ข่าวเลขที่ 180/2569 กรมการค้าภายในติดตามสถานการณ์กุ้งสุราษฎร์ธานี ชี้ราคาปรับตัวดีขึ้น เดินหน้าเชื่อมโยงตลาด ยกระดับอุตสาหกรรมกุ้งไทย (8 กรกฎาคม 2569)
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อติดตามสถานการณ์ปริมาณผลผลิตและราคากุ้ง ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานี ว่า กรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์กุ้งไทยอย่างใกล้ชิด ภายหลังเกิดประเด็นการห้ามนำเข้ากุ้งไทยไปมาเลเชีย โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัด องค์กรเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ผู้รวบรวมและกระจายสินค้า และเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง เพื่อร่วมกันติดตามสถานการณ์และกำหนดมาตรการดูแลตลาดอย่างต่อเนื่อง จากการลงพื้นที่และหารือกับทุกภาคส่วน พบว่าสถานการณ์ด้านปริมาณผลผลิตและราคากุ้งเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะสมดุล โดยปัญหาด้านราคาที่เคยส่งผลกระทบต่อเกษตรกรกำลังคลี่คลาย ราคากุ้งปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นผลสะท้อนจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการบริหารจัดการตลาดและเร่งเชื่อมโยงการจำหน่ายผลผลิต นายจิรวุฒิ กล่าวว่า กรมการค้าภายในได้มอบหมายให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศเร่งดำเนินการเชื่อมโยงตลาดและรณรงค์การบริโภคกุ้งภายในประเทศ โดยนำกุ้งจากแหล่งผลิตสำคัญ อาทิ จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดตรัง และจังหวัดฉะเชิงเทรา กระจายสู่จังหวัดปลายทางในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหรือ และภูมิภาคอื่น ๆ เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่าย ขยายฐานผู้บริโภค และช่วยดูดซับผลผลิตออกจากแหล่งผลิตอย่างต่อเนื่อง ผลจากการดำเนินงานผ่านกลไกการเชื่อมโยงตลาดของกรมการค้าภายในและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งสามารถเชื่อมโยงการกระจายกุ้งจากแหล่งผลิตสู่ตลาดปลายทางอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ลดปัญหาผลผลิตกระจุกตัวในพื้นที่แหล่งผลิต และเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ราคากุ้งปรับตัวดีขึ้น สร้างรายได้และความมั่นใจให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังเดินหน้าดำเนินมาตรการขับเคลื่อนตลาดกุ้งอย่างต่อเนื่อง ผ่านการจัดกิจกรรมรณรงค์บริโภคกุ้งในจังหวัดต่าง ๆ การเชื่อมโยงผลผลิตจากแหล่งผลิตสู่จังหวัดปลายทางทั่วประเทศ และกิจกรรมคาราวานตลาดสินค้ากุ้ง เพื่อขยายช่องทางการจำหน่ายและเพิ่มการบริโภคภายในประเทศ ควบคู่กับการดำเนิน โครงการเชื่อมโยงและระบายผลผลิตกุ้งภายในประเทศเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ปี 2569 เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพตลาดและสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง พร้อมกันนี้ กรมการค้าภายในยังได้หารือร่วมกับสมาคมกุ้งไทย ชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฎร์ธานี สหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มน้ำท่าทอง และจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมกุ้งไทยในระยะยาว โดยเห็นพ้องที่จะผลักดันการสร้างแบรนด์ “กุ้งไทย” ให้เป็นสินค้าคุณภาพระดับพรีเมียม สร้างการรับรู้แก่ผู้บริโภคทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เพิ่มความเชื่อมั่นในคุณภาพและมาตรฐานการผลิตของกุ้งไทย ควบคู่กับการส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศและการขยายโอกาสทางการตลาด เพื่อยกระดับมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและสร้างรายได้ที่มั่นคงแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง “กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์กุ้งอย่างต่อเนื่อง พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งด้านการเชื่อมโยงตลาด การรณรงค์บริโภค และการสร้างภาพลักษณ์กุ้งไทย เพื่อให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรม และสร้างเสถียรภาพด้านราคาอย่างยั่งยืน” นายจิรวุฒิ กล่าว ด้านนายประเสริฐ มะลิหอม เจ้าของแพมะลิหอม ผู้รวบรวมและจำหน่ายกุ้งในภาคใต้ กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์กุ้งเป็นที่น่าพอใจ ผลผลิตในตลาดลดลงตามรอบการเลี้ยง ขณะที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ถือเป็นระดับราคาที่เหมาะสมและสร้างความพึงพอใจให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ส่งผลให้บรรยากาศการค้ากลับมาคึกคักมากขึ้น ขณะที่นายอนุรักษ์ ช้างทรัพย์ เจ้าของศรีวิชัยฟาร์ม ผู้แทนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ขอขอบคุณกรมการค้าภายในและกระทรวงพาณิชย์ที่เข้ามาช่วยเชื่อมโยงตลาดและผลักดันการจำหน่ายกุ้ง ทำให้ราคาปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน พร้อมเสนอให้กระทรวงพาณิชย์สนับสนุนการประชาสัมพันธ์และสร้างภาพลักษณ์ “กุ้งไทยพรีเมียม” อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มการรับรู้ของผู้บริโภค สร้างมูลค่ีาเพิ่มให้สินค้า และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของกุ้งไทยในระยะยาวต่อไป
