ข่าวเลขที่ 143/2569 ชาวสวนมะพร้าว ตั้ง “ล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอม” สำเร็จ พร้อมรวมกลุ่มกำหนดมาตรฐาน–ราคา สร้างอำนาจต่อรอง ด้านกรมการค้าภายในช่วยเป็นพี่เลี้ยง เร่งหาตลาดรับผลผลิตต่อเนื่อง (22 พฤษภาคม 2569)
นายจรัญ เจริญทรัพย์ นายกสมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดตั้งล้งชุมชนของกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมจังหวัดราชบุรี ภายใต้ชื่อ “วิสาหกิจชุมชนตลาดกลางมะพร้าวน้ำหอมไทย” ว่า ขณะนี้ได้จัดตั้งวิสาหกิจชุมชนฯ อย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 เพื่อเป็นล้งชุมชนต้นแบบในการรวบรวม รับซื้อ จำหน่าย และต่อยอดการแปรรูปมะพร้าวน้ำหอม โดยมีเกษตรกร และผู้ประกอบการในชุมชนที่มีประสบการณ์ ร่วมบริหารจัดการ เพื่อสร้างมาตรฐานสินค้า เพิ่มอำนาจต่อรอง และช่วยให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางราคาได้มากขึ้น นายจรัญ กล่าวว่า การจัดตั้งล้งชุมชนเกิดจากความต้องการของเกษตรกรที่ต้องการมีช่องทางบริหารจัดการผลผลิตของตนเอง โดยเฉพาะในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากและราคามีความผันผวน การรวมกลุ่มกันในรูปแบบวิสาหกิจชุมชนจะช่วยให้เกษตรกรสามารถรวบรวมผลผลิต วางแผนการจำหน่าย กำหนดมาตรฐานคุณภาพ และผลักดันราคาที่เหมาะสมกับต้นทุนการผลิตได้ดีขึ้น แทนการพึ่งพากลไกตลาดเพียงด้านเดียว โดยในระยะแรกได้รวบรวมผลผลิตและจำหน่ายผ่านช่องทางต่าง ๆ โดยเฉพาะกิจกรรมของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อกำหนดรูปแบบการบริหารจัดการและการเชื่อมโยงตลาดของล้งชุมชน นายจรัญ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันราคามะพร้าวน้ำหอมหน้าสวนจังหวัดราชบุรีมีการปรับตัวขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณลูกละ 15–18 บาท ซึ่งเป็นระดับราคาที่เกษตรกรพอใจ แม้ปริมาณผลผลิตในช่วงนี้จะมีน้อยลง แต่ถือเป็นทิศทางที่ดีและเป็นสัญญาณบวกสำหรับการบริหารจัดการผลผลิตรอบต่อไป โดยเฉพาะในช่วงที่คาดว่าผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากขึ้น ล้งชุมชนจะเป็นกลไกสำคัญในการรองรับผลผลิต กระจายสินค้า และช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา ในระยะต่อไป วิสาหกิจชุมชนตลาดกลางมะพร้าวน้ำหอมไทยมีแผนนำข้อมูลด้านการผลิต การตลาด และการส่งออกมาใช้วางแผนการรับซื้อและกระจายผลผลิตอย่างเป็นระบบ รวมทั้งพิจารณาทำข้อตกลงกับผู้ประกอบการส่งออก เพื่อช่วยสร้างความมั่นคงด้านตลาดและรายได้ให้แก่เกษตรกร โดยเบื้องต้นมีแนวคิดกำหนดราคาประกันที่เหมาะสม เพื่อให้เกษตรกรมีหลักประกันด้านราคาและสามารถวางแผนการผลิตได้มั่นใจมากขึ้น ด้านนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน พร้อมช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมอย่างรอบด้าน ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ทั้งการติดตามสถานการณ์ราคาและปริมาณผลผลิตอย่างใกล้ชิด การใช้มาตรการช่วยกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิต การเพิ่มช่องทางจำหน่ายใหม่ ๆ รวมถึงการเชื่อมโยงผลผลิตจากชุมชนไปสู่ตลาด เพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกในการจำหน่ายมากขึ้น และได้รับราคาที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง นายวิทยากร กล่าวว่า ที่ผ่านมากรมการค้าภายในได้ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดราชบุรี สมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินมาตรการเชื่อมโยงตลาดและเพิ่มช่องทางจำหน่ายมะพร้าวน้ำหอมอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยระบายผลผลิตส่วนเกินออกจากพื้นที่ ส่งผลให้ราคามะพร้าวน้ำหอมโดยรวมปรับตัวดีขึ้นในช่วงที่ผ่านมา “กรมการค้าภายในพร้อมทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้กับวิสาหกิจชุมชนตลาดกลางมะพร้าวน้ำหอมไทย ทั้งการเชื่อมโยงตลาดภายในประเทศ ตลาดค้าปลีกสมัยใหม่ งานแสดงสินค้า ช่องทางออนไลน์ และการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ล้งชุมชนเป็นกลไกกลางของเกษตรกรในการรวบรวม กระจายผลผลิต สร้างมาตรฐาน และเพิ่มอำนาจต่อรองในตลาดได้จริง ขณะเดียวกัน ในส่วนของตลาดต่างประเทศ จะประสานกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเพื่อสนับสนุนการขยายตลาดส่งออกต่อไป” นายวิทยากร กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 142/2569 พาณิชย์เปิดรันเวย์ใหม่ให้เกษตรไทย ดึง MasterChef ปั้นเมนูเชฟ เสิร์ฟบนฟ้า–ในเลาจน์ 3 สายการบินใหญ่ (20 พฤษภาคม 2569)
กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน เปิดตัวโครงการ “DIT X MasterChef” ผนึกกำลัง AirAsia การบินไทย และ Bangkok Airways พร้อมด้วยบริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัด ผู้ผลิตรายการ MasterChef Thailand นำวัตถุดิบเกษตรไทยคุณภาพจากเกษตรกรทั่วประเทศ มายกระดับเป็นเมนูพิเศษผ่านฝีมือผู้เข้าแข่งขันจากรายการ MasterChef Thailand ซีซัน 7 ก่อนส่งต่อถึงผู้โดยสารทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ผ่านบริการอาหารบนเที่ยวบินและห้องรับรองผู้โดยสารของ 3 สายการบินใหญ่ นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า โครงการนี้เป็นการดำเนินงานตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งช่วยเกษตรกรให้มีตลาดรองรับผลผลิตมากขึ้น พร้อมยกระดับสินค้าเกษตรไทยให้มีมูลค่าและภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น โดยกรมการค้าภายในได้คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพจากหลายพื้นที่ ส่งต่อให้ผู้เข้าแข่งขันจากรายการ MasterChef Thailand นำไปสร้างสรรค์เป็นเมนูพิเศษ ภายใต้แนวคิด “Local Ingredients World Class Experiences” ก่อนขยายผลสู่ช่องทางของสายการบิน ซึ่งเป็นตลาดที่เข้าถึงทั้งผู้บริโภคชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติได้โดยตรง “หัวใจของโครงการนี้ คือการช่วยดูดซับผลผลิตจากเกษตรกร และนำมายกระดับให้มีมูลค่าสูงขึ้น ผ่านความคิดสร้างสรรค์ของเชฟรุ่นใหม่ ก่อนส่งต่อสู่ผู้โดยสารของสายการบินทั้ง 3 แห่ง ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพและช่วยสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้สินค้าเกษตรไทย” นายวิทยากรกล่าว นายกิติกร เพ็ญโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า เฮลิโคเนียพร้อมใช้พลังของรายการ MasterChef Thailand และคอนเทนต์อาหารในเครือ ช่วยโปรโมตวัตถุดิบไทยสู่สายตาผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ โดยส่งเชฟจาก MasterChef Thailand ซีซัน 7 มาร่วมสร้างสรรค์เมนูกับเชฟของสายการบิน เพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับสินค้าเกษตรไทยสู่เวทีสากลอย่างยั่งยืน สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ มีผู้เข้าแข่งขันจากรายการ MasterChef Thailand ซีซัน 7 จำนวน 4 คน จากผู้ผ่านเข้ารอบ 8 คนสุดท้าย มาร่วมสร้างสรรค์เมนูจากวัตถุดิบเกษตรไทย เพื่อนำไปต่อยอดเป็นเมนูพิเศษในบริการของสายการบินพันธมิตร ทั้งบนเที่ยวบินและในห้องรับรองผู้โดยสาร โดยเป็นการพาวัตถุดิบไทยเข้าสู่ตลาดนักเดินทาง ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อและมีโอกาสต่อยอดสู่ตลาดต่างประเทศ นางสาวอรอนงค์ เมธาพิพัฒนกุล ผู้อำนวยการฝ่ายสินค้าและบริการบนเครื่องบิน บริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด กล่าวว่า แอร์เอเชียพร้อมต่อยอดความร่วมมือกับกรมการค้าภายใน จากเดิมที่เคยนำผลไม้ไทยมาพัฒนาเป็นเมนูบนเครื่องบิน โดยในปี 2569 จะร่วมกับ DIT และ MasterChef พัฒนาเมนูใหม่จากวัตถุดิบไทยคุณภาพ และทยอยเปิดตัวตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้ผู้โดยสารและเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตรไทย นางวรางคณา ลือโรจน์วงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่หน่วยธุรกิจการบิน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การบินไทยจะนำเมนูจากโครงการนี้ไปต่อยอดในกิจกรรม “Chef of the Month” ภายในห้องรับรองชั้น First Class และ Business Class ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม 2569 โดยให้ทีมเชฟจาก MasterChef ร่วมกับทีมเชฟฝ่ายครัวการบินไทย พัฒนาเมนูที่สะท้อนความประณีต ความคิดสร้างสรรค์ และคุณภาพของวัตถุดิบไทย เพื่อส่งมอบประสบการณ์พิเศษให้ผู้โดยสาร นายจุลิน กอเจริญ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ฝ่ายบริหารเครือข่ายเส้นทางการบินและพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า Bangkok Airways พร้อมนำวัตถุดิบเกษตรไทยไปพัฒนาเป็นเมนูอาหารและเครื่องดื่มพิเศษ ทั้งในห้องรับรองผู้โดยสารและบนเที่ยวบิน เพื่อส่งต่อรสชาติและเรื่องราวของสินค้าไทยไปยังผู้โดยสารทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ พร้อมช่วยสนับสนุนเกษตรกรและเศรษฐกิจฐานราก นายวิทยากร กล่าวว่า “สินค้าเกษตรที่นำมาใช้ในโครงการมีหลากหลาย ทั้งกลุ่มประมง ปศุสัตว์ และพืชผลทางการเกษตร เช่น ปลากะพง 3 น้ำ จังหวัดสงขลา สับปะรดภูแล จังหวัดเชียงราย ข้าวประณีต 6 สายพันธุ์จากทั่วประเทศ กุ้งขาวแวนนาไม เนื้อโค มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง และมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งจะถูกนำไปพัฒนาเป็นเมนูพิเศษ เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าและสร้างภาพจำใหม่ให้กับสินค้าเกษตรไทย” “ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการช่วยเกษตรกรแบบยกระดับ ไม่ใช่เพียงการระบายผลผลิตระยะสั้น แต่เป็นการสร้างตลาดใหม่ให้สินค้าเกษตรไทย เพิ่มโอกาสทางรายได้ให้เกษตรกร และผลักดันวัตถุดิบไทยให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นในกลุ่มผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ผ่านประสบการณ์การเดินทางของผู้โดยสารจากทั่วโลก” นายวิทยากร กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 141/2569 พาณิชย์ ยกทัพผลไม้ไทยบุกพารากอน เปิด Thailand : The land of tropical fruits เชิญทูต 15 ประเทศร่วมชิม–ชมศักยภาพผลไม้ไทย ต่อยอดตลาดส่งออก (17 พฤษภาคม 2569)
กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายยกระดับผลไม้ไทยสู่ตลาดมูลค่าสูง นำผลไม้คุณภาพจากจังหวัดจันทบุรีบุกใจกลางกรุงเทพฯ ในงาน “Thailand; The Land of Tropical Fruits” ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอนและเอ็มควอเทียร์ พร้อมเชิญเอกอัครราชทูตและผู้แทนจาก 15 ประเทศร่วมสัมผัสศักยภาพผลไม้ไทย ทั้งผลไม้สดพรีเมียมและผลิตภัณฑ์แปรรูป หวังสร้างการรับรู้ในกลุ่มผู้บริโภคกำลังซื้อสูง และต่อยอดโอกาสขยายตลาดผลไม้ไทยไปยังหลายประเทศ เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้นางบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดกิจกรรม “Thailand; The Land of Tropical Fruits” ณ ลาน Promotions A กูร์เมต์ มาร์เก็ต ชั้น G ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพมหานคร โดยมีนายจักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดจันทบุรี ร่วมด้วย เพื่อผลักดันผลไม้ไทยคุณภาพเข้าสู่ช่องทางจำหน่ายระดับพรีเมียม และสร้างโอกาสทางการตลาดให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยในช่วงฤดูกาลผลไม้ นางบรรจงจิตต์ กล่าวว่า “กิจกรรมในวันนี้ ถือเป็นหนึ่งในมาตรการเชิงรุกของกระทรวงพาณิชย์ในการบริหารจัดการผลผลิตผลไม้ฤดูกาล โดยเฉพาะผลไม้เศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดจันทบุรี อาทิ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ซึ่งเป็นสินค้าที่มีศักยภาพสูงทั้งด้านคุณภาพ รสชาติ มาตรฐานการผลิต และความต้องการของตลาด โดยการนำผลไม้จากแหล่งผลิตเข้าสู่พื้นที่จำหน่ายใจกลางเมืองและศูนย์การค้าชั้นนำ จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ผลไม้ไทยจากสินค้าเกษตรทั่วไปสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคระดับกลาง–บน นักท่องเที่ยว และผู้ซื้อที่มีกำลังซื้อสูงได้โดยตรง ภายในงาน กระทรวงพาณิชย์ยังได้เชิญเอกอัครราชทูตและผู้แทนจาก 15 ประเทศ อาทิ ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา โมร็อกโก ฮังการี แคนาดา โคลอมเบีย มัลดีฟส์ และซาอุดีอาระเบีย เข้าร่วมชม ชิม และรับทราบศักยภาพของผลไม้ไทย โดยได้รับความสนใจอย่างมากจากคณะทูต ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ผลไม้ไทยยังมีโอกาสทั้งในการขยายตลาดเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวและการส่งออกไปยังต่างประเทศได้อีกหลายภูมิภาค ทั้งตลาดเดิมที่มีความต้องการสูง และตลาดใหม่ที่เริ่มให้ความสนใจผลไม้เมืองร้อนคุณภาพจากประเทศไทย นางบรรจงจิตต์ฯ กล่าวต่อว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการยกระดับสินค้าเกษตรไทยให้มีมูลค่าเพิ่ม โดยเฉพาะผลไม้ ซึ่งเป็นสินค้าศักยภาพของประเทศ การจัดงานครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการนำผลไม้จากจังหวัดจันทบุรีมาจำหน่ายในกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่เป็นการสร้างเวทีให้ผลไม้ไทยได้แสดงศักยภาพในตลาดระดับพรีเมียม ทั้งด้านคุณภาพ รสชาติ บรรจุภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์แปรรูป ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ “ผลไม้ไทย โดยเฉพาะผลไม้จากจังหวัดจันทบุรี มีจุดแข็งทั้งเรื่องคุณภาพ มาตรฐาน และความหลากหลาย กระทรวงพาณิชย์จึงต้องการผลักดันให้ผลไม้ไทยเข้าถึงตลาดที่มีมูลค่าสูงมากขึ้น ทั้งในประเทศผ่านช่องทางศูนย์การค้าชั้นนำ และต่างประเทศผ่านการสร้างการรับรู้กับคณะทูตและผู้แทนจากนานาประเทศ ซึ่งคาดว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการต่อยอดโอกาสทางการค้าและขยายตลาดผลไม้ไทยในอนาคต” นางบรรจงจิตต์ฯ กล่าว สำหรับงาน “Thailand; The Land of Tropical Fruits” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 27 พฤษภาคม 2569 ณ ลาน Promotions A กูร์เมต์ มาร์เก็ต ชั้น G ศูนย์การค้าสยามพารากอน และศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ กรุงเทพมหานคร ภายในงานมีการจำหน่ายผลไม้สดคุณภาพพรีเมียมจากจังหวัดจันทบุรี อาทิ ทุเรียน มังคุด และผลไม้ตามฤดูกาล รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผลไม้และสินค้าเกษตรมูลค่าเพิ่มที่ผ่านการคัดสรร เพื่อให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงสินค้าเกษตรคุณภาพจากแหล่งผลิตโดยตรง กระทรวงพาณิชย์ขอเชิญชวนประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้สนใจ ร่วมเลือกซื้อและสัมผัสรสชาติผลไม้คุณภาพจากจังหวัดจันทบุรี ภายในงาน “Thailand; The Land of Tropical Fruits” ซึ่งนอกจากจะเป็นการสนับสนุนเกษตรกรไทยโดยตรงแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันผลไม้ไทยให้ก้าวสู่ตลาดพรีเมียม สร้างมูลค่าเพิ่ม และกระจายรายได้สู่เกษตรกรและชุมชนอย่างยั่งยืน
