ข่าวที่ 59/2569 DIT ย้ำบทบาทกลไกหลักรัฐ ดูแลค่าครองชีพ คุมตลาดสินค้าเกษตร หนุนผู้ประกอบการทุกระดับ (31 ธันวาคม 2568)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยผลการดำเนินงานที่สำคัญของกรมการค้าภายใน ตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมุ่งดูแลประชาชนอย่างครอบคลุมทุกกลุ่ม ทั้งประชาชนทั่วไปที่เป็นผู้บริโภค เกษตรกร และผู้ประกอบการ โดยเน้นการลดภาระค่าครองชีพ ยกระดับรายได้ และรักษาความเป็นธรรมทางการค้า ในส่วนของประชาชนทั่วไป กรมการค้าภายในได้ดำเนินมาตรการลดภาระค่าครองชีพผ่านโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ โครงการธงฟ้า กิจกรรมช่วงเทศกาลสำคัญ และโครงการ “สุขกาย สบายกระเป๋า” สามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนรวมกว่า 1,600 ล้านบาท พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นด้านการจับจ่ายใช้สอย โดยยกระดับมาตรฐานหัวจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ครอบคลุมสถานีบริการน้ำมันกว่า 6,800 แห่งทั่วประเทศ และตรวจสอบความเที่ยงตรงของเครื่องชั่งตวงวัดในตลาดค้าส่งค้าปลีกอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังทำหน้าที่เป็น หน่วยงานหลักในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการ เพื่อช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยใน 10 จังหวัด โดยเร่งกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคเข้าสู่พื้นที่ประสบภัยอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสินค้าขาดแคลนและราคาสูงเกินสมควร สำหรับเกษตรกร นายวิทยากร ระบุว่า หนึ่งในผลสำเร็จที่ชัดเจน คือ สถานการณ์ราคาข้าวที่ปรับตัวดีขึ้น โดยปัจจุบันราคาข้าวเปลือกขาวปรับสูงกว่า 8,000 บาทต่อตัน ขณะที่ข้าวเปลือกหอมมะลิอยู่ที่ระดับ 14,700–16,100 บาทต่อตัน และบางพื้นที่แตะระดับ 18,000 บาทต่อตัน ส่วนข้าวเปลือกปทุมธานีอยู่ที่ 8,000–8,300 บาทต่อตัน ข้าวเปลือกเจ้า 6,300–7,200 บาทต่อตัน และข้าวเหนียว 7,000–10,000 บาทต่อตัน โดยข้าวเปลือกหอมมะลิปรับเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 1,000 บาทต่อตัน และข้าวเปลือกเจ้าปรับเพิ่มขึ้นสูงสุด 400 บาทต่อตัน ถือเป็นหนึ่งในฤดูกาลที่ราคาปรับตัวดี ทั้งนี้ เป็นผลจากมาตรการของคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ควบคู่กับการดำเนิน โครงการตลาดนัดข้าวเปลือก รวมกว่า 50 ครั้งใน 32 จังหวัด ซึ่งช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าไปรับซื้อถึงแหล่งผลิต ทำให้ราคานำตลาดสูงกว่าทั่วไปเฉลี่ย 200–400 บาทต่อตัน นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังดำเนินมาตรการชะลอการขาย เปิดจุดรับซื้อนอกพื้นที่ และตรวจสอบการรับซื้อสินค้าเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ข้าว และปาล์มน้ำมัน เพื่อป้องกันการกดราคาและสร้างความเป็นธรรมให้เกษตรกร พร้อมกันนี้ ยังได้ยกระดับสินค้าเกษตรไทย ผ่านโครงการ DIT X MasterChef Thailand เพื่อสร้างการรับรู้ว่า วัตถุดิบเกษตรของไทยสามารถยกระดับสู่สินค้ามูลค่าสูงได้ รวมถึงการเพิ่มช่องทางการตลาด โดยเชื่อมโยงสินค้าเกษตรกับพันธมิตร Modern Trade และสถานีบริการน้ำมัน อาทิ สินค้ามะพร้าวน้ำหอมและหอมแดง คิดเป็นมูลค่ากว่า 8.5 ล้านบาท ตลอดจนความร่วมมือ DIT X AirAsia นำวัตถุดิบเกษตรไทยไปเสิร์ฟบนเครื่องบิน และ DIT X Tao Bin นำผลไม้จากเกษตรกรไปจำหน่ายผ่านตู้เต่าบิน เพิ่มโอกาสทางการตลาดอย่างเป็นรูปธรรม ในส่วนของผู้ประกอบการ กรมการค้าภายในได้ช่วยเหลือผู้ประกอบการชายแดนในการเชื่อมโยงตลาดออกนอกพื้นที่แล้ว 15 ครั้ง พร้อมสนับสนุนค่าขนส่งผ่านไปรษณีย์ และร่วมมือกับแพลตฟอร์ม TikTok เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ นอกจากนี้ ยังช่วยสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมและผู้ประกอบการในการเพิ่มช่องทางตลาด รวมถึงการยกระดับผู้ประกอบการท้องถิ่นผ่านโครงการหมู่บ้านทำมาค้าขาย และ Farm Outlet เพื่อเชื่อมโยงตลาดทั้งในและต่างประเทศ สร้างรายได้และความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก นายวิทยากร กล่าวว่า ระยะต่อไปกรมการค้าภายในจะเดินหน้าขยายผลมาตรการสำคัญอย่างต่อเนื่อง อาทิ การเพิ่มช่องทางกระจายสินค้าผ่าน Mobile ธงฟ้าพุ่มพวง การขยายโครงการสุขกาย สบายกระเป๋าพลัส ไปยังสินค้าเวชภัณฑ์จำเป็น การต่อยอดความร่วมมือ DIT X Heliconia Plus และการขยายตลาดสินค้าเกษตรไทยที่มีศักยภาพ เพื่อดูแลค่าครองชีพ ยกระดับรายได้ และสร้างความเป็นธรรมทางการค้าให้ประชาชนทุกกลุ่ม