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 179/2569 กรมการค้าภายใน หารือผู้ผลิต-ค้าส่งค้าปลีก ติดตามสถานการณ์ไข่ไก่ ย้ำผลผลิตเพียงพอ คาดราคาทรงตัว ผู้ประกอบการร่วมจัดโปรโมชั่นช่วยลดค่าครองชีพ (8 กรกฎาคม 2569)
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังการประชุมติดตามสถานการณ์ราคาไข่ไก่ เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ร่วมกับผู้ผลิตไข่ไก่รายใหญ่ ได้แก่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) (CPF) บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) และอัครากรุ๊ป รวมถึงผู้ประกอบการค้าส่งค้าปลีก ได้แก่ ซีพี แอ็กซ์ตร้า บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ และโก โฮลเซลล์ ว่า กรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์ราคาไข่ไก่อย่างใกล้ชิดมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 หลังผู้ผลิตได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 15 สตางค์ต่อฟอง จากต้นทุนอาหารสัตว์ ค่าพลังงาน สถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศ และสภาพอากาศแปรปรวน โดยในช่วงแรก กรมการค้าภายในได้หารือกับผู้ผลิตอย่างต่อเนื่อง และขอความร่วมมือให้ชะลอการส่งผ่านต้นทุนมายังผู้บริโภค ไม่เกิน 10 สตางค์ต่อฟอง เพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ขณะที่ผู้ผลิตได้ร่วมรับภาระต้นทุนส่วนหนึ่งไว้เอง อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นต้นทุนการผลิตยังปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน สภาพอากาศร้อนจัดและแปรปรวน ส่งผลให้ประสิทธิภาพการให้ผลผลิตของแม่ไก่ลดลง ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยกว่าปกติ และต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้นจากหลายปัจจัย ส่งผลให้มีการปรับราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มจากฟองละ 3.60 บาท เป็น 3.80 บาท หรือเพิ่มขึ้น 20 สตางค์ ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 นายวิทยากร กล่าวว่า ปัจจุบันปริมาณไข่ไก่ยังมีเพียงพอต่อความต้องการบริโภคภายในประเทศ และไม่พบปัญหาการขาดแคลนสินค้า ขณะที่ผู้ผลิตประเมินว่าสถานการณ์ราคาในระยะต่อไปจะมีแนวโน้ม ทรงตัว และยังไม่มีปัจจัยที่ต้องปรับราคาเพิ่ม เนื่องจากสภาพอากาศเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น ประกอบกับผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทยอยออกสู่ตลาด ซึ่งจะช่วยให้ต้นทุนอาหารสัตว์มีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้สถานการณ์การผลิตและราคาไข่ไก่ทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ข้อสรุปร่วมกันว่า ภายหลังการปรับราคาแนะนำไข่ไก่หน้าฟาร์ม ผู้ประกอบการจะร่วมมือกับกรมการค้าภายในดูแลผลกระทบต่อผู้บริโภค โดยจะบริหารจัดการราคาจำหน่ายให้สอดคล้องกับต้นทุน พร้อมจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและโปรโมชั่นไข่ไก่อย่างต่อเนื่องในแต่ละช่องทาง เพื่อให้ประชาชนสามารถเลือกซื้อไข่ไก่ในราคาที่คุ้มค่า ช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพในช่วงที่ต้นทุนการผลิตยังอยู่ในระดับสูง นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์ปริมาณและราคาไข่ไก่อย่างใกล้ชิดทั้งระดับหน้าฟาร์ม ค้าส่ง และค้าปลีก พร้อมประสานผู้ผลิตและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีปริมาณสินค้าเพียงพอ ราคาจำหน่ายมีความเหมาะสมและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย รวมทั้งช่วยดูแลค่าครองชีพของประชาชนอย่างเต็มที่
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 178/2569 พาณิชย์ลงพื้นที่เยี่ยมชมวิสาหกิจชุมชนต้นแบบผู้ผลิตมะพร้าวน้ำหอมคุณภาพ ติดตามระบบการจัดการผลผลิตพรีเมียม เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ล้งชุมชนต้นแบบ (5 กรกฎาคม 2569)
วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะลงพื้นที่เยี่ยมชมกระบวนการรับซื้อ คัดแยก และบรรจุมะพร้าวน้ำหอมผลสดเพื่อจำหน่ายสู่ห้างโมเดิร์นเทรดและการส่งออก ณ วิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตผักและผลไม้ปลอดสารพิษเพื่อการส่งออกจังหวัดราชบุรี (PK Coco Farm) อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี โดยมีนางสาวกชกร ทองทา ผู้จัดการวิสาหกิจชุมชน ให้การต้อนรับ วิสาหกิจชุมชนแห่งนี้ถือเป็นศูนย์กลางสำคัญในการรวบรวม รับซื้อ คัดแยก บรรจุ และกระจายผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมคุณภาพจากเกษตรกรสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ก่อตั้งจากการรวมกลุ่มเกษตรกรและจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนเมื่อปี 2550 ปัจจุบันมีสมาชิก 127 ราย พร้อมระบบบริหารจัดการที่เข้มแข็ง มีการปันผลตอบแทนให้สมาชิกอย่างต่อเนื่อง และได้รับการยอมรับให้เป็นแหล่งศึกษาดูงานด้านการผลิตผลไม้ปลอดภัยและการบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชน นอกจากนี้ วิสาหกิจชุมชนยังบริหารจัดการผลผลิตในรูปแบบ Contract Supply มีระบบคัดเกรดตามมาตรฐาน รองรับทั้งตลาดโมเดิร์นเทรดและตลาดส่งออก สามารถรวบรวมผลผลิตจากสมาชิกและเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเชื่อมโยงช่องทางการจำหน่ายที่หลากหลาย และมีเป้าหมายพัฒนาสู่ “ล้งชุมชน” ตามนโยบายรัฐบาล เพื่อยกระดับการบริหารจัดการสินค้าเกษตร สร้างมูลค่าเพิ่ม และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 177/2569 พาณิชย์ลงพื้นที่ราชบุรี ติดตามความก้าวหน้า “ล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอม” ต้นแบบ ยกระดับระบบมะพร้าวไทยทั้งห่วงโซ่ หนุนแปรรูป–Zero Waste สร้างรายได้มั่นคงให้เกษตรกร (4 กรกฎาคม 2569)
