ข่าวเลขที่ 51/2569 DIT คุมเข้ม เชื่อมข้อมูลนำเข้าสินค้าเกษตร ผ่าน NSW ร่วมกับกรมศุลฯ รักษาสมดุลตลาด ป้องกันผลกระทบราคาสินค้าเกษตรไทย (17 ธันวาคม 2568)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 กรมการค้าภายในได้เข้าร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับกรมศุลกากร เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลการนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศอาเซียนผ่านระบบออนไลน์ โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้หน่วยงานภาครัฐสามารถตรวจสอบข้อมูลการนำเข้าได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และทันต่อสถานการณ์มากยิ่งขึ้น อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า สินค้าเกษตรที่อยู่ในการกำกับดูแลของกรม ได้แก่ หัวมันสดและมันเส้น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มะพร้าว ข้าวเปลือก และน้ำมันปาล์ม ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรสำคัญที่มีผลต่อรายได้ของเกษตรกรไทยที่ผ่านมา กรมการค้าภายในได้ออกใบอนุญาตขนย้ายสินค้าเกษตรดังกล่าวแล้วกว่า 200,000 ฉบับ โดยอาศัยข้อมูลคำขอจากผู้ประกอบการเป็นหลัก ขณะเดียวกันมีการนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศอาเซียนโดยใช้เอกสารรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form D) มากกว่า 20,000 ฉบับ คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 49,000 ล้านบาท ซึ่งการใช้เอกสารแบบเดิมอาจก่อให้เกิดความซ้ำซ้อนและความล่าช้า ส่งผลต่อการบริหารจัดการสมดุลตลาดและราคาสินค้าเกษตรของประเทศ การเชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ในครั้งนี้ จึงเป็นความร่วมมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ และทำให้กรมการค้าภายในสามารถตรวจสอบปริมาณสินค้าเกษตรที่นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านได้ทันที เห็นภาพรวมสถานการณ์สินค้าในตลาดได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น และสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการดูแลราคาและบริหารจัดการผลผลิตในประเทศได้อย่างเหมาะสม ไม่กระทบต่อเกษตรกรไทย นอกจากนี้ ระบบดังกล่าวยังช่วยลดขั้นตอนและความยุ่งยากในการดำเนินการของผู้ประกอบการ เนื่องจากสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันผ่านระบบออนไลน์ ลดการใช้เอกสารซ้ำซ้อน และทำให้กระบวนการขออนุญาตเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ กรมการค้าภายในขอแจ้งเตือนผู้ประกอบการที่มีการซื้อขายและขนย้ายสินค้าเกษตรที่อยู่ในรายการควบคุม จำนวน 9 สินค้า ได้แก่ 1) กระเทียมนำเข้า 2) ข้าวเปลือกและข้าวสาร 3) ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 4) ข้าวสาลี 5) ข้าวบาร์เลย์ 6) มะพร้าว 7) มันสำปะหลัง 8) น้ำมันปาล์ม และ 9) หอมหัวใหญ่ จะต้องดำเนินการขออนุญาตขนย้ายสินค้าอย่างเคร่งครัด หากฝ่าฝืนถือเป็นความผิด มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 นายวิทยากรกล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือในการเชื่อมโยงข้อมูลครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับการทำงานของกรมการค้าภายใน ให้สามารถใช้ข้อมูลจริงในการประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย เพื่อดูแลเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร คุ้มครองเกษตรกรไทย และสร้างความเป็นธรรมในระบบการค้าอย่างยั่งยืนต่อไป
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 50/2569 “ศุภจี” นำทัพผู้ประกอบการชายแดนไทย–กัมพูชา ร่วมขายในมหกรรมธงฟ้าชลบุรี, จับมือ TikTok Live ดันยอดขาย–สร้างรายได้ฟื้นเศรษฐกิจชายแดน (14 ธันวาคม 2568)
กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน เปิดงาน “มหกรรมธงฟ้าเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดน จังหวัดชลบุรี” นำผู้ประกอบการ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา มาออกบูธขายสินค้าเพิ่มยอดขายในช่วงวิกฤตชายแดน พร้อมสินค้าราคาประหยัดกว่า 2,000 รายการ จาก 10 หมวดสินค้า มาจำหน่ายในราคาย่อมเยา ลดสูงสุด 60% และเปิดช่องทาง TikTok Live ภายในงาน เพื่อเพิ่มยอดขายแบบเรียลไทม์และขยายการเข้าถึงผู้บริโภคทั่วประเทศ โดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13–15 ธันวาคม 2568 บริเวณลานกิจกรรมหน้าศาลากลางจังหวัดชลบุรี นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า “การจัดงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในเร่งดำเนินการภายใต้แนวทาง “Quick Big Win” ที่มุ่งให้เกิดผลสัมฤทธิ์ทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับการสร้างรากฐานการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน ทั้งในด้านการลดค่าครองชีพ การเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs การเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย และการดูแลเศรษฐกิจและผู้ประกอบการชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมอบหมายให้กรมการค้าภายในสร้างช่องทางตลาดใหม่ให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะตลาดออนไลน์ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นยอดขายต่อเนื่อง ซึ่งเป็นที่มาของการร่วมกับแพลตฟอร์ม TikTok ในงานครั้งนี้ นายวิทยากร กล่าวต่อว่า “งานครั้งนี้ได้นำผู้ประกอบการจาก 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา จำนวน 20 ราย มาร่วมออกบูธจำหน่ายสินค้าโดยตรง พร้อมนำสินค้าจากผู้ประกอบการชายแดนเพิ่มเติมอีก 50 ราย เข้าร่วมจัดแสดง รวมกว่า 150 รายการ เพื่อสร้างรายได้ ฟื้นตลาด และช่วยให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบกลับมามีช่องทางจำหน่ายสินค้าอีกครั้ง โดยเรานำผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นจากพื้นที่ชายแดนมาจัดเป็นกระเช้าของขวัญปีใหม่ ทั้งหมูยอ น้ำปลา ผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป สมุนไพร รวมถึงสินค้าพื้นถิ่นที่สะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละจังหวัด เพื่อให้ประชาชนสามารถเลือกซื้อของฝากที่มีคุณภาพ พร้อมช่วยสร้างรายได้กลับสู่พื้นที่ชายแดนโดยตรง” ภายในงานมีสินค้าไฮไลท์ราคาพิเศษจำหน่ายทุกวัน เช่น ไข่ไก่เบอร์ M แผงละ 85 บาท น้ำตาลทรายกิโลกรัมละ 20 บาท น้ำมันพืชปาล์มขวดละ 40 บาท และข้าวหอมมะลิ 5 กิโลกรัม ถุงละ 120 บาท เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเสริมด้วยการไลฟ์สดขายสินค้า ผ่านแพลตฟอร์ม TikTok เพื่อให้ยอดขายดำเนินต่อเนื่องแม้ผู้บริโภคไม่ได้เดินทางมาที่งาน งานครั้งนี้มีผู้ประกอบการร่วมออกบูธกว่า 250 บูธ และได้รับเกียรติจากรองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีมาร่วมตรวจเยี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายในระบุว่า ชลบุรีเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญและมีศักยภาพสูง จึงเหมาะอย่างยิ่งในการเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูตลาดชายแดนหลังผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้ง กรมการค้าภายในยังเตรียมนำผู้ประกอบการชายแดนทั้ง 7 จังหวัดไปจัดงานครั้งใหญ่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครในเดือนมกราคม ณ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เพื่อขยายตลาดให้ผู้ประกอบการและเพิ่มช่องทางการจำหน่ายในพื้นที่ที่มีกำลังซื้อสูง อธิบดีกล่าว เพิ่มเติมว่า ระหว่างดำเนินมาตรการส่งเสริมเศรษฐกิจ กรมฯ ยังเดินหน้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ ทั้งการจัดส่งสินค้าและของใช้จำเป็นเข้าสู่ศูนย์พักพิง รวมถึงการจัดกิจกรรมฟื้นฟูในพื้นที่หาดใหญ่ เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วที่สุด “ขอเชิญชวนพี่น้องจังหวัดชลบุรีและจังหวัดใกล้เคียงมาเลือกซื้อสินค้าในโครงการนี้ ซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพในราคาประหยัด และเป็นความตั้งใจจริงของกระทรวงพาณิชย์ในการช่วยลดค่าครองชีพให้แก่ประชาชน” นายวิทยากรกล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 49/2569 “พาณิชย์” รวมใจไทย ฟื้นแดนใต้ รับมอบสิ่งของบริจาคจากภาคเอกชน 19 ราย รวมกว่า 4.6 แสนชิ้น มูลค่ามากกว่า 26 ล้านบาท เร่งกระจายความช่วยเหลือสู่พื้นที่ฟื้นฟูจากอุทกภัย (9 ธันวาคม 2568)