ดูเพิ่มเติม
ข่าวที่ 58/2569 ‘พาณิชย์’ ปูพรมตรวจเข้มช่วงปีใหม่ ตรวจเครื่องชั่ง–หัวจ่ายน้ำมัน–ป้ายราคา ครอบคลุมสนามบิน สถานีขนส่ง และจุดพักรถเส้นทางหลักเดินทาง สร้างความเชื่อมั่นประชาชน (26 ธันวาคม 2568)
วันนี้ (26 ธันวาคม 2568) ณ สถานีขนส่งหมอชิต นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า “ วันนี้กรมการค้าภายในได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในช่วงการเดินทางเพื่อท่องเที่ยวและกลับภูมิลำเนาในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะถึงนี้ โดยกรมได้จัดชุดสายตรวจลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา ครอบคลุมทั้งจุดพักรถ เส้นทางหลัก และศูนย์กลางการเดินทางสำคัญ เพื่อดูแลประชาชนในช่วงใกล้เทศกาลที่มีการเดินทางหนาแน่น โดยเน้นการตรวจสอบ 3 ด้านหลัก ได้แก่ การตรวจสอบเครื่องชั่งน้ำหนักสัมภาระ การตรวจสอบหัวจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง และการตรวจสอบการปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและค่าบริการ นายวิทยากร กล่าวต่อว่า ”กรมการค้าภายในได้ลงพื้นที่ตรวจเครื่องชั่งน้ำหนักสัมภาระ ณ ท่าอากาศยานดอนเมือง ซึ่งเป็นท่าอากาศยานหลักที่มีผู้โดยสารทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติใช้บริการจำนวนมาก โดยได้จัดให้มีเครื่องชั่งกลางที่ผ่านการตรวจรับรองจากสำนักชั่งตวงวัด กรมการค้าภายใน รวมถึงสายพานเครื่องชั่งน้ำหนัก ณ จุดเคาเตอร์ให้บริการสายการบิน โดยทุกเครื่องมีการติดสติกเกอร์รับรองแสดงความเที่ยงตรง เพื่อให้ผู้โดยสารมั่นใจว่าการชั่งน้ำหนักสัมภาระเป็นไปตามมาตรฐานและเป็นธรรม ในส่วนการตรวจสอบหัวจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง กรมการค้าภายในได้ตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ โดยให้ความสำคัญกับสถานีบนเส้นทางหลักและเส้นทางออกจากกรุงเทพมหานคร สำหรับวันนี้ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ ณ สถานีบริการน้ำมัน ปตท. ขาออก พหลโยธิน กม.27 กิจชัย กรุงเทพฯ เพื่อยืนยันว่าการจ่ายน้ำมันเป็นไปตามปริมาณที่ประชาชนชำระเงิน และเป็นไปตามโครงการ “จ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน” ของกรมการค้าภายใน นายวิทยากร กล่าวต่ออีกว่า “ขณะเดียวกัน กรมฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบการปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและค่าบริการ รวมถึงการจำหน่ายสินค้าในสถานที่ที่มีประชาชนใช้บริการจำนวนมาก เพื่อป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภค ครอบคลุมสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (สายใต้ใหม่) สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (เอกมัย) สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ (บางซื่อ) สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (หมอชิต) รวมถึงจุดพักรถขาออกจากกรุงเทพมหานครบนเส้นทางหลัก อาทิ เส้นวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และมอเตอร์เวย์บางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ผลการตรวจสอบพบว่า ผู้ประกอบการมีการปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและค่าบริการอย่างถูกต้อง ชัดเจน ราคาสินค้าอาหารปรุงสำเร็จ เครื่องดื่ม และค่าบริการต่าง ๆ อยู่ในระดับเหมาะสม ไม่พบการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาเกินสมควรในช่วงที่ประชาชนเดินทางหนาแน่น ด้านมาตรฐานเครื่องชั่งตวงวัด นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมได้ตรวจสอบเครื่องชั่งน้ำหนักในท่าอากาศยานพาณิชย์ทั่วประเทศ 30 สนามบิน ครอบคลุม 29 จังหวัด รวม 1,079 เครื่อง ตามพระราชบัญญัติมาตราชั่งตวงวัด พ.