วันที่ 4 กรกฎาคม 2569นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงาน “ล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอม” ณ วิสาหกิจชุมชนตลาดกลางมะพร้าวน้ำหอมไทย (บริษัท Coconut Breeze) อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี พร้อมพบปะเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมและผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อผลักดันการยกระดับอุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมไทยตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การรวบรวมผลผลิต การตลาด การแปรรูป การเข้าถึงแหล่งทุน การสร้างมูลค่าเพิ่มจากทุกส่วนของมะพร้าว ไปจนถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และแนวคิด Zero Waste เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านราคาและเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืนให้แก่เกษตรกรไทย นางศุภจี กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหามะพร้าวน้ำหอมให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน หลังจากกระทรวงพาณิชย์ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร ผลักดันการจัดตั้ง “ล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอม” เป็นต้นแบบ เพื่อเป็นศูนย์กลางรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกร ควบคุมคุณภาพ ยกระดับมาตรฐาน การคัดแยก การแปรรูป และเชื่อมโยงตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยตั้งเป้าให้เป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญที่เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตในราคาที่เป็นธรรม พร้อมสร้างระบบบริหารจัดการที่ชุมชนสามารถดำเนินการได้ด้วยตนเองในระยะยาว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหามะพร้าวน้ำหอมอย่างเป็นระบบ ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว หลังจากในช่วงที่ผ่านมาเกษตรกรเผชิญปัญหาผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก ส่งผลให้ราคาถูกกดดันจากหลายปัจจัย โดยในระยะเร่งด่วน กระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในเข้าไปรับซื้อผลผลิตในราคานำตลาด พร้อมประสานภาคเอกชน ทั้งสถานีบริการน้ำมัน โมเดิร์นเทรด และร้านค้าต่าง ๆ เข้ารับซื้อผลผลิตรวมกว่า 10 ล้านลูก แต่เมื่อผลผลิตออกสู่ตลาดสูงถึงวันละประมาณ 2 ล้านลูก มาตรการดังกล่าวเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องวางโครงสร้างรองรับทั้งระบบเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมไทย นางศุภจี กล่าวว่า ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งคือระบบการรวบรวมผลผลิต ซึ่งยังมีทั้งผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างมีมาตรฐานและผู้ที่ไม่มีมาตรฐาน ส่งผลให้เกิดการกดราคารับซื้อจากเกษตรกร กระทรวงพาณิชย์จึงได้หารือร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่และสมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย ผลักดันการจัดตั้ง “ล้งชุมชน” เพื่อเป็นศูนย์กลางรวบรวมผลผลิตคุณภาพจากสมาชิก สร้างทางเลือกในการจำหน่ายผลผลิตในราคาที่เป็นธรรม พร้อมยกระดับมาตรฐานการคัดคุณภาพก่อนส่งออก โดยจังหวัดราชบุรีเป็นพื้นที่ต้นแบบ และมีแผนขยายผลไปยังจังหวัดแหล่งผลิตสำคัญ ได้แก่ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร นครปฐม และพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมอื่น ๆ ต่อไป นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังขอให้จัดทำความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในการจัดทำแผนแม่บทและรูปแบบการบริหารจัดการล้งชุมชน เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้อย่างยั่งยืนด้วยตนเองในอนาคต พร้อมนำองค์ความรู้และรูปแบบการดำเนินงานไปขยายผลสู่พื้นที่อื่น โดยเฉพาะในจังหวัดราชบุรี ซึ่งอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งล้งชุมชนเพิ่มเติมในอำเภอบางแพ ก่อนขยายสู่จังหวัดผู้ผลิตมะพร้าวน้ำหอมสำคัญทั่วประเทศ นางศุภจี กล่าวต่อว่า กระทรวงพาณิชย์ยังเร่งตรวจสอบกระบวนการแปรรูปมะพร้าวและการดำเนินธุรกิจของล้งรับซื้ออย่างเข้มงวด หลังพบความเสี่ยงของการปลอมปนวัตถุดิบบางประเภท ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อราคามะพร้าวน้ำหอมทั้งระบบ โดยขณะนี้ได้เข้าตรวจสอบโรงงานแปรรูปแล้ว 24 แห่ง และพบผู้ประกอบการบางรายที่เข้าข่ายกระทำผิด