ข่าวเลขที่ 102/2569 พาณิชย์-พลังงาน-คลัง ผนึกกำลังดูแลประชาชน รับมือราคาน้ำมันผันผวน เร่งลดผลกระทบค่าครองชีพอย่างใกล้ชิด (1 เมษายน 2569)
นางศุภจี สุธรรมพันธ์ุ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมร่วมกับกระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุมกิติยากรวรลักษณ์ สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ ว่า ภาครัฐได้บูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนและผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยมุ่งลดภาระค่าใช้จ่ายและสร้างความมั่นใจในช่วงสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอน ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวเป็นการหารือร่วมกันของหน่วยงานเศรษฐกิจหลัก เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและกำหนดแนวทางบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นแก่ประชาชน มิได้เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นความร่วมมือเชิงนโยบายเพื่อให้การดูแลประชาชนเป็นไปอย่างรอบด้าน นางศุภจี กล่าวว่า ความผันผวนของราคาน้ำมันส่งผลต่อหลายภาคส่วน ทั้งค่าเดินทาง ค่าอาหาร ต้นทุนการผลิต และราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน ดังนั้น ทั้งสามหน่วยงาน (พาณิชย์-พลังงาน-คลัง)จึงร่วมกันกำหนดแนวทางกำกับดูแล โดยให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อย ควบคู่กับการประคองภาคธุรกิจไม่ให้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นส่งผ่านไปยังผู้บริโภค ที่ประชุมได้ติดตามโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ ตั้งแต่การกลั่น การขนส่ง จนถึงการจำหน่าย เพื่อให้ราคาสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โปร่งใส และเป็นธรรม พร้อมพิจารณากำหนดกรอบค่าการกลั่นในลักษณะช่วงอัตราสูง–ต่ำเพื่อสร้างสมดุลระหว่างผู้ประกอบการและผู้บริโภค และไม่ให้เกิดการซ้ำเติมความเดือดร้อนของสังคม นอกจากนี้ ยังมีการหารือแนวทางเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน โดยการสำรวจแหล่งพลังงานเพิ่มเติมและเพิ่มทางเลือกในการจัดหา เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโลก ขณะเดียวกัน จะเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแล หากพบการกักตุนหรือเอาเปรียบผู้บริโภค จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมกันนี้ ภาครัฐเตรียมมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม อาทิ ผู้มีรายได้น้อย ผู้ประกอบการขนส่ง เกษตรกร และภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ เพื่อประคองเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน นางศุภจี กล่าวย้ำว่า ความร่วมมือของทั้งสามกระทรวงในครั้งนี้ มุ่งลดผลกระทบก่อนส่งถึงประชาชน และสร้างความมั่นใจว่าภาครัฐกำลังดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถผ่านช่วงความผันผวนของราคาพลังงานไปได้ร่วมกัน
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 101/2569 ค้าภายใน ชี้ หมู-ไข่ขยับตามต้นทุนจริง ตามสถานการณ์ใกล้ชิด เพื่อดูแลเกษตรกรอยู่ได้ ราคาต้องไม่กระทบประชาชนในช่วงภาวะวิกฤต (31 มีนาคม 2569)
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์การผลิตและภาวะการค้าไข่ไก่ สุกร และเนื้อไก่อย่างใกล้ชิดมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับค้าส่งและค้าปลีก เพื่อประเมินสถานการณ์ผลผลิต ต้นทุน และแนวโน้มราคาอย่างรอบด้าน โดยกรมฯ จะหารือร่วมกับกลุ่มผู้ผลิตสุกร ไก่ และไข่ไก่ ในประเด็นปริมาณผลผลิต สถานการณ์ปัจจุบัน และแนวทางการบริหารจัดการราคาจำหน่ายร่วมกัน เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนในช่วงวิกฤติ อย่างเร็วที่สุดภายในสัปดาห์นี้ สำหรับสถานการณ์ไข่ไก่ในปัจจุบัน พบว่ามีผลผลิตออกสู่ตลาดประมาณ 43.49 ล้านฟองต่อวัน ซึ่งยังเพียงพอต่อความต้องการบริโภคที่เฉลี่ยประมาณ 43 ล้านฟองต่อวัน ส่วนผลผลิตสุกรมีปริมาณประมาณ 