ข่าวเลขที่ 110/2569 กรมการค้าภายในดูแลราคาสินค้า-ค่าบริการรับสงกรานต์ 2569 เน้นย้ำ ห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคา แนะประชาชนพบแจ้ง 1569 (9 เมษายน 2569)
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้ลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าและค่าบริการในช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ 2569 เพื่อดูแลความเป็นธรรมทางการค้าและสร้างความมั่นใจให้ประชาชนที่กำลังเตรียมเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาว โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบในพื้นที่สำคัญ ได้แก่ สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (สายใต้ใหม่) สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (เอกมัย) สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (หมอชิต) สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ท่าอากาศยานดอนเมือง และจุดพักรถมอเตอร์เวย์ กม.49 (บางปะกง) พร้อมบูรณาการตรวจร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อกำชับผู้ประกอบการให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด การลงพื้นที่ครั้งนี้ กรมการค้าภายในได้ตรวจสอบทั้งการปิดป้ายแสดงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค การแสดงอัตราค่าบริการรับส่งผู้โดยสาร ค่าบริการรับฝากสิ่งของ และค่าบริการรถเข็น ตลอดจนติดตามภาวะราคาจำหน่ายสินค้าและบริการในพื้นที่ที่มีประชาชนใช้บริการจำนวนมากในช่วงเทศกาล โดยจากการตรวจสอบพบว่า ผู้ประกอบการในสถานีขนส่งผู้โดยสารสาธารณะ ท่าอากาศยาน และจุดพักรถ มีการปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายปลีกสินค้าและค่าบริการไว้อย่างถูกต้องและชัดเจน พร้อมทั้งได้กำชับให้ผู้ประกอบการจำหน่ายสินค้าและคิดค่าบริการให้ตรงกับราคาที่แสดงไว้ และห้ามฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร นายจิรวุฒิ กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในจุดให้บริการขนส่งสาธารณะ พบว่าภาพรวมราคาและปริมาณส่วนใหญ่ยังทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 โดยราคาอาหารปรุงสำเร็จยังอยู่ในระดับใกล้เคียงเดิม เช่น ข้าวราดแกง 1 อย่าง ราคา 40-60 บาทต่อจาน ข้าวราดแกง 2 อย่าง ราคา 50-70 บาทต่อจาน ข้าวมันไก่ ราคา 50-70 บาทต่อจาน และก๋วยเตี๋ยวหมู ราคา 40-65 บาทต่อชาม ขณะที่เครื่องดื่มส่วนใหญ่ยังมีราคาทรงตัวเช่นกัน ส่วนค่าบริการรับฝากสัมภาระและค่าบริการขนสัมภาระ มีอัตราค่าบริการเริ่มต้น 30-90 บาทต่อชิ้น และตู้รับฝากสัมภาระแบบอัตโนมัติคิดค่าบริการ 40-80 บาทต่อชั่วโมง ขึ้นอยู่กับขนาดของสัมภาระและตู้รับฝาก สะท้อนให้เห็นว่าภาวะราคาสินค้าในภาพรวมยังทรงตัว แม้บางรายการจะมีความแตกต่างกันบ้างตามทำเลและต้นทุนของผู้ประกอบการแต่ยังไม่พบการปรับขึ้นผิดปกติ ซึ่งในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ คาดว่าจะมีประชาชนทยอยเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยว โดยใช้รถโดยสารสาธารณะและระบบขนส่งมวลชนมากขึ้น เนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น อาจทำให้ประชาชนบางส่วนชะลอการใช้รถยนต์ส่วนตัว กรมการค้าภายในจึงได้เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบล่วงหน้าก่อนเข้าสู่ช่วงวันหยุด เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าและค่าบริการ และเพื่อให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมในการจับจ่ายใช้สอยระหว่างการเดินทาง ในส่วนของการตรวจสอบราคาสินค้าทั่วไป กรมการค้าภายในได้กำกับดูแลสถานการณ์สินค้าเชิงรุกอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามทั้งด้านราคาและปริมาณสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่อาจได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พร้อมเฝ้าระวังพฤติกรรมการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าและบริการ การจำหน่ายสินค้าไม่ตรงกับป้ายราคา และการกักตุนสินค้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตามที่ประชาชนได้เรียนผ่านสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 8 เมษายน 2569 ได้มีการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนทางด้านราคาและปริมาณสินค้าไปแล้วทั้งหมด 567 คำร้อง แบ่งเป็นในพื้นที่กทม. 151 คำร้อง และต่างจังหวัด 416 คำร้อง ซึ่งได้ตรวจสอบแล้วเสร็จ 376 คำร้อง แยกเป็นกทม. 105 คำร้อง และต่างจังหวัด 271 คำร้อง ซึ่งจากการตรวจสอบพบการกระทำผิดในกรณีที่ไม่ได้ปิดป้ายแสดงราคาสินค้า 33 ราย ซึ่งได้มีการดำเนินการเปรียบเทียบปรับตามกฎหมาย