จึงได้ดำเนินการร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รวมทั้งประสานจังหวัดและเครือข่ายเกษตรกรร่วมแจ้งเบาะแสอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณีการปลอมปนน้ำมะพร้าว ซึ่งกระทบต่อมาตรฐานสินค้า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และราคาผลผลิตของเกษตรกร “ล้งชุมชนแห่งนี้เป็นต้นแบบที่สะท้อนความร่วมมือของเกษตรกรในพื้นที่ในการรวบรวมผลผลิตคุณภาพเข้าสู่ระบบที่ได้มาตรฐาน เป็นทางเลือกสำคัญให้สมาชิกสามารถจำหน่ายผลผลิตในราคาที่เป็นธรรม รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์พร้อมสนับสนุนเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่จำเป็น อาทิ เครื่องปอกเปลือกมะพร้าว ระบบสายพาน และอุปกรณ์คัดแยกผลผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และรองรับปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้นในอนาคต” นางศุภจี กล่าว นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้าเชื่อมโยงตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยในการลงพื้นที่ครั้งนี้ได้นำผู้ซื้อภายในประเทศเข้าร่วมเจรจาธุรกิจกับวิสาหกิจชุมชน พร้อมเร่งขยายตลาดส่งออกใหม่เพิ่มเติม เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และสร้างความมั่นคงด้านการตลาดให้แก่เกษตรกรในระยะยาว อีกหนึ่งแนวทางสำคัญคือการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทุกส่วนของมะพร้าวภายใต้แนวคิด Zero Waste โดยนำเปลือกมะพร้าว กะลามะพร้าว และวัสดุเหลือใช้มาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม อาทิ วัสดุบรรจุภัณฑ์ เชื้อเพลิง ไบโอชาร์ ผลิตภัณฑ์รักษ์โลก และพลังงานทดแทน ผ่านความร่วมมือกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) รวมทั้งสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านธนาคารออมสินและ SME D Bank เพื่อส่งเสริมการลงทุนด้านนวัตกรรมและการแปรรูป นางศุภจี กล่าวว่า หากสามารถพัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ตั้งแต่การผลิต การรวบรวมผลผลิตผ่านล้งชุมชน การแปรรูป การใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ ตลอดจนการกระจายตลาดส่งออกให้มีความหลากหลาย จะช่วยแก้ไขปัญหามะพร้าวน้ำหอมได้ทั้งระบบอย่างยั่งยืน และยกระดับมะพร้าวน้ำหอมไทยสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ด้านนายจรัญ เจริญทรัพย์ นายกสมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย กล่าวว่า ล้งชุมชนเริ่มดำเนินงานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 โดยระยะแรกมุ่งเน้นการรองรับตลาดภายในประเทศ ผ่านความร่วมมือกับไปรษณีย์ไทย โมเดิร์นเทรด และหน่วยงานในพื้นที่ ก่อนขยายสู่ตลาดส่งออก ซึ่งปัจจุบันมีผู้ซื้อหลายรายให้ความสนใจเข้ามาเชื่อมโยงธุรกิจแล้ว พร้อมวางแผนเพิ่มกำลังการผลิตและใช้ความร่วมมือกับโรงงานมาตรฐานในรูปแบบ OEM เพื่อเพิ่มศักยภาพการแปรรูปโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนก่อสร้างโรงงานขนาดใหญ่เอง นายจรัญ กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของล้งชุมชนคือการสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้เกษตรกร โดยตั้งเป้ารับซื้อผลผลิตในราคาที่สะท้อนต้นทุนการผลิตและสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม ไม่ให้เกิดปัญหาราคาตกต่ำเหลือเพียง 2–3 บาทต่อลูกดังเช่นที่ผ่านมา ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นางศุภจี ยังได้ติดตามต้นแบบการพัฒนามะพร้าวน้ำหอมมูลค่าสูงของ Aromatic Farm จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นตัวอย่างของการยกระดับสินค้าเกษตรไทยจาก “สินค้าปริมาณ” สู่ “สินค้ามูลค่าสูง” ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมตลอดห่วงโซ่การผลิต ทั้งระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) การตรวจสอบสายพันธุ์ด้วย DNA Marker การใช้พลังงานสะอาดจาก Solar Cell ตลอดจนการสร้างแบรนด์และพัฒนาตลาดระดับพรีเมียมทั้งในและต่างประเทศ ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ มีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวรวุฒิ โปษกานนท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน นายคมกริช เจริญพัฒนสมบัติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี นางสาวกุลวลี นพอมรบดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี นายบุญลือ ประเสริฐโสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี นายเสรี อรรคทิมากูล ประธานวิสาหกิจชุมชนตลาดกลางมะพร้าวน้ำหอมไทย นายจรัญ เจริญทรัพย์ นายกสมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย ตลอดจนผู้ประกอบการและเกษตรกรในพื้นที่เข้าร่วม สำหรับข้อมูลสถานการณ์มะพร้าวน้ำหอมของไทย ปี 2568 มีเกษตรกรผู้เพาะปลูกจำนวน 56,522 ครัวเรือน พื้นที่เพาะปลูก 305,706 ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จากปีก่อน มีผลผลิตรวม 877,681 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 49.80 จากปี 2567 เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยและมีฝนตกต่อเนื่อง ส่งผลให้ผลผลิตเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 4,643 กิโลกรัมต่อไร่ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 43 และในปี 2569 (มกราคม-พฤษภาคม) สินค้ามะพร้าวมีปริมาณการส่งออกทั้งหมด 533,353 ตัน คิดเป็นมูลค่า 568.07 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 9.18 โดยแหล่งผลิตสำคัญ ได้แก่ จังหวัดราชบุรี สมุทรสาคร นครปฐม สมุทรสงคราม และสงขลา ทั้งนี้ ผลผลิตประมาณร้อยละ 30 จำหน่ายภายในประเทศ และอีกร้อยละ 70 ส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ โดยมีตลาดสำคัญ ได้แก่ จีน สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ ฮ่องกง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และออสเตรเลีย ตามลำดับ