วันที่ 8 ธันวาคม 2568 ณ กองชั่งตวงวัด กรมการค้าภายใน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีรับมอบสิ่งของบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ร่วมกับผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้โครงการ “รวมใจไทย ฟื้นแดนใต้” โดยในครั้งนี้มีผู้ประกอบการภาคเอกชน 19 ราย ร่วมสนับสนุนสิ่งของจำเป็นรวม 468,690 ชิ้น มูลค่าทั้งสิ้น 25,954,565บาท ซึ่งจะถูกเร่งจัดส่งเข้าสู่พื้นที่ที่ได้รับความเสียหายในจังหวัดสงขลา นครศรีธรรมราช พัทลุง ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และพื้นที่ใกล้เคียง นางศุภจี ระบุว่า ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนถึง “พลังน้ำใจของภาคเอกชนไทย” ที่พร้อมลุกขึ้นมาช่วยเหลือประชาชนทันทีเมื่อเกิดวิกฤต โดยทุกองค์กรได้แสดงความตั้งใจจริงในการสนับสนุนสิ่งของที่จำเป็นหลากหลายประเภท ทั้งอาหาร ของใช้ประจำวัน เครื่องมือซ่อมแซมบ้าน และผลิตภัณฑ์เพื่อโภชนาการ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนในสถานการณ์อุทกภัย โดยกระทรวงพาณิชย์จะเร่งประสานการขนส่งและนำสิ่งของทั้งหมดกระจายลงพื้นที่อย่างเร็วที่สุด เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงและทันการณ์ ภาคเอกชนที่ร่วมสนับสนุนในครั้งนี้มีทั้งธุรกิจค้าปลีก ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค และผู้ประกอบการรายใหญ่จากหลายอุตสาหกรรม โดยแต่ละกลุ่มมีปริมาณและมูลค่าการบริจาคที่สำคัญ ดังนี้ กลุ่มห้างสรรพสินค้า นำโดยบริษัทสรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด บริษัทโรบินสัน จำกัด (มหาชน) และเครือพันธมิตร ได้มอบเครื่องแต่งกาย ของใช้ประจำวัน และถุงยังชีพจำนวนมาก เพื่อรองรับความต้องการของประชาชนในศูนย์พักพิงและพื้นที่เร่งด่วน ซึ่งถือเป็นสิ่งของที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ประสบภัยที่ต้องย้ายออกจากบ้านพักอาศัยชั่วคราว รวมมูลค่า 3,340,000 บาท ในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ประกอบด้วยปลากระป๋อง จากบริษัทยูนิคอร์ด น้ำมันพืช จากสมาคมผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองและรำข้าว และน้ำมันปาล์ม จากบริษัทสุขสมบูรณ์น้ำมันพืช จำนวนรวม 480 ชิ้น นอกจากนี้ยังมีการบริจาคเป็นเงินสดจากสมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม เพื่อใช้ในการสนับสนุนด้านอาหารในจุดให้บริการประชาชน รวมมูลค่า 1,191,600 บาท กลุ่มของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน แชมพู สบู่ ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย ไปจนถึงของใช้ส่วนตัวที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน จากบริษัท ยูนิลีเวอร์ นีโอ คอร์ปอเรท โอสถสภา สหพัฒนพิบูล ไอ.พี.วัน และคาโอ อินดัสเตรียล ทั้งนี้ สินค้ากลุ่มนี้มีความสำคัญต่อการฟื้นฟูสุขอนามัยของประชาชนในพื้นที่น้ำท่วมที่มีความชื้นสูงและเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาด โดยมีจำนวนรวม 398,325 ชิ้น รวมมูลค่า 19,233,105 บาท สำหรับผลิตภัณฑ์นมและเครื่องดื่มเพื่อโภชนาการ จากดัชมิลล์ แลคตาซอย กรีนสปอต เนสท์เล่ สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรีฯ และดานอน โดยสินค้ากลุ่มนี้ถือว่ามีความสำคัญต่อเด็ก ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ประสบภัย ซึ่งมักเข้าถึงอาหารสดได้ยากในช่วงสถานการณ์น้ำท่วม โดยได้รับการสนับสนุนรวม 3,600 ชิ้น และ 927 ลัง รวมมูลค่า 558,150 บาท ขณะที่กลุ่มอุปกรณ์ทำความสะอาดและเครื่องมือช่าง ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทมิสเตอร์.ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ประกอบด้วยไม้กวาด แปรงขัดพื้น ฟองน้ำ สายรัด เทปกันรั่ว ลูกกลิ้งทาสี ไขควง และอุปกรณ์ซ่อมแซมบ้านอื่น ๆ ซึ่งมีความจำเป็นต่อการทำความสะอาดและปรับสภาพบ้านเรือนหลังระดับน้ำลดลง จำนวน 15,085 ชิ้น รวมมูลค่า 1,631,710 บาท นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ขอขอบคุณผู้ประกอบการทุกองค์กรที่ร่วมแสดงพลังน้ำใจในวันนี้ และย้ำว่าจะนำสิ่งของบริจาคทั้งหมดส่งตรงลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้กลับมาใช้ชีวิตได้โดยเร็วที่สุด พร้อมยืนยันว่ากระทรวงจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับทุกภาคส่วน เพื่อให้การดูแลและฟื้นฟูภาคใต้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 48/2569 DIT มอบรางวัลประกวดข้าวหอมมะลิไทย 2568 ในงาน Thailand Rice Fest 2025 จุดประกายสู่ ‘ข้าวประณีต’ ต้นแบบข้าวคุณภาพระดับประเทศ (5 ธันวาคม 2568)