พบในพื้นที่ เช่น เขตลาดพร้าว เขตวัฒนา เขตพญาไท เขตบางกอกน้อย จังหวัดชุมพร จังหวัดสกลนคร จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดลำพูน เป็นต้น นอกจากนี้ก็ยังพบกรณีที่จำหน่ายสินค้าไม่ตรงกับราคาที่แสดง 6 ราย ในพื้นที่เขตจัตุจักร เขตวัฒนา เขตพญาไท จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดสระบุรี และจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งได้มีการดำเนินการเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายแล้ว ในส่วนของกรณีปิดป้ายแสดงราคาไม่ชัดเจน 1 ราย ในพื้นที่จังหวัดชัยนาท ขณะเดียวกันยังมีเรื่องร้องเรียนในเรื่องของการจำหน่ายสินค้าเกินสมควรอีก 107 คำร้อง ซึ่งขั้นตอนในการดำเนินการจากที่เราได้รับคำร้องแล้ว ทางเจ้าหน้าที่จะได้มีการเรียกเอกสารมาวิเคราะห์ต้นทุน หากตรวจสอบพบว่ามีการตั้งราคาสูงเกินสมควร ก็จะมีการดำเนินคดีตามกฎหมายจนถึงที่สุด ขณะที่จากการตรวจสอบ ยังไม่พบการกระทำความผิดจำนวน 332 ราย และยังเรื่องที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบอยู่ 191 คำร้อง ซึ่งในส่วนนี้กรมการค้าภายในจะได้มีการตรวจสอบเชิงรุก เข้มงวดการคาดโทษและติดตามการตรวจสอบและรายงานตัวเลขการตรวจสอบทุกวัน นายจิรวุฒิ กล่าวย้ำว่า ขอให้ผู้ประกอบการดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 โดยปิดป้ายแสดงราคาให้ชัดเจน จำหน่ายสินค้าตรงกับป้ายราคา ไม่ฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา และไม่กักตุนสินค้า เพราะนอกจากจะช่วยสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นผลดีต่อผู้ประกอบการเอง ทั้งในด้านการสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า ลดข้อร้องเรียน ลดความเสี่ยงในการกระทำผิดกฎหมาย และช่วยให้การค้าขายเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม อันจะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของร้านค้าในระยะยาว ทั้งนี้ หากพบผู้ประกอบการไม่ปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายปลีกสินค้าและค่าบริการ จะมีความผิดตามมาตรา 28 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และหากพบการจำหน่ายสินค้าแพงเกินสมควร จะมีความผิดตามมาตรา 29 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อเนื่องตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อดูแลให้ราคาสินค้าและค่าบริการเป็นธรรม ให้มีสินค้าเพียงพอต่อความต้องการ และไม่ให้มีการเอาเปรียบผู้บริโภค โดยหากประชาชนพบเห็นการกระทำความผิดหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมด้านราคาสินค้าและบริการ สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 109/2569 “พาณิชย์” ลุยลดค่าครองชีพประชาชน-ช่วยผู้ประกอบการ ยกทัพสินค้าราคาประหยัด จำหน่ายสินค้าราคาประหยัดให้พี่น้องชาวปราจีนบุรีในงาน “มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค” (8 เมษายน 2569)
“พาณิชย์” จัดงาน “มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค” นำสินค้าอุปโภคบริโภค 10 หมวด กว่า 1,000 รายการ ลดสูงสุด 60% และยังมีสินค้าไฮไลท์ ทั้งไข่ไก่ น้ำตาลทราย น้ำมันปาล์ม ข้าวหอมมะลิ มาจำหน่ายให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ และเพิ่มทางเลือกในการซื้อสินค้า และเชื่อมโยงจากเกษตรกรที่ประสบปัญหาราคาตกต่ำจากภาวะสินค้าล้นตลาด และสินค้าขาดแคลน มาจำหน่ายในงาน นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นประธานในพิธีเปิดงาน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินการสนับสนุนนโยบายในการให้ความสำคัญกับการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศและช่วยเหลือลดค่าครองชีพให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลต่อเศรษฐกิจที่ผันผวนด้านพลังงานและเศรษฐกิจโลก และมีผลกระทบโดยตรงกับประเทศไทย โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่เป็นต้นทุนหลักในการผลิต ทำให้เกิดผลกระทบต่อภาคเกษตร อุตสาหกรรมการผลิต และการขนส่ง ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคมีการปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ เช่น ไข่ไก่ ข้าวสาร เนื้อสัตว์ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สินค้าอุปโภคบริโภค เป็นต้น จึงได้กำหนดแนวทางการทำงานให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในดูแลค่าครองชีพประชาชน โดยจัดงานจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด ระหว่างวันที่ 8 – 10 เมษายน 2569 ณ ลานกิจกรรมนิคมอุตสาหกรรม 304 (ลานกิจกรรม 1 ตลาด 304 