสอบในพื้นที่เยาวราชพบว่าร้านทองให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เครื่องชั่งมีสภาพสมบูรณ์และน้ำหนักได้มาตรฐาน นอกจากนี้ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชั่งตวงวัดทั่วประเทศปูพรมตรวจสอบร้านทอง ระหว่างวันที่ 30 มกราคม – 12 กุมภาพันธ์ 2569 โดยผลการเข้าตรวจสถานประกอบการ 1,231 แห่ง และตรวจเครื่องชั่งดิจิทัล 1,403 เครื่อง พบว่าส่วนใหญ่ถูกต้อง 1,365 เครื่อง และพบค่าความคลาดเคลื่อนเกินกฎหมายกำหนด 38 เครื่อง ในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง สระบุรี อุดรธานี บุรีรัมย์ และตรัง ซึ่งทางกรมได้มีการดำเนินการตามกฎหมายโดยผูกบัตรห้ามใช้ทันที รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เน้นย้ำว่า ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยหากไม่ปิดป้ายแสดงราคาสินค้า มีโทษปรับสูงสุด 10,000 บาท หากฉวยโอกาสขึ้นราคา มีโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี หรือปรับสูงสุด 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากใช้เครื่องชั่งที่คลาดเคลื่อนหรือดัดแปลง มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 280,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นการไม่ปิดป้ายแสดงราคา หรือสงสัยว่าเครื่องชั่งไม่เที่ยงตรง สามารถแจ้งสายด่วนกรมการค้าภายใน โทร 1569 เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการได้ทันที
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 74/2569 พาณิชย์หารือสหกรณ์โคนม เร่งแก้ปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด เดินหน้าระบายสต็อก–ขยายตลาดส่งออก–เชื่อมโยงจำหน่ายผ่านธงฟ้า ห้าง ปั๊มน้ำมัน (13 กุมภาพันธ์ 2569)
อธิบดีกรมการค้าภายในเผยกระทรวงพาณิชย์รับฟังข้อเสนอชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย ขอชะลอนำเข้านมผงปี 2569 แก้ปัญหาน้ำนมดิบส่วนเกิน ปลัดพาณิชย์สั่งเร่งเชื่อมโยงระบายผลิตภัณฑ์นม UHT ผ่านเครือข่ายธงฟ้า โมเดิร์นเทรด ห้างท้องถิ่น และขยายจุดจำหน่ายเข้าปั๊มน้ำมันทั้ง 4 แบรนด์ พร้อมผลักดันเปิดตลาดใหม่ในมาเลเซีย นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องประชุมกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้มีการประชุมรับฟังปัญหาจากผู้แทนชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด โดยมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน พร้อมด้วยอธิบดีกรมการค้าภายใน ผู้แทนจากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กรมการค้าต่างประเทศ และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเข้าร่วมประชุมด้วย ผู้แทนชุมนุมสหกรณ์โคนมฯ ได้ยื่นข้อเสนอ 3 ประเด็นสำคัญ เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำนมดิบส่วนเกินและผลิตภัณฑ์นมพาณิชย์ที่ค้างสต็อก ได้แก่ ขอให้ชะลอการนำเข้านมผงในปี 2569 และขอความร่วมมือผู้ประกอบการรับซื้อน้ำนมดิบส่วนที่เกินจาก MOU จำนวน 211 ตันต่อวัน ให้หมดก่อนการนำเข้านมผงจากต่างประเทศ เร่งกระจายผลิตภัณฑ์นมที่ค้างสต็อกเพื่อเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการสามารถรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรได้อย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนการเปิดตลาดใหม่ โดยเฉพาะตลาดมาเลเซีย เพื่อทดแทนตลาดกัมพูชา ปลัดกระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการดูแลเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม โดยได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในเร่งเชื่อมโยงระบายผลิตภัณฑ์นม UHT ผ่านกลไกของกรมฯ อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งเครือข่ายร้านธงฟ้าทั่วประเทศ การเชื่อมโยงจำหน่ายร่วมกับห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ (โมเดิร์นเทรด) ห้างท้องถิ่น รวมถึงการบูรณาการในทุกกิจกรรมส่งเสริมการค้าของกรมการค้าภายใน เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายและเร่งดูดซับสต็อกนมสด นอกจากนี้ ยังได้ประสานความร่วมมือกับผู้ให้บริการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงชั้นนำ 4 แบรนด์ เปิดพื้นที่จำหน่ายและจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์นมไทย เพื่อเพิ่มจุดเข้าถึงผู้บริโภคในทำเลที่มีศักยภาพสูง พร้อมจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง และการมอบผลิตภัณฑ์นมเป็นของสมนาคุณ เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ในด้านตลาดต่างประเทศ ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมการค้าต่างประเทศ และกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ร่วมกันสนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการในการขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศมาเลเซีย ทั้งด้านกฎระเบียบ มาตรฐานสินค้า และการจับคู่ธุรกิจ เพื่อเปิดช่องทางตลาดใหม่และเพิ่มโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการไทย อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวเพิ่มเติมว่า การแก้ไขปัญหาในระยะเร่งด่วนต้องควบคู่กับการปรับโครงสร้างในระยะยาว โดยกระทรวงพาณิชย์ขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมบริหารจัดการต้นทุนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการบริหารจัดการแม่โคในฟาร์ม การพิจารณาคัดเลือกหรือหมุนเวียนแม่โคที่มีอายุมากและให้ผลผลิตลดลงแต่มีต้นทุนค่าอาหารสูงออกจากระบบ เพื่อลดภาระต้นทุนที่ไม่จำเป็น และสร้างความสมดุลระหว่างปริมาณผลผลิตกับความต้องการของตลาดอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์น้ำนมดิบและผลิตภัณฑ์นมอย่างใกล้ชิด พร้อมประเมินผลมาตรการเป็นระยะ เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรเกิดผลเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 73/2569 “พาณิชย์ส่งสุข รับตรุษจีน ปีม้าทอง 2026” ผนึกตลาด ห้างค้าส่งค้าปลีก จัดโปรตรุษจีน ลดสูงสุด 50% (13 กุมภาพันธ์ 2569)
กรมการค้าภายใน จับมือสมาคมตลาดสดไทย และตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรไทย พร้อมห้างค้าส่ง–ค้าปลีกชั้นนำทั่วประเทศ จัดกิจกรรม “พาณิชย์ส่งสุข รับตรุษจีน ปีม้าทอง 2026” ระหว่างวันที่ 13–17 กุมภาพันธ์ 2569 จำหน่ายสินค้าเทศกาลตรุษจีนในราคาประหยัด ควบคู่การจัดโปรโมชั่นในห้าง ลดสูงสุด 50% เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการจับจ่ายช่วงเทศกาลสำคัญ ในวันนี้ (13 กุมภาพันธ์ 2569) นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ได้มอบหมายให้ลงพื้นที่เปิดกิจกรรม ณ ตลาดดวงแก้ว พลาซ่า จังหวัดนนทบุรี ภายใต้ชื่องาน “พาณิชย์ส่งสุข รับตรุษจีน ปีม้าทอง 2026” ซึ่งกรมฯ ได้ประสานความร่วมมือกับผู้บริหารตลาดดวงแก้ว สมาคมตลาดสดไทย และสมาคมการค้าตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรไทย เพื่อเชื่อมโยงการจำหน่ายสินค้าเทศกาลตรุษจีนในราคาประหยัด เพิ่มทางเลือกให้ประชาชน โดยสินค้าราคาพิเศษ ได้แก่ ไก่ต้มสุกกิโลกรัมละ 