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 176/2569 พาณิชย์ติดตาม “รถพุ่มพวง” ภาคอีสาน เสียงตอบรับดี ประชาชนชี้ช่วยลดค่าครองชีพได้จริง ผู้ประกอบการยอดขายเพิ่ม (2 กรกฎาคม 2569)
นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยขณะลงพื้นที่ติดตามการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ : พาณิชย์รถพุ่มพวง ลดราคาช่วยประชาชน” ในจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดชัยภูมิ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ว่า จากสถานการณ์ที่ค่าครองชีพของประชาชนปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา อันเป็นผลจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้เร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือและบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ : พาณิชย์รถพุ่มพวง ลดราคาช่วยประชาชน” เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่สนองนโยบายรัฐบาลในการนำสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัดเข้าถึงประชาชนในระดับชุมชนโดยตรง ผ่านเครือข่ายรถพุ่มพวง ร้านค้าชุมชน และจุดกระจายสินค้าของไปรษณีย์ไทย ทั้งนี้ ตนได้ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินโครงการในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัดขอนแก่นและจังหวัดชัยภูมิ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เพื่อรับฟังผลการดำเนินงานและความคิดเห็นของทั้งผู้ประกอบการและประชาชน พบว่า โครงการได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาประหยัดใกล้บ้าน ช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้จริง ขณะที่ผู้ประกอบการรถพุ่มพวงมียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้นและมีภาระต้นทุนลดลงจากมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ สำหรับจังหวัดขอนแก่น มีรถพุ่มพวงเข้าร่วมโครงการจำนวน 142 คัน ครอบคลุมพื้นที่ 26 อำเภอ และจังหวัดชัยภูมิ จำนวน 115 คัน ครอบคลุมพื้นที่ 16 อำเภอ โดยนำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นจำนวน 14 รายการมาจำหน่ายในราคาประหยัด อาทิ ข้าวสาร น้ำมันพืช ปลากระป๋อง น้ำปลา และน้ำยาล้างจาน ทั้งนี้ สินค้าขายดี 5 อันดับ ได้แก่ น้ำมันพืช ปลากระป๋อง น้ำยาล้างจาน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และผงชูรส สะท้อนให้เห็นว่าสินค้าที่นำมาจำหน่ายตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี นายฉันทพัทธ์ กล่าวว่า ปัจจุบันกรมการค้าภายในใช้เครือข่ายรถพุ่มพวงทั่วประเทศกว่า 3,800 คัน ครอบคลุม 76 จังหวัด 878 อำเภอ เพื่อเป็นช่องทางกระจายสินค้าจำเป็นสู่ชุมชน โดยโครงการได้ดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 และขยายระยะเวลาดำเนินการไปจนถึงวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 พร้อมทั้งมีมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการรถพุ่มพวง ทั้งการสนับสนุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงผ่านบัตร Fleet Card หรือ Top-up Card รวมถึงชุดสินค้าเริ่มต้น เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มสภาพคล่อง และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดแก่ประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง ด้านนายพูลลาภ นุชดอนไผ่ นายประทีป เจียงพุทซา และนายกง เทียมทะนงค์ ผู้ประกอบการรถพุ่มพวงที่เข้าร่วมโครงการ เปิดเผยตรงกันว่า หลังเข้าร่วมโครงการมีประชาชนมาเลือกซื้อสินค้ามากขึ้น เนื่องจากสินค้ามีราคาถูกกว่าท้องตลาดและสามารถเข้าถึงชุมชนได้โดยตรง ส่งผลให้ยอดจำหน่ายและรายได้เพิ่มขึ้น ขณะที่การสนับสนุนด้านค่าน้ำมันจากภาครัฐช่วยลดภาระต้นทุนและทำให้สามารถดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประชาชนผู้ใช้บริการสะท้อนว่า โครงการช่วยให้สามารถซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นได้ในราคาประหยัด มีป้ายราคาแสดงชัดเจน ไม่ต้องเดินทางไกล ช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้จริง โดยประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้มีการเพิ่มรายการสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพมากขึ้น เช่น น้ำตาลทราย นมข้นหวาน และซอสปรุงรส รวมทั้งเสนอให้ขยายระยะเวลาดำเนินโครงการ เพื่อให้สามารถเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้อย่างต่อเนื่อง “กรมการค้าภายในขอให้ประชาชนสังเกตรถพุ่มพวงที่เข้าร่วมโครงการจากสัญลักษณ์ ‘ไทยช่วยไทย’ ป้ายโปสเตอร์ และป้ายแสดงราคาจำหน่าย โดยรถที่เข้าร่วมโครงการต้องจำหน่ายสินค้าตามราคาที่กำหนด เพื่อสร้างความมั่นใจว่าประชาชนจะได้รับสินค้าจำเป็นในราคาประหยัดและเป็นธรรม ทั้งนี้ กรมฯ จะนำข้อเสนอแนะของประชาชนและผู้ประกอบการไปพิจารณาปรับปรุงและพัฒนามาตรการ เพื่อให้สามารถตอบโจทย์การลดค่าครองชีพของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงกับความต้องการมากที่สุด” นายฉันทพัทธ์ กล่าว