พลาซ่า) อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรีโดยได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิต/กลุ่มเกษตรกร/กลุ่มวิสาหกิจชุมชน เครือข่ายธุรกิจ ผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย (SMEs) นำสินค้าอุปโภคบริโภคมาจำหน่ายรวม 10 หมวด กว่า 1,000 รายการ ลดสูงสุด 60% อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ซอสปรุงรส น้ำยาซักผ้า ของใช้ประจำวัน เครื่องครัว เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องแต่งกาย สินค้าชุมชน เป็นต้น ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการจำหน่ายสินค้าไฮไลท์ สินค้าผักและผลไม้ที่เชื่อมโยงจากกลุ่มเกษตรกร ในราคาพิเศษทุกวัน อาทิ ไข่ไก่เบอร์ M แผงละ 90 บาท น้ำตาลทราย กิโลกรัมละ 20 บาท น้ำมันพืชปาล์ม ขวดละ 42 บาท ข้าวหอมมะลิ (5 กก.) ถุงละ 100 บาท นอกจากนั้น ยังเชื่อมโยงจากกลุ่มเกษตรกร มะพร้าว ลูกละ 15 บาท มันเทศ กิโลกรัมละ 10 บาท และมะนาวแป้น ลูกละ 3 บาท (7 ลูก 100 บาท) มาภายในงานได้อีกด้วย “ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวปราจีนบุรี มาเลือกซื้อสินค้าในโครงการนี้ ซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพและราคาประหยัดที่ทางกระทรวงพาณิชย์ได้เลือกสรรมาให้ท่าน ทั้งสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพครบถ้วน ของกินของใช้ สินค้าชุมชน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนได้ตามเป้าหมาย” นายจิรวุฒิ กล่าว กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและจะเดินหน้าจัดงานมหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคอีก 10 ครั้ง ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งในการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนและยังเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการ ห้าง เกษตรกร SMEs วิสาหกิจชุมชน ทำให้ประชาชนมีทางเลือกในการจับจ่ายใช้สอย ผู้ประกอบการมีช่องทางในการจำหน่ายสินค้า เพื่อกระตุ้นและสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศด้วย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 108/2569 ศุภจี-วราวุธ หารือแก้วิกฤตเม็ดพลาสติก คุมต้นทางสินค้า-ดันรีไซเคิล ตั้งทีมเฉพาะกิจรับสถานการณ์ตะวันออกกลางผันผวน (8 เมษายน 2569)
วันที่ 8 เมษายน 2569นางศุภจี สุธรรมพันธ์ุ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางบริหารจัดการเม็ดพลาสติก ร่วมกับนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ณ ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากทั้งสองกระทรวง และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนเข้าร่วม หลังที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศให้ “เม็ดพลาสติก” เป็นสินค้าควบคุม เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลก โดยเฉพาะวิกฤตในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบ นางศุภจี เปิดเผยว่า เม็ดพลาสติกถือเป็นสินค้าต้นทางสำคัญของอุตสาหกรรมหลายประเภท ทั้งบรรจุภัณฑ์อาหาร เวชภัณฑ์ และสินค้าอุปโภคบริโภค จำเป็นต้องมีมาตรการกำกับดูแล เพื่อป้องกันผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยการกำหนดมาตรการจะพิจารณาอย่างเหมาะสมตามสถานการณ์ และมีการทบทวนอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ แนวทางบริหารจัดการจะเน้น 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.การกำหนดสินค้าเป้าหมาย (Focus Items) เช่น บรรจุภัณฑ์อาหาร เวชภัณฑ์ และถุงพลาสติก เพื่อดูแลผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับค่าครองชีพของประชาชนอย่างตรงจุด 2. การใช้วัสดุทดแทน รวมถึงหารือผู้ประกอบการในการ Simplify SKU (Stock Keeping Unit) ทำให้รายการสินค้าเรียบง่ายขึ้นลดความซับซ้อน และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ (Redesign) ในระยะยาว เพื่อลดการพึ่งพาพลาสติกและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต 3.