133 บาท ชุดไหว้เจ้า (ชุดเล็ก) ราคาไม่เกิน 99 บาท/ชุด รวมถึงชุดไหว้ซาแซ ชุดไหว้ซาเปี้ย และชุดไหว้ซาก้วย กิจกรรมดังกล่าวมีตลาดสดและตลาดกลางในความส่งเสริมของกรมฯ เข้าร่วมรวม 20 ตลาด ใน 5 จังหวัด ประกอบด้วย ในพื้นที่กรุงเทพ ได้แก่ 1) เวิลด์มาร์เก็ต 2) ยิ่งเจริญ 3) บางขุนศรี 4) มีนบุรี 5) ถนอมมิตร 6) นครหลวง 7) บวรร่มเกล้า 8) กรีนเวล 9) เสนีย์ฟู้ดบาร์ซ่า 10) ยอดพิมาน 11) ใหม่ทุ่งครุ 12) โอโซนวัน 13) คุณยิ้ม (อุดมสุข) และในพื้นที่ต่างจังหวัด ได้แก่ 14) ตลาดดวงแก้วพลาซ่า 15) ตลาดบางใหญ่ จ.นนทบุรี 16) ตลาดธันยา 17) ตลาดกิเลน จังหวัดนครปฐม 18) ตลาดเยสบางพลี 19) ตลาดใหม่สำโรง จ.สมุทรปราการ และ 20) ตลาดอิ่มเอม จ.สระบุรี ในส่วนของห้างค้าส่ง–ค้าปลีก พร้อมขานรับกิจกรรมเทศกาลตรุษจีนอย่างคึกคัก ลดสูงสุด 50% โดย กรมฯ ได้มีความร่วมมือกับห้างซุปเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำและร้านสะดวกซื้อ ได้แก่ แม็คโคร, โลตัส, บิ๊กซี, ท็อปส์, โก โฮลเซลล์, เดอะมอลล์, เซเว่นอีเลฟเว่น, ฟู้ดแลนด์ และ แม็กแวลู รวมถึงห้างท้องถิ่นในเครือชมรมทายาทห้างค้าปลีก–ค้าส่งแห่งประเทศไทย ในการจัดสินค้าลดราคา ทั้งชุดไหว้ ขนมไหว้ ผลไม้มงคล รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นสำหรับเทศกาลตรุษจีน ในทุกสาขาทั่วประเทศ และเตรียมความพร้อมรองรับความต้องการของประชาชนที่จับจ่ายใช้สอยสินค้าในช่วงวันจ่ายอีกด้วย ด้านนายวิศรุต ไทยเจริญพร ผู้บริหารตลาดดวงแก้ว กล่าวว่า ในส่วนของตลาดมีการตรวจเครื่องชั่งเป็นประจำ โดยเจ้าหน้าที่ชั่งตวงวัดจากกรมการค้าภายในก็ได้มาตรวจสอบอีกทีอยู่แล้ว เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าจะได้รับความเป็นธรรมทางการค้าและเครื่องชั่งตรงตามตามน้ำหนัก นายฉันทพัทธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงบ่ายวันนี้ จะลงพื้นที่ติดตามการจัดโปรโมชั่นของห้างโลตัส สาขาแจ้งวัฒนะ และห้างบิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า สาขาลาดพร้าว 2 ซึ่งให้ความร่วมมือจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกับกรมฯ เป็นอย่างดี พร้อมกรมฯ ได้จัดเจ้าหน้าที่สายตรวจติดตามสถานการณ์ราคาและปริมาณสินค้าอย่างใกล้ชิดตลอดช่วงเทศกาล ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้บริหารจัดการสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านปริมาณและราคา ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าสินค้าในช่วงตรุษจีนปีนี้มีเพียงพอ ไม่ขาดแคลน และจำหน่ายในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม ซึ่งได้กำชับผู้ประกอบการต้องปิดป้ายแสดงราคาสินค้าให้ชัดเจน หากฝ่าฝืนไม่ปิดป้ายแสดงราคา มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 และหากตรวจพบการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าเกินสมควร มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากประชาชนพบเห็นการจำหน่ายสินค้าเอาเปรียบผู้บริโภค สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 72/2569 พาณิชย์เข้มคุมขนย้ายหอมหัวใหญ่ทั่วประเทศ สกัดลักลอบ–รักษาเสถียรภาพราคา คุ้มครองรายได้เกษตรกรไทย  (12 กุมภาพันธ์ 2569)
กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน คุมเข้มติดตามสถานการณ์หอมหัวใหญ่ภายในประเทศอย่างใกล้ชิด ภายหลังพบว่าระดับราคาในตลาดมีแนวโน้มอ่อนตัว แม้ปริมาณผลผลิตของเกษตรกรไทยในช่วงต้นฤดูกาล โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลการค้าและการขนย้ายสินค้าเกษตร โดยสนธิกำลังกรมศุลกากรและหน่วยงานฝ่ายความมั่นคงตรวจสอบเข้มการขนย้าย พร้อมกระจายกำลังตรวจเข้มทุกด่านเพื่อสกัดการลักลอบนำเข้าหรือสวมสิทธิ์หอมหัวใหญ่ของไทย นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากการติดตามข้อมูลพบว่า ปริมาณหอมหัวใหญ่ที่หมุนเวียนในตลาดช่วงนี้มีจำนวนมากจากหลายแหล่งที่มา ขณะที่สินค้าบางส่วนมีต้นทุนอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้เกิดแรงกดดันด้านราคา กรมฯ จึงใช้มาตรการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 (กกร.) กำกับดูแลการขนย้ายอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะหอมหัวใหญ่ที่นำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อให้สามารถติดตามเส้นทางการกระจายสินค้าได้อย่างชัดเจนว่าสินค้าถูกส่งไปจัดเก็บหรือจำหน่าย ณ สถานที่ใด ปริมาณเท่าใด และเป็นไปตามที่ได้รับอนุญาตหรือไม่โดยผู้ประกอบการที่ทำการขนย้ายหอมหัวใหญ่ระหว่างจังหวัดต้องห้าม 52 จังหวัดตามประกาศ กกร. จะต้องขออนุญาตการขนย้ายตามที่กฎหมายกำหนด พร้อมแจ้งรายละเอียดปริมาณ แหล่งที่มา และสถานที่ปลายทางอย่างครบถ้วน เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ หากพบการขนย้ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ขนย้ายไม่ตรงตามปริมาณหรือสถานที่ปลายทางที่แจ้งไว้ หรือมีพฤติการณ์ต้องสงสัยว่าเป็นสินค้าลักลอบนำเข้า หรือสวมสิทธิ์แหล่งที่มา กรมการค้าภายในจะดำเนินคดีตามกฎหมายทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการบิดเบือนกลไกราคาและสร้างผลกระทบต่อผลผลิตของเกษตรกรไทย นายวิทยากร ยังกล่าวต่ออีกว่า “กรมฯ ได้บูรณาการความร่วมมือกับกรมศุลกากร หน่วยงานฝ่ายความมั่นคง และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพิ่มความถี่ในการตรวจสอบตามด่านชายแดน ท่าเรือ และเส้นทางลำเลียงสินค้าเกษตรสำคัญ รวมถึงลงพื้นที่ตรวจสอบห้องเย็นและแหล่งกระจายสินค้าขนาดใหญ่ เพื่อติดตามปริมาณสต๊อกและพฤติกรรมทางการค้าอย่างใกล้ชิด ป้องกันการกักตุนหรือการนำสินค้าที่ไม่มีเอกสารแสดงแหล่งที่มาชัดเจนเข้ามาจำหน่ายปะปนในตลาด ควบคู่กับการเร่งเชื่อมโยงการซื้อขายระหว่างเกษตรกรกับผู้ประกอบการโดยตรง เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดและเสริมอำนาจการต่อรองให้เกษตรกรในช่วงที่ตลาดมีการแข่งขันสูง” อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวย้ำว่า การกำกับดูแลครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางการค้า รักษาเสถียรภาพราคาภายในประเทศ และคุ้มครองรายได้ของเกษตรกรไทยอย่างเป็นรูปธรรม จึงขอให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากพบว่ามีการลักลอบขนย้ายสินค้าเกษตร ต้องระวางโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีไม่แจ้งข้อมูลตามข้อกำหนดของกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับไม่เกินวันละ 2,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืน ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ทั้งนี้ หากเกษตรกรรายใดไม่ได้รับความเป็นธรรมในการจำหน่ายสินค้าเกษตร หรือพบเห็นการกระทำที่อาจเข้าข่ายเอาเปรียบ สวมสิทธิ์ หรือบิดเบือนกลไกตลาด สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ โดยกระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเต็มที่ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรไทยและรักษาสมดุลตลาดภายในประเทศอย่างจริงจัง
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