0.066 ล้านตัวต่อวัน สูงกว่าความต้องการบริโภคที่อยู่ที่ประมาณ 0.056 ล้านตัวต่อวัน สะท้อนว่าภาพรวมปริมาณสินค้าในระบบยังคงเพียงพอ นายจิรวุฒิ กล่าวว่า กรณีการปรับราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มของสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เป็นฟองละ 3.60 บาท จากเดิมฟองละ 3.40 บาทนั้น เป็นราคาที่สะท้อนต้นทุนการผลิตปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ฟองละ 3.29 บาท และเพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนหน้า โดยมีสาเหตุหลักจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ส่งผลให้แม่ไก่ให้ผลผลิตลดลง เกษตรกรมีรายได้จากการจำหน่ายไข่ไก่น้อยลง ขณะเดียวกันยังต้องรับภาระต้นทุนด้านน้ำและไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น จากการใช้อุปกรณ์ระบายความร้อนภายในฟาร์มเพื่อลดผลกระทบจากอุณหภูมิสูง ในส่วนของราคาสุกรหน้าฟาร์มที่ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 72 บาทต่อกิโลกรัม จากสัปดาห์ก่อนที่อยู่ในช่วง 70–72 บาทต่อกิโลกรัมนั้น ยังคงเป็นราคาที่ใกล้เคียงกับต้นทุนการผลิตปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 68.57 บาทต่อกิโลกรัม และยังอยู่ในช่วงราคาที่กรมฯ กำกับดูแล ขณะที่สาเหตุที่ราคาขยับราคาเกิดจากรอบการผลิตสุกรในช่วงอากาศร้อนซึ่งจะทำให้หมูกินอาหารน้อยลงและโตช้า โดยหากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 78.26 บาทต่อกิโลกรัม ถือว่าราคาในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า และปัจจุบันยังมีปริมาณผลผลิตสุกรสะสมในระบบยังคงอยู่ในระดับค่อนข้างมาก รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันที่ 2 เมษายน 2569 กรมฯ จะเชิญกลุ่มผู้ผลิตสุกร ไก่ และไข่ไก่ เข้าหารือร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามสถานการณ์ผลผลิต ต้นทุน และภาวะการค้าในปัจจุบัน ตลอดจนกำหนดแนวทางบริหารจัดการราคาจำหน่ายให้เหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์จริง โดยคำนึงถึงทั้งเกษตรกรผู้ผลิตและผู้บริโภคเป็นสำคัญ เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากการปรับราคาสินค้าในช่วงวิกฤติ และให้มีสินค้าเพียงพอต่อความต้องการ
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 100/2569 ค้าภายใน เกาะติดสถานการณ์สินค้า ห้างยันสต๊อกเพียงพอ ขึ้นราคาต้องมีเหตุผลและอนุญาตก่อน (31 มีนาคม 2569)
นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังเชิญผู้ประกอบการห้างค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อ และห้างท้องถิ่น เข้าหารือเพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์ราคาสินค้าและปริมาณสินค้าอุปโภคบริโภค เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 ว่า กรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์สินค้าอย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง เพื่อประเมินผลกระทบจากภาวะต้นทุนที่มีความผันผวน และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าระบบการจำหน่ายสินค้าในประเทศยังคงเป็นปกติ โดยมีผู้ประกอบการเข้าร่วม ได้แก่ สมาคมผู้ค้าปลีกไทย บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ เทสโก้ โลตัส แม็คโคร ท็อปส์ เดอะมอลล์ กรุ๊ป เซเว่นอีเลฟเว่น โลตัสส์ โก เฟรช สยามพิวรรธน์ ฟู้ดแลนด์ ซีเจ มอร์ และผู้แทนห้างท้องถิ่น (YTS) รองอธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวว่า การหารือครั้งนี้มุ่งเน้นการติดตามสถานการณ์จริงทั้งด้านสต๊อกสินค้า การกระจายสินค้า และแนวโน้มราคาจำหน่ายหน้าร้าน โดยผู้ประกอบการทุกรายรายงานตรงกันว่า ปัจจุบันสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นยังมีปริมาณเพียงพอ จำหน่ายได้ตามปกติ ไม่พบการขาดแคลน และยังไม่มีการปรับขึ้นราคาสินค้าในภาพรวมแต่อย่างใด พร้อมกันนี้ ผู้ประกอบการยังยืนยันว่า