ด้านความยั่งยืน (Sustainability) มองว่าเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรม โดยปัจจุบันประเทศไทยมีขยะพลาสติกประมาณ 2.7 ล้านตันต่อปี แต่สามารถรีไซเคิลได้เพียงร้อยละ 20–25 เท่านั้น จึงจำเป็นต้องเร่งส่งเสริมการคัดแยกขยะและการนำกลับมาใช้ใหม่อย่างเป็นระบบนอกจากนี้ ยังควรปรับพฤติกรรมผู้บริโภคลดการใช้พลาสติก และจะจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงสาธารณสุข โดยมีเป้าหมายเพื่อบริหารจัดการรองรับภาวะขาดแคลน ดูแลต้นทุนและราคาที่เหมาะสมตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน พร้อมใช้เป็นโอกาสในการลดการใช้พลาสติกและลดปริมาณขยะพลาสติกอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อกำหนดมาตรการทั้งระยะสั้น กลาง และยาว รวมถึงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และป้องกันการกักตุนสินค้า ขณะเดียวกัน นางศุภจียังกล่าวถึงกรณีที่สหรัฐอเมริกาประกาศหยุดยิงอิหร่านชั่วคราว 2 สัปดาห์ว่า เป็นปัจจัยบวกที่อาจช่วยให้สถานการณ์ด้านการขนส่งและต้นทุนวัตถุดิบมีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งจะเอื้อต่อการบริหารจัดการสินค้าควบคุมของไทย โดยขณะนี้ยังต้องติดตามสต๊อกและต้นทุนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สินค้าจำเป็นมีเพียงพอและราคาเหมาะสม ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะเร่งหารือกับภาคเอกชน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เพื่อจัดตั้งกลไกเฉพาะกิจ (Task Force) ในการรับมือวิกฤตเม็ดพลาสติกอย่างเป็นระบบต่อไป
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 107/2569 “กรมการค้าภายใน ผนึกกำลังหน่วยงานพันธมิตร ลุยช่วยมะม่วงภาคเหนือตอนล่าง รับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรเพิ่มเติม” (7 เมษายน 2569)
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 4 เมษายน 2569 กรมการค้าภายใน (DIT) ได้นำภาคเอกชน ประกอบด้วย ห้างสรรพสินค้า CP Axtra (Lotus Makro) BigC Tops และ GoWholesale รวมถึงผู้ประกอบการส่งออกและผู้รวบรวมเพื่อการส่งออก ได้แก่ บจ.ไทย เบสท์ โปรดักส์ โฮลดิ้ง บจ.ล่ำซำ เฟรช ฟรุ๊ต บจ.นางดาวผลไม้ไทย บจ.อาเสี่ยใหญ่ ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง ลงพื้นที่ตำบลวังทับไทร อำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร เพื่อเชื่อมโยงรับซื้อมะม่วงภาคเหนือตอนล่างจากเกษตรกรจังหวัดพิจิตร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดมากและกระจุกตัว โดยผลผลิตส่วนใหญ่ของภาคเหนือตอนล่างจะไหลมารวมกันที่จังหวัดพิจิตร ที่เป็นที่ตั้งของสถานประกอบการรวบรวมคัดแยกมะม่วงแห่งใหญ่ในโซนภาคเหนือตอนล่าง นายจิรวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการนำภาคเอกชนเข้ารับซื้อผลผลิตมะม่วงเพิ่มเติมดังกล่าว จะสามารถดูดซับปริมาณผลผลิตมะม่วงรับประทานสุก (น้ำดอกไม้) และมะม่วงรับประทานดิบ (ฟ้าลั่น เพชรบ้านลาด) ของผลผลิตภาคเหนือตอนล่าง เพิ่มเติมได้กว่า 1,000 ตัน ซึ่งจะเริ่มรับซื้อเพิ่มเติมได้ทันทีช่วงต้นสัปดาห์หน้า ต่อเนื่องจนถึงช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 หรือจนกว่าจะสิ้นสุดฤดูกาล กิจกรรมข้างต้น เป็นการดำเนินการ ภายใต้กลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ-เอกชน ภายใต้มาตรการบริหารจัดการสินค้าผลไม้ ปี 2569 ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจิ สุธรรมพันธุ์) ที่ให้ความสำคัญในการดูแลสินค้าเกษตร และพี่น้องเกษตรกร ซึ่งกรมการค้าภายใน จะได้ขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ เพื่อรักษาระดับเสถียรภาพราคามะม่วงและผลไม้ชนิดอื่นๆ ตลอดฤดูการผลิต ปี 2569 อย่างเข้มข้นต่อไป สำหรับภาพรวมพื้นที่เพาะปลูกมะม่วงรวมทุกสายพันธุ์ของพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง จังหวัดพิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ประมาณ 200,000 ไร่ ผลผลิตมากกว่า 200,000 ตัน โดยปี 2569 คาดว่าผลผลิตจะเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย และเกษตรกรให้การดูแลเป็นอย่างดี ตั้งแต่การใส่ปุ๋ย ทำสาวต้นมะม่วง และห่อมะม่วงด้วยกระดาษคาร์บอน กรมการค้าภายใน จึงขอประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้ผู้บริโภคและประชาชนทั่วไป รณรงค์ช่วยกันบริโภคมะม่วงและผลไม้ชนิดต่างๆ โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2569 ที่จะมีผลผลิตมะม่วงและผลไม้ตามฤดูกาลอีกหลากหลายชนิดออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก โดยสามารถเลือกซื้อมะม่วงคุณภาพได้ตามห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีก-ค้าส่ง หรือตามตลาด และรถโมบายผลไม้ต่างๆ ใกล้ที่ไหนเลือกซื้อที่นั่น รวมกันเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือเกษตรกร ตามนโยบาย “ไทยช่วยไทย” ของรัฐบาลนายจิรวุฒิ กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 106/2569 พาณิชย์คุมส่งออก CPO เริ่ม 7 เม.