ศ. 2542 และ ตรวจสอบหัวจ่ายน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมัน เข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 6,900 สถานี หรือคิดเป็น 86 % ของสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ โดยขอแนะนำให้ประชาชนสังเกตสติกเกอร์รับรองที่ติดไว้บริเวณหัวจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งจะแสดงวันสิ้นอายุคำรับรองอย่างชัดเจน รวมถึงสติกเกอร์ สัญลักษณ์โครงการหัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน ที่แสดงถึงการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างต่อเนื่องของสถานีบริการ โดยสถานีที่เข้าร่วมโครงการจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐานและผ่านการตรวจรับรอง จะได้รับสติกเกอร์หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐานสีน้ำเงิน และหากสถานีบริการปฏิบัติถูกต้องต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 6 เดือน จะได้รับการยกระดับเป็นสติกเกอร์สีเงิน และเมื่อปฏิบัติต่อเนื่องครบ 2 ปีจะได้ยกระดับเป็นสัญลักษณ์สีทอง เพื่อยืนยันความเที่ยงตรงของหัวจ่ายน้ำมันและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้บริการในการเติมน้ำมันทุกครั้ง อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้กำชับผู้ประกอบการให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากไม่แสดงราคาหรือแสดงราคาไม่ถูกต้อง มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และกรณีจำหน่ายสินค้าแพงเกินสมควร กักตุน หรือปฏิเสธการจำหน่าย มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ พร้อมย้ำว่าการตรวจเข้มในช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นการดูแลทั้งด้านราคา ความถูกต้องของเครื่องชั่ง และหัวจ่ายน้ำมัน เพื่อให้ประชาชนเดินทางและจับจ่ายใช้สอยได้อย่างมั่นใจ ทั้งนี้ หากประชาชนพบการจำหน่ายสินค้าหรือการให้บริการที่ไม่เป็นธรรม สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 57/2569 พาณิชย์ชวนเลือกซื้อสินค้าไทยส่งความสุขปีใหม่ “New Year Mega Sale 2026” หนุนหมู่บ้านทำมาค้าขาย–Farm Outlet ลดค่าครองชีพทั่วประเทศเกือบ 5,000 ล้านบาท ต่อเนื่องถึง 31 ม.ค. 69 (25 ธันวาคม 2568)
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน เดินหน้าสร้างบรรยากาศการจับจ่ายและส่งต่อความสุขในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ผ่านการจัดและขยายมาตรการ “พาณิชย์ลดราคา New Year Mega Sale 2026” ภายใต้แนวคิด “ไทยช่วยไทย ซื้อของไทย เศรษฐกิจไทยยั่งยืน” เพื่อให้ประชาชนสามารถเลือกซื้อสินค้าและบริการในราคาประหยัด พร้อมสนับสนุนเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการไทยทั่วประเทศ โครงการดังกล่าวมีผู้ประกอบการเข้าร่วมรวมทั้งสิ้น 271 ราย แบ่งเป็นผู้ผลิต 89 ราย ผู้จำหน่าย 24 ราย ผู้ให้บริการ 151 ราย และแพลตฟอร์มออนไลน์ 7 ราย ร่วมกันนำสินค้าและบริการมาจัดโปรโมชั่นลดราคาสูงสุดถึง 80% ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 40 วัน ตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2568 ถึง 31 มกราคม 2569 สำหรับหมวดสินค้าที่เข้าร่วมโครงการ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ • กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค จำนวน 6,880 รายการ ลดราคาสูงสุด 80% • กลุ่มบริการ จำนวน 1,669 รายการ ลดราคาสูงสุด 80% • กลุ่มสินค้าออนไลน์ จำนวนกว่า 30,000 รายการ ลดราคาสูงสุด 50% โครงการนี้ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและเศรษฐกิจฐานราก โดยมีการเชื่อมโยงสินค้าจากโครงการ หมู่บ้านทำมาค้าขาย (Trading Village) และ Farm Outlet เข้าร่วมจำหน่าย ทั้งของกิน ของใช้ ของตกแต่งบ้าน เสื้อผ้า และผลิตภัณฑ์สุขภาพ เพื่อเปิดโอกาสให้สินค้าชุมชนเข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น และสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้กับชุมชน นอกจากนี้ ยังมีการเข้าร่วมของ กลุ่มบริการด้านสุขภาพและโรงพยาบาล ที่นำบริการทางการแพทย์และการส่งเสริมสุขภาพมาจัดโปรโมชั่นในราคาพิเศษ ลดสูงสุด 80% อาทิ โปรแกรมตรวจสุขภาพ วัคซีน วิตามิน และการตรวจคัดกรองโรค เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของขวัญปีใหม่ที่ช่วยดูแลสุขภาพประชาชน จากการดำเนินโครงการดังกล่าว คาดว่าจะสามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนได้ประมาณ 4,800 ล้านบาท พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ และสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับผู้ประกอบการและชุมชนในช่วงเทศกาลปีใหม่อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเลือกซื้อสินค้าและบริการที่เข้าร่วมโครงการ “พาณิชย์ลดราคา New Year Mega Sale 2026” รวมถึงอุดหนุนสินค้าชุมชนจากหมู่บ้านทำมาค้าขายและ Farm Outlet ทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันส่งต่อความสุขในช่วงปีใหม่ และสนับสนุนสินค้าไทยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 56/2569 พาณิชย์ช่วยไทย เปิดกล่องของขวัญใบใหญ่ “New Year Mega Sale 2026” ลดสูงสุด 80% ต่อเนื่องข้ามปีถึง 2569 มอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ คาดลดค่าครองชีพ กว่า 5,000 ล้านบาท (23 ธันวาคม 2568)
กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน เดินหน้าลดค่าครองชีพ จับมือผู้ผลิตและห้างโมเดิร์นเทรดกว่า 250 ราย จัดแคมเปญลดราคาสินค้าสูงสุด 80% ทั้งการจำหน่ายภายในงานจัดที่กระทรวงพาณิชย์ระหว่างวันที่ 23–25 ธันวาคม 2568 และขยายต่อเนื่องที่ห้างทั่วประเทศถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 ควบคู่การสนับสนุนผู้ประกอบการชายแดนไทย–กัมพูชา เปิดพื้นที่ออกร้านภายในงานและเตรียมนำสินค้าเข้าร่วมจำหน่ายในงานธงฟ้าทุกแห่ง พร้อมเชื่อมโยงตลาดสินค้าเกษตรร่วมกับพันธมิตรทั้งการจำหน่ายและแปรรูป อาทิ หอมแดงศรีสะเกษ และปลากะพงสามน้ำจ.สงขลา ตามคอนเซป “ไทยช่วยไทย ซื้อของไทย เศรษฐกิจไทยยั่งยืน” วันนี้ (23 ธันวาคม 2568) ณ กระทรวงพาณิชย์ นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ดำเนินการจัดโครงการ “พาณิชย์ลดราคา New Year Mega Sale 2026” ตามนโยบายกระทรวงพาณิชย์ที่มุ่งเน้นการลดภาระค่าครองชีพให้แก่พี่น้องประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมในช่วงเทศกาลปีใหม่ ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ร่วมสนับสนุนเกษตรกร และผู้ประกอบการไทย โดยกิจกรรมการเปิดงาน “พาณิชย์ลดราคา New Year Mega Sale 2026” ได้รับเกียรติจาก ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงานร่วมกับภาคเอกชนที่มาร่วมกันจัดสินค้าลดราคาในงานกว่า 250 ราย พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง พร้อมเยี่ยมชมพื้นที่จำหน่ายสินค้า ซึ่งมีการจัดบูธจำหน่ายสินค้าในช่วงวันที่ 23–25 ธันวาคม 2568 และขยายมาตรการลดราคาสินค้าและบริการทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 40 วัน จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 นายวิทยากรระบุว่า การดำเนินโครงการในครั้งนี้เป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยมีผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และห้างโมเดิร์นเทรดเข้าร่วมมากกว่า 180 ราย รวมถึงผู้ให้บริการด้านต่าง ๆ อีกกว่า 70 ราย พร้อมแพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้าออนไลน์ รวมกว่า 250 ราย นำสินค้ามาจำหน่ายและจัดโปรโมชั่นรวมแล้วกว่าหมื่นรายการ ลดราคาสูงสุดมากกว่า 80% เพื่อร่วมกันช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังให้ความสำคัญกับการสนับสนุนผู้ประกอบการในพื้นที่เปราะบาง โดยได้เชิญชวนผู้ประกอบการจาก 7 จังหวัดพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ที่ประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจ เข้าร่วมออกร้านภายในงาน อาทิ ผลิตภัณฑ์เนื้อโคจากจังหวัดบุรีรัมย์ รวมถึงสินค้าจากพื้นที่ดังกล่าว เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดและช่วยสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการในพื้นที่ให้มีรายได้ในสถานการณ์ช่วงปัจจุบันนี้ พร้อมกันนี้ ยังมีการเชื่อมโยงสินค้าเกษตรจากแหล่งผลิตโดยตรงมาจำหน่ายในงาน โดยเฉพาะปลากะพงสามน้ำ จากจังหวัดสงขลา ซึ่งนำมาเปิดบูธจำหน่ายเพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้เกษตรกร หลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในช่วงที่ผ่านมา ช่วยให้เกษตรกรสามารถระบายผลผลิตและเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรง อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวว่า โครงการ “พาณิชย์ลดราคา New Year Mega Sale 2026” ตั้งเป้าช่วยลดค่าครองชีพประชาชนไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท ขณะที่การจัดกิจกรรมจำหน่ายสินค้าภายในกระทรวงพาณิชย์ตลอด 3 วัน คาดว่าจะก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาท โดยผู้ประกอบการที่เข้าร่วมยังได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายเพิ่มเติม เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในช่วงเทศกาลปีใหม่อีกด้วย“ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเลือกซื้อสินค้าและบริการที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมส่งความปรารถนาดีในช่วงเทศกาลปีใหม่ และขอเป็นตัวแทนของกรมการค้าภายในขออวยพรทุกท่านในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะถึงนี้ โดยขอให้ประชาชนเดินทางโดยสวัสดิภาพ มีความสุขกับครอบครัว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีตลอดปีใหม่และในทุก ๆ วัน” นายวิทยากร กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 55/2569  “พาณิชย์” จัดงาน “ธงฟ้า ช่วยชายแดน” ณ จ.นครราชสีมา ลดค่าครองชีพประชาชน พร้อมจัดจำหน่าย Gift Set สินค้าเด่นของ 7 จังหวัด ชายแดน ช่วยผู้ประกอบการ (20 ธันวาคม 2568)