หลายสินค้ายังคงมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่อง ทั้งการลดราคาเฉพาะช่วงเวลา การจัดสินค้าราคาพิเศษ และการทำแคมเปญร่วมกับผู้ผลิต เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยห้างค้าปลีกยังคงใช้นโยบายแข่งขันด้านราคาและโปรโมชั่นเพื่อรักษากำลังซื้อของผู้บริโภคในช่วงที่ค่าครองชีพยังเป็นประเด็นสำคัญ นายฉันทพัทธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้จะมีซัพพลายเออร์บางรายเริ่มยื่นความประสงค์ขอปรับราคาสินค้า โดยอ้างต้นทุนที่เปลี่ยนแปลง แต่ห้างค้าปลีกได้ยืนยันชัดเจนว่า จะยังไม่พิจารณาปรับราคาจำหน่าย หากยังไม่มีหนังสืออนุญาตจากกรมการค้าภายใน ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ และเพื่อป้องกันการปรับราคาที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง กรมการค้าภายในได้เน้นย้ำให้ผู้ประกอบการร่วมกันดูแลเสถียรภาพราคาสินค้า โดยขอความร่วมมือบริหารจัดการสต๊อกสินค้าให้เพียงพอ กระจายสินค้าเข้าสู่ทุกสาขาอย่างทั่วถึง และชะลอการปรับขึ้นราคาในช่วงที่สถานการณ์ต้นทุนยังอยู่ระหว่างการประเมิน พร้อมทั้งติดตามข้อมูลต้นทุนจากผู้ผลิตและผู้นำเข้าอย่างใกล้ชิด เพื่อพิจารณาความเหมาะสมเป็นรายสินค้า นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้กำชับว่าการปรับราคาสินค้าควบคุมต้องดำเนินการตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัด โดยผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือผู้จำหน่าย จะต้องแจ้งรายละเอียดโครงสร้างต้นทุนและขออนุญาตก่อนดำเนินการ ซึ่งปัจจุบันมีสินค้าควบคุมที่เกี่ยวข้องกับสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าจำเป็น อาทิ นมและผลิตภัณฑ์นม อาหารกึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำมันปาล์มบรรจุขวด รวมถึงสินค้าอุปโภคในชีวิตประจำวัน 6 รายการ ได้แก่ สบู่ก้อนและสบู่เหลว ผงซักฟอกและน้ำยาซักผ้า แชมพู น้ำยาล้างจาน ผ้าอนามัย และกระดาษชำระ หากมีการปรับราคาจะต้องแจ้งขออนุญาตล่วงหน้าตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด รองอธิบดีกรมการค้าภายในย้ำว่า จากการติดตามข้อมูลล่าสุด ภาพรวมสถานการณ์สินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศยังอยู่ในภาวะปกติ สินค้ามีเพียงพอ ห้างค้าปลีกยังไม่มีการปรับขึ้นราคาสินค้า และยังคงจัดโปรโมชั่นในหลายรายการอย่างต่อเนื่อง ประชาชนจึงสามารถเลือกซื้อสินค้าได้ตามปกติ โดยกรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมด้านราคาและช่วยดูแลค่าครองชีพของประชาชนอย่างเต็มที่
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 99/2569 ค้าภายใน สนธิกำลังตำรวจสอบสวนกลาง บก.ปคบ. ล่อซื้อปุ๋ยตามร้องเรียน พบขายราคาสูง เร่งตรวจต้นทุน–ขยายผลถึงต้นทาง ป้องกันฉวยโอกาสซ้ำเติมเกษตรกร - เพิ่มช่องทางร้องเรียนผ่าน Line @Mr.DIT (27 มีนาคม 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากกรณีกรมการค้าภายในได้รับเรื่องร้องเรียนจากเกษตรกรเกี่ยวกับการจำหน่ายปุ๋ยเคมีในราคาสูงผิดปกติในพื้นที่อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กรมการค้าภายในได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สายตรวจเฉพาะกิจลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยทันที เพื่อป้องกันการเอาเปรียบเกษตรกรซึ่งกำลังเผชิญภาระต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น การลงพื้นที่ครั้งนี้ เจ้าหน้าที่สายตรวจกรมการค้าภายใน สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ตำรวจสอบสวนกลาง ดำเนินการล่อซื้อปุ๋ยเคมีตามข้อร้องเรียนเพื่อเก็บพยานหลักฐาน โดยผลการตรวจสอบพบการจำหน่ายปุ๋ยยูเรีย สูตร 46-0-0 ในราคากระสอบละ 1,190 บาท ซึ่งมีราคาสูง เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าตรวจสอบเอกสารการจำหน่ายและข้อมูลทางการค้าที่เกี่ยวข้องทันที นายวิทยากรกล่าวว่า พนักงานเจ้าหน้าที่จะเรียกเอกสารหลักฐานการจัดซื้อปุ๋ยมาจำหน่ายย้อนหลัง อาทิ ใบกำกับภาษี หลักฐานการรับสินค้า