กระทรวงพาณิชย์ชู “ข้าวประณีต” เป็นสินค้าพรีเมียมระดับประเทศ พร้อมประกาศผลและมอบรางวัลผู้ชนะ “การประกวดข้าวหอมมะลิของประเทศไทย ปี 2568” ภายในงาน Thailand Rice Fest 2025 เทศกาลข้าวที่ใหญ่ที่สุดของไทย จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4–7 ธันวาคม 2568 ณ อิมแพ็ค ฮอลล์ 11–12 เมืองทองธานี งานนี้รวบรวมผลผลิตคุณภาพจากเกษตรกรทั่วประเทศ ทั้งนิทรรศการข้าวประณีต การแสดงและจำหน่ายสินค้า การจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) การชิมข้าวหลากชนิด และสาธิตเมนูข้าวจากเชฟชื่อดัง ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสเสน่ห์ข้าวไทยอย่างใกล้ชิด วันที่ 4 ธันวาคม 2568 ณ อิมแพ็คเมืองทองธานี นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า วันนี้ทางกรมการค้าภายในได้มีพิธีมอบรางวัล “การประกวดข้าวหอมมะลิของประเทศไทย ประจำปี 2568 หรือ Thai Hom Mali Award” ซึ่งจัดมาอย่างต่อเนื่องก้าวสู่ปีที่ 43 วัตถุประสงค์หลักคือต้องการที่จะพัฒนาคุณภาพของข้าวหอมมะลิอย่างต่อเนื่อง กรมฯ จึงมีการทำงานร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกว่า 10 สมาคม เพื่อร่วมกันคัดเลือกข้าวที่ดีที่สุด โดยรางวัลนี้เป็นรางวัลเกียรติยศที่ทรงคุณค่า เป็นกำลังใจให้เกษตรกรที่ใส่ใจในการพัฒนาคุณภาพข้าวตั้งแต่ขั้นตอนการปลูกจนถึงมือผู้บริโภค และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างคุณค่าใหม่ให้แก่ชาวนาไทยในระยะยาว สำหรับผลการประกวดในปีนี้ มีเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรจาก 22 จังหวัดทั่วประเทศ ส่งตัวอย่างเข้าร่วมกว่า 809 ตัวอย่าง ผ่านการคัดเลือกโดยคณะกรรมการระดับจังหวัด ให้เหลือจังหวัดละ 7 ตัวอย่าง แบ่งเป็นข้าวที่ส่งประกวดในประเภทเกษตรกรรายบุคคลและประเภทสถาบันเกษตรกร ซึ่งผลงานทั้งหมดได้นำมาจัดแสดงในนิทรรศการของกระทรวงพาณิชย์ภายในงาน เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้สัมผัสคุณภาพจริงของข้าวที่ชนะการประกวด ประเภทสถาบันเกษตรกร รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเย็บผ้าแม่บ้านกุดไหพัฒนาสร้างสรรค์ จังหวัดสกลนคร รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชน ตำบลดงเจน จังหวัดพะเยา และรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ข้าว ตำบลจรเข้มาก หมู่ 6 บ้านโคกเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ส่วนประเภทเกษตรกรรายบุคคล รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ นางสาวปิยะวรรณ์ สารวัตร จังหวัดมุกดาหาร รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ นางสาวพรทิพย์ แสนเมืองแก้ว จังหวัดร้อยเอ็ด และรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ นางสาวดาวเรือง คำคุณา จังหวัดร้อยเอ็ด นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้าวหอมมะลิของไทยมีศักยภาพสูง แม้มียอดผลิตต่อปีมากกว่า 7 ล้านตันข้าวสารและขายได้หมดทุกปี แต่กรมฯ ยังมุ่งเน้นการ “เพิ่มคุณภาพเพื่อเพิ่มราคา” โดยปัจจุบันข้าวหอมมะลิตอนนี้เก็บเกี่ยวแล้วประมาณ 90% ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 16,500–17,000 บาท/ตัน จากปีที่แล้วเฉลี่ยอยู่ที่ 16,000 บาท/ตัน เนื่องจากคุณภาพผลผลิต สภาพอากาศที่เอื้ออำนวย และการบริหารจัดการตลาดที่เหมาะสม รวมถึงมาตรการวางแผนชะลอการจำหน่ายบางส่วนเพื่อให้ตลาดเกิดการแข่งขันซื้อ ทำให้เกษตรกรมีอำนาจต่อรองมากขึ้น สำหรับสถานการณ์ข้าวขาว ที่ไทยมีผลผลิตต่อไร่น้อยกว่าคู่แข่ง เนื่องจากพันธุ์ข้าวและโครงสร้างต้นทุน ทำให้ราคาสูงกว่าบางประเทศ อย่างไรก็ดีกระทรวงพาณิชย์ได้มีนโยบายต่างๆ ให้ราคาข้าวขาวสูงขึ้น ซึ่งแนวโน้มราคาข้าวขาวก็ปรับดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอยู่ที่ระดับ 7,800–8,200 บาทต่อตัน ในระยะยาว กระทรวงพาณิชย์ภายใต้นโยบายของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ให้แนวทางสำคัญในการยกระดับข้าวคุณภาพ โดยกรมฯ ได้การรวบรวมและคัดเลือกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนจำนวน 200 กลุ่ม เพื่อนำสายพันธุ์ข้าวคุณภาพดีจากแต่ละพื้นที่มาพัฒนาและต่อยอดเป็น “ข้าวประณีต” หรือข้าวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งด้านรูปลักษณ์ ความหอม รสชาติ และรสสัมผัส โดยข้าวแต่ละชนิดมีความเหมาะสมกับเมนูอาหารต่างกัน เช่น ข้าวที่เหมาะสำหรับผัด ข้าวที่เหมาะกับการต้ม หรือข้าวที่เหมาะสำหรับรับประทานคู่กับอาหารประเภทเฉพาะ เพื่อให้ผู้บริโภคได้สัมผัสเสน่ห์และความแตกต่างของข้าวไทยในมิติใหม่ เพราะต่อไปจะทำข้าวให้เหมือนกับกาแฟซึ่งจะมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากขึ้น “ผมขอแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัลทุกท่าน ซึ่งเป็นต้นแบบของผู้ผลิตข้าวคุณภาพ ทุกเมล็ดเกิดจากความใส่ใจตั้งแต่แปลงนาไปจนถึงการคัดคุณภาพ ข้าวเหล่านี้กำลังเดินหน้าสู่การเป็น ‘ข้าวประณีต’ ที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกรไทยอย่างแท้จริง กรมการค้าภายในขอเชิญประชาชนและพี่น้องเกษตรกรร่วมชมงาน Thailand Rice Fest 2025 พร้อมเยี่ยมชมบูธกรมฯ หมายเลข H01 เพื่อสัมผัส “ข้าวประณีต” และชิมข้าวที่ชนะการประกวดปี 2568 อย่างใกล้ชิด” นายวิทยากร กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 47/2569 DIT เดินหน้าเสถียรภาพมะพร้าวน้ำหอม ดูดซับแล้ว 830,000 ลูก ลุยต่ออีก 500,000 ลูก พร้อมจับมือ 4 ปั๊มใหญ่กระจายผลผลิต ดันราคาดีขึ้นต่อเนื่อง (4 ธันวาคม 2568)
