ภายในเว็บไซต์ ทั่วโลก

เกี่ยวกับกรม
> สรุปผลการสัมมนา และการฝึกอบรม
จำนวนผู้เข้าชม :

สรุปผลการฝึกปฏิบัติงาน (Internship) เรื่องการแข่งขันทางการค้า*

สำนักงานคณะกรรมการการค้าฯ ไต้หวัน ประเทศไต้หวั

 

           กรมการค้าภายในและสำนักงานคณะกรรมการการค้าที่เป็นธรรมไต้หวันได้มี   โครงการความร่วมมือทางวิชาการด้านการแข่งขันทางการค้าระหว่างกันมาตั้งแต่ปี 2545 โดยมีกิจกรรมภายใต้โครงการคือ การจัดส่งเจ้าหน้าที่สำนักส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าไปฝึกปฏิบัติงาน สำนักงาน Taiwan-FTC และการจัดส่งผู้เชี่ยวชาญจาก Taiwan-FTC   มาเป็นวิทยากรอบรมเจ้าหน้าที่สำนักส่งเสริมการแข่งขันทางการค้า กรมการค้าภายใน

ในปี 2547 นี้ กรมการค้าภายในได้ส่งเจ้าหน้าที่จำนวน 2 คน ไปฝึกปฏิบัติงานด้านการแข่งขันทางการค้า สำนักงาน Taiwan-FTC เป็นระยะเวลา 1 เดือน คือระหว่างวันที่ 27 เมษายน – 27 พฤษภาคม 2547 ซึ่งผลการฝึกปฏิบัติงานเรื่องการแข่งขันทางการค้า มีสาระสำคัญโดยสรุป  ดังนี้

1. หลักเกณฑ์การขออนุญาตการรวมธุรกิจ (Merger)คณะกรรมการฯ ได้มีการแก้ไขกฎหมายการแข่งขันทางการค้า ในเรื่องเกี่ยวกับ merger ใหม่ เพื่อให้สอดคล้องสถานการณ์  การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจในยุคปัจจุบันของประเทศ ซึ่งบริษัทข้ามชาติมักจะมีข้อได้เปรียบ โดยการปรับปรุงกฎหมายครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2002 คณะกรรมการฯได้เปลี่ยนระบบการขออนุญาตการรวมธุรกิจจากระบบ Prior Approval System กล่าวคือ ผู้ประกอบธุรกิจที่จะรวมธุรกิจกัน จะต้องขออนุญาตต่อคณะกรรมการฯ ก่อนเมื่อได้รับการอนุญาตแล้วจึงรวมธุรกิจได้มาเป็นการใช้ระบบ Pre Merger Notification กล่าวคือให้ผู้ประกอบธุรกิจที่จะรวมธุรกิจสามารถรวมธุรกิจได้ก่อน พร้อมแจ้งต่อคณะกรรมการฯเพื่อพิจารณา หากคณะกรรมการฯ มิได้มีมติคัดค้านก็สามารถรวมตัวกันได้โดยอัตโนมัติ ในการพิจารณาคณะกรรมการ จะใช้เวลา 30 วัน  และหากมีความจำเป็นอาจจะขยายเวลาได้อีกไม่เกิน 30 วัน ทั้งนี้เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ Taiwan-FTC ยังได้กำหนดเกณฑ์ยอดจำหน่ายใหม่สำหรับธุรกิจสถาบัน      การเงิน (Financial Sector) และธุรกิจที่มิใช่สถาบันทางการเงิน (Non-Financial Sector) ดังนี้

·     ธุรกิจสถาบันการเงิน ( Financial Sector) กรณีนี้ ธุรกิจที่รวมตัวกันจะต้องมีรายได้ในรอบปีที่ผ่านมาเกินกว่า 20,000ล้านดอลลาร์ไต้หวัน และ            ผู้ประกอบธุรกิจรายหนึ่งมีรายได้เกินกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ไต้หวันในรอบปีที่ผ่านมา

·     ธุรกิจที่มิใช่สถาบันทางการเงิน (Non-Financial Sector) กรณีนี้ ธุรกิจที่รวมตัวกันจะต้องมีรายได้ ในรอบปีที่ผ่านมาเกินกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน และผู้ประกอบธุรกิจรายหนึ่งมีรายได้เกินกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ไต้หวันในรอบปีที่ผ่านมา