และข้อมูลต้นทุนทั้งหมด เพื่อนำมาตรวจสอบโครงสร้างราคาว่ามีความสอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงหรือไม่ หากพบว่าต้นทุนไม่มีการปรับเพิ่มขึ้น แต่ผู้ประกอบการมีการปรับราคาจำหน่ายสูงขึ้นโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ถือเป็นการฉวยโอกาสทางการค้า และเป็นการซ้ำเติมพี่น้องเกษตรกรที่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเป็นปัจจัยการผลิตหลัก การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ซึ่งกำหนดห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจดำเนินการใด ๆ โดยจงใจทำให้ราคาสินค้าต่ำเกินสมควร หรือสูงเกินสมควร หรือก่อให้เกิดความปั่นป่วนซึ่งราคาสินค้าหรือบริการ โดยหากตรวจพบความผิดจะดำเนินคดีตามกฎหมายจนถึงที่สุด พร้อมกันนี้ เจ้าหน้าที่ได้ขยายผลการตรวจสอบไปยังร้านค้าส่ง รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่การกระจายสินค้า เพื่อตรวจสอบที่มาของราคาและป้องกันการกำหนดราคาที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง หากพบว่ามีการร่วมกันกำหนดราคาหรือมีพฤติการณ์เอาเปรียบผู้ซื้อ จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดทุกราย อธิบดีกรมการค้าภายในย้ำว่า กรมการค้าภายในจะไม่ปล่อยให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าปัจจัยการผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลเพาะปลูกที่เกษตรกรมีความจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยในปริมาณมาก การจำหน่ายสินค้าในราคาที่ไม่เป็นธรรมย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้และต้นทุนของเกษตรกร รวมถึงอาจกระทบต่อเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรในภาพรวมของประเทศ กรมฯ จะเดินหน้าติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางการค้าและลดภาระต้นทุนให้แก่พี่น้องเกษตรกร โดยขอความร่วมมือประชาชนร่วมเป็นเครือข่ายเฝ้าระวัง หากพบการจำหน่ายสินค้าในราคาสูงผิดปกติหรือมีพฤติการณ์ฉวยโอกาส สามารถแจ้งเบาะแสผ่านสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือผ่านแอปพลิเคชัน Mr.DIT เมนู “รับเรื่องร้องเรียน” ซึ่งประชาชนสามารถรายงานข้อมูล แนบภาพถ่าย และคลิปวิดีโอประกอบการร้องเรียน เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 98/2569 “พาณิชย์” ยกระดับกำกับสินค้าควบคุม รับผลกระทบตะวันออกกลาง จ่อออกประกาศ กกร.ใช้ทันที (25 มีนาคม 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุม และผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เป็นกรรมการ ว่า “ขณะนี้เป็นสถานการณ์เร่งด่วน โดยปกติการประชุม กกร. จะมีการพิจารณาในช่วงเดือน มิถุนายน แต่ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์เห็นว่ามีความจำเป็นและส่งผลกระทบต่อประชาชน จึงมีการทบทวนสินค้าและมาตรการรองรับสถานการณ์ที่ต้องมีการกำกับดูแลที่เหมาะสม ปัจจุบันเรามีสินค้าและบริการควบคุม 59 รายการ ครอบคลุมสินค้าอุปโภค บริโภค และมีมาตรการที่เข้มข้น อาทิ การขออนุญาตปรับราคาก่อนจำหน่าย การแจ้งสต็อกปริมาณ โดยพิจารณาทบทวนยกระดับมาตรการในวันนี้ เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังมีความยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะราคาพลังงานในตลาดโลกที่มีความผันผวนต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบนำเข้า สารเคมีพื้นฐาน และค่าขนส่งระหว่างประเทศปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อโครงสร้างต้นทุนการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทย ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าและค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง ในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้ใช้กลไกด้านการบริหาร โดยขอความร่วมมือผู้ประกอบการ ผู้ผลิต และผู้จำหน่ายในการตรึงราคาสินค้าและบริหารต้นทุนร่วมกัน เพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ขณะเดียวกัน