กรมการค้าภายใน (DIT) รายงานผลการดำเนินมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม โดยได้มาตรการดูดซับผลผลิตแล้วกว่า 830,000 ลูก ในช่วงเดือนกรกฎาคม–กันยายน ส่งผลให้ราคาปรับจากระดับ 2–3 บาท เป็น 4–5 บาทต่อลูก พร้อมเดินหน้ามาตรการระลอกใหม่ ตั้งเป้าดูดซับเพิ่มเติม 460,000–500,000 ลูก โดยการเชื่อมโยงกระจายผลผลิตผ่านสถานีบริการน้ำมัน 4 รายใหญ่ เครือข่ายพาณิชย์จังหวัด และ CSR ภาคเอกชน เพื่อเร่งระบายผลผลิตและรักษาเสถียรภาพราคาช่วงปลายปี วันที่ 4 ธันวาคม 2568 ห้องแถลงข่าวกรมการค้าภายใน นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ”วันนี้กรมการค้าภายในได้ร่วมกับพันธมิตรภาคเอกชนที่มีความเข้มแข็งในการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรมาโดยตลอด โดยวันนี้กรมฯ ได้ร่วมกับ สถานีบริการน้ำมัน 4 ราย ได้แก่ พีที, โออาร์, บางจาก และซัสโก้ ในการรับซื้อมะพร้าวน้ำหอมจากจังหวัดราชบุรีจำนวน 80,000 ลูก เพื่อแจกเป็นของสมนาคุณแก่ผู้เติมน้ำมันระหว่างวันที่ 4–6 ธันวาคม 2568 หรือจนกว่าของจะหมด ครอบคลุมสถานีบริการน้ำมัน 547 สาขาในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณการกระจายผลผลิตออกจากสวนสู่ผู้บริโภคโดยตรงในช่วงหยุดยาวนี้“ นายวิทยากร กล่าวต่อว่า “ในช่วงที่ผ่านมา กรมฯ ได้ดำเนินมาตรการดูดซับผลผลิตอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเปิดจุดรับซื้อราคานำตลาด โดยการช่วยนำผู้ประกอบการโรงงานไปรับซื้อในพื้นที่อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี ในราคานำตลาด รวมถึงการเปิดจุดจำหน่าย กิจกรรม Pre-Order และกิจกรรม CSR ร่วมกับบริษัทเอกชน หน่วยงานรัฐ และตลาดหลักทรัพย์ จำนวนรวม 830,000 ลูก ส่งผลให้ราคามะพร้าวน้ำหอมที่เกษตรกรได้รับ ฟื้นกลับมาอยู่ในระดับที่เป็นธรรม และมีแนวโน้มดีขึ้นตามลำดับ นายวิทยากร กล่าวต่อว่า “เพื่อรองรับผลผลิตที่ยังออกสู่ตลาดต่อเนื่องในช่วงปลายปี กรมการค้าภายในได้เดินหน้ามาตรการเร่งด่วนโดยตั้งเป้าดูดซับผลผลิตเพิ่มเติมอีก 460,000–500,000 ลูก โดยการเชื่อมโยงมะพร้าวจากแหล่งผลิตเข้าสู่จังหวัดปลายทางผ่าน เครือข่ายพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ โดยกรมสนับสนุนค่าขนส่งตามระยะทางจริง เพื่อให้การเคลื่อนย้ายผลผลิตทำได้อย่างรวดเร็วและตรงตามความต้องการของพื้นที่ปลายทาง ควบคู่กันนี้ กรมฯ เดินหน้าขยายช่องทางระบายผลผลิตผ่านการเปิดจุดจำหน่ายแบบ CSR และ Pre-Order ในอาคารสำนักงานและทำเลศักยภาพอีก 20 จุดในช่วงกลางเดือนธันวาคม เพื่อให้ผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมไปยังผู้บริโภคโดยตรงในช่วงที่ผลผลิตออกมาก และกิจกรรมในวันนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการดูดซับผลผลิต โดยสถานีบริการน้ำมัน 4 รายใหญ่ รับซื้อมะพร้าวน้ำหอมจากจังหวัดราชบุรี จำนวน 80,000 ลูก เพื่อกระจายเป็นของสมนาคุณแก่ผู้ใช้บริการระหว่างวันที่ 4–6 ธันวาคม 2568 ครอบคลุมสถานีบริการ 547 สาขาทั่วกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่จะช่วยเร่งระบายผลผลิตควบคู่ไปกับแผนดูดซับระลอกใหม่ดังกล่าว นอกจากนี้ แนวโน้มคำสั่งซื้อใหม่จากตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนที่เริ่มสต็อกรองรับเทศกาลปีใหม่และตรุษจีน โดยมาตรการทั้งหมดนี้ จะสนับสนุนให้ราคามะพร้าวน้ำหอมมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 10–15 บาทต่อลูก ภายในปลายเดือนมกราคมนี้ นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้านแผนระยะยาว กรมฯ มุ่งผลักดันการบริโภคมะพร้าวน้ำหอมผ่านรายการทำอาหารยอดนิยม เช่น MasterChef Thailand และการขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศใหม่ ๆ โดยชูข้อได้เปรียบที่มะพร้าวน้ำหอมของไทยสามารถเก็บในห้องเย็นได้นานถึง 2 เดือน รองรับการขนส่งทางเรือได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมส่งเสริมให้เกษตรกรขึ้นทะเบียนผู้ปลูก เพื่อให้รัฐสามารถบริหารจัดการด้านการผลิตและการตลาดอย่างเป็นระบบ “กรมการค้าภายในขอขอบคุณพันธมิตรภาคเอกชน โดยเฉพาะสถานีบริการน้ำมันทั้ง 4 แห่ง ที่ร่วมสนับสนุนการกระจายผลผลิตอย่างแข็งขัน