การที่ Taiwan – FTC กำหนดยอดรายได้ของธุรกิจสถาบันการเงิน (Financial Sector) สูงกว่า ธุรกิจที่มิใช่สถาบันการเงิน ( Non-Financial Sector) เนื่องจาก ธุรกิจสถาบันการเงินมีรายได้จากการประกอบธุรกิจมากกว่า ธุรกิจที่มิใช่สถาบันการเงินและเนื่องจากปัจจุบันธุรกิจการเงินต่างประเทศได้มาลงทุนในประเทศไต้หวันเป็นจำนวนมาก คณะกรรมการฯ  จึงได้ผ่อนคลายกฎเกณฑ์ให้ธุรกิจสถาบันการเงินรวมตัวกันได้ง่ายขึ้น เพื่อสามารถแข่งขันกับสถาบันการเงินต่างประเทศได้ และจากการใช้ระบบ Pre Merger Notification และการปรับเพิ่มยอดรายได้ของเกณฑ์การรวมธุรกิจ ทั้งในธุรกิจสถาบันการเงิน ( Financial Sector) และธุรกิจที่มิใช่สถาบันทางการเงิน (Non-Financial Sector) จากเดิมซึ่งไม่ได้มีการแยกว่าเป็นธุรกิจสถาบันการเงิน( Financial Sector) หรือธุรกิจที่มิใช่สถาบัน      การเงิน (Non-Financial Sector) และเคยกำหนดยอดรายได้ไว้ 5,000 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน มาเป็นธุรกิจสถาบันการเงิน ( Financial Sector) จะต้องมีรายได้ในรอบปีที่ผ่านมาเกินกว่า 20,000ล้านดอลลาร์ไต้หวัน และ ธุรกิจที่มิใช่สถาบันการเงิน (Non-Financial Sector) ต้องมีรายได้ในรอบปีที่ผ่านมาเกินกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน ทำให้สถิติจำนวน            การขออนุญาตรวมกิจการลดน้อยลงกว่าที่เคย

กรณีศึกษาจากคดีตัวอย่าง กรณีการขอรวมธุรกิจ (Merger) ระหว่าง       ห้างสรรพสินค้า Hui Kang และห้าง Hui Yang Supermarket กรณีนี้ คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาว่าเนื่องจากปัจจุบันธุรกิจการค้าส่ง-ค้าปลีก ในประเทศไต้หวันได้มีการพัฒนาและขยายตัวอย่างมาก ควบคู่ไปกับความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี   ทำให้รูปแบบของธุรกิจเปลี่ยนไป โดยสินค้ามีต้นทุนต่ำและราคาถูกลง ทำให้ธุรกิจค้าปลีกขนาดกลางและขนาดเล็กไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาด คณะกรรมการ Taiwan – FTC จึงได้พิจารณาให้ห้างสรรพสินค้า Hui Kang และห้าง Hui Yang Supermarket  รวมกิจการกันได้ เนื่องจาก การรวมตัวของธุรกิจทั้ง 2 ไม่ก่อให้เกิดการจำกัดการแข่งขันในตลาดค้าปลีกและตลาดที่เกี่ยวข้อง (Relevant Market) อีกทั้งเมื่อธุรกิจทั้ง 2 รวมกันแล้วจะก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ และผู้บริโภคก็จะได้รับประโยชน์ทั้งทางด้านราคาสินค้าที่ถูกลงและ          คุณภาพสินค้าที่ดีขึ้น ปัจจุบันสถิติ การรวมธุรกิจ (Merger) ระหว่างธุรกิจค้าปลีกได้เพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ เนื่องจากการกำหนดยอดเงินรายได้ของเกณฑ์การรวมธุรกิจที่มิใช่สถาบัน              การเงิน (Non-Financial Sector) ที่สูงขึ้น ทำให้ธุรกิจค้าปลีกขนาดกลางและขนาดเล็กสามารถรวมตัวได้ง่ายยิ่งขึ้น

2. การกำหนดธุรกิจที่เข้าข่าย Monopoly  ในการกำหนดธุรกิจที่เข้าข่าย Monopoly คณะกรรมการฯ จะพิจารณาจากสัดส่วนการตลาด (Market Share) ของธุรกิจนั้น ๆ ในตลาด หากธุรกิจใดก็ตามหากมี Market Share มากกว่า 50 % ขึ้นไป จะเข้าข่ายเป็น Monopoly ทันที โดยธุรกิจที่เข้าข่ายเป็น Monopoly ห้ามมีพฤติกรรม
ดังต่อไปนี้

2.1            ใช้วิธีการใดๆ ที่ไม่เป็นธรรม อันเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันของ        ผู้ประกอบการรายอื่นทั้งโดยทางตรง และทางอ้อม