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 140/2569 “พาณิชย์” ผนึก “บิ๊กซี” จัดเทศกาลผลไม้ไทยปี 69 ดันรายได้เกษตรกร ชูไฮไลต์บุฟเฟต์ทุเรียนอิ่มไม่อั้น 22 สาขาทั่วประเทศ (16 พฤษภาคม 2569)
กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ เปิดตัวกิจกรรม “เทศกาลผลไม้ไทย สดจากสวนสู่บิ๊กซี ปี 2569” เดินหน้าช่วยเหลือเกษตรกรไทย กระจายผลผลิตผลไม้คุณภาพจากสวนสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด “ผลไม้สด คุ้ม ต้องบิ๊กซี” ตลอดเดือนพฤษภาคม 2569 พร้อมจัดกิจกรรมไฮไลต์ “บุฟเฟต์ทุเรียนและผลไม้ไทย อิ่มไม่อั้น” ณ บิ๊กซี 22 สาขาทั่วประเทศ หวังกระตุ้นการบริโภคผลไม้ไทยและสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ถือเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการผลผลิตผลไม้ไทยให้มีประสิทธิภาพ ทั้งด้านการรับซื้อ การกระจายสินค้า และการสร้างโอกาสทางการตลาดให้เกษตรกร โดยกระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมมาตรการรองรับไว้อย่างรอบด้าน เพื่อสร้างความมั่นใจให้เกษตรกร และสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน สำหรับกิจกรรม “บุฟเฟต์ทุเรียนและผลไม้ไทย อิ่มไม่อั้น” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569 โดยลูกค้าจะได้อิ่มอร่อยกับทุเรียนหมอนทอง มังคุด เงาะ มะม่วง แตงโม ข้าวเหนียวมะม่วง และไอศกรีมคุณภาพ ภายในเวลา 60 นาที กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นที่บิ๊กซี 22 สาขาที่ร่วมรายการ อาที ราชดำริ รัชดาภิเษก ลาดพร้าว 2 สะพานควาย พระราม 2 บางพลี บางใหญ่ ปาร์ค บางนา ติวานนท์ สำโรง 1 ทั้งนี้ ราคาบัตรเข้าร่วมกิจกรรมสำหรับผู้ใหญ่ ราคา 699 บาทต่อท่าน และราคาพิเศษสำหรับสมาชิกบิ๊กพอยต์ 579 บาทต่อท่าน ขณะที่เด็กส่วนสูงไม่เกิน 120 เซนติเมตร ราคา 379 บาทต่อท่าน พร้อมสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิกบิ๊กพอยต์ สามารถแลก 100 พอยต์ รับส่วนลดเพิ่มเติมได้ โดยจำกัดสิทธิ์ตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด ประชาชนสามารถร่วมอุดหนุนผลไม้ไทย สด อร่อย คุณภาพจากสวน พร้อมส่งต่อรายได้กลับสู่เกษตรกรไทยได้แล้ววันนี้ ที่บิ๊กซีสาขาที่ร่วมรายการทั่วประเทศ ตลอดเดือนพฤษภาคม 2569 ภายใต้แคมเปญ “ผลไม้สด คุ้ม ต้องบิ๊กซี”
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 139/2569 “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ : พาณิชย์รถพุ่มพวง ลดราคาช่วยประชาชน” รัฐบาลผนึก 4 ภาคส่วน ส่งสินค้าจำเป็นราคาพิเศษถึงชุมชน ลดค่าครองชีพไม่น้อยกว่า 280 ล้านบาท (12 พฤษภาคม 2569)
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ : พาณิชย์รถพุ่มพวง ลดราคาช่วยประชาชน” โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมเปิดงานด้วย เมื่อวันอังคารที่ 12 พฤษภาคม 2569 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะประชาชนในชุมชนและพื้นที่ห่างไกลที่อาจมีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด โดยได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน บูรณาการความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในรับผิดชอบการบริหารโครงการ ประสานผู้ผลิต กำหนดรายการและราคาสินค้าจำเป็น ขณะที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง สนับสนุนการคัดเลือกและประสานรถพุ่มพวงและร้านค้าชุมชนในพื้นที่ ส่วนกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด สนับสนุนเครือข่ายจุดจำหน่ายและจุดกระจายสินค้า เพื่อให้สินค้าราคาพิเศษเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง รวดเร็ว และเข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ : พาณิชย์รถพุ่มพวง ลดราคาช่วยประชาชน” มีเป้าหมายดำเนินการต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 เดือน เพื่อให้สอดรับกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและลดภาระค่าครองชีพของรัฐบาลในช่วงเดียวกัน อาทิ โครงการคนละครึ่งพลัส โดยในระยะแรกจะดำเนินการระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม – 14 มิถุนายน 2569 รวมระยะเวลา 30 วัน นำสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น 14 รายการ จากผู้ประกอบการ 12 ราย มาจำหน่ายในราคาพิเศษผ่านช่องทางใกล้ชุมชน