ข่าวเลขที่ 167/2569 กรมการค้าภายในจับมือโรงงานกะทิเร่งดูดซับผลผลิตมะพร้าวล้นตลาด เพิ่มรับซื้อ 2.5 ล้านลูกภายใน 2 สัปดาห์ ช่วยบรรเทาปัญหาราคาตกต่ำ (16 มิถุนายน 2569)
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือร่วมกับผู้ประกอบการโรงงานกะทิสำเร็จรูป เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 เวลา 14.00 น. ว่า ที่ประชุมได้ข้อสรุปสำคัญในการเร่งแก้ไขปัญหาผลผลิตมะพร้าวผลแก่ที่ออกสู่ตลาดจำนวนมากในช่วงเดียวกัน ส่งผลให้เกิดผลผลิตตกค้างในแหล่งรวบรวมและราคาปรับตัวลดลง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ที่มีผลผลิตตกค้างไม่น้อยกว่า 5 ล้านลูก
เพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าว บริษัท เทพผดุงพรมะพร้าว จำกัด ผู้ผลิตกะทิสำเร็จรูปตราชาวเกาะ และบริษัท วราฟู้ดแอนด์ดริ๊ง จำกัด ผู้ผลิตกะทิสำเร็จรูปตราวรา ได้ให้ความร่วมมือกับกรมการค้าภายในในการเพิ่มการรับซื้อมะพร้าวจากพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์อีก 2.5 ล้านลูก ภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์ หรือเฉลี่ยเพิ่มขึ้นวันละประมาณ 180,000 ลูก จากปกติที่รับซื้อรวมวันละประมาณ 300,000 ลูก พร้อมเพิ่มกำลังการผลิตและเดินเครื่องจักรในวันอาทิตย์ เพื่อเร่งระบายผลผลิตที่ตกค้างออกจากระบบการค้า
นายจิรวุฒิ กล่าวว่า สถานการณ์ดังกล่าวเกิดจากผลผลิตมะพร้าวในปี 2569 ที่มีปริมาณรวมประมาณ 852,000 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 2.4 ประกอบกับผลกระทบจากภาวะแล้งในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดล่าช้ากว่าปกติและกระจุกตัวในช่วงปัจจุบัน อีกทั้งผลมะพร้าวมีขนาดเล็กลง ไม่เป็นที่ต้องการของตลาดมะพร้าวหัวขูดในตลาดสดซึ่งนิยมผลขนาดใหญ่ ส่งผลให้ผลผลิตจำนวนมากไหลเข้าสู่โรงงานแปรรูป
อย่างไรก็ตาม โรงงานมีข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตและคำสั่งซื้อ ทำให้ไม่สามารถรับซื้อผลผลิตได้ทั้งหมด ส่งผลให้มีผลผลิตตกค้างในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวมถึงจังหวัดชุมพร นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี โดยทั้ง 4 จังหวัดมีผลผลิตตกค้างรวมกันอีกประมาณ 5 ล้านลูก
สำหรับสถานการณ์ราคา ปัจจุบันราคามะพร้าวผลแก่อยู่ที่ 6-7 บาทต่อผล ลดลงจากช่วงก่อนหน้า เนื่องจากปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดมากกว่าความต้องการของโรงงาน ประกอบกับข้อจำกัดด้านการตรวจสอบย้อนกลับของแหล่งผลิต และมาตรการด้านแรงงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้ลิงเก็บมะพร้าว ซึ่งส่งผลต่อการส่งออกในบางตลาด
ทั้งนี้ ความต้องการใช้มะพร้าวผลแก่ของประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 1.20 ล้านตันต่อปี แบ่งเป็นการบริโภคภายในประเทศประมาณ 0.50 ล้านตัน หรือร้อยละ 42 และใช้ในอุตสาหกรรมแปรรูปเพื่อการส่งออกประมาณ 0.70 ล้านตัน หรือร้อยละ 58 ของความต้องการใช้ทั้งหมด แม้ว่าประเทศไทยจะมีผลผลิตมะพร้าวออกสู่ตลาดตลอดทั้งปี แต่ผลผลิตมีลักษณะกระจุกตัวในช่วงเดือนเมษายนถึงสิงหาคม และออกน้อยในช่วงเดือนกันยายนถึงธันวาคม ส่งผลให้บางช่วงมีวัตถุดิบไม่เพียงพอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการจึงมีความจำเป็นต้องนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศในบางช่วงเพื่อรักษาความต่อเนื่องของการผลิตและความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผลผลิตภายในประเทศออกสู่ตลาดจำนวนมาก โรงงานกะทิได้ชะลอการนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยปัจจุบันปริมาณนำเข้าลดลงกว่า 65% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพื่อรองรับผลผลิตภายในประเทศและช่วยแก้ไขปัญหาผลผลิตตกค้าง
ด้านนายเกียรติศักดิ์ เทพผดุงพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทพผดุงพรมะพร้าว จำกัด ผู้ผลิตกะทิสำเร็จรูปตราชาวเกาะ กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทรับซื้อมะพร้าวผลแก่เฉลี่ยวันละประมาณ 120,000 ลูก จาก จ. นครศรีธรรมราช และเนื้อมะพร้าวจาก จ. ประจวบคีรีขันธ์ ที่คิดเป็นมะพร้าวลูก ประมาณ 3-400,000 ลูก จากเพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตกะทิและผลิตภัณฑ์แปรรูปต่าง ๆ ทั้งเพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ โดยในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก บริษัทมีความพร้อมที่จะเพิ่มการรับซื้อจากเกษตรกรและผู้รวบรวม พร้อมเดินเครื่องจักรและเพิ่มกำลังการผลิตอย่างเต็มศักยภาพทุกวัน รวมถึงวันอาทิตย์ เพื่อช่วยดูดซับผลผลิตส่วนเกิน ลดปัญหาผลผลิตตกค้าง และช่วยบรรเทาผลกระทบด้านราคาที่เกษตรกรได้รับ
รองอธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการเพิ่มการรับซื้อครั้งนี้จะช่วยลดปริมาณผลผลิตตกค้างในระยะเร่งด่วน และคาดว่าจะช่วยให้ราคามะพร้าวปรับตัวเข้าสู่กลไกตลาดตามปกติภายในช่วง 2 เดือนข้างหน้า ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตมะพร้าวแก่จะเริ่มลดลงหรือเข้าสู่ภาวะ "ขาดคอ" ทำให้ปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยลง
ทั้งนี้ กรมการค้าภายในและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่จะติดตามสถานการณ์การรับซื้อและราคาอย่างใกล้ชิด พร้อมส่งเสริมการจัดทำแปลงมาตรฐาน GAP เพื่อเพิ่มโอกาสให้ล้งรวบรวมผลผลิตนอกเครือข่ายโรงงานสามารถส่งมะพร้าวเข้าสู่โรงงานแปรรูปได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ระบบการตลาดมะพร้าวกลับเข้าสู่ภาวะปกติและเกิดความสมดุลมากยิ่งขึ้นในระยะต่อไป