2.2            การกำหนดและเปลี่ยนแปลงราคาสินค้า/ค่าบริการโดยไม่สมเหตุสมผล

2.3การกำหนดเงื่อนไขให้คู่ค้าปฏิบัติต่อตนเป็นพิเศษโดยปราศจาก    เหตุผลอันสมควร

2.4การใช้อำนาจเหนือตลาดอื่น โดยไม่เป็นธรรม

สำหรับเกณฑ์ในการกำหนดสัดส่วนการตลาด (Market Share) จะพิจารณาจาก      สัดส่วนของยอดการจำหน่ายของสินค้าหนึ่ง หรือการให้บริการของธุรกิจ หนึ่ง ในตลาด      ภายในระยะเวลาที่กำหนด (ยกเว้นการส่งออก) ตลอดจนสัดส่วนยอดจำหน่ายรวมของผู้ผลิตรายอื่น ในตลาด ทั้งนี้การพิจารณาสัดส่วนการตลาดอย่างน้อยจะต้องพิจารณาองค์ประกอบ ดังต่อไปนี้

·          สินค้าทดแทน หรือการจ้างแรงงาน ตลอดจนขอบเขตของตลาด และเวลา

·     การนำเข้า และส่งออกวัตถุดิบเข้า-ออกประเทศไต้หวัน

·   การเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนการตลาดของตลาดที่เกี่ยวข้อง (Relevant Market)

·     การพิจารณาจากจำนวน ปริมาณ โควต้าการจำหน่าย

·   จำนวนการผลิต มูลค่าการผลิต ความสามารถในการผลิต จำนวนแรงงาน ต้นทุนในการบริหารมาประกอบการพิจารณาด้วย

3. การตกลงร่วมกัน (Concerted Action ) ตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้าของประเทศไต้หวันหมายถึง การสมรู้ร่วมคิด (collusion) ในลักษณะของข้อตกลง สัญญาร่วมกันในลักษณะทั้งที่เปิดเผย และไม่เปิดเผย หรือวิธีการอื่น ในการกำหนดราคาสินค้า และบริการ  จำกัดปริมาณ เทคโนโลยี เครื่องมือ คู่ค้า พื้นที่จำหน่าย ตลอดจนการประมูล อันทำให้เกิดผลกระทบต่อการแข่งขัน ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ จะให้ความสนใจเป็นพิเศษกับตลาดของ  สินค้า และบริการที่มีการผูกขาด ( Monopoly) กึ่งผูกขาด (Oligopoly Market) ว่าพฤติกรรมของผู้ประกอบการว่ามีการจำกัดการแข่งขันหรือไม่ อย่างไรก็ตามก็มีข้อยกเว้น ในกรณีที่เป็นการตกลงร่วมกันเพื่อการวิจัย การพัฒนาสินค้าและตลาดของสินค้า เพื่อส่งเสริม      การส่งออก การนำเข้าเพื่อการค้า หรือการตกลงร่วมกันเพื่อจำกัดราคา ปริมาณของสินค้าในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ การตกลงร่วมกันระหว่างธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก เป็นต้น ทั้งนี้ การตกลงร่วมกันจะต้องขออนุญาต และได้รับการอนุมัติจาก Taiwan – FTC ก่อนเท่านั้น

 

 

4. การปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม (Unfair Trade Practice) ตามมาตราที่ 19 และตามมาตราที่ 24 ได้กำหนดห้ามผู้ประกอบการใดๆ มีพฤติกรรมที่เป็นการลดหรือจำกัดการแข่งขันที่เป็นธรรม และผู้ประกอบธุรกิจที่มีอำนาจเหนือตลาด (Dominant Position) ห้ามมีพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมอันจะมีผลกระทบต่อความเป็นระเบียบทางการค้า ดังกรณีตัวอย่าง (Case Study) ของบริษัท Fu Qun Supermarket ที่ใช้อำนาจเหนือตลาด (Dominant Position) ที่มีอยู่ของตนในการกำหนดสัญญาข้อตกลงเกี่ยวกับการเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมที่ไม่เป็นธรรม และให้ Supplier นำสินค้าออกจาก Shelf โดยไม่มีความโปร่งใส ทั้งนี้ จากการพิจารณาของคณะกรรมการฯ ปรากฏว่า บริษัท Fu Qun Supermarket มีความผิดตามมาตรา19 ข้อ6และตามมาตรา 24 เกี่ยวกับพฤติกรรมการกำหนดเงื่อนไขทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม จึงลงโทษปรับเป็นเงิน 600,000 ดอลลาร์ไต้หวัน

 

 
*
จัดทำโดยนางสาวญาณิศา  ศรีสัจย์วาจา นักวิชาการพาณิชย์ 7 และนางจิตนิภา  หวังเชิดชูวงศ์ 
เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 7 สำนักส่งเสริมการแข่งขันทางการค้า

 

 

 




คุณเข้ามาเป็นคนที่
01641449
(เริ่มนับตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2555)
กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์
44 /100 ถนน นนทบุรี 1 ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี
โทร. 0-2507-6111 โทรสาร 0-2547-5361