การนำมะพร้าวน้ำหอมคุณภาพไปเป็นของสมนาคุณผู้ใช้บริการเป็นประโยชน์ทั้งต่อเกษตรกรและผู้ใช้รถใช้ถนน จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมเลือกบริโภคมะพร้าวน้ำหอมของเกษตรกรไทย ซึ่งเป็นเครื่องดื่มเกลือแร่ธรรมชาติ ดื่มแล้วสดชื่น เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเดินทางช่วงวันหยุดยาวนี้” อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 46/2569 พาณิชย์ เชือด ร้านค้าธงฟ้าฯ ฝ่าฝืนกฎหมาย–บวกภาษีมูลค่าเพิ่มโดยไม่ปิดป้ายราคา ปรับทันที 10,000 บาท ย้ำ “ห้ามเอาเปรียบประชาชนเด็ดขาด” (3 ธันวาคม 2568)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า “สำนักงานพาณิชย์จังหวัดชัยภูมิร่วมกับเจ้าหน้าที่สรรพากรพื้นที่สาขาเทพสถิต ลงพื้นที่ตรวจสอบร้านธงฟ้าพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นภายหลังได้รับข้อร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่อำเภอเทพสถิตว่า บางร้านมีพฤติกรรมจำหน่ายสินค้าแพงกว่าราคาป้ายเมื่อใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดเงื่อนไขสำคัญของร้านธงฟ้าฯ และเป็นการเอาเปรียบประชาชนผู้มีรายได้น้อย จากการตรวจสอบโดยวิธีล่อซื้อ เจ้าหน้าที่พบว่าร้านค้าเป็นผู้จดทะเบียนประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด เป็นร้านค้าในโครงการธงฟ้าพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น มีการจำหน่ายสินค้าทั้งส่งและปลีก พบพฤติการณ์การจำหน่ายปลีกโดยบวกภาษีมูลค่าเพิ่มเอง จากราคาป้ายที่แสดง ทั้งยังไม่มีการติดป้ายแสดงราคาจำหน่ายสินค้าที่ถูกต้อง ครบถ้วน และชัดเจน ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถรับทราบราคาที่แท้จริงก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า ทำให้ซื้อสินค้าในราคาสูงกว่าเงินสด ซึ่งถือเป็นการฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 68 พ.ศ. 2568 และเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 28 มีโทษปรับตามมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 โดยเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 10,000 บาทแล้ว พร้อมทั้งตักเตือน และพิจารณาคุณสมบัติการเป็นร้านธงฟ้าฯ โดยกำชับให้ร้านค้าปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด นายวิทยากร ระบุว่า โครงการร้านธงฟ้าพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น เป็นกลไกสำคัญของรัฐบาลในการช่วยลดภาระค่าครองชีพแก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางทางเศรษฐกิจ กรมการค้าภายในขอขอบคุณและชื่นชมร้านค้าที่มีการปฏิบัติตามกฎระเบียบซึ่งมีจำนวนมาก ที่ทำให้ประชาชนได้ซื้อสินค้าในราคาที่เป็นธรรมและช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้จริง โดยร้านที่ทำผิดกฎหมายโดยการบิดเบือนราคาเพียงเล็กน้อยก็ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง จึงเป็นเรื่องที่กรมการค้าภายในให้ความสำคัญสูงสุดและจะไม่ยอมให้มีการฉวยโอกาสในทุกรูปแบบ “ร้านธงฟ้าต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และจำหน่ายสินค้าในราคาที่เป็นธรรม ผู้ประกอบการต้องติดป้ายแสดงราคาจำหน่ายสินค้าอย่างครบถ้วน ถูกต้อง และต้องขายตรงตามราคาป้าย หากพบการบวกเพิ่มราคาเกินจริง หรือไม่มีป้ายแสดงราคา ถือเป็นความผิด กรมจะดำเนินคดีตามกฎหมายโดยไม่ละเว้น” อธิบดีกล่าว นอกจากนี้ นายวิทยากรได้สั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศเพิ่มความเข้มงวดในการลงพื้นที่ตรวจสอบร้านธงฟ้าฯ อย่างสม่ำเสมอ ทั้งในเชิงป้องกันและเชิงรุก โดยเฉพาะพื้นที่ที่ได้รับข้อร้องเรียนหรือมีการใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พร้อมกำชับให้มีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สรรพากร และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้การกำกับดูแลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อธิบดีย้ำว่า หากประชาชนพบเห็นพฤติกรรมการจำหน่ายสินค้าที่ไม่ปกติตามที่กล่าวมา สามารถร้องเรียนมายังสายด่วน 1569 กรมการค้าภายในเพื่อจะได้เข้าไปตรวจสอบโดยด่วน เพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่ประชาชนทุกคน
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 45/2569 ไทยชู “ข้าวประณีต” นำร่องเศรษฐกิจข้าวยุคใหม่ เปลี่ยนเกมจากปริมาณสู่คุณค่า เปิดตัว Thailand Rice Fest 2025 วันที่ 4–7 ธันวาคมนี้ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี (3 ธันวาคม 2568)