กระทรวงพาณิชย์ กรมการค้าภายใน นำทัพธงฟ้า จัดสินค้าราคาประหยัด บรรเทาค่าครองชีพประชาชน กว่า 60% และเสริมความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา เปิดพื้นที่สินค้ากว่า 500 รายการ ขายในงาน พร้อมจัดชุดกิฟต์เซ็ตกระเช้าปีใหม่ ประชาชนเลือกหาของขวัญปีใหม่ในราคาประหยัดพร้อมช่วยผู้ประกอบการชายแดน นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า “นโยบายท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ในการดูแลค่าครองชีพและสร้างโอกาสให้กับพี่น้องผู้ประกอบการโดยเฉพาะ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบ กรมการค้าภายใน จึงได้จัดงาน ธงฟ้า ช่วยชายแดน ระหว่างวันที่ 19–21 ธันวาคม 2568 ณ หน้าที่ว่าการอำเภอห้วยแถลง อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นแหล่งชุมชนสำคัญและจังหวัดศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาที่เหมาะสมอย่างทั่วถึง และเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญในการนำผู้ประกอบการจาก 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา เข้ามาจำหน่ายสินค้าได้จริง ช่วยเปิดโอกาสทางการค้าและสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยตรง การจัดงานครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิต กลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน เครือข่ายธุรกิจ และผู้ประกอบการ SMEs ทั้งในจังหวัดนครราชสีมา จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา และพื้นที่ใกล้เคียง นำสินค้าอุปโภคบริโภคมาจำหน่ายรวม 10 หมวด กว่า 500 รายการ ลดราคาสูงสุด 60% ครอบคลุมทั้งอาหารแห้ง ของใช้ประจำวัน เครื่องครัว เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องแต่งกาย และสินค้าชุมชน ภายในงานยังมีการจำหน่ายสินค้าไฮไลท์และผลไม้จากกลุ่มเกษตรกรในราคาพิเศษทุกวัน อาทิ ไข่ไก่เบอร์ M แผงละ 80 บาท น้ำตาลทรายกิโลกรัมละ 20 บาท น้ำมันพืชปาล์มขวดละ 38 บาท และข้าวหอมมะลิขนาด 5 กิโลกรัม ถุงละ 120 บาท เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายจำเป็นในครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรม นายวิทยากร กล่าวต่อว่า “ไฮไลท์สำคัญของงานคือ “กิฟต์เซ็ตสินค้าชายแดน” ซึ่งคัดสรรสินค้าจากผู้ประกอบการชุมชนใน 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา ที่สะท้อนอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น มาจัดรวมเป็นชุดของขวัญเพื่อเพิ่มมูลค่าและขยายโอกาสทางการตลาด อาทิ หมูยอและก๋วยจั๊บญวนจากจังหวัดอุบลราชธานี ผ้าไหมมัดหมี่ยกดอกจากจังหวัดสุรินทร์ น้ำนมข้าวโพดจากจังหวัดสระแก้ว และน้ำพริกกุ้งจ่อม ซึ่งเป็นสินค้าแปรรูปจากภูมิปัญญาชาวบ้าน เป็นต้น การจัดงานดังกล่าวยังมีเป้าหมายเพื่อ ลดภาระค่าครองชีพในช่วงเทศกาลปีใหม่ ให้ประชาชนสามารถเลือกซื้อสินค้าและของขวัญปีใหม่ในราคาประหยัด ทั้งของกินของใช้และสินค้าชุมชนที่มีคุณภาพ ขณะเดียวกันยังเป็นการ ช่วยเหลือและสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย โดยเฉพาะผู้ประกอบการจากพื้นที่ชายแดน ให้สามารถจำหน่ายสินค้าและขยายตลาดได้อย่างเป็นรูปธรรม” อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวเพิ่มเติมว่า ขอเชิญชวนประชาชนในจังหวัดนครราชสีมาและพื้นที่ใกล้เคียง มาร่วมเลือกซื้อสินค้าคุณภาพในราคาประหยัด ซึ่งเป็นสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ และสามารถนำไปเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับตนเองและครอบครัว พร้อมทั้งร่วมกันสนับสนุนผู้ประกอบการชุมชนตามเป้าหมายของกระทรวงพาณิชย์
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 54/2569 DIT ลุยตรวจปีใหม่ 2569 ดูแลกระเช้าของขวัญ–การจำหน่ายสินค้าที่จุดพักรถ–หัวจ่ายน้ำมัน สร้างความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค (19 ธันวาคม 2568)
กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ตรวจสอบการรักษาความเป็นธรรมทางการค้าในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและสร้างความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอย โดยเน้นตรวจสอบการจำหน่ายกระเช้าของขวัญ สินค้าบริเวณจุดพักรถ และความถูกต้องของหัวจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง บนเส้นทางคมนาคมหลัก นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า วันนี้ (วันที่ 19 ธันวาคม 2568) ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบการรักษาความเป็นธรรมทางการค้าก่อนเทศกาลปีใหม่ ครอบคลุมพื้นที่สำคัญ ได้แก่ ห้างโลตัส สาขารัตนาธิเบศร์ (แคราย) จังหวัดนนทบุรี จุดพักรถมอเตอร์เวย์ กม.49 (บางปะกง) และสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ปตท. มอเตอร์เวย์บางปะกง (ขาออก) จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อกำกับดูแลให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และป้องกันการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคในช่วงเทศกาล ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ประกอบการทั้ง 3 แห่ง ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้องครบถ้วน ทั้งในด้านการแสดงราคาสินค้า การจำหน่ายสินค้า และความถูกต้องของเครื่องชั่งตวงวัดและหัวจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมีหน่วยงานร่วมตรวจสอบ ได้แก่ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำนักงานพาณิชย์จังหวัดฉะเชิงเทรา และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดนนทบุรี จากการสั่งการให้เจ้าหน้าที่สายตรวจ DIT ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์การจำหน่ายกระเช้าของขวัญในช่วงเทศกาลปีใหม่ในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2568 ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พบว่า ผู้ประกอบการปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีการปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายปลีกกระเช้าของขวัญ พร้อมแสดงรายการสินค้า ขนาด น้ำหนักต่อหน่วย ปริมาณการบรรจุ ค่าภาชนะบรรจุ และค่าบริการจัดกระเช้าของขวัญอย่างชัดเจน รวมทั้งสินค้าที่นำมาบรรจุในกระเช้ามีอายุมากกว่า 6 เดือน ในด้านปริมาณการจำหน่าย พบว่าสินค้ามีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค ผู้ประกอบการจัดกระเช้าของขวัญหลากหลายรูปแบบ ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค อาหารเพื่อสุขภาพ ผักและผลไม้ สินค้าโอทอป รวมถึงกระเช้าที่ผู้บริโภคสามารถเลือกจัดเอง พร้อมจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย เช่น ส่วนลดเงินสด การผ่อนชำระ และบริการจัดส่งสินค้า ส่วนด้านราคาจำหน่าย ราคากระเช้าของขวัญแตกต่างกันตามประเภทสินค้าและจำนวนสินค้าที่บรรจุ เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน พบว่าราคากระเช้าโดยรวมยังอยู่ในระดับเหมาะสม และมีการแสดงราคาจำหน่ายอย่างชัดเจน ถูกต้อง เป็นไปตามกฎหมาย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้ประชาชนพิจารณาเลือกซื้อกระเช้าของขวัญโดยสังเกต 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.ต้องแสดงรายการสินค้า ขนาด ปริมาณ และราคาสินค้าแต่ละรายการ รวมถึงค่าภาชนะบรรจุ 2.ต้องแสดงราคาจำหน่ายของสินค้าทุกรายการและราคารวมของกระเช้า 3.หากมีค่าใช้จ่ายอื่น เช่น ค่าภาชนะหรือค่าจัดกระเช้า ต้องแสดงข้อมูลให้ชัดเจน 4.ราคาที่แสดงต้องตรงกับราคาที่จำหน่ายจริง และ 5.ตัวอักษรและตัวเลขในการแสดงข้อมูลต้องมีขนาดไม่น้อยกว่า 16 รวมทั้งผู้บริโภคควรตรวจสอบวันหมดอายุของสินค้า และเปรียบเทียบราคาและคุณภาพก่อนตัดสินใจซื้อ นายจิรวุฒิ ระบุว่า ผู้ประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายจะมีโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 โดยกรณีไม่แสดงราคาจำหน่ายปลีก มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และกรณีจำหน่ายสินค้าแพงเกินสมควร มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ การตรวจสอบดังกล่าวช่วยสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่าจะได้รับสินค้าและบริการที่มีราคายุติธรรม และไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ หากพบการกระทำผิด สามารถแจ้งได้ที่ สายด่วน 1569 กรมการค้าภายใน-------------------------------------------
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 53/2569 พาณิชย์ดัน “ข้าวประณีต” และ “วัตถุดิบสินค้าเกษตร” สู่เวทีโลก ปั้นโมเดล Local Ingredients World Class Experiences จับมือ MasterChef–3 สายการบิน ยกระดับเกษตรไทยเป็นประสบการณ์อาหารระดับสากล (18 ธันวาคม 2568)
กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้ายกระดับ “ข้าวประณีต” และวัตถุดิบเกษตรไทยสู่การเป็นประสบการณ์ด้านอาหารระดับโลก ผ่านโมเดล “Local Ingredients World Class Experiences” เชื่อมโยงสินค้าเกษตรคุณภาพกับอุตสาหกรรมอาหาร การท่องเที่ยว และการบิน เพื่อเพิ่มมูลค่า ขยายตลาด และสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม โดยกรมการค้าภายใน (DIT) ผนึกกำลังภาคเอกชน จับมือบริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัด ผู้ผลิตรายการ MasterChef (Thailand) และ 3 สายการบินชั้นนำ ได้แก่ สายการบินไทยแอร์เอเชีย บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบางกอกแอร์เวย์ส เปิดตลาดศักยภาพใหม่ให้สินค้าเกษตรไทยสู่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการต่อยอดนโยบายการขับเคลื่อนสินค้าเกษตรจาก “วัตถุดิบท้องถิ่น” สู่ “สินค้ามูลค่าสูง” โดยนำ ข้าวประณีต และวัตถุดิบเกษตรคุณภาพของไทย อาทิ ปลากะพงสามน้ำ จากทะเลสาบสงขลา สับปะรดภูแล จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นสินค้า GI ในความส่งเสริมของกระทรวงพาณิชย์ มาเชื่อมกับแพลตฟอร์มอาหารระดับประเทศอย่าง MasterChef (Thailand) เพื่อสร้างการรับรู้และการบริโภคในวงกว้าง พร้อมพัฒนาเป็นเมนูอาหารที่เข้าถึงผู้บริโภคจริงผ่านสายการบิน ซึ่งเป็นช่องทางที่มีศักยภาพและเชื่อมโยงตลาดนานาชาติได้โดยตรง สำหรับโครงการ DIT x MasterChef เชฟผู้เข้ารอบชิงชนะเลิศ 3 คนสุดท้ายของรายการ MasterChef (Thailand) ซีซัน 7 จะนำวัตถุดิบสินค้าเกษตรไทยมารังสรรค์เป็นเมนูพิเศษ และพัฒนาเป็นเมนูจำหน่ายบนเที่ยวบินของสายการบินแอร์เอเชียทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงให้บริการในห้องรับรองพิเศษของการบินไทย และบนเที่ยวบินและเลาจ์ของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ซึ่งไม่เพียงเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตรไทย แต่ยังเป็นการนำเสนออัตลักษณ์อาหารไทยในรูปแบบ Soft Power สู่สายตาผู้โดยสารจากทั่วโลก นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอขอบคุณบริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัด รวมถึงสายการบินทั้ง 3 แห่ง ที่ร่วมเป็นพันธมิตรสำคัญในการขยายตลาดสินค้าเกษตรไทย ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนพลังของการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการยกระดับสินค้าเกษตรจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนให้แก่เกษตรกรไทย ด้านนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า โครงการนี้เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากความร่วมมือก่อนหน้า โดยเฉพาะโครงการ DIT x AirAsia ซึ่งได้รับรางวัล Creative Excellence Awards 2025 จากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สะท้อนศักยภาพของการนำความคิดสร้างสรรค์มาผสานกับการตลาดสินค้าเกษตรไทย และได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค จากนั้นกรมการค้าภายในได้รับมอบหมายให้ขยายความร่วมมือไปยังพันธมิตรสายการบินเพิ่มเติม เพื่อเปิดตลาดใหม่ให้สินค้าเกษตรในกลุ่มปศุสัตว์ ประมง และผลไม้ อาทิ ปลากะพง กุ้งขาวแวนนาไม เนื้อโค ข้าวประณีต สับปะรดภูแล และมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง นำมายกระดับเป็นเมนูอาหารคุณภาพ เสิร์ฟแก่ผู้โดยสารทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ “โครงการนี้ไม่ใช่แค่เรื่องอาหารบนเครื่องบิน แต่เป็นโมเดลการตลาดใหม่ที่ช่วยให้สินค้าเกษตรไทยเข้าถึงผู้บริโภคในตลาดศักยภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างเป็นรูปธรรม ผู้โดยสารที่เดินทางกับแอร์เอเชีย การบินไทย และบางกอกแอร์เวย์ส จะได้ลิ้มลองเมนูพิเศษที่ช่วยสนับสนุนเกษตรกรไทย อิ่มท้อง และมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากไปพร้อมกัน” นายวิทยากรกล่าว กรมการค้าภายในเชื่อมั่นว่า โมเดล “Local Ingredients World Class Experiences” จะเป็นต้นแบบสำคัญในการยกระดับสินค้าเกษตรไทย เพิ่มมูลค่า ขยายตลาด และกระจายรายได้สู่เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน พร้อมผลักดันสินค้าเกษตรไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 52/2569 พาณิชย์คุมเข้มช่วงเทศกาลปีใหม่ ปล่อยขบวนรถสายตรวจเฉพาะกิจ ตรวจหัวจ่ายน้ำมันทั่วประเทศ ย้ำลดค่าครองชีพ–สร้างความเป็นธรรมตามนโยบายรัฐมนตรีพาณิชย์ (18 ธันวาคม 2568)