ย. บริหารปาล์มทั้งระบบ สำรองพลังงาน–คุมราคาน้ำมันปาล์มขวด–ไม่กระทบราคาผลปาล์มของเกษตรกร (6 เมษายน 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันโลกที่ปรับสูงขึ้นจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ทำให้ภาคพลังงานมีแนวโน้มเพิ่มการใช้ไบโอดีเซล ขณะเดียวกันไทยมีทั้งการใช้และการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบในระดับสูง ภาครัฐจึงต้องบริหารจัดการสมดุลปาล์มน้ำมันทั้งระบบ เพื่อให้มีเพียงพอต่อการบริโภคและการใช้เป็นพลังงานในประเทศ ควบคู่กับการดูแลเสถียรภาพราคาผลปาล์มไม่ให้ผันผวน และให้เกษตรกรยังคงมีรายได้อย่างเป็นธรรม นายวิทยากร กล่าวต่อว่า “ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) จึงได้ยกระดับมาตรการกำกับดูแลการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบไปนอกราชอาณาจักร โดยกำหนดให้ผู้ส่งออกตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ต้องขออนุญาตก่อนการส่งออก จากเดิมที่ไม่ต้องขออนุญาต เพื่อให้ภาครัฐสามารถบริหารจัดการสต็อกน้ำมันปาล์มในประเทศได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์พลังงาน และป้องกันไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลน มาตรการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีการใช้น้ำมันปาล์มภายในประเทศอย่างพอเพียงในช่วงวิกฤตการณ์พลังงาน ช่วยรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันปาล์มสำหรับการบริโภคของประชาชน รวมถึงเป็นการสำรองวัตถุดิบพลังงานภายในประเทศ เนื่องจากน้ำมันปาล์มเป็นพลังงานชีวภาพที่ประเทศไทยสามารถผลิตได้เองและมีการส่งออกในปริมาณสูง จึงจำเป็นต้องพิจารณาการส่งออกให้เหมาะสมกับปริมาณผลผลิตและความต้องการใช้ในประเทศเป็นสำคัญ” นายวิทยากร กล่าวว่า “การบริหารจัดการต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันควบคู่กัน โดยกรมจะรักษาระดับราคาผลปาล์มให้เหมาะสมและเป็นธรรม ไม่ให้เกิดภาวะอุปทานล้นตลาดหรือความผันผวนของราคา เพื่อให้เกษตรกรยังคงมีรายได้จากราคาผลปาล์มอย่างเป็นธรรม และลดความกังวลว่ามาตรการดังกล่าวจะส่งผลให้ราคาปาล์มน้ำมันปรับตัวลดลง” ทั้งนี้ คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการได้ออกประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2569 เรื่อง การควบคุมการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบไปนอกราชอาณาจักร โดยกำหนดให้ “น้ำมันปาล์มดิบ” หมายถึง น้ำมันปาล์มดิบ (Crude Palm Oil : CPO) ตามพิกัดศุลกากรประเภทย่อย 1511.10.00 และห้ามมิให้บุคคลใดส่งออกน้ำมันปาล์มดิบไปนอกราชอาณาจักรตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 เป็นต้นไป เว้นแต่จะได้รับหนังสืออนุญาตจากเลขาธิการคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ โดยผู้ได้รับอนุญาตต้องส่งออกให้ตรงตามชนิด ประเภท ปริมาณ ระยะเวลา และสถานที่ตามที่ระบุไว้ในหนังสืออนุญาต พร้อมต้องนำหนังสืออนุญาตกำกับการส่งออกทุกครั้ง และหนังสืออนุญาตให้ใช้ได้เฉพาะการส่งออกครั้งเดียวเท่านั้น สำหรับผลผลิตปาล์มน้ำมันปี 2569 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรคาดว่าจะมีผลผลิต 21.87 ล้านตัน สามารถสกัดเป็นน้ำมันปาล์มดิบได้ประมาณ 3.94 ล้านตัน โดยล่าสุด ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีสต็อกน้ำมันปาล์มดิบคงเหลือประมาณ 0.371 ล้านตัน ซึ่งยังอยู่ในระดับเหมาะสม ขณะที่น้ำมันปาล์มบรรจุขวดมีปริมาณเพียงพอต่อการใช้ในประเทศ “เป้าหมายสูงสุดคือการดูแลค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน ควบคู่กับการรักษาความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ และดูแลรายได้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันอย่างสมดุล กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดทุกวัน เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้ามีเพียงพอ ประชาชนซื้อได้ในราคาที่เป็นธรรม และไม่เกิดการกักตุนสินค้า” นายวิทยากรกล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 105/2569 “ค้าภายใน” ดำเนินคดี ”โรงบรรจุ-ร้านค้า จำหน่ายก๊าซหุงต้มไม่เต็มถัง“ พบหลายพื้นที่ ชี้เป็นการฉวยโอกาสซ้ำเติมประชาชน เร่งสร้างความเป็นธรรมควบคู่ลดค่าครองชีพ (5 เมษายน 2569)