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 175/2569 “พาณิชย์” ติดตามแปลงมันกาญจนบุรี หนุนท่อนพันธุ์ดี 5 ล้านลำ รับมือใบด่าง เพิ่มผลผลิต-เติมวัตถุดิบอุตสาหกรรม (30 มิถุนายน 2569)
กรมการค้าภายในลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ติดตามผลโครงการสนับสนุนท่อนพันธุ์มันสำปะหลังคุณภาพดีให้เพียงพอกับความต้องการของตลาด หลังร่วมบูรณาการกับหน่วยงานกระทรวงเกษตรฯ และภาคเอกชน กระจายท่อนพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างแล้วกว่า 2.524 ล้านลำ จากเป้าหมายรวม 5 ล้านลำ มุ่งช่วยเกษตรกรเข้าถึงพันธุ์สะอาด คุณภาพดี เพิ่มผลผลิตต่อไร่ และสร้างเสถียรภาพให้อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทย นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินโครงการสนับสนุนท่อนพันธุ์มันสำปะหลังคุณภาพดีให้เพียงพอกับความต้องการของตลาด เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 ณ แปลงปลูกในพื้นที่ตำบลสิงห์ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ว่า กรมการค้าภายในได้ร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร รวมทั้งมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย และมูลนิธิกองทุนมันสำปะหลัง ในการจัดหาและกระจายท่อนพันธุ์มันสำปะหลังคุณภาพดี โดยเฉพาะพันธุ์ต้านทานและพันธุ์ทนทานต่อโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง ให้เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกรและภาคอุตสาหกรรม นางสาวญาณี กล่าวว่า โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายสนับสนุนท่อนพันธุ์คุณภาพดีรวม 5 ล้านลำ แยกเป็นพันธุ์ต้านทาน 4 ล้านลำ และพันธุ์ทนทาน 1 ล้านลำ โดยขณะนี้มีการกระจายท่อนพันธุ์ต้านทานแล้วรวม 2.524 ล้านลำ แบ่งเป็นการดำเนินงานผ่านมูลนิธิกองทุนมันสำปะหลัง 2.30 ล้านลำ และกรมวิชาการเกษตร 0.224 ล้านลำ ซึ่งจะดำเนินการกระจายต่อเนื่องไปจนถึงปลายปีเพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังสำคัญสามารถเข้าถึงท่อนพันธุ์ที่มีคุณภาพได้มากขึ้น“กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลังยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อผลผลิต หากเกษตรกรใช้ท่อนพันธุ์ที่ไม่สะอาดหรือไม่ทนทานต่อโรค จะทำให้ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ลดลง บางพื้นที่อาจกระทบถึงเปอร์เซ็นต์แป้ง และเกิดความเสียหายในแปลงปลูก ซึ่งท้ายที่สุดจะกระทบต่อรายได้เกษตรกร อุตสาหกรรมมันสำปะหลัง และมูลค่าการส่งออกของประเทศ” นางสาวญาณี กล่าว นอกจากนี้ จากการลงพื้นที่ติดตามแปลงปลูกในครั้งนี้ พบว่าแปลงที่ได้รับท่อนพันธุ์ต้านทาน เช่น พันธุ์อิทธิ 1 อิทธิ 3 มีการเจริญเติบโตดี และยังไม่พบการติดโรคใบด่าง เมื่อเทียบกับบางแปลงใกล้เคียงที่ใช้พันธุ์ทั่วไปซึ่งยังมีความเสี่ยงต่อโรค ขณะเดียวกันเกษตรกรได้ดูแลแปลงอย่างเหมาะสม ทั้งการวางระบบน้ำหยด การจัดการน้ำและปุ๋ย ส่งผลให้คาดว่าจะได้ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 7–8 ตันต่อไร่ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไป และช่วยให้ผลผลิตมีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาดและโรงงานแปรรูป ด้านนายบรมัตถ์พงษ์ พลเยี่ยม พาณิชย์จังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า จังหวัดกาญจนบุรีเป็นหนึ่งในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังสำคัญของประเทศ และเกษตรกรต้องเผชิญปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลังมาอย่างต่อเนื่อง การที่กรมการค้าภายในและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาสนับสนุนท่อนพันธุ์สะอาดและมีคุณภาพ ถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยฟื้นความมั่นใจให้กับเกษตรกร ลดความเสียหายจากโรค และเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรมีรายได้สูงขึ้น นายรังสี ไผ่สอาด นายกสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมาคมขอขอบคุณกรมการค้าภายในที่จัดสรรงบประมาณสนับสนุนท่อนพันธุ์ต้านทานและทนทานต่อโรคใบด่างให้แก่พื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยเฉพาะอำเภอไทรโยค ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พบการระบาดของโรคใบด่างในวงกว้าง การได้รับท่อนพันธุ์คุณภาพดีมาปลูกขยาย จะช่วยให้เกษตรกรมีแหล่งพันธุ์สะอาดสำหรับใช้ในฤดูเพาะปลูกต่อไป และช่วยลดความเสี่ยงจากการนำพันธุ์ที่ไม่ผ่านการรับรองมาใช้ “กรมการค้าภายในจะประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามผลการเพาะปลูก การกระจายท่อนพันธุ์ และคุณภาพของท่อนพันธุ์มันสำปะหลังอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การดำเนินโครงการสามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างตรงจุด สร้างเสถียรภาพให้กับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของไทย และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลก ทั้งนี้ ขอความร่วมมือพี่น้องเกษตรกรเลือกซื้อหรือใช้ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ หรือจากแหล่งที่อยู่ภายใต้การกำกับ ดูแล หรือดำเนินการโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมวิชาการเกษตร สถาบันการศึกษา หรือหน่วยงานวิจัยของรัฐ เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพของพันธุ์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการได้ผลผลิตที่ดี ทั้งในด้านผลผลิตต่อไร่และคุณภาพแป้ง อันจะส่งผลดีต่อรายได้ของเกษตรกรในระยะยาว” นางสาวญาณี กล่าวทิ้งท้าย
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 174/2569 คึกคัก! พาณิชย์โชว์ศักยภาพกุ้งไทยระดับโลก จัด “ไทยช่วยไทยพลัส : ต้องชม ต้องกินกุ้ง” ที่ภูเก็ต กระตุ้นบริโภคตลาดท่องเที่ยว (27 มิถุนายน 2569)
บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ร่วมกับจังหวัดภูเก็ต สมาคมกุ้งไทย ภาคการท่องเที่ยว และภาคเอกชน จัดกิจกรรม “ไทยช่วยไทยพลัส : ต้องชม ต้องกินกุ้ง” 24-28 มิ.ย. 69 ณ สวนสาธารณะสะพานหิน จังหวัดภูเก็ต เพื่อผลักดันการบริโภคกุ้งไทยในประเทศ ยกระดับภาพลักษณ์กุ้งไทยสู่การเป็นสินค้า World Class และช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่ได้รับผลกระทบจากภาวะการส่งออกที่ชะลอตัว นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการยกระดับภาพลักษณ์ “กุ้งไทย” สู่สินค้าพรีเมียม สร้างการรับรู้ให้ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวได้เข้าถึงกุ้งไทยคุณภาพมาตรฐานระดับโลก ควบคู่กับการดำเนินมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง โดยกรมการค้าภายในได้เพิ่มกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและกระตุ้นการบริโภคกุ้งไทย เพื่อช่วยดูดซับผลผลิตและพยุงราคากุ้งเกรด A และเกรด B ภายในประเทศ พร้อมขยายช่องทางการจำหน่ายและเชื่อมโยงตลาด เพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง นายวิทยากร กล่าวต่อว่า จังหวัดภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกและเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก จึงเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมในการนำกุ้งคุณภาพจากเกษตรกรไทยมาส่งตรงถึงผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว โดยกุ้งไทยกว่า 70% ผลิตจากพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งถือเป็นแหล่งผลิตสำคัญของประเทศและได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพมาตรฐานระดับสากล จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ส่งผลกระทบต่อการส่งออกกุ้งไทยในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์จึงเร่งขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศควบคู่กับการขยายตลาดส่งออก โดยมุ่งเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส สร้างการรับรู้ให้ผู้บริโภคเข้าถึงกุ้งไทยคุณภาพดีได้มากขึ้น พร้อมช่วยดูดซับผลผลิตและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้จัดกิจกรรม “ไทยช่วยไทยพลัส : ต้องชม ต้องกินกุ้ง” ระหว่างวันที่ 24–28 มิถุนายน 2569 ณ สวนสาธารณะสะพานหิน จังหวัดภูเก็ต เปิดพื้นที่ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งภาคใต้นำผลผลิตมาจำหน่ายโดยตรงถึงผู้บริโภค พร้อมขยายการรณรงค์บริโภคกุ้งไทยผ่านห้างค้าส่ง ค้าปลีก และห้างท้องถิ่นทั่วประเทศกว่า 4,630 สาขา รวมทั้งได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายโรงแรมกว่า 1,000 แห่ง ในการสนับสนุนการใช้กุ้งจากแหล่งผลิตภาคใต้และประชาสัมพันธ์กิจกรรมสู่ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังเดินหน้ามาตรการเชื่อมโยงตลาด ทั้งการเปิดจุดรับซื้อในแหล่งผลิต การเชื่อมโยงผู้ประกอบการรับซื้อ ผู้ส่งออก และโรงงานแปรรูปเข้ารับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร การจัดกิจกรรมรณรงค์บริโภคกุ้งผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส (ธงฟ้า) และการจัดคาราวานสินค้าประมงในพื้นที่ต่าง ๆ โดยคาดว่าจะสามารถช่วยกระตุ้นการบริโภคและดูดซับผลผลิตกุ้งได้ไม่น้อยกว่า 500 ตัน ผ่านความร่วมมือของทุกภาคส่วน ภายในงานพบกับกุ้งสดจากเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งภาคใต้ อาหารทะเลสดและอาหารทะเลแปรรูป สินค้าจากตลาดต้องชม สินค้าชุมชน และผลไม้ตามฤดูกาลกว่า 20 บูธ พร้อมกิจกรรมส่งเสริมการขายและกิจกรรมสร้างสีสันตลอดงาน อาทิ นาทีทองราคาพิเศษ กิจกรรมตักกุ้ง การแข่งขันรับประทานกุ้ง และการสาธิตเมนูอาหารจากกุ้ง นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในระยะยาว กระทรวงพาณิชย์จะร่วมกับสมาคมกุ้งไทยและทุกภาคส่วนเร่งสร้างแบรนด์และอัตลักษณ์กุ้งไทยให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก พร้อมผลักดันการเปิดตลาดใหม่ ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างผ่านการทำงานร่วมกับคณะกรรมการพัฒนากุ้งไทย (Shrimp Board) เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมกุ้งไทยให้กลับมาเป็นสินค้าระดับ World Class ที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคทั่วโลกอีกครั้ง