เมื่อแนวโน้มต้นทุนยังมีความไม่แน่นอน จึงจำเป็นต้องใช้กลไกทางกฎหมายควบคู่กัน ผ่านคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 เพื่อกำหนดมาตรการกำกับดูแลสินค้าควบคุมให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง สามารถติดตามต้นทุนและป้องกันการปรับราคาที่ไม่เหมาะสมได้อย่างทันท่วงที นายวิทยากร กล่าวว่า สถานการณ์สินค้าในประเทศขณะนี้หลายรายการได้รับผลกระทบ กระทรวงพาณิชย์จึงจำเป็นต้องมีมาตรการบริหารจัดการทั้งปริมาณสต็อกสินค้าและราคาจำหน่าย โดยภายหลังการประชุมในวันนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบการยกระดับมาตรการกำกับดูแลสินค้าควบคุมในหลายรายการ และจะเร่งออกประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เพื่อให้มีผลบังคับใช้โดยเร็วที่สุด ในส่วนของรายการสินค้าควบคุมและมาตรการกำกับดูแลเพิ่มเติม ที่ประชุมได้พิจารณาตามข้อเสนอของฝ่ายเลขานุการแล้ว จะเร่งเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณากำหนดมาตรการในภาพรวมและดำเนินการออกมาตรการที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วนต่อไป เพื่อให้การกำกับดูแลสอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังมีความผันผวน นายวิทยากร กล่าวต่ออีกว่า หากเกิดสถานการณ์จำเป็นเร่งด่วน หรือพบสัญญาณความเสี่ยงด้านราคาที่อาจกระทบต่อประชาชน ประธาน กกร.สามารถออกประกาศกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องขออนุญาตก่อนปรับราคาได้ทันที เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาและป้องกันการฉวยโอกาสทางการค้า สำหรับสินค้าควบคุมที่มีการหารือในที่ประชุม นายวิทยากร กล่าวว่า มีการพิจารณาอย่างรอบคอบและรัดกุม เนื่องจากสถานการณ์โลกยังมีความอ่อนไหวและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม กรมการค้าภายในจะเร่งดำเนินมาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสมโดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันผลกระทบล่วงหน้าและรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าในประเทศ ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง พร้อมใช้มาตรการทางกฎหมายทันที หากพบ พฤติกรรมที่เค้าข่ายการผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการปิดป้ายแสดงราคาสินค้าตามมาตรา 28 การจำหน่ายสินค้าในราคาที่สูงเกินสมควรตามมาตรา 29 หรือการกักตุนสินค้าควบคุมตามมาตรา 30 ของกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ย่อมเป็นความผิดทางอาญา ที่มีโทษทางกฎหมาย โดยประชาชนสามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 ได้ทันที
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 97/2569 พาณิชย์ เร่งช่วยชาวนารับมือผลกระทบวิกฤตตะวันออกกลาง เดินหน้าโครงการดูดซับข้าวนาปรัง 1 ล้านตัน- ตลาดนัดข้าวเปลือกราคานำตลาด ลดต้นทุนปุ๋ย–ประสานพน.จัดสรรน้ำมันดีเซลช่วยชาวนา (25 มีนาคม 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังให้การต้อนรับนายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ซึ่งเดินทางเข้าพบเพื่อหารือแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ณ กรมการค้าภายใน ว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในเร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรไทยอย่างเต็มที่ หลังสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและต้นทุนการผลิตทั่วโลก โดยเฉพาะราคาปุ๋ยมีความผันผวน ส่งผลต่อต้นทุนการทำนาของเกษตรกร กรมการค้าภายในจึงเร่งใช้มาตรการทั้งด้านตลาดและการลดต้นทุนเพื่อบรรเทาภาระให้พี่น้องชาวนาในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง โดยการบริหารจัดการผลผลิตข้าวนาปรังที่กำลังจะถึงนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ออก โครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปรัง ปีการผลิต 2569 แล้ว โดยตั้งเป้าหมายดูดซับข้าวนาปรังจำนวน 