กรมการค้าภายใน (DIT) เดินหน้าตรวจสอบการบรรจุและจำหน่ายก๊าซหุงต้มอย่างเข้มงวด หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนในหลายพื้นที่เกี่ยวกับปัญหาก๊าซหุงต้มบรรจุไม่เต็มถัง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพ โดยเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบตั้งแต่โรงบรรจุ ร้านจำหน่ายรายใหญ่ ไปจนถึงร้านค้าปลีก เพื่อป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภคและสร้างความเป็นธรรมทางการค้าควบคู่กับการจัดกิจกรรมลดค่าครองชีพของกรม นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ปัจจุบันประชาชนต้องเผชิญภาระค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมัน การซื้อสินค้าแล้วได้รับปริมาณไม่ครบตามที่จ่ายเงิน ถือเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชนอย่างไม่เป็นธรรม กรมฯ จึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการกำกับดูแล “ปริมาณสินค้า” ควบคู่กับการดูแลด้านราคา เพราะแม้จำหน่ายในราคาปกติ แต่หากได้สินค้าไม่ครบถ้วน ก็ถือเป็นพฤติกรรมฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้บริโภคเช่นเดียวกัน จากการสุ่มตรวจร้านจำหน่ายก๊าซ LPG ในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี เจ้าหน้าที่พบความผิดปกติจากการสุ่มชั่งน้ำหนักถังก๊าซบางส่วน มีปริมาณสุทธิไม่ตรงตามที่แสดงบนถังและคลาดเคลื่อนเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงดำเนินการเปรียบเทียบปรับ พร้อมสั่งให้แจ้งโรงบรรจุแก้ไขการบรรจุให้ถูกต้องครบถ้วนก่อนจำหน่าย เพื่อป้องกันผลกระทบต่อผู้บริโภค นอกจากนี้ สายตรวจพิเศษของกรมการค้าภายในยังตรวจพบกรณีโรงบรรจุก๊าซในจังหวัดนนทบุรีและพระนครศรีอยุธยา บรรจุก๊าซไม่เต็มถัง รวม 57 ถัง มีปริมาณสุทธิไม่ตรงตามที่แสดงบนถัง จึงดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติมาตราชั่งตวงวัด พ.ศ. 2542 ณ สภ.บางบัวทอง และสภ.วังน้อย ขณะที่การตรวจสอบในจังหวัดยโสธร ขอนแก่น และชลบุรี พบผู้จำหน่ายรายใหญ่จำหน่ายก๊าซหุงต้มไม่เต็มถัง เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 85 แห่งพระราชบัญญัติมาตราชั่งตวงวัด พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2557 เจ้าหน้าที่จึงเปรียบเทียบปรับ 20,000 บาท พร้อมอายัดก๊าซหุงต้มดังกล่าว และสั่งให้ปรับปรุงแก้ไขก่อนจำหน่ายต่อไป ในระดับร้านค้าปลีก พบการกระทำผิดในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี ฉะเชิงเทรา และสตูล โดยจำหน่ายก๊าซหุงต้มที่มีปริมาณไม่ตรงตามที่แสดงบนถัง เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการเปรียบเทียบปรับรายละ 10,000 บาท เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานการค้าและป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภค รองอธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวเพิ่มเติมว่า การตรวจสอบครั้งนี้เป็นทั้งการดำเนินงานตามแผนตรวจสอบปกติ ควบคู่กับการตอบสนองต่อข้อร้องเรียนของประชาชนและการเฝ้าระวังเชิงรุก เพื่อให้การจำหน่ายก๊าซหุงต้มมีความถูกต้อง โปร่งใส และประชาชนได้รับปริมาณครบถ้วนตามที่จ่ายเงิน โดย กรมฯ จะยังคงสุ่มตรวจอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ พร้อมกำชับโรงบรรจุและร้านจำหน่ายให้ตรวจสอบน้ำหนักก๊าซก่อนส่งต่อหรือจำหน่ายทุกครั้ง นางสาวญาณี กล่าวต่อว่า “ควบคู่กับการสร้างความเป็นธรรม กรมการค้าภายในยังเดินหน้ามาตรการลดค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการ “ธงฟ้าลดค่าครองชีพ” ที่ขยายจุดจำหน่ายจากเดิมราว 60 จุด เพิ่มเป็นกว่า 500 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัด ควบคู่กับการเชื่อมโยงวัตถุดิบสู่ร้านอาหารโดยตรง เพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ ช่วยให้สามารถจำหน่ายอาหารในราคาที่เหมาะสมและบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในช่วงวิกฤตนี้ นางสาวญาณี กล่าวทิ้งท้ายว่า ”หากประชาชนพบเห็นการจำหน่ายสินค้าไม่เป็นธรรมหรือสงสัยว่าก๊าซหุงต้มมีปริมาณไม่ครบถ้วน เช่น ใช้แล้วหมดเร็วกว่าปกติ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือผ่านแอปพลิเคชัน Mr.DIT เมนู “รับเรื่องร้องเรียน” โดยสามารถแนบภาพถ่ายหรือคลิปวิดีโอประกอบ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายอย่างรวดเร็วต่อไป“
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 104/2569 พาณิชย์กำกับ “โครงสร้างราคา–วัตถุดิบต้นน้ำ” ใช้กฎหมายคุมต้นทุน รับมือความผันผวนโลก ลดผลกระทบประชาชน (4 เมษายน 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในหลายภูมิภาคของโลกที่ส่งผลให้ราคาพลังงานและวัตถุดิบในตลาดโลกมีความผันผวนและปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง เริ่มส่งผลต่อต้นทุนการผลิตสินค้าและค่าครองชีพของประชาชน กรมการค้าภายในจึงเร่งดำเนินมาตรการกำกับดูแลเชิงโครงสร้าง โดยมุ่งควบคุมวัตถุดิบต้นน้ำและโครงสร้างราคา เพื่อป้องกันไม่ให้ผลกระทบลุกลามไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในวงกว้าง นายวิทยากร กล่าวว่า คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ได้ใช้มาตรการทางกฎหมายควบคู่กับการติดตามสถานการณ์ โดยกำหนดสินค้า 3 รายการ ได้แก่ เม็ดพลาสติก ซอสปรุงรส และน้ำดื่มบรรจุขวด เป็นสินค้าควบคุม เนื่องจากเป็นวัตถุดิบสำคัญที่มีผลต่อโครงสร้างต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคในวงกว้าง เพื่อป้องกันการปรับราคาที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริงและรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าในตลาด โดยขณะเดียวกัน กรมการค้าภายในได้เชิญผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับวัตถุดิบหลักเข้าหารืออย่างต่อเนื่อง เพื่อติดตามข้อมูลด้านสต็อก ปริมาณสินค้า ต้นทุน และทิศทางตลาดอย่างใกล้ชิด ทำให้ภาครัฐสามารถมองเห็นภาพรวมของห่วงโซ่อุปทาน และนำข้อมูลมาบริหารจัดการเชิงนโยบายได้อย่างแม่นยำ ลดความเสี่ยงการขาดแคลนสินค้าและการปรับราคาที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง นายวิทยากร กล่าวต่อว่า “สำหรับเม็ดพลาสติก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและบรรจุภัณฑ์ ได้กำหนดมาตรการกำกับดูแลครอบคลุมเม็ดพลาสติกประเภท PE, PP และ PET ซึ่งใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์ เช่น ขวดพลาสติก ถุงพลาสติก ฝาบรรจุภัณฑ์ และแกลลอน โดยกำหนดให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จำหน่าย และผู้ซื้อเพื่อนำไปผลิต ต้องรายงานข้อมูลราคาซื้อ ราคาจำหน่าย ปริมาณการผลิต การนำเข้า การใช้ และปริมาณคงเหลือต่อกรมการค้าภายใน ทุกสัปดาห์ตามประกาศ เพื่อให้ภาครัฐสามารถติดตามโครงสร้างต้นทุนได้อย่างต่อเนื่อง และสามารถดำเนินมาตรการได้ทันก่อนส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าปลายทาง ในส่วนของซอสปรุงรสและน้ำดื่มบรรจุขวด กรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งด้านปริมาณสินค้าและการเปลี่ยนแปลงราคา หากพบสัญญาณการขาดแคลนสินค้า หรือเกิดความผันผวนของราคาที่มีนัยสำคัญ สามารถใช้มาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องเข้าดำเนินการได้ทันที เพื่อรักษาเสถียรภาพตลาดและคุ้มครองผู้บริโภค” นายวิทยากร กล่าวเพิ่มว่า “ นอกจากนี้ คณะกรรมการ กกร. ยังได้ติดตามสินค้าเกษตรสำคัญ ได้แก่ มะพร้าวผลอ่อนและผลิตภัณฑ์ ปลากะพง และกากถั่วเหลือง ซึ่งเป็นสินค้าที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันผลกระทบด้านราคาและรายได้ของเกษตรกร โดยกรณีมะพร้าวผลอ่อนพบการใช้สิ่งเจือปนแทนน้ำมะพร้าวแท้ ส่งผลให้ความต้องการใช้วัตถุดิบจริงในอุตสาหกรรมส่งออก โดยเฉพาะตลาดจีนลดลง ทำให้ราคามะพร้าวภายในประเทศปรับตัวลดลง ขณะที่ปลากะพงมีการติดตามการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้เลี้ยงปลาไทย และกากถั่วเหลืองได้มีการกำกับดูแลปริมาณเพื่อให้เพียงพอต่อการใช้ในประเทศ“ “สินค้าทั้ง 3 รายการดังกล่าวจะเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณากำหนดเป็นสินค้าควบคุมต่อไป โดยกรมการค้าภายในจะเดินหน้ากำกับดูแลโครงสร้างราคาสินค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ราคาสินค้าเป็นธรรม ระบบตลาดมีเสถียรภาพ และลดภาระค่าครองชีพของประชาชนท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก” นายวิทยากร กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 103/2569 พาณิชย์ยืนยัน “หมู ไก่ ไข่ไก่” ไม่ขาดตลาดแน่นอน แม้อากาศร้อนทำของน้อยลง แต่ราคาเริ่มนิ่งแล้ว (3 เมษายน 2569)
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯ ได้หารือร่วมกับองค์กรเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู ไก่เนื้อ ไก่ไข่ ได้แก่ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ สมาคมผู้ผลิตไก่เนื้อเพื่อการส่งออก สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ สมาคมการค้าผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยภาคกลาง สมาคมผู้ผลิตผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ และเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว ชลบุรี ลุ่มแม่น้ำน้อย และเชียงใหม่ – ลำพูน รวมทั้ง ผู้ประกอบการรายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น ซีพีเอฟ เบทาโกร ไทยฟู้ดส์ สหฟาร์ม คาร์กิลล์มีทส์ อัครากรุ๊ป วี.ซี.เอฟ.