ทั้งรถพุ่มพวง ร้านค้าชุมชน และจุดให้บริการของไปรษณีย์ไทย เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถซื้อสินค้าจำเป็นได้สะดวกขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และเพิ่มทางเลือกในการจับจ่ายสินค้าใกล้บ้าน “รัฐบาลคาดว่าโครงการนี้จะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนได้ไม่น้อยกว่า 280 ล้านบาท และตั้งเป้าหมายให้เกิดประโยชน์ครอบคลุมประชาชนไม่น้อยกว่า 4 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการ 3 เดือน โดยหัวใจสำคัญของโครงการคือการนำสินค้าราคาประหยัดเข้าไปถึงพื้นที่ชุมชน ผ่านรถพุ่มพวงซึ่งเป็นช่องทางค้าปลีกเคลื่อนที่ที่ใกล้ชิดกับประชาชนอยู่แล้ว ทำให้ประชาชนไม่ต้องเดินทางไกล ลดค่าใช้จ่ายทั้งค่าสินค้าและค่าเดินทาง” นายอนุทิน กล่าว ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้รับมอบหมายให้บริหารโครงการในภาพรวม ประสานผู้ผลิต กำหนดรายการสินค้า ราคาหลักเกณฑ์การดำเนินงาน และติดตามประเมินผลโครงการ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากสินค้าราคาพิเศษอย่างแท้จริง โดยสินค้าในโครงการเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน รวม 14 รายการ ซึ่งเป็นสินค้าที่ประชาชนใช้ในชีวิตประจำวัน และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ครัวเรือนได้โดยตรง นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับจุดจำหน่ายสินค้า ในเบื้องต้นจะมีรถพุ่มพวงทั่วประเทศ รวม 3,800 คัน จุดจำหน่ายผ่านไปรษณีย์จังหวัดและไปรษณีย์อำเภอ รวม 946 จุด และร้านค้าชุมชน 129 ร้าน ซึ่งจะเป็นเครือข่ายสำคัญในการนำสินค้าราคาพิเศษไปถึงมือประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชน หมู่บ้าน และพื้นที่ที่ประชาชนเข้าถึงห้างค้าปลีกหรือแหล่งจำหน่ายขนาดใหญ่ได้ไม่สะดวก ทั้งนี้ โครงการยังสนับสนุนผู้ประกอบการรถพุ่มพวงให้สามารถเข้าร่วมจำหน่ายสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีมาตรการสนับสนุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงผ่านบัตร Fleet Card หรือ Top-up Card ของสถานีบริการน้ำมัน ปตท. สำหรับรถพุ่มพวงที่ผ่านการคัดเลือก แบ่งตามขนาดรถ ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ได้รับการสนับสนุน 250 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 1,000 บาทต่อเดือน รถสามล้อ ได้รับการสนับสนุน 375 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 1,500 บาทต่อเดือน และรถกระบะ ได้รับการสนับสนุน 750 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 3,000 บาทต่อเดือน เมื่อมีการนำสินค้าไปจำหน่ายต่อตามขั้นต่ำที่กำหนด เพื่อช่วยลดต้นทุนการเดินรถ และสนับสนุนให้รถพุ่มพวงสามารถนำสินค้าราคาพิเศษออกไปจำหน่ายในพื้นที่ชุมชนได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการยังได้รับการสนับสนุนชุดสินค้าเริ่มต้น หรือ Starter Kit เพื่อทดลองตลาดและช่วยลดความเสี่ยงในการเริ่มจำหน่ายสินค้า โดยรถกระบะจะได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น 14 รายการ 64 ชิ้น มูลค่าประมาณ 1,800 บาท รถสามล้อได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น 14 รายการ 37 ชิ้น มูลค่าประมาณ 1,000 บาท และรถจักรยานยนต์ได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น 8 รายการ 22 ชิ้น มูลค่าประมาณ 450 บาท โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องจำหน่ายสินค้าในราคาตามที่กำหนด และมีป้ายแสดงราคาจำหน่ายตามโครงการ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคา และสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่าจะได้รับสินค้าราคาพิเศษตามเจตนารมณ์ของโครงการ ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนการทำงานแบบบูรณาการของภาครัฐและภาคเอกชน โดยกระทรวงมหาดไทยผ่านกรมการปกครองมีบทบาทสำคัญในการประชาสัมพันธ์ รับสมัคร และคัดเลือกรถพุ่มพวง รวมถึงร้านค้าชุมชนในพื้นที่ ขณะที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยไปรษณีย์ไทย ช่วยจัดพื้นที่จำหน่ายสินค้าและเป็นจุดรวบรวม กระจายสินค้าให้แก่รถพุ่มพวงและร้านค้าชุมชน ส่วนผู้ผลิตสินค้าร่วมสนับสนุนสินค้าในราคาพิเศษ เพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม “โครงการนี้ไม่เพียงช่วยลดราคาสินค้าให้ประชาชน แต่ยังช่วยให้สินค้าจำเป็นเข้าถึงชุมชนได้มากขึ้น โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ไกลตลาดหรือห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มโอกาสทางรายได้ให้รถพุ่มพวงและร้านค้าชุมชน ซึ่งเป็นกลไกเศรษฐกิจฐานรากที่ใกล้ชิดกับประชาชน กระทรวงพาณิชย์จะติดตามการดำเนินโครงการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด” นางศุภจี กล่าว “รัฐบาลยืนยันว่าจะเดินหน้าดูแลค่าครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ค้ารายย่อย รถพุ่มพวง และร้านค้าชุมชน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก เพื่อให้การกระจายสินค้าจำเป็นในราคาประหยัดเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง เป็นธรรม และเกิดประโยชน์ต่อครัวเรือนทั่วประเทศ” นายกรัฐมนตรี กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 138/2569 พาณิชย์ลงพื้นที่ตรวจร้านชุดนักเรียนก่อนเปิดเทอม ย้ำตรึงราคา–ปิดป้ายชัด ชวนผู้ปกครองใช้โปร “Back To School 2026” ลดสูงสุด 86% (11 พฤษภาคม 2569)
วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจสอบร้านจำหน่ายชุดนักเรียนย่านวงเวียนใหญ่ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ว่า “จากที่กรมการค้าภายใน ได้ Kick off ไทยช่วยไทยพลัส : เปิดเทอมใหญ่ สบายกระเป๋า Back to school 2026 ไปแล้ว โดยมีผู้ประกอบการหลายภาคส่วนให้ความร่วมมือในการลดราคาเครื่องแบบชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนที่เกี่ยวข้อง โดยวันนี้กรมการค้าภายในได้มาตรวจเยี่ยม และติดตามโครงการดังกล่าวที่ร้านจำหน่ายชุดนักเรียนรายสำคัญ ได้แก่ บริษัท ธนบุรีศึกษา จำกัด ร้าน ส.ช้างศึกษา และห้างตราสมอ โดยพบว่าร้านค้าให้ความร่วมมือในการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครอง ตามโครงการดังกล่าว และยังคงจำหน่ายสินค้าในราคาเดิม ซึ่งใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา แม้มีปัจจัยต้นทุนขนส่งเพิ่ม แต่หากเป็นสินค้าจากสต๊อกเดิม ร้านยังคงจำหน่ายในราคาเดิม อีกทั้งยังมีโปรโมชั่นส่วนลดอุปกรณ์การเรียน และบริการที่เกี่ยวข้อง เช่น ปักชื่อหรืออักษรย่อโรงเรียนฟรีอีกด้วย“ นายจิรวุฒิ กล่าวต่ออีกว่า ”จากข้อมูลการติดตามของกรมการค้าภายในในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2569 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ทั้งห้างสรรพสินค้า ตัวแทนจำหน่าย และร้านค้าทั่วไป พบว่าราคาจำหน่ายเครื่องแบบนักเรียน ส่วนใหญ่ยังทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน เช่น เสื้อเชิ้ตนักเรียนชาย ตราสมใจนึก ราคา 215–360 บาทต่อตัว กางเกงนักเรียนชาย ตราท็อปสัน ราคา 325–375 บาทต่อตัว และเสื้อนักเรียนหญิง ตราสมใจนึก ราคา 165–360 บาทต่อตัว ขณะที่บางรายการมีการปรับขึ้นเล็กน้อย เช่น เสื้อเชิ้ตนักเรียนชาย ตราน้อมจิตต์ จากเดิม 139–300 บาทต่อตัว เป็น 179–290 บาทต่อตัว กางเกงนักเรียนชาย ตราสมใจนึก จากเดิม 220–345 บาทต่อตัว เป็น 285–345 บาทต่อตัว และเสื้อนักเรียนหญิง ตราสมอ จากเดิม 185–310 บาทต่อตัว เป็น 185–315 บาทต่อตัว อย่างไรก็ตาม ยังมีบางรายการที่ปรับราคาลดลง เช่น กางเกงนักเรียนชาย ตราสมอ จากเดิม 260–375 บาทต่อตัว ลดเหลือ 238–350 บาทต่อตัว และกระโปรงนักเรียนหญิง ตราสมอ จากเดิม 255–419 บาทต่อตัว ลดเหลือ 242–419 บาทต่อตัว สะท้อนว่าภาพรวมราคายังอยู่ในระดับที่ผู้ปกครองสามารถเลือกซื้อได้ตามความเหมาะสม” นายจิรวุฒิ กล่าวว่า “ปีนี้กำลังซื้อของประชาชนชะลอลงจากภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพ ทำให้หลายครอบครัวระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น บางส่วนเลือกใช้ชุดนักเรียนเดิม หรือซื้อเฉพาะที่จำเป็น กรมการค้าภายในจึงเร่งดูแลทั้งเรื่องราคาและโปรโมชั่น เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอม” กรมการค้าภายในยังเดินหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส : เปิดเทอมใหญ่ สบายกระเป๋า” Back To School 2026 ระหว่างวันที่ 30 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569 มีผู้ประกอบการเข้าร่วม 49 ราย ครอบคลุมสินค้าและบริการด้านการศึกษากว่า 1,000 รายการ ลดสูงสุด 86% คาดช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนได้ไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท นายจิรวุฒิ กล่าวเสริมว่า “นอกจากกิจกรรมดังกล่าว สำหรับผู้ปกครองในต่างจังหวัด กรมการค้าภายในได้ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัด จัดกิจกรรม “ไทยช่วยไทย พลัส : Back To School 2026” ในหลายพื้นที่ที่ประสานงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการแล้ว เช่น จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดเพชรบูรณ์ และจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นต้น เพื่อให้ผู้ปกครองเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้สะดวกมากขึ้น โดยนอกจากชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียน ยังมีสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นต่อครัวเรือน เช่น น้ำมันพืช น้ำตาล ไข่ไก่ และสินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ มาจำหน่ายในราคาพิเศษ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนในช่วงเปิดภาคเรียน” พร้อมกันนี้ กรมการค้าภายในได้กำชับผู้ประกอบการให้ปิดป้ายแสดงราคาสินค้าให้ชัดเจน และจำหน่ายตรงตามราคาที่แสดงไว้ หากพบว่าไม่ปิดป้ายราคา มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และหากจงใจขายสินค้าแพงเกินสมควร มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรมการค้าภายในติดตามสถานการณ์ราคาอย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลให้ประชาชนซื้อสินค้าได้ในราคาที่เป็นธรรม และสร้างความมั่นใจว่าไม่มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาเกินสมควรหากประชาชนพบการจำหน่ายสินค้าไม่เป็นธรรม หรือฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน โทร. 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 137/2569 “ค้าภายใน” ผนึกกำลัง “ขนส่งทางบก” เชื่อมข้อมูล GPS รถสินค้าเกษตร ยกระดับตรวจสอบรวดเร็วแม่นยำ ช่วยเกษตรกร–เตรียมบูรณาการ่วมดูแลค่าขนส่งและแท็กซี่มิเตอร์เพื่อความเป็นธรรมประชาชน (9 พฤษภาคม 2569)
กรมการค้าภายใน จับมือกรมการขนส่งทางบก เชื่อมโยงข้อมูล GPS รถบรรทุกสินค้าเกษตรแบบเรียลไทม์ ผ่านระบบดิจิทัลร่วมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบการขนย้ายสินค้าเกษตรควบคุม ป้องกันการลักลอบนำเข้าและขนย้ายผิดกฎหมาย ลดผลกระทบต่อราคาพืชผลของเกษตรกรไทย พร้อมยกระดับการบังคับใช้กฎหมายให้รวดเร็ว แม่นยำ และโปร่งใสมากขึ้น ขณะเดียวกันทั้งสองหน่วยงานเตรียมขยายความร่วมมือสู่การกำกับดูแลค่าขนส่งสาธารณะ ค่าโดยสารแท็กซี่มิเตอร์ และการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้ประชาชนในภาพรวม วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ห้องประชุมกรมการค้าภายใน กรมการค้าภายใน โดย นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน และ กรมการขนส่งทางบก โดยนายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการบูรณาการข้อมูลเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงาน ระหว่างกรมการค้าภายในและกรมการขนส่งทางบก นายวิทยากร กล่าวภายหลังการลงนาม MOU ว่า “ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการนำเทคโนโลยีดิจิทัล โดยการเชื่อมโยงข้อมูล GPS รถบรรทุกจากระบบ DLT GPS ของกรมการขนส่งทางบก เข้ากับระบบขนย้ายสินค้าควบคุมทางอิเล็กทรอนิกส์ของกรมการค้าภายใน ผ่าน API Web Service แบบ Real Time ช่วยยกระดับการกำกับดูแลสินค้าเกษตรของประเทศ ให้ภาครัฐสามารถติดตาม ตรวจสอบ และบริหารจัดการการขนย้ายสินค้าเกษตรควบคุมได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และทันต่อสถานการณ์มากยิ่งขึ้น นายวิทยากร กล่าวต่อว่า กรมการค้าภายในมีภารกิจสำคัญในการดูแลเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะการกำกับดูแลสินค้าเกษตรควบคุม ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 9 สินค้าสำคัญ เช่น น้ำมันปาล์ม ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง กระเทียม และหอมหัวใหญ่จากต่างประเทศ ที่ต้องมีการติดตามการขนย้ายอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการลักลอบ การกักตุน หรือการเคลื่อนย้ายผิดกฎหมายที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าเกษตรในประเทศที่ผ่านมา การตรวจสอบการขนย้ายสินค้าเกษตรอาจต้องอาศัยเอกสาร การแจ้งข้อมูลจากผู้ประกอบการ หรือการลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่เป็นหลัก แต่เมื่อมีการเชื่อมโยงข้อมูล GPS รถบรรทุกแบบเรียลไทม์ จะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามเส้นทางการขนส่งได้ตั้งแต่ต้นทาง ระหว่างทาง จนถึงปลายทาง ผ่านเลขทะเบียนรถที่ระบุในใบอนุญาตขนย้าย ทำให้การตรวจสอบมีความแม่นยำ โปร่งใส และสามารถตรวจพบความผิดปกติได้รวดเร็วขึ้น “ข้อมูลที่เชื่อมโยงกันแบบเรียลไทม์ จะช่วยลดช่องว่างในการลักลอบขนย้ายสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย โดยเฉพาะกรณีสินค้านำเข้าที่อาจทะลักเข้าสู่ตลาดในช่วงผลผลิตภายในประเทศออกสู่ตลาดจำนวนมาก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อราคาพืชผลของเกษตรกรไทย” นายวิทยากร กล่าว ปัจจุบัน กรมการค้าภายในมีการออกใบอนุญาตขนย้ายสินค้าเกษตรควบคุมประมาณ 450,000 – 500,000 ฉบับต่อปี และมีรถบรรทุกที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าเกษตรควบคุมกว่า 20,000 คัน การเชื่อมข้อมูลร่วมกันระหว่างสองหน่วยงาน จึงช่วยเพิ่มศักยภาพในการวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณสินค้า เส้นทางการขนส่ง และแนวโน้มการเคลื่อนย้ายสินค้าเกษตรในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนบริหารจัดการสินค้าเกษตรและการดูแลเสถียรภาพราคาในภาพรวมของประเทศนอกจากนี้ ระบบดังกล่าวยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการวางแผนตรวจสอบ ป้องปราม และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดได้ตรงจุดมากขึ้น ลดการใช้ทรัพยากรในการลงพื้นที่แบบเดิม และช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งสองหน่วยงานมีเป้าหมายในการบูรณาการการทำงานร่วมกันในด้านอื่น ๆ เพื่อยกระดับการคุ้มครองประชาชน และสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวม โดยในระยะต่อไป จะมีการประสานความร่วมมือด้านการกำกับดูแลค่าบริการขนส่งสาธารณะ การตรวจสอบการคิดค่าบริการรถรับจ้างสาธารณะ รวมถึงการกำกับดูแลค่าโดยสารแท็กซี่มิเตอร์ ให้เป็นไปตามกฎหมายและอัตราที่กำหนด เพื่อป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภค และสร้างมาตรฐานความเป็นธรรมในการให้บริการขนส่งสาธารณะ นอกจากนี้ ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกด้านการขนส่ง เพื่อสนับสนุนการตรวจสอบข้อร้องเรียนของประชาชน การติดตามพฤติกรรมการกระทำผิดซ้ำ การวิเคราะห์ข้อมูลเส้นทางขนส่ง รวมถึงการบูรณาการมาตรการด้านกฎหมาย เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วตรงจุด “เป้าหมายสำคัญของการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐ คือการทำให้ภาครัฐทำงานเชิงรุกมากขึ้น ใช้ข้อมูลจริงในการตัดสินใจ และช่วยแก้ปัญหาให้ประชาชนได้รวดเร็วกว่าเดิม ทั้งด้านราคาสินค้าเกษตร การขนส่ง และการคุ้มครองผู้บริโภค” นายวิทยากร กล่าว นายวิทยากร กล่าวย้ำว่า ขอให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ ในการขออนุญาตขนย้ายสินค้าเกษตรควบคุมดังกล่าวข้างต้นโดยเคร่งครัด ทั้งนี้หากมีการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 136/2569 กรมการค้าภายใน ผนึก ททท. ดันยอดขายสินค้าเกษตร เชื่อมท่องเที่ยว–เปิดตลาดใหม่ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก (9 พฤษภาคม 2569)
กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าบูรณาการความร่วมมือ ขับเคลื่อนการเพิ่มยอดจำหน่ายสินค้าเกษตร รวมถึงสินค้า GI และขยายช่องทางตลาด ผ่านกิจกรรมวิ่ง “Amazing Thailand GI Tour Trail Running 2026” บนเส้นทางแหล่งผลิตสำคัญทั่วประเทศ มุ่งเชื่อมโยงตลาด เพิ่มโอกาสทางการค้า และกระตุ้นการใช้จ่ายในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ความร่วมมือดังกล่าวสอดคล้องกับภารกิจของกรมฯ ในการบริหารจัดการผลผลิตสินค้าเกษตร ดูแลเสถียรภาพราคา และเชื่อมโยงตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยใช้กลไก “ตลาดนำการผลิต” (Demand Driven) ควบคู่การส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อเร่งระบายผลผลิต เพิ่มมูลค่าสินค้า และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและชุมชนอย่างต่อเนื่อง สำหรับการจัดกิจกรรมครั้งแรก เมื่อวันที่ 2–3 พฤษภาคม 2569 ณ อ่างเก็บน้ำห้วยลาน อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ กรมการค้าภายในได้เชื่อมโยงผู้ผลิตและผู้ประกอบการในพื้นที่ 12 ราย เข้าร่วมจำหน่ายสินค้าเกษตรคุณภาพ รวมถึงสินค้า GI อาทิ ส้มสายน้ำผึ้งฝาง และกาแฟเทพเสด็จ เพื่อเปิดตลาดและสร้างโอกาสทางการค้าโดยตรงให้แก่เกษตรกร พร้อมกันนี้ ยังได้นำมะพร้าวน้ำหอมจากจังหวัดราชบุรี จำนวน 2,500 ลูก แจกให้แก่นักวิ่งและผู้เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อส่งเสริมการบริโภคและสร้างการรับรู้สินค้า ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยและสร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่ นายจิรวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดกิจกรรมครั้งต่อไปจะมีขึ้น ณ จังหวัดระยอง ระหว่างวันที่ 23–24 พฤษภาคม 2569 และเตรียมขยายไปยังจังหวัดขอนแก่น นครศรีธรรมราช และเพชรบุรี ในช่วงเดือนพฤษภาคม–มิถุนายน 2569 โดยจะเน้นการเชื่อมโยงและกระจายผลผลิตจากแหล่งผลิตสำคัญ นำสินค้าเกษตรและสินค้า GI อาทิ ทุเรียนหมอนทองระยอง สับปะรดตราดสีทอง และมะพร้าวน้ำหอมราชบุรี เข้าร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบการจำหน่ายและการส่งเสริมการบริโภค เพื่อขยายตลาด สร้างประสบการณ์ตรงแก่ผู้บริโภค และยกระดับมูลค่าสินค้าเกษตรไทย การดำเนินงานดังกล่าวเป็นการบูรณาการด้านการค้าและการท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเร่งระบายผลผลิต ลดปัญหาสินค้าล้นตลาด และสร้างรายได้หมุนเวียนสู่ชุมชนในพื้นที่ อันเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากในระยะยาว กรมการค้าภายใน และ ททท. ขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว และสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: GI Thailand, Facebook: กรมการค้าภายใน DIT และ Facebook: ข่าวสารท่องเที่ยว ททท.
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