พาณิชย์-TDeD-Rice Hub เดินหน้าปั้น “ข้าวประณีต” เป็นสัญลักษณ์ใหม่ของเศรษฐกิจข้าวไทย หรือ New Rice Economy ชูรสชาติ–อัตลักษณ์–ข้อมูลเชิงลึก เป็นตัวขับเคลื่อนเพิ่มมูลค่าแทนการแข่งขันด้านปริมาณ เตรียมนำเสนอครั้งแรกในงาน “Thailand Rice Fest 2025” วันที่ 4–7 ธันวาคมนี้ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ตลาดข้าวโลกเปลี่ยนไป ผู้บริโภคไม่ได้เลือกข้าวจากความเคยชิน แต่ให้ความสำคัญกับรสชาติ แหล่งที่มา เรื่องราวผู้ผลิต และข้อมูลประกอบการบริโภค “ข้าวไทยต้องมีสิ่งที่จับต้องได้ ไม่ใช่ขายด้วยชื่อพันธุ์เพียงอย่างเดียว ถ้าบอกได้ว่ารสชาติเป็นอย่างไร เหมาะกับเมนูแบบไหน หรือผลิตจากพื้นที่ใด จะทำให้ผู้ซื้อทั่วโลกเห็นคุณค่าที่แท้จริง และพร้อมจ่ายในราคาที่สูงขึ้น” ด้านนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุว่ากระทรวงกำลังสร้างระบบตลาดใหม่ที่สะท้อนคุณภาพจริงของข้าวไทย โดยรวบรวมกลุ่มผู้ผลิตกว่า 700–800 กลุ่มทั่วประเทศขึ้นฐานข้อมูล และคัด 200 กลุ่มแรกเข้าสู่กระบวนการยกระดับคุณภาพเพื่อเชื่อมโยงตลาดทั้งในและต่างประเทศ “เมื่อข้อมูลโปร่งใส ผู้ผลิตจะไม่ถูกเหมารวมราคาอีกต่อไป ข้าวแต่ละชนิดจะถูกซื้อขายตามคุณภาพจริง เป็นรายได้ที่ยั่งยืนกว่าเดิม” นาย นพธรรม วาณิช ผู้ร่วมก่อตั้ง Rice Hub ระบุว่า ไทยมีความหลากหลายของข้าวมากที่สุดประเทศหนึ่ง แต่ในระบบการค้าใช้จริงเพียงไม่กี่พันธุ์ ทำให้ไม่ตอบโจทย์ตลาดยุคใหม่ที่ต้องการข้าวเฉพาะทาง “เราเริ่มจากการชิมและบันทึก Flavor Notes เพื่อสร้างภาษากลางของรสชาติข้าว เหมือนวงการไวน์หรือกาแฟพิเศษ จากนั้นพบว่าข้าวอย่างข้าวลืมผัว ข้าวหอมใบเตย หรือข้าวไร่ดอกข่า ล้วนมีคาแรกเตอร์เฉพาะแบบที่ตลาดพรีเมียมต้องการ เราจึงใช้คำว่า ‘ข้าวประณีต’ เพื่ออธิบายคุณลักษณะนี้” ขณะเดียวกัน นายอัฐพล ไชยอนันต์ นายกสมาคมดิจิทัลเพื่อการศึกษาไทย (TDeD) ย้ำว่าข้อมูลคือหัวใจของ New Rice Economy เพราะทำให้ผู้ซื้อสามารถตรวจสอบได้จริง “ถ้าข้าวดีแต่ไม่มีข้อมูลรองรับ ก็ขายไม่ได้ในราคาที่ควรจะเป็น วันนี้เชฟ โรงแรม ผู้ประกอบการอาหาร หรือผู้ซื้อจากต่างประเทศสามารถเลือกข้าวจากฐานข้อมูลจริง ไม่ใช่จากความรู้สึกหรือการเหมารวม” นายช้างน้อย กุญชร ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการบริษัท คลาวด์แอนด์กราวนด์ ผู้จัดงาน Thailand Rice Fest 2025 กล่าวว่า งานปีนี้เป็นปีที่ 3 และจะนำเสนอเศรษฐกิจข้าวยุคใหม่แบบครบวงจร “ที่นี่ไม่ใช่แค่งานชิมข้าว แต่คือพื้นที่ให้ผู้ผลิต–ผู้ประกอบการ–ผู้บริโภค มาพบกันจริง ทั้งการชิม การจับคู่เมนูอาหารกับข้าวแต่ละสายพันธุ์ และ Rice Matching ที่ผู้ประกอบการสามารถซื้อข้าวประณีตโดยตรงจากผู้ผลิตแบบไม่มีตัวกลาง” ภายในในงานจะมีข้าวประณีตกว่า 40 สายพันธุ์ ข้าวท้องถิ่นจับคู่กับอาหารพื้นบ้าน การซื้อขายจริง (Rice Matching) พร้อมนิทรรศการข้าวยั่งยืนและโซนเรียนรู้เชิงโภชนปัญญา รมว.พาณิชย์ ระบุว่า ไทยผลิตข้าวปีละ 20 กว่าล้านตัน และพึ่งพาการส่งออกมากกว่าครึ่ง ในขณะที่ผลผลิตต่อไร่ยังตามหลังประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนามที่ได้เฉลี่ย 1,200 กก./ไร่ ขณะที่ไทยเฉลี่ย 600–700 กก./ไร่ กระทรวงพาณิชย์จึงเร่งขับเคลื่อนให้ข้าวไทยเปลี่ยนสู่ “ตลาดเฉพาะทาง” มากขึ้น โดยใช้จุดแข็งด้านความหลากหลายกว่า 5,000 สายพันธุ์เป็นตัวนำ และเริ่มต้นส่งเสริม 200 กลุ่มเกษตรกรต้นแบบในเฟสแรก หากไทยสามารถสร้างระบบข้อมูล รสชาติ อัตลักษณ์ และเรื่องราวของข้าวแต่ละชนิดได้อย่างชัดเจน “ผู้ซื้อทั่วโลกจะเลือกข้าวไทยเหมือนเลือกกาแฟหรือไวน์” ทั้งนี้งาน Thailand Rice Fest 2025 จะจัดขึ้นวันที่ 4–7 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00–20.00 น. ณ IMPACT Exhibition Center Hall 11–12 เปิดให้เข้าชมฟรี
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 44/2569 นายกฯ เร่งฟื้นฟูภาคใต้ทันที เปิดความร่วมมือรัฐ–เอกชน กว่า 30 ราย ในกิจกรรม  ‘รวมใจไทย ฟื้นแดนใต้’ ลดราคาสินค้า–ซ่อมบ้าน–ซ่อมรถ สูงสุด 88% (2 ธันวาคม 2568)