1 ล้านตันข้าวเปลือก ในพื้นที่แหล่งผลิตข้าวนาปรังทั่วประเทศ โดยองค์การคลังสินค้าจะดำเนินการให้โรงสีและสหกรณ์การเกษตรไปเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรในราคาสูงกว่าตลาด 300 บาทต่อตัน ซึ่งจะเริ่มดำเนินการวันที่ 1 เมษายน 2569 นี้ นำร่อง 5 จังหวัด แหล่งผลิตข้าวนาปรังสำคัญ ได้แก่ นครสวรรค์ พิษณุโลก พระนครศรีอยุธยา กำแพงเพชร และสุโขทัย โดยโครงการนี้จะช่วยรองรับผลผลิตข้าวนาปรังที่จะออกสู่ตลาด และมีแรงจงใจให้ชาวนาขายผลผลิตในราคาที่เหมาะสม ขอให้ชาวนามั่นใจว่า ฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปรังนี้มีที่ขายข้าวแน่นอน นายวิทยากร กล่าวต่อว่า “นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังได้จัด ตลาดนัดข้าวเปลือก ในแหล่งผลิตข้าวนาปรังเพิ่มเติม โดยนำให้ผู้ประกอบการจากนอกพื้นที่เข้ารับซื้อถึงแหล่งผลิตของเกษตรกรโดยตรง เพื่อลดภาระค่าขนส่ง เพิ่มช่องทางการจำหน่าย และแก้ไขปัญหาบางพื้นที่ที่ขาดผู้รับซื้ออย่างมีประสิทธิภาพ โดยราคารับซื้อในตลาดนัดข้าวเปลือกจะสูงกว่าตลาดทั่วไปเฉลี่ย 200–400 บาทต่อตัน ดำเนินการตั้งแต่เดือนมีนาคมต่อเนื่องไปจนถึงเดือนพฤษภาคม 2569ขณะนี้มีจังหวัดที่ยืนยันการจัดงานแล้วรวม 8 ครั้ง ได้แก่ ปลายเดือนมีนาคม จำนวน 2 ครั้ง ในจังหวัดสิงห์บุรี และอ่างทอง ต้นเดือนเมษายน จำนวน 3 ครั้ง ในจังหวัดพิจิตร พระนครศรีอยุธยา และอ่างทอง และปลายเดือนเมษายน จำนวน 3 ครั้ง ในจังหวัดพิษณุโลก น่าน และพระนครศรีอยุธยาพร้อมกันนี้ กรมการค้าภายในได้กำชับสำนักงานชั่งตวงวัดในพื้นที่ โดยเฉพาะจุดรับซื้อข้าว ให้ลงพื้นที่กำกับดูแลการซื้อขายอย่างใกล้ชิด ตรวจสอบความถูกต้องของการชั่งน้ำหนัก การวัดความชื้น การหักสิ่งเจือปน รวมถึงการแสดงราคารับซื้อ เพื่อให้การซื้อขายข้าวเปลือกเป็นธรรม เที่ยงตรง และโปร่งใส สร้างความมั่นใจให้แก่พี่น้องเกษตรกร นายวิทยากร กล่าวต่อว่า “ในด้านการลดต้นทุนการผลิต กรมฯ เตรียมดำเนินโครงการ “ปุ๋ยธงเขียวพลัส” สนับสนุนส่วนลดปุ๋ยเคมีกระสอบละ 200 บาท จำนวน 5 กระสอบ รวม 1,000 บาท และเกษตรกรที่มี “บัตรดินดี” ของกรมพัฒนาที่ดิน จะได้รับสิทธิ์เพิ่มเติมอีก 200 บาท รวมถึงคูปองอีก 200 บาท สำหรับซื้อปุ๋ยอินทรีย์ ทำให้เกษตรกรได้รับการช่วยเหลือรวมสูงสุด 1,400 บาทต่อราย ช่วยลดต้นทุนการผลิตในช่วงฤดูเพาะปลูกโดยเฉพาะข้าวนาปีที่กำลังจะมาถึงทั้งนี้ ในส่วนประเด็นข้อเรียกร้องในด้านการจัดสรรน้ำมันดีเซลในพื้นที่เก็บเกี่ยวข้าวนาปรังให้เพียงพอ กรมการค้าภายในจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้อย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะกระทรวงพลังงาน เพื่อเร่งดูแลการรวมถึงผลักดันแนวทางช่วยเหลือด้านพลังงานเพื่อลดภาระต้นทุนเครื่องจักรกลทางการเกษตรของชาวนาในช่วงสถานการณ์วิกฤต ด้านนายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวว่า ขอขอบคุณกระทรวงพาณิชย์ที่ให้ความสำคัญและเร่งช่วยเหลือพี่น้องชาวนา โดยเข้าใจถึงสถานการณ์ที่ทุกภาคส่วนได้รับผลกระทบ ซึ่งเกษตรกรมีความกังวลต่อผลผลิตข้าวนาปรังที่กำลังออกสู่ตลาด ทั้งนี้ ภายหลังได้รับทราบจากอธิบดีกรมการค้าภายในถึงมาตรการโครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปรัง ที่เปิดรับซื้อในราคาตลาดพร้อมเพิ่มส่วนต่างให้อีกตันละ 300 บาท รวมถึงการจัดตลาดนัดข้าวเปลือกที่เป็นกลไกสำคัญที่จะเพิ่มช่องทางการขายข้าวของพี่น้องได้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับพี่น้องชาวนา และเห็นว่ารัฐบาลให้ความใส่ใจและห่วงใยเกษตรกรอย่างแท้จริง นายวิทยากรกล่าวย้ำว่า แม้สถานการณ์ตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและต้นทุนการผลิตหลายด้าน แต่กรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และใช้ทุกมาตรการที่มีเพื่อบรรเทาผลกระทบให้เกษตรกรไทย โดยเฉพาะพี่น้องชาวนา พร้อมยืนยันว่ากระทรวงพาณิชย์ไม่นิ่งนอนใจ และจะเดินหน้าดูแลเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรและรายได้เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 96/2569 “พาณิชย์” ลุยลดค่าครองชีพประชาชน-ช่วยผู้ประกอบการ ยกทัพสินค้าราคาประหยัด จำหน่ายสินค้าราคาประหยัดให้พี่น้องชาวกาญจนบุรีในงาน “มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค” (24 มีนาคม 2569)