กรมการค้าภายใน (DIT) ปล่อยขบวนรถสายตรวจสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ เพื่อคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค สร้างความเป็นธรรมทางการค้า และเสริมความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ วันนี้ (18 ธันวาคม 2568) ณ กรมการค้าภายใน นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า “วันนี้ DIT ได้ร่วมกับภาคเอกชน ได้แก่ สถานีบริการน้ำมัน ปล่อยขบวนรถสายตรวจเฉพาะกิจ ออกตรวจสอบความถูกต้องเที่ยงตรงของหัวจ่ายน้ำมันทั่วประเทศ ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งลดค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสร้างความเป็นธรรมและความเชื่อมั่นในระบบการค้า โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญ อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวว่า ทุกช่วงเทศกาลสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลปีใหม่หรือเทศกาลสงกรานต์ กรมการค้าภายในให้ความสำคัญกับการดูแลความเชื่อมั่นของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการตรวจสอบสถานีขนส่ง ร้านค้า ตลาดสด และการจัดส่งชุดสายตรวจเฉพาะกิจ ซึ่งเป็นภารกิจที่กรมดำเนินการเป็นประจำทุกปี เพื่อให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมและมั่นใจในการใช้บริการต่าง ๆ ระหว่างการเดินทาง สำหรับการกำกับดูแลสถานีบริการน้ำมัน นอกจากการตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่แล้ว กรมยังส่งเสริมให้สถานีบริการเข้าร่วมการตรวจสอบด้วยตนเองหรือระบบการรับรองตนเอง (Self-Certification) ผ่านโครงการ “หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน” ของกรมการค้าภายใน โดยปัจจุบันมีสถานีบริการน้ำมันเข้าร่วมโครงการแล้ว 6,878 สถานี ซึ่งคิดเป็นกว่าร้อยละ 85 ของสถานีบริการน้ำมันแบรนด์หลักทั่วประเทศ สะท้อนถึงความร่วมมือของภาคเอกชนในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในการเดินทางช่วงเทศกาล ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางท่องเที่ยวหรือกลับไปพบครอบครัว อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินการดังกล่าวช่วยเสริมความมั่นใจให้ประชาชนว่าการใช้บริการสถานีบริการน้ำมันจะได้รับปริมาณครบถ้วน ถูกต้อง และเป็นธรรม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจในการดูแลค่าครองชีพและสร้างความเป็นธรรมทางการค้าตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังได้ประสานความร่วมมือกับสถานีบริการน้ำมันอย่างต่อเนื่องในมิติอื่น ๆ โดยเฉพาะในช่วงที่สินค้าเกษตรบางชนิดออกสู่ตลาดในปริมาณมาก สถานีบริการน้ำมันหลายแห่งได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นช่องทางกระจายสินค้าและวัตถุดิบทางการเกษตร เพื่อช่วยดูดซับผลผลิตและบรรเทาปัญหาสินค้าล้นตลาด ซึ่งกรมขอขอบคุณผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันทุกแห่งที่ให้ความร่วมมือกับภาครัฐมาโดยตลอด และพร้อมสนับสนุนมาตรการของกรมทุกครั้งที่มีการประสานงาน สำหรับแผนการตรวจสอบหัวจ่ายน้ำมันในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ จะดำเนินการระหว่างวันที่ 1–26 ธันวาคม 2568 คาดว่าจะสามารถตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันได้ไม่น้อยกว่า 2,000 สถานี หรือประมาณ 40,000 หัวจ่าย ครอบคลุมเส้นทางหลัก เส้นทางเชื่อมระหว่างจังหวัด และพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ โดยเป็นการบูรณาการร่วมกับสำนักงานกลางชั่งตวงวัดทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค สำนักงานพาณิชย์จังหวัด สำนักงานพลังงานจังหวัด กรมธุรกิจพลังงาน บริษัทผู้ค้าน้ำมัน และหน่วยตรวจที่ขึ้นทะเบียนตามกฎหมาย ทั้งนี้ หากประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรมในการเติมน้ำมัน สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569, Line @MR.DIT หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ โดยหากพบสถานีบริการใช้หัวจ่ายที่คลาดเคลื่อนหรือไม่มีเครื่องหมายคำรับรอง มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกรณีดัดแปลงหัวจ่ายให้คลาดเคลื่อน มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 280,000 บาท
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