นายกรัฐมนตรีเปิดความร่วมมือ “รวมใจไทย ฟื้นแดนใต้” ผนึกกำลังเอกชน กว่า 30 ราย ช่วยผู้ประสบอุทกภัย ลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภค สูงสุด 50% วัสดุซ่อมแซมบ้าน 88% และการให้บริการซ่อมแซมรถยนต์ 18% ช่วยประชาชนภาคใต้ฟื้นฟูทันที วันนี้ (2 ธันวาคม 2568) ที่ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับคณะรัฐมนตรี ได้ร่วมกิจกรรม “รวมใจไทย ฟื้นแดนใต้” โดยความร่วมมือครั้งใหญ่ระหว่างกระทรวงพาณิชย์และผู้ประกอบการเอกชนมากกว่า 30 ราย เพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ โดยมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เป็น แกนกลางในการประสานงานทุกภาคส่วน เพื่อให้ความช่วยเหลือเกิดผลอย่างเร่งด่วนและเป็นรูปธรรม นายอนุทิน กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้คลี่คลายลง หน่วยงานรัฐ เอกชน และอาสาสมัครเข้าพื้นที่ได้มากขึ้น รัฐบาลจึงเร่งเข้าสู่ “ระยะฟื้นฟู Recovery Mode” อย่างสมบูรณ์ เพื่อช่วยให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตและประกอบอาชีพได้โดยเร็วที่สุด โดยย้ำว่าภาคใต้เป็นภูมิภาคสำคัญของประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว และบริการ รัฐบาลจึงให้ความสำคัญสูงสุดในการฟื้นฟูครั้งนี้ รัฐบาลได้เดินหน้ามาตรการฟื้นฟูและเยียวยาเร่งด่วนในทุกด้าน โดยเริ่มจากการทำ Big Cleaning ซึ่งตนเองได้ลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน และระบายน้ำออกจากพื้นที่ ก่อนเข้าสู่การซ่อมแซมบ้านเรือนที่เสียหายให้ประชาชนกลับเข้าที่พักได้เร็วที่สุด พร้อมมาตรการด้านการเงิน ทั้งพักชำระหนี้ไม่เกิน 1 ล้านบาท เป็นเวลา 1 ปี และสินเชื่อปลอดดอกเบี้ยสำหรับยังชีพและซ่อมแซมทรัพย์สิน ครัวเรือนละไม่เกิน 100,000 บาท นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า “ทุกภาคส่วนทั้งรัฐและเอกชนมีความมุ่งมั่นร่วมกันในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของพี่น้องชาวใต้ให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว กระทรวงพาณิชย์ได้ประสานงานร่วมกับภาคเอกชน ผ่านกิจกรรม ‘รวมใจไทย ฟื้นแดนใต้’ ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการเร่งฟื้นเมือง ฟื้นธุรกิจ และฟื้นเศรษฐกิจภาคใต้ ผ่าน 3 กิจกรรมหลักที่เริ่มดำเนินการทันที ได้แก่1. ลดค่าครองชีพประชาชน — สินค้าจำเป็นลดสูงสุดกว่า 50% ร่วมกับผู้ผลิตสินค้า 16 ราย แบ่งเป็น หมวดของใช้ประจำวัน ได้แก่ บริษัท ดีเอสจี อินเตอร์เนชั่นแนล ยูนิลีเวอร์ไทย โอสถสภา ยูนิชาร์ม เอิร์ธ (ประเทศไทย) นีโอ คอร์ปอเรท หมวดอาหาร ได้แก่ ผู้ผลิตปลากระป๋อง โดยบริษัท ไทยยูเนี่ยนฯ ยูนิคอร์ด รอแยลฟูดส์ ไฮคิว, ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โดย บริษัท สหพัฒน์ฯ วันไทยอุตสาหกรรมการอาหาร โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย และผู้ผลิตนมพร้อมดื่ม โดยมี บริษัท ดัชมิลล์ ฟรีสแลนด์คัมพิน่า และเนสท์เล่ (ไทย) ในส่วนของห้างค้าปลีก–ค้าส่ง รายใหญ่ 8 ราย ได้แก่ ซีพีแอ็กซ์ตร้า (แมคโคร โลตัส) บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ เซ็นทรัล โฮลเซลล์ และเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล(ท็อป โก โฮลเซลล์) เดอะมอลล์ กรุ๊ป ซี.เจ. เอ็กซ์เพรส ซีพี ออลล์ (7-11) และสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ร่วมกันลดราคาสินค้าจำเป็น เช่น อาหาร นม ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ผงซักฟอก สบู่ โลชั่น รวมถึงอุปกรณ์ทำความสะอาดพื้นฐานและเครื่องใช้ไฟฟ้าครัวเรือน 2. ลดภาระซ่อมแซมบ้านเรือน — วัสดุก่อสร้างลดสูงสุด 88% ได้รับความร่วมมือจากห้างวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ 6 ราย ได้แก่ เอสซีจี ไทวัสดุ โฮมโปร ดูโฮม โกลบอลเฮ้าส์ และเมกาโฮม ลดราคาวัสดุที่จำเป็นต่อการซ่อมแซมบ้านเรือน เช่น สายไฟ หลอดไฟ สีทาบ้าน ประตูหน้าต่าง วัสดุกันซึม อุปกรณ์ทำความสะอาด ไม้กวาด ไม้ถูพื้น ถุงมือ และรองเท้ากันน้ำ พร้อมบริการช่างซ่อมแซมบ้านเรือน สำหรับครัวเรือนที่ได้รับความเสียหายหนัก 3. ลดภาระซ่อมแซมยานพาหนะ — บริการศูนย์รถยนต์ลดสูงสุด 18% ได้รับความร่วมมือจากศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจร ได้แก่ B-Quik TyrePlus COCKPIT และผู้ประกอบการยานยนต์จังหวัดสงขลาและใกล้เคียง ให้บริการตรวจเช็กสภาพรถหลังน้ำท่วม และฟื้นฟูทำความสะอาด เช่น ล้าง ซักเบาะ-พรม เปลี่ยนถ่ายน้ำมัน-ของเหลว พร้อมจัดหาช่างซ่อมโดยลดค่าแรงและอะไหล่ นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำว่า ทุกภาคส่วนมีความมุ่งมั่นในการฟื้นฟูเมือง ฟื้นฟูธุรกิจ และฟื้นฟูเศรษฐกิจภาคใต้ให้กลับมาเข้มแข็งโดยเร็วที่สุด โดยรัฐบาลจะติดตามผลอย่างใกล้ชิด และพร้อมขยายความช่วยเหลือเพิ่มเติมในพื้นที่ที่จำเป็น รัฐบาลจะเดินเคียงข้างพี่น้องประชาชนอย่างไม่หยุดยั้ง ใช้ทุกทรัพยากรเพื่อให้การฟื้นฟูเกิดผลจริง และทำให้ภาคใต้กลับมามั่นคง ปลอดภัย และเดินหน้าทางเศรษฐกิจได้โดยเร็วที่สุด”
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