“พาณิชย์” จัดงาน “มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค” นำสินค้าอุปโภคบริโภค 10 หมวด กว่า 1,000 รายการ ลดสูงสุด 60% และยังมีสินค้าไฮไลท์ ทั้งไข่ไก่ น้ำตาลทราย น้ำมันปาล์ม ข้าวหอมมะลิ 100% มาจำหน่ายให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ และเพิ่มทางเลือกในการซื้อสินค้า และเชื่อมโยงจากเกษตรกรที่ประสบปัญหาราคาตกต่ำจากภาวะสินค้าล้นตลาด มาจำหน่ายในงาน นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินการสนับสนุนนโยบายในการให้ความสำคัญกับการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศและช่วยเหลือลดค่าครองชีพให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลต่อเศรษฐกิจที่ผันผวนด้านพลังงานและเศรษฐกิจโลก และมีผลกระทบโดยตรงกับประเทศไทย โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่เป็นต้นทุนหลักในการผลิต ทำให้เกิดผลกระทบต่อภาคเกษตร อุตสาหกรรมการผลิต และการขนส่ง ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคมีการปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ เช่น ไข่ไก่ ข้าวสาร เนื้อสัตว์ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สินค้าอุปโภคบริโภค เป็นต้น จึงได้กำหนดแนวทางการทำงานให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในดูแลค่าครองชีพประชาชน โดยจัดงานจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด ระหว่างวันที่ 23 – 25 มีนาคม 2569 ณ สนามด้านข้างสำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี อ.เมือง จ.กาญจนบุรี โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิต/กลุ่มเกษตรกร/กลุ่มวิสาหกิจชุมชน เครือข่ายธุรกิจ ผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย (SMEs) นำสินค้าอุปโภคบริโภคมาจำหน่ายรวม 10 หมวด กว่า 1,000 รายการ ลดสูงสุด 60% อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ซอสปรุงรส น้ำยาซักผ้า ของใช้ประจำวัน เครื่องครัว เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องแต่งกาย สินค้าชุมชน เป็นต้น ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการจำหน่ายสินค้าไฮไลท์ สินค้าผักและผลไม้ที่เชื่อมโยงจากกลุ่มเกษตรกร ในราคาพิเศษทุกวัน อาทิ ไข่ไก่เบอร์ M แผงละ 80 บาท น้ำตาลทราย กิโลกรัมละ 20 บาท น้ำมันพืชปาล์ม ขวดละ 35 บาท ข้าวหอมมะลิ 100% (5 กก.) ถุงละ 100 บาท นอกจากนั้น ยังเชื่อมโยงจากกลุ่มเกษตรกร มะพร้าว ลูกละ 10 บาท กะล่ำปลี กิโลกรัมละ 10 บาท และมะนาวแป้น ลูกละ 3 บาท (7 ลูก 100 บาท) มาภายในงานได้อีกด้วย “ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวกาญจนบุรี มาเลือกซื้อสินค้าในโครงการนี้ ซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพและราคาประหยัดที่ทางกระทรวงพาณิชย์ได้เลือกสรรมาให้ท่าน ทั้งสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพครบถ้วน ของกินของใช้ สินค้าชุมชน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนได้ตามเป้าหมาย” นายจิรวุฒิ กล่าว กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและจะเดินหน้าจัดงานมหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคอีก 11 ครั้ง ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งในการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน และยังเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการ ห้าง เกษตรกร SMEs วิสาหกิจชุมชน ทำให้ประชาชนมีทางเลือกในการจับจ่ายใช้สอย ผู้ประกอบการมีช่องทางในการจำหน่ายสินค้า เพื่อกระตุ้นและสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศด้วย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 95/2569 กรมการค้าภายในเร่งขับเคลื่อนรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปลอดการเผา เชื่อมโยงตลาด–เพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้ สร้างรายได้ยั่งยืนให้เกษตรกร (22 มีนาคม 2569)
นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้มอบหมายเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน เพื่อจัดประชุมชี้แจง สร้างการรับรู้ และประชาสัมพันธ์แนวทาง “การเชื่อมโยงการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร และการจำหน่ายวัสดุเหลือใช้จากการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ปลอดการเผา” เมื่อวันที่ 19–20 มีนาคม 2569 ณ สหกรณ์การเกษตรขุนยวม จำกัด อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน และสหกรณ์การเกษตรแม่แจ่ม จำกัด อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 และส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของภาคการเกษตร การดำเนินงานดังกล่าวเป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ซึ่งเห็นชอบแนวทางการส่งเสริมและผลักดันการใช้วัสดุเหลือใช้จากการเพาะปลูกเพื่อเพิ่มมูลค่า ลดการเผาเศษวัสดุทางการเกษตร โดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมการค้าภายใน กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมดำเนินการอย่างบูรณาการ ทั้งนี้ จากการประชุมพบว่า ความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศมีปริมาณสูงประมาณ 9.26 ล้านตันต่อปี ขณะที่ผลผลิตในประเทศยังไม่เพียงพอ ส่งผลให้ข้าวโพดที่มีคุณภาพและผลิตในระบบปลอดการเผามีตลาดรองรับอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ประกอบการและโรงงานอาหารสัตว์ยืนยันความพร้อมในการรับซื้อ หากผลผลิตเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด อาทิ ความชื้นไม่เกินร้อยละ 14.5 มีความสะอาด และปราศจากเชื้อราเกินเกณฑ์ ในส่วนของการเชื่อมโยงตลาด อย่างในครั้งนี้สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เชียงใหม่–ลำพูน จำกัด มีความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ประมาณ 700–800 ตันต่อเดือน หรือราว 9,000 ตันต่อปี โดยเน้นการรับซื้อจากเครือข่ายสหกรณ์ในพื้นที่ภาคเหนือ เช่น อำเภอแม่แจ่ม เวียงป่าเป้า แม่ลาน้อย และวังชิ้น ควบคู่กับการกระจายสินค้าไข่ไก่กลับสู่ชุมชน เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจฐานรากที่พึ่งพาอาศัยกันอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยได้ให้ความสำคัญกับมาตรฐานการผลิตตามหลักเกณฑ์ GAP (ปลอดการเผา) และระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของตลาดโลก โดยเฉพาะมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น กฎระเบียบ EUDR และกฎหมายอากาศสะอาด ที่กำหนดให้สินค้าต้องมาจากแหล่งผลิตที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มิฉะนั้นอาจถูกกีดกันทางการค้าหรือเผชิญภาระภาษีคาร์บอน อีกทั้ง ยังมีการส่งเสริมการนำวัสดุเหลือใช้จากการเพาะปลูกข้าวโพด อาทิ ซัง เปลือก และต้น ไปใช้ประโยชน์เพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น การผลิตทรายแมวออร์แกนิก กระดาษชีวภาพ ผลิตภัณฑ์แฟชั่น วัสดุเพาะเห็ด อาหารสัตว์อัดก้อน และเชื้อเพลิงชีวมวล ซึ่งสามารถสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกร และลดปัญหาการเผาในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการค้าภายในได้เน้นย้ำให้ผู้ประกอบการรับซื้อใช้เครื่องวัดความชื้นที่ได้มาตรฐานตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ โดยต้องเป็นเครื่องมือที่ผ่านการรับรองและแสดงผลอย่างโปร่งใส เพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบเกษตรกร และสร้างความเป็นธรรมในการซื้อขาย ทั้งนี้ กรมการค้าภายในขอความร่วมมือเกษตรกรตรวจสอบมาตรฐานเครื่องมือรับซื้อ และหากไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