กรุ๊ป และเอส พี เอ็ม เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตและการค้าสินค้าเนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ และหาแนวทางในการบริหารจัดการด้านราคาให้สอดคล้องกันไม่ให้เป็นภาระแก่ผู้ผลิตและไม่กระทบต่อผู้บริโภคมากนัก พบว่า การปรับราคาขึ้นในปัจจุบันมีสาเหตุหลักเกิดจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ซึ่งส่งผลกระทบต่ออัตราการเจริญเติบโตของสัตว์ เนื่องจากสัตว์กินอาหารได้น้อยลง ทำให้หมูและไก่โตช้า ส่วนไก่ไข่ออกไข่ได้ลดลง และไข่ไก่มีขนาดเล็กลงเช่นกัน ส่งผลให้ผลผลิตที่ออกสู่ตลาดลดลง นอกจากนี้ เกษตรกรยังต้องแบกรับภาระต้นทุนการผลิตด้านการใช้น้ำ - ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น จากการใช้อุปกรณ์ระบายความร้อนภายในฟาร์มเพื่อลดผลกระทบจากอุณหภูมิสูง ซึ่งนายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ยังได้กล่าวว่า ราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มที่ปรับเพิ่มขึ้น เป็นราคาที่เพิ่งฟื้นตัวหลังจากขาดทุนสะสมเป็นระยะเวลานานต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงครึ่งปีหลังของปีที่แล้ว จากการขยายการเลี้ยงที่ทำให้มีผลผลิตส่วนเกินสะสมอยู่ในระบบจำนวนมาก ทำให้ราคาหมูมีชีวิตและเนื้อหมูปรับตัวลดลงตามกลไกลตลาด ทั้งนี้ ราคาปัจจุบันยังถือว่าใกล้เคียงกับต้นทุนการผลิต แม้จะมีการประกาศราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มอยู่ที่ 72 บาท/กก. แต่การซื้อขายจริงยังไม่เกิน 68 บาท/กก. เท่านั้น ส่วนราคาขายปลีกเนื้อหมูที่มีการปรับขึ้นมาในช่วงก่อนหน้านั้น ปัจจุบันราคามีแนวโน้มที่จะทรงตัวอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสถานการณ์ตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ทำให้ภาวะการค้าและการบริโภคชะลอตัว เช่นเดียวกับในส่วนของไก่ ซึ่งนายสมบูรณ์ วัชรพงษ์พันธ์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อได้กล่าวในที่ประชุมหารือว่า จากสถานการณ์ตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้ภาวะการค้าและการบริโภคชะลอตัวในปัจจุบัน ประกอบกับยอดคำสั่งซื้อจากต่างประเทศลดลง ทำให้ราคาไก่มีแนวโน้มที่จะปรับราคาลดลง ภายหลังจากช่วงก่อนหน้าที่มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ทำให้ไก่อ่อนแอและเกิดความสูญเสียมากกว่าในช่วงปกติ เกษตรกรจึงเร่งเพิ่มผลผลิตเพื่อป้อนตลาด ซึ่งปัจจุบันปริมาณผลผลิตเริ่มเพิ่มขึ้นและคาดว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติในเร็ววันนี้ ในขณะที่ นายมาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ ได้กล่าวเสริมว่า แม้ราคาต้นทุนจะเป็นตัวกำหนดราคาจำหน่ายสินค้า แต่ก็ขึ้นอยู่กับภาวะการค้าและปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดด้วย โดยปกติพอหน้าร้อนปริมาณผลผลิตจะปรับลดลงพอเริ่มเข้าสู่หน้าฝนผลผลิตก็จะเริ่มปรับเพิ่มขึ้นตามลำดับ อย่างไรก็ตาม จากภาวะปัจจุบันที่ทุกคนถูกบีบรัดจากค่าน้ำมันที่สูงขึ้น พวกเราเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ ผู้เลี้ยงสุกร และผู้เลี้ยงไก่เนื้อ จะพยายามตรึงราคาสินค้าให้อยู่ในราคาที่เหมาะสม เพื่อช่วยแบ่งเบาและลดภาระให้แก่ผู้บริโภคในปัจจุบัน ทั้งนี้ แม้ต้นทุนด้านพลังงานอาจจะไม่ได้เป็นต้นทุนหลักของสินค้าในหมวดปศุสัตว์ แต่ยังส่งผลกระทบทางอ้อมอย่างมีนัยสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานการผลิตสุกร ไก่เนื้อ ไข่ไก่ ของไทย โดยเฉพาะความผันผวนของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าขนส่ง และต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่สำคัญได้ในช่วงถัดไป รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการค้าภายใน ได้มีมาตรการช่วยเหลือผู้บริโภค โดยกรมฯ ได้มีการจำหน่ายปศุสัตว์และสินค้าอุปโภคบริโภคในราคาประหยัดผ่านงานธงฟ้าราคาประหยัด ทั้งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงภูมิภาค เพื่อเป็นช่องทางในการบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับผู้บริโภคได้ และกรมฯ จะได้มีการติดตามสถานการณ์สินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด โดยจะมีการหารือองค์กรเกษตรกร และผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินแนวทางในการบริหารจัดการด้านราคาให้เกิดความเหมาะสม เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่เกษตรกรและกระทบต่อประชาชนผู้บริโภคมากนัก ทั้งนี้ กรมการค้าภายใน ได้มีการกำกับดูแลและติดตามสถานการณ์ราคาเนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด เพื่อไม่ให้มีการเอาเปรียบผู้บริโภค หากพบผู้ค้ารายใดมีพฤติกรรมจำหน่ายไข่ไก่และเนื้อหมูในราคาสูงเกินสมควร สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หากพบการกระทำผิด จะมีความผิดตามมาตรา 29 พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 มีโทษปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