ดูเพิ่มเติม
ข่าวเลขที่ 173/2569 DIT เดินหน้า “ไทยช่วยไทย” ชวนอุดหนุนสินค้าชุมชนในงาน “Villages to Town : เริ่ดจากถิ่น ช้อปฟินในเมือง” ตั้งเป้าสร้างมูลค่าการค้ากว่า 20 ล้านบาท (26 มิถุนายน 2569)
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “ไทยช่วยไทย” จัดงาน “Villages to Town : เริ่ดจากถิ่น ช้อปฟินในเมือง” ระหว่างวันที่ 24–28 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า เพื่อนำของดีจากเครือข่าย ตลาดต้องชม และ หมู่บ้านทำมาค้าขาย ทั่วประเทศสู่ผู้บริโภคในเมือง สร้างตลาด เพิ่มโอกาสทางการค้า และยกระดับรายได้ให้ผู้ประกอบการชุมชนและเกษตรกรอย่างยั่งยืน นายจิรวุฒิ กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ไม่ใช่เพียงงานแสดงและจำหน่ายสินค้า แต่เป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยง “ชุมชนกับตลาด” และ “อัตลักษณ์ท้องถิ่นกับโอกาสทางเศรษฐกิจ” ผ่านการนำสินค้า อาหาร งานหัตถกรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สะท้อนเอกลักษณ์ของแต่ละชุมชนมาต่อยอดเป็นมูลค่าเพิ่ม เพราะกรมการค้าภายในเชื่อว่า “อัตลักษณ์ท้องถิ่น คือทุนสำคัญที่สามารถสร้างรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างยั่งยืน” ภายในงานรวบรวมสินค้าชุมชนกว่า 50 คูหา ทั้งสินค้าเกษตร อาหารพื้นถิ่น ผลิตภัณฑ์แปรรูป งานหัตถกรรม ของใช้ และผลไม้ไทยคุณภาพจากทั่วประเทศ เปิดโอกาสให้ประชาชนเลือกซื้อสินค้าจากผู้ผลิตโดยตรง พร้อมกิจกรรม Workshop ถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น การส่งเสริมการขาย และ Live Commerce ร่วมกับ Influencer และ KOL เพื่อขยายตลาดทั้งออฟไลน์และออนไลน์ให้ผู้ประกอบการชุมชน นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังร่วมรณรงค์บริโภคผลไม้ไทยตามฤดูกาล โดยเฉพาะ เงาะและมังคุด เพื่อช่วยดูดซับผลผลิต เพิ่มช่องทางการจำหน่าย และสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมการค้าภายในไม่ได้มุ่งเพียงการจัดพื้นที่จำหน่ายสินค้า แต่ดำเนินการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาคุณภาพสินค้า การสร้างแบรนด์และอัตลักษณ์ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การพัฒนาการตลาด ตลอดจนการเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับภาคค้าปลีก ภาคธุรกิจ ภาคการท่องเที่ยว และช่องทางการค้าออนไลน์ เพื่อให้เกิดการสั่งซื้ออย่างต่อเนื่องและสร้างรายได้ในระยะยาว โดยปัจจุบันกรมฯ ส่งเสริมเครือข่ายการค้าชุมชนมากกว่า 300 แห่งทั่วประเทศ แบ่งเป็น ตลาดต้องชม 251 แห่ง ใน 74 จังหวัด และหมู่บ้านทำมาค้าขาย 57 แห่ง ใน 40 จังหวัด นายจิรวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มูลค่าการค้าชุมชนในเครือข่ายของกรมการค้าภายในเติบโตต่อเนื่อง จาก 2,541.61 ล้านบาทในปี 2567 และเพิ่มเป็น 2,675.64 ล้านบาทในปี 2568 สะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาสินค้าควบคู่กับการสร้างตลาดและเชื่อมโยงช่องทางการจำหน่าย สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้กลับคืนสู่ชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม สำหรับการจัดงานครั้งนี้ กรมการค้าภายในตั้งเป้าสร้างมูลค่าทางการค้าไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งยอดจำหน่ายภายในงานและการค้าต่อเนื่องหลังจบงานจากการสั่งซื้อซ้ำ การจับคู่ธุรกิจ และการขยายช่องทางจำหน่าย โดยมุ่งยกระดับเศรษฐกิจชุมชนจาก “การขายสินค้า” ไปสู่ “การขายคุณค่าและอัตลักษณ์ของชุมชน” เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน กรมการค้าภายในจึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมเที่ยวชมและอุดหนุนสินค้าชุมชน ชิมผลไม้ไทยคุณภาพ และเลือกซื้อของดีจากทั่วประเทศ ในงาน “Villages to Town : เริ่ดจากถิ่น ช้อปฟินในเมือง” ระหว่างวันที่ 24–28 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า เพราะทุกการเลือกซื้อสินค้าไทย ไม่ใช่เพียงการอุดหนุนผู้ผลิต แต่คือการร่วมสร้างตลาด สร้างมูลค่า และสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน พร้อมร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน
ดูเพิ่มเติม
Dit Logo New (2)

ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สอบถามข้อมูล

arrow-down

DIT Chat Service ยินดีให้บริการ

maximize
สอบถามข้อมูลเพิมเติมกับเจ้าหน้าที่ (Admin)

บริการของกรมการค้าภายใน

7422635f-7946-4705-88ec-05d965bd7b40

การขออนุญาตประกอบการค้า

862c658c-96a2-4f51-87cb-7ae89028e48a

สอบถามราคาสินค้าเกษตร

e776ba32-103f-4917-b746-5333af42cf9d

รวบรวมกิจกรรมกรมการค้าภายใน

3e6fa301-b225-4427-b882-4d78e453a2ed

การเดินทางมายังกรมการค้าภายใน

เลขที 563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ 0-2507-5530

โทรสาร: 0-257-5361

E-mail: Saraban@dit.go.th

Call Center: 1569 ร้องเรียน/เสนอแนะ